Removing Offending Key in known_hosts

บางทีเวลาเรา ssh ไปที่เครื่องอื่น จะเจอ error ประมาณนี้

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@
@    WARNING: REMOTE HOST IDENTIFICATION HAS CHANGED!     @
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@
IT IS POSSIBLE THAT SOMEONE IS DOING SOMETHING NASTY!
Someone could be eavesdropping on you right now (man-in-the-middle attack)!
It is also possible that the RSA host key has just been changed.
The fingerprint for the RSA key sent by the remote host is
a7:a8:f2:97:94:33:58:b7:9d:bc:e0:a6:6b:f7:0a:29.
Please contact your system administrator.
Add correct host key in /home/pi/.ssh/known_hosts to get rid of this message.
Offending key in /home/pi/.ssh/known_hosts: 12
Permission denied (publickey,password).

แปลว่า key ที่เครื่องเราเคยจำไว้ มันไม่ตรงกับ key ที่เครื่องปลายทางใช้อยู่ ถ้ามั่นใจว่าเป็นเครื่องที่เราต้องการ connect เข้าไปจริงๆ ไม่ได้โดน MITM ละก็ ให้ลบ key เก่าที่อยู่ในไฟล์ ~/.ssh/known_hosts ทิ้ง เพื่อให้เครื่องเราบันทึก key ใหม่นี้แทน

ปกติที่ทำคือ vi ~/.ssh/known_hosts แล้วไปลบออกดื้อๆ แต่ช่วงนี้ลง firmware Raspberry Pi ใหม่บ่อยๆ เวลา ssh เข้าไปครั้งแรกมันจะฟ้องทุกครั้ง (เพราะเป็น IP เดิม แต่ key เปลี่ยน) เลยลอง google ดู พบว่ามีวิธีแก้แบบคำสั่งเดียวจบอยู่สองแบบ

จากตัวอย่างข้างบน สมมติว่า ssh มันฟ้องว่า key ที่มีปัญหาอยู่บรรทัดที่ 12 ให้เลือกใช้คำสั่งใดคำสั่งหนึ่งข้างล่างนี้

Elegant way:

ssh-keygen -R 12

Geekier way:

sed -i '12d' ~/.ssh/known_hosts 

EUROPE 2015 : GHENT, BELGIUM

หลังจากผิดหวังกับ Bruges มา เราก็หวังว่า Ghent จะเป็นเมืองที่ถูกจริตกับเรามากกว่า

การเดินทางจาก Bruges มา Ghent ใช้เวลาแค่ประมาณ 1 ชั่วโมงโดยรถไฟ IC  ตอนแรกที่วางแผน เราจัดทริปมา Ghent แค่เป็น Half Day Trip เท่านั้น และจองโรงแรมที่ Bruge ไว้ 2 คืน แต่พอใกล้ๆวันจะมาเที่ยว หาข้อมูล ปรับปรุงแผนเที่ยวไปเรื่อยๆ เราก็เปลี่ยนแผน โดยเปลี่ยนมานอนที่ Ghent แทน 1 คืน ด้วยเหตุผล 2 อย่างคือ 1. ประหยัดค่ารถไฟ เพราะไม่ต้องเดินทางไป-กลับ 2. ค่าโรงแรมที่ Ghent ก็เท่าๆกับที่ Bruges

เนื่องจาก Ghent เป็นเมืองที่ City Center อยู่คนละที่กับสถานีรถไฟ เราจึงจองโรงแรม ibis Gent Centrum St Baafs Kathedraal ซึ่งอยู่ตรงใจกลาง Center พอดิบพอดี โรงแรมนี้มีสิ่งพิเศษอย่างหนึ่งคือเราสามารถ Check-in online ได้ … นั่นแหละ คือเชคอินผ่านเนท ก่อนเดินทางไป และพอไปถึงก็รับกุญแจเข้าห้องพักได้เลย เลิศที่สุด

เราเชคอินโรงแรมก่อนออกจาก Bruges และพอเดินทางไปถึง พนักงานก็เตรียมคีย์การ์ดไว้รอเราเรียบร้อยแล้ว เป็นแนวคิดที่ Amazing จริงๆ

P4161029

การเดินทางไปยังโรงแรม/City Center ก็ขึ้นรถรางสาย 1 เลย  ระวังแค่อย่าขึ้นผิดด้านก็พอ เดี๋ยวจะไม่ถึง โรงแรม iBis อยู่ใกล้ๆป้าย Korenmarkt  ต้องเดินประมาณสามนาที

GOPR6069

ห้องโรงแรมก็ตามมาตราฐาน iBis เล็กๆ แต่อยู่แล้วสบายตัว สบายกระเป๋า

หลังจากเอากระเป๋าเข้าห้องเสร็จ เราก็ออกเดินทางสู่จุดหมายแรก นั่นคือ Saint Bavo’s Cathedral

P4161031

จุดหมายแรกอยู่ไกลมาก ประมาณสามสิบก้าว จากประตูโรงแรม เสียดายที่ภายนอกของ  Saint Bavo’s Cathedral กำลังซ่อมแซม สภาพเลยเป็นอย่างที่เห็น แต่ช่างเถอะ เพราะของจริง มันอยู่ด้านใน ที่นี่เป็นที่ๆยังไงก็ต้องมาดูให้ได้ เพราะโบสถ์นี้เป็นสถานที่จัดแสดงภาพวาด The Adoration of the Mystic Lamb อันมีชื่อเสียง

GOPR6076

The Adoration of the Mystic Lamb ถูกวาดโดยสองพี่น้อง Jan van Eyck  และ Hubert Van Eyck แต่ความจริงว่าใครเป็นคนวาดส่วนไหนบ้าง ยังไม่สามารถบอกได้แน่นอน ภาพวาดถูกใส่ไว้ในกระจกอย่างหนาตราช้าง และภายในห้องแสดงนี้ห้ามถ่ายรูป แต่ก็ไม่ได้มีเจ้าหน้าที่มาคอยจ้องนักท่องเที่ยวมากนัก เราเห็นมนุษย์ป้าและมนุษย์ลุงหลายคนยกกล้องขึ้นมาถ่ายหน้าตาเฉย (ด้วยความหน้าบาง เราเลยถือกล้อง GoPro และกดถ่ายมาแบบเนียนๆ แต่ทำแบบนี้ไม่ดีนะครับ ห้ามเลียนแบบ)

P4160949

ลำพังแค่ฝีมือ ภาพวาดนี้ก็ดังพลุแตกอยู่แล้ว แต่มันมีเหตุการณ์อื่นอีก ที่ทำให้มันโคตรดัง ถึงแม้จะเป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นก็ตาม

เมื่อวันที่ 10 เมษายน 1934 ภาพ “The Just Judges” ซึ่งคือภาพด้านล่างซ้าย และภาพ “St John the Baptist” ซึ่งเป็นภาพที่อยู่ด้านตรงข้าม (ตอนปิด Altarpiece) ได้ถูกขโมยไป โดยโจรผู้นี้ ได้ส่งจดหมายถึง Bishop of Ghent เพื่อเรียกค่าไถ่ภาพที่หายไปเป็นเงินถึง 1,000,000 ฟรังเบลเยี่ยม ถ้าคิดเป็นเงินไทยตอนนี้กว่ามากกว่า 16 ล้านบาทเข้าไปแล้ว

ในวันที่ 30 เมษายน เพื่อแสดงความตั้งใจดี (ภาษาอังกฤษใช้คำว่า show good faith) เจ้าโจรผู้นี้ก็ได้ส่งใบรับฝากของมาให้  ซึ่งเมื่อตำรวจไปดูว่าของนั้นเป็นอะไร ก็พบว่าเจ้าโจรได้นำภาพ “St John the Baptist” เก็บใส่กล่องอย่างดี แล้วไปฝากไว้ที่จุดรับฝากกระเป๋าเดินทางที่สถานี Brussels North

ว่ากันว่าตอนแรก Bishop จะยอมจ่ายเงินแล้ว แต่ รมต. ยุติธรรม บอกว่า “ที่นี่ไม่ใช่อเมริกา เราไม่เจรจากับพวกโจร” และบอกโจรไปว่า จะยอมจ่ายแค่ 250,000 เท่านั้น แต่โจรผู้นี้ก็ไม่ได้ส่งข้อความอะไรมาอีก

ผ่านไป 7 เดือน จนถึงวันที่ 25 พฤศจิกายน 1934 นาย Arsène Goedertier ซึ่งประสบเหตุหัวใจวาย ได้บอกกับทนายของเขาก่อนตายว่า “ข้าเป็นคนเดียวที่รู้ว่าภาพวาดอยู่ที่ไหน จงไปดูในลิ้นชักด้านขวาที่โต๊ะเขียนหนังสือของข้าสิ ข้อมูลอยู่ที่นั่น”

หน่วนสืบสวนไปตรวจสอบ และพบหลักฐานหลายชิ้น ที่บ่งบอกได้ว่า นายคนนี้ เป็นคนส่งจดหมายเรียกค่าไถ่แน่นอน แต่ก็ไม่มีหลักฐานว่าแกเป็นขโมยจริงๆ เพราะคนๆนี้ รวย และไม่มีแรงจูงใจใดๆ แถมแก่แล้ว ตามองไม่ค่อยเห็นในตอนกลางคืนอีกด้วย คงไม่สามารถเข้าไปขโมยภาพวาดในความมืดได้

ตั้งแต่นั้นมา ก็ไม่มีหลักฐานใดๆ หรือมีข้อความจากโจรส่งมาอีก .. จนถึงวันนี้ภาพ “The Just Judges” ก็ยังคงเป็นภาพในตำนานที่ยังมีแนวโน้มว่ามวลมนุษย์ชาติ จะไม่ได้มันคืนมาอีกแล้ว

P4160956

จะบอกว่าภาพถ่าย 2 ภาพที่เป็นตอนที่ Altarpiece ปิดและเปิดนี้  เป็นภาพที่ถ่ายจากรูปเลียนแบบขนาดเท่าของจริงที่อยู่ในโบสถ์  ไม่ได้ถ่ายจากของจริงนะ มีแค่รูปมัวๆอันแรกเท่านั้น ที่แอบถ่ายมา  โดยภาพเลียนแบบนี้จะอยู่ในห้องนึงของโบสถ์ และสามารถเข้าไปได้แค่คนที่ซื้อตั๋วเข้าไปดูของจริงแล้วเท่านั้น .. นับเป็นโชคดีมากๆ ที่เราผ่านไปเห็น เพราะมีไกด์ฝรั่งกับลูกทัวร์สองคนยืนดูอยู่ เราเลยเปิดประตูเข้าไปบ้าง แต่หลังจากนั้นนักท่องเที่ยวคนอื่นเดินผ่านมาด้อมๆมองๆ แต่ไม่มีใครกล้าเปิดประตูเข้ามาอีกเลย  เราเลยมีโอกาสเปิดปิดภาพ และถ่ายรูปได้ตามใจชอบ  .. รู้สึกนอนตายตาหลับ ~*

P4160943

โบสถ์นี้เป็นแบบ Gothic จึงไม่ได้มีอะไรน่าสนใจมากนัก หลังจากชื่อชมภาพ The Adoration of the Mystic Lamb จนพอใจแล้ว เราก็ออกมาหาข้าวกิน

P4160971

แถวนั้นมีร้าน McDonald’s และร้านอาหารชื่อ EXKI เราจึงเลือกกินอย่างหลัง ตามความตั้งใจที่จะไม่กิน Mc และก็ไปนั่งกินตรงสนามหญ้าใกล้ๆ Saint Nicholas’ Church ซึ่งเป็นจุดหมายถัดไปหลังอาหาร

P4160978

ข้างๆสนามหญ้าก็มี Het Belfort van Gent หรือหอระฆังอยู่ จากรูปจะเห็นว่ามีฝรั่งนั่งกินข้าวเหมือนเราหลายกลุ่มเลย บรรยากาศดีมาก

P4161035

Saint Nicholas’ Church ช่างเป็นโบสถ์ที่ไม่มีอะไร ข้างในดูจนมาก เก่าๆผุพังไปหมด แถมไม่มีผลงานอะไรสำคัญมาดึงดูดนักท่องเที่ยวอีกด้วย

P4160981

เราจึงใช้เวลาอยู่ที่นี่ไม่นาน หลังจากนี้ก็จะเป็นการเดินเล่นชิลๆ เพราะสถานที่สำคัญเราดูไปเกือบหมดแล้ว

P4160997

ถัดมาอีกแค่นิดเดียว ก็จะเป็น St Michael’s Bridge และจุดเดินเล่นชมวิว

GOPR6089

เราเดินเล่นไปเรื่อยๆจนถึง Gravensteen ซึ่งเป็นปราสาทของท่านเค้าน์ แต่ดูแล้วไม่มีอะไร แถมค่าเข้าชมแพง เราเลยถ่ายรูปมาเฉยๆ สำหรับคนสนใจเหมือนว่าภายในจะมีพิพิธภัณ์ฑ์แสดงเครื่องทรมาณคนน่ะ

P4160970

วนไปวนมาก็กลับมาที่เดิมอีกครั้ง เราเลยเดินกลับโรงแรมเพื่อไปพักผ่อน

P4161048

บังเอิญผ่านไปเห็นร่าน Moochie เลยแวะกินเสียหน่อย

P4160940

สุดท้ายก็กลับมาหน้าโรงแรม เราเข้าไปนอนพักเอาแรง และก็หลับกันจริงจังมาก จนถึงมืดๆ ถึงค่อยออกมาถ่ายรูปเล่นอีกครั้ง

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ครั้งนี้ลองถ่าย Bracketed Photo ดูบ้าง แล้วเอามารวมกันเป็นรูป HDR

และแล้วการเที่ยว Ghent เมืองเล็กๆก็จบแค่นี้ พรุ่งนี้เราจะไปลุยเมืองใหญ่กันบ้าง

EUROPE 2015 : BRUGES, BELGIUM

เนื่องจากเราพักโรงแรมติดกับสถานีรถไฟที่ COLOGNE เราจึงวางแผนเดินทางไป BRUGES เอาไว้ค่อนข้างเช้า โดยการเดินทางจะเริ่มจากการขึ้นรถ ICE ไปยังสถานี Brussels-Midi เสียก่อน แล้วต่อรถไฟ IC ไปที่ BRUGES

การนั่งรถไฟ ICE ในช่วงแรกไม่มีปัญหาอะไร รวดเร็วและสบาย แต่แล้วพอเราไปต่อรถไฟ IC นี่แหละ ก็เจอกับ..

GOPR6007

พระเจ้าช่วย รถไฟมันแน่นมากกกกกกกกกกกกกก ถึงกับมีคนขึ้นรถไฟไม่ได้เพราะมันล้นออกนอกประตูไปแล้ว  เราก็ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้คือสภาพปรกติหรือเปล่า หรือมันมีอะไรพิเศษกันแน่ แต่ที่แน่ๆ เราเลยต้องยืนบนรถไฟปลากระป๋อง 1 ชั่วโมงเต็ม

P4150686

พอไปถึง Bruges ซึ่งเป็นเมืองที่ City Center อยู่คนละที่กับสถานีรถไฟ เราก็เดินทางไปฝากของไว้ที่ที่พักก่อนเป็นอันดับแรก โดย Hostel ที่จองไว้วันนี้คือ Lybeer Travellers’ Hostel ซึ่งอยู่ใกล้ๆ City Center

GOPR6063

ที่ Hostel นี้ไม่มีลิฟท์ และบันไดขึ้นลงแคบมาก ..  ข่าวร้ายคือเราได้ห้องพักชั้น 3  แปลว่าต้องถือกระเป๋าขึ้นสองรอบ แต่พอแบกกระเป๋าขึ้นมาแล้ว มาเจอว่าห้องเราจริงๆแล้วอยู่ชั้น 3 ครึ่ง .. มันเป็นชั้นยกระดับต่อไปอีก ทำให้ต้องแบกกระเป๋าเดินทางขึ้นอีกครึ่งชั้น  ดีนะที่กระเป๋าไม่ได้หนักมาก ไม่งั้นอาจจะสิ้นใจตายก่อน

GOPR6067

ที่พักมี Wifi ให้ใช้และตัวสัญญาณทั่วถึงดี ด้านล่างมีห้อง Common Room ขนาดใหญ่ พร้อมครัวอยู่ด้านหลัง แต่ไม่มีอาหารเช้าให้

P4150937

ตอนไปถึงไม่ได้ถ่ายรูปหน้าโรงแรมไว้ อันนี้กลับมาถ่ายตอนกลางคืน

P4150686

พอเก็บของเสร็จ ก็ไม่รอช้า ออกเดินเที่ยวกันเลย แต่เอ๊ะ .. ต้องหาซื้อซิมการ์ดก่อน ถ้าจำไม่ผิดซื้อยี่ห้อ Base  ราคา 10 ยูโร ได้ 3G รวม 1 GB จัดว่าไม่ค่อยแพง

ที่เราคิดว่าเมืองนี้จะเป็นเมืองเล็กๆเงียบสงบ ก็เพราะเมืองนี้ต่อต้านร้านอาหารแฟรนไชด์อย่างมาก อย่าง McDonald’s ก็พึ่งได้เปิดสาขาที่ Bruges เมื่อเดือนธันวาคมปี 2014 เอง  แต่พอได้มาเห็นสถาพเมืองกับตาตัวเอง ก็คิดว่านี่มันไม่ใช่แล้ว ถ้าคนเยอะและวุ่นวายขนาดนี้ ยอมให้มีทุกยี่ห้อเลยดีกว่ามั้ย คือไม่รู้จะต่อต้านไปเพื่ออะไร

P4150693

เห็นรูปขนาดของมวลมหานักท่องเที่ยวหรือเปล่าว่ามันเยอะขนาดไหน ได้ข่าวว่าไป Heidelberg กับ Cologne ยังไม่มีนักท่องเที่ยวหนาแน่นขนาดนี้เลยนะ

P4150713

เมื่อเห็นจำนวนนักท่องเที่ยวที่เป็นกรุ๊ปทัวร์จำนวนมหาศาลขนาดนั้น พวกเราจึงถอดใจและพากันเดินหลบไปเก็บภาพมุมมหาชนเงียบๆกันก่อนดีกว่า แต่สภาพของต้นไม้ที่มุมมหาชนตอนนี้แห้งเหี่ยวสุดๆ ไม่เหลือความสวยงามเลยแม้แต่น้อย

P4150855
P4150797
P4150732
P4150749
P4150716

เมื่อผิดหวังจากมุมมหาชนแล้ว ก็ต้องมุ่งหน้าสู่จุดหมายถัดไป นั่นก็คือ Church of Our Lady Bruges ที่มีผลงานศิลปะชิ้นสำคัญอยู่ ระหว่างทางจะมีมุมถ่ายรูปทางด้านหลังโบสถ์ ตรงสะพานข้ามคลองเล็กๆ ใกล้ๆกับ Gruuthusemuseum

P4150781

ภายในโบสถ์นี้มีงานสำคัญอยู่สองชิ้น อันแรกคือรูปแกะสลักหินอ่อน Madonna and Child ของ Michelangelo ซึ่งเป็นผลงานที่ถูกสร้างขึ้นหลังจากรูปแกะสลัก Pieta ที่ตั้งอยู่ในมหาวิหาร St. Peter ที่กรุงโรมเพียงเล็กน้อย  ถือเป็นงานศิลปะชิ้นสำคัญที่มาซ่อนอยู่ในเมืองห่างไกล และดูเหมือนนักท่องเที่ยวจะไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ด้วย

Credit รูปจาก http://www.trabel.com/brugge/bruges-ourlady.htm

งานชิ้นที่สองเป็นโลงศพของ  Charles the Bold ผู้ซึ่งเป็น Duke of Burgundy คนสุดท้ายของตระกูล และ duchess Mary  ลูกสาวที่เสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากการตกจากหลังม้า  น่าเสียดายที่งานทั้งสองชิ้นอยู่ในช่วงซ่อมบำรุงและไม่เปิดให้เข้าชม

P4150868

พอบ่ายแก่ๆเราก็เดินย้อนกลับเข้าเมืองไปยัง Basilica of the Holy Blood เพื่อเข้าไปดูโบสถ์ข้างใน ที่มีคนบอกว่าสวย

P4150837

ด้านในมีสองชั้น ชั้นล่างเป็นโบสถ์แบบ Romanesque และด้านบนเป็นโบสถ์แบบ Gothic โดยที่โบสถ์นี้มี Relic ชิ้นสำคัญที่เป็นขวดแก้วขนาดเล็กที่ใช้บรรจุของเหลว ภาษาอังกฤษเรียกว่า ‘Vial’ ส่วนที่มันสำคัญก็เพราะเค้าเชื่อกันว่าของเหลวที่บรรจุอยู่ในขวดแก้วนั้นเป็นเลือดของพระเยซู

Credit รูปจาก Wikipedia

เอาจริงๆ เค้าก็พิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นเลือดของพระเยซูจริงหรือไม่ เพราะไม่มีบันทึกหรือเรื่องราวเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้เลย และตัวขวดแก้วอันนี้ ก็ไม่เคยถูกเปิดนับจากวันที่ถูกนำมาไว้ที่นี่ซึ่งก็ย้อนไปถึงศตวรรษที่ 12 นู่น

คนที่อยากเข้าไปดูตัวขวดแก้วอันนี้จะต้องไปต่อแถว แล้วบาทหลวงเค้าจะเรียกเข้าไปทีละคนสองคน ให้เอามือแตะที่ตู้กระจกสี่เหลี่ยม ที่บรรจุเจ้า Vial อันนี้ไว้ จากนั้นบาทหลวงก็จะสวดอะไรสักอย่าง แล้วเราก็เอามือออกได้ พร้อมกับหยอดเงินบริจาคที่่กล่องข้างๆ ตอนเราไปดู ไม่ได้คิดว่ามันจะมีให้บริจาคด้วย และเศษเหรียญก็ใช้จนเกือบหมดแล้ว  พอเค้าให้บริจาค ควักกระเป๋าออกมามีเหรียญ 1 กับ 5 cent แค่นั้นเอง (เทียบเป็นเงินไทยก็ 1 กับ 5 สตางค์) เลยรีบหยอดรีบลงดีกว่า -__-”

P4150842
P4150861
P4150865

จากนั้นเราก็เดินเที่ยวเล่นไปเรื่อยๆ ถ่ายรูปไปตามทาง บริเวณที่เราเดินไป มันอยู่เลย  City Center มาประมาณแค่ 1 ช่วงตึก แต่นึกว่าเมืองร้าง

มีคุณลุงจูงหมาแก่พอกันออกมาเดินเล่น แล้วก็ยืนคุยกับคนที่ผ่านไปมาแถวนั้นอย่างคุ้นเคย เหมือนว่าชีวิตคนท้องถิ่นจะเริ่มตอนเย็นๆ ช่วงที่ฝูงนักท่องเที่ยวเริ่มออกจากเมืองนี้ไปที่อื่นกันแล้วยังไงยังงั้น

P4150803

ค่ำนี้เราได้จองร้านอาหารเอาไว้ตอน 2 ทุ่ม  อีกนานกว่าจะถึงเวลา เราเลยเดินกลับโรงแรม พร้อมกับหาอะไรกินรองท้องไปด้วย

P4150812

ระหว่างทางก็แวะไปกินโยเกิร์ตที่ร้าน Moochie ซึ่งเป็นร้านแฟรนไชด์ที่มีอยู่ในเมืองหลักๆของเบลเยี่ยม มีโยเกิร์ตค่อนข้างหลากหลาย พร้อม Topping ผลไม้น่าอร่อยมากมาย

P4150915
P4150911
P4150909
P4150896
P4150893
P4150891
P4150888
P4150887
P4150921

ใกล้เวลานัดเราก็ออกจากโรงแรม และเดินไปยังร้าน Park Restaurant  ซึ่งเป็นร้านอาหารอันดับหนึ่งของ Bruges ในเวบ TripAdvisor จากที่ลองดูแล้ว คุณภาพอาหารไม่ผิดหวัง แต่ก็ไม่ได้อร่อยคุ้มค่าหรอก ถ้ากลับไปเมืองไทยนี่ราคานี้ไปกิน Sunday Brunch โรงแรมดีๆได้สบายเลย วันที่ไปทานเหมือนจะมีคนไทยไปทานอาหารที่ร้านนี้ด้วยอีก 2 โต๊ะ แต่เค้าดูเป็นผู้ดีกินไวน์กันนะ เราแต่งตัวโคตรนักท่องเที่ยวเลย แถมยังกินแต่น้ำส้มกับโค้ก ^^”

ถ้าใครสนใจไปทานก็สามารถจองโต๊ะล่วงหน้าจากเวบไซต์ของเค้าได้โดยตรง

P4150928

กินอาหารเย็นมาซะอิ่มแปล้ ระหว่างทางกลับโรงแรม ก็ต้องผ่านมุมมหาชนอีกครั้ง แต่ยังไงๆไม่สามารถถ่ายให้สวยได้ เพราะต้นไม้ก็เหี่ยว และน้ำก็ไม่นิ่งด้วย เป็นคลื่นๆถ่ายสะท้อนน้ำออกมาไม่ค่อยโอเค อีกอย่างที่ไม่สามารถถ่ายให้ดูดีได้น่าจะเพราะเรายังอ่อนด้อยเรื่องเทคนิคการถ่ายรูปกลางคืนมากกว่า คงต้องฝึกฝนกันต่อไป

เอาล่ะ ก็หมดแค่นี้สำหรับเมือง Bruges .. โดยรวมก็ไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่อ่ะนะ

EUROPE 2015 : COLOGNE, GERMANY

P4140448

เช้าวันที่ 2 เราก็ออกมาขึ้นรถเบอร์ 33 เบอร์เดิม เพื่อไปต่อรถไฟที่ Heidelberg HBF วันนี้เราเผื่อเวลาเอาไว้เหมือนเดิมและหวังว่าจะไม่ตกรถไฟซ้ำสอง

P4140450

จะว่าไป Heidelberg ก็มีสถานีรถไฟที่ค่อนข้างใหญ่ เพราะมีหลาย Platform เหมือนกัน รถไฟที่จองไว้เป็น ICE ที่วิ่งจาก Mannheim ไปที่ Cologne เพราะฉนั้นก่อนอื่นเราต้องขึ้นรถไฟ Regional ไปที่ Mannheim เสียก่อน

P4140449

รอไม่นานรถ S3 ที่จะพาเราไปยัง Mannheim HBF ก็มา  จาก Heidelberg ไปถึง Mannheim ใช้เวลาเพียงแค่ 16 นาที และเรามีเวลาเปลี่ยนรถแค่ 7 นาที เพื่อย้ายมวลสารจาก S3 ไปที่ ICE ที่อยู่คนละ Platform กัน

P4140452

รถด่วน ICE พาเรามาถึง Cologne HBF ในเวลา 90 นาที ไม่ได้หลับบนรถไฟเท่าไหร่กลัวเดี๋ยวจะหลับเลยป้าย เนื่องจากเมื่องนี้เป็นเมืองที่ City Center อยู่ติดกับสถานีรถไฟ เป็นโอกาสดีที่จะจองโรงแรม ibis ซึ่งเป็นส่วนนึงของสถานีรถไฟ จากรูปจะเห็นว่าสามารถเดินเข้าไปที่โรงแรมได้โดยตรงจากภายในสถานี

P4140454

เชคอินเสร็จ ก็เที่ยงๆพอดี ท้องร้องโครกคราก มื้อนี้เราเลือกกิน KFC ซึ่งมีร้านอยู่ในสถานี สะดวกรวดเร็ว และไม่แพง

GOPR5962

ออกจากโรงแรมมา ก็จะเจอ Cologne Cathedral อยู่ใกล้ๆ  แต่เดี๋ยวเราค่อยเจอกันนะ ตอนนี้ขอไปทำภารกิจที่สำคัญกว่าก่อน

P4140465

ว่าแล้วเราก็เดินไปยังสะพาน Hohenzollernbrücke เพื่อข้ามไปจุดหมายแรกในเมือง Cologne  ระหว่างทางก็เจอแม่กุญแจแห่งรักมากมายจนนึกว่าเห็บเกาะหูน้องหมาซะอีก ระหว่างที่เดินไปตามสะพาน เห็นมีคนเอาใบปลิวมาเสียบไว้ตามแม่กุญแจ เราเลยไปหยิบดูว่ามันคืออะไร ปรากฏว่ามันคือใบปลิวโฆษณารับทำแม่กุญแจจ้า สามารถสั่งทำพิเศษได้หลายแบบมากๆ

P4140467

จุดหมายแรกคือตึก KölnTriangle ซึ่งมีจุดชมวิวอยู่ที่ชั้นดาดฟ้าเป็นกระจก 360°   โดยที่มีลิฟท์บริการจากชั้นล่างตรงไปยัง Observation Desk  สิ่งที่ต้องบอกอีกอย่างคือเวลาเปิด-ปิด ที่ลงไว้ในเวบเหมือนจะไม่ตรงกับความจริง เพราะช่วงหน้าหนาว October 1 – April 30 ในเวบบอกว่าเปิดถึง 8PM แต่จริงๆแล้วเปิดถึงแค่ 6PM นะ

P4140506

ข้างบน Observation Desk จะเป็นประมาณนี้ มีห้องน้ำให้ใช้งานด้วย

P4140510

สำหรับมุมยอดฮิต ก็คงไม่ต้องบอก เพราะมันต้องเป็นมุมที่มองตรงไปที่ Cologne Cathedral แน่นอน

P4140480

ตรงกระจกก็จะมีรูปกับชื่อกำกับ ว่าสิ่งที่เราควรมองในกระจกแต่ละใบคือสิ่งปลูกสร้างหน้าตาแบบไหน

P4140507

ถ้าเทียบกับเมือง Heidelberg แล้วการมาเก็บภาพมุมเด็ดของที่นี่ ถือว่าใช้ความพยายามต่างกันมากกกกกก

P4140533

พอเก็บภาพจนพอใจแล้ว ก็ได้เวลาลงมาเก็บภาพมุมด้านล่างต่อ อันนี้เป็นมุมมหาชนของคงไม่อยากเสียตัง

P4140540

ช่วงบ่ายเรามีโปรแกรมไปดูงานศิลปะกันที่ Wallraf-Richartz Museum ซึ่งก็อยู่ไม่ไกลจาก City Center โดยรวมถือว่างานไม่ค่อยน่าประทับใจ  มีงานจากศิลปินที่น่าสนใจเพียงแค่เล็กน้อย เทียบคุณภาพของงานที่จัดแสดงกับค่าเข้าชมแล้วคิดว่าคงไม่แนะนำให้ใครไปดู  Collection ของที่นี่จะแบ่งเป็น 4 ยุคคือ Middle Age, Baroque, 19th Century และ Drawing  โดยแบ่งจัดแสดง 1 ชั้นต่อ1 ยุค

พอตกเย็น เราก็มุ่งหน้าสู่หัวใจของ Cologne นั่นก็คือตัว Cathedral นั่นเอง

P4140547

ตัววิหารเองไม่ได้เก็บค่าเข้าชม แต่เปิดรับบริจาคแทน และเปิดทำการตั้งแต่ 6 โมงเช้าไปจนถึง 19.30 หรือ 21.00 แล้วแต่ฤดูกาล สามารถตรวจสอบข้อมูลเพิ่มได้จาก http://koelner-dom.de/index.php?id=19167&L=1

จากเวลาเปิดปิดที่ผิดปรกติมากๆ ทำให้ควรจัดโปรแกรมมาเที่ยวที่นี่ไว้อันแรกหรืออันท้ายสุดไปเลย แล้วเอาเวลาช่วงกลางวันไปเที่ยวอย่างอื่น ที่มันเปิดช้าปิดเร็วแทน

P4140558

Cologne Cathedral เป็นศิลปะแบบ Gothic ทำให้การตกแต่งด้านในไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น ส่วนกระจกสี ที่ถือเป็นสีสันของโบสถ์ Gothic ก็มีบานนี้ ที่ออกจะน่าสนใจ ดูเหมือนทีวีซ่าๆ หรือกราฟฟิกของเกม 8 บิต

P4140548 P4140553

กระจกสีส่วนหนึ่งก็เป็นการบอกเล่าเรื่องเกี่ยวกับพระเยซู ซึ่งมีทั้งตอนเกิดและตาย

P4140557

พื้นบางส่วนก็มีลวดลายน่าสนใจ

GOPR5996

พอชื่นชมบรรยากาศภายในมหาวิหารเสร็จแล้ว ก็ได้เวลาไปเดินชิลที่ Shopping Street ที่อยู่ติดกันกับโบสถ์ เดินไปนานสองนาน ก็ไม่ได้อะไร เพราะไม่ได้ตั้งใจซื้อของอยู่แล้ว เราจึงย้อนกลับมาที่โรงแรม เพื่อเอาของเข้าห้อง

GOPR6004

โรงแรม ibis จะอยู่ติดกับสถานีรถไฟ ที่เห็นเป็นอาคารสีเหลืองๆนั่นแหละ

P4140566

Cologne HBF เป็นสถานีที่คนคึกคักตลอดๆ

P4140567

หันหลังจากหน้าสถานีมา ก็จะเจอมุมแบบนี้

P4140569

ถึงแล้ว ibis Hotel Köln am Dom

GOPR6005

ภายในห้องก็เล็กๆปรกติ แต่ facility ทุกอย่างเพียบพร้อม  นอนสบายสุดๆไปเลย หลังจากเอาของเข้าห้อง อาบน้ำอาบท่ากับเรียบร้อย ก็ได้เวลาออกหาของกินมื้อเย็น โดยที่ครั้งนี้ เราตั้งเป้าว่าจะไม่กิน Junk Food อย่าง McD หรือ BK พอลองเปิดหาร้านที่น่าจะใช้ได้ ในบริเวณใกล้เคียงใน App TripAdvisor ก็จิ้มได้ร้านนี้มา

P4140573

P4140579 P4140582 P4140585

ไม่ต้องคิดมาก สั่งเบียร์ก่อนเลยจ้า ส่วนอาหารก็สั่งไส้กรอกกับปลามาลอง รสชาติก็งั้นๆ

P4140682

พอตกกลางคืนก็ออกมาเก็บภาพสถานีในความมืดอีกสักรอบOLYMPUS DIGITAL CAMERA

พยายามใช้เทคนิคถ่ายรูปให้สามารถลบคนที่เดินไปเดินมาได้ โดยการถ่ายรูปหลายๆใบ จากเวลาต่างกัน แล้วค่อยเอามารวมกันในคอมทีหลัง แต่สุดท้ายก็ต้องยอมแพ้ เพราะคนบางกลุ่มมันยืนแช่อยู่ที่เดิมเป็นสิบนาที -_-” ไม่เข้าใจว่าทำไมมันไม่เดินไปที่อื่นกันบ้างนะ

การเที่ยว Cologne ก็จบเพียงเท่านี้

EUROPE 2015 : HEIDELBERG, GERMANY

HEIDELBERG จะว่าไปก็เป็นเมืองมหาวิทยาลัย ไม่ได้มีอะไรที่ยิ่งใหญ่มากๆ แต่มีจุดน่าสนใจอยู่ที่วิวของปราสาท (Heidelberg Castle) และสะพานข้ามแม่น้ำ Neckar (Alte Brucke)

ณ. เวลาสิบเอ็ดโมงครึ่ง หลังจากเหนื่อยกับการตกรถไฟ เจ้ารถไฟ IC ก็พาพวกเรามาถึง Heidelberg HBF จนได้  จากตัวสถานี ภารกิจแรกก็คือต้องขึ้นรถเมล์ไปที่โรงแรม ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆกับ City Center ก่อน

OLYMPUS DIGITAL CAMERA OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ป้ายรถเมล์+Tram อยู่ตรงหน้าสถานี ด้าน Burger King  ถ้าออกมาแล้วไม่เจอ Burger King แสดงว่าผิดด้าน ตอนนี้เราต้องขึ้นรถเมล์สาย 33 ไปที่ป้าย Rathaus/Bergbahn ซึ่งใช้เวลาประมาณ 15 นาที สำหรับค่าตั๋วรถเมล์ ปี 2015 เค้าเปลี่ยนจากตั๋ว Single แบบเที่ยวเดียวเป็นตั๋วแบบเวลาโดยเวลาน้อยที่สุดคือ 60 นาที (ในเวลานี้ขึ้นรถกี่รอบก็ได้)  และก็เปลี่ยนราคาจากประมาณ 1.5 ยูโร ไปเป็น 3 ยูโร …. เซ็งมั้ยล่ะ

สำหรับโรงแรมที่เราเลือกพักที่นี่คือ Lotte – The Backpackers ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับสถานีขึ้นรถกระเช้าไปที่ Heidelberg Castle

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
OLYMPUS DIGITAL CAMERA

รายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ที่ http://www.lotte-heidelberg.de/en/home.html พอเข้าไปเชคอิน ก็พบว่าวันนี้มีคนไทยหลายกลุ่ม เข้าพักที่โรงแรมนี้ด้วย  จะเรียกว่าเป็นคนไทยทุกห้องก็คงได้

ห้องที่เราเลือกเป็นแบบ Double Bed Private แชร์ห้องน้ำ สภาพห้องเป็นเหมือนห้องใต้หลังคา และขอบอกว่าที่นี่ไม่มีลิฟท์นะ ต้องถือกระเป๋าขึ้นไปเอง ถ้ามีปัญหาด้านสุขภาพคงไม่เหมาะ นอกจากนั้นก็มี Wifi ให้ใช้ มีห้องครัว แล้วก็มีอาหารเช้าแบบง่ายๆให้กิน (กาแฟ + ซีเรียล) ข้อดีที่สุดของที่นี่ คืออยู่ใกล้สถานที่ท่องเที่ยวทุกที่ๆตั้งใจจะไป

DCIM103GOPRO

หน้าตาห้องก็เป็นแบบนี้ ห้องแคบๆ แค่พอมีเตียงและที่รอบๆเตียงนิดหน่อย

ตอนแรกเราตั้งใจจะขึ้นรถกระเช้าจากหน้าโรงแรมไปที่ Heidelberg Castle แต่ป้าเจ้าของ Hostel บอกเราว่า “โอ๊ย อย่าขึ้นเลย รถกระเช้าน่ะ ยูเดินเอาดีกว่า นิดเดียวเอง”  พร้อมกับหยิบแผนที่ออกมาวาดให้ดู  “นี่ๆ เดินแบบนี้นะ” แกเริ่มสอนเราอย่างชำนาญ  เราก็เชื่อแก  .. ก็งี้แหละนะ วันแรก แรงยังดี ;)

สำหรับ Heidelberg Castle นี่จะเรียกว่าปราสาทก็กะไรอยู่ ควรเรียกว่าซากปราสาทมากกว่า เพราะสภาพเละเทะมาก นอกจากนั้นปราสาทนี่ต้องเที่ยวช่วงเช้า เพราะถ้าเป็นช่วงบ่าย การถ่ายรูปมุมสวยๆจะเป็นรูปย้อนแสง สำหรับคนชอบถ่ายรูปอย่างเรา ถือเป็นความผิดพลาดอย่างร้ายแรง ถ้าเจอมุมสวยๆย้อนแสง

P4130323

ทางเดินขึ้น-ลงของ Heidelberg มีอยู่สองทาง ทางแรกคือทางชันน้อยแต่ไกล กับอีกทางคือทางชันมาก (เป็นบันได) แต่ระยะทางสั้นกว่า

P4130325 P4130324

เราลองหันไปหันมาเปรียบเทียบทางเดินสองด้าน แล้วสุดท้ายก็ ..

P4130264

เลือกเดินทางชันน้อยแต่ไกลดีกว่า เพราะคิดว่าขึ้นบันไดคงไม่สุนทรีย์เท่าเดินชิลๆกินลมหรอก ไอ้ที่ว่าชันน้อย นี่เดินจริงก็เมื่อยใช่เล่นนะ  พอเดินขึ้นไปถึงด้านบน เรารีบตรงไปตรงจุดชมวิวที่เป็น Terrace ใหญ่ๆ ซึ่งเป็นจุดถ่ายรูปปราสาทที่ดีมากจุดนึง และต้องพบกับความผิดหวัง เพราะตรงบริเวณนั้นดันซ่อมแซม ทำให้ไม่สามารถเข้าไปตรงมุมสุดของ Terrace ที่ตั้งใจมาเก็บภาพได้  นอกจากนั้นจุดชมวิวที่ทำทดแทน ยังโดนนั่งร้านบังซะอีก เกือบหมดโอกาสเก็บรูปงามๆเลยทีเดียว

P4130273

จากรูปที่กดมาเป็นสิบ ดูเหมือนจะมีแค่รูปนี้ ที่ดูพอใช้ได้แค่อันเดียว

P4130309

สะพาน Alte Brucke

P4130311

กำแพงปราสาทหนามากๆ รู้สึกว่าตรงนี้จะมีประวัติศาสตร์เกี่ยวข้อง แต่จำไม่ได้ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร

คนส่วนใหญ่ที่ขึ้นมาเที่ยวที่ Heidelberg Castle นี่มักจะซื้อตั๋วเข้าชมปราสาท ที่ไม่ได้เป็นปราสาท แต่เหมือนกับเอาผิวหน้าของปราสาทด้านในมาให้ดูมากกว่า และมีการเข้าไปชมโรงผลิตเบียร์ กับพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับยา แต่เราไม่ได้เข้าไปดู เพราะความสวยงามของที่นี่ มันไม่ใช่ตรงนั้น

หลังจากเก็บภาพเรียบร้อย เราก็เดินลงเขา กลับไปที่โรงแรม โดยครั้งนี้เลือกเดินทางบันไดดูบ้าง พบว่าเป็นทางเดินที่ค่อนข้างหดหู่ ไม่เจอวิวอะไรเลย ดีแล้วที่ตัดสินใจไม่ขึ้นมาทางนี้

P4130333

แผนที่ของ Heidelberg ส่วนที่เป็นที่ท่องเที่ยวก็มีตามนี้

ช่วงบ่าย ก็ได้เวลาเดินถนน Shopping Street ของเมืองชื่อ Hauptstraße เสียที

P4130336

Hauptstraße เป็นถนนที่ตรงยาวจาก KornMarkt ไปจนถึง Bismarckplatz รวมระยะทางกว่า 2 กิโลเมตร ประกอบไปด้วนร้านรวงมากมายล่อให้นักท่องเที่ยวจับจ่ายใช้สอย  จุดมุ่งหมายหลักตอนนี้คือหาของกิน ซึ่งก็ไปจบที่ร้าน Nordsee  ซึ่งมี Fish & Chip แบบง่ายๆ ราคาไม่แพงขาย

จุดมุ่งหมายต่อมาก็คือการซื้อ Sim สำหรับเล่นเนท เราไปซื้อกันจากร้าน Base ราคา 10 ยูโร จะได้ 3G จำนวน 1GB แต่ปัญหาใหญ่คือซื้อซิมแล้ว ก่อนจะใช้ได้ จะต้องทำการ Register เสียก่อน เราเลยขอให้ทางร้านทำให้ พร้อมกับได้รับคำตอบว่า ทำไม่ได้จร้า ไม่มีเนทฮะ

สุดท้ายเลยต้องไปใช้เนทที่ Starbucks ทำ พร้อมกับใช้สกิลการเดาคำขั้นสูงสุด เพราะเวบ Register เป็นภาษาเยอรมันล้วนจ้า T_T ใช้เวลาอยู่สักพักเราก็ทำสำเร็จ .. เอาล่ะ พร้อมลุยต่อกันเสียที

P4130328

ในตัวเมือง Heidelberg เองก็มีจุดถ่ายรูปสวยๆอยู่หลายที่เหมือนกัน เริ่มจากมุมมหาชนแรก รูปพระแม่ตรงกลาง KornMarkt ที่มีวิวข้างหลังเป็น Heidelberg Castle

P4130334

ต่อมาก็เป็นมุมแห่งความสุขที่ Marktplatz ที่มีนักท่องเที่ยวนั่งทานอาหารด้านหลัง Church of the Holy Spirit

P4130377

ที่ขาดไม่ได้เลย ก็คงเป็นสะพาน Alte Brucke และท่าน Carl Theodor ผู้สั่งให้เปลี่ยนสะพานนี้จากที่สร้างด้วยไม้และพังทุกครั้งที่น้ำท่วม ให้เป็นสะพานหิน ที่ทนอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้

P4130350

ไม่ว่าสะพานดังๆที่ไหนในประเทศแถบนี้ ก็จะมีกุญแจแห่งรักโผล่มาซะทุกที่ไป เหลือเชื่อจริงๆ

P4130362

ที่ปลายอีกด้านของสะพาน จะเป็นเส้นทางไปสู่ถนน Schlangenweg ที่เป็นทางเดินขึ้นสู่เส้นทางนักปราชญ์ (Philosophenweg) ซึ่งเป็นจุดชมวิวที่สำคัญที่สุดของเมืองนี้  เส้นทางนี้เป็นเส้นทางสุดโหด เพราะเป็นเส้นทางที่แคบและชันมาก นักท่องเที่ยวทั้งหลายต่างบอกเอาไว้ใน TripAdvisor ว่าถ้าคุณจะมา คุณต้องเตรียมตัวให้พร้อม

P4130363

เกริ่นมาซะดี เตรียมตัวมาพร้อมมากๆ เพื่อมาพบว่ามัน “ปิดซ่อม” จ้า …. เซ็งไหมล่ะฮะ

พอเส้นทางนี้ปิดซ่อม ทำให้เราต้องเดินอ้อมไปไกลโพ้นทะเล เพื่อขึ้นสู่จุดชมวิว  ซึ่งยังไงก็ต้องไป เพราะถ้าไม่ได้ไปตรงนั้น ก็เหมือนมาไม่ถึงเมือง Heidelberg ยังไงยังงั้น

P4130366

ก่อนจะไป Philosophenweg  ก็หันกลับมาชักภาพ Heidelberg Castle สักรูปก่อน

P4130348

รวมถึง Old Bridge Gate ที่ทุกคนคงต้องถ่ายรูปน่ะนะ

P4130383

P4130381

รวมไปถึงคู่หูคู่ฮานี่ด้วย ลิงกับหนู และก็เหมือนเดิม ต้องมีอะไรสักอย่างให้นักท่องเที่ยวได้ลูบสนุกๆ

P4130413

กว่าจะได้รูปนี้เพียงรูปเดียว เราต้องเดินกันประมาณเกือบครึ่งชั่วโมง เพื่อขึ้นไปให้ถึงจุดชมวิวที่ Philosophenweg  ถึงแม้ทางเดินจะชันและไกล แต่เมื่อได้เห็นวิวนี้แล้ว มันโคตรคุ้มค่า อากาศตรงจุดชมวิวก็ดีมากๆอีกด้วย มีลมพัดเอื่อยๆตลอด อากาศบริสุทธิ์แบบที่สามารถหายใจเข้าปอดได้เต็มที่

..หากแม้ได้กินอาหารรสเลิศ แต่ความสุขนั้นก็ไม่ได้หอมหวานไปถึงหัวใจเหมือนกับยืนมองวิวตรงนี้

P4130442

ปิดท้ายด้วยรูปถ่ายสะพานตอนกลางคืน ตอนเดินออกไปถ่ายโคตรหนาว แถวกลัวโดนปล้นด้วย (อันนี้คิดไปเอง) เพราะจากที่หันซ้ายหันขวาด้วยความหวาดระแวง ดูแล้วมีแต่คนมาวิ่ง หรือมาออกกำลังกายตอนกลางคืนมากกว่า

P4130437

อันนี้ใส่ filter แล้วเหมือนปราสาทไฟไหม้ เลยลงไว้ขำๆ

ก็จบแล้วสำหรับเมือง Heidelberg และพรุ่งนี้เราจะไป COLOGNE กันต่อ

ทดสอบ

ทดสอบทดสอบ

EUROPE 2015 : JOURNEY TO FRANKFURT

การเดินทางในวันแรกค่อนข้างเยอะ เพราะเราบินสามรอบกว่าจะถึงปลายทาง เริ่มตั้งแต่ กรุงเทพ-สิงคโปร์, สิงคโปร์-อบูดาบี และ อบูดาบี-แฟรงเฟิร์ต แต่ก็ไม่ได้เหนื่อยอะไร เพราะเป็นการบิน Short Haul และ Medium Haul  ซึ่งจะไม่ทรมาณร่างกายมากนัก

บินเที่ยวแรก เราเดินทางด้วยสายการบิน TIGER AIR จากสนามบินสุวรรณภูมิ ข้อดีของการเดินทางด้วยสายการบินนี้ คือเค้าให้น้ำหนักขึ้นเครื่องได้ 10 กิโล (เทียบกับสายการบิน Low Cost อื่นๆ จะให้แค่ 7 กิโล) และที่ดียิ่งขึ้นคือยังมีตั๋วราคาไม่แพงเหลือให้ซื้อ เนื่องจากเราต้องเดินทางวันที่ 12 เมษายน ทำให้ราคาตั๋ว กรุงเทพ-สิงคโปร์ ของสายการบินอื่น พุ่งไปที่เกือบ 5 พันบานต่อคนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ยกเว้นเพียงแค่อันนี้ ยังมีราคา 2 พันกลางๆให้จับจอง

2015-04-12 09.47.08 2015-04-12 09.57.13

ก่อนออกจากกรุงเทพ เราก็ซัด Burger King กันเต็มท้อง แล้วกะว่าจะไปกินชานมไข่มุกของ Gong Cha กันที่สนามบิน Changi ต่อ แต่พอไปถึง ก็พบว่าร้าน Gong Cha ถูกเปลี่ยนเป็น SubWay ไปซะแล้ว พอเดินไปถามเจ้าหน้าที่ ก็ได้รับคำตอบว่า ย้ายออกไปแล้วจ้า เสียดายอย่างยิ่ง T_T  สุดท้ายเลยต้องไปฝากท้องที่ McDonald’s อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

2015-04-12 16.31.45

อันนี้น่าจะต้องยกประโยชน์ให้กับสายการบิน Etihad  ที่มี Counter Early Checkin สำหรับคนมาถึงสนามบินไวกว่าปรกติ ทำให้สามารถเชคอินได้ ไม่ต้องรอเคาเตอร์ปรกติตามเวลาปรกติ ทำให้เราได้เชคอิน 5 ชั่วโมงก่อนเวลาบิน ไม่เคยเห็นของแบบนี้ที่เมืองไทย ไม่แน่ใจว่าเพราะไม่เคยไปก่อนเวลา หรือมันไม่มีบริการแบบนี้กันแน่

2015-04-12 16.42.45

เชคอินเสร็จเรียบร้อย ได้ Boarding Pass ทั้งเที่ยว สิงคโปร์-อบูดาบี กับ อบูดาบี-แฟรงเฟิร์ต มาในทีเดียว

2015-04-12 18.12.47

สนามบินชางยีก็ยังเป็นสนามบินที่ดีกว่าสุวรรณภูมิหลายขุม ดูอย่าง Rest Area ที่มีให้นักเดินทางผ่อนคลายเวลารอเครื่องบินเป็นต้น ที่ชางยีมีเก้าอี้นอนให้สามารถนอนได้จริงจัง มี Wifi ให้เล่นทั่วบริเวณ และยังมีปลั๊กไฟให้เสียบใช้งานอย่างทั่วถึงมากๆ

2015-04-12 19.53.00

เครื่องของ Etihad เที่ยวนี้ที่นั่งเป็นแบบ 3-4-3 โดยที่ท้ายๆลำ พิ้นที่แคบลงทำให้เหลือ 2-4-2   เราได้นั่งตรงที่เป็น 2 ที่ก็เลยสบายหน่อย ไม่ต้องเบียดกับมนุษย์คนอื่น  ที่นั่งมีจอส่วนตัวให้ใช้งาน พร้อมปลั๊กไฟ ถือว่าโอเคมาก ไม่งั้นเล่นเกมบนมือถือแบตหมดเกลี้ยงแน่นอน ส่วนอาหารที่จัดให้บนเครื่องจะเป็นแบบฮาลาลทั้งหมด (ก็แน่ล่ะ สายการบินแขก)  ทุกเที่ยวจะประกอบไปด้วยตัวเลือกสามอย่าง 1 อาหารธรรมดา ทำจากไก่, 2 อาหารแขก ส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อ และ 3 อาหารมังสวิรัติ (Vegetarian)

การต่อเครื่องที่อบูดาบีไม่ยากเย็น เพราะทางเดินมีอยู่นิดเดียว เสียแค่คนเยอะมากๆ ย้ำว่ามากจริงๆ  เทียบกับคราวก่อนไปต่อเครื่องที่โคลอมโบ นี่สบายกว่าเยอะ

พอมาถึงแฟรงเฟิร์ต พบว่า ตม. คนเยอะมากๆ มีแถวรออยู่หน้าเราประมาณ 300 คน ขดเป็นงูสปริงเลย ต้องใช้เวลาประมาณชั่วโมงนึงกว่าจะออกมาได้ และพบว่าเที่ยวบินของเรา ซึ่งลงประมาณ 7 โมงเช้า เป็นเที่ยวบินสุดท้ายที่มีกำหนดการใช้ ตม. ส่วนนี้  เพราะหลังจากเรามาถึง ก็ไม่มีมนุษย์หน้าไหนมาต่อหลังเราอีกเลย

พอออกมาจาก ตม. เจอก็แต่ความว่างเปล่า และพนักงานทำความสะอาดหน้าตาเบื่อหน่าย เพราะอยากจะเข้าไปทำความสะอาดห้องน้ำตอนที่เราเข้าไปทำธุระ แปรงฟัน ล้างหน้าล้างตา ซ้ำร้าย ห้องน้ำหญิงนี่แย่กว่า เพราะพี่แกเล่นเปิดห้องน้ำเอาดื้อๆ  ได้ยินคนไทยกลุ่มที่ออกมาทีหลังบ่นกันอุป เพราะเข้าห้องน้ำไม่ได้  พอทำธุระเสร็จเดินออกจากส่วน Arrival ได้แบบฉลุยๆ เพราะไม่มีเจ้าหน้าที่เหลือแล้ว

เครื่องของ Etihad ลงที่ Terminal 2 โดยเราต้องขึ้นรถบัสจาก Terminal 2 ไปยัง Terminal 1 เพื่อไปต่อรถไฟไปยังจุดหมายแรก นั่นคือเมือง Heidelberg จุดจอดรถบัสหาง่ายมาก อยู่หน้าทางออก Terminal 2 เลย มีป้ายบอกชัดเจน (จากรูปมองเห็นนิดหน่อย)

เนื่องจากเราค่อนข้างออกมาสายกว่าที่คาดไว้มาก ทำให้ต้องรีบขึ้นรถ รีบทุกอย่าง แทนที่จะได้เดินชิลๆ ชื่นชมกับสิ่งรอบข้าง พอไปถึง Terminal 1 เราก็ออกตามหาร้านขายซิมการ์ดเป็นอันดับแรก เจอแค่ร้าน O2 ซื่งขายซิมที่ราคามหาโหด 40 ยูโร เราจึงไม่ได้ซื้อ และตัดสินใจตรงไปรอรถไฟเลยดีกว่า  แต่ถึงแม้จะไปรอก่อน เราตกรถไฟกันตั้งแต่ขบวนแรกแบบงงๆ…

แผนของเราคือเราจองรถไฟ ICE (Inter City Express) เอาไว้เรียบร้อยแล้ว เป็นรถไฟรอบ 9.20AM ที่วิ่งจาก Frankfurt Airport ผ่านไปที่ Mannheim HBF ซึ่งเราก็จะไปต่อรถไฟ Regional ไปที่ Heidelberg จากตรงนั้น พอเวลาประมาณ 9.10 ก็มีรถไฟคันก่อนหน้ามาจอดที่ Platform ที่เรารออยู่ แต่ไอ้รถไฟเจ้ากรรมมันจอดแล้วไม่ออกไปจากสถานี ค้างอยู่แบบนั้น !!! แล้วพนักงานรถไฟก็ออกมาจับกลุ่มคุยกันหน้าตาเฉยเมย  เวลาผ่านไปจน 9.20 เราก็เริ่มรู้สึกถึงความซวยแล้ว… ระหว่างนั้นก็มีเสียงตามสายประกาศอะไรสักอย่าง เสียงอู้อี้จนฟังไม่ออก

จากนั้นเราจึงไปถามเจ๊พนักงานคนนึง ว่าไอ้รถไฟที่เรารออยู่มันจะมาไหม ชีบอกว่า มาๆ รอตรงนี้แหละ  ระหว่างนั้นก็มีผู้ชายอีกคนรอขึ้นรถเที่ยวเดียวกัน ก็หันมาคุยกันว่า เฮ้ย ประเทศนี้มันมีรถไฟเลทด้วย แต่ทำไมพนักงานมันเฉยเมยจังฟระ ?! เราเห็นว่าน่าจะรอดแล้ว จึงพากันกลับมานั่งรถที่เดิม  สักพักตาผู้ชายคนที่ต้องไปกับเรา มันก็เดินขึ้นบันไดเลื่อนหายไป ….. เอาแล้ว เกิดอะไรสักอย่างขึ้นแน่ๆ … เราจึงรีบวิ่งไปถามพนักงานอีกคน ..  เป็นผู้ชาย  มันก็บอกว่า ไปอีก Platform เลยจ้า วินาทีนั้น Panic มาก เพราะไอ้รถไฟคันที่ว่า มันวิ่งมาจอดสักพักแล้ว เราเลยรีบวิ่งขึ้นบันไดเลื่อนเพื่อข้ามไป หวังว่าจะทัน ขณะที่เราเหลืออีกประมาณ 5 วินาที จะลงไปถึง Platform ใหม่ รถไฟคันนั้นมันก็ปิดประตู แล้ววิ่งจากเราไป ต่อหน้าต่อตา…

สรุปว่าตกรถไฟ …  ตั๋วที่ซื้อมา เป็นแบบ Point-to-Point แปลว่าถ้าตกรถไฟ ก็โยนทิ้งได้เลย สุดท้ายเลยต้องไปซื้อตั๋วรถไฟใหม่ โดนไป 30 ยูโร แล้วราคานี้ก็ได้แค่รถไฟที่เป็นแบบ IC  (ซึ่งช้ากว่าที่จองมาทีแรก)  ทำให้ไปถึง Heidelgerg ช้ากว่ากำหนดไปชั่วโมงครึ่ง T_T  จังหวะนั้นรู้สึกเซ็งสุดๆ

เสียดายที่ไม่มีเนทใช้ ไม่งั้นเราคงไม่พลาดรถไฟ เพราะตัว APP ของ DBBahn มันจะมีบอกหมดว่า รถไฟเข้า Platform ไหน  กี่โมง อะไรยังไงบ้าง ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงแบบนี้เกิดขึ้น

OLYMPUS DIGITAL CAMERA ถ้าจำไม่ผิด เหมือนขบวนนี้แหละที่เป็นรถไฟเจ้าปัญหา ส่วนที่รถไฟมันจอดค้างอยู่นั้น เป็นเพราะมีลุงคนนึงเป็นลมหรืออะไรไม่รู้ แต่ตอนที่เราไปซื้อตั๋วชุดใหม่อยู่นั้น แกโดนหามใส่เปลพยาบาลผ่านไป…

OLYMPUS DIGITAL CAMERAแทนที่จะได้นั่งรถไฟ ICE สุดหรู เรากลับต้องมานั่งรถ IC แบบนี้ ถามว่าแย่มากไหม ก็ไม่มาก แต่เสียความรู้สึก ระหว่างนี้เราก็พยายามนั่งหลับ เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมเที่ยว เมื่อรถไฟไปถึงจุดหมายปลายทาง

EUROPE 2015 : TRIP SUMMARY

หลังจากที่ได้ไปเที่ยวยุโรปมาแล้ว 2 ครั้งในปีที่ผ่านๆมา ปีนี้เราก็ยังมุ่งมั่นเก็บตกสถานที่ในฝันของเราต่อไป

หวยรอบนี้มาลงเมื่อเพจอาแปะโพสต์แจ้งข่าวว่าสายการบิน Etihad มีโปรบินไป FRANKFURT แบบ MULTI CITIES คือบินจาก สิงคโปร์ ไป แฟรงเฟิร์ต และกลับจาก แฟรงเฟิร์ตสู่กรุงเทพ ซึ่งทั้งไปและกลับเป็นการไปต่อเครื่องที่เมือง ABU DHABI ในช่วงวันหยุดสงกรานต์ !

ราคาที่เสนอมานั้นค่อนข้างดีมากๆ คือคนละ 17500 บาท จากนั้นก็ไปหาตั๋วเครื่องบิน กรุงเทพ-สิงคโปร์ เพิ่มเอาเอง รวมแล้วเสียเงินไปไม่ถึง 20,000 บาท กับการค่าเครื่องบินครั้งนี้

สำหรับสายการบินที่เราเลือกบิน กรุงเทพ-สิงค์โปร์ก็คือ TIGER AIR เพราะดูราคาแล้วถูกที่สุดในเวลานั้น

แผนการท่องเที่ยวคร่าวๆรอบนี้เป็นดังนี้

  1. HEIDELBERG, GERMANY
  2. COLOGNE, GERMANY
  3. BRUGES, BELGIUM
  4. GHENT, BELGIUM
  5. ANTWERP, BELGIUM
  6. BRUSSELS, BELGIUM
  7. AMSTERDAM, NETHERLANDS

เนื่องจากตั๋วโปรค่อนข้างบีบเราเรื่องวันเดินทางไปกลับ ทำให้ปีนี้ตกลงใจไปแค่ 8 วัน ต่างจากปีก่อนๆ ที่ไปยาว 15 วัน วีซ่าก็ไปขอที่เนเธอแลนด์ ได้แบบ MULTIPLE มา เสียดายที่พึ่งมาแจกเอาปีนี้ ถ้าได้จากรอบก่อนๆ จะประหยัดเงินไปได้หลายพันบาทอยู่

โรงแรมรอบนี้เน้นที่เครือ ibis รวมกับ Hostelworld ..  โดยปรกติเมืองท่องเที่ยวจะมีสองแบบ คือ City Center อยู่รอบสถานีรถไฟหลักของเมือง กับ City Center อยู่คนละที่กับสถานีรถไฟหลัก  หลักการเลือกที่พักง่ายๆก็คือ ถ้าเมืองไหนเป็นแบบแรก ก็ให้เลือกพัก ibis เพราะเครือนี้ จะมีโรงแรมอยู่ติดกับสถานีรถไฟเสมอๆ และราคาไม่แพง ข้อเสียอย่างเดียวของการพัก ibis คือต้องจองแล้วจ่ายเงินเลย (ถ้าเป็นการจองผ่านเวบ ibis ตรง ซึ่งก็แนะนำให้จองตรงนะ)

ต่อมา ถ้าเมืองไหน เกิดสถานที่ท่องเที่ยวอยู่คนละที่กับสถานีรถไฟ ก็ต้องไปพักใน City Center ซึ่งตรงนี้ ibis บางทีก็ไม่มีสาขารองรับ ทำให้ต้องไปหาที่พักที่ Hostelworld .. มาถึงตรงนี้ เราก็จะเลือกโรงแรมที่มี Private Room เป็นหลัก ส่วนห้องน้ำจะมีแบบ Ensuite หรือเป็นแบบแชร์ไม่ค่อยสน เพราะฝรั่งไม่ค่อยอาบน้ำ ยังไงแชร์ก็เหมือนไม่แชร์

สำหรับทริปนี้ แบ่งได้ตามนี้

HEIDELBERG = Type 2 = พัก Hostel ใน City Center

COLOGNE = Type 1 = พัก ibis

BRUGES = Type 2 = พัก Hostel ใน City Center

GHENT = Type 2 = พัก ibis ใน City Center

AMSTERDAM = Type 1 = พัก ibis

ปรกติแล้ว ค่าโรงแรมวันศุกร์และเสาร์ จะแพงเป็นพิเศษ ครั้งนี้เราซวยที่ตารางเที่ยวไปตก AMSTERDAM วันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์  ทำให้ต้องจ่ายค่าที่พักแพงมหาศาล เพราะ AMSTERDAM จัดเป็นเมืองที่ค่าโรงแรมแพงมากอยู่แล้ว เจอแบบนี้เรียกว่าดับเบิ้ลความแพงไปเลย… แต่ทำไงได้ วันที่มันบังคับมาแบบนี้

อื่นๆพวกค่ารถไฟ  เราก็จองแบบ Point-to-Point ล่วงหน้าไปเลย จะได้ราคาดีมาก เช่น 19/29/39 ยูโร อะไรแบบนี้ และทางที่ดี ให้เลือกที่นั่งไปด้วยเลย เสียเงินเพิ่มนิดหน่อย ดีกว่าขึ้นไปรถขบวนแน่นๆ แล้วพบว่าที่เต็ม ไม่มีที่ให้นั่งอ่ะนะ

การจองแบบ Point-to-Point ล่วงหน้านี้ทำให้ประหยัดไปได้มากกกก เพราะถ้าซื้อตั๋ว EUrail ก็แพงอยู่แล้ว หรือไปซื้อเอาดาบหน้า ราคาจะ x2 x3 กันเลยทีเดียว ยกตัวอย่างเช่น รถไฟ ICE  Amsterdam-Frankfurt จองล่วงหน้า คนละ 39 ยูโร แต่ถ้าไปซื้อวันนั้นๆเลย คนละ 110 ยูโร ..  อ่วม

สำหรับตั๋วเข้าพิพิธภัณฑ์ จองได้ก็จองไป เพราะแถวซื้อตั๋วบางที่ก็โหดใช่เล่น ถึงประเทศแถบนี้จะถือว่าจิ๊บๆถ้าเทียบกับฝรั่งเศสหรืออิตาลี แต่ก็อย่าไปเสียเวลาต่อแถวเลย ซื้อล่วงหน้าไปเถอะ

เอ้า ถึงตอนนี้ เตรียมทุกอย่างเรียบร้อย พร้อมแล้วก็ลุยกันเลย…

Booster and Truevisions Cable

I have been having problems with the cable signal since I moved in my new house. Well, it was not that bad, I mean most of the time I can watch my favorite channels without any problems. But sometimes the signal dropped on certain channels and I got mosaic pictures or only heard sounds without any pictures.

The cable company told me I had too many outlets and too long coaxial cable inside the house, and recommended that I put in a “booster” to help. The situation was acceptable to me at the time so I went on without it.

Lately the signal got worse, I got mosaic picture too often, and sometimes I even got a “no signal” screen. So I thought it’s the timei to install a booster. However, calling a cable guy in to fix that would be too expensive so I decided to do that myself. I tried to search for information but could not find much so I decided to share it here. Note that I have a digital cable (TrueVisions) as in coaxial cable from the tap in front of my house, not a satellite feed.

What you need: a booster (of course), cables, and connectors. A booster can also be called an amplifier.

Buying a booster: first thing when you look for a booster is its operating frequency band. Usually the channels in the higher frequency range are more likely the ones having signal problems because higher frequency signal suffers more loss in the cable. So look for a booster in UHF range, from 300-1000MHz. It’s gonna be hard to find one that operates up to 1000MHz, especially in Thailand. I couldn’t find one either (the one I got was up to 870MHz), but I was told some shops carry such model.

Now you will see terms such as multi-band/wide-band/UHF-only. They are technical terms regarding how it works. A multi-band booster has filters in it and lets you adjust signal strength in each band (VL, VH, U). A wide-band booster covers its all frequency range. I got a wide-band and it’s working fine.

A booster with gain and slope adjustment knob is better as you can adjust the signal to best suit your needs. Please note, however, to correctly adjust gain/slope you may need a special equipment. Cable company engineers usually carry this tool, and they can help you fine tune your booster in case you are unable to.

Now you need a short cable with F-type connectors on both end. You can ask the shop you buy the booster to make one for you. They usually have excess cable, and may give you one for free, or for a small amount of money.
 

The installation is easy. You just put the booster in before the splitter, i.e. cable from company <---> booster <---> splitter <----> cable box. That’s it.

Minibian Initial Setup

Minibian คือ Raspbian image ที่ตัด package ส่วนใหญ่ออกให้เหลือเท่าที่จำเป็นในการบูตระบบขึ้นมาบน Raspberry Pi เท่านั้น มีข้อดีคือกินพื้นที่ SD card น้อย บูตเร็ว และกิน RAM น้อยกว่า Raspbian image ปกติ และยังคงใช้ package เดียวกันกับที่อยู่ใน official Raspbian repository

แต่ในการใช้งานทั่วไปจริงๆ เรายังคงต้องมีการติดตั้งแพ็กเกจพื้นฐานบางอย่างที่ Minibian ตัดออก เลยคล้ายๆ เป็นพิธีกรรมว่าเวลาติดตั้ง Minibian ใหม่ ต้องทำตามขั้นตอนต่อไปนี้ ถึงจะได้ Raspberry Pi ที่เหมาะกับการใช้งานของคนทั่วไป รายละเอียดส่วนใหญ่ลอกมาจาก Lightweight Raspbian Distro Minibian Initial Setup แต่มีการดัดแปลง/เพิ่มเติม ตามความต้องการใช้งานของผมเอง

default ssh user เวลาล็อกอินเข้าไปใช้งานครั้งแรก

username: root
password: raspberry

ใน guide ข้างบนแนะนำให้เปลี่ยน password ของ root แต่จริงๆ ไม่ต้องเปลี่ยนก็ได้ เพราะเราจะ disable password ของ root ไปเลยในตอนท้าย

ติดตั้ง tools พื้นฐานสำหรับการตั้งค่าและอัพเดต package ตอนนี้ยังไม่ควรลงอะไรมาก เพราะเนื้อที่ filesystem เราจะยังมีน้อยอยู่

apt-get update
apt-get install sudo rpi-update raspi-config bash-completion usbutils dosfstools -y
apt-get remove initramfs-tools -y

ขยายเนื้อที่ filesystem ให้เต็มความจุ SD card, ตั้งค่า shared memory, overclock, เลือก time zone, เปลี่ยน hostname, ฯลฯ

raspi-config
reboot

อัพเดต firmware

rpi-update
reboot

อัพเดต package

apt-get dist-upgrade -y

สร้าง user ใหม่ สำหรับใช้แทน root

adduser pi
usermod -aG sudo pi

ลอง logout แล้ว ssh กลับเข้ามาด้วย user ที่สร้างใหม่ ถ้าโอเคแล้วก็ปิดการใช้งาน user root

sudo passwd root -d

ติดตั้ง editor ใหม่ อันนี้อาจจะเป็น nano, emacs, หรือ vim แล้วแต่ความชอบส่วนตัว

sudo apt-get install vim-nox

เพื่อความชัวร์ เข้าไปแก้ไฟล์ /etc/ssh/sshd_config ปิดการ remote ด้วย root อีกที

PermitRootLogin no

Welcome to Ghost

You’re live! Nice. We’ve put together a little post to introduce you to the Ghost editor and get you started. You can manage your content by signing in to the admin area at <your blog URL>/ghost/. When you arrive, you can select this post from a list on the left and see a preview of it on the right. Click the little pencil icon at the top of the preview to edit this post and read the next section!

Getting Started

Ghost uses something called Markdown for writing. Essentially, it’s a shorthand way to manage your post formatting as you write!

Writing in Markdown is really easy. In the left hand panel of Ghost, you simply write as you normally would. Where appropriate, you can use shortcuts to style your content. For example, a list:

  • Item number one
  • Item number two
    • A nested item
  • A final item

or with numbers!

  1. Remember to buy some milk
  2. Drink the milk
  3. Tweet that I remembered to buy the milk, and drank it

Want to link to a source? No problem. If you paste in a URL, like http://ghost.org - it’ll automatically be linked up. But if you want to customise your anchor text, you can do that too! Here’s a link to the Ghost website. Neat.

What about Images?

Images work too! Already know the URL of the image you want to include in your article? Simply paste it in like this to make it show up:

The Ghost Logo

Not sure which image you want to use yet? That’s ok too. Leave yourself a descriptive placeholder and keep writing. Come back later and drag and drop the image in to upload:

Quoting

Sometimes a link isn’t enough, you want to quote someone on what they’ve said. It was probably very wisdomous. Is wisdomous a word? Find out in a future release when we introduce spellcheck! For now - it’s definitely a word.

Wisdomous - it’s definitely a word.

Working with Code

Got a streak of geek? We’ve got you covered there, too. You can write inline <code> blocks really easily with back ticks. Want to show off something more comprehensive? 4 spaces of indentation gets you there.

.awesome-thing {
    display: block;
    width: 100%;
}

Ready for a Break?

Throw 3 or more dashes down on any new line and you’ve got yourself a fancy new divider. Aw yeah.


Advanced Usage

There’s one fantastic secret about Markdown. If you want, you can write plain old HTML and it’ll still work! Very flexible.

That should be enough to get you started. Have fun - and let us know what you think :)

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เดินเล่นใน Kokura

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เดินเล่นใน Kokura

หลังจากกินราเมงหมูดำที่ Yukuhashi มาในตอนที่แล้ว ก็นั่งรถไฟกลับมาที่สถานี Kokura เพื่อมาเดินเล่นแถวนั้นบ้าง

Kokura เป็นย่านศูนย์กลางของเมือง Kita Kyushu (คิวชูเหนือ) เป็นฮับการเดินทาง และศูนย์กลางเศรษฐกิจของแถบนี้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เดินเล่นใน Kokura

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เดินเล่นใน Kokura

ด้านหน้าของสถานี Kokura มีรูปปั้นของกัปตันฮาร์ล็อคตั้งอยู่ด้วย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เดินเล่นใน Kokura

ใกล้ๆ กันก็มี เมเทล กับ เท็ตสึโอะ จากเรื่อง กาแล็คซี่เอ็กซ์เพรส 999

การ์ตูนทั้งสองเรื่องนี้เป็นผลงานเด่นของ Matsumoto Leiji นักเขียนการ์ตูนชื่อดังที่มีพื้นเพเป็นคนคิวชูนี่เอง ถ้าใครที่ไม่เคยอ่านการ์ตูนสองเรื่องนี้ อาจจะเคยเห็น MV Interstella 5555 ของ Daft Punk ซึ่งก็เป็นฝีมือการออกแบบคาแรกเตอร์ของ Matsumoto Leiji นี่เหมือนกัน

จากสถานี เดินข้ามสะพานลอยมาอีกฟากหนึ่งจะเจอตึก AruAru City ซึ่งเป็นแหล่งรวมร้านค้าเกี่ยวกับพวกอนิเม/เกม

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เดินเล่นใน Kokura

ช่วงที่ไปกำลังมีโปรโมทงาน Summer Festival ที่มีวงโลคอลไอดอล Pajama Farm ✓13 มาร่วมงานด้วย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เดินเล่นใน Kokura

บรรยากาศข้างในก็คล้ายๆ กับแถว Akihabara มีเครื่องเล่นเกม มีร้านค้าขายหนังสือการ์ตูน ฟิกเกอร์ สินค้าอนิเมทั้งหลาย ฯลฯ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เดินเล่นใน Kokura

อันนี้เป็นรถแต่งจาก GoodSmile Racing

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เดินเล่นใน Kokura

โฆษณาเซนต์เซย่า Legend of Sanctuary ภาคที่เป็น CG ที่ฉายโรงบ้านเราไปแล้วน่ะแหละ

ตึก AruAru City นี่ถ้าขึ้นไปถึงชั้น 6 จะเจอ Manga Museum ให้เข้าไปเดินดูได้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เดินเล่นใน Kokura

ค่าเข้าสำหรับผู้ใหญ่ 400 เยน พนักงานที่เฝ้าอยู่ แต่งคอสเพลย์เป็นเมเทลด้วย (ไม่กล้าขอถ่าย)

ใน museum ก็จะมีจัดแสดงกรรมวิธีในการผลิตมังงะ แล้วก็ผลงานของ Matsumoto Leiji ให้ดูเป็นส่วนใหญ่ คำบรรยายเกือบทั้งหมดเป็นภาษาญี่ปุ่น

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เดินเล่นใน Kokura

เข้าไปปุ๊บ ด้านหน้าก็เจอกัปตันฮาร์ล็อคเลย ตัวใหญ่พอๆ กับที่อยู่หน้าสถานี Kokura

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เดินเล่นใน Kokura

ตรงไหนที่ถ่ายรูปได้จะมีสัญลักษณ์บอก

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เดินเล่นใน Kokura

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เดินเล่นใน Kokura

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เดินเล่นใน Kokura

ขนาดของ museum ก็ออกจะเล็กอยู่ เดินแป๊บเดียวก็หมดแล้ว ผลงานที่จัดแสดงเกือบทั้งหมดก็เป็นงานของ Matsumoto Leiji

ส่วนแสดงผลงานนี่ออกจะเงียบเหงาด้วยซ้ำ ไม่ค่อยมีคนเดินเท่าไหร่ แต่พอพ้นไปแล้วจะเป็นส่วนห้องสมุดมังงะ มีมังงะให้อ่านเยอะมากมายหลายเรื่องมาก มีที่นั่งที่นอนให้อ่านได้ตามสะดวก ในโซนนี้จะมีทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่มานั่งอ่านมังงะกันอยู่เยอะพอสมควร

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เดินเล่นใน Kokura

เดินออกมาจากตึก AruAru City แล้วก็รู้สึกว่าแถวนี้ไม่ค่อยมีอะไรแล้ว นั่งรถไฟไปเก็บตกที่เหลือในตัวเมือง Fukuoka ดีกว่า

EUROPE 2014 : VENICE, SAN MARCO

จุดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวหลักของ Venice ก็คงเป็น San Marco Square ที่ประกอบไปด้วยสถานที่สำคัญหลายอัน เริ่มด้วย Basilica di San Marco, Bridge of Sigh และ Doge’s Palace

20140409-EURO2014-VENICE-370

Basilica di San Marco

เริ่มด้วยที่เที่ยวสุดฮิตที่ทุกคนต้องมาเยือน นั่นก็คือมหาวิหาร San Marco สภาพตอนที่ไปเที่ยวคือปิดซ่อมด้านหน้าไปเยอะมาก >.< เสียใจที่สุด การเดินทางไป San Marco แบบง่ายสุดๆคือขึ้นเรือสาย 1 ซึ่งเป็นเรือหวานเย็นจอดทุกป้ายทำให้คนแน่นและเสียเวลามาก ถ้านั่งเรือสาย 1 จากสถานีรถไฟ (Venezia Santa Lucia) ท่า Ferrovia ไป San Marco ใช้เวลาร่วม 1 ชั่วโมงได้ ทางเลือกอีกทางที่ดีกว่าคือนั่งเรือสาย 2 แบบพิเศษ ซึ่งจะออกจากท่า Ferrovia ไปจอดที่ Rialto Bridge ไม่แวะระหว่างทาง ใช้เวลาแค่ 12 นาที จากนั้นเดินต่อไปอีกแว๊บเดียวก็ถึง San Marco แล้ว ขอเน้นอีกทีว่าให้นั่งสาย 2 แบบ “พิเศษ” ที่ไป Rialto Bridge นะ ก่อนขึ้นก็ถามเจ้าหน้าที่ก่อนก็ได้ ปรกติแล้ว San Marco เปิดให้เข้าชมตั้งแต่ 9:45AM เป็นต้นไป ส่วนเวลาปิดก็จะแล้วแต่ฤดูกาล หน้าร้อนปิดช้า หน้าหนาวปิดเร็ว ตามสไตล์สถานที่ท่องเที่ยวในยุโรป สิ่งที่สำคัญมากๆของการเตรียมตัวเข้าชม San Marco ก็คือ “ห้ามสะพายเป้”  ไม่มีข้อยกเว้น และไม่มีจุดรับฝากของตรงทางเข้า ดังนั้นควรเอาสัมภาระทั้งหลายไปฝากที่จุดฝากของเสียก่อน ตามแผนที่อันนี้ san marco ก่อนจะเข้าไปดูข้างใน เรามาทำความรู้จักกับงานของศิลปะของ Venice กันก่อนสักเล็กน้อย โดยศิลปะที่ใช้ในการตกแต่งมหาวิหารแห่งนี้เป็นแบบ Byzantine  ที่ได้รับอิทธิพลมาจากอาณาจักร Constantinople ซึ่งอยู่ฝั่ง Eastern Europe (เมือง Constantinople ปัจจุบันคือเมือง Istanbul ประเทศ Turkey)  โดยศิลปะแบบ Byzantine จะเน้นการเอาเศษหินหรือเศษแก้วขนาดเล็กที่มีสีสันสวยงามหลายๆชิ้น มาเรียงต่อกันให้เป็นรูปที่ต้องการ เราเรียกการทำแบบนี้ว่า Mosaic

20140408-EURO2014-VENICE-2

San Marco Facade

ภาพนี้คือรูปของซุ้มประตูด้านหน้าที่ไม่โดนปิดไปด้วยนั่งร้าน แสดงให้เห็นถึงความสวยงามอย่างที่สุดของ Byzantine Mosaic ดูเผินๆนึกว่าภาพวาดยังไงยังงั้น

20140408-EURO2014-VENICE-4

San Marco Facade

San Marco ถูกสร้างในช่วงศตวรรษที่ 11 ซึ่งเป็นจังหวะที่ Venice มีความเจริญสูงมาก เนื่องจากมีการค้าขายกับต่างชาติ สถานที่สำคัญภายใน San Marco แบ่งเป็น 4 อย่างคือ Basilica, Museum, Pala d’oro และ Treasury  โดยที่ Basilica ดูฟรี และ 3 อันหลัง ต้องมีการจ่ายค่าเข้าชมเพิ่มเติม ถ้าจะให้เรียงลำดับความน่าสนใจ ก็คงแนะนำให้ข้ามตัว Treasury ไป และเสียเงินดู Museum กับ Pala d’oro

20140408-EURO2014-VENICE-10

San Marco Dome

ตัว Basilica ไม่มีอะไรพิเศษ เพราะ San Marco ถูกสร้างด้วยสไตล์ Gothic ที่ไม่มีการตกแต่งอะไรอลังการภายใน ส่วนที่น่าสนใจที่สุดคือหลังคาของโดม ที่เป็น Mosiac ขนาดใหญ่ 20140408-EURO2014-VENICE-16 การตกแต่งภายในทั้งหมดล้วนเป็น Mosaic สีทอง โดยที่ภายในมหาวิหารจะมีการ Light Up เพื่อโชว์ความสวยงามของ Mosaic นี้เป็นช่วงๆ พอมีแสงแล้วดูสวยขึ้นอีกเยอะมาก 20140408-EURO2014-VENICE-9 Pala d’oro เป็นฉากหลังของ Alter แบบ Byzantine ที่ว่ากันว่าเป็นชิ้นที่สมบูรณ์ที่สุด ก่อนเข้าดูจะต้องเสียตังก่อน ประมาณ 2 € เนื่องจากเค้าห้ามถ่ายรูป เราจึงแอบถ่ายรูปมาได้เท่านี้

Pala D'oro

Pala D’oro

แอบไปขโมยรูปตัวเต็มของ Pala D’oro มาจาก Internet จะเห็นว่าตัว Altar มันใหญ่มาก และทองอร่ามสุดๆไปเลย เท่าที่ดูรูปทั้งหมด ไม่มีใครถ่ายรูปออกมาได้สวยกว่าของจริงแม้แต่คนเดียว   คงเป็นเพราะเค้าห้ามถ่ายรูปเลยไม่มีใครสามารถเก็บภาพจัดเต็มกลับบ้านมาแชร์ได้ 20140408-EURO2014-VENICE-13 Museum เป็นส่วนที่ใช้เวลามากที่สุด อย่างแรกที่คงไม่มีใครพลาดก็คือรูปปั้นม้า 4 ตัวที่เรียกว่า The Horses of Saint Mark  ม้าที่อยู่ใน Museum นี่เป็นของจริง ส่วนชุดที่ถูกตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ด้านหน้าให้ตากลมตากแดดเป็นตัวก๊อปปี้นะ ส่วนอื่นๆใน Museum ก็จะมีการนำ Mosaic เก่าๆมาจัดแสดง มีหลายๆอันที่ดูแล้วสวยถูกใจอย่างมาก อยากขโมยกลับมาติดข้างฝาที่บ้าน ถ้าดูข้างในเบื่อแล้วก็สามารถเดินออกมาที่ Balcony ด้านหน้าโบสถ์เพื่อดูวิวตรง San Marco Square ได้อีกด้วย เป็นส่วนที่รู้สึกว่าเสียเงินแล้วคุ้มที่สุด 20140408-EURO2014-VENICE-19 ออกมาตรงระเบียงก็ยืนพักชมวิว San Marco Square อย่างสบายใจสักหน่อย 20140408-EURO2014-VENICE-45 อันนี้ดูเหมือนเป็น Mosaic มังกร  7 หัว แต่ดูไปดูมาเริ่มไม่ค่อยแน่ใจว่าเป็นมังกร เพราะมันพ่นน้ำ แทนที่จะพ่นไฟ -_-” กว่าจะดูครบทุกส่วน ก็ใช้เวลาหมดไปเกินครึ่งวัน เลยต้องไปหาของกินรองท้องที่ McDonald’s  ถึงตอนนี้เริ่มรู้สึกถึงความอนาถาของการมา Backpack แต่ก็ต้องทนต่อไป เพราะไม่มีงบกินหรู 20140408-EURO2014-VENICE-103 ออกมาจากมหาวิหาร ก็จะพบกับหอระฆัง แต่ไม่ได้ขึ้นไป หอระฆังนี้เป็นหอใหม่ที่สร้างขึ้นมาตอนปี 1902 แทนของเก่าที่ถล่มลงมาแบบไรัสาเหตุ 20140408-EURO2014-VENICE-91 ตรง San Marco Square ก็จะมีฝูงนกพิราบเต็มไปหมด เด็กฝรั่งคนนี้ไปอุ้มเล่นอย่างสนุกสนาน (ต้องเอาข้าวสารไปล่อด้วย) นึกถึงว่าถ้าเป็นคนไทย พ่อแม่คงไม่ยอมให้ลูกไปเล่นกับนกพิราบแบบนี้เป็นแน่แท้ เพราะกลัวติดเชื้อโรค แต่ดูขุ่นแม่ของเด็กคนนี้ กลับยิ้มอย่างมีความสุข พอๆกับลูกสาวตัวเองเลย ;) เป็น moment ที่น่ารักมาก 20140409-EURO2014-VENICE-374 หันมาอีกด้านก็จะเจอทางเดินทางมหาวิหารไป Doge’s Palace เป็นทางเดินสุดคลาสสิกสำหรับผู้ที่ขอบถ่ายรูป เพราะมีเสาเรียงกันเป็นจำนวนมาก รูปแบบนี้ต้องถ่ายช่วงเย็นๆ หรือเช้ามากๆ เพราะตอนกลางวันก็จะมีนักท่องเที่ยวนั่งๆนอนๆอยู่แถวนี้เต็มไปหมด 20140408-EURO2014-VENICE-131 Doge’s Palace เป็นที่ทำงานของ Doge (โดจิ) ซึ่งเป็นตำแหน่งเจ้าเมืองของ Venice มีอำนาจเต็มที่ในการทำงาน คนที่จะมาเป็น Doge จะต้องผ่านกระบวนการคัดเลือกที่ซับซ้อนมาก เพื่อป้องกันการโกง นอกจากตำแหน่งนี้จะกำหนดคุณสมบัติไว้สุดโหดแล้วและผู้ที่ได้เป็นจะต้องย้าย มาอยู่ที่ Doge’s Palace แบบถาวรแถมยังไม่ได้รับเงินเดือนเลยอีกด้วย ทำให้คนที่มาเป็นมักเป็นผู้สูงอายุใกล้ม่องแล้ว มีหลายครั้งหลายคราที่ Doge กลับบ้านเก่าไปหลังจากรับตำแหน่งเพียงไม่นาน และตำแหน่งนี้ไม่มีกำหนดเวลาแปลว่าได้รับเลือกแล้วก็เป็นไปจนตายนั่นแหละ ในปัจจุบันไม่มี Doge แล้วนะ เพราะตำแหน่งนี้ถูกยกเลิกไปในปี 1797 โดยนโปเลียน ราคาค่าเข้าชม Doge’s Palace ค่อนข้างแพงเมื่อเทียบกับที่อื่นในอิตาลี สำหรับคนที่อยากจะอินมากขึ้นจะมีทัวร์พิเศษที่เรียกว่า SECRET ITINERARIES TOUR ซึ่งจะพาไปชมบางห้อง ที่ไม่เปิดให้คนทั่วไปเข้าชมอีกด้วย 20140408-EURO2014-VENICE-108 เนื่องจากภายใน Doge’s Palace ห้ามถ่ายรูป เราจึงไม่มีอะไรมารีวิวต่อ ดังนั้นจะไปต่อกันที่ Bridge of Sigh ละกัน -_-”  มันเป็นสะพานที่เชื่อมคุกกับ Doge’s Palace และนักโทษจะต้องเดินผ่านตรงนี้ซึ่งเป็นจุดสุดท้ายที่จะได้เห็นโลกภายนอกก่อน จะถูกขังลืม ดังนั้นเค้าเชื่อว่านักโทษก็จะมองออกมาแล้วถอนหายใจ ปลงกับชีวิตที่กำลังจะมาถึง เป็นที่มาของชื่อสะพานอันโด่งดัง รูปข้างบนคือยืนอยู่บนสะพาน แล้วถ่ายรูปออกไปตรงมุมที่เป็นจุดชมวิวสะพานจากด้านนอก 20140408-EURO2014-VENICE-225 วิวจากด้านนอกก็จะเป็นประมาณนี้แหละ ถ้าไม่มีตำนานพิเศษ เจ้าสะพานอันนี้คงไม่มีอะไรน่าสนใจเท่าไหร่ 20140408-EURO2014-VENICE-210 หน้าตาของ Doge’s Palace ก็ประมาณนี้

20140408-EURO2014-VENICE-205
20140408-EURO2014-VENICE-232
20140408-EURO2014-VENICE-63
20140408-EURO2014-VENICE-213
20140408-EURO2014-VENICE-198

ชมความสวยงามของสถานที่สำคัญรอบๆ San Marco เรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาเดินทางไปที่อื่นบ้าง ก็ไปขึ้นเรือหมายเลข 1 เพื่อชม Grand Canal (นั่งยาวถึงสถานีรถไฟ Venezia Santa Lucia) โพสหน้าเราจะเก็บตก สถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆของ Venice และเกาะ Murano กัน

ทดสอบ

ทดสอบบบ

TEST

TEST

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ราเมงหมูดำ Kanedaya

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ราเมงหมูดำ Kanedaya

ทริปคิวชูวันที่ 7 วันนี้เป็นรายการเก็บตกก่อนที่จะเดินทางกลับในวันรุ่งขึ้น เมืองเด่นๆ ในแถบคิวชูเหนือก็ไปมาเกือบหมดแล้ว วันนี้ก็เลยลองเปลี่ยนบรรยากาศไปแถวที่ไม่ดังบ้าง

เป้าหมายแรกคือออกนอกเกาะคิวชูไปที่ Shimonoseki จังหวัด Yamaguchi ฟังดูเหมือนไกล แต่จริงๆ แล้วก็แค่นั่งรถไฟข้ามช่องแคบไปนิดเดียว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ราเมงหมูดำ Kanedaya

เริ่มต้นที่สถานี Hakata เหมือนเคย ผมนั่งรถไฟสาย Limited Express Sonic ไปลงที่ Kokura แล้วต่อ JR Sanyo Line มุดอุโมงค์เชื่อมช่องแคบเพื่อไปจุดหมายที่สถานี Shimonoseki

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ราเมงหมูดำ Kanedaya

เช้านี้ไม่ได้ซื้อข้าวกล่องขึ้นมากินบนรถ เพราะว่าตั้งใจจะไปซื้อข้าวกล่องหน้าปลาปักเป้าชื่อดัง Deluxe Fukusushi ที่สถานีปลายทาง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ราเมงหมูดำ Kanedaya

ถึงสถานี Shimonoseki แล้ว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ราเมงหมูดำ Kanedaya

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ราเมงหมูดำ Kanedaya

รอบๆ สถานี Shimonoseki มีตึกสวยๆ เหมาะแก่การถ่ายรูป

ผมเดินหาร้านขายข้าวกล่องแต่ไม่มีข้าวกล่องที่ตั้งใจจะซื้อ ก็เลยไปถามที่ tourist information แถวนั้น ได้ความว่าข้าวกล่องหน้าปลาปักเป้าที่อยากกิน มีขายเฉพาะเสาร์อาทิตย์เท่านั้น ก็เท่ากับว่านั่งรถไฟมาเสียเที่ยว T-T

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ราเมงหมูดำ Kanedaya

ข้าวกล่องหน้าตาแบบในรูป (ภาพจาก ที่นี่)

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ราเมงหมูดำ Kanedaya

จำใจต้องกินข้าวปั้นจากมินิมาร์ทรองท้อง + นั่งรถกลับมาสถานี Kokura

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ราเมงหมูดำ Kanedaya

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ราเมงหมูดำ Kanedaya

ถึงจะผิดหวังจะข้าวหน้าปลาปักเป้า แต่ก็ยังไม่ล้มเลิกความพยายามในการหาของกิน จากสถานี Kokura ผมนั่งรถขบวน Sonic ไปลงสถานี Yukuhashi (14 นาที)

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ราเมงหมูดำ Kanedaya

ถึงสถานี Yukuhashi แล้ว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ราเมงหมูดำ Kanedaya

หน้าสถานีมีสัญลักษณ์หน้าตาแปลกๆ

Yukuhashi นี่สถานีดูใหญ่โต แต่ในตัวเมืองค่อนข้างเงียบถึงเงียบมาก ไม่ค่อยมีรถราวิ่งให้เห็น คนส่วนใหญ่ที่เจอก็เป็นคนแก่มากกว่าวัยทำงาน

เดินตรงจากสถานีมาประมาณ 1 กิโลนิดๆ ก็จะเจอกับร้านราเมงเล็กๆ ขนาดห้องเดียว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ราเมงหมูดำ Kanedaya

ร้านราเมง Kanedaya เปิด 11 โมงตรง ผมมาเร็วไปราวๆ 10 นาที ก็เดินเตร็ดเตร่แถวนั้นอยู่พักนึง กลับมาอีกทีร้านก็เปิดพอดี

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ราเมงหมูดำ Kanedaya

ข้างในเป็นร้านเล็กๆ มีเคาท์เตอร์แล้วก็โต๊ะนั่งกินอีกนิดหน่อย ดูแล้วรับลูกค้าได้ไม่น่าเกิน 15 คน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ราเมงหมูดำ Kanedaya

แต่ดูแล้วก็เป็นร้านดังใช้ได้ มีลายเซ็นคนดัง (มั้ง) เต็มร้านเลย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ราเมงหมูดำ Kanedaya

เมนูในร้าน มีเท่านี้แหละ มีราเมงกับท็อปปิ้งให้เลือก ผมก็สั่งไม่เป็นเลยเลือกของมาตรฐานที่เค้าแนะนำกัน คือราเมงหมูดำ (ส่วนท็อปปิ้งอ่านไม่ออก เลยไม่ได้สั่ง)

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ราเมงหมูดำ Kanedaya

ราเมงมาแล้ว น้ำซุปขาวข้นตามสไตล์ของราเมงแถบนี้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ราเมงหมูดำ Kanedaya

หมดอย่างรวดเร็ว

สรุปสั้นๆ ว่าเป็นราเมงที่อร่อยที่สุดในทริปนี้แล้ว เส้นราเมงเหนียวกำลังดี หมูอร่อย น้ำซุปเข้มข้น สมกับเป็นราเมงที่ได้คะแนนรีวิวใน tabelog สูงที่สุดใน Fukuoka (แต่เช็คดูล่าสุดหล่นไปอยู่อันดับ 5 แล้ว)

ถ้าได้มาแถวนี้ แนะนำว่าไม่ควรพลาด แต่ถ้าจะถ่อมาจาก Hakata อาจจะดูลำบากเกินไปหน่อย (นั่งรถชั่วโมงกว่า เดินอีกกิโลนึง)

รายละเอียดเพิ่มเติม เวลาปิดเปิด ดูได้จากใน tabelog

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เนื้อย่าง Tanka

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เนื้อย่าง Tanka

พอกลับจาก Yufuin มาถึงตัวเมือง Fukuoka แล้ว ก่อนจะกลับที่พักก็แวะทานข้าวเย็นสักหน่อย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เนื้อย่าง Tanka

ร้านที่แวะชื่อ Tanka อยู่แถวระหว่างสถานี Yakuin กับสถานี Watanabedori เปิด 6 โมงเย็นถึงตี 3 (ข้อมูลจาก tabelog) อาหารเป็นแนวๆ เนื้อย่างหลายแบบ เท่าที่เห็นคนส่วนใหญ่ที่มากินก็เป็นพวกพนักงานออฟฟิศ

ที่ร้านไม่มีเมนูภาษาอังกฤษ แต่รายการอาหารหลายๆ อย่างก็เป็นตัวคะตะกะนะ อ่านไม่ยากเท่าคันจิ และพอเดาๆ มั่วๆ ไปได้ พนักงานก็พยายามช่วยเหลือดี

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เนื้อย่าง Tanka

ระหว่างรออาหารที่สั่ง ก็มีของทานเล่นมาให้กินรอไปพลางๆ อันนี้เป็นคล้ายๆ เนื้อเปื่อย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เนื้อย่าง Tanka

อย่างแรกเป็นเมนูที่พนักงานบอกว่าคนนิยมสั่ง เป็นเนื้อ + ลิ้น ย่างเสียบไม้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เนื้อย่าง Tanka

มีน้ำจิ้มให้สามอย่าง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เนื้อย่าง Tanka

ย่างมาได้กำลังดีเลย ข้างนอกสุก ข้างในยังแดงนิดๆ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เนื้อย่าง Tanka

สั่งกิมจิมากินตัดรสด้วย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เนื้อย่าง Tanka

อันนี้จำชื่อไม่ได้ แต่เป็นเนื้อส่วนลิ้น เข้าใจว่าย่างเกลือ จะจิ้มซอสหรือบีบมะนาวก็อร่อย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เนื้อย่าง Tanka

จานนี้เป็นโฮรุมง (เครื่องใน) เคี้ยวสนุกดี

ราคารวมทั้งหมด (มีเบียร์สดอีกแก้วนึง) 4,050 เยน ก็รู้สึกว่าแพงนิดนึงแต่ก็อร่อยสมราคาอยู่ ถ้าเกิดว่าอ่านเมนูออกคงจะได้สั่งอะไรมากกว่านี้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

เที่ยวเมือง Yufuin ต่อจากตอนที่แล้ว หลังจากกินข้าวเสร็จก็ถึงเวลาเดินเที่ยวในตัวเมือง จากแผนที่จะเห็นว่าถนนหลักของเมืองจะมีอยู่เส้นเดียว ร้านค้าทั้งหลายจะตั้งเรียงรายอยู่สองฟากถนน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

แผนที่เมือง Yufuin ขอมาจากจุดบริการนักท่องเที่ยวที่สถานี

ถ้าคนที่มาเที่ยวแบบมาเช้าเย็นกลับ เดินเฉพาะถนนสายหลักนี่ก็พอ เพราะนอกจากส่วนนี้ไปแล้วก็บ้านนอกญี่ปุ่นดีๆ น่ะเอง เต็มไปด้วยทุ่งหญ้า ป่าเขา และลำคลอง แต่สำหรับคนที่มาแบบนอนเรียวกังค้างคืน ที่พักพวกนั้นจะอยู่กระจายออกไปรอบนอกหน่อย

ความรู้สึกตอนที่เดินในตัวเมืองคือจะได้อารมณ์คล้ายๆ อำเภอปาย จ.แม่ฮ่องสอน คือส่วนนักท่องเที่ยวนี่ร้านค้าแข่งขันเท่ แข่งกันมีกิมมิคเรียกลูกค้าสุดๆ แต่โซนที่ไม่ใช่ที่ท่องเที่ยวก็จะเป็นคนท้องถิ่นอยู่กันแบบบ้านๆ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

เดินผ่านโรงอาบน้ำสาธารณะชื่อ Shitanyu อยู่ใกล้ๆ ทะเลสาบ Kirinko น่ะแหละ อยากลองเข้าไปแช่น้ำร้อนดูบ้าง แต่งง ไม่รู้จ่ายเงินยังไง เข้าตรงไหน ก็เลยเดินผ่านไป

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

เดินต่อมาอีกเจอ Marc Chagall Museum พิพิธภัณฑ์จัดแสดงงานของศิลปินรัสเซีย ตึกหน้าตาสวยดีเลย ติดทะเลสาบ แต่ก็ยังงงๆ อยู่ว่ามาตั้งพิพิธภัณฑ์อะไรอยู่ตรงนี้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

มี Museum shop และ Cafe ใกล้ๆ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

ตรงนี้เหมือนจะเป็นโซนขายของรำลึกอดีตของคนญี่ปุ่น มีของเล่นเก่าๆ ใบปิดหนังเก่า

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

มีให้ถ่ายคู่กับอุลตร้าแมน + หุ่นเหล็กหมายเลข 28 ด้วย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

มาถึงส่วนถนนคนเดิน ร้านค้าเพียบ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

ไอติมสนูปปี้รสชาเขียว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

ร้านขายเหล้าและอื่นๆ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

บรรยากาศมันปายมาก

ผมไม่ได้กะว่าจะซื้อของฝากหรือของที่ระลึกอะไรติดมือไปด้วยอยู่แล้ว ก็เลยไม่ได้ใช้เวลากับร้านค้าสักเท่าไหร่ แต่ตั้งใจว่ามาแล้วจะลองแช่ออนเซ็นในเมืองนี้ดู ซึ่งต้องเดินออกไปรอบนอกของตัวเมืองหน่อย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

รอบนอกเมืองก็บ้านนอกดีๆ นี่เอง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

พื้นที่รอบนอกส่วนใหญ่เป็นนาข้าว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

เรียงกังหลายๆ แห่งใน Yufuin นี่จะเปิดให้คนที่ไม่ใช่แขกเข้าไปแช่น้ำร้อนได้ด้วย ผมเลือกเรียวกัง Musoen ที่มีบ่อแบบ outdoor ให้แช่ ค่าบริการ 700 เยน (+ผ้าเช็ดตัวราคา 200 เยน) การใช้งานก็เหมือนออนเซ็นญี่ปุ่นปกติ มีห้องล็อกเกอร์สำหรับเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ (แบบบ้านๆ หน่อย) แล้วก็อาบน้ำล้างตัวก่อนลงบ่อ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

ที่ Musoen นี่บรรยากาศดีเลย มีสวนมีต้นไม้ร่มรื่น ตอนแช่น้ำร้อนเห็นวิวท้องฟ้า ก้อนเมฆ และภูเขา Yufu อยู่ไกลออกไปลิบๆ ติดอยู่ตรงที่ว่าอยู่ห่างจากตัวเมืองออกมาเยอะหน่อย ตอนเดินมาเล่นเอาหอบแฮ่ก ดูในแผนที่เหมือนจะพอเดินได้ แต่จริงๆ แล้วมันเป็นทางขึ้นลงเนินเขา จะเหนื่อยกว่าปกติ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

ยอดเขา Yufu มีเมฆปกคลุม

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

มีแต่ทุ่งนาจริงๆ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

เดินกลับมาถึงสถานี Yufuin ฝนก็เริ่มเทลงมา

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

ในสถานีมี Waiting Room ก็นั่งรอฝนซา

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

ระหว่างเดินเล่นรอรถไฟขากลับ ไปเจอกับเบียร์ท้องถิ่น ขวดนี้ 600 เยน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

เพิ่งเห็นว่าถ้าเดินไปจนสุดชานชาลาจะมีที่ให้แช่เท้าด้วย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

แต่ไม่มีเวลาแช่ เพราะรถไฟมาแล้ว เป็น Yufuin no Mori เหมือนตอนขามา

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

อันนี้ซื้อจากมินิมาร์ทในเมือง เอามากินบนรถ เป็นซันโตรี่ผสมโค้ก อร่อยดี

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

เจอรถไฟ JR สีเหลือง สวยดี

ข้อแนะนำตอนนั่ง Yufuin no Mori คือขามา ถ้านั่งติดหน้าต่างฝั่งขวา จะมองเห็นน้ำตกที่มีชื่อเสียงของแถบน้ำด้วย จังหวะนั้นรถไฟจะชะลอให้มีโอกาสดูด้วย ถ้าขากลับก็ให้นั่งฝั่งซ้าย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

วันที่ 6 ในเกาะคิวชู ตามโปรแกรม วันนี้จะนั่งรถไฟไปเที่ยว Yufuin เมืองน้ำพุร้อนชื่อดังของญี่ปุ่น แต่ก่อนเดินทางก็ต้องหาของกินเสียก่อน ผมเลือกไปกินร้านปลาดิบที่อยู่ใน Fukuoka City Fish Market Center คือดูชื่อแล้วเหมือนจะเป็นตลาดปลา แต่พอไปจริงๆ แล้วดูเหมือนสหกรณ์ประมงอะไรงี้มากกว่า ไม่มีตลาดสดอะไรให้ดู

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

ลงรถไฟที่สถานี Akasaka แล้วเดินต่ออีกราวๆ 700 เมตร หน้าตึกมีป้ายชัดเจน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

ร้าน Hakata Uogashi อยู่ชั้นล่างของตึกเลย (รีวิวจาก tabelog)

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

ร้านไม่ใหญ่มาก มีโต๊ะนั่งกิน หรือนั่งที่เคาท์เตอร์ก็ได้ บนผนังมีราคาอาหารให้ดู ราคาไม่แพงเลย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

ผมสั่ง Ikura Kaizendon เป็นข้าวหน้าปลาดิบรวม + ไข่ปลา อันนี้ราคา 980 เยน ปลาสดอร่อยไม่ผิดหวัง

จบจากมื้อเช้าแล้วก็ได้เวลาไปขึ้นรถไฟเพื่อไป Yufuin สักที

Yufuin เป็นเมืองท่องเที่ยวในจังหวัด Oita เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงเรื่องน้ำพุร้อนอีกเมืองนึงนอกจาก Beppu (ที่ดังกว่าและนักท่องเที่ยวเยอะกว่า) การเดินทางจาก Fukuoka แบบสะดวกสุดสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างเราๆ ก็คือนั่งรถไฟ ใช้เวลาประมาณ 2 ชม.10 นาที โดยรถที่มีให้บริการจะมีรถขบวน Yufu ที่เป็นรถ Limited Express ธรรมดา กับรถไฟท่องเที่ยวขบวน Yufuin no Mori วิ่งเส้นทางเดียวกัน ถ้ามี JR Pass ก็สามารถใช้ได้เลย

สำหรับรถขบวน Yufuin no Mori เป็นรถที่คนนิยมนั่งกันทำให้ต้องจองล่วงหน้า ไม่งั้นจะไม่มีที่นั่ง ควรจะเผื่อเวลาไว้สัก 3-4 วัน ของผมก็จองตั๋วไว้ตั้งแต่วันแรกๆ ที่มาถึงเลย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

รถ Yufuin no Mori เข้าเทียบชานชาลาที่สถานี Hakata แล้ว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

เป็นรถที่โด่งดังใช้ได้เลย พอเทียบชานชาลาปุ๊บ ก็มีคนมารุมถ่ายรูปกันเต็ม สังเกตจากเงาสะท้อนบนกระจกได้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

ขบวนนี้ถึง Yufuin 11:34

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

มีเมนูอาหารให้สั่งด้วย สมกับเป็นรถไฟท่องเที่ยว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

ภายในรถไฟตกแต่งด้วยไม้สีอ่อน เบาะนั่งสีเขียวเข้ม ให้ความรู้สึกผ่อนคลายดี บนรถไฟมีพนักงานสาวคอยให้บริการแบบเดียวกับแอร์โฮสเตสบนเครื่องบินด้วย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

ผมสั่งข้าวกล่อง Yufuin no Mori (ชื่อเดียวกับขบวนรถ) เอาไว้ไปกินมื้อกลางวันที่ Yufuin ราคา 1,030 เยน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

มีแจกโปสการ์ดพร้อมประทับตราว่าได้มาจริงๆ นะ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

ห้องคนขับกับส่วนผู้โดยสารเป็นประตูกระจก สามารถเดินไปดู+ถ่ายรูปได้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

พนักงานประจำขบวนเอาป้ายกับหมวกมาให้ มีบริการถ่ายรูปให้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

มาถึงสถานี Yufuin แล้ว เจอสิ่งก่อสร้างหน้าตาแปลกๆ เข้าใจว่าเป็นที่พักผู้โดยสารเฉพาะของขบวน Seven Stars รถไฟท่องเที่ยวระดับหรูหรา

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

ก้าวออกมาจากสถานี Yufuin ก็เจอวิวสวยๆ เลย มีถนนมุ่งเข้าตัวเมือง ร้านค้าเรียงรายสองข้างทาง มีภูเขา Yufu เป็นฉากหลัง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

ใครใคร่นั่งรถม้าก็มีให้บริการ (ไม่รู้ราคา)

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

แผนที่เมือง Yufuin (เอามาจาก japan-guide) จะเห็นว่าออกจากสถานีแล้วจะมีถนนสายหลักมุ่งหน้าไปที่ทะเลสาบ Kirinko สองข้างทางนี่ก็จะเป็นร้านค้ามากมายสำหรับนักท่องเที่ยว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

แต่ผมยังไม่อยากเจอคนเยอะๆ ก็เลยเดินมาทางถนนอีกเส้นหนึ่งที่ไปทะเลสาบ Kirinko เหมือนกัน ชมธรรมชาติและบรรยากาศเมืองในหุบเขา

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

น้ำใส ไหลเย็น เห็นเป็ด

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

เดินมาสักกิโลนึงก็จะถึงทะเลสาบ วิวสวยเลยทีเดียว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

ผมเดินอ้อมทะเลสาบมาทางศาลเจ้าเล็กๆ ดูเงียบสงบดี มีมุมให้นั่งกินข้าว ก็ได้โอกาสกินข้าวกล่องที่ซื้อมา

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

ข้าวกล่องหน้าตาแบบนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นพืชผักแปลกๆ ที่ไม่รู้จักชื่อ กินแล้วไม่ค่อยถูกปากเท่าไหร่ แอบเสียดายเงินอยู่

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

วิวตอนมองกลับไปอีกฟากหนึ่งของทะเลสาบ

ตอนถัดไปจะเดินเที่ยวในตัวเมือง Yufuin ครับ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

จบจากดูนิทรรศการที่ Contemporary Art Museum แล้วก็ไปต่อที่ปราสาท Kumamoto ท่ามกลางท้องฟ้ามืดครึ้ม

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

มองไปไหนก็เจอแต่คุมะมง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

ทางเข้าปราสาท ค่าเข้า 500 เยน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

ด้วยโครงสร้างของปราสาทกำแพงด้านนอกจะเป็นกำแพงหิน มีทางเดินขึ้นเนินซับซ้อน เพื่อให้ป้องกันข้าศึกที่มาบุกได้ง่าย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

ผ่านส่วนทางเข้าที่ซับซ้อนแล้วก็จะมาเจอตัวปราสาท Kumamoto สักที

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

ด้านหน้าปราสาทเป็นลานกว้าง ถ่ายรูปกันได้ตามสะดวก

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

ตรงมุมของลานกว้างมีหอสังเกตการณ์ ขึ้นไปดูได้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

ดูวิวออกไปทางนอกปราสาท

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

ทางเดินภายในดูเก่าๆ ขลังๆ ดี

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

อันนี้เป็นทางเดินใต้ดิน ดูใหม่หน่อย คงเพิ่งมาทำทีหลัง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

มีจุดให้ชักภาพ

ก่อนจะขึ้นปราสาท Kumamoto ผมไปเดินส่วนที่เป็นตำหนัก Honmaru ก่อน ซึ่งในส่วนนี้จะเป็นอาคารทำจากไม้ทั้งหลัง บูรณะขึ้นมาจนดูใหม่กิ๊ง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

ดูเหมือนในการ์ตูนเลย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

ตัวตำหนัก Honmaru ก็ดูสวยเนี้ยบดี แต่ถ้าเทียบกับของปราสาทนาโงย่าที่เคยไปมาแล้ว ดูอันนี้จะอลังการน้อยกว่านิดนึง

ต่อไปก็เข้าไปดูในตัวปราสาท Kumamoto ซึ่งก็จัดแสดงเหมือนปราสาทญี่ปุ่นทั่วไป มีส่วนนิทรรศการ มี artifact เก่าๆ ให้ดู ซึ่งบางทีพอจัดพื้นที่เป็นแบบนี้แล้วมันรู้สึกเหมือนข้างในไม่ใช่ปราสาท เหมือนเป็นตึกธรรมดามากกว่า

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

มีตัวปลาที่ปกติจะประดับอยู่บนหลังคาให้ดู

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

แผนที่เมืองในสมัยก่อน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

ขึ้นมาถึงชั้นบนสุด มีจุดให้ชมวิว เท่านี้แหละ

หลังจากที่เคยไปปราสาทอื่นมาแล้วสองที่ (นาโกย่า กับอินุยามะ) พอมาเจอปราสาท Kumamoto นี่ก็เริ่มจะเบื่อๆ หน่อยแล้ว เพราะไม่มีอะไรแตกต่างกันมากนัก ยกเว้นอินุยามะที่เป็นปราสาทดั้งเดิม ไม่เคยถูกทำลายแล้วสร้างขึ้นมาใหม่ ก็จะมีสภาพเก่าๆ บันไดชัน ทางเดินแคบ ดูแล้วขลังกว่าปราสาทสร้างใหม่เยอะ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

ก่อนกลับ แวะถ่ายรูปกับฮิโกะมะรุคุงได้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

กลับไปเดินแถว Kamitori-Shimotori ที่เป็นย่านช้อปปิ้งแทน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

ร้านสวยๆ ขายของน่ารักๆ เยอะตามสไตล์ญี่ปุ่น

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

ถ่ายชิโนดะซัง พรีเซ็นเตอร์ Chulip ด้านหลังติดขนมโดราเอมอนมาด้วย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

คนเพียบ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

โฆษณาเน็ตคาเฟ่

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

บรรดาสินค้าคุมะมง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

อันนี้โฆษณาร้านโบว์ลิ่งมั้ง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

ถนน Showa dori ทางเท้ากว้าง มีต้นไม้สองข้างทาง บรรยากาศดี

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

กลับมาถึงสถานี Kumamoto แล้ว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

นั่งชินคันเซ็นกลับ Hakata

พอกลับมาถึงสถานี Hakata แล้วผมเดินต่อไปที่ห้าง Canal City เพราะมีมินิไลฟ์ของ Katahira Rina ให้ดู ซึ่งทีแรกก็ไม่รู้จักหรอกว่าเป็นใคร

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

ลองฟังดูแล้วเพลงก็เพราะดีเลยนะ เล่นสด กีตาร์ตัวเดียว มีเพลงให้ฟังบน YouTube ด้วย

ดูจบแล้วก็ไปนั่งร้าน Yatai เหมือนเคย วันนี้เป็นร้านชื่อ Hanayama (花山) อยู่แถวๆ Showa Dori ใกล้สถานี Tenjin

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

เกี๊ยวซ่า

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

ไข่ห่อเมนไทโกะ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

ขาดไม่ได้คือเบียร์เย็นๆ

หมดไปอีกหนึ่งวัน

KYUSHU 2014 : SANGA RYOKAN, KUROKAWA ONSEN

ได้เวลาเดินทางเข้าสู่ Kurokawa Onsen, เมืองพักผ่อนอาบน้ำร้อนชื่อดังญี่ปุ่น

Kurokawa Onsen (黒川温泉)

Kurokawa ตั้งอยู่ในเขตเมือง Aso จังหวัด Kumamoto โดยเป็นเมืองเล็กๆที่เต็มไปด้วยที่พักแบบเรียวกัง และบ่อน้ำพุร้อน ทั้งแบบที่เป็นแบบส่วนตัว และที่เปิดให้คนนอกสามารถเข้าไปลองอาบน้ำดูได้  รายละเอียดเพิ่มเติมลองไปดูได้ที่เวบ japan-guide

PB297274

เรียวกังที่จองไว้ในครั้งนี้คือ  Sanga Ryokan ซึ่งเป็นเรียวกังที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงในแถบนี้ และได้คะแนนเป็นอันดับสองในเวบ TripAdvisor  ตัวเรียวกังมีห้องหลายแบบ หลายขนาด ให้เลือก รองรับได้ตั้งแต่ 2-10 คน

Sanga Ryokan มีที่จอดรถให้แขกที่เข้าพักนำรถมาจอดได้ฟรี  เดินจากที่จอดรถลงมาตามทางเดินก็จะเจอกับอาคารหลักหน้าตาแบบนี้

PB297360

เนื่องจากที่พักนี้อยู่ไกลจากตัวเมืองมาก ทำให้ Pocket Wifi ที่เช่ามา ซึ่งใช้สัญญาณของ AU (KDDI) กลายเป็นก้อนหินไร้ค่าไป แต่ทางเรียวกังมี Free Wifi ให้ใช้งานที่อาคารหลักแห่งนี้ ไม่ต้องกลัวว่าจะขาดการติดต่อกับ Social Network

หลังจาเชคอินเสร็จ เจ้าหน้าที่ก็จะพาไปแนะนำห้องพัก ซึ่งเราก็พบว่าเจ้าหน้าที่พูดภาษาอังกฤษได้น้อยมาก ไม่สามารถสื่อสารอะไรที่ยากๆได้ ทำให้ต้องใช้ Google Translate ช่วยเป็นวุ้นแปลภาษานิดหน่อย

PB297365

ห้องที่จองชื่อ Ho-no-ki เป็นห้องขนาด 8+8 เสื่อ นอนได้ 4-8 คน โดยข้อดีของห้องนี้คือมี Outdoor Private Onsen  โดยในห้องกลาง มีโต๊ะอุ่นขาให้นั่ง หนาวๆแบบนี้ รู้สึกมีความสุขสุดๆที่ได้ใช้

PB297369

เดี๋ยวคืนนี้เจอกัล

PB297372

Sanga Ryokan มีรถรับส่งระหว่างตัวเรียวกัง และ Town Center ให้เรียกใช้ฟรี เนื่องจาก Kurokawa เป็นเมืองท่องเที่ยวขนาดเล็กมาก จึงมีร้านกินข้าวให้เลือกไม่มากนัก ดูจาก tabelog แล้วก็เลยตัดสินใจเลือกกินร้านข้าวแกงกะหรี่ ชื่อ Warokuya (八六屋) โดยทางร้านจะมีสามสูตรให้เลือก เราเลือกกินแกงกะหรี่เนื้อม้า และแกงกะหรี่เนื้อหมูดำ นอกจากนั้นยังมีเบคอนทอด และไก่ทอด ที่เป็น Local Product ด้วย

PB297309

โดยสรุปอาหารรสชาติงั้นๆ ตามสไตล์เมืองโคตรเล็ก ที่น่าสนใจที่สุดคือในร้านข้าวแกงกะหรี่ มี Kumamon ตัวใหญ่นั่งอยู่ด้วย อดไม่ได้ที่จะต้องเลือกนั่งโต๊ะนี้ แล้วแชะรูปที่ระลึก

PB297290

นอกจากนั้นยังมีของที่ระลึกของ Kumamon ขายอยู่ด้วย ซึ่งเราก็ไม่ได้ซื้อะไรมาสักอย่าง

PB297303

ในตัวเมืองเดินสัก 15 นาทีก็หมดแล้ว มีร้านที่น่าสนใจเป็นร้านขายขนมหวาน, ของที่ระลึก และร้านขายขนมเซมเบ้

PB297355

PB297352

หลังจากเดินเสร็จ ก็ให้มาบอก Town Center ให้โทรบอกเรียวกัง ว่าจะกลับแล้ว เค้าจะจัดการโทรบอกให้ ระหว่างรอรถตู้มารับกลับ เจอแกงค์เด็กญี่ปุ่นถือเครื่องเล่นเกมมาคนละเครื่อง และนั่งเล่นกันอย่างเมามัน

PB297350

ส่วนป้ายอันนี้เหมือนจะเป็นตั๋วอาบน้ำแร่ของ Kurokawa ที่ถูกใช้งานไปแล้ว คนก็เอามาแขวนทิ้งไว้ที่ศาลเจ้า ไม่ได้นำกลับไปด้วย

PB297346

กลับมาถึงห้องพัก ก็อาบน้ำอาบท่า และเตรียมตัวทานอาหารเย็น

PB297404

ไฮไลท์ของการเข้าพักครั้งนี้คืออาหารเย็นของ Sanga Ryokan ที่เค้าภูมิใจเสนออย่างมาก โดยมีชื่อว่า Kaiseki ซึ่งเป็นชุดอาหารที่รวบรวม Local Product ที่มีชื่อเสียงของ Kumamoto 12 ชนิดเข้าด้วยกัน อาหารของที่นี่จะไม่ได้เสิร์ฟที่ห้องพัก แต่ให้มาทานที่อาคารกลาง สามารถนัดเวลาทานข้าวเย็นได้ตอน 6 โมง, 6 โมงครึ่ง หรือหนึ่งทุ่ม

PB297412

เพื่อเพิ่มอรรถรสในการทานอาหาร เราสั่งเบียร์ Local ของที่นี่มาทานด้วย

PB297420

อาหารชุด Kaiseki อย่างแรกคือ Kinkan Shu เป็นสาเกที่ทำมาจากส้มจี๊ด

PB297415

โดยที่สาเกจะเสิร์ฟพร้อมอาหารอย่างที่ 2 คือ สลัดผักคลุกหนังปลาปักเป้า (Puffer Fish Skin & Vegetable Salad)

PB297414

และอาหารอย่างที่สามคือ Karasumi Daikon , ผลบัวหิมะ (Yacon) ที่รูปร่างเหมือนหัวไชเท้าเล็กๆ  , รากบัว, ปลา Smelt (Burduck Nanbanzuke) , Awafu Gengaku ไม่รู้อะไร, ไข่หวาน, Salmon Roll แล้วก็ผักดอง (Kikuimo Kinpira)

PB297416PB297425

อันต่อมา #4 เป็นซุปเกี๊ยวปู (Habutae Soup)

PB297424

ต่อด้วย #5 อาหารที่อยากกินมาก ซาชิมิเนื้อม้า (Basashi) อาหารขึ้นชื่อของ Kumamoto โดยสรุปคือเนื้อมาจะค่อนข้างเหนียว แปลกลิ้นดี ทางเรียวกังแนะนำให้กินเนื้อม้าพร้อมขิง, ต้นหอม และโชยุ

PB297428

PB297430

#6 เป็นปลาเทร้าต์เผาเกลือ (Yamame-Trout grilled with salt) เสิร์ฟพร้อมแปะก๊วย (Ginkgo nut) แซลมอนชีส (Salmon cheese roll)  รากบัวยัดไส้มัสตาร์ด (Karashi-Renkon)และขิง (Hajikami ginger)

PB297432

#7 ไข่ตุ๋น (Soft shell turtle chawan-mushi) ถ่ายถ้วยมา เพราะคงน่าสนใจกว่ารูปไข่ตุ๋นเป็นแน่แท้

PB297440

#8 Main Course .. เนื้อย่าง (Aso Beef Steak) พร้อมผักชนิดต่างๆ จัดมาแบบ Medium … อร่อยเหาะ

PB297442

#9 & #10 ข้าวและซุปมิโซ

PB297455

#11 ผักดอง

PB297454

#12 ผลไม้ตามฤดูกาล

PB297458

เมนู เผื่อคนสนใจ

PB297419

กินเสร็จ ทำได้แค่อย่างเดียวคือกลิ้งกลับห้อง จากนั้นก็ได้เวลาอาบน้ำที่ออนเซนกลางแจ้งให้สมกับที่จ่ายเงินไป พรุ่งนี้ยังมีอาหารเช้า Kaiseki รอเราอยู่อีกหนึ่งมื้อ ส่วนวันนี้ขอนอนก่อนล่ะ

PB297466


 

ร้านแกงกะหรี่ Warokuya (八六屋)

เบอร์โทร : 0967-44-0283
เวบไซต์  : http://www.okyakuya.jp/blog/shop/warokuya/index.html
เปิด 10 โมงเช้า – 6 โมงเย็น (Last Order 5.30)  ปิดวันพฤหัส


 

Sanga Ryokan

เบอร์โทร : 0967-44-0906
เวบไซต์  : http://www.sanga-ryokan.com/en/

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

ตามโปรแกรมวันนี้จะเป็นการไปเก็บตกในเมือง Kumamoto ที่วันก่อนมีเวลาแค่ตอนเย็นนิดเดียว ปกติเริ่มจากที่ Hakata ถ้านั่งชินคันเซ็นไปก็ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง แต่ช่วงเช้าวันนี้มีเหตุผลให้ต้องออกนอกเส้นทางเล็กน้อย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

แทนที่จะนั่งชินคันเซ็นตรงไป Kumamoto เลย ผมขึ้นรถ Ltd. Express Midori ที่มุ่งหน้าไปทาง Nagasaki แทน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

Midori Express ขบวนที่นั่งนี่เป็นตู้ที่พ่วงกับขบวนที่มุ่งหน้าไปยังสวนสนุกเฮาส์เท่นบอสช์ (Huis Ten Bosch) ด้วย ซึ่งสวนสนุกนี่จะเป็น theme หมู่บ้านยุโรป เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งที่ขึ้นชื่อของ Nagasaki แต่ถ้าจะไปต้องมีเวลาทั้งวันเต็มๆ ถึงจะพอเที่ยวได้ทั่ว (ซึ่งไม่มี)

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

เป้าหมายคือสถานี Takeo-Onsen ใช้เวลาเดินทาง 1 ชม. 8 นาที

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

กาแฟดำรองท้อง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

ร้านขายอุด้ง/โซบะ แบบยืนกินตามสถานี

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

สองข้างทางก็เป็นบ้านนอกคิวชู มีแต่ทุ่งหญ้าทุ่งนา

เหตุผลของการมาที่สถานี Takeo-Onsen นี่คือมาตามหาข้าวกล่อง Calbi Yakiniku 極上カルビ焼肉弁当 ที่มีขายเฉพาะที่สถานีนี้เท่านั้น ความพิเศษของข้าวกล่องนี่คือเป็นข้าวกล่องที่ชนะการประกวดข้าวกล่องของภูมิภาคคิวชูปีล่าสุด

พอถึงสถานี Takeo-Onsen แล้วผมจะมีเวลาตามหาร้าน + ซื้อข้าวกล่อง 11 นาที ก่อนจะนั่งรถ Ltd. Express Midori อีกขบวนนึงย้อนกลับทางเดิมไปถึงสถานี Shin-Tosu เพื่อขึ้นชินคันเซ็นไป Kumamoto ตามเป้าหมายเดิม

อาจจะดูยุ่งยากหน่อย แต่ด้วยระบบรถไฟของญี่ปุ่นที่มีระเบียบ มีข้อมูลชัดเจน และตรงต่อเวลา ถ้าทำการบ้านมาให้ละเอียดหน่อย ก็ไม่ใช่เรื่องลำบากอะไรนัก

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

ในที่สุดก็ได้มาในราคา 1,620 เยน ถือว่าเป็นข้าวกล่องที่ค่อนข้างแพงเลยเมื่อเทียบกับที่อื่นๆ ก็อาศัยจังหวะที่นั่งรถย้อนกลับเป็นโอกาสกินได้เลย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

เปิดกล่องมาหน้าตาแบบนี้ ยังอุ่นๆ อยู่เลย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

ส่วนรสชาติก็สมกับที่ได้อันดับหนึ่ง เนื้อปรุงรสมาดี ย่างได้พอเหมาะ รสชาติจะเข้ม+น้ำมันเยอะไปนิดนึงแต่กินกับข้าวญี่ปุ่นแล้วจะเข้ากันกำลังดี

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

หลังจากกินเสร็จ และมาถึงสถานี Shin-Tosu แล้วก็ต่อชินคันเซ็นไป Kumamoto ใช้เวลาแค่ 34 นาทีเท่านั้น สรุปว่าออกจาก Hakata 7:30 ไปหาข้าวเช้ากินที่ Takeo-Onsen แล้วก็ยังไปถึง Kumamoto ได้ตอน 10:05 ยังมีเวลาเที่ยวอีกเต็มๆ วัน และค่าตั๋วรถไฟไปๆ มาๆ ทั้งหมดนี่สามารถใช้ JR Pass ผ่านได้หมด

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

มาถึงสถานี Kumamoto เดินผ่านร้านขายข้าวกล่องก็เจอข้าวกล่องอายุยะซันไดที่ตามหาเมื่อวันก่อน วางขายต่อหน้าต่อตา แต่เพิ่งกินข้าวเช้าไปหมาดๆ ก็ต้องตัดใจ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

การเดินทางใน Kumamoto ถ้าใช้รถรางจะราคาเดียวเที่ยวละ 150 เยน ใช้บัตร Suica จ่ายก็ได้ สะดวกดี แต่ถ้าใครคิดว่าจะนั่งมากกว่า 3 เที่ยว แนะนำให้ซื้อ Day Pass ราคา 500 เยนจะคุ้มกว่า สำหรับผมคิดคร่าวๆ แล้วนั่งไม่เกิน 3 เที่ยวแน่ๆ เลยไม่ได้ซื้อ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

ที่แรกของวันนี้คือมา Kumamoto Contemporary Art Museum ที่มีแสดงนิทรรศการการออกแบบความสุขของ Eiji Mitooka อยู่พอดี

สำหรับคนที่ไม่รู้จัก Eiji Mitooka เป็นนักออกแบบ นักวาดลายเส้น และทำงานเป็นที่ปรึกษาให้กับ JR คิวชู ผลงานเด่นของเค้าคือการออกแบบรถไฟท่องเที่ยวหลายขบวนในภูมิภาคนี้ ในนิทรรศการก็จะมีทั้งผลงานลายเส้น แบบจำลอง รวมทั้งข้าวของเครื่องใช้ที่ใช้กันจริงๆ บนรถไฟ ที่มีการออกแบบโดยคำนึงถึง experience ของผู้ใช้งาน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

แบบจำลองของรถไฟขบวน Yufuin no Mori ที่นำเอารถไฟ Kiha รุ่นเก่ามาดัดแปลงเป็นรถไฟท่องเที่ยว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

ของใช้จาก Seven Stars รถไฟขบวนหรูหราอลังการเจ็ดดาว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

ที่นั่งแบบต่างๆ จากรถไฟหลายๆ ขบวน ที่ออกแบบหน้าตาต่างกัน วัสดุต่างกัน ซึ่งจะให้สัมผัสในการใช้งานแตกต่างกันไป

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

มีตัวอย่างงานออกแบบให้ดู

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

เจ้าแมวทามะ นี่ก็ผลงานของ Mitooka

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

โปสเตอร์บอกว่านิทรรศการต่อไปที่จะจัดคือแสดงผลงานของ Yoshitaka Amano ที่เราคุ้นเคยลายเส้นกันมาจากเกม Final Fantasy น่ะเอง น่าดูมากๆ แต่ไม่มีโอกาส

KYUSHU 2014 : ชมใบไม้แดงที่ Kiyomizu-dera เมือง Miyama, Fukuoka

คนส่วนใหญ่ถ้าได้ยินชื่อวัด Kiyomizu ก็คงนึกถึงวัดน้ำใสที่เกียวโต แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า ที่เมือง Miyama ในจังหวัด Fukuoka ก็มีวัดชื่อนี้กับเค้าด้วยเหมือนกัน

PB297208

เมือง Miyama อยู่ทางใต้ของ Fukuoka โดยอยู่ประมาณกึ่งกลางระหว่าง Fukuoka กับ Kumamoto .. การเดินทางไปวัด Kiyomizu นี้คงเป็นไปได้แค่ทางเดียวคือขับรถยนต์ เพราะตัววัดอยู่ลึกเข้าไปบนภูเขา ที่จอดรถของวัดมีค่อนข้างเยอะ ถึงจะไม่เต็ม แต่ก็ดูเนืองแน่น

PB297122

เนื่องจากอาณาเขตของวัดอยู่ในภูเขา ในแต่ละบริเวณประกอบไปด้วยสถานที่ที่อยู่ในระดับความสูงต่างกัน จึงทำให้ใบไม้เปลี่ยนสีไม่เท่ากัน บางส่วนพึ่งเปลี่ยนสี บางส่วนกำลังสวย และบางส่วนร่วงไปหมดแล้ว

โปรแกรมเที่ยวที่นี่ จะแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกที่เข้าไปถึงคือเขตที่เปิดให้ชมสวน ซึ่งมีค่าบริการ 300 ¥ ซึ่งก็ไม่ได้รู้สึกว่าคุ้มค่าอะไร แค่มาถึงแล้วก็ต้องเข้าไปดูเท่านั้นเอง

PB297153

ข้างหน้าจุดชมสวนมีต้นแปะก๊วยตันใหญ่ โกร๋นแล้ว

PB297130

PB297185

ส่วนที่สอง คือการเดินไปตัววัดจริงๆ ซึ่งอยู่บนเขา ซึ่งโชคดีที่มีทัวร์ JR อะไรสักอย่างของคนญี่ปุ่นจัดโปรแกรมที่นี่ ทำให้มีป้ายบอกทางเดินเที่ยวตลอดเวลา ซึ่งเราก็เดินตามทางป้ายไปเรื่อยๆ ถือว่าเป็นโชคดีมาก เพราะวัดนี้ไม่มีข้อมูลท่องเที่ยวภาษาอังกฤษให้ศึกษาก่อนมา ถ้าไม่เจอทัวร์นี้ก็คงไม่รู้ว่าต้องเดินไปตรงไหนบ้าง

เดิน เดิน เดินเข้าไป
คุณลุงคุณป้าชาวญี่ปุ่นเค้าเดินเร็วมาก มีเหรอเราจะยอมแพ้
เห็นบันไดแบบนี้แล้วนึกถึงดอยสุเทพ …

PB297223

ธรรมชาติของที่นี่ยังสมบูรณ์มากๆ

PB297214

พอเดินขึ้นไปถึงตัววัดจริงๆ ก็เหลือแต่ใบไม้ร่วงเต็มพื้น กับต้นไม้โกร๋นๆให้ดู

PB297253

ข้างบนเจอน้องหมาญี่ปุ่นนอนหลับอยู่ในบ้านของตัวเอง ท่าทางสบายเวอร์

PB297263

ช่างน่าแปลกใจตรงที่ ใบไม้บางส่วนก็ยังพึ่งเริ่มเปลี่ยนสีเอง ทั้งๆที่ต้นที่อยู่ห่างกันไป 30 เมตรร่วงโกร๋นไปหมดแล้ว

PB297260

ระหว่างทางลง เจอมุมสวย

PB297268

เที่ยวที่นี่ใช้เวลาไป 2 ชั่วโมงครึ่ง ก็สามารถเดินออกมาที่ลานจอดรถเหมือนเดิมได้ โปรแกรมต่อไปก็คือมุ่งหน้าสู่ Kurokawa Onsen เมืองที่ตั้งหน้าตั้งตาจะมาเยือนตั้งแต่เริ่มวางแผนทริปนี้


วัด Kiyomizu-dera (吉山 清水寺)

http://www.e-kiyomizu.or.jp/
เบอร์โทร 0944-63-7625
ค่าชมสวน 300 ¥
มีที่จอดรถ ฟรี

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของ Nagasaki จะเป็นคาบสมุทรติดทะเล อยู่ไม่ไกลจากเกาหลี และด้วยความที่เป็นเมืองท่าที่มีการติดต่อค้าขายกับต่างชาติเยอะ ทำให้ได้รับอิทธิพลจากทั้งเมืองจีนและฝรั่งตะวันตก

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ถัดจาก China town ตามแผนคือไปต่อที่ Glover Garden ที่เป็นบ้านเก่าของพ่อค้าชาวสก๊อต ตั้งอยู่บนเนินเขา แต่ระหว่างทางก็มีจุดน่าสนใจคือ Oranda Dori หรือถนนฮอลแลนด์ จะเป็นถนนสไตล์ตะวันตก ถ้าใครเคยไปมาเก๊าจะได้อารมณ์คล้ายๆ กัน แต่ที่นี่จะชิลๆ คนน้อย สงบกว่า ผมแวะร้านขายของที่ระลึกแถวนี้ ได้ magnet ติดมือกลับมาอันนึง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เดินตาม Oranda Dori ไปเรื่อยๆ แล้วจะเจอกับ Oranda zaka หรือที่ตามไกด์บุ๊คจะเรียกว่า Dutch Slope เป็นเนินที่เมื่อก่อนเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของพ่อค้าต่างชาติโดยเฉพาะชาวดัทช์ เดินสบายๆ ไม่ชันมาก บรรยากาศร่มรื่นดี

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เจอคนวาดรูปด้วย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ป้ายทางขึ้นเนินมีหลายจุด

เดินซอกแซกไปเรื่อยๆ ไม่นานก็จะเห็น Glover Garden อยู่บนเนินลิบๆ ผมเดินจนเจอ Glover Sky Road ซึ่งเป็นคล้ายๆ ลิฟท์แนวเฉียงพาขึ้นไปจนเกือบถึงยอด

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ทางขึ้นหน้าตาแบบนี้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ขึ้นมาถึงยอดแล้วมองลงไปข้างล่างวิวดีมาก โชคดีที่วันนี้อากาศเป็นใจ ถ่ายท้องฟ้าออกมาได้ใสกว่าวันอื่น

จากแถวนั้น เดินอีกนิดเดียวจะเจอทางเข้า Glover Garden แล้ว (มีทางเข้าหลายทาง อันนี้เป็นทางด้านหลัง)

ข้อมูลคร่าวๆ ของ Glover Garden คือเป็นบ้านพักและสวนเก่าของพ่อค้าชาวตะวันตก ที่เอามาทำเป็น open air museum มีจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้สมัยก่อนให้ดู ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ค่อยน่าสนใจนัก ทีแรกก็เกือบจะไม่ได้รวมที่นี่เข้าไว้ในโปรแกรมแล้ว แต่ว่าพอได้มาจริงๆ ดันชอบซะงั้น คือบรรยากาศมันร่มรื่นดี อาคารสวย สวนสวย วิวดี มีมุมให้ถ่ายรูปเยอะ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ซื้อตั๋วแล้วเค้าจะให้แผนที่มาด้วย (รวมในราคา 610 เยน) ซึ่งดีมาก เพราะพื้นที่ของ Glover Garden ถือว่าใหญ่ มีอาคารหลายหลัง ทางเดินในสวนก็ดูจะงงๆ หน่อย ถ้าไม่มีแผนที่อาจจะหลงทางได้ง่ายๆ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

จากประตูหลัง เข้ามาปุ๊บก็เจออาคารหลังใหญ่ มีบ่อปลาด้านหน้า

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ขึ้นไปบนอาคารชั้นสอง มองลงมาเห็นวิวเป็นขั้นบันไดลงไป มีท่าเรือ Nagasaki เป็นฉากหลัง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

มีที่ให้เช่าชุดคอสเพลย์เป็นชาวตะวันตกย้อนยุคด้วย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ในสวนมีร้านอาหารบรรยากาศดี มีดนตรีสดเล่น เท่าที่อ่านป้ายดูเห็นว่าจัดงานแต่งแถวนี้ก็ได้ด้วย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

น้ำตกในสวน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

อาคารหลัก หันหน้าเข้าหาท่าเรือ Nagasaki เป็นตำแหน่งที่วิวดีที่สุดเลย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

มีคล้ายๆ โต๊ะหินเขียนบอกทิศทางของสถานที่ต่างๆ คิดว่าถ้าเป็นพ่อค้ามาทำมาค้าขายแถวนี้ ได้ดูวิวท่าเรือจากตรงนี้ก็คงจะเหมาะดี

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ด้านในมีจำลองให้ดูว่าชาวตะวันตกสมัยนั้นเค้าใช้ชีวิตในญี่ปุ่นกันยังไง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

รูปปั้นเจ้าของที่ Thomas Glover ชาวสก๊อตหน้าตาเป็นแบบนี้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ที่พื้นในสวนมีหินรูปหัวใจด้วย ถ้าใครตาดีมีเวลาว่างก็ลองมองหาดู

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

พอออกจาก Glover Garden แล้วจะเจอถนนลาดลงจากเนิน สองข้างทางเป็นร้านค้าดักรอนักท่องเที่ยวตามสูตร

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ร้านนี้ด้านหน้าเท่ดี แต่ไม่รู้ว่าข้างในขายอะไร

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

See you again

จุดสุดท้ายที่จะไปวันนี้คือขึ้นกระเช้าไปชมวิวบนเขา Inasa ซึ่งถ้าจะให้ดีก็ควรขึ้นไปให้ถึงจุดชมวิวก่อนพระอาทิตย์ตก จะได้เห็นวิวทั้งตอนสว่างและตอนมืด

ผมก็กะเวลาออกจาก Glover Garden เผื่อเวลานั่งรถรางมาลงที่สถานี Takaramachi แล้วต้องเดินต่อมาที่จุดขึ้นกระเช้าอีกราวๆ 1 กิโลด้วย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

จากสถานี Takaramachi เดินไปจุดขึ้นกระเช้า ปกติจะใช้เวลาประมาณ 15 นาที แต่ผมดันเดินไปผิดทาง (ป้ายบอกทางมันดูงงๆ หน่อย) กว่าจะรู้ตัวก็อ้อมไปไกลโข ถ้าใครมาเอง ให้ดูป้ายและเช็คกับ GPS ในมือถือให้ดี

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ถ้าเดินมาถูกทางจะเจอศาลเจ้า และสถานีขึ้นกระเช้าก็จะอยู่ในศาลเจ้านั่นแหละ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ค่าตั๋วไป-กลับ 1,230 เยน อันนี้จะไม่เหมือนตอนไปขึ้นเขา Aso เพราะที่นี่สูงมาก เดินกลับลงไปเองไม่ไหว ถ้าไม่นั่งกระเช้าลงมาก็มีแต่เรียกแท็กซี่อย่างเดียว (แล้วจะจ่ายแพงทำไม)

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ผมไปช่วงที่คนยังไม่เยอะมาก กระเช้าจะออกทุกๆ 20 นาที ถ้าเป็นเวลาที่คนเยอะ จะออกทุกๆ 15 นาทีแทน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

วิวตอนที่กำลังขึ้น สูงและชันกว่าตอนขึ้นที่ Aso มากๆ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ขึ้นมาถึงสถานีด้านบนแล้ว จะเห็นวิวด้านนึงเป็นภูเขา อีกด้านนึงเป็นที่ราบที่มีตัวเมืองอยู่

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เดินตามไฟสีฟ้าๆ นี่ไปจะเจอกับอาคารที่เป็นจุดชมวิว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ถึงแล้ว ถ้าใครขับรถขึ้นมาหรือมากับทัวร์ รถจะจอดอยู่แถวนี้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

วิวด้านหนึ่งเห็นตัวเมืองและท่าเรือ ลมเย็นสบายดีมาก

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

วิวอีกด้านหนึ่งเห็นทะเล มีเกาะน้อยใหญ่อยู่ไกลๆ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

พอเริ่มมืดก็จะเห็นแสงไฟสวยงาม

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ฝั่งที่เป็นอ่าวและท่าเรือ พอมืดแล้วมีไฟสวยงาม จนต้องเบียดกับมหาชนในการหาตำแหน่งถ่ายรูป (ที่นี่ไม่ให้ใช้ขาตั้ง ต้องเอากล้องวางไว้กับราวกั้นแล้วพยายามกดด้วยมือนิ่งๆ แทน)

ว่ากันว่าจุดชมวิวที่นี่สวยติดอันดับ 1 ใน 3 ของญี่ปุ่นเลยทีเดียว

ชมวิว+ถ่ายรูปจนพอใจแล้วก็ได้เวลากลับ นั่งกระเช้าลงมา เดินต่อไปสถานีรถราง แล้วนั่งต่อมาที่สถานีรถไฟ กินเวลาเยอะพอสมควร ถ้าใครที่มาแล้วพักที่เมืองอื่นให้เช็คเวลารถไฟเที่ยวกลับให้ดีๆ ด้วย เพราะรถไฟหมดเร็ว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ผมนั่ง Ltd. Express กลับ Hakata ก็ใช้เวลาเกือบๆ 2 ชม.

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เนื่องจากมองการณ์ไกลไว้แล้วว่าอาจจะไม่มีเวลาหาอะไรกินตอนค่ำ ผมก็เลยซื้อข้าวกล่อง “คาคุนิเมชิ” เตรียมไว้ตั้งแต่ตอนกลางวัน (ราคา 800 เยน ซื้อตามในการ์ตูน ตะลุยกินข้าวกล่องรถไฟ เหมือนเดิม)

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

หน้าตาจะเป็นหมูสามชั้นปรุงรสคล้ายๆ พะโล้ อร่อยดีทีเดียว เสียแต่ว่าซื้อไว้นานเกิน จนรสชาติออกจะชืดๆ ไปหมดแล้ว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

กว่าจะถึงสถานี Hakata ก็หมดแรงจะไปเดินต่อที่อื่นแล้ว สรุปว่ากลับที่พักเพื่อวางแผนสำหรับวันรุ่งขึ้น เตรียมตัวไปเก็บตกในตัวเมือง Kumamoto

KYUSHU 2014 : Tomimatsuunagiya Kuroda honten ร้านปลาไหลเทพเจ้า

วันนี้เราจะพาไปที่ Tomimatsuunagiya Kuroda honten ร้านปลาไหลเทพเจ้า (ตั้งเอง) ที่เมือง Kurume

เริ่มจากเชคอินโรงแรม จ่ายเงินค่าห้อง เอาของเก็บในห้อง และอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ (จนถึงตอนนี้ คือไม่ได้อาบน้ำมาเกือบ 24 ชั่วโมงแล้ว)

ใครก็ตามที่มาพักโรงแรมเครือ toyoko-inn ก็ควรทำสมาชิกไว้สักหน่อย ค่าสมัคร 1500 ¥ (ลดเหลือ 1000 ¥ สำหรับคนอายุมากกว่า 60 ปี)  โดยใช้ลดค่าโรงแรมได้ 5% ในวันจันทร์-เสาร์ และ 10% ในวันอาทิตย์

ระบบจอดรถทั้งหมดของ toyoko-inn จะเป็นแบบออโต้ คือเราเอารถเข้าไปจอดเข้าซองในโรงรถที่เค้าทำระบบไว้ แล้วระบบมันจะยกรถไปเก็บให้เอง หลังจากนั้นเราจะได้การ์ดมาใบนึง พอตอนมารับรถ ก็เอาการ์ดเสียบไปตรงประตูโรงรถ แล้วระบบมันจะไปเอารถเรามาวางไว้ให้ โดยเสียค่าจอดรถวันละ 500 ¥

ร้านอาหารที่ดูโอเคที่สุดใน criteria ที่ตั้งใจไว้ คือ มีที่จอดรถ, เปิดถึงดึกๆ, คนไม่น่าจะแน่นเกินไป, ไม่ใช่อาหารดิบ และได้คะแนนใน tabelog.com เยอะ ก็คือร้าน Tomimatsuunagiya  (tabelog.com นี่เป็นเวบรวบรวมร้านอาหารยอดฮิตของคนญี่ปุ่น พร้อมมีเรทติ้ง คอมเม้นต์ รูป และข้อมูลของร้านอย่างละเอียด ใครเป็นคนรักจะตะลุยกินอาหารญี่ปุ่นแล้วไม่รู้จักเวบนี้ ถือว่าสอบตกอย่างแรง เสียอย่างเดียว คือเวบนี้เป็นภาษาญี่ปุ่นล้วนๆ ก็ต้องพึ่ง google translate + chrome แกะลายแทงเอานะ) นอกจากนั้นร้านนี้ยังได้รับโหวตเป็นร้านอาหารอันดับหนึ่งใน Kurume จากเวบ TripAdvisor อีกด้วย

ร้าน Tomimatsuunagiya อยู่ห่างจากโรงแรมไปประมาณ 10 กิโลเมตร ร้านตั้งอยู่บนถนนริมแม่น้ำ ที่ดูเปลี่ยวๆหน่อย แต่พอจอดรถเสร็จ ลงจากรถเท่านั้นแหละ กลิ่นปลาไหลย่าง ก็ลอยเข้ามาเตะจมูกอย่างจัง ทำเอาลืมความไกลของร้านไปในบัดดล

PB287117

เมนูหลักๆก็จะมีข้าวหน้าปลาไหลอยู่สองแบบ คือแบบมีข้าวขาวใส่ถ้วย พร้อมกับปลาไหลใส่จานราดน้ำซอส กับอีกแบบคือคลุกข้าวกับน้ำซอส แล้วใส่ปลาไหล+ไข่เจียวซอยโปะหน้า

PB287103

นอกจากนั้นก็มีการสั่งปลาไหลเป็นตัวๆ สำหรับคนมากินกันเป็นครอบครัว และไม่อยากแยกสั่งเป็นชุดของตัวเอง

ดูจากเมนูแล้ว ก็เข้าใจได้ว่า ตัว Signature ของร้านนี้คงหนีไม่พ้นรูปฝั่งขวามือ ทีนี้มันมีสองราคาคือ 2,200 ¥ และ 3,000 ¥  ก็เลยถามพนักงาน เค้าก็บอกมา(เป็นภาษาญี่ปุ่น) ก็เลยเดาเอาว่าใส่ปลาไหล 1 ตัว กับ 2 ตัว

PB287100

ระหว่างรออาหาร ทางร้านมีการเสิร์ฟของกินเล่นเป็นก้างปลาไหลทอด แล้วเอามาคลุกกับเกลือนิดหน่อย เค็มๆกรอบๆอร่อยดี

PB287107

ถึงตอนนี้แต่ละคนก็เลือกสั่งตามขนาดกระเพาะของตัวเอง กล่องสีอ่อนคือใส่ปลาไหลตัวเดียว กล่องสีเข้มคือ 2 ตัว

PB287108

ส่วนถ้าไม่สั่งแบบ Signature ก็จะได้ปลาไหลเป็นจานแบบนี้ พร้อมข้าวขาวใส่ถ้วยมาให้

PB287111

ปลาไหลที่เห็นนี่คือ 1 ตัว และใต้ข้าวจะมีปลาไหลอีกตัวสอดไส้อยู่ข้างใน

สรุปคะแนน ร้านนี้เอาไป 10 เต็ม 10
ปลาไหลอร่อยมาก ไม่รู้สึกมันๆเลี่ยนๆเหมือนข้าวหน้าปลาไหลในเมืองไทย


รายละเอียดร้านค้า

富松うなぎ屋 黒田本店  (Tomimatsuunagiya Kuroda honten)
เบอร์โทร   0942-26-3608
เปิด 10:00-21:00
มีที่จอดรถ ฟรี

KYUSHU 2014 : Fukuoka & Akizuki Castle Ruins

ตอนแรกเริ่มจากเดินทางถึง Fukuoka, กินข้าว, รับรถเช่า และเดินทางไปดูใบไม้แดงที่ Akizuki Castle Ruins

การเดินทาง

เครื่องบินของ JetStar ก็คงไม่ต้องบรรยายอะไรกันมาก เนื่องจากเป็น Low Cost Airline บินตรงกรุงเทพ-ฟุกุโอกะ จัดมาด้วยเครื่อง AirBus 320 นั่งแบบ 3-3  ออกเดินทางจากกรุงเทพ 2:30 ถึง Fukuoka 9:30 วันเดียวกัน

พอเครื่องจอดที่สนามบิน ไม่มีงวงช้างให้เดิน ต้องขึ้นรถบัสเข้ามาที่ Terminal หลัก จากนั้นผ่าน ตม. มาด้วยความรวดเร็ว ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นเพราะเป็นภูมิภาคเล็ก คนมาเที่ยวไม่มากนัก การเดินทางเข้าเมือง ต้องนั่งรถ Shuttle Bus ฟรีของสนามบิน จากหน้าประตู International Terminal ไปที่ Domestic Terminal เพื่อต่อ Subway โดยค่า Subway จาก Airport ไปสถานี Hakata ซึ่งเป็นสถานีหลักของ Fukuoka ก็คนละ 260 ¥

มีเรื่องกวนใจนิดหน่อยกับตู้ซื้อตั๋วรถไฟของที่นี่ เนื่องจากตู้มันให้เลือกซื้อตั๋วได้แค่ทีละ 1,2 หรือ 3 คน  ทีนี้ พอเราไปกัน 4 คน ก็เลยต้องกดซื้อ 2 ที  ซึ่งการซื้อตั๋วรถไฟแต่ละรอบ เราก็จะไม่สามารถหยอดเงินให้พอดีกับค่ารถไฟได้ สุดท้ายแล้วมีเหรียญทอนมาเป็นกระบุง

มาถึงตรงนี้ไม่ได้ถ่ายรูปอะไรสักอย่าง เพราะยังคงวุ่นวายกับการพาทัวร์ลูกเป็ดเดินทางเข้าเมือง ที่แย่กว่านั้นคือกระเป๋าเดินทางเสียหายจากการขนส่ง ซิปหลักโดนกระแทกหลุดไปทั้งยวง กระเป๋าอยู่ใสสภาพที่ไม่รู้ว่าจะปิดเปิดซิปได้อีกกี่รอบ ทำให้ต้องไปซื้อกระเป๋าเดินทางใบใหม่ที่ห้างในสถานี Hakata ได้กระเป๋าเดินทาง Samsonite ใบใหม่มา ราคาไม่ได้แพงมาก แถมซื้อแล้วได้ Tax Refund อีกด้วย

พอจัดการความวุ่นวายเรื่องกระเป๋าเสร็จ ก็ได้เวลาไปกินอาหารมื้อแรกกันสักที  ตามโปรแกรมร้านที่เลือกไว้คือ ซูชิซานมัย ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆกับสถานี Hakata ถ้าให้เทียบระดับความดีของร้านจากเต็ม 10 ร้านนี้ก็เอาไปแค่ 3 คะแนนพอ เพราะเนื้อปลาคุณภาพเหมือนกินปลาดิบที่ฟูจิยังไงยังงั้น

โอโทโร่

โอโทโร่ดูไม่อร่อยเลย

ราคาซูชิไม่แพง

ซูชิหลายๆแบบรวมกัน

PB286926

ข้อมูลร้านซูชิซานมัย
ชื่อญี่ปุ่น : すしざんまい 博多駅前店
เวบไซต์ http://www.kiyomura.co.jp/
เบอร์โทร 092-433-2840


เช่ารถ

ครั้งนี้จองรถมากับ Toyota Car Rental ซึ่งเป็นบริษัทเช่ารถของ Toyota โดยตรง (https://rent.toyota.co.jp/)
เวบไซต์มีแต่ภาษาญี่ปุ่น ถ้าไม่มีคนที่อ่านภาษาญี่ปุ่นออกทำการจองให้ ก็อาจจะต้องจองกับเจ้าอื่น เช่น

1. เวบที่มีภาษาอังกฤษเช่น tocoo (http://www2.tocoo.jp/en/index?) ซึ่งเวบ tocoo จะมีรถให้เลือกเป็นกลุ่ม เช่น city car, hybrid car แต่ไม่สามรถเลือกรุ่นหรือยี่ห้อแบบเจาะจงได้

2. จองรถกับโตโยต้า แต่ผ่าน Agency เช่น http://www.easyandsave.com/

ข้อดีของการจองเอง ผ่านเวบไซต์ของทางญี่ปุ่นโดยตรงและชำระด้วยบัตรเครดิตล่วงหน้า คือเค้าจะให้ส่วนลด 5%

ครั้งนี้เราจอง Toyota Aqua ซึ่งเป็นรุ่น Hybrid เหตุผลสำคัญที่เลือกรุ่นนี้สองอย่างคือ ค่าเช่าถูกกว่า Prius และ อยากลองรถ Hybrid ว่าประหยัดแค่ไหน

ตอนไปรับรถ ก็อย่าลืมขอซื้อ Kyushu Expressway Pass (KEP) ด้วย โดย KEP คือการจ่ายค่าทางด่วนแบบเหมาเป็นจำนวนวัน ซึ่งถ้าใช้ทางด่วนเยอะๆ จะถูกกว่าจ่ายเป็นครั้งๆไปค่อนข้างมาก ครั้งนี้ซื้อ 6 วัน 6,500 ¥ โดยหลังจากซื้อ KEP แล้ว มันก็จะมาในรูป ETC Card นี่แหละ (ปล. ETC Card = EasyPass )

สรุปค่าใช้จ่ายเรื่องรถได้ตามนี้
– ค่าเช่ารถ 6 วัน + ประกัน 50,000 ¥
– ค่า KEP 6 วัน 6,500 ¥
– ค่าน้ำมัน 40 L = 6,200 ¥
รวมแล้วเท่ากับ  62,700 ¥
ประมาณเป็นเงินไทย 18,000 บาท

ค่าใช้จ่ายอันนี้ยังไม่รวมค่าจอดรถ  และยังไม่รวมค่าปรับ ที่อาจจะโดนหักตามหลังมา :D

PB286961


การขับรถในญี่ปุ่น

เอาสรุปคร่าวๆ ประมาณนี้
– ต้องมีใบขับขี่สากล ไปทำได้ที่ขนส่งทางบก ไม่ต้องสอบอะไรเพิ่ม มอบอำนาจให้คนอื่นไปทำแทนได้ ค่าใช้จ่ายประมาณ  5-600 บาท
– ญี่ปุ่นขับรถพวงมาลัยขวา เพราะฉนั้นคนไทยก็ขับได้สบาย
– ในเมืองจำกัดความเร็ว 40-60 ถ้าเป็นทางด่วนน่าจะ 110 แต่เท่าที่ขับตามคันอื่น ก็รู้สึกได้ว่าคนที่นี่ก็ขับเร็วกว่าข้อกำหนดนิดหน่อย
– ที่จอดรถส่วนใหญ่เสียเงิน แต่ก็ไม่แพงมาก
– คนญี่ปุ่นเปลี่ยนเลนน้อยมาก และแทบจะไม่ขับแซงกันเลย ทำให้ขับรถแล้วไม่เครียด จะเครียดอย่างเดียวก็คือซิ่งไม่ได้นี่แหละ
– การใส่สถานที่ปลายทางของ GPS ให้ใส่เป็นเบอร์โทรศัพท์จะง่ายที่สุด  GPS มันเทพมากๆ นำทางเชื่อถือได้เกือบ 100% (เท่าที่เจอกับตัว มีนำทางผิดเหมือนกัน)


 Akizuki Castle Ruins (秋月城跡)

ประเดิมจุดหมายแรกด้วยจุดชมใบไม้แดงของ Fukuoka ที่เมือง Asakura ซึ่งเป็นจุดที่ต้องขับรถไปเท่านั้น เวลาไปให้ใช้ GPS นำทางไปที่จอดรถใกล้ๆ ชื่อว่า 秋月駐車場管理組合 ที่เบอร์  094-625-1114 จากนั้นเดินต่อไปประมาณ 500 เมตร ใบไม้แดงตรงจุดนี้เป็นจุดที่สวยที่สุดในทริปนี้เลย

ทางเดินไปปราสาท

PB286975

เท่าที่สังเกตุดู คนที่มาเที่ยวตรงนี้ส่วนหนึ่งเป็นคณะทัวร์ของแม่บ้านชาวญี่ปุ่น ซึ่งก็สะท้อนวัฒนธรรมของเค้าออกมาได้เป็นอย่างดี เกี่ยวกับว่าโดยปรกติ สามีจะทำงานนอกบ้าน และภรรยาจะอยู่บ้านเป็นแม่บ้าน เวลาสามีไปกินข้าวกับเพื่อน ก็จะไม่พาภรรยาไปด้วย และภรรยาก็จะมีก๊วนแม่บ้าน มาซิ่งข้างนอกด้วยกันเอง

ไม่แน่ใจว่าคู่แต่งงานรุ่นใหม่ ยังมีวัฒนธรรมแบบนี้หรือเปล่า

Gingko x Maple

PB287018 PB287092


หลังจากดูใบไม้แดงจนพอใจ (มืดแล้ว) ก็เดินทางออกจาก Akizuki ไปโรงแรม โดยคืนนี้จะนอนที่ Toyoko Inn Nishitetsu Kurume-eki Higashi-guchi ในเมือง Kurume  ซึ่งห่างออกไปประมาณ 35 กิโลเมตร

ปิดท้ายโพสต์ด้วยรูปน้องแมวแสนรู้  พอเรายกกล้องขึ้นถ่าย ก็หันมามองกล้องซะงั้น  -___-”

PB287042

KYUSHU 2014 : Trip Summary

ถ้าปล่อยเวลาให้ผ่านไปนานๆเดี๋ยวจะลืมรายละเอียด ขอเริ่มเขียน Trip Summary ก่อนเลยละกันนะ

แผนเที่ยว (28/11 – 5/12)

Day 1 : ถึง Fukuoka 9:30 กินข้าวกลางวัน และไปรับรถเช่า จากนั้นขับไปที่ Akizuki Castle Ruin เพื่อดูใบไม้แดง กินข้าวเย็นที่ร้านปลาไหล Tomimatsunagiya แล้วพักที่ Toyoko Inn Nishitetsu Kurume-eki Higashi-guchi

Day 2 : ไปวัด Kiyomizu-dera ที่เมือง Miyama จังหวัด Fukuoka เพิ่อดูใบไม้แดง จากนั้นมุ่งหน้าสู่ Kurokawa Onsen เข้าพักที่ Ryokan Sanga

Day 3 : ไปดูธรรมชาติที่ Kikuchi Gorge แล้วไปดูทุ่งหญ้า Kusasenri-ga-hama ที่ Aso (ตอนแรกจะขึ้นไปดูปล่องภูเขาไฟด้วย แต่เนื่องจากมันดันปะทุ เค้าเลยปิดห้ามเข้า) จากนั้นขับรถไปที่เมือง Takachiho  พักที่ Hotel Grateful Takachiho

Day 4 : ไปพายเรือดูน้ำตกที่ Takachiho Gorge จากนั้นแวะดูถ้ำที่ Amano Iwato Shrine แล้วยิงยาวไปที่ Kumamoto พักที่ Toyoko Inn Kumamoto-jyo Toricho Suji

Day 5 : เที่ยว Kumamoto Castle กินข้าวหมูชุบแป้งทอดที่ Katsuretsu Tei  แล้วขับรถต่อไปที่ Huis Ten Bosch ดู Kingdom of Light พักที่ Hotel Okura JR Huis Ten Bosch

Day 6 : เดินเล่นใน Huis Ten Bosch ดูเรือ One Piece แล้วกลับ Fukuoka เพื่อคืนรถ พักที่ Toyoko Inn Hakata-Guchi Ekimae No.2

Day 7 : นั่งรถไฟเที่ยว Dazaifu, กลับมาเดินเที่ยว Kushida Shrine แล้วพาลูกทัวร์ช๊อปปิ้งที่ Canal City พักที่เดิม

Day 8 : กลับบ้าน

การเดินทาง

ซื้อโปรโมชัน JetStar ไป Fukuoka ตั้งแต่เปิดให้จองวันแรกช่วงเดือนกุมภาพันธ์  ได้ราคาประมาณคนละ 9000 บาท (เลือกที่นั่ง,โหลดกระเป๋าขาไป 15 กิโล, ขากลับ 20 กิโล, อาหาร 2 ชุด)

การเดินทางใน Kyushu จากทั้งหมด 7 วัน เช่ารถขับ 6 วัน และเดินทางใน Fukuoka ด้วยรถไฟอีก 1 วัน รถที่เช่าเป็นรุ่น Toyota Aqua ซึ่งเป็นรถ Hybrid ขนาดเล็ก ขับรถไปทั้งหมด 826 กิโลเมตร ใช้น้ำมันไป 40 ลิตร เฉลี่ยก็ 20 กิโลลิตร

ค่าทางด่วนซื้อเป็น Kyushu Expressway Pass (KEP) แบบเหมา 6 วัน

โรงแรมที่พัก

เนื่องจากแผนการเดินทาง ย้ายเมืองทุกวัน ทำให้ต้องจองโรงแรมถึง 6 ที่  โดยส่วนใหญ่เราจะเลือกพักที่ toyoko-inn ก่อนเป็นอันดับแรก และพักที่อื่น ถ้าไปอยู่ในเมืองชนบทมากๆ

ค่าใช้จ่าย

เนื่องจากเป็นทริปแบบครอบครัว ไม่ได้เน้นประหยัด คร่าวๆน่าจะอยู่ที่ 40,000 บาทต่อคน รวมทุกอย่างแล้ว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

โปรแกรมการเดินทางวันนี้ จะไปอีกจังหวัดหนึ่งในเจ็ดจังหวัดของภูมิภาคคิวชูที่คนไทยคุ้นชื่อกันดี ซึ่งก็คือจังหวัด Nagasaki น่ะเอง

คนไทยส่วนใหญ่ที่เคยได้ยินชื่อ Nagasaki ก็มักจะมาพร้อมกับชื่อจังหวัด Hiroshima และเรื่องของระเบิดนิวเคลียร์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งตอนแรกผมเองก็รู้อยู่เท่านั้นเหมือนกัน จนกระทั่งได้มาค้นข้อมูลก่อนเดินทางถึงได้พบว่า Nagasaki ก็เป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่มีอย่างอื่นน่าสนใจเยอะอยู่ทีเดียว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

เริ่มเดินทางจาก Hakata Station เช่นเคย แต่ Nagasaki ไม่มีชินคันเซ็นผ่านทำให้คราวนี้ต้องนั่งรถด่วน Limited Express มาแทน ใช้เวลาเกือบๆ 2 ชม.กว่าจะถึงสถานี Nagasaki

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

มื้อเช้าเป็นข้าวกล่อง Ika Sanmai ซื้อตุนไว้ก่อนจากร้านในสถานี Hakata

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

เป็นข้าวกล่องที่รวมเมนูปลาหมึก (Ika) ไว้หลากหลายชนิด กล่องนี้ 1,200 เยน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

ระหว่างทาง ผ่านสถานี Saga ซึ่งเป็นอีกจังหวัดหนึ่งในคิวชู แต่ไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจมากนัก ก็เลยตัดสินใจไม่ได้แวะในทริปนี้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

นั่งมาสอง ชม.ก็ถึง Nagasaki แล้ว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

พอออกมาจากประตูทางเข้าชานชาลาแล้ว จะมี Tourist Information Center อยู่ สามารถเข้าไปขอแผนที่ + ซื้อ Pass สำหรับเดินทางได้เลย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

ผมซื้อตั๋ววันสำหรับนั่งรถราง ราคา 500 เยน ก็จะได้มาเป็นแผ่นพับแบบนี้ มีวันที่ปั๊มบอกไว้ว่าซื้อวันไหน ถ้าไม่ซื้อตั๋ววัน ค่าโดยสารก็เที่ยวละ 120 เยน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

แผ่นพับด้านในทำดีมาก มีเส้นทางรถรางครบถ้วน มีภาษาอังกฤษ มีบอกหมดว่าสถานที่ท่องเที่ยวแต่ละแห่งให้ลงที่สถานีไหน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

รถรางหน้าตาเรโทรได้ใจมาก แต่ก็วิ่งได้ดี ไม่มีปัญหา

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

จุดแรกของวันนี้คือ Nagasaki Atomic Bomb Museum พิพิธภัณฑ์ที่มีเรื่องราวเหตุการณ์การทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ ลงรถรางที่สถานี Hamaguchimachi เดินต่ออีกหน่อยก็ถึง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

ก่อนจะถึง Atomic Bomb Museum จะผ่านอีกตึกนึงซึ่งมีรูปปั้นสีทองอยู่ข้างหน้า อ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ออก ไม่รู้ว่ามีความหมายอะไร แต่ให้เดาก็น่าจะเป็นเรื่องสันติภาพ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

ทางที่เดินมาจากสถานี Hamaguchimachi มันเหมือนจะอ้อมหน่อยๆ มาโผล่จุดชมวิวของ museum ก่อน จะมีภาพเปรียบเทียบให้ดูว่าสภาพหลังถูกระเบิดกับสภาพปัจจุบันต่างกันยังไง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

สุดท้ายก็มาโผล่ที่ทางเข้าด้านหน้า museum จนได้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

เข้าไปข้างในจะเจอนกกระเรียนพับหลากรูปแบบ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

ตั๋วเข้าชม ราคา 200 เยนเท่านั้น

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

ภายในส่วนแสดงงาน มีรายละเอียดเรื่องพลังทำลายล้างของระเบิด มีแบบจำลองให้ดูว่ารัศมีการทำลายล้างไปไกลถึงไหน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

มี artifact ที่เหลือมาจากช่วงเวลานั้น เช่นนาฬิกาที่หยุดเดินตอนเวลาที่ระเบิดลงพอดี ขวดแก้วที่หลอมละลายด้วยความร้อน เศษโครงสร้างอาคารต่างๆ รวมถึงผลกระทบที่มีต่อผู้คน ผู้รอดชีวิตต้องทรมานกับอะไรบ้าง ฯลฯ มีป้ายภาษาอังกฤษกำกับเกือบทุกชิ้น

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

แผนที่แสดงจำนวนระเบิดนิวเคลียร์ที่สะสมกันไว้ทั่วโลก

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

Timeline เรื่องสถานการณ์นิวเคลียร์โลก มีตั้งแต่ยุคเริ่มสร้าง ยุคสงครามเย็นที่แข่งขันกันสะสมระเบิด จนมาถึงปัจจุบัน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

ออกมาจาก Museum แล้วจะมีทางให้เข้าไป Peace Hall ที่สร้างเพื่อรำลึงถึงคนที่ตายไปในเหตุการณ์ครั้งนั้น ข้างในเป็นโถงใหญ่ ให้เข้าไปสงบจิตสงบใจ รำลึกถึงผู้ตายเงียบๆ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

ออกมาจาก museum แล้ว ใกล้ๆ กันจะมีลานกว้าง มีแท่งดำๆ นี่คือ Hypocenter หรือตำแหน่งที่ระเบิดตกลงมา

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

เดินต่อไปอีกหน่อยจะเจอ Peace Park เป็นอีกที่หนึ่งที่สร้างเพื่อรำลึกเหตุการณ์ ป้ายที่อยู่ตรงน้ำพุด้านหน้า เป็นบทกวีของเด็กอายุ 9 ขวบที่มีชีวิตรอดจากการทิ้งระเบิด แปลได้ทำนองว่า “ฉันกระหายน้ำแทบทนไม่ไหว บนผิวน้ำเต็มไปด้วยคราบน้ำมัน แต่เพราะฉันต้องการน้ำมาก ฉันจึงดื่มมันลงไปทั้งอย่างนั้น”

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

ระหว่างเดินเข้าไปทั้งสองข้างทาง จะมีสถาปัตยกรรม/รูปปั้นแปลกๆ ตั้งอยู่ บ้างก็เป็นของญี่ปุ่น บ้างก็ต่างชาติส่งมาให้ ส่วนตรงปลายสุดของสวนเป็นลานกว้าง มีรูปปั้นใหญ่ยักษ์ตั้งอยู่

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

รูปปั้นสันติภาพนี่มือข้างนึงชี้ขึ้นไปบนฟ้า บอกทิศทางที่ระเบิดตกลงมา มืออีกข้างผายออกเป็นสัญลักษณ์บอกถึงสันติภาพ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

ในอดีต Nagasaki เป็นเมืองท่าสำคัญ มีการติดต่อค้าขายกับต่างชาติทั้งตะวันตกและจีน ทำให้ได้รับอิทธิพลพวกนี้เข้ามาเยอะ และย่าน China Town ของ Nagasaki ก็ถือเป็นหนึ่งในย่านคนจีนที่น่าสนใจที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

พอลองเดินดูจริงๆ แล้วกลับรู้สึกว่าไม่ค่อยมีอะไรมาก คือของขายก็เหมือนย่านคนจีนทั่วไป บริเวณก็ไม่ใหญ่มาก เทียบกับเยาวราชบ้านเราแล้วยังถือว่าเล็กกว่ากันเยอะ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

ไม่รู้ว่ามาเดินตอนบ่ายๆ เป็นช่วงที่ไม่ใช่เวลาคึกคักของย่านนี้หรือเปล่า นอกจากร้านขายของที่ระลึกกับร้านขายอาหาร/ขนม ก็ไม่มีอะไรน่าสนใจเท่าไหร่

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของย่านนี้น่าจะเป็น “จัมปง” อาหารขึ้นชื่อของ Nagasaki เป็นอาหารหน้าตากึ่งๆ ราเมง กึ่งๆ ราดหน้า ผมค้นใน tabelog ดู ก็มาลงเอยที่ร้าน Kouzanrou 江山楼

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

หน้าตาดูดี ในราคา 864 เยน เป็นจัมปงมาตรฐาน อร่อยคุ้มราคา น้ำซุปเข้มข้น มีกลิ่นหอมของปลาหมึก หอยและอาหารทะเล เส้นนุ่มกำลังดี ชามนี้ซดจนเกลี้ยง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

ร้านหน้าตาแบบนี้ มีเมนูพร้อมอาหารจำลองให้ดูหน้าร้าน ไม่ต้องกลัวสั่งผิด ภายนอกดูเป็นภัตตาคารอาหารจีนสุดๆ เข้าไปข้างในร้านก็ดูใหญ่โต มี space เยอะ ผิดวิสัยร้านอาหารในญี่ปุ่น

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

นอกจากของกินแล้ว China Town ของ Nagasaki ก็ไม่ค่อยจะมีอะไรให้เดินดูนัก รีบทำเวลา ไปจุดอื่นที่น่าสนใจดีกว่า

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

หลังจากกลับจาก Mount Aso พอมีเวลาเดินเล่น หาข้าวเย็นกินในตัวเมือง Kumamoto สักพักนึงก่อนจะนั่งชินคันเซ็นกลับที่พักในฟุกุโอกะ

การเดินทางในเมือง Kumamoto ที่เหมาะกับนักท่องเที่ยวที่สุดก็คือรถราง (Tram)

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

รถรางในเมืองนี่มี 2 สาย ค่ารถก็เที่ยวละ 150 เยน จ่ายที่กล่องข้างคนขับก่อนลง ผมนั่งไปลงสถานี Torichosuji เดินเที่ยวย่านร้านค้าแถวนั้น

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

มีถนนชื่อ Ginza Street ด้วย ไม่รู้เกี่ยวอะไรยังไงกับย่าน Ginza ที่โตเกียว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

Sakae Dori อันนี้ก็ไม่รู้ว่าเกี่ยวอะไรกับย่าน Sakae ที่นาโงย่า

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

ป้ายโฆษณา AKB48 ใหญ่ยักษ์หน้าร้านปาจิงโกะ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

เจ้าหมีคุมะมงเป็นมาสค็อตที่จะพบเจอได้ทั่วเมือง ไม่ว่าจะเป็นป้ายบอกทาง ป้ายโฆษณา สินค้านานาชนิด ฯลฯ

อาหารขึ้นชื่อใน Kumamoto อันดับหนึ่งก็คือ Basashi หรือเนื้อม้าน่ะเอง แต่ว่ามื้อนี้ผมตัดสินใจเลือกกินข้าวหมูทอดญี่ปุ่นแทน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

ร้านที่ตั้งใจมากินคือร้าน 「勝烈亭」 หรือ Katsuretsu Tei ตามรอยมาจากในเว็บ Tabelog เช่นเคย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

ในร้านบรรยากาศสลัวๆ นิดนึง บนโต๊ะมาเครื่องปรุงรอพร้อม

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

อาหารจานเด็ดของที่นี่คือหมูทอดญี่ปุ่น (ทงคัตสึ) ที่ทำจากหมูดำ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

เครื่องเคียง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

ที่บดงา ดูดีมีชาติตระกูล

ช่วงที่รออาหารมาเสิร์ฟ ลุงคนที่นั่งกินอยู่ข้างๆ ตรงเคาท์เตอร์ก็มาคุยด้วย ภาษาอังกฤษบ้างภาษาญี่ปุ่นบ้าง มั่วๆ เอาก็พอจะคุยกันรู้เรื่อง ได้ความว่าเค้าแปลกใจที่เห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติมากินร้านนี้ ถามว่าไปหาเจอมาได้ยังไง แล้วก็ตบท้ายด้วยว่าที่นี่อร่อยแน่นอน ไม่ผิดหวัง ซึ่งดูจากท่าทางการกินของลุงแกก็น่าเชื่อถืออยู่

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

ผมสั่งเซ็ตเมนูหมูทอดส่วนเนื้อสันนอก ตอนเสิร์ฟก็จะมาแบบนี้ มีข้าวให้อีกถ้วยนึง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

การกินทงคัตสึที่นี่เปลี่ยนความคิดของผมเกี่ยวกับทงคัตสึไปเลย คือรสชาติที่กินเข้าไปมันต่างกับอาหารชื่อเรียกเดียวกันที่เคยกินที่เมืองไทยแบบคนละเรื่อง ของที่นี่แป้งบางกรอบ ทอดมาสุกสม่ำเสมอ เนื้อหมูนุ่มมาก กัดเข้าไปแต่ละคำไม่มีคำว่าเลี่ยน น้ำจิ้มกับงาบดก็เข้ากับรสชาติของหมูและข้าวมาก ไม่ผิดหวังกับเรตคะแนน 3.95/5 บน Tabelog จริงๆ

ค่าเสียหายมื้อนี้ 1,944 เยน ไม่ได้แพงไปกว่าร้านหรูๆ ในบ้านเราเท่าไหร่เลย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

ออกจากร้านมาก็พระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว อากาศเย็นสบาย ผมก็เลยเดินย่อยอาหาร ถ่ายรูปไปเรื่อย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

ผ่านร้านขายโมเดลอันนึง เป็นร้านเล็กๆ มีโปสเตอร์กันดั้มหน้าร้าน ได้อารมณ์ร้านของพระเอกใน Gundam Build Fighters ภาคแรกมาก

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

เดินไปจนกระทั่งถึงริมแม่น้ำ แต่วิวสวยบวกกับอากาศดีมาก ก็เลยตัดสินใจเดินชิลๆ ต่อไปจนถึงสถานีรถไฟเลย (ประหยัดค่ารถรางไปได้ 150 เยน)

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

นั่งเจ้านี่กลับฟุกุโอกะ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

ตอนนั่งชินคันเซ็นกลับ เพิ่งรู้ตัวว่า Eyecup ของกล้องหล่นหายไปไหนก็ไม่รู้ พอมาถึงสถานี Hakata เลยแวะไป Yodobashi Camera ใกล้ๆ ได้อะไหล่มาในราคา 540 เยน

ถ้าจะมืดแล้ว แต่ยังไม่อยากกลับเข้าที่พัก ผมเลยไปเดินถ่ายรูปเล่นแถว Tenjin ดู

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

แถว Tenjin ตอนกลางคืนมีนักดนตรีเปิดหมวกเล่นให้ดูกันเป็นเรื่องปกติ ส่วนใหญ่ก็จะมีซีดีทำเองมาวางขายด้วย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

ร้าน Yatai ข้างทางก็ยังคึกคักเหมือนวันก่อน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

แถว Tenjin จะมีถนนอยู่เส้นหนึ่งชื่อว่า Oyafuko-dori เท่าที่เดินดูส่วนใหญ่เป็นบาร์ ร้านเหล้า คาเฟ่ เป็นย่านแสงสีที่ดู soft หน่อย ถ้าเป็นย่าน Nakasu ที่อยู่แถวริมแม่น้ำจะเน้นเป็นพวก host club ซะเยอะ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

บางร้านก็มีดนตรีสด

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

มีร้านฟาสต์ฟู้ด Hotto Motto ด้วย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

สินค้าโปรโมทช่วงนี้คือ กะเพาไร้ซึ ราคา 590 เยน ดูหน้าตาต่างจากผัดกระเพราบ้านเราเล็กน้อย (ไม่ได้ลอง)

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

อันนี้อ่านจากป้ายดูเหมือนจะเป็น Relaxation Club อะไรสักอย่าง ท่าทางไม่น่าไว้ใจ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

เดินจนสุดถนนไปแล้วเจอวัยรุ่นจับกลุ่มกันอยู่หน้าตึกที่ท่าทางเหมือนไลฟ์เฮ้าส์หรืออะไรสักอย่าง ลองเข้าไปถามดูคือ พวกนี้เพิ่งดูไลฟ์ของไอดอลวง Dempagumi.Inc เสร็จ น่าจะกำลังรอเจอเมมเบอร์ก่อนกลับ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

มีดอกไม้ช่อใหญ่อลังการ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

เดินแถวนั้นเสร็จ นั่งรถเมล์กลับที่พัก มาลงแถวสถานี Hakata ดูเหมือนสว่างไสว แต่จริงๆ แล้วร้านปิดหมดละ ห้างญี่ปุ่นปิดเร็วกว่าเมืองไทยอยู่

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

เตรียมตัวไป Nagasaki วันรุ่งขึ้น

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

หลังจากเดินทางหลายต่อ เป็นเวลาร่วมหลายชั่วโมง ในที่สุดก็ขึ้นมาถึงปากปล่องภูเขาไฟได้สักที แต่สภาพอากาศขมุกขมัว มีเมฆหมอกเยอะ ฝนตกปรอยๆ ตลอดเวลา มีลมพัดแรงเป็นช่วงๆ แบบนี้ก็ดูจะไม่เป็นใจให้เดินดูอะไรสักเท่าไหร่

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

เหล่าคุณลุงกรุ๊ปทัวร์เกาหลีที่ขึ้นกระเช้ามาเที่ยวเดียวกันดูจะเซ็งอยู่ไม่น้อย เพราะมองไปไม่เห็นอะไร ถ่ายรูปก็ไม่ติดวิวอะไร

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

มองย้อนกลับไปก็เจอหมอกเยอะจนมองไม่เห็นอาคารที่จอดกระเช้าซะแล้ว อากาศบนนี้ก็ค่อนข้างหนาว (บนนี้สูงราวๆ 1,592 เมตรจากระดับน้ำทะเล) ผมที่ใส่แค่เสื้อยืด+กางเกงสี่ส่วน พอเจอลมพัดมาทีนึงก็สั่นอยู่เหมือนกัน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

รอบปากปล่องภูเขาไฟจะมีทางเดินรอบๆ มีรั้วกั้น

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

ลองมองลงไปในปล่องก็ไม่เห็นอะไรเลย T-T

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

ในเมื่อมองไม่เห็นอะไร แต่ไม่อยากมาให้เสียเที่ยว ก็เลยเดินดูแถวนั้นให้ทั่วๆ สักพักนึงก่อนกลับลงไป

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

อันนี้เป็นที่หลบภัย กรณีภูเขาไฟเกิดปะทุขึ้นมา จังหวะแบบนี้ก็เข้าไปหลบฝนได้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

ผมนั่งพักอยู่ในที่หลบภัยพักนึง เตรียมตัวจะกลับลงไปที่ตีนเขา แต่พอดีว่าเป็นจังหวะที่ฝนหยุดตกพอดี ลมพัดหอบเอาหมอกที่มีไปด้วย ทำให้ทัศนวิสัยดีขึ้นมาทันตา

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

พอเดินไปที่จุดชมวิวอีกครั้ง ก็ได้เห็นปล่องภูเขาไฟชัดกว่าทีแรกอยู่ ตามรูปคือเห็นควันพุ่งขึ้นมา มีน้ำสีฟ้าๆ เดือดอยู่ แต่ก็ชัดสุดได้แค่เท่าที่เห็นในรูป ก่อนที่ฝนจะเริ่มมาอีกระลอก

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

ขากลับตามแผนคือจะไม่นั่งกระเช้า แต่จะเดินลงไปที่ตีนเขาแทน ถามทางจากเจ้าหน้าที่แถวนั้นแล้วเค้าก็บอกให้เดินลงตามทางที่ขนานกับถนนไป จากที่หาข้อมูลก่อนมา เค้าก็บอกว่าคนส่วนใหญ่นิยมนั่งกระเช้าเฉพาะขาขึ้นมา แล้วเดินลงเอาเอง แต่ทางที่ผมเดินลงมานี่ไม่เจอใครเดินด้วยเลยสักคน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

หมอกลงจัดจนน่ากลัวว่าจะเดินตกเขาเอาได้ นานๆ ทีจะมีรถขับผ่านไปสักคัน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

แต่เส้นทางที่เดินลงมานี่ก็ถือว่าวิวสวยใช้ได้เลย ถ้าหมอกลงน้อยกว่านี้ และฝนไม่ตก จะสวยมาก

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

อีกด้านมีกระเช้าเลื่อนลงผ่านหน้าไปเห็นๆ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

ใช้เวลาเดินจากปากปล่อง Nakadake Crater ลงมาที่สถานีรถกระเช้า ใช้เวลาราวๆ 30 นาที พอลงมาถึงก็เห็นรถบัสกำลังจะออกจากสถานีพอดี ถือว่าโชคดีมากๆ ไม่งั้นก็ต้องรออีกราวๆ ชม.นึงเลยกว่าจะมีเที่ยวถัดไป แต่ก็ทำให้อดถ่ายรูปบริเวณรอบๆ สถานี

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

กระโดดขึ้นรถบัส นั่งมาประมาณ 5 นาที ค่าตั๋ว 170 เยน จ่ายที่คนขับตอนลงจากรถ ก็จะถึง Kusasenri แล้ว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

ตรง Kusasenri นี่ก็จะมีที่จอดพักรถ ร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร ห้องน้ำ แล้วก็พิพิธภัณฑ์ภูเขาไฟ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

ฝั่งตรงข้ามเป็นทุ่งหญ้ากว้าง วิวสวย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

Aso Volcano Museum ที่เดินไปดูด้านหน้าแล้วเหมือนจะไม่ค่อยมีอะไร กลัวเข้าไปแล้วเจอแต่ภาษาญี่ปุ่นที่อ่านไม่ออก ก็เลยไม่ได้เข้าไปดู ประหยัดตังค์

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

ได้เวลากินข้าวเที่ยงพอดี ทีแรกตั้งใจว่าจะซื้อข้าวกล่องจากสถานี Kumamoto เอาติดมากินไปด้วย ชมวิวทุ่งหญ้าไปด้วย แต่ว่าซื้อไม่ทันก็เลยต้องลงเอยกับร้านแถวนี้แทน ก็ได้เป็นราเมงรสชาติธรรมดามาชามนึง กับอาซาฮีอีกกระป๋อง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

ระหว่างที่กำลังกินราเมง ฝนก็หยุดตก เมฆหมอกพ้นไป อากาศดีขึ้นมาซะเฉยๆ ไม่ทันตั้งตัว กินเสร็จแล้วลงมาเดินเล่นที่ทุ่งหญ้าได้เลย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

มีบึงน้ำข้างหน้า แบ็คกราวด์เป็นแนวเขา วิวดีมาก

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

มองกลับไปทางปากปล่องภูเขาไฟก็เห็นควันพุ่งออกมาชัดเจน ฟ้าก็ใสเสียจนอยากกลับขึ้นไปดูอีกรอบ แต่พอดูจากตารางรถบัสแล้วจะใช้เวลาเยอะเกินไป จะกลับไปสถานี Aso ไม่ทันรถไฟขากลับเที่ยวที่จองไว้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

เดินกลับไปรอรถบัสที่ป้ายเดิม นั่งลงเขากลับทางเดิม ใช้เวลา 25 นาที ค่ารถ 570 เยน วิวสองข้างทางดูดีกว่าขาขึ้นมามาก

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

ในที่สุดก็กลับมาถึงสถานี Aso

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

มองย้อนกลับไปดูอีกรอบ เห็นวิวแล้วก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าคนที่อยู่แถวนี้ ใกล้ภูเขาไฟที่ยังไม่ดับสนิทดี เค้าอยู่กันด้วยความรู้สึกแบบไหน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

ย้อนกลับมาถ่ายจุดขายตั๋วรถบัส เดินออกมาจากสถานีเลี้ยวขวาก็จะเจอเลย ตอนขามาไม่ได้ถ่ายไว้เพราะรีบ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

ด้านในสถานี Aso จะมีจุดขายตั๋วกับ Tourist Information Center สังเกตว่าประตูเข้าออกชานชาลาไม่มีแบบอัตโนมัติ เวลาจะเดินผ่านต้องยื่นตั๋วให้นายตรวจดู

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

ผมมีเวลาเหลือก่อนที่รถไฟจะมา ก็เดินไปดูร้านขายของท้องถิ่นที่อยู่ใกล้ๆ มีสินค้าจำพวกอาหารสด อาหารแปรรูป แล้วก็ของที่ระลึกขาย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

คุมะมงทั้งแผ่นดิน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

Aso เป็นเมืองอยู่ในจังหวัด Kumamoto ที่มีชื่อเสียงเรื่องเนื้อม้า ก็เลยได้เนื้อม้าแปรรูปติดมือกลับมาสองห่อ คิดว่าอุดหนุนเกษตรกรในท้องถิ่น ปรากฎว่าตอนหลังไปเจอที่สถานี Kumamoto ก็มีขายเหมือนกัน แถมขายถูกกว่าด้วย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

ใกล้ได้เวลารถขบวนที่จองไว้จะมาถึงแล้ว ก็เข้าไปรอในชานชาลาได้ ซึ่งขบวนที่จองไว้นี้เป็นรถไฟท่องเที่ยว “Aso Boy!”

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

ความพิเศษของรถขบวนนี้คือเป็นรถที่ออกแบบมาให้ได้ความรู้สึกสนุกสนาน เหมาะกับเด็กๆ มีมาสค็อตเป็นหมาดำชื่อว่าเจ้า Kuro มีบ้านหลังเล็กอยู่ในชานชาลาเลย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

ในบ้านก็มีรูปเจ้า Kuro นิดหน่อย ออกแบบได้น่ารักดี

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

รถไฟมาแล้ว หน้าตาเป็นสีขาวดำ ด้านหน้าขบวนเป็นกระจกบานใหญ่ เปิดให้เห็นวิวได้ชัดๆ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

รถ Aso Boy นี่ต้องจองล่วงหน้าเท่านั้น ถึงจะมี JR Pass แต่ถ้าไม่ได้จองก็ไม่มีสิทธิ์ขึ้น ถ้าใครมาเที่ยวก็รีบจองล่วงหน้าหลายๆ วันหน่อยก็ดี

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

ขบวนนี้เด็กๆ เพียบ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

ที่นั่งมาตรฐานจะเป็นเบาะแดงๆ แบบในรูป

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

ตู้ที่อยู่หัวขบวนวิวดีสุด ไม่รู้ว่าต้องจองล่วงหน้านานแค่ไหน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

ในขบวน Aso Boy นี่ก็จะมีตู้สำหรับเด็กอยู่ มีของเล่นให้เล่น มีพนักงานคอยดูแล มีมุมอ่านหนังสือสำหรับเด็ก มีที่นั่งที่ออกแบบมาน่ารักๆ ให้ผู้ใหญ่นั่งกับเด็กได้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

มี Kuro Cafe ขายของกินเล็กๆ น้อยๆ และเครื่องดื่ม

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

สุดท้ายก็พ่ายแพ้ให้กับการตลาดของคุมะมง ได้ไซเดอร์มาขวดนึง

จริงๆ แล้ว Aso Boy มันก็เป็นรถไฟที่น่ารักดี มีมุมน่ารักๆ ให้ถ่ายรูปเยอะแยะไปหมด แต่ตอนเดินไปตู้ที่มีเด็กเยอะๆ นี่น่าปวดหัวมาก ถ้าใครไม่ได้รักเด็กจริงๆ ก็ไม่น่าจะทนกับความวุ่นวายไหวนะ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

ผ่านสถานีไหนก็ไม่รู้ เจอ A-Train รถไฟสายท่องเที่ยวชื่อดังอีกสายนึงจอดอยู่

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

ในที่สุดก็กลับมาถึงสถานี Kumamoto จนได้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

รถไฟชินคันเซ็นจาก Kumamoto กลับไป Hakata ยังมีจนถึงดึก ถ้าไม่รีบกลับ ก็ยังมีเวลาสำรวจตัวเมือง Kumamoto ได้อีกหลายชั่วโมง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

หลังจากที่เตร็ดเตร่อยู่แต่ในตัวเมือง Fukuoka มาหลายวัน ในที่สุดวันนี้ก็จะได้ออกไปเที่ยวจังหวัดอื่นบ้างแล้ว ก่อนหน้านี้ก็เอาคูปองไปแลกตั๋ว JR Pass มาให้เรียบร้อย ตอนที่แลกก็บอกเจ้าหน้าที่ไปว่าจะเริ่มใช้งานตั้งแต่วันไหน เค้าจะพิมพ์ตั๋วที่ระบุชื่อของเรา, เลขพาสปอร์ต, วันที่ใช้งานได้ ออกมาเสียบไว้กับบัตร JR Pass ให้

เวลาใช้ JR Pass จะใช้กับประตูอัตโนมัติไม่ได้ ก็ให้เดินเข้าทางประตูข้างๆ จะมีพนักงานยืนตรวจอยู่ พอยื่น JR Pass ให้เค้าก็จะเปิดประตูให้เอง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

โปรแกรมวันนี้จะมุ่งหน้าสู่ภูเขา Aso ใจกลางเกาะคิวชู เพื่อไปดูปากปล่องภูเขาไฟที่ยังดับไม่สนิท ซึ่งการเดินทางออกจะลำบากหน่อย และเรื่องเวลาต้องเป๊ะพอสมควร

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

(รูปประกอบจาก japan-guide.com)

  • สเต็ปแรกคือนั่งชินคันเซ็น (ในแผนที่จะเป็นเส้นสีแดง) จาก Hakata ไปลงที่สถานี Kumamoto ในจังหวัด Kumamoto ใช้เวลาประมาณ 40 นาที
  • ต่อรถไฟ JR limited express (เส้นสีส้ม) ไปลงที่สถานี Aso ใช้เวลาประมาณ 70 นาที
  • ต่อรถบัสไปที่สถานีรถกระเช้าตรงตีนเขา Aso ประมาณ 35 นาที
  • ขึ้นกระเช้าไปยอดเขา ก็จะเจอกับปากปล่องภูเขาไฟ

ความลำบากคือรถไฟไปลงสถานี Aso มีไม่ถี่นัก ถ้าพลาดขบวนนึงแล้วต้องรออีกนานเลยกว่าคันต่อไปจะมา รวมทั้งรถบัสก็มีไม่ถี่ด้วยเหมือนกัน ทางที่ดีคือ วางแผนไว้ตั้งแต่ก่อนมาว่าจะขึ้นรถเที่ยวกี่โมง มีเวลาเปลี่ยนรถกี่นาที ถ้าพลาดขบวนนึงแล้วจะต้องเปลี่ยนไปเป็นอีกขบวน จะทำยังไง จดเป็น Plan A, B, C ไว้เลย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

เริ่มต้นกันที่สถานี Hakata ถ้าออกแต่เช้าได้ก็จะดี เผื่อมีอะไรผิดพลาดจะได้แก้ไขทัน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

ผมเผื่อเวลาแวะซื้อของกินจากสถานี Hakata ก่อนด้วย เป็น ekiben (ข้าวกล่องรถไฟ - ถึงหน้าตาจะดูไม่เป็นกล่องเท่าไหร่) กับกาแฟกระป๋อง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

ที่นั่งของชินคันเซ็นออกแบบมาดี มีช่องให้เสียบกระป๋องเครื่องดื่ม

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

ตั๋วรถนี่ออกไว้ล่วงหน้าเลยก็ได้ คันนี้เป็นขบวน “Sakura” ใช้เวลา 42 นาทีจะถึง Kumamoto

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

ข้าวกล่องซาบะเมฉิ เป็นซาบะดองโปะกับข้าว มีขิงกับโชยุแบบซองให้ อร่อยทีเดียว

ข้อมูลเรื่อง Ekiben 「駅弁」 หรือข้าวกล่องรถไฟ ผมอ่านจากการ์ตูนตะลอนชิมข้าวกล่องรถไฟ เล่ม 1 จะเป็นช่วงที่ทัวร์กินบนเกาะคิวชูพอดี หรือมั่วๆ ดูจากภาษาญี่ปุ่นในเว็บของ JR Kyushu ก็ได้ จะมีให้ดูแยกว่าจังหวัดไหนมีข้าวกล่องแบบไหนขายบ้าง (มีรูปประกอบ)

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

ถึงสถานี Kumamoto แล้ว เต็มไปด้วยหมีดำคุมะมง มาสค็อตประจำเมือง

ตามแผนคือผมมีเวลาเปลี่ยนรถราวๆ สิบนาที ระหว่างนั้นต้องไปตามหาข้าวกล่อง “อายุยะซันได” ซึ่งเป็นหนึ่งในข้าวกล่องที่ได้รางวัลจากการประกวดข้าวกล่องของคิวชู ว่าจะเอาไปกินเป็นมื้อกลางวันบนเขา แต่ในสถานี Kumamoto ตอนนั้นกำลังปรับปรุง ทางเดินมันออกจะงงๆ หน่อยทำให้หาทางไปร้านที่มีข้าวกล่องขายเยอะๆ ไม่เจอ สุดท้ายก็ต้องเลือกวิ่งไปขึ้นรถไฟ ไม่งั้นถ้าพลาดขบวนนี้แผนจะรวนไปหมด

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

ขึ้นรถไฟขบวน JR Limited Express สาย Hohi ใช้ JR Pass ได้ไม่มีปัญหา

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

ระหว่างทางมีแต่ทุ่งหญ้าเขียวๆ ฝนก็ยังตกปรอยๆ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

เจอสะพาน เจอแม่น้ำบ้าง

จะกระทั่งมาถึงสถานี Aso ก็ต้องรีบไปต่อคิวซื้อตั๋วรถบัส ซึ่งท่ารถบัสก็จะอยู่ด้านนอกสถานีเลย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

ระหว่างต่อคิว มีตารางรสบัสให้หยิบด้วย แนะนำว่าให้เก็บไว้ให้ดี ยังต้องใช้อีกตอนขากลับ ในรูปจะเห็นว่าระหว่างสถานี Aso (Asoeki) กับตีนเขา (Mt.Aso) จะมีสถานี Kusasenri ด้วย เป็นจุดที่มีที่พักนักท่องเที่ยว มีร้านค้า ของกิน ซึ่งกะว่าจะแวะตอนขากลับลงมาจากภูเขา

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

ตั๋วเที่ยวเดียวราคา 650 เยน ซื้อจากตู้ขายตั๋วอัตโนมัติ มีพนักงานยืนช่วยเหลืออยู่หน้าตู้ ไม่ต้องกลัวว่าจะซื้อไม่ถูก ขอแค่เตรียมเหรียญให้พร้อม

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

รถบัสออกตรงเวลา วิ่งขึ้นเขาไปเรื่อยๆ ภายนอกยังมีหมอกสลับกับฝนปรอยๆ มีวัวมีม้ากินหญ้าอยู่บ้างประปราย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

ถนนขึ้นเขานี่จะมีจุดชมวิวอยู่เป็นระยะ ถ้าเช่ารถขับมาก็สามารถแวะจอดถ่ายรูปสวยๆ ได้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

ผ่านไปครึ่งชั่วโมงก็มาถึงตีนเขา มีสถานีกระเช้า ข้างในมีห้องน้ำ กับร้านขายของที่ระลึกเล็กน้อย ตั๋วนั่งกระเช้ามีทั้งแบบเที่ยวเดียว (750 เยน) และแบบไปกลับ (1,200 เยน) ผมเลือกซื้อแบบขึ้นไปเที่ยวเดียว เพราะอยากจะประหยัด (งกน่ะแหละ) และจากข้อมูลที่หามาเค้าบอกว่า ดูปล่องภูเขาไฟเสร็จแล้วมีทางเดินให้เดินลงมาได้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

ที่เขียนว่า Asosan ก็คือ Mount Aso น่ะแหละ เป็นวิธีทับศัพท์สไตล์ญี่ปุ่น (แบบเดียวกับที่เราเขียน Thanon Sukhumvit แทนที่จะเป็น Sukhumvit Road)

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

ตั้งแต่ปี 1958 ก็ 56 ปีแล้ว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

ถึงยอดเขาแล้ว แต่ฝนก็ยังไม่หยุดตก

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

บนยอดเขาจะมีป้ายสัญญาณไฟ เตือนระดับของมลพิษในบริเวณนั้น เพราะปากปล่องภูเขาไฟที่ยังไม่ดับสนิทดีนั้นยังปล่อยกำมะถัน และสารเคมีอื่นๆ ออกมาตลอด

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

ปากปล่องภูเขาไฟอยู่ห่างออกไปไม่ไกล แต่ทัศนวิสัยตอนนี้แย่มาก ทั้งเมฆหมอกและละอองฝน ไม่เป็นใจเอาเสียเลย ไม่รู้ว่าที่เดินทางมาหลายชั่วโมงนี่จะเสียเวลาฟรีหรือเปล่า

Europe 2014 : Venice, Oh! Venice

Paris to Venice

ตอนกลางคืนวันที่ 7 เมษายนเราก็กลับไปที่ Charles De Gaulle เพื่อขึ้นเครื่องไปยัง Marco Polo Airport ที่ Venice การเดินทางรอบนี้ ให้บทเรียนที่เราจะต้องจำไปจนตาย

คือตอนไปขึ้นเครื่องค่อนข้างชะล่าใจ ทำให้ไปถึงสนามบินช้ากว่าที่ควร และที่แย่กว่า คือ Air France เค้าเปิด Counter Check in ไม่กี่ที่ ขณะที่มี Flight เดินทางช่วงนั้นชั่วโมงละ 7-8 Flight ทำให้จำนวนคนที่รอเชคอินมหาศาลสุดๆ ถ้าต่อแถวตามปรกติคงตกเครื่องไปแล้ว โชคดีพวกเราที่สู้กันสุดใจ ทำให้เค้ายอมลัดคิวให้เราเชคอิน และวิ่งไปขึ้นเครื่องได้ทันเวลา  ถึงแม้จะดูตื่นเต้น แต่จริงๆแล้วรู้สึกว่าเป็นประสบการณ์ที่เลวร้ายมาก และทุกครั้งที่นึกถึงก็ไม่ได้สนุกกับมันเลย -__-”

ไอ้การขอลัดคิวในเมืองนอกนี่มันไม่ง่ายเลย  เพราะเจ้าหน้าที่เค้าไม่สนใจเราแม้แต่นิดเดียว เรามันก็แค่คนเอเชียเซ่อๆ มาสาย  .. ต้องคุยกับเจ้าหน้าที่ถึงสามคน และเรียกอยู่หลายครั้งมากกกก ถึงจะมีคนนึงเรียกเราให้ไปต่อแถวพิเศษ T_T  เครียดดดดสุดยอดนะตอนนั้น  แล้วขอลัดคิวท่ามกลางฝรั่งเป็นฝูง .. สายตาแต่ละคู่ที่มองมานี่แทบจะกินเลือดกินเนื้อกันเลยทีเดียว

ปล. มีคนเข้าแถวพิเศษกับเราประมาณห้าหกคน จริงๆก็มีฝรั่งด้วย ซึ่งแต่ละคนก็ทำคล้ายๆเรานี่แหละ แต่อาจจะเป็นเพราะเราหน้าบาง เลยรู้สึกแย่กับเหตุการณ์นี้มากๆ

การเดินทางจาก Paris ไป Venice นั้นใช้เวลาแค่ 1 ชั่วโมง 40 นาทีเท่านั้น สายการบินหลักที่มีก็คือ Air France ซึ่งบินจาก CDG และสาย การบิน Easy Jet ซึ่งมีทั้งแบบออกจาก CDG และ ORY (สนามบินรองของปารีส)  ทั้งสองสายการบิน ถ้าจองล่วงหน้านานๆ ค่าโดยสารก็จะไม่แพงเลย ครั้งนี้เราเลือกเดินทางด้วย Air France ได้ตั๋วราคาประมาณคนละ 65 €  (ค่าตั๋ว 50+ ค่าโหลดกระเป๋า 15)


Airport to City Center

Venice Airport Bus

Venice Airport Bus

ตัดมาถึงเรื่องการเดินทางเข้าเมืองดีกว่า จริงๆแล้วการเดินทางจาก Venice Airport เข้าไปที่ตัวเมืองเวนิสที่เป็นเกาะนั้นทำได้หลายทาง เช่นรถเมล์ รถบัส หรือ Water Taxi แต่เราขอนำเสนอการเดินทางที่เหมาะกับนักท่องเที่ยวทั่วไป คือการใช้บัส วิ่งรับส่งตรงระหว่าง Aeroporto Marco Polo di Venezia – Venezia P.zzale Roma (servizio diretto) … แปลว่าวิ่งตรงจากสนามบินถึงสถานีรถบัสที่เกาะเวนิส

รถบัสอันนี้ใช้เวลาเดินทางแค่ 20 นาที และค่าโดยสารคนละ 6 € ต่อเที่ยว ถ้าซื้อตั๋วไปกลับก็จะได้ลดเหลือ 11 €

รายละเอียดเพิ่มเติม รวมทั้งตารางการเดินรถ สามารถดูได้ที่ http://www.atvo.it/index.php?lang=en&area=23&menuid=35 และ http://www.actv.it/ifyouarriveatmarcopoloairport

เนื่องจากเราเหนื่อยเป็นตายจากการวิ่งสู้ฟัดมาจากปารีส จึงไม่มีอารมณ์ถ่ายรูปอะไรทั้งสิ้น

Luggate Belt

Luggate Belt

ลองค้นดูจากคอมแล้ว รูปเดียวที่มีก็คือรูปนี้ … Belt รับกระเป๋าของสนามบิน ที่เป็นลายรูเล็ต


Essential Venice

ACTV Pass

ACTV Pass

  • ACTV Pass สำหรับขึ้นเรือ

สิ่งที่แพงอย่างไม่น่าเชื่อของเวนิสคือค่าขึ้น Water Bus (เอาตรงตัวมันก็คือเรือเมล์)  โดยตั๋ว Single ราคาเที่ยวละ 7 € เลยทีเดียว จัดว่าแพงเอาเรื่อง แต่ก็ยังดีที่เค้ามีตั๋วขึ้นเรือ Unlimited สำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเราอยู่ เรียกว่า ACTV Pass โดยเริ่มจาก

20 € สำหรับ 24 ชั่วโมง

30 € สำหรับ 48 ชั่วโมง

40 € สำหรับ 72 ชั่วโมง

60 € สำหรับ 7 วัน

จริงๆแล้วมีตั๋ว Combo อีกหลายอย่าง ดูรายละเอียดได้ที่ http://www.veneziaunica.it/en/ecommerce/products/pack/biglietti-turistici-actv

เท่าที่เข้าไปดู ราคาและคอมโบปัจจุบัน ณ. วันที่ไปเที่ยว กับวันที่เขียน Blog นี้ ก็แตกต่างกันเสียแล้ว โดยตอนไปเที่ยวนั้นจะมีตั๋ว 12, 24, 36,48 ชั่วโมงให้เลือก แต่ตอนนี้ยุบเป็น 24, 48, 72 แทน

ถัดมา สิ่งที่นักท่องเที่ยวนึกถึงก็คงเป็น Tourist Pass สำหรับเข้าสถานที่สำคัญ… แต่ช้าก่อน !!! ไอ้ Tourist Pass ของ Venice นี่มันทั้งแพง และไม่คุ้มค่า โดยราคา Pass สำหรับผู้ใหญ่ นี่ก็ซัดไป 40 € แล้วจร้า… คือจ่ายไป 40 นี่ยังไม่รวมค่าเข้าโบสถ์ San Marco นะ ..  บอกเลยนะว่าอย่าเสียเวลาดู แต่ถ้าสนใจจริงๆ รายละเอียดดูจาก http://www.veneziaunica.it/en/ecommerce/products/pack/venice_citypass

สำหรับ Pass แบบอื่นๆ เช่น Pass ห้องน้ำ, Pass Wifi สามารถดูได้จากหน้ารวม http://www.veneziaunica.it/en/content/main-catalogue

สรุปง่ายๆ Bottom  Line  ไปเวนิส ซื้อแค่ ACTV Pass พอแล้ว ตั๋วเข้าชมสถานที่ต่างๆซื้อแยกเอา เข้าใจตรงกันนะ :)

  • แผนที่ Water Bus + Time Table

โหลดได้จากตรงนี้เลย http://www.actv.it/en/movinginvenice/waterbusservicetimetable


Hotel

โรงแรมในเวนิสมีเยอะ แต่ก็แพงใช้ได้เลย สำหรับย่านที่แนะนำให้พักจะเป็นดังนี้

  1. ใกล้สถานีรถไฟ
  2. ใกล้ Rialto Bridge
  3. ใกล้ San Marco

สำหรับ 1 คือลากกระเป๋าน้อยหน่อย ส่วน 2,3 สำหรับคนมีกำลังเงิน และอยากอยู่ใกล้สถานที่ท่องเที่ยวหลัก นอกจากนั้นที่เวนิสจะมีที่พักที่บริการโดยคนไทยอยู่ด้วย ถ้าจำไม่ผิดจะมี Angel House ของคุณเป้า ราคาค่อนข้างสูง แต่อยู่ใกล้ที่เที่ยว กับ Caterina House ของคุณโจ้ จะอยู่ไกลหน่อย เดินทางไม่ค่อยสะดวก แต่ถูกกว่า

ครั้งนี้เราจองที่พักของคุณโจ้ไป แต่เนื่องจากที่พัก Renovate ไม่ทัน คุณโจ้จึงช่วยจองโรงแรม Hotel San Geremia ให้แทน ซึ่งโรงแรมนี้อยู่ใกล้สถานีรถไฟ ห้องพอใช้ได้ มีห้องน้ำส่วนตัวและ Free Wifi และราคาไม่แพง (64 € ต่อคืน) ก็ถือว่าโอเคดีมาก


 3G Sim in Italy

แนะนำให้ใช้ของ TIM เพราะหาซื้อง่ายและ Network ครอบคลุม ราคาประมาณ 25-30 € ได้ Data 1 GB

สำหรับเราฝากคุณโจ้ซื้อซิมไว้ให้ เลยไม่ต้องไปเว้าอิตาเลียนด้วยตัวเอง ก็ถือว่าโชคดีไป :D


ถึงตอนนี้แล้วเชคอินเสร็จ ทดสอบ 3G เรียบร้อย ก็ปาไปเกือบตีสอง เลยรีบอาบน้ำเข้านอน พรุ่งนี้ยังต้องตะลุยเที่ยวอีกเยอะ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Kiharu

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Kiharu

จบจากคอนเสิร์ตของ Nogizaka46 แล้ว ผู้คนทยอยออกมาจากฮอลล์พร้อมกันหมด คนที่จะต่อรถเมล์ก็ยืนต่อคิวที่ป้ายรถเมล์กันเป็นระเบียบมาก เห็นแล้วอดเทียบกับคนรอรถเมล์บ้านเราแถวอนุสาวรีย์ฯ ไม่ได้ ส่วนคนที่จะกลับรถไฟใต้ดินก็ต้องเดินออกไปไกลสักนิด เพราะ Kokusai Center ที่จัดงานอยู่ค่อนข้างห่างจากสถานี

ผมแวะเอากล้องและสัมภาระอื่นที่เก็บไว้ในล็อคเกอร์ที่สถานี ก่อนจะหาอะไรกินอีกสักหน่อยก่อนกลับเข้าที่พัก

ร้านที่ไปชื่อว่าร้าน きはる (Kiharu) อยู่ไม่ไกลจากสถานี Tenjinminami เท่าไหร่ แต่เป็นร้านเล็กๆ อยู่บนชั้นสองของหลืบหนึ่ง ต้องเดินหาอยู่สักพักนึงถึงจะเจอ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Kiharu

ทางขึ้นหน้าร้านมีป้ายผ้าผืนใหญ่ กับป้ายไฟเล็กๆ ต้องตั้งใจหาจริงๆ ถึงจะเจอ

ตัวร้านอยู่ชั้นสอง มีห้องแยกสำหรับลูกค้าที่มาเป็นกลุ่ม กับเคาท์เตอร์ขนาดนั่งได้ราวๆ 8 ที่นั่ง ตอนที่ไปถึงมีลูกค้าในห้องแยกอยู่แล้วกลุ่มหนึ่ง ตรงเคาท์เตอร์มีที่ว่างพอสมควร ผมเข้าไปนั่งข้างๆ ชายหญิงคู่หนึ่งที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Kiharu

ของมึนเมาเรียงเป็นแถว มีขวดที่เป็นชื่อร้านด้วย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Kiharu

กระป๋องลึกลับลายผีน้อยคิทาโร่ ที่ดูไม่ออกว่าข้างในเป็นอะไร

สำหรับร้านเล็กๆ ในภูมิภาคบ้านนอกอย่างคิวชูนี่ เป็นเรื่องปกติที่เมนูจะไม่มีภาษาอังกฤษ แต่ลองถามหาดูก็ไม่เสียหาย ส่วนคำตอบก็เป็นดังคาดคือ ไม่มี ดังนั้นทางเลือกที่ปลอดภัยสำหรับเครื่องดื่มก็คือสั่งเบียร์ หรือถ้าเป็นเบียร์สดก็บอกว่า นามะบีหรุ (生ビール) สำหรับอาหารก็มามั่วเอาจากเมนูภาษาญี่ปุ่น - พอดีไม่ได้ถ่ายรูปมา แต่ดูตัวอย่างจากใน tabelog ได้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Kiharu

อันนี้เป็น service ของร้าน เสิร์ฟมาให้เลย ไม่ต้องสั่ง

จากที่ทำการบ้านมาก่อน เมนูที่แนะนำคือซาชิมิ 泳ぎサバ (โอะโยะกิซาบะ - แปลว่า ซาบะว่ายน้ำ)

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Kiharu

สั่งไปแล้วก็นั่งกินเบียร์รอ ไม่นานก็มาเสิร์ฟ ลองกินดูแล้ว เนื้อปลาสดเด้งมาก ให้สัมผัสที่ต่างกับซาบะที่เคยกินมาทั้งหมดเลย

ระหว่างที่กำลังละเลียดกินซาบะ + พยายามอ่านเมนูภาษาญี่ปุ่นด้วยความรู้จำกัดจำเขี่ย ลูกค้าคนที่นั่งข้างๆ ตรงเคาท์เตอร์ก็หันมาชวนคุยเป็นภาษาอังกฤษ

นอกจากผมแล้ว ที่เคาท์เตอร์มีแค่ชายหญิงสองคนที่ดูเหมือนจะเป็นแฟนกัน ฝ่ายชายท่าทางดูเซอร์ๆ ผมหยิกมีเคราบางๆ ถ้าบอกว่าเป็นผู้กำกับหนังอินดี้หรือนักดนตรีวงร็อคสักวง ก็คงเชื่อได้ไม่ยาก ส่วนคนที่หันมาคุยกับผมเป็นผู้หญิง อายุน่าจะราวๆ 30 ผมสั้น ดูเหมือนคนในแวดวงศิลปะมากกว่าสาว OL ในมือคีบบุหรี่มวนเล็ก

บทสนทนาเป็นไปตามมาตรฐานการคุยกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ มาจากไหน มาคนเดียวเหรอ รู้จักร้านนี้ได้ยังไง ฯลฯ จะต่างกับการสนทนาปกติก็ตรงที่ว่า ฝ่ายนั้นคุยมาเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงฟังง่าย (รู้ทีหลังว่าเคยไปเรียนที่อเมริกามาก่อน) แต่ผมพยายามตอบด้วยภาษาญี่ปุ่นกระท่อนกระแท่น ถ้ารู้คำศัพท์และแต่งรูปประโยคได้ ไม่งั้นก็ใช้ภาษาอังกฤษไป

“ไก่ที่คิวชูนี่สดอร่อยมากเลยนะ” เธอแนะนำข้อมูลที่ผมไม่รู้มาก่อน พร้อมกับชี้ไปที่อาหารในจานหน้าตาคล้ายไก่ย่างถ่านตามร้านอาหารญี่ปุ่นบ้านเรา แต่มีส่วนที่สุกแค่ผิวๆ เล็กน้อย ที่เหลือยังดิบอยู่ และยังให้ข้อมูลเสริมอีกว่า เมนูนี้มีเฉพาะในคิวชูที่ไก่คุณภาพดีและสดเท่านั้น หากินในภูมิภาคอื่นของญี่ปุ่นไม่ได้ พูดจบเธอก็ขยับจานมาทางผมและชวนให้ลองชิม

จากสามัญสำนึกที่เคยมีมาว่าเนื้อไก่ไม่อร่อยและไม่ค่อยมีรสชาติ (เท่าเนื้อชนิดอื่น) แต่ถ้าเป็นเรื่องกินก็ไม่อยากจะปฏิเสธน้ำใจ ผมลองคีบไก่มาชิ้นนึง จิ้มกับซอสที่มีให้ แล้วเอาใส่ปาก พบว่าเนื้อไก่มีเดียมแรร์นี่มันอร่อยผิดคาดเลยทีเดียว

“โออิชี่เดส” “อะริกะโตะโกะไซมัส” เป็นคนมีมารยาทก็ควรจะกล่าวขอบคุณ

ผมอยากจะสั่งอะไรอีกสักจาน แต่เมนูภาษาญี่ปุ่นที่เต็มไปด้วยคันจิแปลกๆ ดูจะเกินความสามารถในตอนนี้ ก็เลยลองขอคำแนะนำจากคุณสองคนนี้ดู ทั้งสองคนปรึกษากันเป็นภาษาญี่ปุ่นที่ผมฟังไม่ออก แต่ดูท่าทางแล้วก็เข้าใจได้ว่า มันมีของอร่อยหลายเมนูและไม่รู้จะแนะนำอันไหนดี

สุดท้ายทางนั้นก็แนะนำ “ซาบะคร็อกเก็ต” มาให้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Kiharu

หน้าตาก็เป็นอย่างในรูป เป็นมันฝรั่งบด ผสมไข่ ผสมปลาซาบะ ทอดออกมาเป็นก้อน ตอนกินก็บีบมะนาวจิ้มซอสเอา ซึ่งคร็อกเก็ตเป็นเมนูบ้านๆ แบบญี่ปุ่นมาก ไม่ exotic และโด่งดังในระดับโลกอย่างพวกซูชิหรือราเมง ในร้านอาหารญี่ปุ่นในบ้านเราก็พอมีบ้างแต่ไม่ได้เป็นเมนูเด่น

คร็อกเก็ตที่นี่มีส่วนผสมเป็นไข่สดของคิวชู และปลาซาบะที่เป็นของเชิดหน้าชูตาของร้าน ทอดออกมาสีสวยงาม กัดเข้าไปแล้วได้ความกรอบภายนอก และความร้อนของไส้ที่อยู่ข้างใน รสชาติอร่อยผิดจากคร็อกเก็ตเมืองไทย

ที่จริงก็อยากจะสั่งเพิ่มอีก แต่ตอนนั้นก็ดึกแล้ว จำต้องร่ำลาและขอบคุณทั้งสองคนนั้นที่ให้ความช่วยเหลือ แล้วรีบกลับที่พักเพื่อวางแผนเวลาการเดินทางของวันรุ่งขึ้น เพราะโปรแกรมเที่ยววันถัดไปจะออกไปนอกจังหวัดฟุกุโอกะบ้างแล้ว

Europe 2014 : Paris, Tour de Champs Élysées

Arc de Triomphe

โค้งสุดท้ายของการอยู่ปารีส เราไปเดินเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวแนวถนน Champs Élysées กัน โดยเริ่มจากหัวถนนซึ่งเป็นที่ตั้งของ Arc de Triomphe ไอ้เจ้าประตูชัยอันนี้สร้างเพื่อเป็นเกียรติแก่ทหารที่เสีย ชีวิตในช่วง French Revolution และ Napoleon War โดยที่เสานั้นจะมีสลักชื่อผู้เสียชีวิตไว้ด้วย

Arc de Triomphe

Arc de Triomphe

ค่าเข้าดูไม่ต้องเสีย เพราะรวมอยู่ใน Museum Pass เรียบร้อยแล้ว การเดินทางมาตรงนี้ มุด Metro มาเหมือนเดิม ที่สถานี Charles de Gaulle-Étoile (M1, M2, M6, RER-A) ส่วนรายละเอียดอื่นๆดูที่ http://www.arcdetriompheparis.com/

ตอนนี้กำลังมีงานซ่อมแซมอยู่บางส่วน ซึ่งก็เป็นเรื่องปรกติของสถาปัตยกรรมในยุโรป ดูได้สามปี ซ่อมอีกห้าปี


Avenue des Champs Élysées

Avenue des Champs Élysées

Avenue des Champs Élysées

หลังจากปีนขึ้นมาข้างบนได้แล้วก็จะเห็นวิวถนน Champs Élysées จากมุมสูง

Paris Tuk Tuk

Paris Tuk Tuk


Place de la Concorde

Place de la Concorde

Place de la Concorde

เดินไปจนถึง Place de la Concorde ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดถนน Champs-Élysées  เจ้า La Concorde นี้เป็นสถานที่ที่ใช้ตั้งกิโยตินสำหรับใช้ตัดหัวนักโทษการเมือง ตัวอย่างของบุคคลสำคัญที่ถูกจับมาตัดหัวตรงนี้ อันดับแรกก็คงเป็นพระเจ้าหลุยส์ที่ 16  และ พระนางมารี อ็องตัวแน็ต นอกจากนั้นยังมี Maximilien de Robespierre หนึ่งในผู้นำของการปฏิวัติฝรั่งเศส (French Revolution) ที่เป็นคนผลักดันให้ตัดหัวพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ก็โดนกับเค้าด้วย

เสาที่อยู่ตรงกลางนั้นคือ Luxor Obelisk ซึ่งเดิมตั้งอยู่ที่ Luxor Temple ใน Egypt… ส่วนว่าฝรั่งเศสได้ Obelisk มาอย่างไรนั้น ใน Wikipadia บอกแค่ว่ารัฐบาล Egypt ยกให้ฝรั่งเศสสองแท่ง แต่ในสมัยนั้น ประมาณช่วงปี คศ. 1829 ยังไม่มี Technology ที่จะช่วยขนย้ายอีกแท่ง ซึ่งหนักกว่าแท่งนี้มาที่ฝรั่งเศสได้ จึงให้คืนแก่ Egypt ไป

Gypsy

Gypsy

ระหว่างทางกลับโรงแรมเจอแกงค์ยิปซี หลังจากล้วงกระเป๋าเหยื่อเสร็จแล้วดันมีคนนึงวิ่งหนีไม่ทัน โดนคว้าตัวไว้ได้ สภาพก็อย่างที่เห็น ร้องห่มร้องไห้ คงโดนส่งตัวกลับประเทศเป็นแน่แท้

Europe 2014 : ART iS SUBJECTiVE

A Summary of Trip to Western Europe : France, Italy and Switzerland.

Europe 2014 : Intro & Plan

Europe 2014 : Paris, where all things started

Europe 2014 : Paris, iconic of French Gothic

Europe 2014 : Paris, Let them eat cake

Europe 2014 : Paris, Mona Lisa Da Vinci

Europe 2014 : Paris, Tour de Champs Élysées

Europe 2014 : Paris, Mona Lisa Da Vinci

Musée du Louvre

วันที่ 7 เมษายน รีบแหกขี้ตาตื่นไปต่อแถวที่ Louvre เพื่อจะไปดู Mona Lisa  …  ที่ต้องรีบก็เพราะหลังจาก Louvre เปิดซัก 15 นาที นักท่องเที่ยวก็จะเข้ามามุงกันเต็มห้องไปหมด ทำให้การเข้าชมจะค่อนข้างทุลักทะเลมากๆ

การเดินทางมาด้วย Metro ก็สถานี Palais Royal – Musée du Louvre (M1,M7)

รายละเอียดที่เหลือดูจาก http://www.louvre.fr/

OLYMPUS DIGITAL CAMERAOLYMPUS DIGITAL CAMERA

Mona Lisa เป็นผลงานชิ้นเอกของโลกที่วาดโดย Leonardo Da Vinci  เหล่านักประวัติศาสตร์คาดว่ามันถูกวาดในช่วงปี 1503-1506 หรือราวๆ 500 ปีที่แล้ว โดยเทคนิคที่ใช้วาดลึกล้ำและแตกต่างจากภาพวาดอื่นๆในยุุคเดียวกันโดยสิ้นเชิง ว่ากันว่า ไม่ว่าเราจะมองเธอคนนี้จากมุมไหน ก็จะดูเหมือนว่าเธอกำลังสบสายตากับเราเสมอ จากที่ไปลองดูแล้ว ก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องจริง

คนบางคน มองรูปนี้แล้วเห็นแค่รูปของผู้หญิงธรรมดาๆ ที่ไม่เห็นจะมีอะไรน่าสนใจ แต่ถ้าเค้าได้ศึกษาประวัติศาสตร์เสียบ้าง และได้มีโอกาสเห็นงานศิลป์สักหน่อย ก็น่าจะเข้าใจได้ว่าทำไม Mona Lisa ถึงได้รับการยอมรับนับถือขนาดนี้

สำหรับคนที่สงสัยว่าทำไมรูปโมนาลิซาของ Da Vinci ซึ่งเป็นชาวอิตาเลียน กลับถูกจัดแสดงอยู่ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสซะได้ ก็เนื่องจากช่วงท้ายของชีวิต Da Vinci มาทำงานที่ปารีส ตามคำเชิญของ King Francis I of France และได้นำรูปโมนาลิซาติดตัวมาด้วย พอ Da Vinci เสียชีวิต  รูปโมนาลิซาจึงตกเป็นสมบัติของ Francis I และตกทอดเป็นของฝรั่งเศสไปโดยปริยาย

Venus di Milo

Venus di Milo

Venus di Milo เป็นงานอีกชิ้น ที่ไม่ได้เกี่ยวกับฝรั่งเศสเลยแม้แต่นิดเดียว แต่กลับเป็นสิ่งที่คนเป็นล้านๆคนหลั่งไหลมาที่ประเทศนี้เพื่อมีโอกาสได้ดู มันเช่นเดียวกับ Mona Lisa

รูปแกะสลักหินอ่อนชิ้นนี้ ประมาณการว่าถูกทำขึ้นตั้งแต่ก่อนคริสตกาล ถูกค้นพบที่เกาะ Milos ซึ่งอยู่ใน Aegean Sea (อยู่ระหว่างประเทศตุรกีและกรีซ) โดยทหารเรือฝรั่งเศส และรัฐบาลฝรั่งเศสได้ทำการขอซื้อมา สุดท้ายก็ตกเป็นสัมบัติของประเทศนี้เช่นเคย

Dying Slave by Michelangelo

Dying Slave by Michelangelo

Dying Slave เป็นผลงานแกะสลักที่มีชื่อเสียงของ Michelangelo  ดูไปดูมาหน้ามันพริ้มไม่เหมือนกับคนกำลังจะตายสักเท่าไหร่

Winged Victory of Samothrace

Winged Victory of Samothrace

เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง ที่ Winged Victory of Samothrace อยู่ในช่วง Restoration   ทำให้เราไม่มีโอกาสได้ดูในครั้งนี้

The Coronation of Napoleon by Jacques-Louis David

The Coronation of Napoleon by Jacques-Louis David

The Coronation of Napoleon by Jacques-Louis David เป็นรูปที่วาดบันทึกเหตุการณ์การสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นจักรพรรดิของนโปเลียน โบนาพาท ในรูปจะเห็นว่านโปเลียนกำลังยกมงกุฎสวมให้ตัวเอง หลังจากสวมให้โจเซฟฟีนภรรยาของเขาเรียบร้อยแล้ว และมี Pope Pius VII  นั่งชี้นิ้วอยู่ข้างหลัง แทนที่จะเป็นคนสวมมงกุฎ เพราะนโปเลียนคิดว่าเขายิ่งใหญ่มากเสียจนไม่จำเป็นต้องมีคนมอบตำแหน่ง จักรพรรดิให้หรอก

ใน Louvre มีผลงานชิ้นเอกอยู่อีกหลายชิ้นจริงๆ เอามาเล่าได้ไม่หมด ครั้งนี้ใช้เวลาสามชั่วโมงกว่ายังดูได้ไม่ถึง 20 ชิ้น แถมเป็นแบบเร็วๆ ไม่ได้พินิจพิจารณาอะไรมากซะด้วย

เฮ้อ .. สงสัยต้องกลับไปอีกรอบ

La Pyramide Inversée

La Pyramide Inversée

ก่อนลาจาก Louvre ในวันนี้ ไม่พลาดที่จะแชะภาพของ The Inverted Pyramid มาฝากแฟนๆ Da Vinci’s Code

Europe 2014 : Paris, Let them eat cake

Château de Versailles

จุดหมายถัดไปคือ พระราชวังแวร์ซาย iconic ด้านความหรูหราฟุ่มเฟือย และความเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุดของฝรั่งเศส  ถูกสร้างโดยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 (Louis XIV)  เพื่อเป็นที่อยู่ของเหล่าชนชั้นปกครองและขุนนาง นอกจากนั้นยังเพื่อให้ Louis XIV มีความสามารถในการควบคุมและบริหารจัดการได้ดียิ่งขึ้น โดยในสมัยนั้นการปกครองของฝรั่งเศสเป็นแบบ Absolute Monarchy ซึ่งก็คือพระมหากษัตริย์มีสิทธิขาดในการปกครองประเทศ และอยู่เหนือกฎหมาย ซึ่งประเทศไทยก็เลียนแบบมาใช้งานจนถึงช่วงรัชกาลที่ 7 การเดินทางไปแวร์ซายต้องขึ้นรถไฟ RER C ปลายทาง Versailles Rive Gauche เท่านั้น ถ้าไปที่อื่นคือไม่ถึงนะ แนะนำให้ซื้อตั๋ว Return ให้เรียบร้อยก่อนจะออกจากสถานีรถไฟปลายทาง เพราะช่วงเย็นนักท่องเที่ยวก็จะกลับพร้อมๆกัน ทำให้แถวซื้อตั๋วยาวมากๆ รายละเอียดเพิ่มเติม http://en.chateauversailles.fr/homepage

RER C

RER C

จากสถานีรถไฟต้องเดินอีกราวๆ 800 เมตร (สปีดเต่าคลานแบบเราใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที) ถึงจะเข้าเขตของพระราชวังแวร์ซาย ระหว่างทางเดินก็ผ่านร้านของกิน ร้านกาแฟ ถ้าใครหิวก็ควรหาของกินให้เรียบร้อยก่อน เพราะต้องใช้เวลาข้างในอีกหลายชั่วโมง เสบียงอาหารติดกระเป๋าก็ควรเตรียมให้พร้อม จะได้ไม่ต้องเสียเงินซื้ออาหารราคาแพงด้านใน

Louis XIV

Louis XIV

เดินมาจนเจออนุสาวรีย์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14  ก็แสดงว่า(เกือบ)ถึงแล้ว

Versailles Queue

Versailles Queue

ที่เห็นอยู่ในรูปนี่คือคิวเข้าตัวพระราชวัง สำหรับคนที่มีตั๋วพร้อมแล้ว ถ้าใครมาตัวเปล่า ก็ต้องไปต่อคิวซื้อตั๋วก่อนนะ ไม่แน่ใจว่าคิวยาวแค่ไหนเหมือนกัน ประตูทองข้างหลังที่เห็นอยู่ไกลลิบคือทางเข้า คิวมันยาวขนาดว่าต้องขดถึงสามทบ

Inside Versailles

Inside Versailles

พอเข้าไปข้างในได้ก็เหมือนหลุดไปอีกโลก  สถานที่ด้านในประกอบไปด้วย Grand Apartment, French Garden, Grand Trianon และ Marie-Antoinette’s estate   ซึ่งปรกติเค้าจะบังคับให้เข้าดู Grand Apartment ก่อน จากนั้นค่อยออกไปดูอย่างอื่นซึ่งอยู่ในสวนด้านหลังทั้งสิ้น โดยถ้าเข้าสวนด้านหลังไปแล้ว จะย้อนกลับมาเข้า Grand Apartment ไม่ได้  ทำให้คนส่วนใหญ่ก็จะเข้าไปอัดกันที่ Grand Apartment ก่อน แล้วค่อยกระจายตัวออกไปชมที่อื่นๆ หรือกลับบ้าน

แผนการเข้าชมพระราชวังแวร์ซายที่ดีที่สุด ในความคิดของเราคือ  พอเข้าไปทีแรก ยังไม่ต้องดู Grand Apartment ให้เข้าไปเดินสวนด้านหลังก่อนซึ่งประกอบไปด้วย  French Garden, Grand Trianon และ Marie-Antoinette’s estate แค่นี้ก็น่าจะใช้เวลา 4-5 ชั่วโมงแล้ว พอดูสามที่นี้เสร็จก็จะเย็นๆพอดี จากนั้นกลับออกมาด้านนอกแล้วต่อแถวเข้ามาอีกครั้ง ซึ่งตอนนี้ทางเข้า ควรจะแทบไม่มีแถวเลย แถมด้านใน Grand Apartment ก็คนน้อย จะทำให้สามารถเดินดูได้อย่างสบายใจสุดๆ

Chapels of Versailles

Chapels of Versailles

Chapels of Versailles ห้องที่ถูกใช้เป็นสถานที่แต่งงานระหว่าง Louis XVI of France กับ Marie-Antoinette ปัจจุบันห้ามคนเข้า ได้แต่ถ่ายรูปจากข้างนอกเท่านั้น

Hercules Salon

Hercules Salon

ภายใน Grand Apartment ประกอบด้วยห้องต่างๆมากมายและแต่ละห้องก็มีการตกแต่งที่แตกต่างกันไป ภาพด้านบนเป็นส่วนหนึ่งของเพดานห้อง “Hercules Salon”

The Hall of Mirrors

The Hall of Mirrors

และนี่คือ The Hall of Mirrors ซึ่งเป็นห้องที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของที่นี่ ปรกติแล้วห้องนี้จะเต็มไปด้วยผู้คน หันไปทางไหนก็มีแต่คน คน และคนเต็มไปหมด รูปนี้ต้องรอจนถึงเวลาปิดและเจ้าหน้าที่เดินมาไล่คนออกหมด ถึงจะถ่ายมาได้

Black Sheep-White Sheep

Black Sheep-White Sheep

เนื่องจากมีเวลาเพียงแค่ครึ่งวัน เราจึงตัดสินใจว่าจะดูเพียงแค่ The Queen’s Hamlet กับ Grand Apartment เท่านั้น ถ้าอยากจะดูทุกส่วนของ Versailles คงจะต้องมาตั้งแต่เช้าจรดเย็น

Marie-Antoinette's estate

Marie-Antoinette’s estate

สำหรับ The Queen’s Hamlet เป็นส่วนหนึ่งของ Marie-Antoinette’s estate พื้นที่ตรงนี้ได้ถูกจำลองเป็นกระท่อมชาวไร่ชาวนา มีฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ตามคำสั่งของพระนาง Marie Antoinette เอาไว้ใช้ตอนที่เธอรู้สึกเบื่อชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือยในวัง และอยากแปลงร่างเป็นชาวไร่ชาวนาเธอก็จะมาหลบตัวอยู่ตรงนี้

Queen's Hamlet

Queen’s Hamlet

วิธีการเข้าชม Queen’s Hamlet สามารถเดินมาก็ได้ จากเวบไซต์บอกว่าใช้เวลาประมาณ 30 นาที นับเริ่มจาก Grand Apartment ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าจริงหรือเปล่า ถ้าใครคิดว่ามีเวลาและมีแรงจะลองดูก็ได้ แต่เนื่องจากเราไม่มีเวลาและไม่มีแรง จึงต้องเอาพลังเงินเข้าแลกบริเวณด้านหลัง Grand Apartment จะมีรถไฟที่ชื่อว่า Les Petits Trains บริการรับส่ง ค่าตั๋วไปกลับหนึ่งรอบ 7.5 ยูโร ซึ่งรถไฟจะวิ่งจาก Grand Apartment และจะจอดอีกสามป้ายที่ Grand Trianon, Petit Trianon และที่ Grand Canal สามารถลงและขึ้นคันใหม่ได้ตามใจ แนวประมาณ Hop on – Hop offเราขึ้นรถไฟอันนี้ไปลงที่ Petit Trianon แล้วเดินต่อไปที่ The Queen’s Hamlet ได้ในเวลาประมาณสิบนาที  ขากลับก็มาขึ้นที่เดิม เห็นระยะทางแล้วรู้สึกว่าคิดถูก ที่ไม่บ้าเดินมาด้วยขาตัวเองสำหรับ การพาเที่ยวพระราชวังแวร์ซายก็คงต้องจบลงเท่านี้ ทั้งๆที่ใช้เวลาอยู่ที่นี่กว่า 5 ชั่วโมง แต่เหมือนได้ดูเพียงแค่เศษเสี้ยวของสถานที่ทั้งหมด หวังว่าชีวิตนี้คงมีโอกาสได้กลับมาเดินชิลใน French Garden และดูโชว์น้ำพุสักครั้ง

Europe 2014 : Paris, iconic of French Gothic

Notre Dame de Paris

วันที่ 6 เมษายน เราเริ่มต้นตั้งแต่เช้าที่โบสถ์ Notre Dame ซึ่งเป็นโบส์ที่มีความสำคัญมากที่สุดในปารีส การเดินทางมา Notre Dame ให้ขึ้น Metro ลงที่สถานี Cité (M4) ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.notredamedeparis.fr/-English-

Notre Dame de Paris
Notre Dame de Paris

โบสถ์ Notre Dame เป็นโบสถ์แบบ Gothic ที่สร้างมาตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1200 จุดเด่นของโบสถ์ในด้านสถาปัตยกรรมคือการที่มีส่วนรองรับน้ำหนักที่เรียกว่า Flying Buttress ซึ่งช่วยให้คนยุคโบราณสามารถสร้างโบสถ์ที่มีความสูงมากๆได้ โดยไม่เสี่ยงต่อการถล่มลงมา

นอกจากเรื่อง Architect แล้ว ทีนี่มีสิ่งศักสิทธิ์ (Relic) ที่สำคัญเก็บอยู่สามอย่างด้วยกันคือ “Crown of Thorns” หรือมงกุฏหนามที่สวมที่หัวพระเยซูตอนถูกตรึงกางเขน (Crucifixion) อย่างที่สองคือ “Fragment of True Cross” หรือชิ้นส่วนของกางเขนนั้น และ “Holy Nails” หรือเล็บของพระเยซู ซึ่งทั้งหมดถูกเก็บอยู่ในส่วนของ Treasury

Stained Glass @ Notre Dame
Stained Glass @ Notre Dame

สิ่งที่ขาดไม่ได้อีกอย่างของโบสถ์ Gothic ก็คือกระจกสี

Notre Dame ถูกใช้เป็นสถานที่จัดงานพิธีบรมราชาภิเษกของ จักรพรรดินโปเลียน (Emperor Napoleon I) ซึ่งมีรูปวาดถึงเหตุการณ์นี้อยู่ใน Louvre ชื่อว่า The Coronation of Napoleon ซึ่งเราจะไปดูในวันถัดๆไป

Notre Dame de Paris
Notre Dame de Paris

หลังจากดูข้างในเสร็จก็สามารถเดินดูรอบนอก ได้ รูปนี้ถ่ายจากอีกฝั่งของแม่น้ำ Seine ซึ่งก็สวยไปอีกแบบ หน้าต่างกลมๆที่เห็นนั่นคือ Rose Window ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Gothic Architecture เสียดายที่ไม่ได้ถ่ายรูปข้างในมา

Point Zero
Point Zero

ด้านหน้าโบสถ์จะมีจุดที่เรียกว่า “Point Zero” ซึ่งก็น่าจะเป็นจุดที่ถือว่าเป็นศูนย์กลางของกรุงปารีส ถ้าไม่ศึกษาข้อมูลมา ก็คงไม่ทันสังเกต

Love Lock
Love Lock

สิ่งหนึ่งที่ไม่แน่ใจ คือไม่รู้ว่าวัฒนธรรมการล็อคกุญแจตามราวสะพาน นี่มันเริ่มมาจากที่ไหนกันแน่ แต่รู้ว่าสะพานข้ามแม่น้ำ Seine ตรงนี้ เต็มไปด้วยแม่กุญแจสื่อรักเต็มทุกกระเบียดนิ้วเลย


The Sainte-Chapelle

ใกล้ๆกับ Notre Dame มีโบสถ์อีกแห่งที่มีนักท่องเที่ยวหนาแน่นเช่นกันชื่อว่า The Sainte-Chapelle  ที่นี่มีชื่อเสียงเพราะตัวโบสถ์ประดับด้วยกระจกสี (Stained Glass) เกือบเต็มพื้นที่  เสียดายว่าช่วงที่ไปเที่ยว ชั้นสองมีบางส่วนอยู่ในช่วงปิดซ่อม ทำให้มีมุมสวยอยู่แค่ด้านเดียว

The Sainte-Chapelle Upper Floor
The Sainte-Chapelle Upper Floor

The Sainte-Chapelle Lower Floor
The Sainte-Chapelle Lower Floor

ตัว The Sainte-Chapelle นั้นตั้งอยู่ในพื้นที่ของกระทรวงยุติธรรม การเข้าชมต้องผ่านด่าน Security ที่ค่อนข้างเข้มข้น ประกอบกับภายในสถานที่มีขนาดเล็ก รับคนได้ไม่เยอะ เลยกลายเป็นสถานที่ซึ่งมักจะมีคิวยาว หลังจากผ่านด่าน Security เรียบร้อยแล้ว ด้านในจะมีสองชั้น ชั้นล่างเป็นร้านขายของ ชั้นบนถึงจะเป็นห้องโถงของโบสถ์


Conciergerie

ถัดจาก The Sainte-Chapelle มา อีกนิดเดียว ก็จะเป็น Conciergerie ซึ่งสถานที่แห่งนี้เคยเป็นที่อยู่ของ King of France ในช่วงศตวรรษที่ 10-14 พอถัดมาในช่วง French Revolution สถานที่นี้ถูกใช้เป็นคุกขังนักโทษการเมือง ซึ่งรวมถึงพระนาง Marie Antoinette ภรรยาของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ก่อนจะถูกนำไปตัดหัวโดยกิโยติน

Conciergerie
Conciergerie

Conciergerie
Conciergerie

ในคุกที่ใช้ขัง Marie Antoinette มีการทำหุ่นจำลองให้ดูด้วย นักท่องเที่ยวจะได้ไม่ต้องใช้จินตนาการมากนัก

Europe 2014 : Paris, where all things started

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

เช้าวันที่ 5 เมษายน พวกเราก็มาถึงสนามบิน Charles De Gaulle อย่างเรียบร้อยปลอดภัย  ไปๆมาๆ กลับรู้สึกว่าการบินแบบต่อเครื่องสำหรับ Long Haul Flight (คือใช้เวลาเกิน 6 ชั่วโมง)  เป็นทางเลือกที่ดีมากๆ เคยจำได้ว่าการบิน BKK-Europe ต้องใช้เวลา 12-13 ชั่วโมง นั่งกันเมื่อยมาก หลับแล้วหลับอีกก็ยังไม่ถึงสักที แต่พอมีแวะต่อเครื่องกลางทาง ได้ยืดเส้นยืดสาย กินน้ำ เข้าห้องน้ำ ทำให้เหนื่อยน้อยลงเยอะ เกือบลืมบอกว่า ที่สนามบิน Charles De Gaulle มี Wifi ฟรีให้ใช้ได้เครื่องละ 15 นาทีด้วย

การเดินทางเข้าตัวเมืองใช้รถไฟ RER  B ที่วิ่งจากสนามบินผ่านสถานีกลางเมือง Gare Du Nord  แล้วจากนั้นขึ้น Metro ต่อไปยังโรงแรมที่พัก โดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม เพราะตั๋ว RER B ให้สิทธิในการต่อ Metro ได้หนึ่งครั้ง


Hotel

ใน Paris เราเลือกพักที่โรงแรม IBIS BUDGET PARIS LA VILLETTE 19ÈME (EX ETAP HOTEL) อยู่ถนน Avenue Jean Jaurès ใกล้สถานี Metro Jaurès ซึ่งมีรถไฟฟ้าสาย 2, 5 และ 7 วิ่งผ่าน นอกจากนั้นข้างๆโรงแรมมี Super Market FranPrix อยู่ด้วย ทำให้ชีวิตสะดวกยิ่งขึ้น

โรงแรมนี้ชื่อก็บอกว่าเป็น Budget Hotel  จึงไม่มี Facility อะไรเลยอย่างที่เห็นในรูป จัดเป็นโรงแรมที่เหมาะกับคนประหยัดงบ (หรือมีงบจำกัด) และก็อยู่ในย่านที่ไม่อันตรายอีกด้วย


Essential Paris

Paris Museum Pass

Paris Museum Pass

  • Paris Museum Pass ใช้เข้าสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในปารีสได้เกือบหมด ยกเว้นแค่ Eiffel Tower เท่านั้น ตัว Pass เองมีหลายราคา ซึ่งจะแปรตามจำนวนวันที่ใช้งานได้ เริ่มจาก 2, 4 และ 6 วัน
  • t+ Ticket หรือตั๋วสำหรับขึ้นรถไฟ  t+ คือตั๋ว Single สำหรับ Metro ใช้ครั้งเดียวทิ้ง เวลาซื้อให้ซื้อเป็น Pack 10 อัน จะได้ส่วนลด แต่ถ้าใครเดินทางเยอะจริงๆ สามารถซื้อ Paris Visite Pass แทนได้ มันเป็นตั๋ว Unlimited ซึ่งก็มีหลายราคาอีกนั่นแหละ  เลือกตามความเหมาะสมของแผนการเดินทางก็แล้วกัน (สำหรับทริปนี้ใช้ t+ กับ Single RER เพราะเทียบแล้ว ประหยัดกว่าซื้อ Paris Visite Pass)
  • Internet Sim คงขาดไม่ได้แล้วสำหรับสมัยนี้ แนะนำเป็น Orange Let’s Go Data Sim ราคา 20 Euro ใช้ 3G ได้ 500 MB ตอนซื้อต้องไปซื้อที่ Orange สาขาถนน Champs Élysées เพราะไปร้านที่อื่นแล้วคนขายพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ และบางสาขาก็ไม่มีขายซะอีก

EAT

ที่แรก ที่ไปหลังจาก Check In โรงแรมก็คือ McDonald’s เพราะหิวมากๆ  นี่เป็นมื้อแรก ในอีกหลายๆมื้อ ที่ชีวิตต้องพึ่งพา Junk Food ยี่ห้อนี้

ปล. McDonald’s ปรกติไม่มีซอสมะเขือเทศให้ หรือมีให้แค่หนึ่งอัน ถ้าอยากได้เพิ่มก็ต้องซื้ออันละ 0.2-0.25 Euro

McDonalds

McDonalds


Eiffel Tower

ป้ายบอกทาง

ป้ายบอกทาง

ประเดิม Trip นี้ด้วยการไป Eiffel Tower ก่อนเลย แต่ครั้งนี้ไม่ได้วางแผนมาขึ้นลิฟท์ไปด้านบน แค่มาแวะถ่ายรูปสวยๆแล้วก็ไปต่อ จากประสบการณ์ขึ้นหอไอเฟลมาแล้ว 2 ครั้ง รู้สึกว่าการขึ้นไปด้านบนเสียเวลา และไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย *-*

การเดินทางไปหอ Eiffel สามารถไปได้หลายทาง แต่ที่นิยมคือไป Metro สถานี Trocadéro (M6,M9)  เพราะจะมีมุมถ่ายรูป แต่ยังไงก็แนะนำให้เดินไปโผล่ด้านสวน Champ de Mars ด้วย เพราะมุมถ่ายรูปแบบ Portrait กับ Eiffel จะสวยกว่า นอกจากนั้นการมาชมวิว Eiffel ตอนกลางคืนก็เป็นไอเดียที่ดี นอกจากสวยงามต่างจากตอนกลางวันแล้ว ยังมีการเปิดไฟกระพริบตอน 3 ทุ่มอีกด้วย

รายละเอียดเพิ่มเติมอื่นๆ ดูจาก http://www.tour-eiffel.fr/

Eiffel Tower

Eiffel Tower

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
OLYMPUS DIGITAL CAMERA


Sacré-Coeur @ Montmartre

Sacré-Coeur @ Montmartre

Sacré-Coeur @ Montmartre

จากหอ Eiffel เราก็เดินทางไปต่อกันที่ The Basilica of the Sacred Heart ซึ่งอยู่ย่าน Montmartre การเดินทางใช้ Metro ไป Anvers (M2) แล้วเดินต่อไปอีกนิดหน่อยก็ถึง ไม่ต้องกลัวว่าจะหลง เพราะคนที่ลงสถานีนี้เกือบ 100 % ก็ไปเที่ยวไอ้นี่แหละ

ตัว Sacré-Coeur เองจะอยู่บนเนินเขา โดยที่การขึ้นไปด้านบนมีหลายทางคือ ขึ้นรถราง ขึ้นรถเมล์ และอย่างสุดท้ายคือเดิน :)

เนื่องจากเราไปวันเสาร์เย็น ทำให้เจอคนมหาศาล ส่วนใหญ่มานั่งเล่นพักผ่อนหย่อนใจ และชมวิว Paris จากตรงนี้  กิจกรรมที่ทำได้นอกจากชมวิวแล้วก็มีเข้าโบสถ์ โดยเค้าบอกว่า “The dome is accessible from 09:00 to 19:00 in the summer and 18:00 in the winter”  แต่ข้างในเหมือนจะไม่มีอะไรน่าสนใจ  นอกจากนั้นเรายังเจอคนผิวสีคนหนึ่ง มาโชว์เดาะบอลขณะปีนป่ายเสาไฟด้วย พี่แกเทพจริงๆ ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองว่าแกจะเดาะบอลได้ตลอดขณะที่ปีนป่ายไปมา

รายละเอียดเพิ่มเติม  http://www.sacre-coeur-montmartre.com

Sacré-Coeur

Sacré-Coeur


Moulin Rouge, Galeries Lafayette & Opéra de Paris Garnier

Moulin Rouge

Moulin Rouge

Moulin Rouge

Moulin Rouge

เนื่องจากความงกเราจึงเลือกที่จะเดินเท้าจาก Sacré-Coeur ไปยัง Moulin Rouge ซึ่งก็ไกลเอาการอยู่ เอาจริงๆแล้วคนปรกติควรขึ้น Metro M2 ไปที่ Blanche  โดยทางเข้า-ออกสถานี ก็แทบจะจ่อที่ด้านหน้า Moulin Rouge อยู่แล้ว ระหว่างทางเดินเจอร้าน Sex Shop จำนวนมาก สมกับเป็นย่านอโคจรจริงๆ และความบ้าพลังเดินยังไม่จบเท่านี้ เพราะหลังจากถ่ายรูปเสร็จ เราก็เดินจากตรงนี้ไป Galeries Lafayette และ Opéra de Paris Garnier อีกด้วย แต่เนื่องจากความเหนื่อยและเริ่มมืดแล้ว จึงไม่มีรูปสวยๆมาฝาก

การเดินทางไปทั้งสองที่หลังนี้ ใช้ Metro ไปที่ Chaussée d’Antin – La Fayette (M7,M9) และ Opéra (M3,M7,M8) อย่าพยายามเดินเหมือนพวกเรา ไม่จำเป็นจริงๆ -_-“

เวบไซต์ที่เกี่ยวข้อง http://www.moulinrouge.fr/, http://haussmann.galerieslafayette.com/และ http://www.operadeparis.fr/en/


หลังจากนี้พวกเราก็แบตหมด กลับโรงแรมแล้วนอนหลับเป็นตาย ไว้ค่อยลุยกันใหม่พรุ่งนี้

Europe 2014 : Intro & Plan

Blog เก่าเอามาเล่าใหม่ใน WordPress กับ Theme ใหม่ที่น่าสนใจกว่าของ Blogspot มากมาย

ความเป็นมาง่ายๆของทริปนี้คือ อยากไปเที่ยวฝรั่งเศส และอิตาลีมานานแล้ว ถือเป็นเป้าหมายอย่างนึงของชีวิต แม้ว่าตอนเด็กๆพ่อแม่เคยพาไปกับทัวร์แล้วครั้งหนึ่ง แต่ก็รู้สึกมาตลอดว่า ยังไงก็ต้องมาซ้ำด้วยตัวเองให้ได้

โดยรวมๆแล้ว ใช้เวลาวางแผนการเดินทาง นับตั้งแต่จองตั๋วเครื่องบิน รวมแล้ว 9 เดือน  เรียกว่าโคตรนาน โคตรเหนื่อย แต่ก็โคตรคุ้ม

แผนการเดินทาง (16 วัน 14 คืน)

4 เมษายน –  เริ่มออกจากเดินทางจากกรุงเทพไปต่อเครื่องที่โคลอมโบ ประเทศศรีลังกา สู่ปลายทางที่สนามบิน Charles De Gaulle, Paris

5-7 เมษายน – เที่ยวใน Paris  ประกอบไปด้วย Eiffel Tower, Sacré-Coeur ที่ Montmartre, Moulin Rouge, Opéra de Paris Garnier, The Sainte-Chapelle, Notre Dame de Paris, Château de Versailles, Arc de Triomphe , Musée du Louvre, Avenue des Champs Élysées, Place de la Concorde และ Panthéon

7 เมษายนตอนกลางคืน – ขึ้นเครื่องบินไป Marco Polo Airport, Venice

8-9 เมษายน – เที่ยวใน Venice ประกอบไปด้วย Rialto Bridge, Piazza San Marco, Basilica di San Marco, Bridge of Sighs, Accademia Bridge, Grand Canal, Santa Maria Gloriosa dei Frari, Scuola San Rocco, Burano, Doge’s Palace

10-11 เมษายน – เที่ยวใน Florence ประกอบไปด้วย Basilica di Santa Maria del Fiore, Duomo di Firenze, Ponte Vecchio, Church and Museum of Orsanmichele, Piazza della Signoria, Palazzo Vecchio, The Uffizi Gallery, Galleria dell’Accademia, Piazzale Michelangelo

12 เมษายน – เที่ยว Pisa เพื่อสิ่งเดียวคือ Leaning Tower of Pisa

13-14 เมษายนเช้า – เที่ยว Zermatt เพื่อขึ้นรถไฟ Gornergratbahn ไปชมวิว Matterhorn

14-15 เมษายน – เที่ยวใน Milan ประกอบไปด้วย Santa Maria delle Grazie & Museo Cenacolo Vinciano, Duomo di Milano, Galleria Vittorio Emanuele II

15 เมษายนบ่าย – Half Day Trip ไปเที่ยว Bellagio Lake Como

16-17 เมษายน – เที่ยว Rome ประกอบไปด้วย Colosseum, Roman Forum, Pantheon, Trevi Fountain, Spanish Steps, Castel Sant’Angelo, Piazza Navona, St. Peter’s Basilica, Vatican Museums

18 เมษายน – ทำ Day Trip ไป Pompei

19 เมษายน – เดินทางกลับจาก Fiumicino Airport, Rome


สิ่งที่จำเป็นในการไปเที่ยว Backpack

  • กระเป๋าสตางค์คาดเอว – คอนเฟิร์มว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเก็บรักษา Passport, Credit Card และเงินสด รวมถึงของมีค่า/ของสำคัญ
    สำหรับวิธีใส่ จะคาดเอว หรือพาดไหล่ก็ได้ แล้วแต่สะดวก
  •  กุญแจล็อคกระเป๋าแบบใช้รหัส – ใช้ล็อคซิปกระเป๋าเป้ ทำให้ไม่ต้องกังวลว่าจะมีขโมยมาเปิดเป้ขโมยของ ใช้งานสะดวกมากเพราะไม่ต้องมีลูกกุญแจ
  • สติ – อันนี้จำเป็นจริงๆ ไม่ได้ล้อเล่น ต้องมีตลอดเวลา
  • แผนสำรอง – หลงทางบ้าง เหนื่อยบ้าง เดินไม่ไหวบ้าง ของหายบ้าง หาโรงแรมไม่เจอบ้าง หาเจอแต่เจ้าหน้าที่บอกไม่มีชื่อเราบ้าง รถไฟสไตรค์บ้าง มีอะไรมากมายเป็นร้อยเป็นพันที่จะทำให้ผิดแผน ก็อยากให้มีแผนสำรองเสมอ เช่นถ้าตกรถรอบนี้ รอบถัดไปกี่โมง หรือถ้าที่นี่ปิด ไปที่ไหนแทนได้บ้าง อะไรแบบนี้
  • รองเท้าคู่ใจ – เอ้า อย่าดูถูก พวกเราคงไม่อยากมีเรื่องทะเลาะกะมันตอนไปเที่ยวใช่ไหมล่ะ  ? รองเท้าเดินดีๆมีเยอะ  … ของเท่ห์แต่กินไม่ได้พวก Onistuka Tiger ที่ชอบใส่ๆกันน่ะ ไป Backpack แล้วจะอยากขว้างทิ้ง พื้นมันบางเกินไป ไม่เหมาะกับใส่เดินเยอะๆหรอกนะ

« Previous Entries Next Entries »