โตเกียวเที่ยวเอง #1.2 : Akihabara / AKB48 / Tokyo Dome

ต่อจาก entry นี้ กำลังจะเดินทางไป Akihabara

รอขึ้นรถไฟ

เจอเธอคนนี้

ถึงสถานี Akihabara แล้ว

Akihabara ในสมัยก่อนเป็นย่านขายเครื่องใช้ไฟฟ้า/อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แต่ในช่วงหลังที่วัฒนธรรมอนิเม การ์ตูน เกม บูมขึ้นมา Akihabara ก็กลายเป็นแหล่งรวมสินค้าเหล่านี้ไปแทน แต่ถ้าลองเดินตามซอยเล็กๆ ที่ไม่ได้อยู่บนถนนหลักก็ยังพอมีของเหล่านี้ขายอยู่บ้าง

อนิเม/การ์ตูน ที่พูดถึง Akihabara ก็มีมากมายหลายเรื่องแต่เรื่องที่ชอบเป็นการส่วนตัวมากที่สุดคือ Stein;Gate (24 ตอนจบ ลิขสิทธิ์โดยโรสมีเดีย) แนะนำให้ลองหามาดูกัน

ทางม้าลายคนข้าม เหลืองๆ นั่นคือร้านขายยา Matsumoto Kiyoshi ที่สาวไทยชอบไปซื้อเครื่องสำอางกัน (มีหลายสาขามาก)

ป้ายโฆษณา Eva 3.33 และร้านเมดคาเฟ่ชื่อดัง ที่มาเปิดสาขาในบ้านเราด้วย

เอาตัวละคร Eva มาขายชุดทำงาน ลองเข้าไปดูแล้วก็สวยดี เรียบร้อยแต่ก็แอบมีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่บอกว่าเป็นของ Eva แต่ราคาแพงจนซื้อไม่ลง

โฆษณาไททัน (Attack on Titan) และ dvd คุณน้องสาวไม่น่ารัก (Ore no Imōto ga Konna ni Kawaii Wake ga Nai)

เมดสาวแจกใบปลิว พบเห็นได้แทบทุกมุมถนนใน Akihabara

กันดั้มคาเฟ่

วันนี้ปิด

ข้างๆ กันดั้มคาเฟ่ เป็น AKB48 Cafe & Shop

AKB48 Cafe & Shop อันนี้ด้านข้างซ้ายขวาจะเป็น shop ขายของ ด้านหนึ่งขายของเล็กๆ (เช่น พวงกุญแจ, ขนม) อีกด้านหนึ่งขายของชิ้นใหญ่กว่า (เช่น เสื้อยืด, แฟ้ม) ตรงกลางจะเป็นส่วนของ Cafe ซึ่งเข้าไปแล้วจะมีสองส่วน คือส่วนที่เหมือนร้านอาหารทั่วไป มีโต๊ะให้นั่ง มีทีวีแขวนให้ดู กับส่วนที่เป็นห้องด้านใน จะเป็นห้องขนาดใหญ่ มีทีวีจอยักษ์ น่าจะประมาณทีวี 50″ 9 จอต่อกัน เปิด PV สลับกับบันทึกการแสดงจาก Theater เวลาที่มี event อะไรก็จะเอาโต๊ะกินข้าวออกแล้วจัดงานที่ในห้องนี้แหละ

ในเมื่อมาถึงที่แล้วก็ขอเข้าไปข้างในสักหน่อย วันที่ไปมีคนต่อคิวอยู่เล็กน้อย แต่รอคิวประมาณ 10 นาทีก็ได้เข้าไปแล้ว

เมนูที่สั่งคือสปาเก็ตตี้เมนไทโกะ ของดีจาก Hakata

เมนูจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปเรื่อยๆ แต่ก็จะมี theme ที่เกี่ยวข้องกับเมมเบอร์ของวง

สั่งเซตเมนู จะมีแถม coaster (ที่รองแก้ว) ให้อันนึงเป็นแบบสุ่ม

จับได้ Tano Yuuka ทีม A

อิ่มท้องแล้วก็ออกมาเดิน Akihabara ต่อ

วิวตึกจากมุมคนเดินถนน

สถานที่ถัดไปคือตึก Belle Salle ที่ตอนนี้มีจัดนิทรรศการ งานเลือกตั้ง AKB48 อยู่

สำหรับคนที่ไม่ได้ติดตามวงการไอดอลญี่ปุ่น วงที่มีสมาชิกเยอะมากอย่าง AKB48 จะมีงานเลือกตั้งทุกปี (ปีนี้เป็นครั้งที่ 5) โดยจะมีโค้ดสำหรับโหวตให้มากับแผ่นซีดีให้แฟนๆ เอาไปโหวตจัดอันดับเมมเบอร์ที่ตัวเองชื่นชอบได้ คนที่ได้ผลโหวตเป็นอันดับหนึ่งก็จะได้เป็น “เซ็นเตอร์” ของซิงเกิ้ลถัดไป ซึ่งงานนี้ก็จะเป็นงานใหญ่ของ AKB48 มีสื่อมวลชนให้ความสนใจกันเยอะ ขนาดถ่ายทอดสดออกทางทีวีและ YouTube กันเลยทีเดียว

วันที่มาโตเกียวครั้งนี้เป็นหนึ่งวันก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง

ซื้อตั๋วเข้าชมงานแล้วเค้าจะให้บัตรมาห้อยคือ มีสต๊าฟเก็บคืนตอนจะออกจากงาน

เมมเบอร์แต่ละคนจะออกแบบโปสเตอร์หาเสียงของตัวเอง ในนิทรรศการเค้าจะเอาของทุกคนมาแปะรวมกันให้ดูกันได้ครบๆ

บอร์ดแสดงข่าวงานเลือกตั้งครั้งที่ผ่านๆ มาที่ไปออกสื่อต่างๆ

ชุดสำหรับเซ็นเตอร์ในซิงเกิ้ลที่ชนะเลือกตั้งครั้งก่อนๆ

บางวันจะมีเมมเบอร์มาทักทายแฟนๆ ที่นิทรรศการด้วย (ไม่บอกล่วงหน้า) ใครที่ได้มาก็จะมาลงชื่อไว้

งานประกาศผลเลือกตั้งปีนี้จัดกลางแจ้งที่ Nissan Stadium ก็เลยมีกิจกรรมให้แฟนๆ ช่วยทำตุ๊กตาไล่ฝน

จำลองเวทีสำหรับผู้ที่ชนะการเลือกตั้ง คนมาชมงานสามารถขึ้นไปนั่งถ่ายรูปได้ มีสต๊าฟคอยบริการช่วยถ่ายให้

ผลคะแนนด่วน อันดับหนึ่งคือ ซาชิฮาร่า ริโนะ

บรรยากาศใน Akihabara ช่วงนั้นไปไหนก็จะได้ยินแต่เพลง Sayonara Crawl ซึ่งเป็นซิงเกิลล่าสุดของ AKB48 เรียกว่าเดินผ่านร้านไหนที่ขาย CD/DVD เป็นต้องได้ยิน

ถนนสายหลักใน Akihabara

สถานที่ต่อไปเป็นที่ที่แฟนๆ AKB48 ต้องมาสักการะให้ได้สักครั้ง นั่นคือ AKB48 Theater ที่อยู่บนชั้น 8 ของห้าง Don Quixote

ห้าง Don Quixote

ป้ายชัดเจน ไม่ผิดที่แน่นอน

สำหรับคนที่ไม่ได้ติดตาม AKB48 อาจจะสงสัยว่า Theater คืออะไร ตอบแบบสั้นๆ คือ เป็นที่แสดงโชว์ของ AKB48 โดยสมาชิกจะผลัดเปลี่ยนกันมาแสดง “ทุกวัน” (ยกเว้นจะติดอีเว้นท์อื่น) ตั้งแต่สมัยที่ยังไม่ดัง ตาม concept ที่ว่า “ไอดอลที่ทุกคนมาเจอได้” รายละเอียดยาวๆ อ่านได้ที่ blog จ่ากบ ครับ

ห้าง Don Quixote นี่จะเป็นห้างบ้านๆ หน่อย เทียบไม่ได้กับห้างหรูอย่างในบ้านเรา ถ้าให้เทียบก็อารมณ์ประมาณเดินพันธุ์ทิพย์ แต่แคบกว่าขายของจิปาถะ ตั้งแต่ขนม ของกิน เสื้อผ้า ชุดคอสเพลย์ ฯลฯ นอกจากนี้ก็มีเกมเซ็นเตอร์ และร้านเมดคาเฟ่ด้วย

ที่ชั้น 5 ของห้างจะมี AKB48 Shop อยู่ด้วย ที่นี่จะเน้นขายพวก CD/DVD/Blueray, เสื้อ, แท่งไฟ, ของที่ระลึก ฯลฯ หลายๆ อย่างก็ไม่มีขายที่อื่น

ร้านบ้านๆ งี้แหละ

บนผนังมีรายการ CD/DVD ที่มีขาย ถ้าจะซื้อก็จดรหัสเอาไปให้สต๊าฟ

แท่งไฟ สมุดโน้ต อัลบั้มรูป Trading card โปสเตอร์ ฯลฯ

ช้อปเสร็จก็เดินต่อขึ้นไปชั้น 8

ข้างบันไดเลื่อนมีโฆษณากาชาดญี่ปุ่น

ถึงชั้น 8 แล้วจะต้องเดินผ่านทางเดินที่มีรูปของเมมเบอร์ทุกคนติดอยู่

เมมเบอร์พิเศษ ไปปฏิบัติหน้าที่ ณ จาการ์ต้า และเซี่ยงไฮ้

มาถึงหน้า Theater แล้ว มีสต๊าฟเฝ้าอยู่หนึ่งคน

48

ความรู้สึกแรกที่ไปถึงคือ “เล็ก” และ “แคบ” มากๆ สำหรับการแสดง 1 รอบสามารถจุคนได้ 250 คน ซึ่งพื้นที่ตรงข้างหน้านี่ มาต่อแถวรอเข้าดูการแสดงก็เต็มพื้นที่แล้ว แต่วันนี้เป็นวันที่ไม่มีการแสดง (เพราะวันรุ่งขึ้นมีคอนเสิร์ตใหญ่ + งานประกาศผลเลือกตั้ง) ก็เลยไม่มีคน แต่ก็มีแฟนๆ มาถ่ายรูปกันประปราย (ดูแล้วน่าจะเป็นนักท่องเที่ยว)

โปสเตอร์หาเสียง มีแปะอยู่ทั่วไป

ถ้าใครมาดูการแสดงครบ 100 รอบ จะได้มีชื่ออยู่บน Hall of Fame (ซึ่งปัจจุบันยากมากๆ เพราะมีคนอยากดูเยอะ ทำให้ต้องขายตั๋วเข้าชมด้วยวิธีจับสลาก)

ปีที่แล้ว AKB48 ได้ออกอัลบั้มชื่อว่า “1830m” ออกมา โดยความหมายของชื่ออัลบั้มคือ ความฝันของเหล่าเมมเบอร์ตั้งแต่สมัยยังไม่ดัง ที่อยากจะได้เล่นคอนเสิร์ตที่โตเกียวโดม ที่อยู่ห่างออกไปจาก theater แค่ 1,830 เมตร ซึ่งกว่าฝันจะเป็นจริงก็ใช้เวลาถึง 7 ปี ในฐานะแฟนเพลง ก็อยากจะขอลองเดินตามดูสักหน่อยว่า 1,830 เมตรนี้มันไกลขนาดไหน

เปิด Google Maps เดินลัดเลาะออกจาก Akihabara

ผ่านศาลเจ้าคันดะ ซึ่งเวลามีพิธีบรรลุนิติภาวะของเมมเบอร์ในวง (ตามประเพณีญี่ปุ่น) ก็จะมากันที่ศาลเจ้านี้

โคมไฟ

ประตู

เดินออกจากประตูไปเจอนักเรียนมัธยมใส่ชุดวอร์มออกมาวิ่ง เป็นระเบียบ ส่งเสียงเหมือนในการ์ตูนกีฬาเป๊ะ

มนุษย์จักรยาน

เดินจนหอบแฮ่ก ในที่สุดก็มาถึงโตเกียวโดมจนได้ (ในสารคดี AKB ดูแล้วเหมือนใกล้ แต่จริงๆ แล้วเหนื่อยใช้ได้)

โตเกียวโดม

ใกล้ๆ กันมีชิงช้าสวรรค์กับรถไฟเหาะด้วย

โตเกียวโดมเป็นสนามเบสบอลของทีม Yomiuri Giants ความจุ 55,000 ที่นั่ง แต่ก็สามารถใช้จัดงานคอนเสิร์ตได้ด้วย

ได้แค่แอบส่องดูข้างใน เพราะเค้าไม่ให้เข้า

เพราะเป็นสนามเบสบอล ก็เลยมีร้านขายของที่ระลึกของสโมสรด้วย

ฝั่งตรงข้ามเป็นคล้ายๆ ลานเบียร์บ้านเรา เห็นมีมนุษย์เงินเดือนนั่งกินกันอยู่พอสมควร

จบภารกิจในวันแรกของการมาโตเกียวแล้ว สุดท้ายคือหาทางมั่วกลับไปที่พักให้ได้

เดินไปเดินมา เจอกลุ่มคนกำลังลุ้นแทงพนันอะไรสักอย่าง

เจอร้าน Denny’s เป็น family restaurant ที่เปิด 24 ชม. ฝากท้องตอนดึกๆ ได้

สุดท้ายก็เดินไปจนเจอสถานีรถไฟ ต่อรถแบบมั่วๆ (เพิ่งมาวันแรก ยังไม่คุ้น) กลับไปถึงที่พักจนได้ เป็นอันจบวันแรกแบบเหนื่อยแฮ่กๆ

โตเกียวเที่ยวเอง #1 : Yokoso Tokyo

อย่างที่เล่าไปแล้วใน entry ก่อนว่า การมาญี่ปุ่นคราวนี้เป็นครั้งแรก แถมมาคนเดียวด้วย ส่วนความรู้ภาษาญี่ปุ่นมีอยู่ที่ระดับเรียนจบคอร์ส JD2 ของสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น (แปลว่า อ่านฮิรากานะ, คาตากะนะ ออก แต่แปลไม่ได้ + รู้คำศัพท์จำกัดมากๆ + รู้คันจิประมาณ 20 ตัว) ก็อาศัยมั่วๆ เอาเป็นหลัก

ทริปนี้นั่งเครื่องมาลงที่นาริตะ (NRT) สนามบินหลักอยู่ห่างออกไปทางตะวันออกของโตเกียว จะเข้ามาในเมืองก็ต้องนั่งรถไฟ หรือไม่ก็รถบัส มีให้เลือกหลายสายทั้งแบบด่วนมาก ด่วนน้อย หรือหวานเย็น

ตั๋วหวานเย็น ราคา 1,240 เยน

ผมจองที่พักไว้เป็น hostel แถว Asakusa ชื่อ Khaosan Tokyo Original (อยู่โตเกียว แต่ดันชื่อข้าวสาร) นอนเตียงรวมเน้นประหยัด สภาพโดยรวมก็สะอาดดี ถึงที่พัก เช็คอิน เก็บข้าวของ ก็ได้เวลาลุยโตเกียวแล้ว

การเดินทางในโตเกียว จะใช้รถไฟเป็นหลัก ซึ่งสะดวกสบายและครอบคลุมมากกว่ารถเมล์ ถ้าใช้บัตรเติมเงิน Suica ได้ก็จะสะดวกดี เพราะเวลาใช้ก็แตะเข้า แตะออก เหมือน BTS/MRT บ้านเรา ระบบจะหักเงินจากในบัตรให้เอง

มีข้อควรสังเกตนิดหน่อยคือ ถ้าใช้รถไฟยี่ห้อเดียวกันตลอดเส้นทาง ค่าตั๋วจะถูกกว่าเปลี่ยนไปขึ้นรถไฟคนละยี่ห้อ (รถไฟในโตเกียวมีหลักๆ 3 ยี่ห้อคือ JR, Tokyo Metro, Toei)

ทางเดินในรถไฟใต้ดิน Tokyo Metro

สถานที่แรกที่ไปคือ มหาวิทยาลัยโตเกียว (University of Tokyo – 東京大学 – โทได) สถานที่ที่ไปปรากฏในการ์ตูน, อนิเม หลายเรื่อง มีแคมปัสหลักอยู่ใจกลางเมือง จัดเป็นมหาลัยระดับท็อปของญี่ปุ่น (ในการ์ตูนส่วนใหญ่พวกเด็กเก่งๆ จะมีความฝันอยากเข้าโทไดด้วยกันทั้งนั้น)

ทางเดินหลัก สองข้างทางมีต้นแปะก้วยรายล้อม

บรรดาต้นแปะก้วยสองข้างทางเดินนี่เป็นสัญลักษณ์ของมหาลัย (คงประมาณจุฬาฯ บ้านเราก็มีต้นจามจุรีเป็นสัญลักษณ์หละมั้ง) ถ้ามาในฤดูที่เหมาะสม ใบจะกลายเป็นสีเหลืองสวย เหมาะกับการถ่ายรูปมาก

เดินผ่านแนวแปะก้วยมา ก็จะเจอกับหอนาฬิกาอันเป็นสัญลักษณ์โดดเด่น

นอกจากมาเยือนสถานที่สำคัญในการ์ตูนแล้ว ยังถือโอกาสมาเจอมิตรสหายท่านหนึ่งที่เรียนอยู่ที่นี่ด้วย

บรรยากาศที่จอดรถจักรยานในแคมปัส ตึกเรียนก็ดูเก่าๆ คลาสสิคดี

ประตูทางออกสีแดง เห็นว่าเป็น landmark ชื่อดังของมหาลัยด้วย

มื้อกลางวันวันนี้เลือกกินที่ร้าน Yayoi ใกล้ๆ กับโทไดนั่นเอง ได้มีโอกาสลองร้านแบบสั่งอาหารจากตู้เป็นครั้งแรก (แอบดูว่าคนอื่นเค้าทำยังไงแล้วก็ทำตาม) พอเป็นแล้วก็ไม่ยากอะไร ใส่เงินเข้าไป (เหรียญหรือธนบัตรก็ได้) แล้วกดเลือกเมนูที่ต้องการ (ดูรูปเอา) ได้เงินทอน จากนั้นไปหาโต๊ะนั่งแล้วเค้าจะเอาอหารมาเสิร์ฟเอง

อุปกรณ์การกิน

อาหารหน้าตาดี ราคาถูกกว่าโอโตยะบ้านเราเสียอีก

ตอนกลับมาถึงเมืองไทยแล้วเพิ่งรู้ว่า Yayoi บ้านเรา ก็เป็นเจ้าเดียวกับ Yayoi ที่ไปกินมานี่แหละ แต่เป็น MK (สุกี้) ไปซื้อแฟรนไชส์มาเปิด แต่รสชาติอาหารอย่าเอาไปเทียบกันจะดีกว่านะ

หาอะไรกินเสร็จแล้วก็เดินชมเมือง ถ่ายรูปไปเรื่อยๆ

ตู้กดน้ำอัตโนมัติกับจักรยานนี่มีให้เห็นทั่วโตเกียว

โฆษณากาแฟ Wonda โดยไอดอลแห่งชาติญี่ปุ่น

ป้ายประชาสัมพันธ์โอลิมปิก 2020 ที่โตเกียวขอเป็นเจ้าภาพ

เดินลงใต้มาเรื่อยๆ ข้ามแม่น้ำ จนกระทั่งเจอกับสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง นั่นคือโรงเรียนสตรี Bunka Gakuin (พิกัด) ซึ่งเป็นที่ถ่ายทำ PV Oogoe Diamond ของ AKB48

เดินเลยทางเข้าไปอีกนิดนึงจะเจอบันไดที่อยู่ในตอนต้นของ PV ด้วย ใครที่เป็นจูรินะโอชิสมควรมาคารวะสถานที่แห่งนี้

Matsui Jurina เดบิวกับ AKB48 ก็ที่นี่แหละ

อันนี้เป็นทางเข้าโรงเรียน

อนึ่ง ข้อมูลตามรอย AKB48 มาจาก blog AKBAnything ครับ

ต่อไปก็จะเดินทางไป Akihabara จุดหมายสำคัญของคนดูการ์ตูนญี่ปุ่น เอาไว้ต่อ entry ถัดไปละกัน

ย้ายบ้าน

ไปติดตามกันต่อได้ที่ http://holypanda.blogspot.com/

ตอนเก่าๆ กดดูจาก Link ทางด้านล่างได้เลย เริ่มตั้งแต่ 000.1 – 004.1

EUROPe in REWiND #004.2

จากตอนที่แล้ว เราได้ชมความสวยงามของปราสาทนอยชวานชไตน์กันจนพอใจแล้ว ก็ถึงเวลาต้องไปทัวร์ชมภายในตัวปราสาทสักที

P7140699

ระหว่างที่อยู่บนสะพาน ได้พบเจอนักท่องเที่ยวชาวไทย แต่พวกเค้าบอกว่า พี่แค่มาถ่ายรูป เพราะต้องไปที่อื่นต่อ เราได้แต่คิดในใจ ว่าช่างน่าเสียดายที่พวกเค้าจะพลาดโอกาสรับชม ความสวยงามภายในปราสาทซึ่งทัดเทียมกับพระราชวังแวร์ซายน์ไปเสียแล้ว

P7140700

ทางเดินไปปราสาท ไม่ชันมาก แต่ก็เล่นเอาเมื่อยเหมือนกัน เดินไปเรื่อยๆ ใช้เวลาประมาณ 15 นาที เราไปถึงปราสาทก่อนเวลาเล็กน้อย จึงไปเก็บรูปใกล้ๆ แต่ก็ไม่มีมุมทีสวยงามเหมือนกับมุมจากสะพาน

P7140704

พอถึงเวลา เหล่านักท่องเที่ยวก็มารอกันพร้อมหน้า ตัวเกตเป็นแบบอัตโนมัติ แค่เอาบัตรเสียบเข้าไป มันจะมีเครื่องอ่านบาร์โค้ด และเปิดประตูให้เอง

P7140707

พอคนเข้ามากันครบ ไกด์ก็จะพาเดินไปทันที เพราะฉนั้นห้ามสายเด็ดขาด เกิน 2-3 นาทีเค้าก็ไม่รอแล้ว ภายในตัวปราสาทห้ามถ่ายรูปแต่ก็มีฝรั่งนิสัยถ่อยมากมาย แอบเอากล้องมาถ่าย ตอนช่วงเปลี่ยนห้อง เห็นคนถ่อยก็จงอย่าทำตาม แค่ได้ชมด้วยสายตาก็น่าจะเพียงพอแล้ว

P7140711

ทัวร์กินเวลาไม่ถึงชั่วโมง จากนั้นเราก็เข้าห้องน้ำ และเดินลงมาข้างล่างเพื่อไปชม Castle Hohenschwangau และ ทะเลสาป Alpsee

P7140720

มองเห็นปราสาท Hohenschwangau และ Alpsee จากจุดชมวิวของ Neuschwanstein

P7140847

ปราสาท Hohenschwangau เป็นปราสาทของ King Maximilian II of Bavaria ซึ่งเป็นพ่อของลุดวิก และเป็นที่อยู่ของลุดวิกในวัยเด็ก

P7140814

ปราสาทนี้ไม่ค่อยมีอะไร แค่ขึ้นไปเดินดูรอบๆก็น่าจะเพียงพอ ไม่ต้องเสียเงินซื้อทัวร์ในตัวปราสาท หลังจากดูเสร็จ ก็เดินทางมาดูทะเลสาป Alpsee

P7140835

เนื่องจากเป็นหน้าร้อน ฝรั่งเลยมาว่ายน้ำเล่นกันสนุกสนาน

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

หลังจากดูทะเลสาปเสร็จ ก็ได้เวลากลับมิวนิคแล้ว การกลับก็เหมือนเดิม ไปขึ้นรถบัส

P7140854

P7140865

ขากลับให้เผื่อเวลาไว้อย่างน้อย 30 นาที เพราะรถบัสขากลับ คิวยาวกว่าขามา กว่าจะได้ขึ้น กว่าจะไปถึงสถานี เดี๋ยวจะตกรถไฟซะเปล่าๆ

P7140868

กลับมาถึงมิวนิคเราก็แวะซื้อไก่ร้านโปรด ขายดีมาก มีคนยืนรอย่างเสร็จหลายคน แฟนๆเหนียวแน่น

P7140871

รอดตายไปอีกหนึ่งวัน

EUROPe in REWiND #004.1

วันที่ 4
ไปไกลกันนิดนึง
จุดหมายปลายทางคือ
Neuschwanstein Castle
โดยปราสาทตั้งอยู่ที่เมือง Füssen
ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของเยอรมัน

P7140620

ปราสาทนอยชวานซไตน์
นั้นเป็นต้นแบบของปราสาทเทพนิยายของดิสนีย์
รวมถึงปราสาทแดนเนรมิตอีกด้วย

P7140621

ปราสาทนอยชวานชไตน์ ถูกสร้างโดยพระเจ้า Ludwig ที่ 2 แห่งบาวาเรีย
หรือที่คนเรียกกันว่า ‘Mad King Ludwig’
อย่างไรก็ตาม ไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ยืนยันว่าบ้าจริงๆหรือแค่เป็นอัจฉริยะ

การเดินทางไปปราสาท
ต้องขึ้นรถไฟไปที่ Füssen
และต่อรถเมล์ไปยังจุดขายตั๋ว

P7140622

ส่วนมากนักท่องเที่ยวจะใช้ตั๋วที่เรียกว่า Bayern Ticket (Bavaria Ticket)
โดยที่สามารถกดซื้อได้ที่ตู้ซื้อตั๋วปรกติ ราคาเริ่มต้นที่ 22 Euro สำหรับคนหนึ่งคน
และ +4 Euro ทุกๆคนที่เพิ่มขึ้น สูงสุด 5 คน

วัน จ-ศ ใช้เดินทางได้ตั้งแต่ 9 โมงเช้า
เสาร์ – อา ได้ตลอดวัน

P7140626

รถไฟใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง
ในที่สุดก็มาถึงปลายทาง

P7140627

แต่ถ้าจะไป ควรขึ้นรถเที่ยวเช้าๆ (แนะนำ 6:52AM) เพื่อให้ไปถึง Fussen ก่อน 10 โมง
หลังจากถึง Fussen ก็เดินออกไปขึ้นรถเมล์ต่อ
ทุกคนที่ลงพร้อมเราก็ไปที่เดียวกันนั่นแหละ
รถเมล์แน่นเปรี๊ยะทุกคัน

P7140628

รถเมล์สามารถซื้อตั๋วกับคนขับได้
เราซื้อไปกลับทีเดียวเลย
ราคาก็ไม่ได้ต่างจากแยกซื้อตอนไปและกลับ แค่ตัดปัญหายุ่งยากที่อาจเกิดขึ้น

รถเมล์จะเอาเราไปปล่อยที่บริเวณที่ขายตั๋ว ซึ่งอยู่ตีนเขา
การเข้าชมตัวปราสาท ต้องไปกับไกด์เท่านั้น ซึ่งก็คือต้องไปซื้อตั๋ว
ไกด์มีหลายภาษา
พวกเราคนไทยก็คงต้องไปกับไกด์ภาษาอังกฤษ
ซึ่งมีรอบค่อนข้างน้อย

P7140630

เราไปถึงสิบโมงกว่า แถวซื้อตั๋วยาวมาก
ต่ออยู่กว่าครึ่งชั่วโมง ถึงได้ซื้อ
ดังนั้นแนะนำให้จองล่วงหน้าทางเวบไซต์ไปก่อน
อย่ามึนๆไปซื้อหน้างานแบบพวกเราเด็ดขาด เสียเวลาโดยใช่เหตุ

P7140863

ถ้าทำการจองมาล่วงหน้าแล้ว ก็เข้าช่อง Reservation
ไม่มีคิวเลย สะดวกสบายกว่ามาก

P7140634

เห็นเวลาปัจจุบันตรงจอด้านขวาบน กับเวลาของรอบทัวร์ แล้วเข้าใจแล้วใช่ไหม
ว่าทำไมถึงย้ำว่าควรจองมาล่วงหน้า
นี่ต่อแถวมาตั้งแต่สิบโมงครึ่ง
11:11 พึ่งเกือบจะได้ซื้อ แล้วรอบเร็วสุดที่ว่างคือ 15:25
บ้าหรือเปล่า ?

P7140635

วันนี้เราคงทำบุญมาดี
พอถึงคิว มันเด้งรอบ 12:55 มาให้เลือก
ทั้งๆที่ไม่มีบอกตรงจอโทรทัศน์เมื่อกี้
ไม่รู้ทำไม แต่เราก็รีบบอกป้าคนขาย ว่าเอารอบนี้ทันที

P7140629

การเดินทางขึ้นไปที่ปราสาท มีสามทางให้เลือก
นั่งรถม้า แพงสุด
นั่งรถเมล์ ถูกลงมา
และเดิน…
การนั่งรถม้าและรถเมล์ ก็ยังต้องเดินขึ้นเขาต่อไปเองอีกระยะ
ไม่มีแบบไปเกยตรงปากทางเลยนะครับ

P7140639

 และแน่นอน เราเลือกที่จะขึ้นรถบัส
แล้วค่อยเดินลง เพื่อรักษาสถาพขา ที่ย่ำแย่มากแล้ว
จากการตะลุยในวันที่ผ่านๆมา

P7140642

ค่านั่งรถบัสก็ไม่แพงมาก รถแน่นเปรี๊ยะเหมือนเดิม
ต้องต่อคิวรอ เต็มไปคันสองคัน กว่าจะได้ขึ้น
แนะนำให้เผิ่อเวลาเอาไว้ด้วย

เกือบลืม ห้องน้ำแถวนี้เก็บตังหมด
ถ้าจะเข้าฟรีก็ต้องเข้าในร้านอาหาร
ตอนแรกเราซื้อแซนวิชด์เพื่อจะเอาเงินทอนไปเข้าห้องน้ำ
แต่เหลือบไปเห็นว่าในร้านมีห้องน้ำ เลยประหยัดไปได้
และได้นั่งพักกินแซนวิชด์เติมพลังอีกด้วย

P7140646

หลังจากขึ้นมาถึงป้ายรถเมล์ด้านบนแล้ว
แนะนำให้เดินไปที่สะพาน Marienbrücke ก่อน
เพื่อชมวิว

จำนวนคนที่สะพาน ก็จะเพิ่มๆลดๆ ตามรอบของรถบัส
คนมาใหม่ก็แห่มาดูแล้วก็ไป
ถ้าเรามีเวลา ก็รอช่วงที่คนชุดเก่าไป คนชุดใหม่ยังไม่มา
จำนวนคนบนสะพานจะไม่แน่นมาก

รูปด้านบนคือช่วงที่คนที่มาบัสคันเดียวกัน เดินไปพร้อมกัน
สภาพสะพานไม่ต่างจากที่เที่ยวกลางคืนตอนพีค

P7140690

และนี่คือ Ultimate Goal ของเรา
แค่รูปนี้รูปเดียว ก็คุ้มแล้ว กับการมาทริปนี้
One of a kind จริงๆ นอยชวานชไตน์ ..
อย่าลืมกดดูรูปใหญ่ด้วยนะ

รีวิวตอนนี้ ก็จากกันตรงนี้แหละเนอะ
ช่วงบ่ายยังมีอีกมาก เดี๋ยวเจอกันใหม่

สรุปทริปโตเกียว

การไปเที่ยวญี่ปุ่นเป็นเรื่องที่ผมคิดไว้นานแล้ว แต่ด้วยข้ออ้างหลายๆ อย่าง เช่นว่า ไม่มีตังค์บ้าง เวลาไม่เหมาะบ้าง ไม่รู้ภาษาบ้าง ไม่มีคนไปด้วยบ้าง ก็เลยไม่ได้ไปสักที จนกระทั่งอยู่มาวันหนึ่ง มีน้องที่ออฟฟิศทักมาว่าการบินไทยมีโปรโมชั่นลดราคาอยู่ พอเข้าไปลองกดดูราคา กดเลือกวันดูสักพักก็ตัดสินใจได้ว่า ถ้ารออยู่ก็ไม่ได้ไปสักที ลุยเลยละกัน

สรุปก็ได้ตั๋วการบินไทย ไป-กลับ กรุงเทพ-นาริตะ มาในราคา 20,540 บาท เดินเรื่องเอกสารวีซ่า จองที่พักเสร็จเรียบร้อย ก็เลยกลายมาเป็นทริปลุยเดี่ยว ตั้งแต่วันที่ 6-16 มิถุนายนที่ผ่านมา

สรุปทริป

  • 6 มิถุนายน
    • ตอนกลางวันยังไปทำงานอยู่ ตอนเย็นรีบกลับมาเอาสัมภาระที่บ้านแล้วจับแท็กซี่ไปสุวรรณภูมิ เครื่องออก 23:50 ไม่มีดีเลย์อะไร
    • หลับยาว
  • 7 มิถุนายน
    • ถึงนาริตะตอน 8 โมงเช้า ตามเวลาท้องถิ่น นั่งรถไฟเข้าเมือง ไปที่พักที่จองไว้แถว Asakusa
  • 8-14 มิถุนายน
    • เที่ยวๆๆ อยู่ในโตเกียวนี่แหละ
  • 15 มิถุนายน
    • เปลี่ยนบรรยากาศออกไปจังหวัด Chiba ข้างๆ โตเกียว
  • 16 มิถุนายน
    • ช่วงเช้าแวะเก็บตก โน่นนั่นนี่
    • ช่วงบ่ายรีบนั่งรถไฟไปสนามบิน เครื่องออกจากนาริตะ 17:25 ถึงกรุงเทพ 21:55

สรุปค่าใช้จ่าย

  • ค่าตั๋วเครื่องบิน = 20,540 บาท (โดนการบินไทยหักหลัง พอจองตั๋วไปแล้วไม่นานก็ดันมีโปรถูกกว่า 2,000 ออกมา)
  • ที่พัก นอน hostel แบบเตียงรวม 9 คืน = 6,600 บาท
  • กินอยู่ / เดินทาง / เที่ยว นั่งรถไฟ + เดินเป็นหลัก กินของถูกๆ จ่ายค่าเข้า museum บ้าง ตกราวๆ วันละ 1,500 บาท คูณสิบวัน = 15,000 บาท
  • ค่าเช่า pocket-wifi สิบวัน = 3,300 บาท

รวมทั้งหมดก็ประมาณ 45,000 บาท ไม่รวมช้อปปิ้ง

EUROPe in REWiND #003.2

ช่วงบ่ายวันนี้เราแวะไปที่ Munich Residenz
โดยเดินจาก Central Station ไป

P7130461

ระหว่างทางไป เราก็เจอกับขบวนการรักหมีขาว
มาประชาสัมพันธ์ตรง Karlsplatzใครสนใจก็ไปเยี่ยมเค้าได้ที่ http://www.savethearctic.org/

โดยรวมคือการเรียกร้องให้มีการประกาศบริเวณมหาสมุทรอาร์คติกให้เป็นเขตคุ้มครองธรรมชาติของโลก
เพราะปัจจุบันมีธุรกิจประมงและการขุดเจาะน้ำมัน
เข้าไปรุกรานพื้นที่ส่วนนี้มากขึ้นเรื่อยๆ
และยังเป็นสาเหตุให้น้ำแข็งละลายมากขึ้นอีกด้วย
โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของ Greanpeace นะฮะ

P7120179

Munich Residenz เคยเป็นที่อยู่ของผู้ปกครองรัฐบาวาเรียมานมนาน
ภายใน Munich Residenz ประกอบไปด้วยสามส่วนหลัก ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม คือ
Residenz Museum
Treasury
Cuvilliés-Theatre

เหมือนเดิม ถ้าอยากมาดูสนุกๆ ก็เข้าแค่อันแรก
ถ้ามีเวลามากขึ้นก็มี Combination Ticket แบบดูสองอันแรก
และ Combination Ticket แบบดูได้ครบสามอัน
ราคาก็แพงขึ้นไปตามลำดับ
การดูทั้งสามส่วน ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง

P7130484

เหมือนเดิม เราซื้อแบบดูครบสามที่
มาทั้งที จะดูน้อยๆไปทำไม เสียเที่ยว XD

P7130466

เนื่องจากตอนนี้เวลาบ่ายสามโมงแล้ว
เวลาฉิวเฉียดจะดูไม่ทันมากๆ
เจ้าหน้าที่จึงแนะนำให้ไปดู Cuvilliés-Theatre ก่อน

P7130467

Cuvilliés-Theatre นั้น ว่าง่ายๆก็คือโรงหนังส่วนตัวของ Royal Family
ใช้ในการดูหนังและจัดการแสดงต่างๆ
เพื่อให้ชนชั้นสูงได้รับชม

ส่วนต่อไปคือ Treasury ซึ่งจัดแสดงสมบัติต่างๆที่ถูกสะสมมาโดยกษัตริย์หรือผู้ปกครองรัฐ
โดยหลักคือราชวงศ์ Wittelsbach ที่เป็นผู้ปกครองรัฐบาวาเรียมาเป็นเวลายาวนาน
นับย้อนหลังไปได้ถึงปี คศ. 1180 นู่น

ดูของแต่ละชิ้นแล้ว ได้แต่ทึ่งในความสวยงาม

P7130489
The Palatine Crown or Bohemian Crown is the oldest surviving crown of England.

P7130500

Reliquary Crown of Henry II

P7130498

Cross of Queen Gisela

P7130529

ลองกดขยายเข้าไปดู แทบจะหัวใจวายเพราะจำนวนของเพชร

P7130525

The Crown of the King of Bavaria is a part of the Bavarian Crown Jewels

สวยตระการตาอย่างเหลือเชื่อ
ถ่ายรูปออกมาได้แค่นี้
มงกุฎอันนี้เป็นส่วนหนึ่งของ set แต่ถ่ายรูปทั้งเซทออกมาแล้วไม่สวย
เพราะเงากระจกสะท้อนเยอะ และแสงก็น้อยด้วย

P7130519

Statuette of St George

อันนี้สวยมากกก และถือเป็นไฮไลท์ชิ้นนึงเลยทีเดียว

เน้นย้ำ ให้กดขยายดูรายละเอียดของชิ้นงานเหล่านี้
น่าทึ่งมากๆ
คนสมัยก่อนเค้าทำกันได้ยังไงเนี่ย ?

ส่วนสุดท้ายที่เข้าไปดูคือ Residenz Museum
ซึ่งเป็นส่วนจัดแสดงงานศิลปะตามห้องต่างๆ

P7130560

อย่างห้องนี้ ชื่อว่า Antiquarium (The Hall of Antiquities)
เป็นห้องขนาดใหญ่ที่ใช้เก็บผลงานศิลปะต่างๆ
โดยมีการตกแต่งภายในแบบเรเนสซอง  (Renaissance)
ห้องมีความยาวถึง 66 เมตร

P7130572

ส่วนห้องนี้คือ The Baroque Ancestral Gallery ซึ่งเป็นห้องรวมรูปวาดบรรพบุรุษของตระกูล
โดยตกแต่งสไตล์บาโรค (Baroque)

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ห้องนี้คือ Reiche Kapelle (Ornate Chapel) ซึ่งเป็นห้องบูชาส่วนตัว
ของ Duke Maximilian I

P7130612

หลังจากดู Museum เรียบร้อย เค้าก็ไล่เราออกมาพอดี เพราะได้เวลาปิด
ฉิวเฉียดมากๆ เกือบเก็บทุกห้องไม่ทัน -*-
สามชั่วโมงหมดไปไวเหมือนโกหก

เราจึงเดินออกมาข้างนอก แล้วไปกินอาหารอิตาเลียนกันที่ร้าน Vapiano
ร้านนี้เป็นร้านบริการตัวเอง
มีสาขาในหลายๆประเทศ รสชาติพอกินได้ ราคาไม่แพงมาก

P7130611

กินกันอิ่มแล้วก็กลับโรงแรม
หมดไปอีกหนึ่งวัน ง่ายๆแบบนี้แหละ

EUROPe in REWiND #003.1

วันที่สามละนะ
เนื่องจากเวลาที่นี่มัน -5 ชั่วโมง
เลยตื่นมาตอนตีห้า
นั่นแหละ ไม่ต้องนับ ปรกติตื่นสาย
ถ้าเป็นคนทั่วไปอาจจะลุกมาตีสองแทน

เราเลยเดินเข้าเมือง ถ่ายรูปตอนไม่มีคน
เป็นกิจกรรมอีกอย่าง ที่ขอแนะนำคนไปเที่ยวยุโรปให้ทำ
ตื่นเช้าๆเถอะครับ แล้วเดินไปข้างนอก
คุณจะมีความสุข

P7130310

โปรแกรมวันนี้ เราจะไปสองที่คือ
Nymphenburg Palace (Schloss Nymphenburg)
และ Munich Residenz (Münchner Residenz)

วันนึง ไปแค่สองที่
คิดว่าน้อย จริงป่ะ
แต่ขอบอกว่า สองที่นี้ ใช้เวลาวันนึง เที่ยวได้ไม่ครบนะครับ
ถ้าจะเอาให้ครบจริงๆ ต้อง 1 วันครึ่ง

แต่สำหรับคนไม่สนใจศิลปะมาก หนึ่งวันก็พอดีๆแล้วล่ะ
เย็นๆมีเวลาไปช๊อปต่อได้ด้วย

P7130357

เนื่องจากเราเดินทางน้อย (แต่เดินเท้าเยอะ !)
ก็เลยซื้อ Single Ticket ครั้งละ 2.6 Euro ต่อคน

P7130459

นั่ง Tram สาย 17 มาจาก Central Station
ซัก 20-30 นาทีก็ถึง ป้ายชื่อเดียวกับสถานที่
คนลงเพียบ ยังไงก็ไม่น่าจะหลง

P7130381จากป้าย Tram กลิ้งเข้ามานิดนึงก็ถึงสระน้ำข้างหน้า
สวยน้ำตาไหลพราก T_T

P7130362

สระน้ำข้างหน้า เป็นที่อยู่อาศัยของหงส์และเป็ดน้ำจำนวนมาก
เราเสียเวลาอยู่ตรงนี้เกือบ 30 นาที เก็บภาพความน่ารักของพวกเค้า
แต่บนพื้นหญ้าริมสระ นี่เต็มไปด้วยมูลของน้องเป็ดน้องหงส์
ยังไงก็ต้องเหยียบไปอ่ะนะ :(

P7130392

หลุดจากด่านสระน้ำมาได้ ก็มาถึงตัวจริงเสียงจริงซะที
ที่นี่เปิด 9 โมงเช้านะจ๊ะ

P7130409P7130410

ตั๋วที่เราซื้อมาคือ Combination Ticket ที่สามารถดูของได้ครบชุด
ถ้ามีเวลาเกิน 2 ชม. กับใจสู้และพร้อมที่จะเดินหลายกิโลเมตรได้ ก็จัดเลย
ถ้าใครมีเวลาน้อยกว่า 2 ชม. แนะนำให้ซื้อตั๋วปรกติ ดูแค่ Palace พอ

ราคาตั๋วเปลี่ยนได้ทุกปี แนะนำให้ดูผ่านเวบไซต์ดีกว่า
เขียนในนี้เดี๋ยวนานๆไปข้อมูลจะผิดพลาด

P7130403

ข้างใน Nymphenburg Palace ห้ามถ่ายรูป
มีแค่ห้องแรกที่ถ่ายได้ ก็จะมีรูปแค่นี้แหละ

P7130400

Chandeliers ชัดๆซักรูป

P7130414

หลังจากชมตัว Palace เสร็จ
ก็เดินออกไปชม Marstallmuseum

P7130423

เป็น Museum เก็บรถฟักทอง ของ Royal Family และคนมีเงิน
ส่วนมากใช้เฉพาะในเทศกาลและงานเฉลิมฉลอง

P7130455

เสร็จแล้วก็เดินไปเที่ยวสวน หลัง Palace ซึ่งกว้างมากกกก
เดินกันขาลาก ตรงนี้แค่เป็นส่วนนึงเท่านั้น

P7130438

บรรยากาศสวยๆเช่นนี้ ถ้าไม่เดินเป็นกิโล คงไม่ได้เห็น

P7130429แกงค์แม่เป็ดและลูกๆ
น้ำใสมากๆ ทำไมเค้ารักษาธรรมชาติได้ดี
ต่างกับคนไทยจัง

P7130450

หลังจากเดินอยู่เกือบ 2 ชม. ก็เริ่มรู้ตัวว่าเวลาไม่พอ
พึ่งเดินได้แค่ครึ่งสวนเอง
เรายังต้องกลับไปดู Munich Residenz อีก ซึ่งก็ต้องใช้เวลาอีกประมาณ 3 ชม.
ทำให้จำใจต้องเดินออกมาจากพงไพร กลับสู่ Palace
เสียดายจริงๆ….

ขากลับก็เดินออกไปขึ้น Tram สาย 17
ไป Central Station

จบแล้ว ครึ่งแรกของวัน

EUROPe in REWiND #002.5

กลับมาเรื่องเที่ยวกันต่อ
เขียนไปๆ เริ่มรู้สึกว่าทำไมมันเยอะขนาดนี้
เที่ยววันแรกก็ปาเข้าไป 5 ตอนแล้ว

P7120184

ต่อจากตอนที่แล้ว เราแวะไปที่ Odeonsplatz
เดินจากตรงนั้นมาแว๊บเดียว ก็จะเจอ Max-Joseph-Platz
ที่เห็นด้านหน้าเราคืออนุสาวรีย์ King Maximilian I Joseph
และมี National Theatre Munich
หรือ Bavarian State Opera เป็น background

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ระหว่างนั่งพักขา ก็ถ่ายรูป Panorama สักหน่อย

P7120210

จากนั้นก็ได้เวลา 5 โมงพอดี เราเลยกลับไปที่ Marientplatz
เพื่อดูนาฬิกาเต้นรำ
ที่เที่ยวทั้งหมดอยู่ใกล้กันมาก เดินไปเดินมาได้สบาย

P7120251 P7120232

ข้างๆ Marientplatz ก็จะมี St. Peter’s Church Munich ตั้งอยู่
เราสามารถปีนบันได้ขึ้นไปชมวิวได้
ค่าขึ้นคนละ 1.5 Euro
ไม่สูงมาก น่าจะ 2-300 ขั้น
ไม่ต้องรีบเดิน แม้จะไม่มีคน ก็ค่อยๆขึ้น ตามกำลังของเรา
แล้วจะไม่เหนื่อย

ข้างบนสามารถมองเห็นวิวได้ 360 องศา
แต่มุมที่ดีทีสุด น่าจะเป็นด้านที่มองกลับมาที่ Marientplatz
ซึ่งจะเห็น Town Hall และ Frauenkirche

ถ้ากดดูที่รูปด้านบน ก็จะเห็นความวุ่นวายของ Marientplatz ที่เล่าไว้ตอนก่อนหน้า

P7130268

อันนี้คือปลาบู่ที่อยู่บนน้ำพุ Fischbrunnen

เสร็จจากชมวิวมุมสูงแล้ว เราก็มุ่งสู่จุดหมายสุดท้ายของวัน
นั่นก็คือ โรงเบียร์ Hofbräuhaus

P7120254

สำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเรา
ถึงแม้จะรู้ว่าเป็นร้าน Tourist Trap ก็คงจำต้องมา
โรงเบียร์แห่งงนี้มีชื่อเสียงมากในหมู่นักท่องเที่ยว
เพราะบรรยากาศในร้าน และขาหมูกับเบียร์

บริเวณตรงกลางร้านจะมีการเล่นดนตรี
ทำให้โต๊ะแน่นมาก และมักจะไม่มีที่นั่งเหลือ
นอกจากนั้น โต๊ะของเค้าจะมีขนาดใหญ่ นั่งได้ตัวละ 10 กว่าคน
ถ้าเราไม่ได้ไปเป็นแกงค์ ก็คงต้องไปร่วมแชร์กับคนอื่น
และมีโอกาสที่จะไม่มีพนักงานมา service สูง
จะทำให้เสียอารมณ์เปล่าๆ

ดังนั้นจึงขอแนะนำให้ ไปนั่งไกลๆ มุมสงบเงียบ
จะได้การบริการที่ทั่วถึงกว่า
แล้วค่อยเดินไปดูตรงกลางเอา

P7120264

เบียร์แก้วนี้ขนาด 1 ลิตร
กินไม่ไหว ก็มีแก้วเล็กให้สั่งเหมือนกัน

P7120266

ขาหมูแห้งดี ไม่มีมัน
ขาดก็แค่น้ำจิ้มซีฟู๊ดนั่นแหละ

P7120260

เบียร์เค้าไม่ใส่น้ำแข็งให้นะ
เพราะฉนั้น ถ้ากินช้า ก็ให้เอาที่รองแก้วแบบนี้
ปิดฝาแก้วไว้
สงสัยจะช่วยเก็บความเย็นได้
ที่รองแก้วมีเหลือเฟือ วางให้ที่โต๊ะ

มื้อนี้กินเบียร์หนึ่ง โค้กหนึ่ง
ขาหมู และไส้กรอก
รวมทิปแล้ว 31 Euro
ก็จัดว่าไม่เลว

และแล้วการผจญภัยวันแรกก็จบลง
กลับไปถึงโรงแรม อาบน้ำแล้วก็หลับเป็นตายด้วยความเหนื่อย
และผลจาก Jet Lag
เจอกันใหม่พรุ่งนี้ สวัสดี

EUROPe in REWiND #002.4

พักครึ่งกันด้วยเรื่องอื่นๆบ้าง
เริ่มจาก Sim Internet ก็แล้วกัน

เนื่องจากเราเป็นคนที่ใช้ Technology ค่อนข้างเยอะ
และมีการเตรียมทริปมาอย่างดี
ก็เลยจะไม่ค่อยนิยมการพกสิ่งพิมพ์ติดตัว
เช่น แผนที่, หนังสือนำเที่ยว
แต่จะเก็บข้อมูลเอาไว้ในรูปของ Digital File
และใช้ Google Maps
ดังนั้นจึงเป็นการดีที่จะมี Internet ใช้
มีไว้อุ่นใจกว่า

ในเยอรมัน การซื้อ Prepaid Sim จะยุ่งยากนิดหน่อย
คือต้องมีการโทรไป Activate ก่อนการใช้
ต่างกับเมืองไทย ที่ซื้อเสร็จ เสียบใส่เครื่องใช้ได้เลย
และการ Activate นั้น บางทีก็ไม่มีภาษาอังกฤษ
จบป่ะ

เพราะฉนั้น ก่อนจ่ายเงินต้องแน่ใจว่าร้านเค้าจะช่วยเราทำเรื่อง Activation ให้
สำหรับการซื้อซิม ไม่ต้องไปร้านของแท้ เอาแค่ร้านข้างทางก็พอ
มีเพียบ แถวสถานี Central Station
ขอแค่อย่าอ้ำอึ้ง ถ้าไม่เอา ไม่แน่ใจ ให้พูด ให้ถาม
ตราบใดที่เงินยังอยู่กับเรา เราก็ยังไม่โดนต้ม

สำหรับเยอรมัน ราคา Prepaid Sim ก็จะแพงหน่อย
เท่าที่เดินถาม จะมีราคาตามนี้
10 Euro ได้ 3G 200 MB
20 Euro ได้ 3G 1 GB
30 Euro ได้ 3G 5 GB

โปรทั้งหมดต่อ 30 วัน
หลังจากใช้หมด ความเร็วจะเหลือ 32Kb/s
สำหรับการใช้งานทั่วไป
200 MB ก็มากเกินพอแล้ว

ปล. คนที่พัก Hotel Royal
ร้านขายซิม อยู่ตรงข้ามโรงแรมเลย
จะสะดวกไปไหน ?

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ซิมที่ซื้อมาเป็นโปร CallYa  ของ Vodafone

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ทีนี้ หลังจากใส่ซิมไป
เปิดเครื่อง และทำ Activation เรียบร้อย (ร้านทำ)
ก็ให้เรา restart เครื่องหนึ่งที
พอเครื่องมันเปิดใหม่ มันจะถาม PIN 4 หลัก
อันนี้เป็นสิ่งที่บ้านเราไม่มีเหมือนกัน
PIN มันจะมากับ Package ซิม
ก็แค่กดเลขแล้วกด OK ก็เสร็จ ไม่มีอะไรซับซ้อน
แค่อย่าลืม กับอย่าทำแพคเกจหายก็พอ
เพราะมันจะถามทุกครั้งที่เราเปิดเครื่องใหม่

สรุป จ่ายไป 10 Euro
ก็เล่นเนทได้สบาย 5 วันนี่เหลือๆ
ปล. อันนี้คือที่โรงแรมมี Wifi
เราจะใช้เนทจาก Sim ต่อเมื่ออยู่ข้างนอกเท่านั้น

ถ้าโรงแรมไม่มี Wifi ให้ อาจจะต้องพิจารณาซื้อแพคเกจแพงขึ้น
ตามความเหมาะสม

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

10 Euro = 400 บาท
เทียบกับโปรตามรูปด้านล่าง ราคา 499 บาท/วัน
ซึ่งน่าจะยังไม่รวม VAT
และใช้ Network เดียวกันซะด้วย (Vodafone ในเยอรมัน)
มีใครยังอยากเปิด Roaming อีกไหม ?

ปล. ถ้าคุณกลัวใช้เนทเกิน 200MB
ลงทุนซื้อ 30 Euro ไป ก็แค่ 1200 บาท
เทียบกับ roaming ของค่ายมือถือ ก็ยังประหยัดไปมากอยู่

IR_TMH_info_eng(1)

ปล 2.
อันตรายอีกอย่างของ
การซื้อ Roaming ของค่ายมือถือ
เค้าจะกำหนดตายตัว ว่าคุณต้อง Roaming กับใคร
ถ้าเลือกค่ายผิด
ก็อาจจะเจอปัญหาแบบนี้
http://topicstock.pantip.com/mbk/topicstock/2012/05/T12070595/T12070595.html

เพราะฉนั้น เลิกเถอะครับ
การเปิด Roaming น่ะ
ไปซื้อซิม Local
ได้มากกว่า
แถมประหยัดเงินไปซ๊อปได้อีกเพียบ ;)

EUROPe in REWiND #002.3

จาก Town Hall เราก็ลัดเลาะสู่ Viktualienmarkt

ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นตลาด
ที่นี่คือแหล่งซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าแห่งใหม่
ที่ย้ายมาจาก Marienplatz นั่นเอง

PS - P7120105

พื้นที่ตรงนี้ดูจากสภาพ ก็เหมือนตลาดนัด
ที่ปิดวันอาทิตย์
ตรงข้ามกับบ้านเรา
ถ้าแวะมาที่นี่ วันอาทิตย์ จะเจอแต่ความว่างเปล่า ไร้ผู้คน

P7120109

ผู้คนมากมาย มานั่งกินเบียร์ตรงนี้
เรียกว่าที่นั่งหายากยิ่งกว่าทอง
จากสายตา คือที่เต็ม 100% แบบคนที่นั่งอยู่
ไม่มีทีท่าอยากจะลุกเลยสักโต๊ะ

ส่วนเสาแบบนี้ เห็นได้ทั่วไป
อาจจะเป็นลักษณะเฉพาะของบาร์วาเรียก็ได้
ไม่รู้จริงๆว่าเค้าเอาไว้ทำอะไร
หาข้อมูลไม่เจอ

P7120115

สินค้าที่ขายก็มีตั้งแต่ของทีระลึก งานฝีมือ
ผัก ผลไม้ ไอศครีม น้ำปั่น
เบียร์ ไส้กรอก ดอกไม้ ขนมปัง
ชีส เนย แฮม และอาหารทะเลสดๆ

P7120111

เราเลยตัดสินใจร่วมวงกับคนส่วนใหญ่
ด้วยการซื้อเชอรี่และราสเบอรี่ มานั่งกิน

P7120120

ประเทศนี้เค้าจะมีน้ำดื่มฟรีตามที่ต่างๆ
อันนี้เป็นเป็ดพ่นน้ำ

P7120108

หลังจากพักเหนื่อยกันได้ที่แล้ว
ก็เคลื่อนทัพต่อไปยัง Odeonsplatz
ซึ่งมี Field Marshal’s Hall (Feldherrnhalle)
เป็นอนุสาวรีย์เชิดชูเกียรติทหารกล้า
อนุมัติการสร้างโดย King Ludwig I

P7120131

ตั้งอยู่ข้างๆกัน คือ The Theatine Church of St. Cajetan (Theatinerkirche St. Kajetan)
ซึ่งถูกสร้างขึ้นในแบบไฮ บาลโรค (high-Baroque style)
ส่วนทางด้านในนั้นตกแต่งด้วยศิลปะแบบร็อคโคโค่ (Rococo style)
เดี๋ยวดูจากรูปจะเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน
ระหว่างศิลปะสองแบบนี้ ซึ่งเกิดคนละช่วงกัน

P7120133

ศิลปะแบบ high-Baroque style นั้นเกิดมาพร้อมกันกับศาสนาคริสต์
นิกายโรมันคาทอลิก
โดยจะเห็นได้จากการมีรูปปั้นเทพสอดแทรกอยู่
และมีโครงสร้างที่อลังการ

P7120144

ส่วนศิลปะแบบ Rococo นั้นเน้นสีนวลๆ
เน้นเส้นโค้งแบบ C และ S
และใช้ความโค้งของธรรมชาติเช่นเปลือกหอย หรือใบไม้
เป็นแรงบันดาลใจ
ช่วงเป็นศิลปะที่งดงาม ตระการตามากๆ

แค่เดินเข้าไปก็ซาบซึ้งในความงามแล้ว

P7120151

เพดานนี่งามสุดๆ กรุณากดดูรูปใหญ่
เพื่อสัมผัสความงดงาม
ที่คนรุ่นก่อนได้สร้างไว้

P7120152

ส่วน Altar …
สวยไม่มีที่ติจริงๆ
กดดูรูปใหญ่กันด้วยนะคร้าบ

หลังจากซาบซึ้งกันพอแล้ว
เราก็เดินออกมาด้านนอก ชมท้องฟ้าของฤดูร้อนกันต่อ

P7120173

เจอฟ้าแบบนี้ ยังจะอยากมาเที่ยวยุโรปหน้าหนาวกันอีกหรือ ?

จะว่าไป บางทีก็เข้าใจนะ มายุโรป
คนส่วนใหญ่ก็จะจินตนาการถึงอากาศเย็นและหิมะ
แต่ถ้ามาตอนหน้าร้อน อากาศแถวนี้ก็เหมือนหน้าหนาวเมืองไทย
หิมะก็ไม่เห็นแม้แต่เงา
อาจจะทำให้ผิดหวังกันบ้าง

วันนี้ยังไม่หมด
แต่จะบอกว่า พวกข้อมูลที่อธิบายไป
เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และศิลปะ
เขียนเอาเอง จากความจำและการอ่านๆแปลๆแบบงูๆปลาๆ
อาจจะถูกบ้างผิดบ้าง
ถ้าเซียนๆเข้ามาก็อย่าว่ากันเลยนะ :)

EUROPe in REWiND #002.2

post นี้เปิดฉากการเที่ยวยุโรปอย่างเป็นทางการ(intro มาเกือบสิบตอน)
อยากดูรูปชัดๆ ก็กดที่รูปนะครับ มันจะเปิดรูปใหญ่ขึ้นมา

เดินมาจากโรงแรมแค่ 5 นาที ก็มาถึง Karlsplatz
จุดเริ่มต้นของ City Center แห่งนคร Munich

ร้อนๆแบบนี้ น้องหมายังทนไม่ไหว ต้องไปขอรับน้ำเย็นๆกะเค้าบ้าง

PS - P7120060

ถัดจาก Karlsplatz ก็จะเป็น Karlstor
ประตูเมืองชั้นใน ฝั่งตะวันตก
หนึ่งในประตูเมืองซึ่งปัจจุบันมีเหลืออยู่สามอัน
อีกสองอันคือ Sendlinger Tor และ Isartor
แต่ไม่ได้เดินไปดู เพราะลืม -..-

PS - P7130299PS - P7120070

เดินเลยประตูเมืองมาหน่อยเดียว ก็จะเจอกับ
St. Michael’s Church แต่ก็ไม่ค่อยมีอะไร
ประกอบกับรูปที่ถ่ายมาจากข้างในเบี้ยวๆบูดๆ
เรียกว่าพลาดนั่นแหละ
เลยไม่มีอะไรให้ดู

PS - P7120071

ออกจากโบสถ์มาเจอสิงโตตัวนี้ ยื่นมือมาให้จูบ
จริงๆน่าจะเป็นสัญลักษณ์ของร้านอาหารข้างหลังนะ ไม่ค่อยแน่ใจ

PS - P7120073

เดินไปอีกยี่สิบก้าว
ก็เจอ Attraction น่าสนใจอันแรก ซึ่งก็คือ
Frauenkirche หรือ Cathedral of Our Dear Lady
ดันปิดซ่อมด้านหน้าไปแถบนึง น่าเสียดาย
ไม่เป็นไร เข้าไปดูด้านในแทนละกัน

PS - P7130463

ของเด็ดมันอยู่ตรงนี้
Legendary Devil’s Footprint
เค้าว่ากันว่า ตอนสร้างโบสถ์แห่งนี้
คนสร้างทำสัญญากับปีศาจ ว่าจะสร้างให้ไม่มีหน้าต่างเลย
เพื่อแลกกับการที่ปีศาจจะไม่มารบกวนการสร้างโบสถ์
ปีศาจก็ตกลง แล้วก็ไปนอนตีพุงพักผ่อน

ทีนี้พอสร้างเสร็จ ปีศาจกลับมาดู พบว่าโบสถ์มีหน้าต่างเพียบ
คนสร้างก็แปลงร่างเป็นศรีธนญชัย บอกว่า
ถ้าเจ้ายืนตรงนั้น เจ้าก็จะไม่เห็นหน้าต่างมิใช่หรือ
ซึ่งตรงที่ปีศาจยืนนั้น จะมองไม่เห็นหน้าต่างเลยจริงๆ
ปีศาจได้ฟังดังนั้น จึงฟิวส์ขาดและกระทืบพื้นด้วยความโกรธ
ฝากเป็นรอยเท้าเอาไว้นั่นเอง
ปล. เรื่องนี้เล่าจากความจำ ที่ไปอ่านมา ผิดถูกยังไง อย่าได้ใส่ใจมากนัก

PS - P7120075

งานกระจกสี (Stained Glass) ในโบสถ์ช่างงดงามยิ่งนัก
อยากจะขโมยมาติดที่บ้าน
แนะนำให้กดดูรูปใหญ่ แบบ 100%
สวยมากๆ ชอบสุดๆ สงสัยชาติที่แล้วเป็นช่างทำกระจก

PS - P7120077

ในโบสถ์เค้าจะมีเทียนให้จุด
แล้วก็หยอดตู้บริจาคให้เค้าด้วย
คล้ายๆดอกบัวกะธูปเทียนสำหรับใช้เวียนเทียนของเรา

PS - P7120080

เดินต่อไปอีกนิด ก็จะถึง New town hall หรือ Neues Rathaus
ด้านหน้า Town Hall คือ Marienplatz

PS - P7120102

เดิม Marienplatz เป็นลานประจำเมือง
ใช้ทำทุกอย่าง ตั้งแต่เป็นตลาด จัดงานพิธี
แต่เมื่อเวลาล่วงไป เมืองเริ่มใหญ่ขึ้น ขนาดของ Marienplatz ก็เล็กลงไป
ไม่เพียงพอต่อความต้องการ
ทางการจึงย้ายตลาด ไปอยู่อีกที ซึ่งเดี๋ยวเราจะเดินไป

ครั้งนี้ดวงไม่ดี
ที่มีการสร้างเวทีอยู่ตรง Marienplatz
เลยไม่มีมุมถ่ายรูปสวยๆ

PS - P7130311

ตรงด้านหน้า Town Hall จะมี
เสาสูงๆอยู่ เป็นอนุสาวรีย์
ซึ่งก็คือ  The column of St. Mary (Mariensäule)
ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะจาก
การขับไล่อำนาจปกครองของชาวสวีดิช
ออกไปจากอาณาจักรได้
ตรงมุมฐาน 4 ด้านมีรูปปั้นเทวดาตัวน้อย
กำลังปราบสัตว์ร้ายต่างๆ คือสิงโต
cockatrice (สัตว์ในตำนาน ตัวเป็นมังกร หัวเป็นไก่)
มังกร และ งูพิษ
ซึ่งสื่อถึงชัยชนะเหนือสงคราม
โรคติดต่อ ความหิวโหย และสิ่งนอกรีตต่างๆ ตามลำดับ
ส่วนผู้หญิงสีทองด้านบนคือ Virgin Mary

PS - P7120082

ด้านหน้า Town Hall ยังมีน้ำพุเล็กๆน่ารัก อยู่อีกมุม เรียกว่า Fischbrunnen
เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวชอบมานั่งพักผ่อน

PS - P7120090

ทุกๆเวลา 11 โมง, เที่ยง
และ ห้าโมงเย็น (เฉพาะในหน้าร้อน)
ตัวตุ๊กตาที่นาฬิกาของ Town Hall จะเต้นดุ๊กดิ๊กได้
เป็นเรื่องเป็นราว
อย่าลืมแวะไปดู

วันที่สองยังไม่จบนะ มีต่ออีก
นี่แค่เดินมาหน่อยเดียวเอ๊ง
เจอกันตอนต่อไป

EUROPe in REWiND #002.1

เครื่องลงที่ Frankfurt am Main Airport ประมาณ 5:40 AM
เวลาที่เยอรมัน ต่างกับประเทศไทย -5 ชั่วโมง
เราเลยไม่ง่วงแม้แต่นิดเดียว

ใช้เวลาไม่นานก็หลุดจาก ตม. ออกมาได้
อย่างแรกที่ต้องทำก็คือ Activate ตั๋วรถไฟ EURail (เหมือนกับ JR Pass ของญี่ปุ่น)
ก็แค่ไปที่ห้องตั๋ว EURail แล้วยื่นเอกสารการที่ได้จากตอนซื้อให้เค้า
ไปตอนเช้า ไม่ค่อยมีคน รอแป๊บเดียวก็ถึงคิว
แค่นาทีสองนาทีก็เสร็จแล้ว พร้อมใช้
ไม่เหมือน JR ที่ต่อแถวรอกันเป็นชั่วโมงเลย
หลังจากนั้นเราก็รีบชิ่งไปขึ้นรถไฟรอบ 6:53 AM ไปจุดหมายแรกทันที นั่นก็คือ..

มิวนิคนั่นเอง
ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง 30 นาที
ถึงตอนนี้ท้องเริ่มร้อง
เลยซื้อขนมปังไส้แฮมไปกินระหว่างทาง

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

EURail ที่ซื้อมาเป็นแบบ 2nd class
ที่นั่งก็สบายดี ไม่คับแคบ
แต่บางจังหวะคนก็แน่น ที่นั่งหายากนิดนึง
ถ้าใครอยากสบายตอนนั่งรถไฟ ก็คงต้องลงทุนซื้อตั๋วแบบ 1st class
ซึ่งจะมีคนน้อยกว่ามากและที่นั่งก็จะกว้างกว่าด้วย

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

10:30 AM ก็มาถึง Munich Central Station หรือ München Hauptbahnhof
ถ่ายรูปรถไฟไว้สักหน่อย

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
อันนี้เป็นรถไฟ ICE ย่อมาจาก Inter-City Express หรือรถด่วนระหว่างเมือง
ก็จะวิ่งเร็วสุดๆ เทียบตามมาตราฐาน EURail เค้า (แต่ถ้าเทียบกับ JR Nozomi นี่คงไม่เร็วมากอ่ะนะ)
สภาพเหมือนผ่านศึกมาอย่างหนัก

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

เหตุผลที่เลือกมาหน้าร้อน เพราะสิ่งนี้แหละ
อุณหภูมิช่างเป็นมิตรกับกะเหรี่ยงเอเซียอย่างเรายิ่งนัก

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

หลังจากหันซ้ายหันขวา และหมุนตัวอยู่พักนึง
เราก็คลำทางมาโรงแรมถูก ตามลายแทงที่เวบเค้าให้ไว้
โรงแรมแห่งแรกที่เราเลือกคือ Hotel Royal
เดินแค่สามนาทีจากสถานีรถไฟหลัก
ราคาเป็นมิตร ห้องพักสะอาด อาหารเช้าเป็นเลิศ
พนักงานยิ้มแย้มแจ่มใส พูดอังกฤษชัดแจ๋ว
แหม น่าจะได้ค่าโฆษณานะเนี่ย

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ในห้องมีพัดลมให้ด้วย
เวิร์คสุดๆ
สภาพห้องไม่ได้เคลียร์ของ เละพอควร 55
+++++++
หลังจากเชคอิน เอาของเก็บ อาบน้ำอาบท่า เรียบร้อยแล้ว
ท้องก็ร้องโครกๆ เลยเดินไปสถานี Hauptbahnhof เพื่อดับความหิว
ขอบอกว่าไก่ร้านตรงนี้อร่อยมาก เค็มๆหน่อย กินกับ French Fried นี่เยี่ยมไปเลย
จานนี้ 6.6 Euro เป็นไก่ครึ่งตัว กินได้สองคนอิ่มกำลังดี

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

EUROPe in REWiND #001

วันแรก เป็นวันแห่งการเดินทาง
เริ่มต้นด้วยการขึ้น BTS ไปต่อ ARL แบบ City Line เพื่อไปสุวรรณภูมิ
วันนี้เดินทางด้วย JetStar สายการบิน Low Cost ของ Qantas
ตั๋วซื้อแบบ 1 แถม 1 มา ตกคนละ 1,600 บาท รวมน้ำหนักกระเป๋าแล้ว

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

JetStar ใช้เครื่อง A320 คล้ายๆ Air Asia
ที่นั่งก็พอไหว แค่สองชั่วโมง จะเอาอะไรดีมาก

JetStar

พอมาถึงสนามบิน Changi ที่ Singapore ก็เจอด่าน ตม. คนมหาศาล
Terminal 1 เป็น Terminal เก่า ส่วนใหญ่เป็นสายการบิน Low Cost มาลง

Changi Airport

พอผ่านด่าน ตม. ออกไปได้ก็ต้องรอเวลา Checkin ของ Lufthansa
ซึ่งอยู่ที่ Terminal 2  พอดีมีร้าน Gong Cha ของโปรดขายอยู่ จะเหลือเหรอ ?
ราคาของชานมไข่มุกอยู่ที่ 2.5 SGD

Gong Cha

พอถึงเวลาก็เชคอิน Lufthansa เข้าไปนั่งๆนอนๆ รอเวลาขึ้นเครื่อง
Resting Area ของที่นี่ ต้องยกให้เป็นอันดับหนึ่งจริงๆ

Changi Resting Area

พอถึงเวลา Boarding เราก็รีบแจ้นไปขึ้นเครื่อง
Lufthansa ใช้เครื่อง A380 สำหรับเส้นทางนี้
พอนั่งเสร็จ มีโปรแกรมหนังให้ดูเพลินๆ ก็ดูไปหลับไป จนถึงที่หมาย
จบวันแรกแล้วจ้า วันแห่งการเดินทาง

EUROPe in REWiND #000.7

มาต่อกันตอนสอง

1. แดด
ไปหน้าหนาว หรือ หน้าร้อน แดดแรงพอกัน
ยกเว้นหน้าฝน แดดร่ม แต่ฝนตก เปียกเป็นลูกหมาตกน้ำ แถมหนาวอีก
เที่ยวก็ไม่สนุก ถ่ายรูปไม่สวย
จงเอาครีมกันแดดไปด้วย ทั้งหน้า ทั้งตัว
เอาร่มไปด้วย
เอาแว่นกันแดดดีๆไปด้วย อันละร้อยไม่เอา มันกรองแสงไม่ได้จริง
ไม่แนะนำ ช่วยลงทุนซื้อของแท้ซักอันนะ
คือ ไปเที่ยวเนี่ย ยังไงก็ดำแน่นอน ทำใจไว้เลย

2. เสื้อผ้า
ขึ้นกับไปหน้าไหน
หน้าหนาว ก็ลำบากหน่อย ต้องพกเสื้อผ้าไปมากขึ้น
แนะนำให้หาเสื้อแคชเมีย์ไปด้วย แพงหน่อย ตัวละหลายพัน
พวกนี้ดูบางยังกับกระดาษ แต่กันหนาวได้ดีกว่าเสื้อหนาวปาหี่ ที่แต่ทำจากวัสดุห่วยๆ
ขายกันเยอะแยะในเมืองไทย

เสื้อหนาวตัวไหนกันลมได้ ยิ่งดี ช่วยชีวิตได้เยอะ

ส่วนถ้าไปหน้าร้อน มันร้อนจริงจัง
เสื้อยืด กางเกงขาสั้น ก็พอแล้ว
ถ้ากลัวขาดำก็เอายีนส์ไป

ส่วนคุณผู้หญิงที่มักจะเอา prop ไปเต็มสูบ
ตามนิสัยไทยแท้
ไปทั้งที ต้องสวยใส่บูท ก็ไม่ว่ากัน

3. รองเท้า
เลิกเถอะครับ พวกเอารองเท้า Onitsuka Tiger ไปเที่ยว
หรือรองเท้าเท่ห์ๆ พื้นบางๆอื่นๆ
เห็นปุ๊บก็รู้ปั๊บว่าเป็นชาวทัวร์ ที่ไม่เคย Backpack เดินทางเอง
ถ้าจะไปลุย Backpack แบบนี้ เอาพวกร้องเท้าผ้าใบพื้นหนาไปดีกว่า
Nike, ADIDAS, New Balance, PUMA บางรุ่น
จะช่วยเซฟฝ่าเท้านุ่มๆได้เยอะ

4. Sim Internet สำหรับ Smart Phone
ยุค Social Network สิ่งนี้คงเป็นปัจจัย 5 ไปเรียบร้อย
แนะนำว่าอย่าเปิด Roaming ไป มันแพงงงงงงง
วันละสี่ห้าร้อย ไปสิบวัน ห้าพัน แพงไปมั้ย
ไปซื้อ Prepaid Sim ที่ปลายทางเถอะครับ
แค่ 10 EURO ก็ใช้ได้ไม่หมดแล้ว
รายละเอียดเรื่องซิม เดี๋ยวมีบอกตอนรีวิวทริป

5. มิจฉาชีพ
จงอย่าทำตัวรวย อย่าอวดรวย
ไปเที่ยว ทำตัวจนๆไว้ จะรอดชีวิตจากพวกมิจฉาชีพได้
พวกกระเป๋า เสื้อผ้า เครื่องประดับราคาแพง เก็บไว้บ้านเถอะครับ
ครั้งนี้ขนาดทำตัวบ้านๆ ยังเจอมิจฉาชีพกับตัวเองเลย

6. อาหารการกิน
ถ้าเป็นคนไม่คุ้นกับอาหารฝรั่ง ให้พกมาม่าคัพไปด้วย ช่วยได้เยอะ
พกกาต้มน้ำเล็กไปด้วย สะดวกดี
ถ้าไม่มีก็ไปขอน้ำร้อนโรงแรมได้
กินอาหารตามร้าน แชร์กันได้ แต่บอกเค้าหน่อยว่าขอสั่งอย่างเดียวกินสองคน
หรือสองอย่างกินสามคน
เค้าชินกับกระเหรี่ยงแล้ว ส่วนใหญ่ก็จะไม่ว่าอะไรหรอก
บางร้านแยกจานมาให้เลยด้วยซ้ำ

7. ทิป
กินอาหารนอกบ้าน ถ้าไม่ใช่ร้านบริการตัวเอง
ต้องให้ทิปทุกครั้ง ประมาณ 10% ของค่าอาหาร
ฝรั่งเค้าไม่มี Service Charge
ถ้าไม่ให้ทิป เค้าก็คงทำอะไรเราไม่ได้ แต่น่าจะด่าพ่อตามหลัง
ไม่ดีหรอกครับ ให้ไปเถอะ มันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ

8. ร้านค้าปิดวันอาทิตย์ ที่เที่ยวบางที่ปิดวันจันทร์
บ้านเค้าไม่มี 7-11 นะ พวกร้านขายของชำ ทุ่มนึงหรือสองทุ่มร้านปิดหมดแล้ว
วันอาทิตย์ไม่เปิด วันเสาร์เย็นที่ super market คือสงคราม
จะซื้อของต้องแพลนดีๆ

ส่วนที่เที่ยว ไปดูเวบไซต์เค้าก่อน ว่าปิดบ้างหรือเปล่า
เดี๋ยวไปเจอวันที่ปิด จะต้อนไก่เข้าเล้าไม่ทัน
แถมเสียเวลาอีก

9. คนชอบถ่ายรูป

Cloud Sky

Blue Sky

ถ้าไปตอนหน้าฝน เมฆเยอะ Low Season โรงแรมถูก ถ่ายรูปมาก็แบบรูปบน
กับไปตอนหน้าร้อน High Season โรงแรมแพงกว่า
เมฆน้อย แดดร้อน ตัวดำ แต่รูปออกมาแบบด้านล่าง
ส่วนหน้าหนาว น่าจะแดดแรง เมฆน้อย คนน้อย
มีหิมะเพียบ รูปสวย แต่หนาวสุดๆ จนแทบไม่อยากขยับตัวออกไปข้างนอก
อยากได้รูปแบบไหน เลือกได้

ทิปอื่นๆคิดไม่ออกแล้ว ไว้คิดออกระหว่างทาง จะสอดแทรกในรีวิวไปเลยแล้วกันนะ

EUROPe in REWiND #000.6

เกร็ดความรู้ เล็กน้อยๆ เล่าสู่กันฟัง

1. น้ำเปล่าแพง และมีสองแบบ
แถบยุโรป น้ำเปล่าเค้าจะขายแพงมาก แพงกว่าเบียร์อีก
ขวด 500ml ที่เราซื้อกัน 7-10 บาท เค้าขาย 100+
ส่วนขวดใหญ่ 1.5 ลิตร ขวดละ 12 Euro+ คูณเอาละกันว่ากี่บาท
น้ำที่ขายจะมีสองแบบ คือน้ำเปล่าธรรมดา แบบที่เรากิน เค้าเรียก Still Water
กับอีกแบบ ที่เป็นโซดา เรียกว่า Gas Water
เวลาไปซื้อ ดูด้วยตานี่แยกกันไม่ออกเลยว่าเป็น Gas หรือ Still
ถามคนขายให้ดีๆก่อน เดี๋ยวซื้อผิด

แต่เอ๊ะ ซื้อน้ำเปล่าน่ะ ซื้อทีเดียวพอนะ
กินเสร็จ เก็บขวดไว้ด้วย แล้วเติมน้ำก๊อกเอา
ก๊อกน้ำในโรงแรมนี่แหละ ก็เปิดให้เป็นแบบเย็น ทิ้งไว้แป๊บนึง
แล้วก็รองใส่ขวดเลย กินได้
แต่ก็ไม่ทุกประเทศ
เยอรมัน ออสเตรีย โอเค
เชค ให้ต้มก่อน น้ำมันมีกลิ่นนิดนึง

ตอนเช้าก่อนออกจากโรงแรม ก็เติมน้ำให้เต็มขวด
ตอนกลางวันแวะร้านอาหาร ก็เติมซะให้เรียบร้อย

เราคนไทยอาจจะรู้สึกแปลกๆนิดนึง ที่จะกินน้ำก๊อก
เพราะที่บ้านเกิดเมืองนอน แค่คิดจะกินน้ำก๊อกก็สยองแล้ว
แต่ที่นู่นกินได้ รับรอง

2. โค้ก ราคาต่างกันเป็นเท่าตัว เป๊ปซี่ถูกกว่า 30%
ซื้อโค้ก 500ml ที่ super market ราคา 1 Euro
ซื้อโค้ก 500ml ที่ร้านขนมปังหรือร้าน takeout ราคา 1.8 Euro
ซื้อโค้ก 500ml ที่ตู้กด ราคา 2 Euro
ซื้อโค้ก 300ml ใส่แก้วในร้านอาหาร ราคา 3 Euro
มันจะต่างอะไรขนาดนั้น … แต่ก็รู้แล้วใช่มะ ว่าอยากกินโค้ก ซื้อที่ไหน

ส่วนเป๊ปซี่ ตามร้านไม่ค่อยมีขาย
ที่ super market ขวด 500ml ราคา 0.7 Euro
แต่ขอโทษ ขายไม่ออกเลย เหลือเต็ม shelf :)

3. ห้องน้ำ ไม่ฟรีนะจ๊ะ
คนเราก็ต้องเข้าห้องน้ำเป็นธรรมดา แต่มันไม่ฟรีเสมอไป
บางประเทศ บางที่ มีฟรี เช่นในร้านอาหาร ใน Mc
แต่บาง Mc ก็เก็บตัง โดยเฉพาะร้านตรงที่เที่ยว คนเยอะๆ

แล้วถ้าเก็บตัง มันก็จะเป็นแบบต้องหยอดเงิน
ไม่ได้มีคนเก็บเงิน
แล้วมันต้องใช้เหรียญ และมันก็ไม่มีที่แลกเหรียญให้เรา
ไม่ใช่ BTS นี่นะ
ถ้าเกิดปวดมากๆ จะทำไง
เพราะฉนั้น..

4. จงมีเศษเหรียญติดตัวเสมอ
นั่นแหละ เหรียญ 0.5 Euro, 1 Euro, 2 Euro ให้มีเก็บไว้อย่างละเหรียญ แยกไว้เลย
ถ้าไปสองคนก็ให้มีเก็บไว้มากขึ้น
มันจำเป็นต้องใช้ในการเข้าห้องน้ำ
หรือใช้ล๊อคเกอร์ ตามที่เที่ยว
เค้าไม่ให้เราสะพายเป้เข้าไป เราต้องไปฝากกระเป๋าไว้
แล้วต้องหยอดเงิน เพื่อไขกุญแจล๊อค
เกิดไม่มีเหรียญ ก็ปิดล๊อคไม่ได้ แล้วใครจะช่วยอะไรได้
ปล. พอเรา unlock ล๊อคเกอร์ มันก็คืนเหรียญเรามานะ
แค่เก็บเป็นมัดจำไว้

5. Starbucks + Mc มี Free Wifi
ถ้าไม่ได้ซื้อซิม
แล้วอยากเล่นเนทกลางทาง
ก็เดินไป Mc
ถ้าไม่มีก็ไป Starbucks ซึ่งมันอาจจะมีให้ Register นิดหน่อยก็ทำไป
ไม่ได้ยากอะไร ดีกว่าลงแดงตาย

6. การเรียกให้เก็บเงิน ไม่ใช่คำว่า Check Bill
และก็ไม่ใช่การทำนิ้ววนๆที่โต๊ะด้วย
ฝรั่งไม่เข้าใจ
ปรกติควรใช้คำว่า Check Please หรือ Bill Please

7. กดเงินผ่าน ATM ให้เลือกตู้ที่ไม่เสียค่าธรรมเนียม
เวลาไปเที่ยว ก็ควรพกบัตรเครดิตไปด้วย สองใบ เผื่อใบนึงมีปัญหา รูดไม่ผ่าน
และ ATM หนึ่งใบ ปรกติเค้าก็จะแนะนำให้ใช้ของ ธ. กรุงเทพกัน
เวลากดเงินสด เค้าจะคิดเรทของวีซ่า + ค่าประกันอัตราและเปลี่ยน 2%
และมีการเก็บค่าธรรมเนียม 100 บาท จากธนาคาร
ทีนี้ บางที ธนาคารปลายทาง มันก็เก็บค่าธรรมเนียมด้วย
จะรู้ได้ยังไงว่ามันมีค่าธรรมเนียม
ข้อมูล insider บอกมาว่า ถ้าพอกดเงินจำนวนเสร็จ
ก่อนที่มันจะบ้วนเงินออกมาให้เรา
เครื่อง ATM มันจะถามเราว่าการทำ Transaction นี้อาจจะมี Fee นะ
ยูโอเคไหม แสดงว่ามันจะเก็บเงิน ก็ตอบ No ซะ
แล้วไปใช้ตู้ของธนาคารอื่น
แค่นี้แหละ

ทีนี้ บางคนอาจจะถามว่าจะไปกด ATM ทำไม
แลกเงินไปสิ
คือเงินบางประเทศ ไม่มีให้แลกในเมืองไทย (ตามร้าน Grey Market ดังๆ)
เช่น Czech Koruna หรือ Hungarian Forint
ก็ต้องไปแลกที่นู่น หรือ กด ATM เอา
การไปแลกตังที่นู่น ถ้าไม่ศึกษาดีๆ โดนฟันหัวแบะนะฮะ
กด ATM เอาเหอะ สบายใจกว่าเยอะ

เรื่องเกร็ดความรู้
ยังมีต่อตอนสอง โปรดติดตาม

EUROPe in REWiND #000.5

EURail หัวใจของการเดินทาง

พอดีเราไม่ค่อยมั่นใจในการเช่ารถขับ
เลยเที่ยวด้วยรถไฟ
แต่เห็นคนไทยหลายกลุ่ม ไปเที่ยว 4-5 คน เช่ารถขับ
ผลัดกันขับ ดูสนุกดี
การขับรถทำให้ซอกแซกไปในที่ๆ รถไฟไปไม่ถึงได้
และยังทำให้ประหยัดค่าเดินทางได้มาก
ก็ลองพิจารณาดู

สำหรับคนที่จะพึ่งรถไฟ
ตั๋ว EURail คือเพื่อนที่แสนดี

มันจะมีตั๋วหลายแบบ เช่น คอมโบสองประเทศ คอมโบสามประเทศ
และอื่นๆให้เลือกซื้อ ลองเข้าไปดูในเวบไซต์ก่อน
สิ่งที่อยากจะบอกคือรถไฟทุกสายไม่ได้วิ่งเร็วเท่ากัน
ถ้าเที่ยวใน Core Network
เส้นสีม่วงในรูป ก็จะเจอรถไฟวิ่งเร็ว และส่วนมากตรงเวลา
ถ้าเที่ยวเส้นสีแดง ก็เป็นรถไฟรางเดี่ยว ดีเลย์ประจำ วิ่งช้า เชื่อถือไม่ค่อยได้ ควรระวัง

7-31-2013 12-02-05 AM

จากรูปการเที่ยว Frankfurt – Munich – Salzburg – Vienna – Budapest เป็นเส้นทางที่เหมาะจะใช้รถไฟ
แต่ถ้าเราแวะเมืองอื่นที่เป็นเส้นสีแดงเยอะๆ
แนะนำให้ใช้รถไฟสำหรับเส้นทางหลัก และรถ BUS สำหรับเส้นสีแดง (ถ้ามี)

เรื่องวิธีการเดินทาง ไม่มีสูตรตายตัว
เพราะบางที่ บางเวลา มันมีตั๋วพิเศษ (เช่น Weekend Ticket) ที่ราคาถูกกว่า EURail
ตัวอย่างคือ Bayern Ticket ของมิวนิค ที่ใช้เดินทางไป Fussen
เราก็ควรจะสลับมาใช้ตั๋วที่ดีกว่า ตามความเหมะสม

และบางเส้น การเดินทางด้วยรถไฟ ก็ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก

7-31-2013 12-21-24 AM

ลองดูตัวอย่างนี้
รูปด้านบนคือเวลาสั้นที่สุดที่จะเดินทางจากเมืองสู่เมือง
ลองดูเวลาจาก Frankfurt – Paris = 3 ชั่วโมง 55 นาที
เทียบกับ Frankfurt – Praha (Prague) = 9 ชั่วโมง 15 นาที ( Frankfurt – Munchen – Praha)
ทั้งๆที่ดูระยะทางไม่ต่างกัน
หรืออย่าง Munchen (Munich) – Venezia (Venice) = 7 ชั่วโมง 5 นาที
แค่คิดว่าต้องนั่งรถนานขนาดนั้น ก็เซ็งแล้วใช่ไหมล่ะ
ออก 9 โมงเช้า ถึงบ่าย 4 โมง สรุปแค่เดินทางก็เสียเวลาไปวันนึงฟรีๆ
เห็นแบบนี้ ถ้าจะเที่ยว อิตาลี ฝรั่งเศส
ก็ควรบิน Low Cost ข้ามประเทศเอาแทนการนั่งรถไฟ
เห็นด้วยไหมครับ ?

จะไปเที่ยวเองก็ต้องศึกษาให้ดี
จะได้วางแผนการเดินทางที่ประหยัด และมีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งเวลา และค่าใช้จ่าย

Tip ‘n Trick #3 : รถไฟขัดข้อง รางซ่อม เดินรถไม่ได้กระทันหัน

ตรงนี้ คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในยุโรปคงเข้าใจดี
เรานั่งรถไฟอยู่ดีๆ วิ่งปรกติมาครึ่งทางแล้ว
พอมาถึงสถานีนึง มันจอดนานผิดปรกติ
เสร็จแล้วเจ้าหน้าที่ก็เริ่มประกาศเสียงตามสาย เป็นภาษาท้องถิ่น ที่เราไม่เข้าใจ
เสร็จแล้วคนก็เริ่มทยอยลงๆๆๆไป แต่บางคนก็นังนั่งอยู่
รอแล้วรอเล่า มันก็ไม่ประกาศอะไรที่เป็นภาษาอังกฤษออกมา
แล้วสรุปชีวิตเราจะเป็นไงต่อ ? รถมันจะวิ่งหรือไม่วิ่ง ?
ดีเลย์แบบนี้ ถ้าต้องไปต่อรถไฟอีกขบวน ก็มีสิทธิ์ตกรถแหงๆ ทำไงดีๆๆๆ

ขอบอกว่ามันเป็นเรื่องปรกติครับ
เจอแบบนี้ให้รีบถามคนแถวนั่นทันที ว่าเกิดอะไรขึ้น
จงอย่ากลัว จงกลัวว่าจะตกรถที่ต้องไปต่อมากกว่ากลัวที่จะถามคำถามง่ายๆ

รู้ไว้ก่อน จะได้ไม่สติแตกตอนมันเกิดขึ้น
ถ้าคุณเที่ยวยุโรปด้วยรถไฟ คุณจะต้องเจอเหตุการณ์แบบนี้ซักวันนึงแน่นอน

EUROPe in REWiND #000.4

โรงแรมที่ซุกหัวนอน

ขั้นต่อไปของการวางแผนเที่ยว ก็คือศาสตร์ในการหาที่พัก
เริ่มด้วยการจองโรงแรม จะขอแบ่งการจองเป็น 2 อย่างคือ
1. จองเพื่อขอ VISA ; 2. จองเพื่อไปพักจริง

เวบที่ใช้จองโรงแรมที่ใช้จะมี booking.com, hostelworld.com และ website ของโรงแรมเอง

ขั้นแรก สำหรับการขอวีซ่า ให้จองโรงแรมผ่าน booking.com
เพราะจองแล้วไม่ต้องจ่ายเงินสักบาท
จองโรงแรมไหนก็ได้ ไม่ค่อยสำคัญ ขอแค่อยู่ในเมืองตามแผนการท่องเที่ยว
ถ้าแผนบอกว่าจะอยู่เมือง A แต่จองโรงแรมที่เมือง B แล้วสถานทูตตรวจเจอคงจะซวย
ที่สำคัญคือให้จองแบบที่มี condition free cancellation เอาไว้ยกเลิกทีหลัง
ตอนได้วีซ่าแล้ว หรือเผื่อมีปัญหาเกิดขึ้น

การจองเพื่อขอวีซ่า จริงๆแล้วก็สามารถจองโรงแรมที่เราอยากไปพักจริงๆได้เหมือนกัน ไม่ได้มีข้อห้ามนะ

ทีนี้พอได้วีซ่า ถ้าอยากเปลี่ยนโรงแรม ก็ค่อยมายกเลิกของเก่าแล้วจองของใหม่
รอบนี้ก็เอาแบบไม่ต้องมี free cancellation แล้ว เพราะไปแน่ๆ
ราคาจะถูกลงพอควร

Trick ‘n’ Tip #2 : หลักการจองโรมแรม

>  จองโรงแรมใกล้สถานีรถไฟ หรือ ใกล้ป้ายรถเมล์ ที่มีรถสายหลักผ่าน
การเป็นนัก Backpack ถ้าไม่อึดพลังควายมากๆ ก็ไม่ควรหาเรื่องใส่ตัวด้วยการพักโรงแรมไกลๆ
เดินทางลำบาก ลากกระเป๋าเข้าซอยเป็นกิโล
หรือต้องนั่ง Taxi ไป เพราะไม่มีรถเมล์ผ่าน

การจองโรงแรมใกล้สถานี มีข้อดีนับไม่ถ้วน
เช่น ประหยัดเวลาเดินทาง
ประหยัดค่าเดินทาง
มีของกินขายถึงดึก มี supermarket

> จองโรงแรมที่มีลิฟท์
ลองนึกสถาพห้องพักอยู่ชั้นสาม แล้วต้องยกกระเป๋าขึ้นไปเอง
สยองนะ ยกของหนัก ปวดหลังเอาง่ายๆด้วย อย่าเลยๆ

> อ่าน comment ใน booking.com ประกอบเยอะๆ
โรงแรมมีอะไรไม่ดี จะมีคนมาด่ากราดไว้เรียบร้อยแล้ว
ก็ลองไปอ่านดู ว่ารับได้ไหม
ส่วนใหญ่ฝรั่งก็จะมาด่าเรื่องต่างกับเรา
เช่นฝรั่งผู้ดีกับออซซี่ มักจะบ่นเรื่องไม่มีเครื่องต้มน้ำ สำหรับทำชาร้อนกิน
หรือบ่นว่าโรงแรมไม่มีแอร์ นอนไม่หลับ (Summer ของเค้า ตอนกลางคืนนี่เย็นกว่าแอร์บ้านเราอีก)
ข้อเสียของเค้า เราอาจจะไม่สนใจ ถึงแม้โรงแรมได้เรทติ้งไม่ดีมาก
แต่บางทีเจอฝรั่ง troll เราก็จะได้รู้ไว้
ข้อมูลดีๆมีมากมายอยู่ใน customer comment จงไปอ่านซะ

> เทียบราคาหลายๆเวบ
ส่วนใหญ่ booking.com จะราคาถูก แต่ก็ควรเชคการจองผ่านหน้าเวบของโรงแรมโดยตรงด้วย
บางทีจะถูกกว่าอีกนิดนึง หรือมีแถมอาหารเช้า อะไรแบบนี้

> สมัครสมาชิก mail ของโรงแรมไว้ เช่น Accor Group หรือ mail ของ booking.com, hostelsoworld
เพราะบางที พอใกล้ๆวัน แล้วมีโรงแรมขายห้องไม่หมด
มันจะเอามาลดแลกแจกแถม
ถ้าเราเจอของดี เราก็กด cancel ที่ booking.com ซะ
แล้วมาสอยพวกลดพิเศษพวกนี้ บางทีถูกลงไปคืนละหลายสิบ EURO นะเออ

> สำหรับคนกลัวโรงแรมผีสิง หรือ ไม่มั่นใจในการจองโรงแรมธรรมดาๆ
แนะนำให้ใช้เครือ ibis
เพราะราคาจะไม่แพงมาก บริการดี ห้องสะอาด มาตราฐานสูง
และส่วนใหญ่ location จะพอใช้ได้ทีเดียว

> สุดท้าย ท้ายสุด
Early Bird is King
ยิ่งจองเร็วยิ่งถูก ท่องไว้เลย
ปรกติการจองโรงแรม ถ้าต่ำกว่า 3 เดือนล่วงหน้า
ราคาก็จะแพงใช้ได้ทีเดียว
มันจะมาถูกอีกทีตอนเหลือ 2 อาทิตย์นั่นแหละ
เหตุผลก็ตามข้อด้านบน

ถึงตอนนี้แล้ว พร้อมจะลุยกันหรือยัง ?

EUROPe in REWiND #000.3

ว่ากันเรื่องแผนการท่องเที่ยว 

ตั๋วเครื่องบินมีแล้ว ก็แสดงว่าเรามีวันเวลาที่ไปตามความฝัน
กะเวลาที่ต้องย้อนกลับมาสู่โลกแห่งความจริงเรียบร้อย

ทีนี้ก็ต้องมาคิดว่า จะไปเมืองไหนบ้าง เมืองละกี่วัน และนอนที่เมืองไหน
สำหรับทริปนี้ ตอนแรกก็ตัดสินใจระหว่าง ฝรั่งเศส-สวิส กับ ออสเตรีย-เชค อยู่หลายวัน
สุดท้ายก็เลือกข้อหลัง เพราะน่าจะเที่ยวง่ายกว่า และถูกกว่า
ไว้ปีกกล้าขาแข็ง แล้วค่อยไปสู้กับเมืองโจรชุม อย่างปารีสก็แล้วกัน

รายละเอียดทริปคร่าวๆ

วันที่ แผน พักที่ เดินทางโดย
Day#1 นั่งรถไฟยิงยาว Frankfurt ไป Munich > เดินเที่ยวในเมือง Munich EURail
Day#2 Schloss Nymphenburg + Munich Residenz Munich
Day#3 Day Trip @Fussen ดูปราสาท Neuschwanstein Munich Baryern Ticket
Day#4 Day Trip @Innsbruck (Austria) Munich Eurail
Day#5 นั่งรถไฟไป Salzburg (Austria) > เดินเที่ยวในเมือง > Hohensalzburg Salzburg EURail
Day#6 ขึ้นเขา Untersberg > ตะลุย Schloss Hellbrunn + Salzburg Zoo Salzburg
Day#7 นั่งรถ Bus ย้ายเมืองไป Hallstatt > เดินเที่ยวในเมือง Hallstatt Bus
Day#8 นั่งรถไฟไป Vienna > เดินเที่ยวในเมือง > St. Stephen’s Cathedral Vienna EURail
Day#9 Hofburg Palace + Kunsthistorisches museum Vienna
Day#10 Schloss Schönbrunn + Belvedere Vienna
Day#11 นั่งรถตู้ไป  Cesky Krumlov > เดินเที่ยวในเมือง Cesky Krumlov CZShuttle
Day#12 นั่งรถ Bus ไป Prague > เดินเที่ยวในเมือง > Clarles Bridge Prague Student Agency
Day#13 Prague Castle > St. Vitus Cathedral > จุดชมวิว Letna Park Prague
Day#14 นั่งรถ Bus ไป Nurnberg และต่อรถไฟไป Frankfurt Airport EURail

Plan

รูปข้างบนนี้เป็นเส้นทางคร่าวๆ
จุด A หายไปเพราะทับกันจุด J ที่ Frankfurt

ทริปนี้ แผนเที่ยวค่อนข้างติส เพราะเข้าดูพระราชวัง และพิพิธพันธ์ เป็นจำนวนมาก
สำหรับคนไม่สนใจประวัติศาสตร์ ภาพวาด และความสวยงามของสิ่งก่อสร้างมากนัก
ก็น่าจะใช้เวลาในแต่ละเมือง และงบประมาณ น้อยกว่าที่เราใช้ไป
ครั้งนี้ค่าเข้าชมสถานที่ น่าจะเป็นหลักหมื่นต่อคน

ทริปของเรา ไม่มีการเผื่องบซื้อของ ไม่มีการเผื่อเวลาซื้อของ
และไม่มีตรงไหนในแผนบอกว่าเป็นเวลาเดินช๊อป
สำหรับนักช๊อป ต้องขออภัย ที่เราคงเดินคนละเส้นทางกัน

EUROPe in REWiND #000.2

จุดเริ่มต้นอยู่ตรงไหน ?
ถ้าจะถามว่าเวลาไปเที่ยว นอกจากความฝันแล้ว
ความจริงมันเริ่มที่ตรงไหน
ก็บอกได้ตรงนี้เลย ว่ามันคือ “ตั๋วเครื่องบิน”
เพราะถ้าไม่มีตั๋ว สิ่งที่เหลือทั้งหมดก็คงเริ่มไม่ได้
รอบนี้จองโปรโมชันของ Lufthansa ที่เปิดมาช่วงปลายปีที่แล้ว บินจาก Singapore ไปยุโรป
ตอนนั้นเลือกแค่ว่าจะไปลงที่ Frankfurt เพราะราคาถูกที่สุด
เนื่องจาก Frankfurt เป็น Hub หลักของ Lufthansa ถ้าเลือกไปเมืองอื่นคือต้องต่อเครื่องและเสียเงินเพิ่มอีก
ด้วยความงกเลยไม่เอา
ด้านล่างนี่แหละคือรูปโฆษณาของโปรที่จองไป

Lufthansa Promotion

Lufthansa Promotion

Tip ‘n’ Trick #1 : การจองตั๋วเครื่องบิน
จริงๆแล้วหลักการจองตั๋วเครื่องบิน ควรอิงจากแผนเที่ยวมากกว่า
Perfect Scenario เลยคือการบินไปเมืองเริ่มต้น
และบินกลับจากเมืองสุดท้าย โดยที่ไม่ต้องย้อนมากลับที่เมืองเริ่มต้น หรือถ้าจะต้องกลับมา
ก็ควรบินกลับด้วย Low Cost Airline
เช่น เที่ยว อิตาลี สวิส ฝรั่งเศส
ก็ควรบินไปอิตาลี กลับจากฝรั่งเศส
หรือ
บินไปอิตาลี แล้วบินจากฝรั่งเศสกลับมาอิตาลี ต่อแล้วเครื่องกลับ
แต่การทำแบบนี้ กับการเที่ยวแบบประหยัด ก็จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
เพราะเมืองไปกับเมืองกลับ มักจะต้องบินคนละสายการบิน
และมักจะไม่มีโปรพร้อมๆกัน
เวบไซต์ที่ใช้หาตั๋วราคาโปรก็เช่น cheapticket หรือ skyscanner
และเพจ facebook ดีๆอย่าง Ar-pae.com และอื่นๆอีกมาก
**********
กลับมาเรื่องของเรากันต่อ
ทีนี้พอจองโปร บินจาก Singapore แล้ว
เราก็มีภาระในการตามล่าหาโปร Low Cost จากกรุงเทพไปสิงคโปร์อีก
โชคดีที่ JetStar มีโปร 1 แถม 1
ก็เลยจองกรุงเทพ – สิงคโปร์ ได้ในราคาประหยัดอีก ประมาณ 1,600 บาทต่อคน
จากนั้นก็ต้องหาตั๋วกลับ สิงคโปร์ – กรุงเทพ
รอบนี้ขี้เกียจรอ เลยจอง Air Asia ไปเลย น่าจะประมาณ 2,500 บาท ต่อคน
อันนี้เป็นตัวอย่างที่ไม่ดี เพราะถ้ารอดูไปเรื่อยๆ อาจจะมีตั๋วถูกโผล่มาก็ได้
อ้อ เกือบลืมบอกว่าการจองตั๋วพวกนี้ จองล่วงหน้า 6 เดือนขึ้นไป
การจะรอหาตั๋วถูก ในช่วงระยะเวลาใกล้ๆ ก็จะเสี่ยงพอควร
แต่เราก็มักจะเห็นบ่อยๆ ที่สายการบิน มีโปรลดแลกแจกแถม ช่วงท้ายๆ (เพราะขายที่ไม่หมด)
เช่นจองวันนี้ บินวันพรุ่งนี้ถึงสิ้นเดือนหน้าเป็นต้น
ใครชอบสูตรไหน ก็ลองดูแล้วกันนะครับ

EUROPe in REWiND #000.1

การไปเที่ยวแบกเป้ในยุโรป เป็นความฝันของผม และคงเป็นของใครอีกหลายๆคน
จากบรรยากาศที่ดูแสนจะโรแมนติก อากาศเย็นๆ เดินไปทางไหนก็สวยไปหมด
วัฒนธรรม ศิลปะ และสถาปัตยกรรมช่างมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน
มีสเน่ห์และมนต์ขลังยิ่งนัก
การได้ไปสัมผัสสักครั้ง คงทำให้ลืมได้ทุกๆสิ่ง

ในขณะที่อีกหลายๆคน อาจจะชอบท่องเที่ยวรีสอร์ทหรูในประเทศ ที่มีการบริการเยี่ยมยอด
หรือไปกินบุฟเฟ่ต์อาหารชั้นเลิศ
แต่ผมกลับชอบไปแบกเป้ เป็นประชาชนชั้น 2 ในยุโรปมากกว่า
นอนในสถานที่ธรรมดาๆ ในบางที่ จะเรียกว่าโรงแรมก็คงไม่ถนัดปากนัก
ทานอาหารแบบกินเพื่ออยู่ อดบ้างบางมื้อ..

เที่ยวครั้งนี้
จัดเองกับมือ ทุกรายละเอียด
ได้ไปทุกๆที่ๆอยากไป เท่าที่เวลาและงบประมาณเอื้ออำนวย

ผมขอใช้พื้นที่ blog ตรงนี้แชร์ประสบการณ์ที่ได้รับมา
และก็หวังว่า blog นี้ จะเป็นแรงบันดาลใจ ให้กับคนอีกหลายๆคน
ได้ทำตามความฝันเช่นนี้บ้าง

Over the Egde

apache mod evasive

My server has been attacked for weeks. They were brute force trying to login to MoinMoin. MoinMoin is still fine, but the server load is too high and there are too many traffic.

mod_evasive and mod-security are life savers

mod-status and awstats are also helpful in debugging and detecting the problem.

Moving to FreeBSD desktop

Again, my desktop somehow stop working, so I reinstall with FreeBSD and kde4.

This is what I have to do

Ports

x system

/usr/port/x11/xorg
/usr/port/x11/kde4

after that edit rc.conf and add

dbus_enable="YES"
hald_enable="YES"
kdm4_enable="YES"
linux_enable="YES"

reboot to kde4 and install these ports

/usr/ports/sysutils/fusefs-ntfs
git
mercurial
smb4k

Fix Firefox

Firefox is ugly in the Default FreeBSD ports. This is what I have to do.

ports

gtk-qt4-engineqt
qtcurve-gtk2

after that, go to start menu –> system setting –> gtk style and fonts –> choose qtcurve as widget

I got these from http://forum.kde.org/viewtopic.php?t=17786

Flash Plugins

http://www.freebsd.org/doc/handbook/desktop-browsers.html

Vim

Initially, I cannot get gvim to work. See these

http://www.freebsd.org/cgi/query-pr.cgi?pr=ports/180417
http://forums.freebsd.org/showthread.php?t=40610

It works when I compiled the port with “make -DWITH_OPTIONS install clean”

KeePass

Have to install mono and /usr/ports/x11-toolkits/libgdiplus

Trip 2011 – part 19

ทริปที่ไปตั้งแต่สองปีที่แล้ว ควรจะเขียนตอนสุดท้ายให้จบๆ สักที จะได้ถึงคิวเขียนถึงทริปอื่นบ้าง

วันสุดท้ายในทริปไปเดินชิลๆ ที่แถบ Notting Hill วิธีเดินทางง่ายๆ คือนั่ง tube ไปลงสถานี Notting Hill Gate

สถานี Notting Hill Gate

Notting Hill อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของลอนดอน เป็นย่านตลาด บ้านเรือนสีสวย ขายของน่ารักๆ อารมณ์ประมาณในหนัง Notting Hill น่ะแหละ

รถเก่า เอามาขายขนมปัง

ร้านขายของเก่า

ถนนสายหลักในย่านนี้คือ Portobello Street ร้านค้าส่วนใหญ่แถวนี้จะขายของเก่า เสื้อผ้า ผักผลไม้

 

ตึกหลากสีมาก

ทาสีเป็นลายธงชาติก็มี

บนถนน Portobello นี้มีจุดน่าสนใจสำหรับคนชอบอ่านหนังสืออยู่จุดนึง คือจะมีบ้านที่ George Orwell นักเขียนชื่อดังเจ้าของเรื่อง 1984 เคยอาศัยอยู่ จุดสังเกตคือมีแผ่นกลมๆ สีน้ำเงินแปะอยู่

Orwell lived here

สำหรับแฟนหนัง Notting Hill ก็จะมีร้านหนังสือประตูสีฟ้า The Travel Bookshop ที่เป็นร้านของพระเอกในเรื่อง อยู่ในย่านนี้ด้วย

The Travel Bookshop

Portobello Road

เดินจนกระทั่งถึงเวลากินมื้อเที่ยง ลองเปิดหาเอาจาก Google Maps ก็มีร้านน่าสนใจอยู่ใกล้ๆ ก็เลยลองไปกินดู เป็นร้านอาหารสเปนชื่อ El Pirata Detapas

มีเซตเมนูสำหรับมื้อเที่ยง ราคาพอรับได้

โฆษณาบอกสรรพคุณ ไม่มีดาวมิชชิลินแต่ก็ได้ recommend

บรรยากาศในร้าน

ขนมปัง

ไส้กรอกอะไรสักอย่าง น่าจะเป็น chorizo อร่อยดี

อันนี้มีครีม ไข่ปลา ข้างในเป็นอะไรสักอย่าง จำไม่ได้ แต่อร่อย

อันนี้จำชื่อไม่ได้ แต่อร่อยอีกเหมือนกัน

น่าจะเป็นปลาทอด

มี house wine ให้ในเซตด้วย

ถือเป็นร้านอาหารสเปนร้านแรกที่เคยกิน ใครไปแถวนั้นแล้วอยากลอง ก็ดูแผนที่/เวลาปิดเปิด ได้จากหน้านี้

จบจากมื้อกลางวันแล้วก็ไปทำธุระ รับฝากของจากมิตรสหายท่านหนึ่งกลับมาเมืองไทย แล้วก็ได้เวลาไปสนามบิน

ผ่านแถว Queensway แว้บๆ

ผ่านร้านเป็ดยอดนิยมของคนไทย

จัดการธุระเสร็จแถวๆ Marylebone

จนกระทั่งถึงเมืองไทยก็ไม่ได้ถ่ายรูปอื่นอีกเลย ทริปนี้มันก็เลยจบเอาดื้อๆ ที่ตรงสถานีนี้น่ะแหละ

ลิงก์ตอนเก่าๆ

Redesign

วันนี้มีเวลาว่างๆ ทั้งวัน ได้โอกาสทำเรื่องที่อยากทำมานานแล้วคือ ย้าย pittaya.com จากโฮสติ้งเดิมที่เป็น shared host ของ site5 มาอยู่บน cloud สักที

เรื่องการใช้งานก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่รู้สึกว่าการบริหารจัดการผ่านหน้า web interface มันไม่ถนัด แล้วบนโฮสต์ก็มีของที่ไม่ใช้แต่ไม่ได้ลบออก เละเทะไม่ค่อยเป็นระเบียบ รวมทั้งสัญญาเช่าจะหมดเอาปลายเดือนนี้แล้วด้วย ก็เลยได้จังหวะย้ายเสียเลย

คำถามแรกที่เจอคือ จะย้ายไปอยู่ที่ไหน ซึ่งตัวเลือกยอดฮิตก็มี 3 ยี่ห้อใหญ่ คือ EC2 ของ Amazon, Azure ของ Microsoft หรือว่า GCE ของ Google แต่ละเจ้าก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป สุดท้ายก็เลือกเอา EC2 ของ Amazon เพราะเคยใช้มาก่อนแล้ว คุ้นเคยที่สุด ขี้เกียจอ่าน document เพิ่มเติม

เนื่องจากว่าเป็น blog เล็กๆ คนเข้าไม่เยอะ เลือกใช้เครื่องแบบถูกสุดของ Amazon ก็น่าจะพอ โดยเครื่องที่ใช้เป็น EC2 แบบ micro instance รัน Ubuntu 12.04 LTS / Nginx / PHP-FPM / MariaDB ตามมาตรฐานทั่วไป

หลังจากย้ายโฮสติ้งมาที่ใหม่แล้ว ก็ถือโอกาสเปลี่ยน theme ใหม่ไปด้วยเลย ทีแรกก็หา theme ที่เป็น responsive แบบ minimal นิดนึงแต่ไม่เจอถูกใจสักอัน เลยตัดสินใจทำเอง โดยใช้ theme Bones เป็นพื้นฐาน หน้าตาก็ลอกๆ มาจากหลายที่ เอามาปรับเอา

ตอนนี้ถ้าเปิดดูบน PC / Tablet / Mobile ก็ควรจะดูดีหมดทุก device ละ (ทดสอบบน Firefox / Chrome / Mobile Safari – แต่บน IE อาจจะพัง เพราะไม่ได้ลอง)

2110327 Algorithm Design, first semester, 2556

Slides

We use as our main slide but I will also use some other slides from previous years as well.

Lecture Log

  • (2013-06-03) Introduction, Stable Marriage Problem.

  • (2013-06-05) Special Lecture from Dr. Damrong Guoy.

  • (2013-06-10) Finished the Stable Marriage Problem. We talked about Pseudo-code. We will use Pseudo-code as a medium for communication. Covered the main slide pp. 25–31. The classroom Exercise was to solve the following problem.

    “Sum of Four Elements Problem”
    Input: four arrays of integers, each of size N. a[1..n],b[1..n],c[1..n],d[1..n] and a number X.
    Output: Either “Yes” or “No”. It will be “Yes” if and only if there exists a[i]+b[j]+c[k]+d[l] == x.

  • (2013-06-12) Showed the solution of the above problem in O(N^2), using hash or O(N^2 lg N) using binary search or AVL Tree. Intro to Analysis. What is the goal of analysis? Why we measure the growth of the function instead of the actual time. We can measure by either experiment (write a program and count the number of executed basic command), or by analysis (derive a function that describes the number of executed command and analyze the function). Done a classroom exercise. Cover the main slide pp. 63 – 75

    The solution of the Sum of Four Elements is as follow

  • (2013-06-17) Revisit the asymptotic notation (O,\Theta,\Omega, etc.) Covered the main slide pp. 79–97.

  • (2013-06-19) We finished the Analysis of Algo with the Master Method. We covered the main slide pp. 76–78 and 98–109. Classroom exercise is to analyze this

  • (2013-06-24) Introduction to Divide and Conquer (D&C). Examples are a binary search and a sequential search, both in recursive mode. We talked about Maximum Contiguous Sum of Subsequence. Classroom exercise is to write N^3 or N^2 of the MCS and to analyze another solution. We covered the slide from 2010

The pseudo-code of the solutions are as follow

  • (2013-06-26) We had a quiz for 30 minutes on Analysis. Merge Sort are covered. See this page for the code of Merge Sort.

  • (2013-07-01) Quick sort. x^m mod k, Closest pair, Strassen

  • (2013-07-03) The rest of sorting, shell sort.

  • (2013-07-08 and 2013-07-10) Class skipped, I went to www.IOI2013.org

  • (2013-07-15) Introduction to Dynamic Programming, Memoization. Fibonacci, C(n,r)

  • (2013-07-17) SUPER MAKE UP CLASS!!! We start at 8.00 until 12.00. at 9.00, we also had a quiz. We talked about dynamic programming. Longest Common Subsequence, 01-Knapsack, Matrix Chain Multiplication. In-class exercise is lots of memoization of the said algorithm.

  • (2013-07-31) Class skipped. Sorry guys.

  • (2013-08-05) After a loooong break and midterm, we met at last. Introduction to graph algorithm. BFS. In class exercise is find a “friend-of-friend” and “freind-of-freind-of-friend….”.

  • (2013-08-07) Finished the BFS and talked about DFS. There is a homework to modify DFS to detect a cycle in a graph.

  • (2013-08-14) Topological Sorting, Strongly Connected Component.

  • (2013-08-19) Prim’s and Kruskal’s. Disjoint Set. In-class exercise is to write Prim’s before seeing the actual implementation.

  • (2013-08-21) Cut Property. Greedy Algorithm. Activity Selection.

  • (2013-08-26) Shortest Path. Dijkstra’s Algorithm

  • (2013-08-28) More on Dijkstra’s Algorithm. Negative weight edge, Bellman-Ford

  • (2013-09-02) Bellman-Ford, Floyd-Warshall

  • (2013-09-04) State Space Search. Basic Combinatorial problem. Sum-of-subset problem.

  • (2013-09-09) N-Queen, Permutation, BFS and DFS. In-class exercise is to write n-queen.

File attachments: 

new OpenVPN

Tags: 

มีเพิ่มเติม 2 บรรทัด ให้ push routing ไปยัง client บรรทัดแรกบอกว่าทั้งหมดในจุฬาให้ใช้ผ่าน vpn บรรทัดที่สองบอกว่าต่อเข้า server ovpn ผ่านทาง network ปรกติ

push route 161.200.0.0 255.255.0.0
push route remote_host 255.255.255.255 net_gateway 1

Desktop linux again

openSUSE 12.3 and openSUSE 13.1

Fix YaST2 and rvm

YaST is ported to ruby and out-of-the-box DOES NOT work with rvm. I have to

gem install fast_gettext

to fix this.

network not working

check this http://forums.opensuse.org/english/get-technical-help-here/network-inter…
Stop the service first

systemctl is-active network.service && \
systemctl stop network.service

Enable NetworkManager

systemctl --force enable NetworkManager.service

Enable the service again

systemctl start network.service

repositories

  • add packman repositories

package

  • via communities repositories (PackMan, etc.)

sudo zypper install git subversion mercurial gcc-c++ kate emacs gvim gnucash filezilla krusader texlive gimp inkscape wine smb4k artha vlc comix keepass dropbox wine wine-mp3 virtualbox sysstat

  • Other packages
    • codeblock
    • steam
    • synergy

VirtualBox

Copy the file /usr/lib/udev/rules.d/60-vboxdrv.rules to /etc/udev/rules.d/, open it with a text editor, and remove the leading ‘#’s from the last 4 lines below the comment in line #2. This is needed to give you the needed permissions, but is disabled by default in the openSUSE package because of security concerns.
It should work then after a reboot.

LibreOffice 4

zypper ar -f http://download.opensuse.org/repositories/LibreOffice:/Stable/openSUSE_12.3/LibreOffice:Stable.repo
zypper in libreoffice -r "Stable Version of LibreOffice (openSUSE_12.3)"

my widget looks ugly, have to install package libreoffice-gnome

Codec

http://opensuse-guide.org/codecs.php

Font Config

ต้องใช้ไฟล์ ~/.fonts.conf (มีอยู่ใน hg linux-file แล้ว)
อย่าลืม ln -s linux-file/.fonts.conf

อย่าลืมติดตั้ง font ต่าง ๆ อ่าน http://www.binarytides.com/gorgeous-looking-fonts-ubuntu-linux/

Mouse Problem

  • vi /etc/X11/xorg.conf.d/50-synaptics.conf
  • add
        Option "VertResolution" "100"
        Option "HorizResolution" "65"
        # disable synaptics driver pointer acceleration
        Option "MinSpeed" "3"
        Option "MaxSpeed" "20"
        # tweak the X-server pointer acceleration
        #Option "AccelerationProfile" "2"
        Option "AdaptiveDeceleration" "1"
        Option "ConstantDeceleration" "16"
        Option "VelocityScale" "32"

to the InputClass of synaptics, making the section become

Section "InputClass"
        Identifier "touchpad catchall"
        Driver "synaptics"
        MatchIsTouchpad "on"
# This option is recommend on all Linux systems using evdev, but cannot be
# enabled by default. See the following link for details:
# who-t.blogspot.com/2010/11/how-to-ignore-configuration-errors.html
        MatchDevicePath "/dev/input/event*"
        Option  "HorizScrollDelta"      "0"
# enable tap-to-click as default (bnc#722457)
        Option "TapButton1" "1"
        Option "TapButton3" "2"
        Option "TapButton2" "3"
        Option "VertResolution" "100"
        Option "HorizResolution" "65"
        # disable synaptics driver pointer acceleration
        Option "MinSpeed" "3"
        Option "MaxSpeed" "20"
        # tweak the X-server pointer acceleration
        #Option "AccelerationProfile" "2"
        Option "AdaptiveDeceleration" "1"
        Option "ConstantDeceleration" "16"
        Option "VelocityScale" "32"
 
EndSection

Samba

Set the Promp

use http://www.kirsle.net/wizards/ps1.html
read this as well http://www.fvue.nl/wiki/Bash:_How_to_change_tab_and_window_title_of_console
check this two for 256 colors as well
* http://www.askapache.com/linux/bash-power-prompt.html#256_Color_Prompt_C…
* http://www.logilab.org/blogentry/20255
* http://misc.flogisoft.com/bash/tip_colors_and_formatting

the current prompt is

function EXT_COLOR () { echo -ne "\[\033[38;5;$1m\]"; }
function EXT_BGCLR () { echo -ne "\[\033[48;5;$1m\]"; }
export PS1="`EXT_COLOR 204`\u`EXT_COLOR 84`@`EXT_COLOR 141`\h`EXT_COLOR 84`:`EXT_COLOR 208`\w`EXT_COLOR 84`>\[\033[0m\]"

mount ntfs

/dev/disk/by-id/ata-SAMSUNG_MZ7PC256HAFU-000L7_S0Y5NSACC01704-part3 /dae        ntfs-3g rw,user,users,nosuid,nodev,relatime,uid=1000,gid=users,fmask=003,dmask=002,default_permissions,allow_other,exec 0 0

Pimp my Firefox

I love my KDE in black but firefox won’t agree with this. Create this file ~/.mozilla/firefox/XXXX.default/chrome/userContent.css

input {
border: 2px inset white ;
background-color: white ;
color: black ;
}
 
textarea {
border: 2px inset white ;
background-color: white ;
color: black ;
}
 
select {
border: 2px inset white;
background-color: white;
color: black;
}
 
input[type="radio"],
input[type="checkbox"] {
border: 2px inset white ;
background-color: white;
color: ThreeDFace l
}
 
*|*::-moz-radio {
background-color: white;
}
 
button,
input[type="reset"],
input[type="button"],
input[type="submit"] {
border: 2px outset white;
background-color: #eeeeee;
color: black;
}
 
body {
background-color: white;
color: black;
display: block;
margin: 8px;
}

Misc.

HG repo

.hgrc เริ่มต้น

[ui]
username=Nattee Niparnan <nattee@gmail.com>
 
[hostfingerprints]
isl2-dev.cp.eng.chula.ac.th=26:7f:97:cc:de:4c:fa:b8:60:3b:31:96:62:3a:5d:02:00:7f:ce:ed
 
[auth]
isl2-dev.prefix=https://isl2-dev.cp.eng.chula.ac.th/hg
isl2-dev.username=ไม่บอก
isl2-dev.password=ไม่บอก

Back in business!

ไม่ได้เขียน blog มาปีนึง ถือโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2013 ปลุกชีพ blog ขึ้นมาอีกสักครั้ง

คราวนี้ย้ายโฮสต์จาก Clnox มาเป็น Site5 เลยอัพเกรดเป็น Drupal 7 ไปด้วยในตัว แต่เนื่องจากเว็บเดิมมี custom module กับ theme ที่รันบน Drupal 6 เป็นหลัก บวกกับความขี้เกียจ port (จริงๆ คือเขียน module บน Drupal ไม่เป็นแล้ว เพราะไม่ได้ทำนานจัด T_T) เลยกะว่า ทำใหม่ง่ายกว่า แล้วค่อย import เว็บเดิมมาเก็บไว้ที่ archive.suksit.com

จังหวะนี้เลยเอาระบบ 3rd party comment management มาลองใช้ไปด้วยในตัว เห็นเพื่อนหวูดใช้ Disqus อยู่ เลยเลือกใช้ Livefyre เพื่อความแปลกใหม่ ^^

โปรดติดตามตอนต่อไป :)

BarCamp Bangkok 5

เพื่อไม่เป็นการละเลยกฎของ BarCamp ข้อสอง “You do blog about BarCamp” ก็ขอบันทึกลง blog ไว้สักหน่อย

BarCamp Bangkok ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 5 ห่างจากครั้งที่ 4 ไปปีกว่า (แต่ระหว่างนั้นก็มีคนจัด BarCamp Bangkhen ไปสองรอบ) รูปแบบของงานเปลี่ยนไปจากงานครั้งอื่นๆ เยอะ จากงานที่มีคนเข้าร่วมหลายร้อยคน (ครั้งที่ 2-4) ก็เหลือแค่ไม่ถึงร้อยคน ตัดรายละเอียดรุงรังที่ทำให้การจัดงานวุ่นวายโดยไม่จำเป็นออกนั่นคือ

  • ไม่เลี้ยงข้าว
  • ไม่มีแจกเสื้อ
  • ไม่มีเน็ตฟรี

บวกกับการจำกัดจำนวนคนเข้าร่วม (เนื่องจากสถานที่ไม่ใหญ่) บังคับให้คนลงทะเบียนต้องระบุหัวข้อที่จะพูดก่อนวันงาน ทำให้ BarCamp คราวนี้เป็นงานที่มีหัวข้อน่าสนใจเยอะกว่าครั้งที่ผ่านๆ มาอย่างชัดเจน

session ที่ได้เข้าก็มีเรื่อง Hadoop / OpenStreetMap / Websocket / MeshBKK / CDN / Manycore System แล้วก็พูดเองไป session นึง

ตอนแรกที่ลงทะเบียน กะว่าจะพูดเรื่อง PHP Microframework แต่ตอนหลังเปลี่ยนใจมาพูดเรื่อง Firefox OS แทน สไลด์ประกอบก็ตามด้านล่าง

ด้วยรูปแบบที่จำกัดคนเข้าร่วมสกรีนคนประเภท มาหาเพื่อน/มาฟังคนดัง/มาเอาเสื้อฟรี ออกไป ทำให้บรรยากาศในงานเอื้อต่อการพูดคุยแลกเปลี่ยนระหว่างคนที่มาร่วมงานด้วยความสนใจจริงๆ ไม่ค่อยมีจับกลุ่มคุยเฉพาะเพื่อนตัวเอง

Free Beer

ถ้าจัดงานในมหาลัย ก็ไม่สามารถมีอะไรแบบนี้ได้

ก็ขอบคุณคณะจัดงานทุกท่าน ที่ทำให้ BarCamp Bangkok กลับมาสนุกอีกครั้ง

Data Structure, second semester 2012

Mini Fan for Raspberry Pi

I buy tiny fan that should be used with SoC on Raspberry Pi. Unfortunately, it is not included heat sink and no matching power connector in board.

Connect Bluetooth module to Raspberry Pi

I try to connect Bluetooth module (not USB dongle) to Raspberry Pi’s UART (Tx, Rx). Only LED on Bluetooth module blinking. It seems does not work. My PC that connects USB Bluetooth dongle sees Bluetooth device that connect to Raspberry Pi but terminal program in that PC cannot work.

Person name around the world

This is very interesting. See also Arabic name

2110327 Algorithm Design, first semester, 2555


RDC 2013

Programming iRobot Create

#include <stdio.h>
#include <iostream>
 
#include "RobotConnector.h"
 
#include "cv.h"
#include "highgui.h"
 
using namespace std;
 
#define Create_Comport "COM4"
 
bool isRecord = false;
 
int main()
{
    CreateData  robotData;
    RobotConnector  robot;
 
    ofstream    record;
    record.open("../data/robot.txt");
 
    if( !robot.Connect(Create_Comport) )
    {
        cout << "Error : Can't connect to robot @" << Create_Comport << endl;
        return -1;
    }
 
    robot.DriveDirect(0, 0);
    cvNamedWindow("Robot");
 
 
    while(true)
    {
        cvWaitKey(30);
        double vx, vz;
        vx = vz = 0;
 
 
        if (robotData.bumper[0]) {
            cout << "bump left" << endl;
        }
        if (robotData.bumper[1]) {
            cout << "bump right" << endl;
        }
 
 
        double vl = vx - vz;
        double vr = vx + vz;
 
        int velL = (int)(vl*Create_MaxVel);
        int velR = (int)(vr*Create_MaxVel);
 
        int color = (abs(velL)+abs(velR))/4;
        color = (color < 0) ? 0 : (color > 255) ? 255 : color;
 
        int inten = (robotData.cliffSignal[1] + robotData.cliffSignal[2])/8 - 63;
        inten = (inten < 0) ? 0 : (inten > 255) ? 255 : inten;
 
        //cout << color << " " << inten << " " << robotData.cliffSignal[1] << " " << robotData.cliffSignal[2] << endl;
 
        robot.LEDs(velL > 0, velR > 0, color, inten);
 
        if( !robot.DriveDirect(velL, velR) )
            cout << "SetControl Fail" << endl;
 
        if( !robot.ReadData(robotData) ) {
            //cout << "ReadData Fail" << endl;
        }
 
        if( isRecord )
            record << robotData.cliffSignal[0] << "\t" << robotData.cliffSignal[1] << "\t" << robotData.cliffSignal[2] << "\t" << robotData.cliffSignal[3] << endl;
 
        cout << "Robot " << robotData.cliffSignal[0] << endl;
    }
 
    robot.Disconnect();
 
    return 0;
}
File attachments: 
Attachment Size
iRobot Create.pdf 3 MB
Hl-340.exe 219.32 KB
AutoRDC2012_V2.rar 423.15 KB
State_Machine.pptx 63.06 KB
AutoRDC2012_V3.rar 422.18 KB
RDC2013_v1_main.cpp 3.42 KB

Trip 2011 – part 18

เป็นการดองบล็อกยาวข้ามปีแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ในที่สุดก็กลับมาเขียนเรื่องเที่ยวของวันเกือบสุดท้ายในลอนดอนต่อแล้ว

สถานที่แรกที่ไปเที่ยววันนี้คือ Tate Britain (คนละอันกับ Tate Modern แต่อยู่ในเครือเดียวกัน) วิธีเดินทางง่ายๆ ก็นั่ง tube ไปลงสถานี Plimlica แต่วันนี้ลองนั่งรถบัสชมเมืองดูบ้าง

ร้านขายของเล่น Dark Sphere ชื่อเท่ดี มีการ์ดเกมขายด้วย

โฆษณาเบียร์ Heineken บอกว่ากินไวน์มันไม่สนุกและบ้าเท่ากินเบียร์หรอก

ในที่สุดก็มาถึงด้านหน้าของ Tate Britain

The Home of British Art

ผลงานที่จัดแสดงภายในก็อย่างที่ชื่อบอกไว้ นั่นคือ Home of British Art เน้นงานศิลปะของศิลปินอังกฤษเป็นหลัก ซึ่งถ้าไม่ค่อยรู้จักศิลปินอังกฤษ (เช่น Blake, Turner, Constable) ดูแล้วอาจจะไม่ค่อยอินเท่าไหร่

ดูงานที่ Tate Britain เสร็จแล้วเดินออกมาจะเจอกับจุดจอดจักรยานเช่า วันนี้ก็ลองปั่นจักรยานดูสักหน่อย โดยการใช้งานก็เดินไปจิ้มที่จุดจอดจักรยาน เสียบบัตรเครดิตหรือเดบิตเข้าไป จากนั้นเครื่องจะให้รหัสปลดล็อกจักรยานมา เพื่อเอาไปปลดล็อก เอาจักรยานมาขี่ได้ โดยจะเสียค่าบริการครั้งแรก 1 ปอนด์ต่อ 24 ชั่วโมง และสามารถใช้งานจักรยานได้ 30 นาที ถ้าเอาจักรยานไปเก็บที่จุดจอด (ซึ่งมีกระจายอยู่ทั่วเมือง) ภายใน 30 นาทีก็ไม่เสียอะไรเพิ่ม (ระบบจะหักเงินจากบัตรเครดิต/เดบิตของเรา) ถ้าเกิดว่าเราเอาจักรยานไปเก็บแล้ว กดรหัสเอาออกมาใหม่ ภายใน 24 ชั่วโมงก็จะไม่เสียค่าบริการ ซึ่งถ้า manage ดีๆ แล้ว เราสามารถปั่นจักรยานได้ทั้งวันโดยเสียค่าเช่าแค่ 1 ปอนด์เท่านั้น (คือต้องเอาจักรยานไป dock ที่จุดจอดทุกๆ 30 นาที) ก็เป็นอีกทางเลือกให้คนชอบปั่นจักรยาน ซึ่งถนนหนทางในลอนดอนก็ทำออกมาค่อนข้างเป็นมิตรกับนักปั่นอยู่ และไม่มีรถราใหญ่ๆ ให้น่ากลัว

อีกปัจจัยคือ การเดินทางไปแหล่งท่องเที่ยวถัดไป คือ Imperial War Museum มันเดินทางลำบาก (วันอาทิตย์ tube บางเส้นทางปิดทำการ ถ้าจะนั่งก็ต้องอ้อมเยอะ)

ปั่นข้ามแม่น้ำเทมส์มาได้สักพัก ก็มาถึง Imperial War Museum

ด้านหน้า Imperial War Museum

Imperial War Museum เป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงงานเกี่ยวกับสงครามในยุคสมัยก่อน ที่เน้นเป็นหลักก็ส่วนของสงครามโลกครั้งที่สอง

ส่วนหนึ่งจากกำแพงเบอร์ลิน

ด้านในพิพิธภัณฑ์แบ่งเป็นหลายชั้น โถงด้านหน้าเป็นส่วนแสดงอาวุธสงครามทั้งรถถัง และเครื่องบินรถแบบต่างๆ ส่วนด้านในจะเป็นส่วนแสดงประวัติศาสตร์ของสงคราม

เครื่องบินรบสมัยสงครามโลก

ส่วนที่น่าสะเทือนใจมากๆ ในการชมพิพิธภัณฑ์นี้คือ ส่วนแสดงงานจะค่อยๆ เล่าถึงความเป็นมาของสงครามโลกครั้งที่สอง แสดงให้เห็นความโหดร้ายของสงครามและ build คนดูไปจนกระทั่งถึงห้องใหญ่ที่เป็น climax ของงานคือห้องที่พูดถึงค่ายกักกันของนาซี ดูแล้วขนลุกมากๆ

กว่าจะออกมาจาก War Museum ก็เย็น ซึ่งตอนค่ำวันนี้มีภารกิจต้องไปดูคอนเสิร์ตอีกงานหนึ่ง ซึ่งจองตั๋วไว้ตั้งแต่ตอนอยู่เมืองไทยแล้ว นั่นคือคือคอนเสิร์ตโปรโมตอัลบั้ม Write About Love ของวง Belle and Sebastian

Belle and Sebastian เป็นวงอินดี้ชื่อดังจาก Glasglow ซึ่งมีฐานแฟนเพลงในบ้านเราออกจะเยอะอยู่พอสมควร แต่ก็ไม่เคยมีวี่แววว่าจะมาแสดงสดในย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนั้น การเดินทางมาดูถึงลอนดอนนี่ก็ถือว่าเป็นโอกาสที่หาได้ยากอยู่

ซื้อตั๋วล่วงหน้าตั้งแต่ก่อนจะมา ได้ในราคาตั๋ว 2 ใบ 54.5 ปอนด์ สถานที่แสดงก็เล่นที่ Roundhouse ที่เดียวกับที่ดู Explosions in the Sky

คอนเสิร์ตนี้ซื้อตั๋วล่วงหน้าแต่เนิ่นๆ เลยได้ที่ค่อนข้างดี เกือบจะติดขอบเวทีเลยทีเดียว

สินค้า Merchandise หน้างาน ไม่ได้ซื้อเพราะว่ามันแพง T-T

วงเปิด ชื่ออะไรไม่รู้ จำไม่ได้

Belle and Sebastian มาแล้ว

เห็น Staurt Murdoch กันชัดๆ

คอนเสิร์ตจบ แก้วเบียร์เกลื่อน

เพลงส่วนใหญ่ที่เล่นจะเน้นไปที่อัลบั้มล่าสุดกับอัลบั้มแรก ดูจบแล้วรู้สึกคุ้มค่าตั๋วมาก ไม่ต้องมาหวังลมๆ แล้งๆ ว่าวงจะมาเล่นแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี่เมื่อไหร่

คอนเสิร์ตจบก็นั่ง tube กลับที่พัก ในสถานีเจอป้ายโฆษณาคอนเสิร์ต High Voltage น่าดูดีเหมือนกัน มีวงที่อยากดูหลายวง แต่ก็ไม่มีโอกาสแหละนะ เพราะอีกไม่กี่วันก็ต้องกลับไทยแล้ว

โปสเตอร์โฆษณาคอนเสิร์ต High Voltage

ดองไว้นานมาก ตอนถัดไปตอนสุดท้ายละ

ลิงก์ตอนเก่าๆ

Drupal feed importer

Recently, I have a chance to use drupal commerce with feed importer. Feed importer is very good because I can easily transfer data from MySQL to the website.

However, sometime the import process crash and I am stuck with importing page with xx% status and nothing can be done via UI.

To fix this, I have to manually edit the status of the import. Basically, all I have to do is to

> update feeds_source set state = ‘b:0;’;
update feeds_source set fetcher_result=’b:0;’;

Check this .

07-huffmanTree.c

#include <stdio.h>
#include <stdlib.h>
 
//-------------------------------------------------------
struct SHuffmanNode;
typedef struct SHuffmanNode *HuffmanNode;
 
typedef HuffmanNode DType;
int cmp(DType d1, DType d2);
char *toString(char *buf, DType d);
//-------------------------------------------------------
struct SBHeap {
    DType *data;
    int length;
    int size;
};
typedef struct SBHeap *BHeap;
//---------------------------------------------
BHeap newBHeap(int length) {
    BHeap h = (BHeap) malloc(sizeof(struct SBHeap));
    h->data = (DType *) malloc(length * sizeof(DType));
    h->length = length;
    h->size = 0;
    return h;
}
void freeBHeap(BHeap h) {
    free(h->data);
    free(h);
}
//---------------------------------------------
int sizeOfBHeap(BHeap h) {
    return h->size;
}
int isEmptyBHeap(BHeap h) {
    return h->size == 0;
}
int isFullBHeap(BHeap h) {
    return h->size == h->length;
}
//---------------------------------------------
void printBHeap(BHeap h) {
    printf("heap:[ ");
    int i;
    char buf[100];
    for (i=0; i<h->size; i++) {
        printf("%s ", toString(buf, h->data[i]));
    }
    printf("]\n");
}
//---------------------------------------------
void addBHeap(BHeap h, DType x) {
    if (isFullBHeap(h)) {
        printf("add : heap is full\n");
        exit(1);
    } else {
        int k = h->size;
        while( k > 0 ) {
            int p = (k-1)/2;
            if (cmp(h->data[p],x) <= 0) break;  // min heap
            h->data[k] = h->data[p];
            k = p;
        }
        h->data[k] = x;
        h->size++;
    }
}
void _heapify(BHeap h, int k) {
    int c;
    while ( (c = 2*k+1) < h->size) {
        if (c+1 < h->size && cmp(h->data[c+1], h->data[ c ]) < 0) c++;
 
        if (cmp(h->data[ c ],h->data[k]) >= 0) break;
        DType t = h->data[k];
        h->data[k] = h->data[ c ];
        h->data[ c ] = t;
        k = c;
    }
}
DType removeMinBHeap(BHeap h) {  // min heap
    if (isEmptyBHeap(h)) {
        printf("heap is empty !\n");
        exit(1);
    } else {
        DType min = h->data[0];
        h->data[0] = h->data[h->size-1];
        _heapify(h, 0);
        h->size--;
        return min;
    }
}
//---------------------------------------------
struct SHuffmanNode  {
    char    c;
    int     freq;
    HuffmanNode left;
    HuffmanNode right;
};
//-------------------------------------------------------
int cmp(HuffmanNode n1, HuffmanNode n2) {
    if (n1->freq == n2->freq) return 0;
    return (n1->freq < n2->freq) ? -1 : 1;
}
char *toString(char *buf, HuffmanNode n) {
    sprintf(buf, "[%c:%d]", n->c, n->freq);
    return buf;
}
//---------------------------------------------
HuffmanNode newHuffmanNode(char c, int f, HuffmanNode left, HuffmanNode right) {
    HuffmanNode n = (HuffmanNode) malloc(sizeof(struct SHuffmanNode));
    n->c = c;
    n->freq = f;
    n->left = left;
    n->right = right;
    return n;
}
void freeHuffmanNode(HuffmanNode n) {
    free(n);
}
HuffmanNode buildHuffmanTree(char c[], int f[], int n) {
    BHeap h = newBHeap(n);
    int i;
    for (i = 0; i < n; i++) {
        addBHeap(h, newHuffmanNode(c[i], f[i], NULL, NULL));
    }
    for (i = 0; i < n - 1; i++) {
        HuffmanNode n1 = removeMinBHeap(h);
        HuffmanNode n2 = removeMinBHeap(h);
        addBHeap(h, newHuffmanNode('*', n1->freq + n2->freq, n2, n1));
    }
    return removeMinBHeap(h);
}
 
void printCodesR(HuffmanNode r, char codes[], int k) {
    if (r->left == NULL && r->right == NULL) {
        codes[k] = '\0';
        printf("%c : %s\n", r->c, codes);
    } else {
        codes[k] = '0'; printCodesR(r->left, codes, k+1);
        codes[k] = '1'; printCodesR(r->right, codes, k+1);
    }
}
void printCodes(HuffmanNode r) {
    char codes[40];
    printCodesR(r, codes, 0);
}
//---------------------------------------------------
void visit(HuffmanNode r) {
    char buf[100];
    printf("%s ", toString(buf, r));
}
void inorder(HuffmanNode r) {
    if (r == NULL) return;
    inorder(r->left);
    visit(r);
    inorder(r->right);
}
void preorder(HuffmanNode r) {
    if (r == NULL) return;
    visit(r);
    preorder(r->left);
    preorder(r->right);
}
void postorder(HuffmanNode r) {
    if (r == NULL) return;
    postorder(r->left);
    postorder(r->right);
    visit(r);
}
//-----------------------------------------------------
int main(int argc, char *argv[]) {
    int n = 13;
//    char c[] = {'1', '2', '3', '4', '5', '6', '7',
//                '8', '9', 'A', 'B', 'C', 'D'};
//    int  f[] = {24, 16, 15, 11, 8, 4, 4, 4, 4, 4, 2, 2, 2};
    char c[] = {'A', 'B', 'C', 'D', 'E', 'F'};
    int f[] = {40, 21, 15, 14, 8, 2};
    n = 6;
    HuffmanNode r = buildHuffmanTree(c, f, n);
    printf("inorder   = "); inorder(r); printf("\n");
    printf("preorder  = "); preorder(r); printf("\n");
    printf("postorder = "); postorder(r); printf("\n");
    printCodes(r);
    return 0;
}

05-linkedlist.c

#include <stdio.h>
#include <stdlib.h>
 
//-------------------------------------------------------
typedef float DType;
int cmp(DType d1, DType d2);
char *toString(char *buf, DType d);
//-------------------------------------------------------
int cmp(float d1, float d2) {
    if (d1 == d2) return 0;
    return (d1 < d2) ? -1 : 1;
}
char *toString(char *buf, float d) {
    sprintf(buf, "%6.2f", d);
    return buf;
}
//-------------------------------------------------------
struct SLinkedNode;
typedef struct SLinkedNode *LinkedNode;
 
struct SLinkedNode  {
    DType data;
    LinkedNode next;
};
LinkedNode newLinkedNode(DType d, LinkedNode next) {
    LinkedNode n = malloc(sizeof(struct SLinkedNode));
    n->data = d;
    n->next = next;
    return n;
}
//----------------------------------------------------------
// Singly-linked list with header node
//----------------------------------------------------------
struct SLinkedList;
typedef struct SLinkedList *LinkedList;
 
struct SLinkedList  {
    int size;
    LinkedNode header;
};
LinkedList newLinkedList() {
    LinkedList list = malloc(sizeof(struct SLinkedList));
    list->size = 0;
    list->header = newLinkedNode(0, NULL);
    return list;
}
void freeLinkedList(LinkedList list) {
    LinkedNode q, p = list->header;
    while (p != NULL) {
        q = p->next;
        free(p);
        p = q;
    }
    free(list);
}
//---------------------------------------------------------
int sizeOfLinkedList(LinkedList list) {
    return list->size;
}
int isEmptyLinkedList(LinkedList list) {
    return list->size == 0;
}
void printLinkedList(LinkedList list) {
    printf("LinkedList[ ");
    LinkedNode p = list->header->next;
    char buf[100];
    while( p != NULL) {
        printf("%s ", toString(buf, p->data));
        p = p->next;
    }
    printf("]\n");
}
//---------------------------------------------
LinkedNode _nodeOf(LinkedList list, int pos) { // if pos = -1 return header
    int i;
    LinkedNode p = list->header;
    for (i=-1; i<pos; i++) {
        p = p->next;
    }
    return p;
}
DType getLinkedList(LinkedList list, int pos) {
    if (pos < 0 || pos >= list->size) {
        printf("getLinkedList : out of range\n");
        exit(1);
    }
    LinkedNode p = _nodeOf(list, pos);
    return p->data;
}
LinkedNode _addAfterLinkedNode(LinkedList list, LinkedNode p, DType x) {
    p->next = newLinkedNode(x, p->next);
    list->size++;
    return p->next;
}
void addLinkedList(LinkedList list, DType x, int pos) {
    if (pos < 0 || pos > list->size) {
        printf("addLinkedList : out of range\n");
        exit(1);
    }
    LinkedNode p = _nodeOf(list, pos-1);
    _addAfterLinkedNode(list, p, x);
}
void addFirstLinkedList(LinkedList list, DType x) {
    addLinkedList(list, x, 0);
}
void addLastLinkedList(LinkedList list, DType x) {
    addLinkedList(list, x, list->size);
}
int indexOfLinkedList(LinkedList list, DType x) {  // -1 = notfound
    LinkedNode p = list->header->next;
    int i;
    for (i=0; i<list->size; i++) {
        if (cmp(p->data, x) == 0) return i;
        p = p->next;
    }
    return -1;
}
DType removeLinkedList(LinkedList list, int pos) {
    if (pos < 0 || pos >= list->size) {
        printf("removeLinkedList : out of range\n");
        exit(1);
    }
    LinkedNode p = _nodeOf(list, pos-1);
    LinkedNode n = p->next;
    DType x = n->data;
    p->next = n->next;
    free(n);
    list->size--;
    return x;
}
/*-----------------------------------------
LinkedNode reverse(LinkedNode p) {
    if (p == NULL) return NULL;
    if (p->next == NULL) return p;
    LinkedNode q = p->next;
    LinkedNode r = reverse(p->next);
    q->next = p;
    p->next = NULL;
    return r;
}
void reverseLinkedList(LinkedList list) {
    list->header->next = reverse(list->header->next);
}
-------------------------------------------
*/
void reverseLinkedList(LinkedList list) {
    LinkedNode p1 = NULL;
    LinkedNode p2 = list->header->next;
    LinkedNode p3;
    while(p2 != NULL) {
        p3 = p2->next;
        p2->next = p1;
        p1 = p2;
        p2 = p3;
    }
    list->header->next = p1;
}
int equalLinkedList(LinkedList list1, LinkedList list2) { // 0 = not equal, 1 = equal
    if (list1->size != list2->size) return 0;
    LinkedNode p1 = list1->header->next;
    LinkedNode p2 = list2->header->next;
    while (p1 != NULL && p2 != NULL) {
        if (cmp(p1->data,p2->data)!=0) return 0;
        p1 = p1->next;
        p2 = p2->next;
    }
    return p1 == NULL && p2 == NULL;
}
LinkedList createLinkedList(DType data[], int n) {
    LinkedList out = newLinkedList();
    int i;
    for (i=n-1; i>=0; i--) {
        addFirstLinkedList(out, data[i]);
    }
    return out;
}
//----------------------------------------------
int main(int argc, char *argv[]) {
    LinkedList q = newLinkedList();
    addLastLinkedList(q, 1);
    printLinkedList(q);
    addLastLinkedList(q, 2);
    printLinkedList(q);
    addLinkedList(q, 3, 0);
    printLinkedList(q);
    addFirstLinkedList(q, 9);
    printLinkedList(q);
    removeLinkedList(q, 1);
    printLinkedList(q);
    addLinkedList(q, 13, 1);
    printLinkedList(q);
    addLinkedList(q, 22, 3);
    removeLinkedList(q, 2);
    printLinkedList(q);
    reverseLinkedList(q);
    printLinkedList(q);
    //------------------------
    float data[] = {2,22,13,9};
    LinkedList copy = createLinkedList(data, 4);
    printf("copy + equals = %d\n", equalLinkedList(copy, q));
    int i, n;
    int correct = 1;
    for (i=0, n=sizeOfLinkedList(q); correct && i<n; i++) {
        int x = getLinkedList(q, i);
        if (indexOfLinkedList(q, x)!=i) correct = 0;
    }
    if (indexOfLinkedList(q, -999) != -1) correct = 0;
    printf("indexOf = %d\n", correct);
    return 0;
}

« Previous Entries Next Entries »