เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เนื้อย่าง Tanka

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เนื้อย่าง Tanka

พอกลับจาก Yufuin มาถึงตัวเมือง Fukuoka แล้ว ก่อนจะกลับที่พักก็แวะทานข้าวเย็นสักหน่อย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เนื้อย่าง Tanka

ร้านที่แวะชื่อ Tanka อยู่แถวระหว่างสถานี Yakuin กับสถานี Watanabedori เปิด 6 โมงเย็นถึงตี 3 (ข้อมูลจาก tabelog) อาหารเป็นแนวๆ เนื้อย่างหลายแบบ เท่าที่เห็นคนส่วนใหญ่ที่มากินก็เป็นพวกพนักงานออฟฟิศ

ที่ร้านไม่มีเมนูภาษาอังกฤษ แต่รายการอาหารหลายๆ อย่างก็เป็นตัวคะตะกะนะ อ่านไม่ยากเท่าคันจิ และพอเดาๆ มั่วๆ ไปได้ พนักงานก็พยายามช่วยเหลือดี

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เนื้อย่าง Tanka

ระหว่างรออาหารที่สั่ง ก็มีของทานเล่นมาให้กินรอไปพลางๆ อันนี้เป็นคล้ายๆ เนื้อเปื่อย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เนื้อย่าง Tanka

อย่างแรกเป็นเมนูที่พนักงานบอกว่าคนนิยมสั่ง เป็นเนื้อ + ลิ้น ย่างเสียบไม้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เนื้อย่าง Tanka

มีน้ำจิ้มให้สามอย่าง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เนื้อย่าง Tanka

ย่างมาได้กำลังดีเลย ข้างนอกสุก ข้างในยังแดงนิดๆ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เนื้อย่าง Tanka

สั่งกิมจิมากินตัดรสด้วย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เนื้อย่าง Tanka

อันนี้จำชื่อไม่ได้ แต่เป็นเนื้อส่วนลิ้น เข้าใจว่าย่างเกลือ จะจิ้มซอสหรือบีบมะนาวก็อร่อย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เนื้อย่าง Tanka

จานนี้เป็นโฮรุมง (เครื่องใน) เคี้ยวสนุกดี

ราคารวมทั้งหมด (มีเบียร์สดอีกแก้วนึง) 4,050 เยน ก็รู้สึกว่าแพงนิดนึงแต่ก็อร่อยสมราคาอยู่ ถ้าเกิดว่าอ่านเมนูออกคงจะได้สั่งอะไรมากกว่านี้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

เที่ยวเมือง Yufuin ต่อจากตอนที่แล้ว หลังจากกินข้าวเสร็จก็ถึงเวลาเดินเที่ยวในตัวเมือง จากแผนที่จะเห็นว่าถนนหลักของเมืองจะมีอยู่เส้นเดียว ร้านค้าทั้งหลายจะตั้งเรียงรายอยู่สองฟากถนน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

แผนที่เมือง Yufuin ขอมาจากจุดบริการนักท่องเที่ยวที่สถานี

ถ้าคนที่มาเที่ยวแบบมาเช้าเย็นกลับ เดินเฉพาะถนนสายหลักนี่ก็พอ เพราะนอกจากส่วนนี้ไปแล้วก็บ้านนอกญี่ปุ่นดีๆ น่ะเอง เต็มไปด้วยทุ่งหญ้า ป่าเขา และลำคลอง แต่สำหรับคนที่มาแบบนอนเรียวกังค้างคืน ที่พักพวกนั้นจะอยู่กระจายออกไปรอบนอกหน่อย

ความรู้สึกตอนที่เดินในตัวเมืองคือจะได้อารมณ์คล้ายๆ อำเภอปาย จ.แม่ฮ่องสอน คือส่วนนักท่องเที่ยวนี่ร้านค้าแข่งขันเท่ แข่งกันมีกิมมิคเรียกลูกค้าสุดๆ แต่โซนที่ไม่ใช่ที่ท่องเที่ยวก็จะเป็นคนท้องถิ่นอยู่กันแบบบ้านๆ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

เดินผ่านโรงอาบน้ำสาธารณะชื่อ Shitanyu อยู่ใกล้ๆ ทะเลสาบ Kirinko น่ะแหละ อยากลองเข้าไปแช่น้ำร้อนดูบ้าง แต่งง ไม่รู้จ่ายเงินยังไง เข้าตรงไหน ก็เลยเดินผ่านไป

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

เดินต่อมาอีกเจอ Marc Chagall Museum พิพิธภัณฑ์จัดแสดงงานของศิลปินรัสเซีย ตึกหน้าตาสวยดีเลย ติดทะเลสาบ แต่ก็ยังงงๆ อยู่ว่ามาตั้งพิพิธภัณฑ์อะไรอยู่ตรงนี้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

มี Museum shop และ Cafe ใกล้ๆ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

ตรงนี้เหมือนจะเป็นโซนขายของรำลึกอดีตของคนญี่ปุ่น มีของเล่นเก่าๆ ใบปิดหนังเก่า

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

มีให้ถ่ายคู่กับอุลตร้าแมน + หุ่นเหล็กหมายเลข 28 ด้วย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

มาถึงส่วนถนนคนเดิน ร้านค้าเพียบ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

ไอติมสนูปปี้รสชาเขียว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

ร้านขายเหล้าและอื่นๆ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

บรรยากาศมันปายมาก

ผมไม่ได้กะว่าจะซื้อของฝากหรือของที่ระลึกอะไรติดมือไปด้วยอยู่แล้ว ก็เลยไม่ได้ใช้เวลากับร้านค้าสักเท่าไหร่ แต่ตั้งใจว่ามาแล้วจะลองแช่ออนเซ็นในเมืองนี้ดู ซึ่งต้องเดินออกไปรอบนอกของตัวเมืองหน่อย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

รอบนอกเมืองก็บ้านนอกดีๆ นี่เอง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

พื้นที่รอบนอกส่วนใหญ่เป็นนาข้าว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

เรียงกังหลายๆ แห่งใน Yufuin นี่จะเปิดให้คนที่ไม่ใช่แขกเข้าไปแช่น้ำร้อนได้ด้วย ผมเลือกเรียวกัง Musoen ที่มีบ่อแบบ outdoor ให้แช่ ค่าบริการ 700 เยน (+ผ้าเช็ดตัวราคา 200 เยน) การใช้งานก็เหมือนออนเซ็นญี่ปุ่นปกติ มีห้องล็อกเกอร์สำหรับเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ (แบบบ้านๆ หน่อย) แล้วก็อาบน้ำล้างตัวก่อนลงบ่อ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

ที่ Musoen นี่บรรยากาศดีเลย มีสวนมีต้นไม้ร่มรื่น ตอนแช่น้ำร้อนเห็นวิวท้องฟ้า ก้อนเมฆ และภูเขา Yufu อยู่ไกลออกไปลิบๆ ติดอยู่ตรงที่ว่าอยู่ห่างจากตัวเมืองออกมาเยอะหน่อย ตอนเดินมาเล่นเอาหอบแฮ่ก ดูในแผนที่เหมือนจะพอเดินได้ แต่จริงๆ แล้วมันเป็นทางขึ้นลงเนินเขา จะเหนื่อยกว่าปกติ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

ยอดเขา Yufu มีเมฆปกคลุม

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

มีแต่ทุ่งนาจริงๆ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

เดินกลับมาถึงสถานี Yufuin ฝนก็เริ่มเทลงมา

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

ในสถานีมี Waiting Room ก็นั่งรอฝนซา

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

ระหว่างเดินเล่นรอรถไฟขากลับ ไปเจอกับเบียร์ท้องถิ่น ขวดนี้ 600 เยน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

เพิ่งเห็นว่าถ้าเดินไปจนสุดชานชาลาจะมีที่ให้แช่เท้าด้วย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

แต่ไม่มีเวลาแช่ เพราะรถไฟมาแล้ว เป็น Yufuin no Mori เหมือนตอนขามา

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

อันนี้ซื้อจากมินิมาร์ทในเมือง เอามากินบนรถ เป็นซันโตรี่ผสมโค้ก อร่อยดี

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

เจอรถไฟ JR สีเหลือง สวยดี

ข้อแนะนำตอนนั่ง Yufuin no Mori คือขามา ถ้านั่งติดหน้าต่างฝั่งขวา จะมองเห็นน้ำตกที่มีชื่อเสียงของแถบน้ำด้วย จังหวะนั้นรถไฟจะชะลอให้มีโอกาสดูด้วย ถ้าขากลับก็ให้นั่งฝั่งซ้าย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

วันที่ 6 ในเกาะคิวชู ตามโปรแกรม วันนี้จะนั่งรถไฟไปเที่ยว Yufuin เมืองน้ำพุร้อนชื่อดังของญี่ปุ่น แต่ก่อนเดินทางก็ต้องหาของกินเสียก่อน ผมเลือกไปกินร้านปลาดิบที่อยู่ใน Fukuoka City Fish Market Center คือดูชื่อแล้วเหมือนจะเป็นตลาดปลา แต่พอไปจริงๆ แล้วดูเหมือนสหกรณ์ประมงอะไรงี้มากกว่า ไม่มีตลาดสดอะไรให้ดู

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

ลงรถไฟที่สถานี Akasaka แล้วเดินต่ออีกราวๆ 700 เมตร หน้าตึกมีป้ายชัดเจน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

ร้าน Hakata Uogashi อยู่ชั้นล่างของตึกเลย (รีวิวจาก tabelog)

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

ร้านไม่ใหญ่มาก มีโต๊ะนั่งกิน หรือนั่งที่เคาท์เตอร์ก็ได้ บนผนังมีราคาอาหารให้ดู ราคาไม่แพงเลย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

ผมสั่ง Ikura Kaizendon เป็นข้าวหน้าปลาดิบรวม + ไข่ปลา อันนี้ราคา 980 เยน ปลาสดอร่อยไม่ผิดหวัง

จบจากมื้อเช้าแล้วก็ได้เวลาไปขึ้นรถไฟเพื่อไป Yufuin สักที

Yufuin เป็นเมืองท่องเที่ยวในจังหวัด Oita เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงเรื่องน้ำพุร้อนอีกเมืองนึงนอกจาก Beppu (ที่ดังกว่าและนักท่องเที่ยวเยอะกว่า) การเดินทางจาก Fukuoka แบบสะดวกสุดสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างเราๆ ก็คือนั่งรถไฟ ใช้เวลาประมาณ 2 ชม.10 นาที โดยรถที่มีให้บริการจะมีรถขบวน Yufu ที่เป็นรถ Limited Express ธรรมดา กับรถไฟท่องเที่ยวขบวน Yufuin no Mori วิ่งเส้นทางเดียวกัน ถ้ามี JR Pass ก็สามารถใช้ได้เลย

สำหรับรถขบวน Yufuin no Mori เป็นรถที่คนนิยมนั่งกันทำให้ต้องจองล่วงหน้า ไม่งั้นจะไม่มีที่นั่ง ควรจะเผื่อเวลาไว้สัก 3-4 วัน ของผมก็จองตั๋วไว้ตั้งแต่วันแรกๆ ที่มาถึงเลย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

รถ Yufuin no Mori เข้าเทียบชานชาลาที่สถานี Hakata แล้ว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

เป็นรถที่โด่งดังใช้ได้เลย พอเทียบชานชาลาปุ๊บ ก็มีคนมารุมถ่ายรูปกันเต็ม สังเกตจากเงาสะท้อนบนกระจกได้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

ขบวนนี้ถึง Yufuin 11:34

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

มีเมนูอาหารให้สั่งด้วย สมกับเป็นรถไฟท่องเที่ยว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

ภายในรถไฟตกแต่งด้วยไม้สีอ่อน เบาะนั่งสีเขียวเข้ม ให้ความรู้สึกผ่อนคลายดี บนรถไฟมีพนักงานสาวคอยให้บริการแบบเดียวกับแอร์โฮสเตสบนเครื่องบินด้วย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

ผมสั่งข้าวกล่อง Yufuin no Mori (ชื่อเดียวกับขบวนรถ) เอาไว้ไปกินมื้อกลางวันที่ Yufuin ราคา 1,030 เยน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

มีแจกโปสการ์ดพร้อมประทับตราว่าได้มาจริงๆ นะ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

ห้องคนขับกับส่วนผู้โดยสารเป็นประตูกระจก สามารถเดินไปดู+ถ่ายรูปได้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

พนักงานประจำขบวนเอาป้ายกับหมวกมาให้ มีบริการถ่ายรูปให้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

มาถึงสถานี Yufuin แล้ว เจอสิ่งก่อสร้างหน้าตาแปลกๆ เข้าใจว่าเป็นที่พักผู้โดยสารเฉพาะของขบวน Seven Stars รถไฟท่องเที่ยวระดับหรูหรา

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

ก้าวออกมาจากสถานี Yufuin ก็เจอวิวสวยๆ เลย มีถนนมุ่งเข้าตัวเมือง ร้านค้าเรียงรายสองข้างทาง มีภูเขา Yufu เป็นฉากหลัง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

ใครใคร่นั่งรถม้าก็มีให้บริการ (ไม่รู้ราคา)

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

แผนที่เมือง Yufuin (เอามาจาก japan-guide) จะเห็นว่าออกจากสถานีแล้วจะมีถนนสายหลักมุ่งหน้าไปที่ทะเลสาบ Kirinko สองข้างทางนี่ก็จะเป็นร้านค้ามากมายสำหรับนักท่องเที่ยว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

แต่ผมยังไม่อยากเจอคนเยอะๆ ก็เลยเดินมาทางถนนอีกเส้นหนึ่งที่ไปทะเลสาบ Kirinko เหมือนกัน ชมธรรมชาติและบรรยากาศเมืองในหุบเขา

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

น้ำใส ไหลเย็น เห็นเป็ด

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

เดินมาสักกิโลนึงก็จะถึงทะเลสาบ วิวสวยเลยทีเดียว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

ผมเดินอ้อมทะเลสาบมาทางศาลเจ้าเล็กๆ ดูเงียบสงบดี มีมุมให้นั่งกินข้าว ก็ได้โอกาสกินข้าวกล่องที่ซื้อมา

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

ข้าวกล่องหน้าตาแบบนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นพืชผักแปลกๆ ที่ไม่รู้จักชื่อ กินแล้วไม่ค่อยถูกปากเท่าไหร่ แอบเสียดายเงินอยู่

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

วิวตอนมองกลับไปอีกฟากหนึ่งของทะเลสาบ

ตอนถัดไปจะเดินเที่ยวในตัวเมือง Yufuin ครับ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

จบจากดูนิทรรศการที่ Contemporary Art Museum แล้วก็ไปต่อที่ปราสาท Kumamoto ท่ามกลางท้องฟ้ามืดครึ้ม

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

มองไปไหนก็เจอแต่คุมะมง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

ทางเข้าปราสาท ค่าเข้า 500 เยน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

ด้วยโครงสร้างของปราสาทกำแพงด้านนอกจะเป็นกำแพงหิน มีทางเดินขึ้นเนินซับซ้อน เพื่อให้ป้องกันข้าศึกที่มาบุกได้ง่าย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

ผ่านส่วนทางเข้าที่ซับซ้อนแล้วก็จะมาเจอตัวปราสาท Kumamoto สักที

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

ด้านหน้าปราสาทเป็นลานกว้าง ถ่ายรูปกันได้ตามสะดวก

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

ตรงมุมของลานกว้างมีหอสังเกตการณ์ ขึ้นไปดูได้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

ดูวิวออกไปทางนอกปราสาท

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

ทางเดินภายในดูเก่าๆ ขลังๆ ดี

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

อันนี้เป็นทางเดินใต้ดิน ดูใหม่หน่อย คงเพิ่งมาทำทีหลัง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

มีจุดให้ชักภาพ

ก่อนจะขึ้นปราสาท Kumamoto ผมไปเดินส่วนที่เป็นตำหนัก Honmaru ก่อน ซึ่งในส่วนนี้จะเป็นอาคารทำจากไม้ทั้งหลัง บูรณะขึ้นมาจนดูใหม่กิ๊ง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

ดูเหมือนในการ์ตูนเลย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

ตัวตำหนัก Honmaru ก็ดูสวยเนี้ยบดี แต่ถ้าเทียบกับของปราสาทนาโงย่าที่เคยไปมาแล้ว ดูอันนี้จะอลังการน้อยกว่านิดนึง

ต่อไปก็เข้าไปดูในตัวปราสาท Kumamoto ซึ่งก็จัดแสดงเหมือนปราสาทญี่ปุ่นทั่วไป มีส่วนนิทรรศการ มี artifact เก่าๆ ให้ดู ซึ่งบางทีพอจัดพื้นที่เป็นแบบนี้แล้วมันรู้สึกเหมือนข้างในไม่ใช่ปราสาท เหมือนเป็นตึกธรรมดามากกว่า

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

มีตัวปลาที่ปกติจะประดับอยู่บนหลังคาให้ดู

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

แผนที่เมืองในสมัยก่อน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

ขึ้นมาถึงชั้นบนสุด มีจุดให้ชมวิว เท่านี้แหละ

หลังจากที่เคยไปปราสาทอื่นมาแล้วสองที่ (นาโกย่า กับอินุยามะ) พอมาเจอปราสาท Kumamoto นี่ก็เริ่มจะเบื่อๆ หน่อยแล้ว เพราะไม่มีอะไรแตกต่างกันมากนัก ยกเว้นอินุยามะที่เป็นปราสาทดั้งเดิม ไม่เคยถูกทำลายแล้วสร้างขึ้นมาใหม่ ก็จะมีสภาพเก่าๆ บันไดชัน ทางเดินแคบ ดูแล้วขลังกว่าปราสาทสร้างใหม่เยอะ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

ก่อนกลับ แวะถ่ายรูปกับฮิโกะมะรุคุงได้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

กลับไปเดินแถว Kamitori-Shimotori ที่เป็นย่านช้อปปิ้งแทน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

ร้านสวยๆ ขายของน่ารักๆ เยอะตามสไตล์ญี่ปุ่น

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

ถ่ายชิโนดะซัง พรีเซ็นเตอร์ Chulip ด้านหลังติดขนมโดราเอมอนมาด้วย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

คนเพียบ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

โฆษณาเน็ตคาเฟ่

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

บรรดาสินค้าคุมะมง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

อันนี้โฆษณาร้านโบว์ลิ่งมั้ง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

ถนน Showa dori ทางเท้ากว้าง มีต้นไม้สองข้างทาง บรรยากาศดี

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

กลับมาถึงสถานี Kumamoto แล้ว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

นั่งชินคันเซ็นกลับ Hakata

พอกลับมาถึงสถานี Hakata แล้วผมเดินต่อไปที่ห้าง Canal City เพราะมีมินิไลฟ์ของ Katahira Rina ให้ดู ซึ่งทีแรกก็ไม่รู้จักหรอกว่าเป็นใคร

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

ลองฟังดูแล้วเพลงก็เพราะดีเลยนะ เล่นสด กีตาร์ตัวเดียว มีเพลงให้ฟังบน YouTube ด้วย

ดูจบแล้วก็ไปนั่งร้าน Yatai เหมือนเคย วันนี้เป็นร้านชื่อ Hanayama (花山) อยู่แถวๆ Showa Dori ใกล้สถานี Tenjin

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

เกี๊ยวซ่า

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

ไข่ห่อเมนไทโกะ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

ขาดไม่ได้คือเบียร์เย็นๆ

หมดไปอีกหนึ่งวัน

KYUSHU 2014 : SANGA RYOKAN, KUROKAWA ONSEN

ได้เวลาเดินทางเข้าสู่ Kurokawa Onsen, เมืองพักผ่อนอาบน้ำร้อนชื่อดังญี่ปุ่น

Kurokawa Onsen (黒川温泉)

Kurokawa ตั้งอยู่ในเขตเมือง Aso จังหวัด Kumamoto โดยเป็นเมืองเล็กๆที่เต็มไปด้วยที่พักแบบเรียวกัง และบ่อน้ำพุร้อน ทั้งแบบที่เป็นแบบส่วนตัว และที่เปิดให้คนนอกสามารถเข้าไปลองอาบน้ำดูได้  รายละเอียดเพิ่มเติมลองไปดูได้ที่เวบ japan-guide

PB297274

เรียวกังที่จองไว้ในครั้งนี้คือ  Sanga Ryokan ซึ่งเป็นเรียวกังที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงในแถบนี้ และได้คะแนนเป็นอันดับสองในเวบ TripAdvisor  ตัวเรียวกังมีห้องหลายแบบ หลายขนาด ให้เลือก รองรับได้ตั้งแต่ 2-10 คน

Sanga Ryokan มีที่จอดรถให้แขกที่เข้าพักนำรถมาจอดได้ฟรี  เดินจากที่จอดรถลงมาตามทางเดินก็จะเจอกับอาคารหลักหน้าตาแบบนี้

PB297360

เนื่องจากที่พักนี้อยู่ไกลจากตัวเมืองมาก ทำให้ Pocket Wifi ที่เช่ามา ซึ่งใช้สัญญาณของ AU (KDDI) กลายเป็นก้อนหินไร้ค่าไป แต่ทางเรียวกังมี Free Wifi ให้ใช้งานที่อาคารหลักแห่งนี้ ไม่ต้องกลัวว่าจะขาดการติดต่อกับ Social Network

หลังจาเชคอินเสร็จ เจ้าหน้าที่ก็จะพาไปแนะนำห้องพัก ซึ่งเราก็พบว่าเจ้าหน้าที่พูดภาษาอังกฤษได้น้อยมาก ไม่สามารถสื่อสารอะไรที่ยากๆได้ ทำให้ต้องใช้ Google Translate ช่วยเป็นวุ้นแปลภาษานิดหน่อย

PB297365

ห้องที่จองชื่อ Ho-no-ki เป็นห้องขนาด 8+8 เสื่อ นอนได้ 4-8 คน โดยข้อดีของห้องนี้คือมี Outdoor Private Onsen  โดยในห้องกลาง มีโต๊ะอุ่นขาให้นั่ง หนาวๆแบบนี้ รู้สึกมีความสุขสุดๆที่ได้ใช้

PB297369

เดี๋ยวคืนนี้เจอกัล

PB297372

Sanga Ryokan มีรถรับส่งระหว่างตัวเรียวกัง และ Town Center ให้เรียกใช้ฟรี เนื่องจาก Kurokawa เป็นเมืองท่องเที่ยวขนาดเล็กมาก จึงมีร้านกินข้าวให้เลือกไม่มากนัก ดูจาก tabelog แล้วก็เลยตัดสินใจเลือกกินร้านข้าวแกงกะหรี่ ชื่อ Warokuya (八六屋) โดยทางร้านจะมีสามสูตรให้เลือก เราเลือกกินแกงกะหรี่เนื้อม้า และแกงกะหรี่เนื้อหมูดำ นอกจากนั้นยังมีเบคอนทอด และไก่ทอด ที่เป็น Local Product ด้วย

PB297309

โดยสรุปอาหารรสชาติงั้นๆ ตามสไตล์เมืองโคตรเล็ก ที่น่าสนใจที่สุดคือในร้านข้าวแกงกะหรี่ มี Kumamon ตัวใหญ่นั่งอยู่ด้วย อดไม่ได้ที่จะต้องเลือกนั่งโต๊ะนี้ แล้วแชะรูปที่ระลึก

PB297290

นอกจากนั้นยังมีของที่ระลึกของ Kumamon ขายอยู่ด้วย ซึ่งเราก็ไม่ได้ซื้อะไรมาสักอย่าง

PB297303

ในตัวเมืองเดินสัก 15 นาทีก็หมดแล้ว มีร้านที่น่าสนใจเป็นร้านขายขนมหวาน, ของที่ระลึก และร้านขายขนมเซมเบ้

PB297355

PB297352

หลังจากเดินเสร็จ ก็ให้มาบอก Town Center ให้โทรบอกเรียวกัง ว่าจะกลับแล้ว เค้าจะจัดการโทรบอกให้ ระหว่างรอรถตู้มารับกลับ เจอแกงค์เด็กญี่ปุ่นถือเครื่องเล่นเกมมาคนละเครื่อง และนั่งเล่นกันอย่างเมามัน

PB297350

ส่วนป้ายอันนี้เหมือนจะเป็นตั๋วอาบน้ำแร่ของ Kurokawa ที่ถูกใช้งานไปแล้ว คนก็เอามาแขวนทิ้งไว้ที่ศาลเจ้า ไม่ได้นำกลับไปด้วย

PB297346

กลับมาถึงห้องพัก ก็อาบน้ำอาบท่า และเตรียมตัวทานอาหารเย็น

PB297404

ไฮไลท์ของการเข้าพักครั้งนี้คืออาหารเย็นของ Sanga Ryokan ที่เค้าภูมิใจเสนออย่างมาก โดยมีชื่อว่า Kaiseki ซึ่งเป็นชุดอาหารที่รวบรวม Local Product ที่มีชื่อเสียงของ Kumamoto 12 ชนิดเข้าด้วยกัน อาหารของที่นี่จะไม่ได้เสิร์ฟที่ห้องพัก แต่ให้มาทานที่อาคารกลาง สามารถนัดเวลาทานข้าวเย็นได้ตอน 6 โมง, 6 โมงครึ่ง หรือหนึ่งทุ่ม

PB297412

เพื่อเพิ่มอรรถรสในการทานอาหาร เราสั่งเบียร์ Local ของที่นี่มาทานด้วย

PB297420

อาหารชุด Kaiseki อย่างแรกคือ Kinkan Shu เป็นสาเกที่ทำมาจากส้มจี๊ด

PB297415

โดยที่สาเกจะเสิร์ฟพร้อมอาหารอย่างที่ 2 คือ สลัดผักคลุกหนังปลาปักเป้า (Puffer Fish Skin & Vegetable Salad)

PB297414

และอาหารอย่างที่สามคือ Karasumi Daikon , ผลบัวหิมะ (Yacon) ที่รูปร่างเหมือนหัวไชเท้าเล็กๆ  , รากบัว, ปลา Smelt (Burduck Nanbanzuke) , Awafu Gengaku ไม่รู้อะไร, ไข่หวาน, Salmon Roll แล้วก็ผักดอง (Kikuimo Kinpira)

PB297416PB297425

อันต่อมา #4 เป็นซุปเกี๊ยวปู (Habutae Soup)

PB297424

ต่อด้วย #5 อาหารที่อยากกินมาก ซาชิมิเนื้อม้า (Basashi) อาหารขึ้นชื่อของ Kumamoto โดยสรุปคือเนื้อมาจะค่อนข้างเหนียว แปลกลิ้นดี ทางเรียวกังแนะนำให้กินเนื้อม้าพร้อมขิง, ต้นหอม และโชยุ

PB297428

PB297430

#6 เป็นปลาเทร้าต์เผาเกลือ (Yamame-Trout grilled with salt) เสิร์ฟพร้อมแปะก๊วย (Ginkgo nut) แซลมอนชีส (Salmon cheese roll)  รากบัวยัดไส้มัสตาร์ด (Karashi-Renkon)และขิง (Hajikami ginger)

PB297432

#7 ไข่ตุ๋น (Soft shell turtle chawan-mushi) ถ่ายถ้วยมา เพราะคงน่าสนใจกว่ารูปไข่ตุ๋นเป็นแน่แท้

PB297440

#8 Main Course .. เนื้อย่าง (Aso Beef Steak) พร้อมผักชนิดต่างๆ จัดมาแบบ Medium … อร่อยเหาะ

PB297442

#9 & #10 ข้าวและซุปมิโซ

PB297455

#11 ผักดอง

PB297454

#12 ผลไม้ตามฤดูกาล

PB297458

เมนู เผื่อคนสนใจ

PB297419

กินเสร็จ ทำได้แค่อย่างเดียวคือกลิ้งกลับห้อง จากนั้นก็ได้เวลาอาบน้ำที่ออนเซนกลางแจ้งให้สมกับที่จ่ายเงินไป พรุ่งนี้ยังมีอาหารเช้า Kaiseki รอเราอยู่อีกหนึ่งมื้อ ส่วนวันนี้ขอนอนก่อนล่ะ

PB297466


 

ร้านแกงกะหรี่ Warokuya (八六屋)

เบอร์โทร : 0967-44-0283
เวบไซต์  : http://www.okyakuya.jp/blog/shop/warokuya/index.html
เปิด 10 โมงเช้า – 6 โมงเย็น (Last Order 5.30)  ปิดวันพฤหัส


 

Sanga Ryokan

เบอร์โทร : 0967-44-0906
เวบไซต์  : http://www.sanga-ryokan.com/en/

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

ตามโปรแกรมวันนี้จะเป็นการไปเก็บตกในเมือง Kumamoto ที่วันก่อนมีเวลาแค่ตอนเย็นนิดเดียว ปกติเริ่มจากที่ Hakata ถ้านั่งชินคันเซ็นไปก็ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง แต่ช่วงเช้าวันนี้มีเหตุผลให้ต้องออกนอกเส้นทางเล็กน้อย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

แทนที่จะนั่งชินคันเซ็นตรงไป Kumamoto เลย ผมขึ้นรถ Ltd. Express Midori ที่มุ่งหน้าไปทาง Nagasaki แทน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

Midori Express ขบวนที่นั่งนี่เป็นตู้ที่พ่วงกับขบวนที่มุ่งหน้าไปยังสวนสนุกเฮาส์เท่นบอสช์ (Huis Ten Bosch) ด้วย ซึ่งสวนสนุกนี่จะเป็น theme หมู่บ้านยุโรป เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งที่ขึ้นชื่อของ Nagasaki แต่ถ้าจะไปต้องมีเวลาทั้งวันเต็มๆ ถึงจะพอเที่ยวได้ทั่ว (ซึ่งไม่มี)

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

เป้าหมายคือสถานี Takeo-Onsen ใช้เวลาเดินทาง 1 ชม. 8 นาที

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

กาแฟดำรองท้อง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

ร้านขายอุด้ง/โซบะ แบบยืนกินตามสถานี

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

สองข้างทางก็เป็นบ้านนอกคิวชู มีแต่ทุ่งหญ้าทุ่งนา

เหตุผลของการมาที่สถานี Takeo-Onsen นี่คือมาตามหาข้าวกล่อง Calbi Yakiniku 極上カルビ焼肉弁当 ที่มีขายเฉพาะที่สถานีนี้เท่านั้น ความพิเศษของข้าวกล่องนี่คือเป็นข้าวกล่องที่ชนะการประกวดข้าวกล่องของภูมิภาคคิวชูปีล่าสุด

พอถึงสถานี Takeo-Onsen แล้วผมจะมีเวลาตามหาร้าน + ซื้อข้าวกล่อง 11 นาที ก่อนจะนั่งรถ Ltd. Express Midori อีกขบวนนึงย้อนกลับทางเดิมไปถึงสถานี Shin-Tosu เพื่อขึ้นชินคันเซ็นไป Kumamoto ตามเป้าหมายเดิม

อาจจะดูยุ่งยากหน่อย แต่ด้วยระบบรถไฟของญี่ปุ่นที่มีระเบียบ มีข้อมูลชัดเจน และตรงต่อเวลา ถ้าทำการบ้านมาให้ละเอียดหน่อย ก็ไม่ใช่เรื่องลำบากอะไรนัก

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

ในที่สุดก็ได้มาในราคา 1,620 เยน ถือว่าเป็นข้าวกล่องที่ค่อนข้างแพงเลยเมื่อเทียบกับที่อื่นๆ ก็อาศัยจังหวะที่นั่งรถย้อนกลับเป็นโอกาสกินได้เลย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

เปิดกล่องมาหน้าตาแบบนี้ ยังอุ่นๆ อยู่เลย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

ส่วนรสชาติก็สมกับที่ได้อันดับหนึ่ง เนื้อปรุงรสมาดี ย่างได้พอเหมาะ รสชาติจะเข้ม+น้ำมันเยอะไปนิดนึงแต่กินกับข้าวญี่ปุ่นแล้วจะเข้ากันกำลังดี

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

หลังจากกินเสร็จ และมาถึงสถานี Shin-Tosu แล้วก็ต่อชินคันเซ็นไป Kumamoto ใช้เวลาแค่ 34 นาทีเท่านั้น สรุปว่าออกจาก Hakata 7:30 ไปหาข้าวเช้ากินที่ Takeo-Onsen แล้วก็ยังไปถึง Kumamoto ได้ตอน 10:05 ยังมีเวลาเที่ยวอีกเต็มๆ วัน และค่าตั๋วรถไฟไปๆ มาๆ ทั้งหมดนี่สามารถใช้ JR Pass ผ่านได้หมด

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

มาถึงสถานี Kumamoto เดินผ่านร้านขายข้าวกล่องก็เจอข้าวกล่องอายุยะซันไดที่ตามหาเมื่อวันก่อน วางขายต่อหน้าต่อตา แต่เพิ่งกินข้าวเช้าไปหมาดๆ ก็ต้องตัดใจ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

การเดินทางใน Kumamoto ถ้าใช้รถรางจะราคาเดียวเที่ยวละ 150 เยน ใช้บัตร Suica จ่ายก็ได้ สะดวกดี แต่ถ้าใครคิดว่าจะนั่งมากกว่า 3 เที่ยว แนะนำให้ซื้อ Day Pass ราคา 500 เยนจะคุ้มกว่า สำหรับผมคิดคร่าวๆ แล้วนั่งไม่เกิน 3 เที่ยวแน่ๆ เลยไม่ได้ซื้อ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

ที่แรกของวันนี้คือมา Kumamoto Contemporary Art Museum ที่มีแสดงนิทรรศการการออกแบบความสุขของ Eiji Mitooka อยู่พอดี

สำหรับคนที่ไม่รู้จัก Eiji Mitooka เป็นนักออกแบบ นักวาดลายเส้น และทำงานเป็นที่ปรึกษาให้กับ JR คิวชู ผลงานเด่นของเค้าคือการออกแบบรถไฟท่องเที่ยวหลายขบวนในภูมิภาคนี้ ในนิทรรศการก็จะมีทั้งผลงานลายเส้น แบบจำลอง รวมทั้งข้าวของเครื่องใช้ที่ใช้กันจริงๆ บนรถไฟ ที่มีการออกแบบโดยคำนึงถึง experience ของผู้ใช้งาน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

แบบจำลองของรถไฟขบวน Yufuin no Mori ที่นำเอารถไฟ Kiha รุ่นเก่ามาดัดแปลงเป็นรถไฟท่องเที่ยว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

ของใช้จาก Seven Stars รถไฟขบวนหรูหราอลังการเจ็ดดาว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

ที่นั่งแบบต่างๆ จากรถไฟหลายๆ ขบวน ที่ออกแบบหน้าตาต่างกัน วัสดุต่างกัน ซึ่งจะให้สัมผัสในการใช้งานแตกต่างกันไป

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

มีตัวอย่างงานออกแบบให้ดู

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

เจ้าแมวทามะ นี่ก็ผลงานของ Mitooka

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

โปสเตอร์บอกว่านิทรรศการต่อไปที่จะจัดคือแสดงผลงานของ Yoshitaka Amano ที่เราคุ้นเคยลายเส้นกันมาจากเกม Final Fantasy น่ะเอง น่าดูมากๆ แต่ไม่มีโอกาส

KYUSHU 2014 : ชมใบไม้แดงที่ Kiyomizu-dera เมือง Miyama, Fukuoka

คนส่วนใหญ่ถ้าได้ยินชื่อวัด Kiyomizu ก็คงนึกถึงวัดน้ำใสที่เกียวโต แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า ที่เมือง Miyama ในจังหวัด Fukuoka ก็มีวัดชื่อนี้กับเค้าด้วยเหมือนกัน

PB297208

เมือง Miyama อยู่ทางใต้ของ Fukuoka โดยอยู่ประมาณกึ่งกลางระหว่าง Fukuoka กับ Kumamoto .. การเดินทางไปวัด Kiyomizu นี้คงเป็นไปได้แค่ทางเดียวคือขับรถยนต์ เพราะตัววัดอยู่ลึกเข้าไปบนภูเขา ที่จอดรถของวัดมีค่อนข้างเยอะ ถึงจะไม่เต็ม แต่ก็ดูเนืองแน่น

PB297122

เนื่องจากอาณาเขตของวัดอยู่ในภูเขา ในแต่ละบริเวณประกอบไปด้วยสถานที่ที่อยู่ในระดับความสูงต่างกัน จึงทำให้ใบไม้เปลี่ยนสีไม่เท่ากัน บางส่วนพึ่งเปลี่ยนสี บางส่วนกำลังสวย และบางส่วนร่วงไปหมดแล้ว

โปรแกรมเที่ยวที่นี่ จะแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกที่เข้าไปถึงคือเขตที่เปิดให้ชมสวน ซึ่งมีค่าบริการ 300 ¥ ซึ่งก็ไม่ได้รู้สึกว่าคุ้มค่าอะไร แค่มาถึงแล้วก็ต้องเข้าไปดูเท่านั้นเอง

PB297153

ข้างหน้าจุดชมสวนมีต้นแปะก๊วยตันใหญ่ โกร๋นแล้ว

PB297130

PB297185

ส่วนที่สอง คือการเดินไปตัววัดจริงๆ ซึ่งอยู่บนเขา ซึ่งโชคดีที่มีทัวร์ JR อะไรสักอย่างของคนญี่ปุ่นจัดโปรแกรมที่นี่ ทำให้มีป้ายบอกทางเดินเที่ยวตลอดเวลา ซึ่งเราก็เดินตามทางป้ายไปเรื่อยๆ ถือว่าเป็นโชคดีมาก เพราะวัดนี้ไม่มีข้อมูลท่องเที่ยวภาษาอังกฤษให้ศึกษาก่อนมา ถ้าไม่เจอทัวร์นี้ก็คงไม่รู้ว่าต้องเดินไปตรงไหนบ้าง

เดิน เดิน เดินเข้าไป
คุณลุงคุณป้าชาวญี่ปุ่นเค้าเดินเร็วมาก มีเหรอเราจะยอมแพ้
เห็นบันไดแบบนี้แล้วนึกถึงดอยสุเทพ …

PB297223

ธรรมชาติของที่นี่ยังสมบูรณ์มากๆ

PB297214

พอเดินขึ้นไปถึงตัววัดจริงๆ ก็เหลือแต่ใบไม้ร่วงเต็มพื้น กับต้นไม้โกร๋นๆให้ดู

PB297253

ข้างบนเจอน้องหมาญี่ปุ่นนอนหลับอยู่ในบ้านของตัวเอง ท่าทางสบายเวอร์

PB297263

ช่างน่าแปลกใจตรงที่ ใบไม้บางส่วนก็ยังพึ่งเริ่มเปลี่ยนสีเอง ทั้งๆที่ต้นที่อยู่ห่างกันไป 30 เมตรร่วงโกร๋นไปหมดแล้ว

PB297260

ระหว่างทางลง เจอมุมสวย

PB297268

เที่ยวที่นี่ใช้เวลาไป 2 ชั่วโมงครึ่ง ก็สามารถเดินออกมาที่ลานจอดรถเหมือนเดิมได้ โปรแกรมต่อไปก็คือมุ่งหน้าสู่ Kurokawa Onsen เมืองที่ตั้งหน้าตั้งตาจะมาเยือนตั้งแต่เริ่มวางแผนทริปนี้


วัด Kiyomizu-dera (吉山 清水寺)

http://www.e-kiyomizu.or.jp/
เบอร์โทร 0944-63-7625
ค่าชมสวน 300 ¥
มีที่จอดรถ ฟรี

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของ Nagasaki จะเป็นคาบสมุทรติดทะเล อยู่ไม่ไกลจากเกาหลี และด้วยความที่เป็นเมืองท่าที่มีการติดต่อค้าขายกับต่างชาติเยอะ ทำให้ได้รับอิทธิพลจากทั้งเมืองจีนและฝรั่งตะวันตก

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ถัดจาก China town ตามแผนคือไปต่อที่ Glover Garden ที่เป็นบ้านเก่าของพ่อค้าชาวสก๊อต ตั้งอยู่บนเนินเขา แต่ระหว่างทางก็มีจุดน่าสนใจคือ Oranda Dori หรือถนนฮอลแลนด์ จะเป็นถนนสไตล์ตะวันตก ถ้าใครเคยไปมาเก๊าจะได้อารมณ์คล้ายๆ กัน แต่ที่นี่จะชิลๆ คนน้อย สงบกว่า ผมแวะร้านขายของที่ระลึกแถวนี้ ได้ magnet ติดมือกลับมาอันนึง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เดินตาม Oranda Dori ไปเรื่อยๆ แล้วจะเจอกับ Oranda zaka หรือที่ตามไกด์บุ๊คจะเรียกว่า Dutch Slope เป็นเนินที่เมื่อก่อนเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของพ่อค้าต่างชาติโดยเฉพาะชาวดัทช์ เดินสบายๆ ไม่ชันมาก บรรยากาศร่มรื่นดี

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เจอคนวาดรูปด้วย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ป้ายทางขึ้นเนินมีหลายจุด

เดินซอกแซกไปเรื่อยๆ ไม่นานก็จะเห็น Glover Garden อยู่บนเนินลิบๆ ผมเดินจนเจอ Glover Sky Road ซึ่งเป็นคล้ายๆ ลิฟท์แนวเฉียงพาขึ้นไปจนเกือบถึงยอด

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ทางขึ้นหน้าตาแบบนี้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ขึ้นมาถึงยอดแล้วมองลงไปข้างล่างวิวดีมาก โชคดีที่วันนี้อากาศเป็นใจ ถ่ายท้องฟ้าออกมาได้ใสกว่าวันอื่น

จากแถวนั้น เดินอีกนิดเดียวจะเจอทางเข้า Glover Garden แล้ว (มีทางเข้าหลายทาง อันนี้เป็นทางด้านหลัง)

ข้อมูลคร่าวๆ ของ Glover Garden คือเป็นบ้านพักและสวนเก่าของพ่อค้าชาวตะวันตก ที่เอามาทำเป็น open air museum มีจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้สมัยก่อนให้ดู ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ค่อยน่าสนใจนัก ทีแรกก็เกือบจะไม่ได้รวมที่นี่เข้าไว้ในโปรแกรมแล้ว แต่ว่าพอได้มาจริงๆ ดันชอบซะงั้น คือบรรยากาศมันร่มรื่นดี อาคารสวย สวนสวย วิวดี มีมุมให้ถ่ายรูปเยอะ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ซื้อตั๋วแล้วเค้าจะให้แผนที่มาด้วย (รวมในราคา 610 เยน) ซึ่งดีมาก เพราะพื้นที่ของ Glover Garden ถือว่าใหญ่ มีอาคารหลายหลัง ทางเดินในสวนก็ดูจะงงๆ หน่อย ถ้าไม่มีแผนที่อาจจะหลงทางได้ง่ายๆ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

จากประตูหลัง เข้ามาปุ๊บก็เจออาคารหลังใหญ่ มีบ่อปลาด้านหน้า

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ขึ้นไปบนอาคารชั้นสอง มองลงมาเห็นวิวเป็นขั้นบันไดลงไป มีท่าเรือ Nagasaki เป็นฉากหลัง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

มีที่ให้เช่าชุดคอสเพลย์เป็นชาวตะวันตกย้อนยุคด้วย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ในสวนมีร้านอาหารบรรยากาศดี มีดนตรีสดเล่น เท่าที่อ่านป้ายดูเห็นว่าจัดงานแต่งแถวนี้ก็ได้ด้วย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

น้ำตกในสวน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

อาคารหลัก หันหน้าเข้าหาท่าเรือ Nagasaki เป็นตำแหน่งที่วิวดีที่สุดเลย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

มีคล้ายๆ โต๊ะหินเขียนบอกทิศทางของสถานที่ต่างๆ คิดว่าถ้าเป็นพ่อค้ามาทำมาค้าขายแถวนี้ ได้ดูวิวท่าเรือจากตรงนี้ก็คงจะเหมาะดี

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ด้านในมีจำลองให้ดูว่าชาวตะวันตกสมัยนั้นเค้าใช้ชีวิตในญี่ปุ่นกันยังไง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

รูปปั้นเจ้าของที่ Thomas Glover ชาวสก๊อตหน้าตาเป็นแบบนี้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ที่พื้นในสวนมีหินรูปหัวใจด้วย ถ้าใครตาดีมีเวลาว่างก็ลองมองหาดู

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

พอออกจาก Glover Garden แล้วจะเจอถนนลาดลงจากเนิน สองข้างทางเป็นร้านค้าดักรอนักท่องเที่ยวตามสูตร

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ร้านนี้ด้านหน้าเท่ดี แต่ไม่รู้ว่าข้างในขายอะไร

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

See you again

จุดสุดท้ายที่จะไปวันนี้คือขึ้นกระเช้าไปชมวิวบนเขา Inasa ซึ่งถ้าจะให้ดีก็ควรขึ้นไปให้ถึงจุดชมวิวก่อนพระอาทิตย์ตก จะได้เห็นวิวทั้งตอนสว่างและตอนมืด

ผมก็กะเวลาออกจาก Glover Garden เผื่อเวลานั่งรถรางมาลงที่สถานี Takaramachi แล้วต้องเดินต่อมาที่จุดขึ้นกระเช้าอีกราวๆ 1 กิโลด้วย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

จากสถานี Takaramachi เดินไปจุดขึ้นกระเช้า ปกติจะใช้เวลาประมาณ 15 นาที แต่ผมดันเดินไปผิดทาง (ป้ายบอกทางมันดูงงๆ หน่อย) กว่าจะรู้ตัวก็อ้อมไปไกลโข ถ้าใครมาเอง ให้ดูป้ายและเช็คกับ GPS ในมือถือให้ดี

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ถ้าเดินมาถูกทางจะเจอศาลเจ้า และสถานีขึ้นกระเช้าก็จะอยู่ในศาลเจ้านั่นแหละ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ค่าตั๋วไป-กลับ 1,230 เยน อันนี้จะไม่เหมือนตอนไปขึ้นเขา Aso เพราะที่นี่สูงมาก เดินกลับลงไปเองไม่ไหว ถ้าไม่นั่งกระเช้าลงมาก็มีแต่เรียกแท็กซี่อย่างเดียว (แล้วจะจ่ายแพงทำไม)

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ผมไปช่วงที่คนยังไม่เยอะมาก กระเช้าจะออกทุกๆ 20 นาที ถ้าเป็นเวลาที่คนเยอะ จะออกทุกๆ 15 นาทีแทน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

วิวตอนที่กำลังขึ้น สูงและชันกว่าตอนขึ้นที่ Aso มากๆ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ขึ้นมาถึงสถานีด้านบนแล้ว จะเห็นวิวด้านนึงเป็นภูเขา อีกด้านนึงเป็นที่ราบที่มีตัวเมืองอยู่

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เดินตามไฟสีฟ้าๆ นี่ไปจะเจอกับอาคารที่เป็นจุดชมวิว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ถึงแล้ว ถ้าใครขับรถขึ้นมาหรือมากับทัวร์ รถจะจอดอยู่แถวนี้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

วิวด้านหนึ่งเห็นตัวเมืองและท่าเรือ ลมเย็นสบายดีมาก

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

วิวอีกด้านหนึ่งเห็นทะเล มีเกาะน้อยใหญ่อยู่ไกลๆ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

พอเริ่มมืดก็จะเห็นแสงไฟสวยงาม

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ฝั่งที่เป็นอ่าวและท่าเรือ พอมืดแล้วมีไฟสวยงาม จนต้องเบียดกับมหาชนในการหาตำแหน่งถ่ายรูป (ที่นี่ไม่ให้ใช้ขาตั้ง ต้องเอากล้องวางไว้กับราวกั้นแล้วพยายามกดด้วยมือนิ่งๆ แทน)

ว่ากันว่าจุดชมวิวที่นี่สวยติดอันดับ 1 ใน 3 ของญี่ปุ่นเลยทีเดียว

ชมวิว+ถ่ายรูปจนพอใจแล้วก็ได้เวลากลับ นั่งกระเช้าลงมา เดินต่อไปสถานีรถราง แล้วนั่งต่อมาที่สถานีรถไฟ กินเวลาเยอะพอสมควร ถ้าใครที่มาแล้วพักที่เมืองอื่นให้เช็คเวลารถไฟเที่ยวกลับให้ดีๆ ด้วย เพราะรถไฟหมดเร็ว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ผมนั่ง Ltd. Express กลับ Hakata ก็ใช้เวลาเกือบๆ 2 ชม.

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เนื่องจากมองการณ์ไกลไว้แล้วว่าอาจจะไม่มีเวลาหาอะไรกินตอนค่ำ ผมก็เลยซื้อข้าวกล่อง “คาคุนิเมชิ” เตรียมไว้ตั้งแต่ตอนกลางวัน (ราคา 800 เยน ซื้อตามในการ์ตูน ตะลุยกินข้าวกล่องรถไฟ เหมือนเดิม)

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

หน้าตาจะเป็นหมูสามชั้นปรุงรสคล้ายๆ พะโล้ อร่อยดีทีเดียว เสียแต่ว่าซื้อไว้นานเกิน จนรสชาติออกจะชืดๆ ไปหมดแล้ว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

กว่าจะถึงสถานี Hakata ก็หมดแรงจะไปเดินต่อที่อื่นแล้ว สรุปว่ากลับที่พักเพื่อวางแผนสำหรับวันรุ่งขึ้น เตรียมตัวไปเก็บตกในตัวเมือง Kumamoto

KYUSHU 2014 : Tomimatsuunagiya Kuroda honten ร้านปลาไหลเทพเจ้า

วันนี้เราจะพาไปที่ Tomimatsuunagiya Kuroda honten ร้านปลาไหลเทพเจ้า (ตั้งเอง) ที่เมือง Kurume

เริ่มจากเชคอินโรงแรม จ่ายเงินค่าห้อง เอาของเก็บในห้อง และอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ (จนถึงตอนนี้ คือไม่ได้อาบน้ำมาเกือบ 24 ชั่วโมงแล้ว)

ใครก็ตามที่มาพักโรงแรมเครือ toyoko-inn ก็ควรทำสมาชิกไว้สักหน่อย ค่าสมัคร 1500 ¥ (ลดเหลือ 1000 ¥ สำหรับคนอายุมากกว่า 60 ปี)  โดยใช้ลดค่าโรงแรมได้ 5% ในวันจันทร์-เสาร์ และ 10% ในวันอาทิตย์

ระบบจอดรถทั้งหมดของ toyoko-inn จะเป็นแบบออโต้ คือเราเอารถเข้าไปจอดเข้าซองในโรงรถที่เค้าทำระบบไว้ แล้วระบบมันจะยกรถไปเก็บให้เอง หลังจากนั้นเราจะได้การ์ดมาใบนึง พอตอนมารับรถ ก็เอาการ์ดเสียบไปตรงประตูโรงรถ แล้วระบบมันจะไปเอารถเรามาวางไว้ให้ โดยเสียค่าจอดรถวันละ 500 ¥

ร้านอาหารที่ดูโอเคที่สุดใน criteria ที่ตั้งใจไว้ คือ มีที่จอดรถ, เปิดถึงดึกๆ, คนไม่น่าจะแน่นเกินไป, ไม่ใช่อาหารดิบ และได้คะแนนใน tabelog.com เยอะ ก็คือร้าน Tomimatsuunagiya  (tabelog.com นี่เป็นเวบรวบรวมร้านอาหารยอดฮิตของคนญี่ปุ่น พร้อมมีเรทติ้ง คอมเม้นต์ รูป และข้อมูลของร้านอย่างละเอียด ใครเป็นคนรักจะตะลุยกินอาหารญี่ปุ่นแล้วไม่รู้จักเวบนี้ ถือว่าสอบตกอย่างแรง เสียอย่างเดียว คือเวบนี้เป็นภาษาญี่ปุ่นล้วนๆ ก็ต้องพึ่ง google translate + chrome แกะลายแทงเอานะ) นอกจากนั้นร้านนี้ยังได้รับโหวตเป็นร้านอาหารอันดับหนึ่งใน Kurume จากเวบ TripAdvisor อีกด้วย

ร้าน Tomimatsuunagiya อยู่ห่างจากโรงแรมไปประมาณ 10 กิโลเมตร ร้านตั้งอยู่บนถนนริมแม่น้ำ ที่ดูเปลี่ยวๆหน่อย แต่พอจอดรถเสร็จ ลงจากรถเท่านั้นแหละ กลิ่นปลาไหลย่าง ก็ลอยเข้ามาเตะจมูกอย่างจัง ทำเอาลืมความไกลของร้านไปในบัดดล

PB287117

เมนูหลักๆก็จะมีข้าวหน้าปลาไหลอยู่สองแบบ คือแบบมีข้าวขาวใส่ถ้วย พร้อมกับปลาไหลใส่จานราดน้ำซอส กับอีกแบบคือคลุกข้าวกับน้ำซอส แล้วใส่ปลาไหล+ไข่เจียวซอยโปะหน้า

PB287103

นอกจากนั้นก็มีการสั่งปลาไหลเป็นตัวๆ สำหรับคนมากินกันเป็นครอบครัว และไม่อยากแยกสั่งเป็นชุดของตัวเอง

ดูจากเมนูแล้ว ก็เข้าใจได้ว่า ตัว Signature ของร้านนี้คงหนีไม่พ้นรูปฝั่งขวามือ ทีนี้มันมีสองราคาคือ 2,200 ¥ และ 3,000 ¥  ก็เลยถามพนักงาน เค้าก็บอกมา(เป็นภาษาญี่ปุ่น) ก็เลยเดาเอาว่าใส่ปลาไหล 1 ตัว กับ 2 ตัว

PB287100

ระหว่างรออาหาร ทางร้านมีการเสิร์ฟของกินเล่นเป็นก้างปลาไหลทอด แล้วเอามาคลุกกับเกลือนิดหน่อย เค็มๆกรอบๆอร่อยดี

PB287107

ถึงตอนนี้แต่ละคนก็เลือกสั่งตามขนาดกระเพาะของตัวเอง กล่องสีอ่อนคือใส่ปลาไหลตัวเดียว กล่องสีเข้มคือ 2 ตัว

PB287108

ส่วนถ้าไม่สั่งแบบ Signature ก็จะได้ปลาไหลเป็นจานแบบนี้ พร้อมข้าวขาวใส่ถ้วยมาให้

PB287111

ปลาไหลที่เห็นนี่คือ 1 ตัว และใต้ข้าวจะมีปลาไหลอีกตัวสอดไส้อยู่ข้างใน

สรุปคะแนน ร้านนี้เอาไป 10 เต็ม 10
ปลาไหลอร่อยมาก ไม่รู้สึกมันๆเลี่ยนๆเหมือนข้าวหน้าปลาไหลในเมืองไทย


รายละเอียดร้านค้า

富松うなぎ屋 黒田本店  (Tomimatsuunagiya Kuroda honten)
เบอร์โทร   0942-26-3608
เปิด 10:00-21:00
มีที่จอดรถ ฟรี

KYUSHU 2014 : Fukuoka & Akizuki Castle Ruins

ตอนแรกเริ่มจากเดินทางถึง Fukuoka, กินข้าว, รับรถเช่า และเดินทางไปดูใบไม้แดงที่ Akizuki Castle Ruins

การเดินทาง

เครื่องบินของ JetStar ก็คงไม่ต้องบรรยายอะไรกันมาก เนื่องจากเป็น Low Cost Airline บินตรงกรุงเทพ-ฟุกุโอกะ จัดมาด้วยเครื่อง AirBus 320 นั่งแบบ 3-3  ออกเดินทางจากกรุงเทพ 2:30 ถึง Fukuoka 9:30 วันเดียวกัน

พอเครื่องจอดที่สนามบิน ไม่มีงวงช้างให้เดิน ต้องขึ้นรถบัสเข้ามาที่ Terminal หลัก จากนั้นผ่าน ตม. มาด้วยความรวดเร็ว ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นเพราะเป็นภูมิภาคเล็ก คนมาเที่ยวไม่มากนัก การเดินทางเข้าเมือง ต้องนั่งรถ Shuttle Bus ฟรีของสนามบิน จากหน้าประตู International Terminal ไปที่ Domestic Terminal เพื่อต่อ Subway โดยค่า Subway จาก Airport ไปสถานี Hakata ซึ่งเป็นสถานีหลักของ Fukuoka ก็คนละ 260 ¥

มีเรื่องกวนใจนิดหน่อยกับตู้ซื้อตั๋วรถไฟของที่นี่ เนื่องจากตู้มันให้เลือกซื้อตั๋วได้แค่ทีละ 1,2 หรือ 3 คน  ทีนี้ พอเราไปกัน 4 คน ก็เลยต้องกดซื้อ 2 ที  ซึ่งการซื้อตั๋วรถไฟแต่ละรอบ เราก็จะไม่สามารถหยอดเงินให้พอดีกับค่ารถไฟได้ สุดท้ายแล้วมีเหรียญทอนมาเป็นกระบุง

มาถึงตรงนี้ไม่ได้ถ่ายรูปอะไรสักอย่าง เพราะยังคงวุ่นวายกับการพาทัวร์ลูกเป็ดเดินทางเข้าเมือง ที่แย่กว่านั้นคือกระเป๋าเดินทางเสียหายจากการขนส่ง ซิปหลักโดนกระแทกหลุดไปทั้งยวง กระเป๋าอยู่ใสสภาพที่ไม่รู้ว่าจะปิดเปิดซิปได้อีกกี่รอบ ทำให้ต้องไปซื้อกระเป๋าเดินทางใบใหม่ที่ห้างในสถานี Hakata ได้กระเป๋าเดินทาง Samsonite ใบใหม่มา ราคาไม่ได้แพงมาก แถมซื้อแล้วได้ Tax Refund อีกด้วย

พอจัดการความวุ่นวายเรื่องกระเป๋าเสร็จ ก็ได้เวลาไปกินอาหารมื้อแรกกันสักที  ตามโปรแกรมร้านที่เลือกไว้คือ ซูชิซานมัย ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆกับสถานี Hakata ถ้าให้เทียบระดับความดีของร้านจากเต็ม 10 ร้านนี้ก็เอาไปแค่ 3 คะแนนพอ เพราะเนื้อปลาคุณภาพเหมือนกินปลาดิบที่ฟูจิยังไงยังงั้น

โอโทโร่

โอโทโร่ดูไม่อร่อยเลย

ราคาซูชิไม่แพง

ซูชิหลายๆแบบรวมกัน

PB286926

ข้อมูลร้านซูชิซานมัย
ชื่อญี่ปุ่น : すしざんまい 博多駅前店
เวบไซต์ http://www.kiyomura.co.jp/
เบอร์โทร 092-433-2840


เช่ารถ

ครั้งนี้จองรถมากับ Toyota Car Rental ซึ่งเป็นบริษัทเช่ารถของ Toyota โดยตรง (https://rent.toyota.co.jp/)
เวบไซต์มีแต่ภาษาญี่ปุ่น ถ้าไม่มีคนที่อ่านภาษาญี่ปุ่นออกทำการจองให้ ก็อาจจะต้องจองกับเจ้าอื่น เช่น

1. เวบที่มีภาษาอังกฤษเช่น tocoo (http://www2.tocoo.jp/en/index?) ซึ่งเวบ tocoo จะมีรถให้เลือกเป็นกลุ่ม เช่น city car, hybrid car แต่ไม่สามรถเลือกรุ่นหรือยี่ห้อแบบเจาะจงได้

2. จองรถกับโตโยต้า แต่ผ่าน Agency เช่น http://www.easyandsave.com/

ข้อดีของการจองเอง ผ่านเวบไซต์ของทางญี่ปุ่นโดยตรงและชำระด้วยบัตรเครดิตล่วงหน้า คือเค้าจะให้ส่วนลด 5%

ครั้งนี้เราจอง Toyota Aqua ซึ่งเป็นรุ่น Hybrid เหตุผลสำคัญที่เลือกรุ่นนี้สองอย่างคือ ค่าเช่าถูกกว่า Prius และ อยากลองรถ Hybrid ว่าประหยัดแค่ไหน

ตอนไปรับรถ ก็อย่าลืมขอซื้อ Kyushu Expressway Pass (KEP) ด้วย โดย KEP คือการจ่ายค่าทางด่วนแบบเหมาเป็นจำนวนวัน ซึ่งถ้าใช้ทางด่วนเยอะๆ จะถูกกว่าจ่ายเป็นครั้งๆไปค่อนข้างมาก ครั้งนี้ซื้อ 6 วัน 6,500 ¥ โดยหลังจากซื้อ KEP แล้ว มันก็จะมาในรูป ETC Card นี่แหละ (ปล. ETC Card = EasyPass )

สรุปค่าใช้จ่ายเรื่องรถได้ตามนี้
– ค่าเช่ารถ 6 วัน + ประกัน 50,000 ¥
– ค่า KEP 6 วัน 6,500 ¥
– ค่าน้ำมัน 40 L = 6,200 ¥
รวมแล้วเท่ากับ  62,700 ¥
ประมาณเป็นเงินไทย 18,000 บาท

ค่าใช้จ่ายอันนี้ยังไม่รวมค่าจอดรถ  และยังไม่รวมค่าปรับ ที่อาจจะโดนหักตามหลังมา :D

PB286961


การขับรถในญี่ปุ่น

เอาสรุปคร่าวๆ ประมาณนี้
– ต้องมีใบขับขี่สากล ไปทำได้ที่ขนส่งทางบก ไม่ต้องสอบอะไรเพิ่ม มอบอำนาจให้คนอื่นไปทำแทนได้ ค่าใช้จ่ายประมาณ  5-600 บาท
– ญี่ปุ่นขับรถพวงมาลัยขวา เพราะฉนั้นคนไทยก็ขับได้สบาย
– ในเมืองจำกัดความเร็ว 40-60 ถ้าเป็นทางด่วนน่าจะ 110 แต่เท่าที่ขับตามคันอื่น ก็รู้สึกได้ว่าคนที่นี่ก็ขับเร็วกว่าข้อกำหนดนิดหน่อย
– ที่จอดรถส่วนใหญ่เสียเงิน แต่ก็ไม่แพงมาก
– คนญี่ปุ่นเปลี่ยนเลนน้อยมาก และแทบจะไม่ขับแซงกันเลย ทำให้ขับรถแล้วไม่เครียด จะเครียดอย่างเดียวก็คือซิ่งไม่ได้นี่แหละ
– การใส่สถานที่ปลายทางของ GPS ให้ใส่เป็นเบอร์โทรศัพท์จะง่ายที่สุด  GPS มันเทพมากๆ นำทางเชื่อถือได้เกือบ 100% (เท่าที่เจอกับตัว มีนำทางผิดเหมือนกัน)


 Akizuki Castle Ruins (秋月城跡)

ประเดิมจุดหมายแรกด้วยจุดชมใบไม้แดงของ Fukuoka ที่เมือง Asakura ซึ่งเป็นจุดที่ต้องขับรถไปเท่านั้น เวลาไปให้ใช้ GPS นำทางไปที่จอดรถใกล้ๆ ชื่อว่า 秋月駐車場管理組合 ที่เบอร์  094-625-1114 จากนั้นเดินต่อไปประมาณ 500 เมตร ใบไม้แดงตรงจุดนี้เป็นจุดที่สวยที่สุดในทริปนี้เลย

ทางเดินไปปราสาท

PB286975

เท่าที่สังเกตุดู คนที่มาเที่ยวตรงนี้ส่วนหนึ่งเป็นคณะทัวร์ของแม่บ้านชาวญี่ปุ่น ซึ่งก็สะท้อนวัฒนธรรมของเค้าออกมาได้เป็นอย่างดี เกี่ยวกับว่าโดยปรกติ สามีจะทำงานนอกบ้าน และภรรยาจะอยู่บ้านเป็นแม่บ้าน เวลาสามีไปกินข้าวกับเพื่อน ก็จะไม่พาภรรยาไปด้วย และภรรยาก็จะมีก๊วนแม่บ้าน มาซิ่งข้างนอกด้วยกันเอง

ไม่แน่ใจว่าคู่แต่งงานรุ่นใหม่ ยังมีวัฒนธรรมแบบนี้หรือเปล่า

Gingko x Maple

PB287018 PB287092


หลังจากดูใบไม้แดงจนพอใจ (มืดแล้ว) ก็เดินทางออกจาก Akizuki ไปโรงแรม โดยคืนนี้จะนอนที่ Toyoko Inn Nishitetsu Kurume-eki Higashi-guchi ในเมือง Kurume  ซึ่งห่างออกไปประมาณ 35 กิโลเมตร

ปิดท้ายโพสต์ด้วยรูปน้องแมวแสนรู้  พอเรายกกล้องขึ้นถ่าย ก็หันมามองกล้องซะงั้น  -___-”

PB287042

KYUSHU 2014 : Trip Summary

ถ้าปล่อยเวลาให้ผ่านไปนานๆเดี๋ยวจะลืมรายละเอียด ขอเริ่มเขียน Trip Summary ก่อนเลยละกันนะ

แผนเที่ยว (28/11 – 5/12)

Day 1 : ถึง Fukuoka 9:30 กินข้าวกลางวัน และไปรับรถเช่า จากนั้นขับไปที่ Akizuki Castle Ruin เพื่อดูใบไม้แดง กินข้าวเย็นที่ร้านปลาไหล Tomimatsunagiya แล้วพักที่ Toyoko Inn Nishitetsu Kurume-eki Higashi-guchi

Day 2 : ไปวัด Kiyomizu-dera ที่เมือง Miyama จังหวัด Fukuoka เพิ่อดูใบไม้แดง จากนั้นมุ่งหน้าสู่ Kurokawa Onsen เข้าพักที่ Ryokan Sanga

Day 3 : ไปดูธรรมชาติที่ Kikuchi Gorge แล้วไปดูทุ่งหญ้า Kusasenri-ga-hama ที่ Aso (ตอนแรกจะขึ้นไปดูปล่องภูเขาไฟด้วย แต่เนื่องจากมันดันปะทุ เค้าเลยปิดห้ามเข้า) จากนั้นขับรถไปที่เมือง Takachiho  พักที่ Hotel Grateful Takachiho

Day 4 : ไปพายเรือดูน้ำตกที่ Takachiho Gorge จากนั้นแวะดูถ้ำที่ Amano Iwato Shrine แล้วยิงยาวไปที่ Kumamoto พักที่ Toyoko Inn Kumamoto-jyo Toricho Suji

Day 5 : เที่ยว Kumamoto Castle กินข้าวหมูชุบแป้งทอดที่ Katsuretsu Tei  แล้วขับรถต่อไปที่ Huis Ten Bosch ดู Kingdom of Light พักที่ Hotel Okura JR Huis Ten Bosch

Day 6 : เดินเล่นใน Huis Ten Bosch ดูเรือ One Piece แล้วกลับ Fukuoka เพื่อคืนรถ พักที่ Toyoko Inn Hakata-Guchi Ekimae No.2

Day 7 : นั่งรถไฟเที่ยว Dazaifu, กลับมาเดินเที่ยว Kushida Shrine แล้วพาลูกทัวร์ช๊อปปิ้งที่ Canal City พักที่เดิม

Day 8 : กลับบ้าน

การเดินทาง

ซื้อโปรโมชัน JetStar ไป Fukuoka ตั้งแต่เปิดให้จองวันแรกช่วงเดือนกุมภาพันธ์  ได้ราคาประมาณคนละ 9000 บาท (เลือกที่นั่ง,โหลดกระเป๋าขาไป 15 กิโล, ขากลับ 20 กิโล, อาหาร 2 ชุด)

การเดินทางใน Kyushu จากทั้งหมด 7 วัน เช่ารถขับ 6 วัน และเดินทางใน Fukuoka ด้วยรถไฟอีก 1 วัน รถที่เช่าเป็นรุ่น Toyota Aqua ซึ่งเป็นรถ Hybrid ขนาดเล็ก ขับรถไปทั้งหมด 826 กิโลเมตร ใช้น้ำมันไป 40 ลิตร เฉลี่ยก็ 20 กิโลลิตร

ค่าทางด่วนซื้อเป็น Kyushu Expressway Pass (KEP) แบบเหมา 6 วัน

โรงแรมที่พัก

เนื่องจากแผนการเดินทาง ย้ายเมืองทุกวัน ทำให้ต้องจองโรงแรมถึง 6 ที่  โดยส่วนใหญ่เราจะเลือกพักที่ toyoko-inn ก่อนเป็นอันดับแรก และพักที่อื่น ถ้าไปอยู่ในเมืองชนบทมากๆ

ค่าใช้จ่าย

เนื่องจากเป็นทริปแบบครอบครัว ไม่ได้เน้นประหยัด คร่าวๆน่าจะอยู่ที่ 40,000 บาทต่อคน รวมทุกอย่างแล้ว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

โปรแกรมการเดินทางวันนี้ จะไปอีกจังหวัดหนึ่งในเจ็ดจังหวัดของภูมิภาคคิวชูที่คนไทยคุ้นชื่อกันดี ซึ่งก็คือจังหวัด Nagasaki น่ะเอง

คนไทยส่วนใหญ่ที่เคยได้ยินชื่อ Nagasaki ก็มักจะมาพร้อมกับชื่อจังหวัด Hiroshima และเรื่องของระเบิดนิวเคลียร์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งตอนแรกผมเองก็รู้อยู่เท่านั้นเหมือนกัน จนกระทั่งได้มาค้นข้อมูลก่อนเดินทางถึงได้พบว่า Nagasaki ก็เป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่มีอย่างอื่นน่าสนใจเยอะอยู่ทีเดียว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

เริ่มเดินทางจาก Hakata Station เช่นเคย แต่ Nagasaki ไม่มีชินคันเซ็นผ่านทำให้คราวนี้ต้องนั่งรถด่วน Limited Express มาแทน ใช้เวลาเกือบๆ 2 ชม.กว่าจะถึงสถานี Nagasaki

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

มื้อเช้าเป็นข้าวกล่อง Ika Sanmai ซื้อตุนไว้ก่อนจากร้านในสถานี Hakata

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

เป็นข้าวกล่องที่รวมเมนูปลาหมึก (Ika) ไว้หลากหลายชนิด กล่องนี้ 1,200 เยน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

ระหว่างทาง ผ่านสถานี Saga ซึ่งเป็นอีกจังหวัดหนึ่งในคิวชู แต่ไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจมากนัก ก็เลยตัดสินใจไม่ได้แวะในทริปนี้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

นั่งมาสอง ชม.ก็ถึง Nagasaki แล้ว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

พอออกมาจากประตูทางเข้าชานชาลาแล้ว จะมี Tourist Information Center อยู่ สามารถเข้าไปขอแผนที่ + ซื้อ Pass สำหรับเดินทางได้เลย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

ผมซื้อตั๋ววันสำหรับนั่งรถราง ราคา 500 เยน ก็จะได้มาเป็นแผ่นพับแบบนี้ มีวันที่ปั๊มบอกไว้ว่าซื้อวันไหน ถ้าไม่ซื้อตั๋ววัน ค่าโดยสารก็เที่ยวละ 120 เยน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

แผ่นพับด้านในทำดีมาก มีเส้นทางรถรางครบถ้วน มีภาษาอังกฤษ มีบอกหมดว่าสถานที่ท่องเที่ยวแต่ละแห่งให้ลงที่สถานีไหน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

รถรางหน้าตาเรโทรได้ใจมาก แต่ก็วิ่งได้ดี ไม่มีปัญหา

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

จุดแรกของวันนี้คือ Nagasaki Atomic Bomb Museum พิพิธภัณฑ์ที่มีเรื่องราวเหตุการณ์การทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ ลงรถรางที่สถานี Hamaguchimachi เดินต่ออีกหน่อยก็ถึง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

ก่อนจะถึง Atomic Bomb Museum จะผ่านอีกตึกนึงซึ่งมีรูปปั้นสีทองอยู่ข้างหน้า อ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ออก ไม่รู้ว่ามีความหมายอะไร แต่ให้เดาก็น่าจะเป็นเรื่องสันติภาพ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

ทางที่เดินมาจากสถานี Hamaguchimachi มันเหมือนจะอ้อมหน่อยๆ มาโผล่จุดชมวิวของ museum ก่อน จะมีภาพเปรียบเทียบให้ดูว่าสภาพหลังถูกระเบิดกับสภาพปัจจุบันต่างกันยังไง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

สุดท้ายก็มาโผล่ที่ทางเข้าด้านหน้า museum จนได้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

เข้าไปข้างในจะเจอนกกระเรียนพับหลากรูปแบบ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

ตั๋วเข้าชม ราคา 200 เยนเท่านั้น

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

ภายในส่วนแสดงงาน มีรายละเอียดเรื่องพลังทำลายล้างของระเบิด มีแบบจำลองให้ดูว่ารัศมีการทำลายล้างไปไกลถึงไหน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

มี artifact ที่เหลือมาจากช่วงเวลานั้น เช่นนาฬิกาที่หยุดเดินตอนเวลาที่ระเบิดลงพอดี ขวดแก้วที่หลอมละลายด้วยความร้อน เศษโครงสร้างอาคารต่างๆ รวมถึงผลกระทบที่มีต่อผู้คน ผู้รอดชีวิตต้องทรมานกับอะไรบ้าง ฯลฯ มีป้ายภาษาอังกฤษกำกับเกือบทุกชิ้น

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

แผนที่แสดงจำนวนระเบิดนิวเคลียร์ที่สะสมกันไว้ทั่วโลก

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

Timeline เรื่องสถานการณ์นิวเคลียร์โลก มีตั้งแต่ยุคเริ่มสร้าง ยุคสงครามเย็นที่แข่งขันกันสะสมระเบิด จนมาถึงปัจจุบัน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

ออกมาจาก Museum แล้วจะมีทางให้เข้าไป Peace Hall ที่สร้างเพื่อรำลึงถึงคนที่ตายไปในเหตุการณ์ครั้งนั้น ข้างในเป็นโถงใหญ่ ให้เข้าไปสงบจิตสงบใจ รำลึกถึงผู้ตายเงียบๆ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

ออกมาจาก museum แล้ว ใกล้ๆ กันจะมีลานกว้าง มีแท่งดำๆ นี่คือ Hypocenter หรือตำแหน่งที่ระเบิดตกลงมา

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

เดินต่อไปอีกหน่อยจะเจอ Peace Park เป็นอีกที่หนึ่งที่สร้างเพื่อรำลึกเหตุการณ์ ป้ายที่อยู่ตรงน้ำพุด้านหน้า เป็นบทกวีของเด็กอายุ 9 ขวบที่มีชีวิตรอดจากการทิ้งระเบิด แปลได้ทำนองว่า “ฉันกระหายน้ำแทบทนไม่ไหว บนผิวน้ำเต็มไปด้วยคราบน้ำมัน แต่เพราะฉันต้องการน้ำมาก ฉันจึงดื่มมันลงไปทั้งอย่างนั้น”

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

ระหว่างเดินเข้าไปทั้งสองข้างทาง จะมีสถาปัตยกรรม/รูปปั้นแปลกๆ ตั้งอยู่ บ้างก็เป็นของญี่ปุ่น บ้างก็ต่างชาติส่งมาให้ ส่วนตรงปลายสุดของสวนเป็นลานกว้าง มีรูปปั้นใหญ่ยักษ์ตั้งอยู่

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

รูปปั้นสันติภาพนี่มือข้างนึงชี้ขึ้นไปบนฟ้า บอกทิศทางที่ระเบิดตกลงมา มืออีกข้างผายออกเป็นสัญลักษณ์บอกถึงสันติภาพ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

ในอดีต Nagasaki เป็นเมืองท่าสำคัญ มีการติดต่อค้าขายกับต่างชาติทั้งตะวันตกและจีน ทำให้ได้รับอิทธิพลพวกนี้เข้ามาเยอะ และย่าน China Town ของ Nagasaki ก็ถือเป็นหนึ่งในย่านคนจีนที่น่าสนใจที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

พอลองเดินดูจริงๆ แล้วกลับรู้สึกว่าไม่ค่อยมีอะไรมาก คือของขายก็เหมือนย่านคนจีนทั่วไป บริเวณก็ไม่ใหญ่มาก เทียบกับเยาวราชบ้านเราแล้วยังถือว่าเล็กกว่ากันเยอะ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

ไม่รู้ว่ามาเดินตอนบ่ายๆ เป็นช่วงที่ไม่ใช่เวลาคึกคักของย่านนี้หรือเปล่า นอกจากร้านขายของที่ระลึกกับร้านขายอาหาร/ขนม ก็ไม่มีอะไรน่าสนใจเท่าไหร่

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของย่านนี้น่าจะเป็น “จัมปง” อาหารขึ้นชื่อของ Nagasaki เป็นอาหารหน้าตากึ่งๆ ราเมง กึ่งๆ ราดหน้า ผมค้นใน tabelog ดู ก็มาลงเอยที่ร้าน Kouzanrou 江山楼

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

หน้าตาดูดี ในราคา 864 เยน เป็นจัมปงมาตรฐาน อร่อยคุ้มราคา น้ำซุปเข้มข้น มีกลิ่นหอมของปลาหมึก หอยและอาหารทะเล เส้นนุ่มกำลังดี ชามนี้ซดจนเกลี้ยง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

ร้านหน้าตาแบบนี้ มีเมนูพร้อมอาหารจำลองให้ดูหน้าร้าน ไม่ต้องกลัวสั่งผิด ภายนอกดูเป็นภัตตาคารอาหารจีนสุดๆ เข้าไปข้างในร้านก็ดูใหญ่โต มี space เยอะ ผิดวิสัยร้านอาหารในญี่ปุ่น

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

นอกจากของกินแล้ว China Town ของ Nagasaki ก็ไม่ค่อยจะมีอะไรให้เดินดูนัก รีบทำเวลา ไปจุดอื่นที่น่าสนใจดีกว่า

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

หลังจากกลับจาก Mount Aso พอมีเวลาเดินเล่น หาข้าวเย็นกินในตัวเมือง Kumamoto สักพักนึงก่อนจะนั่งชินคันเซ็นกลับที่พักในฟุกุโอกะ

การเดินทางในเมือง Kumamoto ที่เหมาะกับนักท่องเที่ยวที่สุดก็คือรถราง (Tram)

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

รถรางในเมืองนี่มี 2 สาย ค่ารถก็เที่ยวละ 150 เยน จ่ายที่กล่องข้างคนขับก่อนลง ผมนั่งไปลงสถานี Torichosuji เดินเที่ยวย่านร้านค้าแถวนั้น

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

มีถนนชื่อ Ginza Street ด้วย ไม่รู้เกี่ยวอะไรยังไงกับย่าน Ginza ที่โตเกียว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

Sakae Dori อันนี้ก็ไม่รู้ว่าเกี่ยวอะไรกับย่าน Sakae ที่นาโงย่า

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

ป้ายโฆษณา AKB48 ใหญ่ยักษ์หน้าร้านปาจิงโกะ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

เจ้าหมีคุมะมงเป็นมาสค็อตที่จะพบเจอได้ทั่วเมือง ไม่ว่าจะเป็นป้ายบอกทาง ป้ายโฆษณา สินค้านานาชนิด ฯลฯ

อาหารขึ้นชื่อใน Kumamoto อันดับหนึ่งก็คือ Basashi หรือเนื้อม้าน่ะเอง แต่ว่ามื้อนี้ผมตัดสินใจเลือกกินข้าวหมูทอดญี่ปุ่นแทน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

ร้านที่ตั้งใจมากินคือร้าน 「勝烈亭」 หรือ Katsuretsu Tei ตามรอยมาจากในเว็บ Tabelog เช่นเคย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

ในร้านบรรยากาศสลัวๆ นิดนึง บนโต๊ะมาเครื่องปรุงรอพร้อม

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

อาหารจานเด็ดของที่นี่คือหมูทอดญี่ปุ่น (ทงคัตสึ) ที่ทำจากหมูดำ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

เครื่องเคียง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

ที่บดงา ดูดีมีชาติตระกูล

ช่วงที่รออาหารมาเสิร์ฟ ลุงคนที่นั่งกินอยู่ข้างๆ ตรงเคาท์เตอร์ก็มาคุยด้วย ภาษาอังกฤษบ้างภาษาญี่ปุ่นบ้าง มั่วๆ เอาก็พอจะคุยกันรู้เรื่อง ได้ความว่าเค้าแปลกใจที่เห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติมากินร้านนี้ ถามว่าไปหาเจอมาได้ยังไง แล้วก็ตบท้ายด้วยว่าที่นี่อร่อยแน่นอน ไม่ผิดหวัง ซึ่งดูจากท่าทางการกินของลุงแกก็น่าเชื่อถืออยู่

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

ผมสั่งเซ็ตเมนูหมูทอดส่วนเนื้อสันนอก ตอนเสิร์ฟก็จะมาแบบนี้ มีข้าวให้อีกถ้วยนึง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

การกินทงคัตสึที่นี่เปลี่ยนความคิดของผมเกี่ยวกับทงคัตสึไปเลย คือรสชาติที่กินเข้าไปมันต่างกับอาหารชื่อเรียกเดียวกันที่เคยกินที่เมืองไทยแบบคนละเรื่อง ของที่นี่แป้งบางกรอบ ทอดมาสุกสม่ำเสมอ เนื้อหมูนุ่มมาก กัดเข้าไปแต่ละคำไม่มีคำว่าเลี่ยน น้ำจิ้มกับงาบดก็เข้ากับรสชาติของหมูและข้าวมาก ไม่ผิดหวังกับเรตคะแนน 3.95/5 บน Tabelog จริงๆ

ค่าเสียหายมื้อนี้ 1,944 เยน ไม่ได้แพงไปกว่าร้านหรูๆ ในบ้านเราเท่าไหร่เลย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

ออกจากร้านมาก็พระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว อากาศเย็นสบาย ผมก็เลยเดินย่อยอาหาร ถ่ายรูปไปเรื่อย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

ผ่านร้านขายโมเดลอันนึง เป็นร้านเล็กๆ มีโปสเตอร์กันดั้มหน้าร้าน ได้อารมณ์ร้านของพระเอกใน Gundam Build Fighters ภาคแรกมาก

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

เดินไปจนกระทั่งถึงริมแม่น้ำ แต่วิวสวยบวกกับอากาศดีมาก ก็เลยตัดสินใจเดินชิลๆ ต่อไปจนถึงสถานีรถไฟเลย (ประหยัดค่ารถรางไปได้ 150 เยน)

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

นั่งเจ้านี่กลับฟุกุโอกะ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

ตอนนั่งชินคันเซ็นกลับ เพิ่งรู้ตัวว่า Eyecup ของกล้องหล่นหายไปไหนก็ไม่รู้ พอมาถึงสถานี Hakata เลยแวะไป Yodobashi Camera ใกล้ๆ ได้อะไหล่มาในราคา 540 เยน

ถ้าจะมืดแล้ว แต่ยังไม่อยากกลับเข้าที่พัก ผมเลยไปเดินถ่ายรูปเล่นแถว Tenjin ดู

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

แถว Tenjin ตอนกลางคืนมีนักดนตรีเปิดหมวกเล่นให้ดูกันเป็นเรื่องปกติ ส่วนใหญ่ก็จะมีซีดีทำเองมาวางขายด้วย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

ร้าน Yatai ข้างทางก็ยังคึกคักเหมือนวันก่อน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

แถว Tenjin จะมีถนนอยู่เส้นหนึ่งชื่อว่า Oyafuko-dori เท่าที่เดินดูส่วนใหญ่เป็นบาร์ ร้านเหล้า คาเฟ่ เป็นย่านแสงสีที่ดู soft หน่อย ถ้าเป็นย่าน Nakasu ที่อยู่แถวริมแม่น้ำจะเน้นเป็นพวก host club ซะเยอะ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

บางร้านก็มีดนตรีสด

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

มีร้านฟาสต์ฟู้ด Hotto Motto ด้วย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

สินค้าโปรโมทช่วงนี้คือ กะเพาไร้ซึ ราคา 590 เยน ดูหน้าตาต่างจากผัดกระเพราบ้านเราเล็กน้อย (ไม่ได้ลอง)

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

อันนี้อ่านจากป้ายดูเหมือนจะเป็น Relaxation Club อะไรสักอย่าง ท่าทางไม่น่าไว้ใจ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

เดินจนสุดถนนไปแล้วเจอวัยรุ่นจับกลุ่มกันอยู่หน้าตึกที่ท่าทางเหมือนไลฟ์เฮ้าส์หรืออะไรสักอย่าง ลองเข้าไปถามดูคือ พวกนี้เพิ่งดูไลฟ์ของไอดอลวง Dempagumi.Inc เสร็จ น่าจะกำลังรอเจอเมมเบอร์ก่อนกลับ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

มีดอกไม้ช่อใหญ่อลังการ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

เดินแถวนั้นเสร็จ นั่งรถเมล์กลับที่พัก มาลงแถวสถานี Hakata ดูเหมือนสว่างไสว แต่จริงๆ แล้วร้านปิดหมดละ ห้างญี่ปุ่นปิดเร็วกว่าเมืองไทยอยู่

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Katsuretsu Tei / Oyafuko-dori

เตรียมตัวไป Nagasaki วันรุ่งขึ้น

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

หลังจากเดินทางหลายต่อ เป็นเวลาร่วมหลายชั่วโมง ในที่สุดก็ขึ้นมาถึงปากปล่องภูเขาไฟได้สักที แต่สภาพอากาศขมุกขมัว มีเมฆหมอกเยอะ ฝนตกปรอยๆ ตลอดเวลา มีลมพัดแรงเป็นช่วงๆ แบบนี้ก็ดูจะไม่เป็นใจให้เดินดูอะไรสักเท่าไหร่

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

เหล่าคุณลุงกรุ๊ปทัวร์เกาหลีที่ขึ้นกระเช้ามาเที่ยวเดียวกันดูจะเซ็งอยู่ไม่น้อย เพราะมองไปไม่เห็นอะไร ถ่ายรูปก็ไม่ติดวิวอะไร

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

มองย้อนกลับไปก็เจอหมอกเยอะจนมองไม่เห็นอาคารที่จอดกระเช้าซะแล้ว อากาศบนนี้ก็ค่อนข้างหนาว (บนนี้สูงราวๆ 1,592 เมตรจากระดับน้ำทะเล) ผมที่ใส่แค่เสื้อยืด+กางเกงสี่ส่วน พอเจอลมพัดมาทีนึงก็สั่นอยู่เหมือนกัน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

รอบปากปล่องภูเขาไฟจะมีทางเดินรอบๆ มีรั้วกั้น

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

ลองมองลงไปในปล่องก็ไม่เห็นอะไรเลย T-T

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

ในเมื่อมองไม่เห็นอะไร แต่ไม่อยากมาให้เสียเที่ยว ก็เลยเดินดูแถวนั้นให้ทั่วๆ สักพักนึงก่อนกลับลงไป

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

อันนี้เป็นที่หลบภัย กรณีภูเขาไฟเกิดปะทุขึ้นมา จังหวะแบบนี้ก็เข้าไปหลบฝนได้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

ผมนั่งพักอยู่ในที่หลบภัยพักนึง เตรียมตัวจะกลับลงไปที่ตีนเขา แต่พอดีว่าเป็นจังหวะที่ฝนหยุดตกพอดี ลมพัดหอบเอาหมอกที่มีไปด้วย ทำให้ทัศนวิสัยดีขึ้นมาทันตา

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

พอเดินไปที่จุดชมวิวอีกครั้ง ก็ได้เห็นปล่องภูเขาไฟชัดกว่าทีแรกอยู่ ตามรูปคือเห็นควันพุ่งขึ้นมา มีน้ำสีฟ้าๆ เดือดอยู่ แต่ก็ชัดสุดได้แค่เท่าที่เห็นในรูป ก่อนที่ฝนจะเริ่มมาอีกระลอก

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

ขากลับตามแผนคือจะไม่นั่งกระเช้า แต่จะเดินลงไปที่ตีนเขาแทน ถามทางจากเจ้าหน้าที่แถวนั้นแล้วเค้าก็บอกให้เดินลงตามทางที่ขนานกับถนนไป จากที่หาข้อมูลก่อนมา เค้าก็บอกว่าคนส่วนใหญ่นิยมนั่งกระเช้าเฉพาะขาขึ้นมา แล้วเดินลงเอาเอง แต่ทางที่ผมเดินลงมานี่ไม่เจอใครเดินด้วยเลยสักคน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

หมอกลงจัดจนน่ากลัวว่าจะเดินตกเขาเอาได้ นานๆ ทีจะมีรถขับผ่านไปสักคัน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

แต่เส้นทางที่เดินลงมานี่ก็ถือว่าวิวสวยใช้ได้เลย ถ้าหมอกลงน้อยกว่านี้ และฝนไม่ตก จะสวยมาก

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

อีกด้านมีกระเช้าเลื่อนลงผ่านหน้าไปเห็นๆ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

ใช้เวลาเดินจากปากปล่อง Nakadake Crater ลงมาที่สถานีรถกระเช้า ใช้เวลาราวๆ 30 นาที พอลงมาถึงก็เห็นรถบัสกำลังจะออกจากสถานีพอดี ถือว่าโชคดีมากๆ ไม่งั้นก็ต้องรออีกราวๆ ชม.นึงเลยกว่าจะมีเที่ยวถัดไป แต่ก็ทำให้อดถ่ายรูปบริเวณรอบๆ สถานี

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

กระโดดขึ้นรถบัส นั่งมาประมาณ 5 นาที ค่าตั๋ว 170 เยน จ่ายที่คนขับตอนลงจากรถ ก็จะถึง Kusasenri แล้ว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

ตรง Kusasenri นี่ก็จะมีที่จอดพักรถ ร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร ห้องน้ำ แล้วก็พิพิธภัณฑ์ภูเขาไฟ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

ฝั่งตรงข้ามเป็นทุ่งหญ้ากว้าง วิวสวย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

Aso Volcano Museum ที่เดินไปดูด้านหน้าแล้วเหมือนจะไม่ค่อยมีอะไร กลัวเข้าไปแล้วเจอแต่ภาษาญี่ปุ่นที่อ่านไม่ออก ก็เลยไม่ได้เข้าไปดู ประหยัดตังค์

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

ได้เวลากินข้าวเที่ยงพอดี ทีแรกตั้งใจว่าจะซื้อข้าวกล่องจากสถานี Kumamoto เอาติดมากินไปด้วย ชมวิวทุ่งหญ้าไปด้วย แต่ว่าซื้อไม่ทันก็เลยต้องลงเอยกับร้านแถวนี้แทน ก็ได้เป็นราเมงรสชาติธรรมดามาชามนึง กับอาซาฮีอีกกระป๋อง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

ระหว่างที่กำลังกินราเมง ฝนก็หยุดตก เมฆหมอกพ้นไป อากาศดีขึ้นมาซะเฉยๆ ไม่ทันตั้งตัว กินเสร็จแล้วลงมาเดินเล่นที่ทุ่งหญ้าได้เลย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

มีบึงน้ำข้างหน้า แบ็คกราวด์เป็นแนวเขา วิวดีมาก

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

มองกลับไปทางปากปล่องภูเขาไฟก็เห็นควันพุ่งออกมาชัดเจน ฟ้าก็ใสเสียจนอยากกลับขึ้นไปดูอีกรอบ แต่พอดูจากตารางรถบัสแล้วจะใช้เวลาเยอะเกินไป จะกลับไปสถานี Aso ไม่ทันรถไฟขากลับเที่ยวที่จองไว้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

เดินกลับไปรอรถบัสที่ป้ายเดิม นั่งลงเขากลับทางเดิม ใช้เวลา 25 นาที ค่ารถ 570 เยน วิวสองข้างทางดูดีกว่าขาขึ้นมามาก

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

ในที่สุดก็กลับมาถึงสถานี Aso

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

มองย้อนกลับไปดูอีกรอบ เห็นวิวแล้วก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าคนที่อยู่แถวนี้ ใกล้ภูเขาไฟที่ยังไม่ดับสนิทดี เค้าอยู่กันด้วยความรู้สึกแบบไหน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

ย้อนกลับมาถ่ายจุดขายตั๋วรถบัส เดินออกมาจากสถานีเลี้ยวขวาก็จะเจอเลย ตอนขามาไม่ได้ถ่ายไว้เพราะรีบ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

ด้านในสถานี Aso จะมีจุดขายตั๋วกับ Tourist Information Center สังเกตว่าประตูเข้าออกชานชาลาไม่มีแบบอัตโนมัติ เวลาจะเดินผ่านต้องยื่นตั๋วให้นายตรวจดู

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

ผมมีเวลาเหลือก่อนที่รถไฟจะมา ก็เดินไปดูร้านขายของท้องถิ่นที่อยู่ใกล้ๆ มีสินค้าจำพวกอาหารสด อาหารแปรรูป แล้วก็ของที่ระลึกขาย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

คุมะมงทั้งแผ่นดิน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

Aso เป็นเมืองอยู่ในจังหวัด Kumamoto ที่มีชื่อเสียงเรื่องเนื้อม้า ก็เลยได้เนื้อม้าแปรรูปติดมือกลับมาสองห่อ คิดว่าอุดหนุนเกษตรกรในท้องถิ่น ปรากฎว่าตอนหลังไปเจอที่สถานี Kumamoto ก็มีขายเหมือนกัน แถมขายถูกกว่าด้วย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

ใกล้ได้เวลารถขบวนที่จองไว้จะมาถึงแล้ว ก็เข้าไปรอในชานชาลาได้ ซึ่งขบวนที่จองไว้นี้เป็นรถไฟท่องเที่ยว “Aso Boy!”

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

ความพิเศษของรถขบวนนี้คือเป็นรถที่ออกแบบมาให้ได้ความรู้สึกสนุกสนาน เหมาะกับเด็กๆ มีมาสค็อตเป็นหมาดำชื่อว่าเจ้า Kuro มีบ้านหลังเล็กอยู่ในชานชาลาเลย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

ในบ้านก็มีรูปเจ้า Kuro นิดหน่อย ออกแบบได้น่ารักดี

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

รถไฟมาแล้ว หน้าตาเป็นสีขาวดำ ด้านหน้าขบวนเป็นกระจกบานใหญ่ เปิดให้เห็นวิวได้ชัดๆ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

รถ Aso Boy นี่ต้องจองล่วงหน้าเท่านั้น ถึงจะมี JR Pass แต่ถ้าไม่ได้จองก็ไม่มีสิทธิ์ขึ้น ถ้าใครมาเที่ยวก็รีบจองล่วงหน้าหลายๆ วันหน่อยก็ดี

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

ขบวนนี้เด็กๆ เพียบ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

ที่นั่งมาตรฐานจะเป็นเบาะแดงๆ แบบในรูป

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

ตู้ที่อยู่หัวขบวนวิวดีสุด ไม่รู้ว่าต้องจองล่วงหน้านานแค่ไหน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

ในขบวน Aso Boy นี่ก็จะมีตู้สำหรับเด็กอยู่ มีของเล่นให้เล่น มีพนักงานคอยดูแล มีมุมอ่านหนังสือสำหรับเด็ก มีที่นั่งที่ออกแบบมาน่ารักๆ ให้ผู้ใหญ่นั่งกับเด็กได้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

มี Kuro Cafe ขายของกินเล็กๆ น้อยๆ และเครื่องดื่ม

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

สุดท้ายก็พ่ายแพ้ให้กับการตลาดของคุมะมง ได้ไซเดอร์มาขวดนึง

จริงๆ แล้ว Aso Boy มันก็เป็นรถไฟที่น่ารักดี มีมุมน่ารักๆ ให้ถ่ายรูปเยอะแยะไปหมด แต่ตอนเดินไปตู้ที่มีเด็กเยอะๆ นี่น่าปวดหัวมาก ถ้าใครไม่ได้รักเด็กจริงๆ ก็ไม่น่าจะทนกับความวุ่นวายไหวนะ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

ผ่านสถานีไหนก็ไม่รู้ เจอ A-Train รถไฟสายท่องเที่ยวชื่อดังอีกสายนึงจอดอยู่

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

ในที่สุดก็กลับมาถึงสถานี Kumamoto จนได้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nakadake Crater / Kusasenri / Aso Boy

รถไฟชินคันเซ็นจาก Kumamoto กลับไป Hakata ยังมีจนถึงดึก ถ้าไม่รีบกลับ ก็ยังมีเวลาสำรวจตัวเมือง Kumamoto ได้อีกหลายชั่วโมง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

หลังจากที่เตร็ดเตร่อยู่แต่ในตัวเมือง Fukuoka มาหลายวัน ในที่สุดวันนี้ก็จะได้ออกไปเที่ยวจังหวัดอื่นบ้างแล้ว ก่อนหน้านี้ก็เอาคูปองไปแลกตั๋ว JR Pass มาให้เรียบร้อย ตอนที่แลกก็บอกเจ้าหน้าที่ไปว่าจะเริ่มใช้งานตั้งแต่วันไหน เค้าจะพิมพ์ตั๋วที่ระบุชื่อของเรา, เลขพาสปอร์ต, วันที่ใช้งานได้ ออกมาเสียบไว้กับบัตร JR Pass ให้

เวลาใช้ JR Pass จะใช้กับประตูอัตโนมัติไม่ได้ ก็ให้เดินเข้าทางประตูข้างๆ จะมีพนักงานยืนตรวจอยู่ พอยื่น JR Pass ให้เค้าก็จะเปิดประตูให้เอง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

โปรแกรมวันนี้จะมุ่งหน้าสู่ภูเขา Aso ใจกลางเกาะคิวชู เพื่อไปดูปากปล่องภูเขาไฟที่ยังดับไม่สนิท ซึ่งการเดินทางออกจะลำบากหน่อย และเรื่องเวลาต้องเป๊ะพอสมควร

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

(รูปประกอบจาก japan-guide.com)

  • สเต็ปแรกคือนั่งชินคันเซ็น (ในแผนที่จะเป็นเส้นสีแดง) จาก Hakata ไปลงที่สถานี Kumamoto ในจังหวัด Kumamoto ใช้เวลาประมาณ 40 นาที
  • ต่อรถไฟ JR limited express (เส้นสีส้ม) ไปลงที่สถานี Aso ใช้เวลาประมาณ 70 นาที
  • ต่อรถบัสไปที่สถานีรถกระเช้าตรงตีนเขา Aso ประมาณ 35 นาที
  • ขึ้นกระเช้าไปยอดเขา ก็จะเจอกับปากปล่องภูเขาไฟ

ความลำบากคือรถไฟไปลงสถานี Aso มีไม่ถี่นัก ถ้าพลาดขบวนนึงแล้วต้องรออีกนานเลยกว่าคันต่อไปจะมา รวมทั้งรถบัสก็มีไม่ถี่ด้วยเหมือนกัน ทางที่ดีคือ วางแผนไว้ตั้งแต่ก่อนมาว่าจะขึ้นรถเที่ยวกี่โมง มีเวลาเปลี่ยนรถกี่นาที ถ้าพลาดขบวนนึงแล้วจะต้องเปลี่ยนไปเป็นอีกขบวน จะทำยังไง จดเป็น Plan A, B, C ไว้เลย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

เริ่มต้นกันที่สถานี Hakata ถ้าออกแต่เช้าได้ก็จะดี เผื่อมีอะไรผิดพลาดจะได้แก้ไขทัน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

ผมเผื่อเวลาแวะซื้อของกินจากสถานี Hakata ก่อนด้วย เป็น ekiben (ข้าวกล่องรถไฟ - ถึงหน้าตาจะดูไม่เป็นกล่องเท่าไหร่) กับกาแฟกระป๋อง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

ที่นั่งของชินคันเซ็นออกแบบมาดี มีช่องให้เสียบกระป๋องเครื่องดื่ม

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

ตั๋วรถนี่ออกไว้ล่วงหน้าเลยก็ได้ คันนี้เป็นขบวน “Sakura” ใช้เวลา 42 นาทีจะถึง Kumamoto

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

ข้าวกล่องซาบะเมฉิ เป็นซาบะดองโปะกับข้าว มีขิงกับโชยุแบบซองให้ อร่อยทีเดียว

ข้อมูลเรื่อง Ekiben 「駅弁」 หรือข้าวกล่องรถไฟ ผมอ่านจากการ์ตูนตะลอนชิมข้าวกล่องรถไฟ เล่ม 1 จะเป็นช่วงที่ทัวร์กินบนเกาะคิวชูพอดี หรือมั่วๆ ดูจากภาษาญี่ปุ่นในเว็บของ JR Kyushu ก็ได้ จะมีให้ดูแยกว่าจังหวัดไหนมีข้าวกล่องแบบไหนขายบ้าง (มีรูปประกอบ)

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

ถึงสถานี Kumamoto แล้ว เต็มไปด้วยหมีดำคุมะมง มาสค็อตประจำเมือง

ตามแผนคือผมมีเวลาเปลี่ยนรถราวๆ สิบนาที ระหว่างนั้นต้องไปตามหาข้าวกล่อง “อายุยะซันได” ซึ่งเป็นหนึ่งในข้าวกล่องที่ได้รางวัลจากการประกวดข้าวกล่องของคิวชู ว่าจะเอาไปกินเป็นมื้อกลางวันบนเขา แต่ในสถานี Kumamoto ตอนนั้นกำลังปรับปรุง ทางเดินมันออกจะงงๆ หน่อยทำให้หาทางไปร้านที่มีข้าวกล่องขายเยอะๆ ไม่เจอ สุดท้ายก็ต้องเลือกวิ่งไปขึ้นรถไฟ ไม่งั้นถ้าพลาดขบวนนี้แผนจะรวนไปหมด

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

ขึ้นรถไฟขบวน JR Limited Express สาย Hohi ใช้ JR Pass ได้ไม่มีปัญหา

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

ระหว่างทางมีแต่ทุ่งหญ้าเขียวๆ ฝนก็ยังตกปรอยๆ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

เจอสะพาน เจอแม่น้ำบ้าง

จะกระทั่งมาถึงสถานี Aso ก็ต้องรีบไปต่อคิวซื้อตั๋วรถบัส ซึ่งท่ารถบัสก็จะอยู่ด้านนอกสถานีเลย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

ระหว่างต่อคิว มีตารางรสบัสให้หยิบด้วย แนะนำว่าให้เก็บไว้ให้ดี ยังต้องใช้อีกตอนขากลับ ในรูปจะเห็นว่าระหว่างสถานี Aso (Asoeki) กับตีนเขา (Mt.Aso) จะมีสถานี Kusasenri ด้วย เป็นจุดที่มีที่พักนักท่องเที่ยว มีร้านค้า ของกิน ซึ่งกะว่าจะแวะตอนขากลับลงมาจากภูเขา

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

ตั๋วเที่ยวเดียวราคา 650 เยน ซื้อจากตู้ขายตั๋วอัตโนมัติ มีพนักงานยืนช่วยเหลืออยู่หน้าตู้ ไม่ต้องกลัวว่าจะซื้อไม่ถูก ขอแค่เตรียมเหรียญให้พร้อม

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

รถบัสออกตรงเวลา วิ่งขึ้นเขาไปเรื่อยๆ ภายนอกยังมีหมอกสลับกับฝนปรอยๆ มีวัวมีม้ากินหญ้าอยู่บ้างประปราย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

ถนนขึ้นเขานี่จะมีจุดชมวิวอยู่เป็นระยะ ถ้าเช่ารถขับมาก็สามารถแวะจอดถ่ายรูปสวยๆ ได้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

ผ่านไปครึ่งชั่วโมงก็มาถึงตีนเขา มีสถานีกระเช้า ข้างในมีห้องน้ำ กับร้านขายของที่ระลึกเล็กน้อย ตั๋วนั่งกระเช้ามีทั้งแบบเที่ยวเดียว (750 เยน) และแบบไปกลับ (1,200 เยน) ผมเลือกซื้อแบบขึ้นไปเที่ยวเดียว เพราะอยากจะประหยัด (งกน่ะแหละ) และจากข้อมูลที่หามาเค้าบอกว่า ดูปล่องภูเขาไฟเสร็จแล้วมีทางเดินให้เดินลงมาได้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

ที่เขียนว่า Asosan ก็คือ Mount Aso น่ะแหละ เป็นวิธีทับศัพท์สไตล์ญี่ปุ่น (แบบเดียวกับที่เราเขียน Thanon Sukhumvit แทนที่จะเป็น Sukhumvit Road)

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

ตั้งแต่ปี 1958 ก็ 56 ปีแล้ว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

ถึงยอดเขาแล้ว แต่ฝนก็ยังไม่หยุดตก

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

บนยอดเขาจะมีป้ายสัญญาณไฟ เตือนระดับของมลพิษในบริเวณนั้น เพราะปากปล่องภูเขาไฟที่ยังไม่ดับสนิทดีนั้นยังปล่อยกำมะถัน และสารเคมีอื่นๆ ออกมาตลอด

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

ปากปล่องภูเขาไฟอยู่ห่างออกไปไม่ไกล แต่ทัศนวิสัยตอนนี้แย่มาก ทั้งเมฆหมอกและละอองฝน ไม่เป็นใจเอาเสียเลย ไม่รู้ว่าที่เดินทางมาหลายชั่วโมงนี่จะเสียเวลาฟรีหรือเปล่า

Europe 2014 : Venice, Oh! Venice

Paris to Venice

ตอนกลางคืนวันที่ 7 เมษายนเราก็กลับไปที่ Charles De Gaulle เพื่อขึ้นเครื่องไปยัง Marco Polo Airport ที่ Venice การเดินทางรอบนี้ ให้บทเรียนที่เราจะต้องจำไปจนตาย

คือตอนไปขึ้นเครื่องค่อนข้างชะล่าใจ ทำให้ไปถึงสนามบินช้ากว่าที่ควร และที่แย่กว่า คือ Air France เค้าเปิด Counter Check in ไม่กี่ที่ ขณะที่มี Flight เดินทางช่วงนั้นชั่วโมงละ 7-8 Flight ทำให้จำนวนคนที่รอเชคอินมหาศาลสุดๆ ถ้าต่อแถวตามปรกติคงตกเครื่องไปแล้ว โชคดีพวกเราที่สู้กันสุดใจ ทำให้เค้ายอมลัดคิวให้เราเชคอิน และวิ่งไปขึ้นเครื่องได้ทันเวลา  ถึงแม้จะดูตื่นเต้น แต่จริงๆแล้วรู้สึกว่าเป็นประสบการณ์ที่เลวร้ายมาก และทุกครั้งที่นึกถึงก็ไม่ได้สนุกกับมันเลย -__-”

ไอ้การขอลัดคิวในเมืองนอกนี่มันไม่ง่ายเลย  เพราะเจ้าหน้าที่เค้าไม่สนใจเราแม้แต่นิดเดียว เรามันก็แค่คนเอเชียเซ่อๆ มาสาย  .. ต้องคุยกับเจ้าหน้าที่ถึงสามคน และเรียกอยู่หลายครั้งมากกกก ถึงจะมีคนนึงเรียกเราให้ไปต่อแถวพิเศษ T_T  เครียดดดดสุดยอดนะตอนนั้น  แล้วขอลัดคิวท่ามกลางฝรั่งเป็นฝูง .. สายตาแต่ละคู่ที่มองมานี่แทบจะกินเลือดกินเนื้อกันเลยทีเดียว

ปล. มีคนเข้าแถวพิเศษกับเราประมาณห้าหกคน จริงๆก็มีฝรั่งด้วย ซึ่งแต่ละคนก็ทำคล้ายๆเรานี่แหละ แต่อาจจะเป็นเพราะเราหน้าบาง เลยรู้สึกแย่กับเหตุการณ์นี้มากๆ

การเดินทางจาก Paris ไป Venice นั้นใช้เวลาแค่ 1 ชั่วโมง 40 นาทีเท่านั้น สายการบินหลักที่มีก็คือ Air France ซึ่งบินจาก CDG และสาย การบิน Easy Jet ซึ่งมีทั้งแบบออกจาก CDG และ ORY (สนามบินรองของปารีส)  ทั้งสองสายการบิน ถ้าจองล่วงหน้านานๆ ค่าโดยสารก็จะไม่แพงเลย ครั้งนี้เราเลือกเดินทางด้วย Air France ได้ตั๋วราคาประมาณคนละ 65 €  (ค่าตั๋ว 50+ ค่าโหลดกระเป๋า 15)


Airport to City Center

Venice Airport Bus

Venice Airport Bus

ตัดมาถึงเรื่องการเดินทางเข้าเมืองดีกว่า จริงๆแล้วการเดินทางจาก Venice Airport เข้าไปที่ตัวเมืองเวนิสที่เป็นเกาะนั้นทำได้หลายทาง เช่นรถเมล์ รถบัส หรือ Water Taxi แต่เราขอนำเสนอการเดินทางที่เหมาะกับนักท่องเที่ยวทั่วไป คือการใช้บัส วิ่งรับส่งตรงระหว่าง Aeroporto Marco Polo di Venezia – Venezia P.zzale Roma (servizio diretto) … แปลว่าวิ่งตรงจากสนามบินถึงสถานีรถบัสที่เกาะเวนิส

รถบัสอันนี้ใช้เวลาเดินทางแค่ 20 นาที และค่าโดยสารคนละ 6 € ต่อเที่ยว ถ้าซื้อตั๋วไปกลับก็จะได้ลดเหลือ 11 €

รายละเอียดเพิ่มเติม รวมทั้งตารางการเดินรถ สามารถดูได้ที่ http://www.atvo.it/index.php?lang=en&area=23&menuid=35 และ http://www.actv.it/ifyouarriveatmarcopoloairport

เนื่องจากเราเหนื่อยเป็นตายจากการวิ่งสู้ฟัดมาจากปารีส จึงไม่มีอารมณ์ถ่ายรูปอะไรทั้งสิ้น

Luggate Belt

Luggate Belt

ลองค้นดูจากคอมแล้ว รูปเดียวที่มีก็คือรูปนี้ … Belt รับกระเป๋าของสนามบิน ที่เป็นลายรูเล็ต


Essential Venice

ACTV Pass

ACTV Pass

  • ACTV Pass สำหรับขึ้นเรือ

สิ่งที่แพงอย่างไม่น่าเชื่อของเวนิสคือค่าขึ้น Water Bus (เอาตรงตัวมันก็คือเรือเมล์)  โดยตั๋ว Single ราคาเที่ยวละ 7 € เลยทีเดียว จัดว่าแพงเอาเรื่อง แต่ก็ยังดีที่เค้ามีตั๋วขึ้นเรือ Unlimited สำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเราอยู่ เรียกว่า ACTV Pass โดยเริ่มจาก

20 € สำหรับ 24 ชั่วโมง

30 € สำหรับ 48 ชั่วโมง

40 € สำหรับ 72 ชั่วโมง

60 € สำหรับ 7 วัน

จริงๆแล้วมีตั๋ว Combo อีกหลายอย่าง ดูรายละเอียดได้ที่ http://www.veneziaunica.it/en/ecommerce/products/pack/biglietti-turistici-actv

เท่าที่เข้าไปดู ราคาและคอมโบปัจจุบัน ณ. วันที่ไปเที่ยว กับวันที่เขียน Blog นี้ ก็แตกต่างกันเสียแล้ว โดยตอนไปเที่ยวนั้นจะมีตั๋ว 12, 24, 36,48 ชั่วโมงให้เลือก แต่ตอนนี้ยุบเป็น 24, 48, 72 แทน

ถัดมา สิ่งที่นักท่องเที่ยวนึกถึงก็คงเป็น Tourist Pass สำหรับเข้าสถานที่สำคัญ… แต่ช้าก่อน !!! ไอ้ Tourist Pass ของ Venice นี่มันทั้งแพง และไม่คุ้มค่า โดยราคา Pass สำหรับผู้ใหญ่ นี่ก็ซัดไป 40 € แล้วจร้า… คือจ่ายไป 40 นี่ยังไม่รวมค่าเข้าโบสถ์ San Marco นะ ..  บอกเลยนะว่าอย่าเสียเวลาดู แต่ถ้าสนใจจริงๆ รายละเอียดดูจาก http://www.veneziaunica.it/en/ecommerce/products/pack/venice_citypass

สำหรับ Pass แบบอื่นๆ เช่น Pass ห้องน้ำ, Pass Wifi สามารถดูได้จากหน้ารวม http://www.veneziaunica.it/en/content/main-catalogue

สรุปง่ายๆ Bottom  Line  ไปเวนิส ซื้อแค่ ACTV Pass พอแล้ว ตั๋วเข้าชมสถานที่ต่างๆซื้อแยกเอา เข้าใจตรงกันนะ :)

  • แผนที่ Water Bus + Time Table

โหลดได้จากตรงนี้เลย http://www.actv.it/en/movinginvenice/waterbusservicetimetable


Hotel

โรงแรมในเวนิสมีเยอะ แต่ก็แพงใช้ได้เลย สำหรับย่านที่แนะนำให้พักจะเป็นดังนี้

  1. ใกล้สถานีรถไฟ
  2. ใกล้ Rialto Bridge
  3. ใกล้ San Marco

สำหรับ 1 คือลากกระเป๋าน้อยหน่อย ส่วน 2,3 สำหรับคนมีกำลังเงิน และอยากอยู่ใกล้สถานที่ท่องเที่ยวหลัก นอกจากนั้นที่เวนิสจะมีที่พักที่บริการโดยคนไทยอยู่ด้วย ถ้าจำไม่ผิดจะมี Angel House ของคุณเป้า ราคาค่อนข้างสูง แต่อยู่ใกล้ที่เที่ยว กับ Caterina House ของคุณโจ้ จะอยู่ไกลหน่อย เดินทางไม่ค่อยสะดวก แต่ถูกกว่า

ครั้งนี้เราจองที่พักของคุณโจ้ไป แต่เนื่องจากที่พัก Renovate ไม่ทัน คุณโจ้จึงช่วยจองโรงแรม Hotel San Geremia ให้แทน ซึ่งโรงแรมนี้อยู่ใกล้สถานีรถไฟ ห้องพอใช้ได้ มีห้องน้ำส่วนตัวและ Free Wifi และราคาไม่แพง (64 € ต่อคืน) ก็ถือว่าโอเคดีมาก


 3G Sim in Italy

แนะนำให้ใช้ของ TIM เพราะหาซื้อง่ายและ Network ครอบคลุม ราคาประมาณ 25-30 € ได้ Data 1 GB

สำหรับเราฝากคุณโจ้ซื้อซิมไว้ให้ เลยไม่ต้องไปเว้าอิตาเลียนด้วยตัวเอง ก็ถือว่าโชคดีไป :D


ถึงตอนนี้แล้วเชคอินเสร็จ ทดสอบ 3G เรียบร้อย ก็ปาไปเกือบตีสอง เลยรีบอาบน้ำเข้านอน พรุ่งนี้ยังต้องตะลุยเที่ยวอีกเยอะ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Kiharu

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Kiharu

จบจากคอนเสิร์ตของ Nogizaka46 แล้ว ผู้คนทยอยออกมาจากฮอลล์พร้อมกันหมด คนที่จะต่อรถเมล์ก็ยืนต่อคิวที่ป้ายรถเมล์กันเป็นระเบียบมาก เห็นแล้วอดเทียบกับคนรอรถเมล์บ้านเราแถวอนุสาวรีย์ฯ ไม่ได้ ส่วนคนที่จะกลับรถไฟใต้ดินก็ต้องเดินออกไปไกลสักนิด เพราะ Kokusai Center ที่จัดงานอยู่ค่อนข้างห่างจากสถานี

ผมแวะเอากล้องและสัมภาระอื่นที่เก็บไว้ในล็อคเกอร์ที่สถานี ก่อนจะหาอะไรกินอีกสักหน่อยก่อนกลับเข้าที่พัก

ร้านที่ไปชื่อว่าร้าน きはる (Kiharu) อยู่ไม่ไกลจากสถานี Tenjinminami เท่าไหร่ แต่เป็นร้านเล็กๆ อยู่บนชั้นสองของหลืบหนึ่ง ต้องเดินหาอยู่สักพักนึงถึงจะเจอ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Kiharu

ทางขึ้นหน้าร้านมีป้ายผ้าผืนใหญ่ กับป้ายไฟเล็กๆ ต้องตั้งใจหาจริงๆ ถึงจะเจอ

ตัวร้านอยู่ชั้นสอง มีห้องแยกสำหรับลูกค้าที่มาเป็นกลุ่ม กับเคาท์เตอร์ขนาดนั่งได้ราวๆ 8 ที่นั่ง ตอนที่ไปถึงมีลูกค้าในห้องแยกอยู่แล้วกลุ่มหนึ่ง ตรงเคาท์เตอร์มีที่ว่างพอสมควร ผมเข้าไปนั่งข้างๆ ชายหญิงคู่หนึ่งที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Kiharu

ของมึนเมาเรียงเป็นแถว มีขวดที่เป็นชื่อร้านด้วย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Kiharu

กระป๋องลึกลับลายผีน้อยคิทาโร่ ที่ดูไม่ออกว่าข้างในเป็นอะไร

สำหรับร้านเล็กๆ ในภูมิภาคบ้านนอกอย่างคิวชูนี่ เป็นเรื่องปกติที่เมนูจะไม่มีภาษาอังกฤษ แต่ลองถามหาดูก็ไม่เสียหาย ส่วนคำตอบก็เป็นดังคาดคือ ไม่มี ดังนั้นทางเลือกที่ปลอดภัยสำหรับเครื่องดื่มก็คือสั่งเบียร์ หรือถ้าเป็นเบียร์สดก็บอกว่า นามะบีหรุ (生ビール) สำหรับอาหารก็มามั่วเอาจากเมนูภาษาญี่ปุ่น - พอดีไม่ได้ถ่ายรูปมา แต่ดูตัวอย่างจากใน tabelog ได้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Kiharu

อันนี้เป็น service ของร้าน เสิร์ฟมาให้เลย ไม่ต้องสั่ง

จากที่ทำการบ้านมาก่อน เมนูที่แนะนำคือซาชิมิ 泳ぎサバ (โอะโยะกิซาบะ - แปลว่า ซาบะว่ายน้ำ)

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Kiharu

สั่งไปแล้วก็นั่งกินเบียร์รอ ไม่นานก็มาเสิร์ฟ ลองกินดูแล้ว เนื้อปลาสดเด้งมาก ให้สัมผัสที่ต่างกับซาบะที่เคยกินมาทั้งหมดเลย

ระหว่างที่กำลังละเลียดกินซาบะ + พยายามอ่านเมนูภาษาญี่ปุ่นด้วยความรู้จำกัดจำเขี่ย ลูกค้าคนที่นั่งข้างๆ ตรงเคาท์เตอร์ก็หันมาชวนคุยเป็นภาษาอังกฤษ

นอกจากผมแล้ว ที่เคาท์เตอร์มีแค่ชายหญิงสองคนที่ดูเหมือนจะเป็นแฟนกัน ฝ่ายชายท่าทางดูเซอร์ๆ ผมหยิกมีเคราบางๆ ถ้าบอกว่าเป็นผู้กำกับหนังอินดี้หรือนักดนตรีวงร็อคสักวง ก็คงเชื่อได้ไม่ยาก ส่วนคนที่หันมาคุยกับผมเป็นผู้หญิง อายุน่าจะราวๆ 30 ผมสั้น ดูเหมือนคนในแวดวงศิลปะมากกว่าสาว OL ในมือคีบบุหรี่มวนเล็ก

บทสนทนาเป็นไปตามมาตรฐานการคุยกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ มาจากไหน มาคนเดียวเหรอ รู้จักร้านนี้ได้ยังไง ฯลฯ จะต่างกับการสนทนาปกติก็ตรงที่ว่า ฝ่ายนั้นคุยมาเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงฟังง่าย (รู้ทีหลังว่าเคยไปเรียนที่อเมริกามาก่อน) แต่ผมพยายามตอบด้วยภาษาญี่ปุ่นกระท่อนกระแท่น ถ้ารู้คำศัพท์และแต่งรูปประโยคได้ ไม่งั้นก็ใช้ภาษาอังกฤษไป

“ไก่ที่คิวชูนี่สดอร่อยมากเลยนะ” เธอแนะนำข้อมูลที่ผมไม่รู้มาก่อน พร้อมกับชี้ไปที่อาหารในจานหน้าตาคล้ายไก่ย่างถ่านตามร้านอาหารญี่ปุ่นบ้านเรา แต่มีส่วนที่สุกแค่ผิวๆ เล็กน้อย ที่เหลือยังดิบอยู่ และยังให้ข้อมูลเสริมอีกว่า เมนูนี้มีเฉพาะในคิวชูที่ไก่คุณภาพดีและสดเท่านั้น หากินในภูมิภาคอื่นของญี่ปุ่นไม่ได้ พูดจบเธอก็ขยับจานมาทางผมและชวนให้ลองชิม

จากสามัญสำนึกที่เคยมีมาว่าเนื้อไก่ไม่อร่อยและไม่ค่อยมีรสชาติ (เท่าเนื้อชนิดอื่น) แต่ถ้าเป็นเรื่องกินก็ไม่อยากจะปฏิเสธน้ำใจ ผมลองคีบไก่มาชิ้นนึง จิ้มกับซอสที่มีให้ แล้วเอาใส่ปาก พบว่าเนื้อไก่มีเดียมแรร์นี่มันอร่อยผิดคาดเลยทีเดียว

“โออิชี่เดส” “อะริกะโตะโกะไซมัส” เป็นคนมีมารยาทก็ควรจะกล่าวขอบคุณ

ผมอยากจะสั่งอะไรอีกสักจาน แต่เมนูภาษาญี่ปุ่นที่เต็มไปด้วยคันจิแปลกๆ ดูจะเกินความสามารถในตอนนี้ ก็เลยลองขอคำแนะนำจากคุณสองคนนี้ดู ทั้งสองคนปรึกษากันเป็นภาษาญี่ปุ่นที่ผมฟังไม่ออก แต่ดูท่าทางแล้วก็เข้าใจได้ว่า มันมีของอร่อยหลายเมนูและไม่รู้จะแนะนำอันไหนดี

สุดท้ายทางนั้นก็แนะนำ “ซาบะคร็อกเก็ต” มาให้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Kiharu

หน้าตาก็เป็นอย่างในรูป เป็นมันฝรั่งบด ผสมไข่ ผสมปลาซาบะ ทอดออกมาเป็นก้อน ตอนกินก็บีบมะนาวจิ้มซอสเอา ซึ่งคร็อกเก็ตเป็นเมนูบ้านๆ แบบญี่ปุ่นมาก ไม่ exotic และโด่งดังในระดับโลกอย่างพวกซูชิหรือราเมง ในร้านอาหารญี่ปุ่นในบ้านเราก็พอมีบ้างแต่ไม่ได้เป็นเมนูเด่น

คร็อกเก็ตที่นี่มีส่วนผสมเป็นไข่สดของคิวชู และปลาซาบะที่เป็นของเชิดหน้าชูตาของร้าน ทอดออกมาสีสวยงาม กัดเข้าไปแล้วได้ความกรอบภายนอก และความร้อนของไส้ที่อยู่ข้างใน รสชาติอร่อยผิดจากคร็อกเก็ตเมืองไทย

ที่จริงก็อยากจะสั่งเพิ่มอีก แต่ตอนนั้นก็ดึกแล้ว จำต้องร่ำลาและขอบคุณทั้งสองคนนั้นที่ให้ความช่วยเหลือ แล้วรีบกลับที่พักเพื่อวางแผนเวลาการเดินทางของวันรุ่งขึ้น เพราะโปรแกรมเที่ยววันถัดไปจะออกไปนอกจังหวัดฟุกุโอกะบ้างแล้ว

Europe 2014 : Paris, Tour de Champs Élysées

Arc de Triomphe

โค้งสุดท้ายของการอยู่ปารีส เราไปเดินเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวแนวถนน Champs Élysées กัน โดยเริ่มจากหัวถนนซึ่งเป็นที่ตั้งของ Arc de Triomphe ไอ้เจ้าประตูชัยอันนี้สร้างเพื่อเป็นเกียรติแก่ทหารที่เสีย ชีวิตในช่วง French Revolution และ Napoleon War โดยที่เสานั้นจะมีสลักชื่อผู้เสียชีวิตไว้ด้วย

Arc de Triomphe

Arc de Triomphe

ค่าเข้าดูไม่ต้องเสีย เพราะรวมอยู่ใน Museum Pass เรียบร้อยแล้ว การเดินทางมาตรงนี้ มุด Metro มาเหมือนเดิม ที่สถานี Charles de Gaulle-Étoile (M1, M2, M6, RER-A) ส่วนรายละเอียดอื่นๆดูที่ http://www.arcdetriompheparis.com/

ตอนนี้กำลังมีงานซ่อมแซมอยู่บางส่วน ซึ่งก็เป็นเรื่องปรกติของสถาปัตยกรรมในยุโรป ดูได้สามปี ซ่อมอีกห้าปี


Avenue des Champs Élysées

Avenue des Champs Élysées

Avenue des Champs Élysées

หลังจากปีนขึ้นมาข้างบนได้แล้วก็จะเห็นวิวถนน Champs Élysées จากมุมสูง

Paris Tuk Tuk

Paris Tuk Tuk


Place de la Concorde

Place de la Concorde

Place de la Concorde

เดินไปจนถึง Place de la Concorde ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดถนน Champs-Élysées  เจ้า La Concorde นี้เป็นสถานที่ที่ใช้ตั้งกิโยตินสำหรับใช้ตัดหัวนักโทษการเมือง ตัวอย่างของบุคคลสำคัญที่ถูกจับมาตัดหัวตรงนี้ อันดับแรกก็คงเป็นพระเจ้าหลุยส์ที่ 16  และ พระนางมารี อ็องตัวแน็ต นอกจากนั้นยังมี Maximilien de Robespierre หนึ่งในผู้นำของการปฏิวัติฝรั่งเศส (French Revolution) ที่เป็นคนผลักดันให้ตัดหัวพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ก็โดนกับเค้าด้วย

เสาที่อยู่ตรงกลางนั้นคือ Luxor Obelisk ซึ่งเดิมตั้งอยู่ที่ Luxor Temple ใน Egypt… ส่วนว่าฝรั่งเศสได้ Obelisk มาอย่างไรนั้น ใน Wikipadia บอกแค่ว่ารัฐบาล Egypt ยกให้ฝรั่งเศสสองแท่ง แต่ในสมัยนั้น ประมาณช่วงปี คศ. 1829 ยังไม่มี Technology ที่จะช่วยขนย้ายอีกแท่ง ซึ่งหนักกว่าแท่งนี้มาที่ฝรั่งเศสได้ จึงให้คืนแก่ Egypt ไป

Gypsy

Gypsy

ระหว่างทางกลับโรงแรมเจอแกงค์ยิปซี หลังจากล้วงกระเป๋าเหยื่อเสร็จแล้วดันมีคนนึงวิ่งหนีไม่ทัน โดนคว้าตัวไว้ได้ สภาพก็อย่างที่เห็น ร้องห่มร้องไห้ คงโดนส่งตัวกลับประเทศเป็นแน่แท้

Europe 2014 : ART iS SUBJECTiVE

A Summary of Trip to Western Europe : France, Italy and Switzerland.

Europe 2014 : Intro & Plan

Europe 2014 : Paris, where all things started

Europe 2014 : Paris, iconic of French Gothic

Europe 2014 : Paris, Let them eat cake

Europe 2014 : Paris, Mona Lisa Da Vinci

Europe 2014 : Paris, Tour de Champs Élysées

Europe 2014 : Paris, Mona Lisa Da Vinci

Musée du Louvre

วันที่ 7 เมษายน รีบแหกขี้ตาตื่นไปต่อแถวที่ Louvre เพื่อจะไปดู Mona Lisa  …  ที่ต้องรีบก็เพราะหลังจาก Louvre เปิดซัก 15 นาที นักท่องเที่ยวก็จะเข้ามามุงกันเต็มห้องไปหมด ทำให้การเข้าชมจะค่อนข้างทุลักทะเลมากๆ

การเดินทางมาด้วย Metro ก็สถานี Palais Royal – Musée du Louvre (M1,M7)

รายละเอียดที่เหลือดูจาก http://www.louvre.fr/

OLYMPUS DIGITAL CAMERAOLYMPUS DIGITAL CAMERA

Mona Lisa เป็นผลงานชิ้นเอกของโลกที่วาดโดย Leonardo Da Vinci  เหล่านักประวัติศาสตร์คาดว่ามันถูกวาดในช่วงปี 1503-1506 หรือราวๆ 500 ปีที่แล้ว โดยเทคนิคที่ใช้วาดลึกล้ำและแตกต่างจากภาพวาดอื่นๆในยุุคเดียวกันโดยสิ้นเชิง ว่ากันว่า ไม่ว่าเราจะมองเธอคนนี้จากมุมไหน ก็จะดูเหมือนว่าเธอกำลังสบสายตากับเราเสมอ จากที่ไปลองดูแล้ว ก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องจริง

คนบางคน มองรูปนี้แล้วเห็นแค่รูปของผู้หญิงธรรมดาๆ ที่ไม่เห็นจะมีอะไรน่าสนใจ แต่ถ้าเค้าได้ศึกษาประวัติศาสตร์เสียบ้าง และได้มีโอกาสเห็นงานศิลป์สักหน่อย ก็น่าจะเข้าใจได้ว่าทำไม Mona Lisa ถึงได้รับการยอมรับนับถือขนาดนี้

สำหรับคนที่สงสัยว่าทำไมรูปโมนาลิซาของ Da Vinci ซึ่งเป็นชาวอิตาเลียน กลับถูกจัดแสดงอยู่ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสซะได้ ก็เนื่องจากช่วงท้ายของชีวิต Da Vinci มาทำงานที่ปารีส ตามคำเชิญของ King Francis I of France และได้นำรูปโมนาลิซาติดตัวมาด้วย พอ Da Vinci เสียชีวิต  รูปโมนาลิซาจึงตกเป็นสมบัติของ Francis I และตกทอดเป็นของฝรั่งเศสไปโดยปริยาย

Venus di Milo

Venus di Milo

Venus di Milo เป็นงานอีกชิ้น ที่ไม่ได้เกี่ยวกับฝรั่งเศสเลยแม้แต่นิดเดียว แต่กลับเป็นสิ่งที่คนเป็นล้านๆคนหลั่งไหลมาที่ประเทศนี้เพื่อมีโอกาสได้ดู มันเช่นเดียวกับ Mona Lisa

รูปแกะสลักหินอ่อนชิ้นนี้ ประมาณการว่าถูกทำขึ้นตั้งแต่ก่อนคริสตกาล ถูกค้นพบที่เกาะ Milos ซึ่งอยู่ใน Aegean Sea (อยู่ระหว่างประเทศตุรกีและกรีซ) โดยทหารเรือฝรั่งเศส และรัฐบาลฝรั่งเศสได้ทำการขอซื้อมา สุดท้ายก็ตกเป็นสัมบัติของประเทศนี้เช่นเคย

Dying Slave by Michelangelo

Dying Slave by Michelangelo

Dying Slave เป็นผลงานแกะสลักที่มีชื่อเสียงของ Michelangelo  ดูไปดูมาหน้ามันพริ้มไม่เหมือนกับคนกำลังจะตายสักเท่าไหร่

Winged Victory of Samothrace

Winged Victory of Samothrace

เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง ที่ Winged Victory of Samothrace อยู่ในช่วง Restoration   ทำให้เราไม่มีโอกาสได้ดูในครั้งนี้

The Coronation of Napoleon by Jacques-Louis David

The Coronation of Napoleon by Jacques-Louis David

The Coronation of Napoleon by Jacques-Louis David เป็นรูปที่วาดบันทึกเหตุการณ์การสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นจักรพรรดิของนโปเลียน โบนาพาท ในรูปจะเห็นว่านโปเลียนกำลังยกมงกุฎสวมให้ตัวเอง หลังจากสวมให้โจเซฟฟีนภรรยาของเขาเรียบร้อยแล้ว และมี Pope Pius VII  นั่งชี้นิ้วอยู่ข้างหลัง แทนที่จะเป็นคนสวมมงกุฎ เพราะนโปเลียนคิดว่าเขายิ่งใหญ่มากเสียจนไม่จำเป็นต้องมีคนมอบตำแหน่ง จักรพรรดิให้หรอก

ใน Louvre มีผลงานชิ้นเอกอยู่อีกหลายชิ้นจริงๆ เอามาเล่าได้ไม่หมด ครั้งนี้ใช้เวลาสามชั่วโมงกว่ายังดูได้ไม่ถึง 20 ชิ้น แถมเป็นแบบเร็วๆ ไม่ได้พินิจพิจารณาอะไรมากซะด้วย

เฮ้อ .. สงสัยต้องกลับไปอีกรอบ

La Pyramide Inversée

La Pyramide Inversée

ก่อนลาจาก Louvre ในวันนี้ ไม่พลาดที่จะแชะภาพของ The Inverted Pyramid มาฝากแฟนๆ Da Vinci’s Code

Europe 2014 : Paris, Let them eat cake

Château de Versailles

จุดหมายถัดไปคือ พระราชวังแวร์ซาย iconic ด้านความหรูหราฟุ่มเฟือย และความเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุดของฝรั่งเศส  ถูกสร้างโดยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 (Louis XIV)  เพื่อเป็นที่อยู่ของเหล่าชนชั้นปกครองและขุนนาง นอกจากนั้นยังเพื่อให้ Louis XIV มีความสามารถในการควบคุมและบริหารจัดการได้ดียิ่งขึ้น โดยในสมัยนั้นการปกครองของฝรั่งเศสเป็นแบบ Absolute Monarchy ซึ่งก็คือพระมหากษัตริย์มีสิทธิขาดในการปกครองประเทศ และอยู่เหนือกฎหมาย ซึ่งประเทศไทยก็เลียนแบบมาใช้งานจนถึงช่วงรัชกาลที่ 7 การเดินทางไปแวร์ซายต้องขึ้นรถไฟ RER C ปลายทาง Versailles Rive Gauche เท่านั้น ถ้าไปที่อื่นคือไม่ถึงนะ แนะนำให้ซื้อตั๋ว Return ให้เรียบร้อยก่อนจะออกจากสถานีรถไฟปลายทาง เพราะช่วงเย็นนักท่องเที่ยวก็จะกลับพร้อมๆกัน ทำให้แถวซื้อตั๋วยาวมากๆ รายละเอียดเพิ่มเติม http://en.chateauversailles.fr/homepage

RER C

RER C

จากสถานีรถไฟต้องเดินอีกราวๆ 800 เมตร (สปีดเต่าคลานแบบเราใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที) ถึงจะเข้าเขตของพระราชวังแวร์ซาย ระหว่างทางเดินก็ผ่านร้านของกิน ร้านกาแฟ ถ้าใครหิวก็ควรหาของกินให้เรียบร้อยก่อน เพราะต้องใช้เวลาข้างในอีกหลายชั่วโมง เสบียงอาหารติดกระเป๋าก็ควรเตรียมให้พร้อม จะได้ไม่ต้องเสียเงินซื้ออาหารราคาแพงด้านใน

Louis XIV

Louis XIV

เดินมาจนเจออนุสาวรีย์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14  ก็แสดงว่า(เกือบ)ถึงแล้ว

Versailles Queue

Versailles Queue

ที่เห็นอยู่ในรูปนี่คือคิวเข้าตัวพระราชวัง สำหรับคนที่มีตั๋วพร้อมแล้ว ถ้าใครมาตัวเปล่า ก็ต้องไปต่อคิวซื้อตั๋วก่อนนะ ไม่แน่ใจว่าคิวยาวแค่ไหนเหมือนกัน ประตูทองข้างหลังที่เห็นอยู่ไกลลิบคือทางเข้า คิวมันยาวขนาดว่าต้องขดถึงสามทบ

Inside Versailles

Inside Versailles

พอเข้าไปข้างในได้ก็เหมือนหลุดไปอีกโลก  สถานที่ด้านในประกอบไปด้วย Grand Apartment, French Garden, Grand Trianon และ Marie-Antoinette’s estate   ซึ่งปรกติเค้าจะบังคับให้เข้าดู Grand Apartment ก่อน จากนั้นค่อยออกไปดูอย่างอื่นซึ่งอยู่ในสวนด้านหลังทั้งสิ้น โดยถ้าเข้าสวนด้านหลังไปแล้ว จะย้อนกลับมาเข้า Grand Apartment ไม่ได้  ทำให้คนส่วนใหญ่ก็จะเข้าไปอัดกันที่ Grand Apartment ก่อน แล้วค่อยกระจายตัวออกไปชมที่อื่นๆ หรือกลับบ้าน

แผนการเข้าชมพระราชวังแวร์ซายที่ดีที่สุด ในความคิดของเราคือ  พอเข้าไปทีแรก ยังไม่ต้องดู Grand Apartment ให้เข้าไปเดินสวนด้านหลังก่อนซึ่งประกอบไปด้วย  French Garden, Grand Trianon และ Marie-Antoinette’s estate แค่นี้ก็น่าจะใช้เวลา 4-5 ชั่วโมงแล้ว พอดูสามที่นี้เสร็จก็จะเย็นๆพอดี จากนั้นกลับออกมาด้านนอกแล้วต่อแถวเข้ามาอีกครั้ง ซึ่งตอนนี้ทางเข้า ควรจะแทบไม่มีแถวเลย แถมด้านใน Grand Apartment ก็คนน้อย จะทำให้สามารถเดินดูได้อย่างสบายใจสุดๆ

Chapels of Versailles

Chapels of Versailles

Chapels of Versailles ห้องที่ถูกใช้เป็นสถานที่แต่งงานระหว่าง Louis XVI of France กับ Marie-Antoinette ปัจจุบันห้ามคนเข้า ได้แต่ถ่ายรูปจากข้างนอกเท่านั้น

Hercules Salon

Hercules Salon

ภายใน Grand Apartment ประกอบด้วยห้องต่างๆมากมายและแต่ละห้องก็มีการตกแต่งที่แตกต่างกันไป ภาพด้านบนเป็นส่วนหนึ่งของเพดานห้อง “Hercules Salon”

The Hall of Mirrors

The Hall of Mirrors

และนี่คือ The Hall of Mirrors ซึ่งเป็นห้องที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของที่นี่ ปรกติแล้วห้องนี้จะเต็มไปด้วยผู้คน หันไปทางไหนก็มีแต่คน คน และคนเต็มไปหมด รูปนี้ต้องรอจนถึงเวลาปิดและเจ้าหน้าที่เดินมาไล่คนออกหมด ถึงจะถ่ายมาได้

Black Sheep-White Sheep

Black Sheep-White Sheep

เนื่องจากมีเวลาเพียงแค่ครึ่งวัน เราจึงตัดสินใจว่าจะดูเพียงแค่ The Queen’s Hamlet กับ Grand Apartment เท่านั้น ถ้าอยากจะดูทุกส่วนของ Versailles คงจะต้องมาตั้งแต่เช้าจรดเย็น

Marie-Antoinette's estate

Marie-Antoinette’s estate

สำหรับ The Queen’s Hamlet เป็นส่วนหนึ่งของ Marie-Antoinette’s estate พื้นที่ตรงนี้ได้ถูกจำลองเป็นกระท่อมชาวไร่ชาวนา มีฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ตามคำสั่งของพระนาง Marie Antoinette เอาไว้ใช้ตอนที่เธอรู้สึกเบื่อชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือยในวัง และอยากแปลงร่างเป็นชาวไร่ชาวนาเธอก็จะมาหลบตัวอยู่ตรงนี้

Queen's Hamlet

Queen’s Hamlet

วิธีการเข้าชม Queen’s Hamlet สามารถเดินมาก็ได้ จากเวบไซต์บอกว่าใช้เวลาประมาณ 30 นาที นับเริ่มจาก Grand Apartment ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าจริงหรือเปล่า ถ้าใครคิดว่ามีเวลาและมีแรงจะลองดูก็ได้ แต่เนื่องจากเราไม่มีเวลาและไม่มีแรง จึงต้องเอาพลังเงินเข้าแลกบริเวณด้านหลัง Grand Apartment จะมีรถไฟที่ชื่อว่า Les Petits Trains บริการรับส่ง ค่าตั๋วไปกลับหนึ่งรอบ 7.5 ยูโร ซึ่งรถไฟจะวิ่งจาก Grand Apartment และจะจอดอีกสามป้ายที่ Grand Trianon, Petit Trianon และที่ Grand Canal สามารถลงและขึ้นคันใหม่ได้ตามใจ แนวประมาณ Hop on – Hop offเราขึ้นรถไฟอันนี้ไปลงที่ Petit Trianon แล้วเดินต่อไปที่ The Queen’s Hamlet ได้ในเวลาประมาณสิบนาที  ขากลับก็มาขึ้นที่เดิม เห็นระยะทางแล้วรู้สึกว่าคิดถูก ที่ไม่บ้าเดินมาด้วยขาตัวเองสำหรับ การพาเที่ยวพระราชวังแวร์ซายก็คงต้องจบลงเท่านี้ ทั้งๆที่ใช้เวลาอยู่ที่นี่กว่า 5 ชั่วโมง แต่เหมือนได้ดูเพียงแค่เศษเสี้ยวของสถานที่ทั้งหมด หวังว่าชีวิตนี้คงมีโอกาสได้กลับมาเดินชิลใน French Garden และดูโชว์น้ำพุสักครั้ง

Europe 2014 : Paris, iconic of French Gothic

Notre Dame de Paris

วันที่ 6 เมษายน เราเริ่มต้นตั้งแต่เช้าที่โบสถ์ Notre Dame ซึ่งเป็นโบส์ที่มีความสำคัญมากที่สุดในปารีส การเดินทางมา Notre Dame ให้ขึ้น Metro ลงที่สถานี Cité (M4) ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.notredamedeparis.fr/-English-

Notre Dame de Paris
Notre Dame de Paris

โบสถ์ Notre Dame เป็นโบสถ์แบบ Gothic ที่สร้างมาตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1200 จุดเด่นของโบสถ์ในด้านสถาปัตยกรรมคือการที่มีส่วนรองรับน้ำหนักที่เรียกว่า Flying Buttress ซึ่งช่วยให้คนยุคโบราณสามารถสร้างโบสถ์ที่มีความสูงมากๆได้ โดยไม่เสี่ยงต่อการถล่มลงมา

นอกจากเรื่อง Architect แล้ว ทีนี่มีสิ่งศักสิทธิ์ (Relic) ที่สำคัญเก็บอยู่สามอย่างด้วยกันคือ “Crown of Thorns” หรือมงกุฏหนามที่สวมที่หัวพระเยซูตอนถูกตรึงกางเขน (Crucifixion) อย่างที่สองคือ “Fragment of True Cross” หรือชิ้นส่วนของกางเขนนั้น และ “Holy Nails” หรือเล็บของพระเยซู ซึ่งทั้งหมดถูกเก็บอยู่ในส่วนของ Treasury

Stained Glass @ Notre Dame
Stained Glass @ Notre Dame

สิ่งที่ขาดไม่ได้อีกอย่างของโบสถ์ Gothic ก็คือกระจกสี

Notre Dame ถูกใช้เป็นสถานที่จัดงานพิธีบรมราชาภิเษกของ จักรพรรดินโปเลียน (Emperor Napoleon I) ซึ่งมีรูปวาดถึงเหตุการณ์นี้อยู่ใน Louvre ชื่อว่า The Coronation of Napoleon ซึ่งเราจะไปดูในวันถัดๆไป

Notre Dame de Paris
Notre Dame de Paris

หลังจากดูข้างในเสร็จก็สามารถเดินดูรอบนอก ได้ รูปนี้ถ่ายจากอีกฝั่งของแม่น้ำ Seine ซึ่งก็สวยไปอีกแบบ หน้าต่างกลมๆที่เห็นนั่นคือ Rose Window ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Gothic Architecture เสียดายที่ไม่ได้ถ่ายรูปข้างในมา

Point Zero
Point Zero

ด้านหน้าโบสถ์จะมีจุดที่เรียกว่า “Point Zero” ซึ่งก็น่าจะเป็นจุดที่ถือว่าเป็นศูนย์กลางของกรุงปารีส ถ้าไม่ศึกษาข้อมูลมา ก็คงไม่ทันสังเกต

Love Lock
Love Lock

สิ่งหนึ่งที่ไม่แน่ใจ คือไม่รู้ว่าวัฒนธรรมการล็อคกุญแจตามราวสะพาน นี่มันเริ่มมาจากที่ไหนกันแน่ แต่รู้ว่าสะพานข้ามแม่น้ำ Seine ตรงนี้ เต็มไปด้วยแม่กุญแจสื่อรักเต็มทุกกระเบียดนิ้วเลย


The Sainte-Chapelle

ใกล้ๆกับ Notre Dame มีโบสถ์อีกแห่งที่มีนักท่องเที่ยวหนาแน่นเช่นกันชื่อว่า The Sainte-Chapelle  ที่นี่มีชื่อเสียงเพราะตัวโบสถ์ประดับด้วยกระจกสี (Stained Glass) เกือบเต็มพื้นที่  เสียดายว่าช่วงที่ไปเที่ยว ชั้นสองมีบางส่วนอยู่ในช่วงปิดซ่อม ทำให้มีมุมสวยอยู่แค่ด้านเดียว

The Sainte-Chapelle Upper Floor
The Sainte-Chapelle Upper Floor

The Sainte-Chapelle Lower Floor
The Sainte-Chapelle Lower Floor

ตัว The Sainte-Chapelle นั้นตั้งอยู่ในพื้นที่ของกระทรวงยุติธรรม การเข้าชมต้องผ่านด่าน Security ที่ค่อนข้างเข้มข้น ประกอบกับภายในสถานที่มีขนาดเล็ก รับคนได้ไม่เยอะ เลยกลายเป็นสถานที่ซึ่งมักจะมีคิวยาว หลังจากผ่านด่าน Security เรียบร้อยแล้ว ด้านในจะมีสองชั้น ชั้นล่างเป็นร้านขายของ ชั้นบนถึงจะเป็นห้องโถงของโบสถ์


Conciergerie

ถัดจาก The Sainte-Chapelle มา อีกนิดเดียว ก็จะเป็น Conciergerie ซึ่งสถานที่แห่งนี้เคยเป็นที่อยู่ของ King of France ในช่วงศตวรรษที่ 10-14 พอถัดมาในช่วง French Revolution สถานที่นี้ถูกใช้เป็นคุกขังนักโทษการเมือง ซึ่งรวมถึงพระนาง Marie Antoinette ภรรยาของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ก่อนจะถูกนำไปตัดหัวโดยกิโยติน

Conciergerie
Conciergerie

Conciergerie
Conciergerie

ในคุกที่ใช้ขัง Marie Antoinette มีการทำหุ่นจำลองให้ดูด้วย นักท่องเที่ยวจะได้ไม่ต้องใช้จินตนาการมากนัก

Europe 2014 : Paris, where all things started

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

เช้าวันที่ 5 เมษายน พวกเราก็มาถึงสนามบิน Charles De Gaulle อย่างเรียบร้อยปลอดภัย  ไปๆมาๆ กลับรู้สึกว่าการบินแบบต่อเครื่องสำหรับ Long Haul Flight (คือใช้เวลาเกิน 6 ชั่วโมง)  เป็นทางเลือกที่ดีมากๆ เคยจำได้ว่าการบิน BKK-Europe ต้องใช้เวลา 12-13 ชั่วโมง นั่งกันเมื่อยมาก หลับแล้วหลับอีกก็ยังไม่ถึงสักที แต่พอมีแวะต่อเครื่องกลางทาง ได้ยืดเส้นยืดสาย กินน้ำ เข้าห้องน้ำ ทำให้เหนื่อยน้อยลงเยอะ เกือบลืมบอกว่า ที่สนามบิน Charles De Gaulle มี Wifi ฟรีให้ใช้ได้เครื่องละ 15 นาทีด้วย

การเดินทางเข้าตัวเมืองใช้รถไฟ RER  B ที่วิ่งจากสนามบินผ่านสถานีกลางเมือง Gare Du Nord  แล้วจากนั้นขึ้น Metro ต่อไปยังโรงแรมที่พัก โดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม เพราะตั๋ว RER B ให้สิทธิในการต่อ Metro ได้หนึ่งครั้ง


Hotel

ใน Paris เราเลือกพักที่โรงแรม IBIS BUDGET PARIS LA VILLETTE 19ÈME (EX ETAP HOTEL) อยู่ถนน Avenue Jean Jaurès ใกล้สถานี Metro Jaurès ซึ่งมีรถไฟฟ้าสาย 2, 5 และ 7 วิ่งผ่าน นอกจากนั้นข้างๆโรงแรมมี Super Market FranPrix อยู่ด้วย ทำให้ชีวิตสะดวกยิ่งขึ้น

โรงแรมนี้ชื่อก็บอกว่าเป็น Budget Hotel  จึงไม่มี Facility อะไรเลยอย่างที่เห็นในรูป จัดเป็นโรงแรมที่เหมาะกับคนประหยัดงบ (หรือมีงบจำกัด) และก็อยู่ในย่านที่ไม่อันตรายอีกด้วย


Essential Paris

Paris Museum Pass

Paris Museum Pass

  • Paris Museum Pass ใช้เข้าสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในปารีสได้เกือบหมด ยกเว้นแค่ Eiffel Tower เท่านั้น ตัว Pass เองมีหลายราคา ซึ่งจะแปรตามจำนวนวันที่ใช้งานได้ เริ่มจาก 2, 4 และ 6 วัน
  • t+ Ticket หรือตั๋วสำหรับขึ้นรถไฟ  t+ คือตั๋ว Single สำหรับ Metro ใช้ครั้งเดียวทิ้ง เวลาซื้อให้ซื้อเป็น Pack 10 อัน จะได้ส่วนลด แต่ถ้าใครเดินทางเยอะจริงๆ สามารถซื้อ Paris Visite Pass แทนได้ มันเป็นตั๋ว Unlimited ซึ่งก็มีหลายราคาอีกนั่นแหละ  เลือกตามความเหมาะสมของแผนการเดินทางก็แล้วกัน (สำหรับทริปนี้ใช้ t+ กับ Single RER เพราะเทียบแล้ว ประหยัดกว่าซื้อ Paris Visite Pass)
  • Internet Sim คงขาดไม่ได้แล้วสำหรับสมัยนี้ แนะนำเป็น Orange Let’s Go Data Sim ราคา 20 Euro ใช้ 3G ได้ 500 MB ตอนซื้อต้องไปซื้อที่ Orange สาขาถนน Champs Élysées เพราะไปร้านที่อื่นแล้วคนขายพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ และบางสาขาก็ไม่มีขายซะอีก

EAT

ที่แรก ที่ไปหลังจาก Check In โรงแรมก็คือ McDonald’s เพราะหิวมากๆ  นี่เป็นมื้อแรก ในอีกหลายๆมื้อ ที่ชีวิตต้องพึ่งพา Junk Food ยี่ห้อนี้

ปล. McDonald’s ปรกติไม่มีซอสมะเขือเทศให้ หรือมีให้แค่หนึ่งอัน ถ้าอยากได้เพิ่มก็ต้องซื้ออันละ 0.2-0.25 Euro

McDonalds

McDonalds


Eiffel Tower

ป้ายบอกทาง

ป้ายบอกทาง

ประเดิม Trip นี้ด้วยการไป Eiffel Tower ก่อนเลย แต่ครั้งนี้ไม่ได้วางแผนมาขึ้นลิฟท์ไปด้านบน แค่มาแวะถ่ายรูปสวยๆแล้วก็ไปต่อ จากประสบการณ์ขึ้นหอไอเฟลมาแล้ว 2 ครั้ง รู้สึกว่าการขึ้นไปด้านบนเสียเวลา และไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย *-*

การเดินทางไปหอ Eiffel สามารถไปได้หลายทาง แต่ที่นิยมคือไป Metro สถานี Trocadéro (M6,M9)  เพราะจะมีมุมถ่ายรูป แต่ยังไงก็แนะนำให้เดินไปโผล่ด้านสวน Champ de Mars ด้วย เพราะมุมถ่ายรูปแบบ Portrait กับ Eiffel จะสวยกว่า นอกจากนั้นการมาชมวิว Eiffel ตอนกลางคืนก็เป็นไอเดียที่ดี นอกจากสวยงามต่างจากตอนกลางวันแล้ว ยังมีการเปิดไฟกระพริบตอน 3 ทุ่มอีกด้วย

รายละเอียดเพิ่มเติมอื่นๆ ดูจาก http://www.tour-eiffel.fr/

Eiffel Tower

Eiffel Tower

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
OLYMPUS DIGITAL CAMERA


Sacré-Coeur @ Montmartre

Sacré-Coeur @ Montmartre

Sacré-Coeur @ Montmartre

จากหอ Eiffel เราก็เดินทางไปต่อกันที่ The Basilica of the Sacred Heart ซึ่งอยู่ย่าน Montmartre การเดินทางใช้ Metro ไป Anvers (M2) แล้วเดินต่อไปอีกนิดหน่อยก็ถึง ไม่ต้องกลัวว่าจะหลง เพราะคนที่ลงสถานีนี้เกือบ 100 % ก็ไปเที่ยวไอ้นี่แหละ

ตัว Sacré-Coeur เองจะอยู่บนเนินเขา โดยที่การขึ้นไปด้านบนมีหลายทางคือ ขึ้นรถราง ขึ้นรถเมล์ และอย่างสุดท้ายคือเดิน :)

เนื่องจากเราไปวันเสาร์เย็น ทำให้เจอคนมหาศาล ส่วนใหญ่มานั่งเล่นพักผ่อนหย่อนใจ และชมวิว Paris จากตรงนี้  กิจกรรมที่ทำได้นอกจากชมวิวแล้วก็มีเข้าโบสถ์ โดยเค้าบอกว่า “The dome is accessible from 09:00 to 19:00 in the summer and 18:00 in the winter”  แต่ข้างในเหมือนจะไม่มีอะไรน่าสนใจ  นอกจากนั้นเรายังเจอคนผิวสีคนหนึ่ง มาโชว์เดาะบอลขณะปีนป่ายเสาไฟด้วย พี่แกเทพจริงๆ ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองว่าแกจะเดาะบอลได้ตลอดขณะที่ปีนป่ายไปมา

รายละเอียดเพิ่มเติม  http://www.sacre-coeur-montmartre.com

Sacré-Coeur

Sacré-Coeur


Moulin Rouge, Galeries Lafayette & Opéra de Paris Garnier

Moulin Rouge

Moulin Rouge

Moulin Rouge

Moulin Rouge

เนื่องจากความงกเราจึงเลือกที่จะเดินเท้าจาก Sacré-Coeur ไปยัง Moulin Rouge ซึ่งก็ไกลเอาการอยู่ เอาจริงๆแล้วคนปรกติควรขึ้น Metro M2 ไปที่ Blanche  โดยทางเข้า-ออกสถานี ก็แทบจะจ่อที่ด้านหน้า Moulin Rouge อยู่แล้ว ระหว่างทางเดินเจอร้าน Sex Shop จำนวนมาก สมกับเป็นย่านอโคจรจริงๆ และความบ้าพลังเดินยังไม่จบเท่านี้ เพราะหลังจากถ่ายรูปเสร็จ เราก็เดินจากตรงนี้ไป Galeries Lafayette และ Opéra de Paris Garnier อีกด้วย แต่เนื่องจากความเหนื่อยและเริ่มมืดแล้ว จึงไม่มีรูปสวยๆมาฝาก

การเดินทางไปทั้งสองที่หลังนี้ ใช้ Metro ไปที่ Chaussée d’Antin – La Fayette (M7,M9) และ Opéra (M3,M7,M8) อย่าพยายามเดินเหมือนพวกเรา ไม่จำเป็นจริงๆ -_-“

เวบไซต์ที่เกี่ยวข้อง http://www.moulinrouge.fr/, http://haussmann.galerieslafayette.com/และ http://www.operadeparis.fr/en/


หลังจากนี้พวกเราก็แบตหมด กลับโรงแรมแล้วนอนหลับเป็นตาย ไว้ค่อยลุยกันใหม่พรุ่งนี้

Europe 2014 : Intro & Plan

Blog เก่าเอามาเล่าใหม่ใน WordPress กับ Theme ใหม่ที่น่าสนใจกว่าของ Blogspot มากมาย

ความเป็นมาง่ายๆของทริปนี้คือ อยากไปเที่ยวฝรั่งเศส และอิตาลีมานานแล้ว ถือเป็นเป้าหมายอย่างนึงของชีวิต แม้ว่าตอนเด็กๆพ่อแม่เคยพาไปกับทัวร์แล้วครั้งหนึ่ง แต่ก็รู้สึกมาตลอดว่า ยังไงก็ต้องมาซ้ำด้วยตัวเองให้ได้

โดยรวมๆแล้ว ใช้เวลาวางแผนการเดินทาง นับตั้งแต่จองตั๋วเครื่องบิน รวมแล้ว 9 เดือน  เรียกว่าโคตรนาน โคตรเหนื่อย แต่ก็โคตรคุ้ม

แผนการเดินทาง (16 วัน 14 คืน)

4 เมษายน –  เริ่มออกจากเดินทางจากกรุงเทพไปต่อเครื่องที่โคลอมโบ ประเทศศรีลังกา สู่ปลายทางที่สนามบิน Charles De Gaulle, Paris

5-7 เมษายน – เที่ยวใน Paris  ประกอบไปด้วย Eiffel Tower, Sacré-Coeur ที่ Montmartre, Moulin Rouge, Opéra de Paris Garnier, The Sainte-Chapelle, Notre Dame de Paris, Château de Versailles, Arc de Triomphe , Musée du Louvre, Avenue des Champs Élysées, Place de la Concorde และ Panthéon

7 เมษายนตอนกลางคืน – ขึ้นเครื่องบินไป Marco Polo Airport, Venice

8-9 เมษายน – เที่ยวใน Venice ประกอบไปด้วย Rialto Bridge, Piazza San Marco, Basilica di San Marco, Bridge of Sighs, Accademia Bridge, Grand Canal, Santa Maria Gloriosa dei Frari, Scuola San Rocco, Burano, Doge’s Palace

10-11 เมษายน – เที่ยวใน Florence ประกอบไปด้วย Basilica di Santa Maria del Fiore, Duomo di Firenze, Ponte Vecchio, Church and Museum of Orsanmichele, Piazza della Signoria, Palazzo Vecchio, The Uffizi Gallery, Galleria dell’Accademia, Piazzale Michelangelo

12 เมษายน – เที่ยว Pisa เพื่อสิ่งเดียวคือ Leaning Tower of Pisa

13-14 เมษายนเช้า – เที่ยว Zermatt เพื่อขึ้นรถไฟ Gornergratbahn ไปชมวิว Matterhorn

14-15 เมษายน – เที่ยวใน Milan ประกอบไปด้วย Santa Maria delle Grazie & Museo Cenacolo Vinciano, Duomo di Milano, Galleria Vittorio Emanuele II

15 เมษายนบ่าย – Half Day Trip ไปเที่ยว Bellagio Lake Como

16-17 เมษายน – เที่ยว Rome ประกอบไปด้วย Colosseum, Roman Forum, Pantheon, Trevi Fountain, Spanish Steps, Castel Sant’Angelo, Piazza Navona, St. Peter’s Basilica, Vatican Museums

18 เมษายน – ทำ Day Trip ไป Pompei

19 เมษายน – เดินทางกลับจาก Fiumicino Airport, Rome


สิ่งที่จำเป็นในการไปเที่ยว Backpack

  • กระเป๋าสตางค์คาดเอว – คอนเฟิร์มว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเก็บรักษา Passport, Credit Card และเงินสด รวมถึงของมีค่า/ของสำคัญ
    สำหรับวิธีใส่ จะคาดเอว หรือพาดไหล่ก็ได้ แล้วแต่สะดวก
  •  กุญแจล็อคกระเป๋าแบบใช้รหัส – ใช้ล็อคซิปกระเป๋าเป้ ทำให้ไม่ต้องกังวลว่าจะมีขโมยมาเปิดเป้ขโมยของ ใช้งานสะดวกมากเพราะไม่ต้องมีลูกกุญแจ
  • สติ – อันนี้จำเป็นจริงๆ ไม่ได้ล้อเล่น ต้องมีตลอดเวลา
  • แผนสำรอง – หลงทางบ้าง เหนื่อยบ้าง เดินไม่ไหวบ้าง ของหายบ้าง หาโรงแรมไม่เจอบ้าง หาเจอแต่เจ้าหน้าที่บอกไม่มีชื่อเราบ้าง รถไฟสไตรค์บ้าง มีอะไรมากมายเป็นร้อยเป็นพันที่จะทำให้ผิดแผน ก็อยากให้มีแผนสำรองเสมอ เช่นถ้าตกรถรอบนี้ รอบถัดไปกี่โมง หรือถ้าที่นี่ปิด ไปที่ไหนแทนได้บ้าง อะไรแบบนี้
  • รองเท้าคู่ใจ – เอ้า อย่าดูถูก พวกเราคงไม่อยากมีเรื่องทะเลาะกะมันตอนไปเที่ยวใช่ไหมล่ะ  ? รองเท้าเดินดีๆมีเยอะ  … ของเท่ห์แต่กินไม่ได้พวก Onistuka Tiger ที่ชอบใส่ๆกันน่ะ ไป Backpack แล้วจะอยากขว้างทิ้ง พื้นมันบางเกินไป ไม่เหมาะกับใส่เดินเยอะๆหรอกนะ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nogizaka46 Summer Tour

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nogizaka46 Summer Tour

เหตุผลหนึ่งในการมาทริปญี่ปุ่นครั้งนี้ นอกจากได้ตั๋วเครื่องบินราคาถูกแล้วก็คือมาดูคอนเสิร์ตหน้าร้อน 真夏の全国ツアー ของวง Nogizaka46 ซึ่งทัวร์นี้ก็จัดในหลายเมืองทั้งโตเกียว, โอซาก้า, นาโกย่า, เซนได รวมทั้งที่ฟุกุโอกะนี้ด้วย

ที่ฟุกุโอกะนี้จัดแสดง 2 รอบคือตอนบ่ายกับค่ำ ผมได้ตั๋วรอบค่ำมา ตอนบ่ายก็ยังมีเวลาอีกเหลือเฟือ แต่นี่เป็นการดูคอนเสิร์ตครั้งแรกในญี่ปุ่น เพื่อความไม่ประมาท ก็ควรจะไปดูสถานที่จัดงานก่อนว่าเป็นยังไง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nogizaka46 Summer Tour

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nogizaka46 Summer Tour

ระหว่างทาง เจอสาวยาคูลท์ญี่ปุ่น

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nogizaka46 Summer Tour

ถึงสถานที่จัดงานแล้ว Fukuoka Kokusai Center

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nogizaka46 Summer Tour

เจอสาวๆ แต่งชุดจากซิงเกิ้ล Natsu no Free & Easy มากันเยอะเลย เข้าใจว่าเป็นชุดที่ใส่ออกไปเดินเล่นนอกบ้านได้และเหมาะกับช่วงหน้าร้อนของญี่ปุ่นพอดี

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nogizaka46 Summer Tour

ซุ้มเล่นเกม เข้าใจว่าสำหรับคนที่สมัครสมาชิกเท่านั้น

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nogizaka46 Summer Tour

ของที่ระลึกพร้อมลายเซ็น ไม่รู้แจกด้วยวิธีไหน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nogizaka46 Summer Tour

ตอนที่ไปถึง คอนเสิร์ตรอบบ่ายกำลังแสดงอยู่ มีเสียงลอดออกมาข้างนอกอาคารเล็กน้อย ผมเดินผ่านไปทางซุ้มขายของที่ระลึกก็พบว่า เสื้อยืดที่ระลึกทัวร์ขายหมดแล้ว เหลือแต่ของอย่างอื่นที่ใช้ประโยชน์อะไรไม่ค่อยได้ เลยไม่ได้ซื้อมา ก็จำไว้เป็นบทเรียนว่า ถ้าอยากซื้อของที่ระลึกควรมาต่อคิวแต่เนิ่นๆ

ก่อนจะมาคอนเสิร์ต ปรึกษากับมิตรสหายหลายท่าน เค้าก็แนะนำไว้ว่าให้พกกล้องส่องทางไกลไปด้วย จะได้เห็นชัดๆ ผมเลยไปเดินดูที่ Bic Camera แต่ว่ามีให้เลือกไม่กี่แบบ ก็เลยลองไปดู Yodobashi Camera บ้าง ปรากฏว่ามีให้เลือกเยอะเลย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nogizaka46 Summer Tour

ได้อันสีม่วงของ Kenko Ultraview มาในราคา 4,040 เยน หวังว่าจะมีโอกาสได้เอาไปใช้งานอื่นอีก

ซื้อของจำเป็นเสร็จเรียบร้อยแล้วก็หาอะไรกินรองท้อง ไปหิวตอนคอนเสิร์ตกำลังเล่นอยู่คงไม่สนุกเท่าไหร่ ก็เป็นร้านที่ดูมาจาก tabelog แล้ว ชื่อว่า 天ぷらのひらお (Tempura no Hirao) สาขาตึก Toho Building ชั้น 1

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nogizaka46 Summer Tour

ร้านนี้มีเซตเมนูราคาไม่แพง ผมเลือกเซตสีเหลือง ราคา 720 เยน ก็เดินไปหยอดตู้หน้าร้าน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nogizaka46 Summer Tour

วิธีกินในร้านนี้จะแปลกๆ หน่อยคือ เค้าจะมีส่วนทอดเทมปุระอยู่ตรงกลาง แล้วมีเคาท์เตอร์ให้ลูกค้านั่งล้อมรอบ พอสุกแล้วก็จะตักเอามาให้ลูกค้าทีละอย่าง เช่น ทอดกุ้งเสร็จแล้วเค้าจะเดินเอากุ้งมาวางให้ในถาดของคนที่สั่งเซตที่มีกุ้งด้วยทีละคน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nogizaka46 Summer Tour

เซตที่สั่งไปก็มีทั้งกุ้ง เนื้อ ปลาหมึก ปลาเนื้อขาว ผัก อันไหนทอดเสร็จ เค้าก็เอามาให้ทีละอย่าง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nogizaka46 Summer Tour

เครื่องเคียงเป็นปลาหมึกอะไรสักอย่าง ตักได้ไม่อั้น เค็มนิดๆ อร่อยดี ตัดรสของทอดได้ดี

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nogizaka46 Summer Tour

อย่างอื่นในชุดก็มีข้าว ซุป น้ำจิ้ม ตามปกติ น้ำดื่มมีให้เติม บริการตัวเอง

เทมปุระร้านนี้ทอดมาแป้งบางกำลังดี และการทอดเสร็จใหม่ๆ ทำให้คงความกรอบอร่อยเอาไว้ได้ กินกับข้าวร้อนๆ แล้วเวิร์คมาก

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nogizaka46 Summer Tour

พอได้เวลาประตูเปิดก็มาต่อคิวเข้างาน ซึ่งในงานนี่ห้ามถ่ายรูปอยู่แล้ว พวกกล้องและสัมภาระอย่างอื่นก็ฝากเอาไว้ในล็อคเกอร์ที่สถานี สะดวกสบายสไตล์ญี่ปุ่น

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nogizaka46 Summer Tour

ตั๋วพร้อม

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nogizaka46 Summer Tour

ตรวจตั๋วเสร็จเข้าได้แล้วข้างในมีของกินขายนิดหน่อย (แน่นอนว่าคนเยอะ) แล้วก็มีตู้กดเครื่องดื่มเพียบ

ข้างในจะมีสแตนด์รูปเมมเบอร์ของวงขนาดตัวจริงใส่ชุดยูกาตะตั้งเรียงแถวกันอยู่ (สมกับเป็นหน้าร้อน) คนมุงถ่ายรูปกันเยอะมาก โดยเฉพาะเมมเบอร์ระดับท็อป

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nogizaka46 Summer Tour

คาสุมินกับคุณพี่ไมจุง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nogizaka46 Summer Tour

คุณเรนะกับซายูริงโกะ

พอเข้าไปใน hall เค้าก็จะไม่ให้ใช้มือถือแล้ว (ขนาดนั่งเล่น twitter อยู่ยังมีสต๊าฟมาบอกให้ช่วยปิดมือถือเลย) ก็เลยไม่มีรูปมาแปะ แต่ระหว่างรอก็นั่งคุยกับลุงคีจังโอตะที่นั่งข้างๆ ไปพลาง (ญี่ปุ่นปนอังกฤษ มั่วๆ ไป) ปรากฏว่าตั๋วที่ซื้อมา (จาก Yahoo Auction) เป็นของลุงแกเองน่ะแหละ เห็นว่าจบคอนเสิร์ตรอบนี้แล้วจะไปดูรอบที่เซ็นไดกับโตเกียวอีกด้วย สมกับเป็นแฟนตัวจริง

คอนเสิร์ตครั้งนี้เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีมากๆ ที่ได้ดูเต็มๆ โดยไม่ต้องห่วงเรื่องกล้องถ่ายรูปหรือสมาร์ทโฟน ทำให้โฟกัสกับคอนเสิร์ตได้เต็มๆ (ถึงจะฟังภาษาญี่ปุ่นออกบ้างไม่ออกบ้างก็เถอะ) และก็เป็นครั้งแรกที่ได้ไปโบกแท่งไฟในคอนเสิร์ตไอดอล เห็นวัฒนธรรมการเชียร์ของแฟนๆ แล้วรู้สึกเข้าถึงขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง ประสบการณ์แบบนี้ดูจากใน DVD หรือรายการทีวี ก็ไม่เข้าใจเหมือนไปสัมผัสจริงๆ

ทัวร์หน้าร้อนครั้งนี้จะไปจบที่สนามเมจิจิงกุสเตเดี้ยมในโตเกียว ซึ่งมาอ่านข่าวทีหลังแล้วพบว่ารอบสุดท้ายบรรยากาศอลัง จัดเต็มกว่าเวทีอื่น ก็แอบเสียใจนิดๆ (อ่านรีพอร์ทได้จาก blog คุณแมวหลับ46)

คนที่ยังลังเลใจก็ต้องบอกว่า เราไม่รู้หรอกว่าไอดอลที่เราชื่นชอบจะอยู่ให้เราตามเชียร์ไปจนถึงเมื่อไหร่ ถ้ามีโอกาสก็อย่าคิดมาก ไปโบกแท่งไฟกันเถอะ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

วันที่สองในฟุกุโอกะวางโปรแกรมไว้หลวมๆ เน้นเดินเที่ยวในโซน Hakata-Tenjin ไปเรื่อยๆ ไม่ได้ออกไปไหนไกล

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

มื้อเช้าซื้อจากร้านมินิมาร์ท Sunkus เป็นซาลาเปาไส้คัสตาร์ด มีขายในช่วงโปรโมทหนังโดราเอมอน 3D ที่กำลังเข้าโรงในญี่ปุ่นอยู่ตอนนั้น

ถึงวันนี้จะไม่ได้ออกไปนอกเมือง แต่เมื่อผ่านสถานี Hakata ก็ถือโอกาสแลกตั๋ว JR Pass เสียหน่อย (แลกวันนี้เริ่มใช้พรุ่งนี้ได้) รวมทั้งจองตั๋วรถไฟล่วงหน้าสำหรับวันต่อไปด้วย เพราะว่ารถไฟ Limited Express บางสายต้องจองที่นั่งก่อนล่วงหน้าเท่านั้น ถ้าไม่จองก็อาจจะไม่มีที่นั่ง โดยเฉพาะรถไฟสายท่องเที่ยวยอดฮิตอย่าง Aso Boy หรือ Yufuin no Mori ควรวางแผนล่วงหน้าแล้วรีบจองตั้งแต่เนิ่นๆ เลยดีกว่า

เสร็จจากเรื่องตั๋วรถไฟแล้ว เป้าหมายเช้านี้คือไปห้าง Canal City แหล่งช้อปปิ้งยิ่งใหญ่ใจกลางเมือง อยู่ห่างจากสถานี Hakata ไปไม่ไกลมากนัก ก็เลยเดินเอา ใช้เวลาประมาณ 15 นาที

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

ระหว่างทางเจอไซต์ก่อสร้าง ที่กำลังจะสร้างออฟฟิศของ LINE สาขาฟุกุโอกะด้วย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

เดินผ่าน 7-11 เห็นมีโปรโมชั่นขายของ Evangelion หลอกกินตังค์สาวกกันมาสิบกว่าปีแล้ว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

เดินมาไม่น่าก็จะเจอห้าง Canal City มีร้าน Uniqlo และ Zara ตั้งตระหง่านรอให้เข้าไปเสียเงิน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

ด้านหน้ามีน้ำพุ + รูปปั้นกบ (?) หน้าตาประหลาด

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

ตัวห้าง Canal City เองจะตั้งอยู่บนสองฝั่งถนน ซึ่งถ้าเดินมาจากทางสถานี Hakata จะเจอด้านที่เป็น Uniqlo/Zara นี่ก่อน บรรยากาศจะดูคล้ายๆ community mall หรูๆ ในบ้านเรา

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

มีทางเชื่อมไปห้างอีกฝั่งหนึ่งของถนน มีป้ายโฆษณาหนังโดราเอมอน 3D ด้วย ซึ่งช่วงที่ไปนี่โปรโมทหนักมาก เรียกว่าโดราเอมอนทั้งแผ่นดินก็ได้ ไปทางไหนก็เจอ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

ข้ามมา Canal City อีกฝั่งนึงจะเป็นห้างติดแอร์ปกติ เป็นอาคารหลายชั้น ที่พิเศษหน่อยคือตรงกลางจะมีคลองไหลผ่านด้วย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

มีร้าน Starbucks ข้างในด้วย บรรยากาศดีทีเดียว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

โซนริมคลองช่วงนี้มีลานกิจกรรมให้เด็กไปวิ่งเล่น แล้วจะมีคนฉีดน้ำใส่ดับร้อน (ช่วงเดือนสิงหาคมถือเป็นหน้าร้อนของญี่ปุ่น)

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

โซนริมคลองยังมีจัดแสดงบูธโดราเอมอนเพื่อโปรโมทหนัง มีจุดให้ไปถ่ายรูปกับตัวละครได้ (มาคนเดียว ไม่มีใครถ่ายให้ ;__;)

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

แมวอ้วนกับท่อสามอัน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

ประตูไปไหนก็ได้

ในห้าง Canal City นอกจากร้านขายสินค้าแบรนด์เนมทั่วไป ก็ยังมีร้านขายสินค้าจากคาแรคเตอร์ต่างๆ เช่นร้านของ Studio Ghibli, Jump Shop หรือ Sanrio ซึ่งก็กะว่าถ้าจะช้อปค่อยมาเดินวันหลังก็ได้ ไม่อยากรีบซื้อของอะไรเยอะ เดี๋ยวจะเดินเที่ยวลำบาก

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

มื้อกลางวันผมตามลายแทงจากเว็บ tabelog เช่นเดิม โดยเลือกร้าน やま中 (Yamanaka) นั่งรถไฟใต้ดินไปสถานี Watanabedori แล้วเดินต่ออีกหน่อย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

หน้าร้านหน้าตาแบบนี้ ทีแรกเดินเลยไปแล้ว ดูไม่ออกว่ามีร้านอยู่ข้างใน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

เช็คในเว็บดูแล้ว คะแนนรีวิวใช้ได้ มีชุดอาหารกลางวันราคาไม่แพงนัก อยู่ในช่วงราคาที่พอจ่ายได้ ก็เลยต้องขอลองสักหน่อย (ใน tabelog ยังมีให้เลือกอีกหลายร้าน ถ้าใครที่ไปลองเลือกร้านที่ราคาเหมาะสมกับงบประมาณดูได้)

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

ขิงดองมาเป็นชิ้นเลย รู้สึกว่ากินแบบนี้อร่อยกว่าแบบซอยมาเป็นแผ่นบางๆ

ชุดอาหารกลางวันที่นี่เค้าจะค่อยๆ เสิร์ฟมาให้ที่ละอย่าง ชุดแรกเป็นซูชิ 4 คำ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

กุ้งอะไรไม่รู้ ต้องบีบมะนาวก่อนกิน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

ปลาหมึกหั่นมาสวยงาม แบบนี้จะได้ความรู้สึกหนึบๆ ตอนเคี้ยวดีมาก ต่างจากที่เคยกินแบบไม่หั่นเลย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

จูโทโร่ ไขมันคุณภาพดี มีประโยชน์ต่อร่างกาย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

อันนี้จำไม่ได้ว่าปลาอะไร

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

หมดชุดแรกไปก็มีเมนูไข่ตามมา ข้างใต้มีข้าวซูชิด้วย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

ไข่ตุ๋น หอมอร่อย เนื้อเนียนนุ่ม

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

น่าจะเป็นหัวกุ้งจากซูชิคำแรก เอามาทอด ถัดจากนั้นชุดต่อไปก็มีซูชิตามมาอีก 4 คำ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

ไม่รู้อะไร แต่เนื้อแน่น เคี้ยวอร่อยดีมาก

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

ถ้าฟังไม่ผิดอันนี้ปลาคัตสึโอ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

ปลาไหลเนื้อฟูนุ่ม ทาซอสมากำลังเหมาะ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

ไข่ที่นี่ฟูกำลังดี ไม่มีแฉะ เนื้อเนียนนุ่ม

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

จานเล็กนี่เค้าบอกว่าเป็น service แถมให้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

ถัดจากนิกิริซูชิ ก็ตบท้ายของคาวด้วยข้าวห่อสาหร่าย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

จบชุดแล้วมีชาร้อนให้ล้างปาก

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

ปิดท้ายด้วยไอศกรีมชาเขียว + เชอร์เบตอะไรสักอย่าง + ถั่วแดง

ถึงภาษาญี่ปุ่นกระท่อนกระแท่นของผมจะใช้สื่อสารไม่ค่อยจะได้เท่าไหร่ แต่พนักงานที่ร้านก็บริการด้วยความยิ้มแย้ม พยายามอธิบายให้เข้าใจว่า ชิ้นไหนคืออะไร กินแบบไหน ต้องจิ้มโชยุมั้ย ฯลฯ เป็นอีกหนึ่งความประทับใจในการกินอาหารในร้านที่ญี่ปุ่น

รวมราคาแล้วมื้อนี้ 3,140 เยน ที่ราคาระดับเดียวกันในเมืองไทย ยังไงก็ไม่ได้แบบนี้

รีวิว Sony Xperia Z3

Sony Xperia Z3 เป็นมือถือรุ่นเรือธงของ Sony ในช่วงครึ่งหลังของปี 2014 เป็นตัวต่อจาก Xperia Z2 ที่ออกมาเมื่อต้นปี ตามรอบการออกมือถือของ Sony ที่ออกปีละ 2 ครั้ง ต่างจากยี่ห้ออื่นที่ออกกันปีละครั้ง

สเป็คคร่าวๆ ของ Xperia Z3 ตัวนี้คือ

  • ซีพียู Snapdragon 801 ความเร็ว 2.5 GHz (ปรับความเร็วขึ้นมาจาก 2.3 GHz ของ Xperia Z2)
  • หน้าจอ IPS ขนาด 5.2″ ความละเอียด FullHD 1920×1080
  • หน่วยความจำ 3 GB พื้นที่ความจุภายใน 16 GB ใส่ SD Card เพิ่มได้
  • กล้องหลังใช้เซ็นเซอร์ Exmor RS ความละเอียด 20.7 MP กล่องหน้าใช้เซ็นเซอร์ Exmor R ความละเอียด 2.2 MP
  • ความจุแบตเตอรี 3100 mAh ถอดเปลี่ยนไม่ได้
  • ใช้ Android เวอร์ชัน 4.4.4 KitKat รุ่นที่ปรับแต่งโดย Sony
  • กันน้ำกันฝุ่นที่มาตรฐาน IP68

นอกจากตัว Xperia Z3 แล้วทาง Sony ยังออกรุ่น Xperia Z3 Compact ที่เป็นรุ่นเล็กออกมาด้วย แต่สเป็คใกล้เคียงกันมาก ต่างกันแค่ลดหน่วยความจำเหลือ 2 GB, ขนาดหน้าจอเหลือ 4.6″ ความละเอียด 720p และขอบรอบเครื่องเปลี่ยนจากโลหะเป็นอะครีลิค

แกะกล่อง Xperia Z3

Sony Xperia Z3 unboxing

กล่องมาแนวเรียบๆ ไม่หวือหวา ชูจุดขายที่กล้อง 20.7 MP

Sony Xperia Z3 unboxing

ด้านหลังโชว์คุณสมบัติอื่น

Sony Xperia Z3 unboxing

ด้านในนอกจากโทรศัพท์แล้วก็มีคู่มือ, อะแดปเตอร์สำหรับชาร์จ, สาย micro USB, หูฟัง และสาย USB OTG สำหรับต่อกับแฟลชไดร์ฟได้ (ในรูปผมแกะกล่องออกไปแล้วรอบนึง พยายามยัดใส่กลับเข้าไปใหม่ แต่ดูไม่สวยเหมือนตอนเปิดกล่องครั้งแรก)

Sony Xperia Z3 unboxing

สาย USB OTG และหูฟังแถม

รูปลักษณ์ภายนอกของ Xperia Z3

ตัวเครื่องของ Xperia Z3 ยังคงยึดแนวทางการออกแบบแบบ Omni Balance ของ Sony อยู่ แต่มีการปรับปรุงขึ้นมาจาก Z2 อยู่หลายจุด ที่ชัดเจนคือจากขอบโลหะเหลี่ยมใน Xperia Z2 ถูกลบให้เป็นขอบมน ทำให้การหยิบจับให้ความรู้สึกที่ดีขึ้นกว่าเดิมมาก

ตัวเครื่องมีให้เลือก 4 สีคือ ขาว, ดำ, Copper (สีออกทองแดง/น้ำตาล), และสี Silver Green ที่ซื้อมา

Sony Xperia Z3 Design

ด้านบนมีช่องเสียบหูฟัง

Sony Xperia Z3 Design

ด้านล่างเกลี้ยงเกลา ไม่มีอะไร

Sony Xperia Z3 Design

ด้านซ้ายมาช่องเสียบ micro USB, ขั้วสำหรับวางบนแท่นชาร์จแม่เหล็ก และรูสำหรับคล้องสายตามลำดับ

Sony Xperia Z3 Design

ด้านขวามีปุ่มถ่ายรูป, ที่ปรับเสียง, ปุ่ม power, ช่องใส่ซิมและ micro SD เรียงจากด้านล่างของตัวเครื่องตามลำดับ

Sony Xperia Z3 Design

แกะฝาออกมามีช่องเสียบซิม (ใน Z3 เปลี่ยนจาก micro sim มาใช้ nano sim แทน) กับ micro SD

Sony Xperia Z3 Design

ด้านหลังมีกล้อง 20.7 MP และ NFC

Sony Xperia Z3 Design

ด้านหน้าออกแบบเรียบๆ มีกล้องหน้าอยู่ข้างโลโก้ Sony มีลำโพงคู่บนล่าง ขนาดตัวเครื่องเกือบๆ จะเท่ากับ Z2 เป๊ะๆ แต่สำหรับ Xperia Z3 นี่จับถนัดและสบายมือมากกว่า

จอ IPS ความละเอียด FullHD แสดงสีสันได้สวยงามระดับเรือธง ออกแดดได้ไม่มีปัญหา

Sony Xperia Z3 Design

เทียบขนาดกับ iPhone 5 จะเห็นว่าจอ 5.2″ ของ Xperia Z3 ใหญ่กว่า เต็มตากว่าจอ 4″ ของ iPhone 5 เยอะ ส่วนถ้าเป็น Xperia Z3 Compact ถึงจะมีพื้นที่แสดงผล 4.6″ แต่ขนาดตัวเครื่องจะใหญ่กว่า iPhone 5 แค่นิดเดียว เพราะว่ามีขอบจอที่แคบกว่า

Sony Xperia Z3 Design

เทียบความหนา Z3 จะบางกว่า iPhone 5 เล็กน้อย

แท่นชาร์จ Magnetic Dock

ร้านที่ไปซื้อมามีโปรโมชั่นแถมแท่นชาร์จแบบแม่เหล็กมาให้ด้วย

Xperia Z3 Dock

หน้ากล่องบอกว่าใช้ได้กับ Xperia Z3 และ Xperia Z3 Compact ข้างในนอกจากแท่นชาร์จแล้วจะมีที่วางโทรศัพท์มาให้ 4 ขนาด สำหรับโทรศัพท์ทั้งสองรุ่นแบบใส่เคสกับไม่ใส่เคส

Xperia Z3 Dock

ด้านล่างเป็นยางฝืดๆ ด้านหลังเป็นช่องเสียบ micro USB

Xperia Z3 Dock

สามารถเอามาตั้งเพื่อดูวิดีโอก็กำลังเหมาะ

ซอฟต์แวร์ของ Xperia Z3

ระบบปฏิบัติการที่ให้มาเป็น Android 4.4.4 รุ่นปรับแต่งโดย Sony เพิ่มช่องทางเข้าถึงเนื้อหาที่ขายโดย Sony ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็คงไม่ค่อยได้ใช้สักเท่าไหร่

Xperia Z3 Technical Info

รุ่นของซอฟต์แวร์ตามนี้

Sony Select

มีร้าน Sony Select มาให้ สามารถเข้าไปโหลดเกม, app หรือ theme ได้

Xperia Z3 What's new

มี app What’s new สำหรับแนะนำเนื้อหาจากร้านของ sony ให้

Xperia Z3 Software

มีโหมด STAMINA มาให้สำหรับใช้ตอนที่ต้องการประหยัดแบต หรือโหมด Ultra STAMINA ที่ประหยัดมากกว่าโดยเหลือไว้แค่ฟังก์ชันสำหรับใช้โทรศัพท์

MultiTask

ในหน้าจอ multitask จะมีทางลัดสำหรับใช้ mini app คือจะเป็น app ที่มีฟังก์ชันพื้นฐาน แสดงผลลอยอยู่บน app อื่นอีกทีนึง ในรูปจะมีเว็บเบราเซอร์, นาฬิกาจับเวลา, เครื่องคิดเลข, ตัวจับหน้าจอเฉพาะส่วน

Xperia Z3 Mini app

ตอนที่ทำงานก็จะลอยอยู่แบบในรูป

Xperia Z3 Music on the go

มีซอฟต์แวร์ Smart Connect มาให้สำหรับตั้งการทำงานตามเหตุการณ์หรือเวลาที่เรากำหนดได้ เช่น ให้เปิดโปรแกรมฟังเพลงเมื่อเสียบหูฟัง, ให้เข้าโหมดสั่นเมื่ออยู่ในวัน-เวลาทำงาน

Xperia Z3 Bluetooth unlock

นอกจากการปลดล็อคหน้าจอแบบปกติของ Android ทั่วไปแล้วยังตั้งให้ปลดล็อคด้วยอุปกรณ์ bluetooth ได้ด้วย เข้าใจว่าใช้ได้กับอุปกรณ์ในตระกูล SmartWear ของ Sony เท่านั้น ทดลองใช้งานกับ Fitbit Force ก็ใช้ปลดล็อคได้ ทำให้การใช้งานมือเดียวง่ายขึ้นมาเยอะ (ปลดล็อคหน้าจอมือถือจอใหญ่ด้วยมือเดียวนี่ลำบากมาก กลัวเครื่องหลุดมือจริงๆ)

Xperia Z3 Small Call Handling

มีฟีเจอร์ Smart call handling สำหรับช่วยรับสายให้เลยเมื่อยกมือถือขึ้นมาแนบหูเวลามีสายเข้า หรือปิดเสียงเรียกเข้าโดยพลิกเครื่องคว่ำไว้ก็ได้ สามารถเปิดปิดได้จากใน settings

Xperia Z3 Audio

สามารถปรับแต่งเสียงโดยใช้โหมด ClearAudio+ ได้ ใช้แล้วเสียงจะใสขึ้นมาชัดเจนเลย หรือถ้าใช้หูฟังของ Sony ก็จะสามารถปรับเสียงให้เหมาะสมกับหูฟังรุ่นที่รองรับได้ด้วย

Xperia Z3 Software

มีบริการ my Xperia มาให้ เอาไว้ติดตามในกรณีเครื่องหาย แต่จะโหลด Android Device Manager ของกูเกิลมาใช้แทนก็ได้ แล้วแต่ความถนัด

Xperia Z3 Walkman

มี Walkman app มาให้เป็น default สำหรับฟังเพลง หรือจะโหลดตัวอื่นมาใช้แทนก็ได้

การใช้งาน Xperia Z3 ในชีวิตประจำวัน

ด้วยความที่เป็นมือถือระดับเรือธง การใช้งานทั่วไปก็ลื่นไหลรวดเร็วอย่างที่คิด ไม่มีอาการกระตุกหรือหน่วงให้เห็น จอภาพแสดงผลได้สวยงามแม้กระทั่งใช้งานกลางแจ้ง ในฐานะคนที่ย้ายจากมือถือจอขนาด 4″ มาใช้จอ 5.2″ พบว่าเต็มตากว่ากันมาก ตัวหนังสือขนาดอ่านง่าย สบายตา

แต่จอที่ใหญ่ก็ต้องแลกมาด้วยการหยิบจับที่ลำบากขึ้นด้วย การออกแบบแบบ Omnibalance ของ Sony ดูสวยงามหรูหรา แต่การใช้งานมือเดียวยังค่อนข้างลำบากอยู่ แนะนำว่าถ้าใครจะซื้อควรไปลองหยิบจับดูว่าพอดีกับมือตัวเองหรือไม่

คีย์บอร์ดที่ Xperia Z3 ให้มาก็สามารถใช้พิมพ์ได้สะดวกดี ใช้จิ้มเอาทีละตัวหรือลากเป็นคำก็ได้ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ อย่างไรก็ตามการพิมพ์โดยใช้มือเดียวถือเป็นเรื่องลำบากมาก

Xperia Z3 Keyboard

Xperia Z3 Keyboard

มีระบบเดาคำมาให้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ซึ่งก็ใช้งานได้ดีทีเดียว

Xperia Z3 Keyboard

สามารถเทรนให้คีย์บอร์ดฉลาดขึ้นโดยให้เรียนรู้จาก Gmail, Facebook, Twitter หรือ SMS ของเราก็ได้ รวมทั้งกำหนดคลังคำของเราเองได้ด้วย

สำหรับคนที่มี PlayStation 4 สามารถสตรีมเกมจาก PS4 ที่อยู่ใน network เดียวกันมาลงบนโทรศัพท์ได้ด้วย (ไม่ได้ทดสอบฟีเจอร์นี้ เพราะไม่มี PS4)

ส่วนของแบตเตอรี่ผมทดลองใช้ในหนึ่งวัน (ออกจากบ้านตอนเช้า กลับเข้าบ้านตอนค่ำ) มีรับสายโทรศัพท์นิดหน่อย เล่น social network, เปิด maps, ถ่ายรูปไปราวๆ 30 รูป และฟังเพลงอีกประมาณ 1 ชม. แบตเหลืออยู่ที่ 52% ถือว่าใกล้เคียงกับที่ Sony โฆษณาไว้ว่าชาร์จครั้งเดียวอยู่ได้สองวัน (ถ้าเปิดโหมด STAMINA ก็จะอยู่ได้นานกว่านี้อีก)

ทดสอบกล้อง Xperia Z3

ตามสเป็คของ Xperia Z3 แล้วสามารถถ่ายภาพได้สูงสุด 20.7 MP แต่ในโหมดปกติจะถ่ายที่ 8 MP ถ้าอยากถ่ายที่ความละเอียดสูงสุดต้องใช้โหมด Manual แล้วปรับความละเอียดเอาเอง

Xperia Z3 Camera

การถ่ายรูป default จะอยู่ที่โหมด Superior auto ซึ่งก็เหมือนโหมด Auto ทั่วไป กล้องจะคิดให้เองว่าเราอยู่ในสภาพแสงแบบไหน กำลังถ่ายวิวหรือถ่ายมาโคร แล้วปรับค่าที่เหมาะสมให้เอง ถ้าอยากปรับเองมากกว่านี้ต้องใช้โหมด Manual

นอกจากนี้ยังมีโหมดอื่นๆ ให้เลือกอีก เช่น ถ่ายวิดีโอที่ความละเอียด 4K, โหมด Timeshift สำหรับถ่ายภาพสโลว์โมชั่นที่ 120 fps, โหมดเบลอหลัง, โหมดพาโนรามา ฯลฯ สามารถสลับตำแหน่งเอาโหมดที่ใช้บ่อยมาไว้ตำแหน่งที่ถนัดมือได้

ความสะดวกอีกอย่างหนึ่งคือ สามารถกดปุ่มกล้องค้างไว้ขณะที่เครื่องปิดหน้าจอหรือล็อคอยู่ เพื่อเรียกให้กล้องขึ้นมาทำงานได้ทันที หรือจะสร้าง widget ของโหมดที่ต้องการไว้บนหน้า homescreen เป็นทางลัดไว้เรียกใช้งานก็ได้

Xperia Z3 Camera

UI กล้อง สามารถซูมเข้าออกโดยใช้ปุ่มปรับ volume up-down ได้ด้วย

Xperia Z3 Camera

ตัวอย่างภาพจากโหมด auto

Xperia Z3 Camera

ISO160, f/2, 1/32s

Xperia Z3 Camera

ISO1250, f/2, 1/16s

Xperia Z3 Camera

ISO50, f/2, 1/1000s

Xperia Z3 Camera

ISO160, f/2, 1/32s

Xperia Z3 Camera

ISO64, f/2, 1/32s

ทดสอบโหมดหน้าชัดหลังเบลอ ถ่ายได้ง่ายๆ ด้วยการแตะเลือกวัตถุที่จะโฟกัส (ต้องอยู่ไม่ไกลเกินไป) แล้วกดชัตเตอร์ กล้องจะถ่ายภาพออกมาแล้วให้เราปรับระดับความเบลอได้เอง

Xperia Z3 Camera

โหมดหน้าชัดหลังเบลอ (background defocus)

Xperia Z3 Camera

ถ้าถ่ายโหมด 20.7 MP จะได้ออกมาสัดส่วน 4:3

Xperia Z3 Camera

ถ่ายในสภาพแสงน้อย

Xperia Z3 Camera

Xperia Z3 Camera

Xperia Z3 Camera

Xperia Z3 Camera

รวมๆ แล้วกล้องมีลูกเล่นเยอะ แต่คุณภาพเท่าที่เห็นยังไม่มีอะไรโดดเด่นนัก

รูปเต็มๆ ดูได้จากอัลบั้มใน Google+ ครับ

สรุป

Xperia Z3 จัดเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงของ Sony ที่สู้กับยี่ห้ออื่นได้ไม่น้อยหน้า สเป็คแรงในระดับท็อป จอสวย ตัวเครื่องสวยงามดูดี กล้องใช้งานได้หลากหลายแต่ยังไม่โดดเด่น ใช้ Android ที่ปรับแต่งมาดี มีฟีเจอร์ที่มีประโยชน์เพิ่มเติมจาก Android มาตรฐาน เชื่อมต่อกับบริการอื่นๆ ของ Sony ได้ แต่ก็ต้องเจอกับคำถามที่มือถือ Android ระดับท็อปทุกตัวต้องเจอ คือที่ระดับราคา 23,990 บาทในตอนเปิดตัว เรายังจำเป็นต้องซื้อมือถือในราคาระดับนี้อยู่อีกหรือไม่ ในเมื่อมือถือที่ราคาถูกกว่านี้ ก็มีความสามารถเพียงพอกับการใช้งานปกติทั่วไปแล้ว ถ้าไม่ติดที่ขนาดหน้าจอที่เล็กลง Xperia Z3 Compact ที่เปิดตัวมาที่ราคา 19,990 บาท ดูจะเป็นทางเลือกคุ้มราคาและน่าสนใจกว่ามาก

ข้อดี

  • สเป็คแรงเหลือเฟือ จอสวย ละเอียด
  • ตัวเครื่องออกแบบสวยงาม ใช้วัสดุเกรดดี
  • แบตอึด อยู่ได้ข้ามวัน
  • กันน้ำ กันฝุ่น
  • ถ้ามีผลิตภัณฑ์อื่นของ Sony (เช่น SmartWear, PS4, หูฟัง) อยู่แล้วจะใช้ได้คุ้มขึ้น

ข้อเสีย

  • กล้องยังไม่โดดเด่นสมกับที่เป็นรุ่นเรือธง
  • ให้ซอฟต์แวร์ที่ไม่ค่อยได้ใช้มาเยอะเกิน
  • ใช้มือเดียวลำบาก

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Daimyo / Fukuoka’s Yatai

จากแถว Hawks Town นั่งรถเมล์กลับมาแถว Daimyo พบว่าแถวนี้เป็นย่านฮิปๆ ของวัยรุ่น มีร้านขายของเก๋ๆ คาเฟ่น่านั่ง เดินได้เพลินๆ

Mumin

ร้านกาแฟสัญชาติฟินแลนด์ Robert’s Coffee มีป้ายตัวการ์ตูนมูมินอยู่หน้าร้าน แต่เหมือนข้างในจะไม่มีมูมินนะ ถ้าอยากไปคาเฟ่ที่มีมูมิน ต้องไป Mumin Bakery & Cafe ในห้าง Canal City แทน

AKB48 Cafe & Shop

ไม่นานก็มาถึง AKB48 Cafe & Shop ซึ่งก็เหมือนกับ shop สาขาอื่นคือ แบ่งโซนขายของที่ระลึกกับโซนคาเฟ่ขายอาหารและเครื่องดื่ม

AKB48 Cafe & Shop

ป้ายหน้าร้านมีเมนูแนะนำโดยสมาชิก HKT48 บางอย่างดูน่ากิน บางอย่างก็ดูไม่น่าจะกินได้

Horumon Don

เมนูที่ลองสั่งดูคราวนี้เป็น Horumon Don หรือข้าวหน้าเครื่องใน ออกมาหน้าตาตามในรูป มีข้าวข้างล่าง โปะด้วยไส้ น่าจะเอาไปตุ๋นหรือปรุงยังไงสักอย่าง

Natsu

ได้การ์ดแถมมาด้วย รับรองว่าเมนูนี้แนะนำโดย นัตสึ (มัตสึโอกะ นัตสึมิ)

AKB48 Cafe & Shop

เมนูเครื่องดื่มก็แนะนำโดยเมมเบอร์เหมือนกัน ราคาก็ถือว่าแพงอยู่

ผมกะว่าจะไปหาอะไรกินต่อที่อื่นด้วยก็เลยเซฟท้องไว้ กินแค่ข้าวชามเดียวพอ (จริงๆ คือมันแพงด้วย) แล้วก็เดินถ่ายรูป ย่อยอาหารไปในตัว

Ippudo Ramen

ผ่านร้านราเมงเจ้าดังที่เพิ่งมาเปิดสาขาในบ้านเราด้วย

Daimyo

ย่านไดเมียวยามค่ำคืน

Daimyo

ร้านเท่ๆ แบบนี้มีเยอะเลย

Daimyo

Daimyo

เป้าหมายคือร้าน 小金ちゃん (Kokinchan) ที่เป็นร้านข้างทางอยู่ตรงแยกถนน Showadori เป็นร้านที่ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า やたい (Yatai) บางคนอาจจะเคยเห็นในการ์ตูนมาบ้าง ที่ฟุกุโอกะนี่จะมีขายกันหลายร้าน ส่วนใหญ่จะอยู่แถวริมแม่น้ำ Nakasu

Kokinchan

ลูกค้าที่มานั่งกินที่ Yatai ส่วนใหญ่จะเป็นพนักงานออฟฟิศมากินหลังเลิกงาน หรือนักท่องเที่ยวก็มีเยอะอยู่เหมือนกัน บรรยากาศเป็นกันเองดี ถ้ารู้ภาษาญี่ปุ่นก็เป็นโอกาสดีที่จะได้คุยกับคนท้องถิ่นด้วย

Yatai

อาหารที่ขายจะคล้ายๆ กัน มีต่างกันไปบ้างในแต่ละร้าน ส่วนใหญ่จะมีราเมง เกี๊ยวซ่า ของผัดของทอด โอเด้ง เมนไทโกะ ฯลฯ เบียร์ยอดฮิตที่มีขายทุกร้านคือ Asahi กับ Kirin

ร้าน Yatai ปกติจะเริ่มตั้งร้านกันหลังหกโมงเย็น ส่วนตอนกลางวันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเค้าซ่อนร้านไว้แถวไหน เพราะเดินผ่านแล้วไม่เจอเลย

Yatai Menu

บางร้านมีเมนูภาษาอังกฤษให้ แต่ร้านส่วนใหญ่จะมีแต่ภาษาญี่ปุ่น

Yatai Food

ไส้หมูผัดเกลือ

Kirin Beer

อาหารปรุงสุกใหม่ กินแกล้มกับเบียร์เย็นๆ เวิร์คมาก

ทริปนี้พบว่าเวลาไปนั่งร้านอาหาร เครื่องดื่มที่สั่งง่ายสุดก็คือเบียร์นี่แหละ ออกเสียงง่ายสุด (ビール ออกเสียงว่า บีหรุ) สั่งแล้วคนฟังไม่ค่อยสับสน (ทริปนี้ก็เลยกินไปซะเยอะ)

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Tenjin / Hawks Town

ตัวเมืองฟุกุโอกะเองมีขนาดไม่ใหญ่นัก การเดินทางภายในเมืองจะมีรถไฟใต้ดิน 3 สายและรถบัสที่ครอบคลุมอยู่ใน Tourist Pass แต่บางจังหวะถ้าระยะทางไม่เกิน 1 กิโล ผมมักจะเดินเอามากกว่า เพราะจะได้ทำความคุ้นเคยเส้นทางบนดิน เผื่อเจอจุดถ่ายรูปสวยๆ และออกกำลังกายไปในตัว

ถนนหนทางในเมืองส่วนใหญ่มีป้ายภาษาอังกฤษกำกับ แต่ถ้าจำตัวคันจิของชื่อสถานที่สำคัญได้ก็จะช่วยได้เยอะ (เช่น เวลาดูป้ายด้านหน้าหรือด้านข้างรถบัส) ที่ผมจำเป็นหลักจะมีสองชื่อคือ 「博多」- Hakata (ฮากาตะ) และ「天神」- Tenjin (เทนจิน) ซึ่งเป็นชื่อของสองย่านหลักในเมือง ผมพักอยู่ใกล้ๆ สถานีฮากาตะ ดังนั้นเวลาจะกลับที่พักก็มองหารถบัสที่มีป้ายบอกว่าไป 博多駅 - Hakata Eki (สถานีฮากาตะ) ก็จะง่ายดี

นอกจากนี้ยังมีตัวคันจิบอกทิศที่ควรจำเพิ่มอีกเล็กน้อยเพราะเจอบ่อย ได้แก่ 北 - Kita (ทิศเหนือ), 南 - Minami (ทิศใต้), 東 - Higashi (ทิศตะวันออก), 西 - Nishi (ทิศตะวันตก) โดยเฉพาะพวกชื่อสถานีหรือชื่อป้ายรถเมล์ในญี่ปุ่น มักจะเขียนทับศัพท์ภาษาญี่ปุ่นด้วยภาษาอังกฤษ เช่น สถานี 天神南 แทนที่จะเขียนว่า South Tenjin ก็จะเขียนทับศัพท์เป็น Tenjinminami แทน ถ้ารู้ทิศไว้ก่อนก็ทำให้หลงทางยากหน่อย

ข้อมูลการท่องเที่ยวในเมืองทั่วไป ผมเปิดดูจาก Wikivoyage ก็มีค่อนข้างละเอียดดี

Kego Park

Escalator

Fukuoka Subway

สำหรับการขึ้นลงบันไดเลื่อนที่นี่ยืนชิดซ้าย แบบเดียวกับแถวโตเกียว และเวลารอรถไฟใต้ดินควรยืนให้ตรงจุดด้วย

Mentaiko

ป้ายโฆษณาเมนไทโกะ (Mentaiko) ของดีประจำจังหวัดฟุกุโอกะ มีให้เห็นอยู่ทั่วไป

ย่าน Tenjin จะได้อารมณ์คล้ายๆ แถวราชประสงค์บ้านเรา คือมีห้างสรรพสินค้าและ shop ของแบรนด์เนมให้เดินช้อปกันเพียบ ถ้าเดินบนดินแล้วยังไม่จุใจ ใต้ดินยังมี shopping arcade เชื่อมระหว่างสถานี Tenjin กับ Tenjinminami ให้เดินโดยไม่ต้องกลัวเปียกฝนอีก

Resola Tenjin

Underground Shopping Arcade

Bus and Bicycles

เนื่องจากไม่ใช่ขาช้อป ผมเลยไปเดินที่ตึก ViVRE ที่ห่างจากถนนสายหลักไปบล็อคนึง เพื่อดูสินค้าพวก Anime, Manga แทน

Asbee

เจอร้านขายรองเท้า ASBEE ที่ได้สาวๆ วง SKE48 มาเป็นพรีเซ็นเตอร์

Parasyte

มีตู้กดกาชาปองให้เลือกเป็นสิบตู้ มีจุกมือถือจากเรื่องปรสิตด้วย (แต่ไม่ได้กดมา)

Helicatpunks

มีเสื้อผ้าแปลกๆ ขาย สมกับเป็นญี่ปุ่น

บนชั้น 6 จะมีร้าน animate ที่เป็นร้านเครือที่ขายสินค้า anime, game, manga แต่ของก็ดูไม่หลากหลายมากนัก มีร้านขายรูปซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการ์ดสะสมมากกว่า รูปไอดอลมีไม่เยอะและส่วนใหญ่จะเป็นของวง HKT48

We Love Tenjin

เดินมาทางตะวันตกของ Tenjin แถวๆ Shintencho จะเป็นย่านวัยรุ่นมากกว่าหน่อย มีเกมเซ็นเตอร์ ร้านอาหาร ร้านปาจิงโกะ ประมาณสยามสแควร์บ้านเรา

Taito Station

HR

เดินๆ อยู่ก็บังเอิญเจอไอดอลกรุ๊ป ตอนแรกไม่รู้ว่าวงอะไรพอลองสอบถามกับผู้เชี่ยวชาญแล้วถึงรู้ว่าเป็นวงไอดอลท้องถิ่นของฟุกุโอกะที่ชื่อว่า HR

เดินแถวนี้ได้อีกสักพักนึงก็เปลี่ยนไปนั่งรถบัส ไปย่าน Hawks Town ที่อยู่ทางเหนือของเมือง

Hawks Town Mall เป็นห้างสไตล์คล้ายๆ community mall บรรยากาศหงอยๆ หน่อย เพราะอยู่ห่างจากตัวเมืองออกไปเยอะเหมือนกัน

Yahoo Dome

ติดกันกับ Hawks Town Mall ก็จะเห็น Yafuoku! Dome

HKT48 Theater

Hawks Town Mall ยังเป็นที่ตั้งของ HKT48 Theater ด้วย ซึ่งออกจะแปลกกว่าวงอื่นๆ ในเครือสักหน่อยที่มี theater อยู่ใจกลางเมือง

ทีแรกคิดว่าจะมาแวะหาของว่างกินที่ AKB48 Cafe ปรากฏว่าเข้าใจผิด คิดว่าคาเฟ่มันอยู่ใกล้ๆ กับ theater เหมือนกับวงอื่นๆ แต่จริงๆ แล้วคาเฟ่ดันไปอยู่แถวย่าน Daimyo ซึ่งอยู่ติดกับย่าน Tenjin ที่เพิ่งนั่งรถออกมา

แต่ไหนๆ มาแล้วก็เดินเที่ยวแถวนี้ไปก่อน

Yafuoku Dome

Yafuoku Dome นี่เป็นสนามเหย้าของทีมเบสบอล Softbank Hawks ซึ่งวันนี้มีแข่งพอดี มีคนดูหนาตา มีพ่อแม่ลูกมากันเป็นครอบครัวเยอะเลย

Softbank Hawks

รูปปั้นข้างสนาม

KFC

ผู้พันแซนเดอส์ก็เชียร์ Hawks กับเค้าด้วย

Yafuoku Dome

มีร้านขายของที่ระลึกทั้งของทีมเหย้าและเยือน ตึกไกลๆ ทางโน้นคือโรงแรม Hilton

Momochi Beach

เดินเลยโรงแรมไปหน่อยจะเจอชายหาด Momochi ก็เงียบๆ หน่อย มีคนมาวิ่ง มาตกปลาบ้าง ถ้าเดินเลยไปอีกจะเจอฟุกุโอกะทาวเวอร์ ตึกที่สูงที่สุดในฟุกุโอกะ แต่ยังไม่ทันได้เดินไปฝนก็ดันตกลงมาก่อน ดูท่าแล้วคงลำบากเลยจำเป็นต้องหลบฝนอยู่แถวนี้

Yafuoku Dome

พอฝนหยุดตกแล้วฟ้าใสขึ้นมาเลย แต่หมดแรงจะเดินแถวนี้แล้ว ตัดสินใจย้อนกลับไปหาอะไรกินในเมืองดีกว่า

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Hello Fukuoka

การเดินทางจากกรุงเทพไปคิวชูมีสายการบินให้เลือกหลายสาย ที่ผมใช้บริการในครั้งนี้คือสายการบิน Jetstar ที่บินตรงจากสุวรรณภูมิถึงสนามบินฟุกุโอกะเลย ใช้เวลา 5 ชั่วโมงครึ่ง ไม่แวะพักที่ไหน

Airbus A320

บิน Airbus A320 สภาพเครื่องดูใหม่ สะอาดเรียบร้อยดี แต่ด้วยความที่เป็น lowcost นั่งยาวๆ ก็ค่อนข้างเมื่อยอยู่เหมือนกัน

Kyushu You & Me

ผมเลือกอ่านหนังสือ Kyushu You and Me ของปาลิดา พิมพะกร สำนักพิมพ์ไต้ฝุ่น เป็นข้อมูลก่อนมา เนื้อหาออกจะเป็นแนวเที่ยวชิลล์ๆ มากกว่าไกด์บุ๊คเต็มสูบ เล่มไม่หนามาก อ่านวันเดียวก็จบ

แหล่งข้อมูลอื่นก็ไม่พ้น japan-guide.com สำหรับข้อมูลทั่วไป, Yokanavi สำหรับข้อมูลของแถบฟุกุโอกะ

Welcome to Fukuoka

ถ้านั่ง Jetstar พอมาถึงสนามบินฟุกุโอกะแล้วเราจะมาลงที่ International Terminal ต้องต่อรถ shuttle bus (ฟรี) มาลงที่ Domestic Terminal เพื่อต่อรถเข้าเมืองอีกที จะนั่งรถบัสหรือรถไฟใต้ดินก็ได้

Tourist Pass

ที่ Bus Information Center หน้า Terminal 2 สามารถซื้อ 1 day pass ได้ ราคา 820 เยน นั่งทั้งรถบัสและรถไฟใต้ดินได้ไม่จำกัด ตอนซื้อก็ต้องเอาพาสปอร์ตให้คนขายดูด้วย แล้วเค้าจะให้ pass เรามาพร้อมแผนที่ ใช้เหรียญขูดเดือนและวันที่ใช้ ตอนเข้าหรือออกสถานีรถไฟก็ยื่นให้พนักงานดู เค้าจะเปิดประตูให้ ถ้าขึ้นรถบัสก็ยื่นให้คนขับรถดูก่อนจะลง

สนามบินฟุกุโอกะจัดเป็นสนามบินที่อยู่ใกล้กับตัวเมืองมากๆ นั่งรถไฟใต้ดินแค่ 2 สถานีก็ถึงสถานี Hakata ซึ่งเป็น hub การคมนาคมของเมืองแล้ว ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาที (ราวๆ 4 กิโลเมตรเท่านั้น) หรือนั่งต่อไปอีก 3 สถานีก็ถึง Tenjin ย่านช้อปปิ้งใจกลางเมืองแล้ว สะดวกสบายมากๆ

JR Hakata City

ด้านหน้าสถานี JR Hakata City เป็นศูนย์กลางการคมนาคมของเมือง มีทั้งสถานีรถไฟ JR, สถานีรถชินคันเซ็น, สถานีรถใต้ดิน, ท่ารถบัส, ห้างสรรพสินค้าและแหล่งช้อปปิ้งอีกมาก การเดินทางในทริปนี้แต่ละวันก็จะเริ่มต้นจากสถานีนี้ตลอด

Kashiwagi Yuki

ข้างในสถานีมี Kashiwagi Yuki ไอดอลจาก AKB48 เป็นพรีเซ็นเตอร์การท่องเที่ยวด้วย (ยูกิรินเป็นคนจังหวัด Kagoshima)

รู้จักเกาะคิวชู

ก่อนจะเที่ยวก็ต้องทำความรู้จักเกาะคิวชูกันก่อน (ภาพจาก japan-guide.com)

Kyushu Map

จากในกรอบเล็กด้านขวาล่างของภาพ เกาะคิวชูคือส่วนที่เป็นสีน้ำเงิน จะเห็นว่าเป็นส่วนที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของญี่ปุ่น ห่างจากโตเกียวราวๆ 1,000 กิโลเมตร ส่วนแผนที่อันใหญ่จะแสดงเส้นทางรถไฟหลักๆ ของคิวชู เส้นสีส้มคือรถไฟ JR ส่วนเส้นสีแดงคือรถชินคันเซ็น

คิวชูประกอบไปด้วย 7 จังหวัดด้วยกันได้แก่ Fukuoka (ด้านบนสุดของเกาะ) ไล่ทวนเข็มนาฬิกามาก็จะเป็น Saga, Nagasaki, Kumamoto, Kagoshima, Miyazaki และ Oita ในทริปนี้ผมเที่ยวอยู่เฉพาะเขตคิวชูตอนเหนือ คือ Fukuoka, Nagasaki, Kumamoto และ Oita ซึ่งจะครอบคลุมด้วย JR Pass North Kyushu สำหรับคนที่อยากไป Kagoshima หรือ Miyazaki ด้วย ต้องซื้อ JR Pass Kyushu แบบทั้งเกาะซึ่งราคาแพงกว่ากัน

รู้จักฟุกุโอกะ

โซนหลักๆ ที่คนนิยมเที่ยวกันในฟุกุโอกะ จะมีสามส่วนคือ ตัวเมืองฟุกุโอกะ, เขต Dazaifu และเขต Kitakyushu

Fukuoka City Map

ในแผนที่ (เอามาจาก japan-guide.com เช่นเคย) จะแสดงเฉพาะส่วนตัวเมืองฟุกุโอกะ มีย่านที่น่าสนใจคือ Hakata ที่เป็นศูนย์กลางการคมนาคม, ย่าน Tenjin ที่เป็นย่านช้อปปิ้ง, แถบชายหาด Momochi ทั้งหมดนี้สามารถใช้ Tourist Pass ที่ซื้อไว้ตอนแรกเดินทางได้หมด เปิดในคู่มือที่แถมมาจะมีบอกว่าไปได้ไกลสุดถึงสถานีไหนบ้าง

ส่วนเขต Dazaifu ที่มีศาลเจ้า Tenmangu และ National Museum (และ Starbucks ร้านเก๋ๆ ที่คนชอบไปถ่ายรูป) ต้องนั่งรถไฟลงไปทางใต้ และใช้ pass อันที่ซื้อมาไม่ได้ ต้องใช้ pass อีกแบบนึง ซึ่งในทริปนี้ผมไม่ได้ไป Dazaifu ก็บอกไม่ได้ว่าน่าสนใจแค่ไหน

เขต Kitakyushu จะเป็นเมืองท่าออกไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ นั่งรถไฟ JR Limited Express ไปราวๆ 45 นาที ส่วนใหญ่เป็นย่านธุรกิจ ไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจนัก

เริ่มเที่ยวตัวเมืองฟุกุโอกะ

จากสนามบินมาถึงสถานี Hakata ผมต้องเดินต่อไปอีกราวๆ 10 นาทีจะถึงที่พัก เอากระเป๋าฝากให้เรียบร้อยจะได้เวลาเดินเที่ยวในเมืองแล้ว

Capsule

สภาพแคปซูล 7 คืน ราคา 21,000 เยน

ตั้งแต่ขึ้นเครื่องตอนตีสองจนถึงตอนออกจากโรงแรมราวๆ 11 โมง ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย ภารกิจแรกคือการหาของกินก่อน ซึ่งก่อนจะมาผมเตรียมหาข้อมูลเรื่องของกินมาแล้วจากเว็บ tabelog.com ซึ่งเป็นเว็บรีวิวของกินของญี่ปุ่น มีข้อมูลค่อนข้างละเอียดและระบบคะแนนที่น่าเชื่อถือ ติดอยู่ตรงที่ว่าเป็นภาษาญี่ปุ่นทั้งหมด ก็พอจะใช้ Google Translate กล้อมแกล้มแปลเอาได้

สำหรับของกินชื่อดังของฟุกุโอกะแล้วก็คงหนีไม่พ้น ฮากาตะราเมง และร้านที่เลือกมาสำหรับมื้อแรกเป็นร้าน
博多一幸舎 (Hakata Ikkoucha) สาขาใกล้ๆ สถานี Hakata

Menu

วิธีการสั่งใช้ตู้กดเหมือนร้านอาหารทั่วไป

Hakata Ramen

อธิบายน้ำซุปแต่ละแบบ (อ่านไม่ออกหรอก)

เกี๊ยวซ่า

เกี๊ยวซ่ามาแล้ว 5 ชิ้น 400 เยน ขนาดพอดีคำ ทอดมากรอบกำลังดี

ฮากาตะราเมง

ฮากาตะราเมงธรรมดา ราคา 800 เยน ลักษณะพิเศษที่ต่างจากราเมงที่อื่นคือเส้นราเมงจะเล็กกว่าและน้ำซุปกระดูกหมูที่เข้มข้น

Hakata Ramen

หมดอย่างรวดเร็ว

Ramen Hakata Ikkoucha

ถ้าใครจะไปกินก็สังเกตป้ายร้านหน้าตาแบบนี้ ตอนกินเสร็จออกมาก็มีคนต่อคิวรอกินอยู่พอสมควรเลย

ตอนต่อไปจะเริ่มเที่ยวในเมืองแล้วครับ

Hello (Again), Ghost

So I’m trying to revive my blog for, like the 4th time, I guess :P

Actually I’ve been planning to put this blog up since two weeks ago, but I just couldn’t decide which “platform” to go with. The platforms I was considering were:

Content Management System (CMS)

I guess most people would think about CMS (e.g. WordPress, Drupal, etc.) when it comes to blogging. I registered this domain in 2006 and also started blogging with WordPress. A few months later I switched to Drupal and this blog has been running on it for about 7 years before I switched to Ghost last year.

I feel like I should use something other than a CMS this time.

Static Site Generator

I found Jekyll while I was trying to look away from CMS. It seems to be the perfect solution for creating a blog. No server side scripts or databases, you don’t have to worry about XSS or SQL injection, etc. Plus it looks pretty geeky and cool to do everything in text files and compile them into a static site. Then I relized that Jekyll runs on Ruby and crossed it out of the list without second thoughts.

The reason was I had many unsuccessful experiences with Ruby (especially when I tried to setup GitLab). To be honest, I even tried to install Jekyll in case the “Ruby curse” might have gone after so many years, but I failed miserably. Maybe because I’m on Windows, or maybe Ruby just hates me :(

Luckily, there are many more choices in the wild. So I tried a few Node.js static site generators such as DocPad and Harp.

I spent a few days playing with each of them. They looked great and easy at first, but when I want some features like having a link on tag name that will take you to a page containing posts with that specific tag. It suddenly became harder than it should.

Another issue is I’m bad at designing themes etc. So improvising everything from scratch was a big obstacle for me as well.

Static site generator maybe good for some users, but it doesn’t fit the bill for me.

Ghost

I first heard about Ghost in October 2013 and decided to give it a shot and replaced my Drupal blog with it. I had very nice blogging experiences for about a month. After that I got lazy and haven’t been writing anything since then :D

However, during the (long) hiatus, I found that Ghost (or maybe Node.js) was quite unstable.

To be specific, I was using WebFaction shared hosting and they provide one-click Ghost installation with Nginx proxy for users. It was great when Ghost was running properly, but sometimes it just stopped for no reason and I had to restart Node.js process like once every few weeks in order to bring the blog back :/

To summarize, I love Ghost. And maybe it’s not even Ghost’s fault that the blog went down from time to time. But if there is a better alternative then I’m willing to try it.

Buster

Apparently I’m not the only one who wish there should be a way to generate static sites with Ghost look & feel. I found Buster while I was looking amongst static site generators. It seemed to be the perfect answer for my quest.

Basically you just write posts in Ghost and when you’re done just run buster generate to generate static site from your Ghost blog. This sounded like an ideal case where “functionality and simplicity” (of Ghost) meets “stability” (of static site). However, there are some annoying issues with Buster e.g.

  • All links will have index.html appended at the end and make URLs look ugly
  • Schemeless URLs (the ones that begin with // instead of http:// or https://, normally used for CDN) will be prefixed with the scheme used when running buster generate, which usually is http://. This leads to browser warnings if you put the site on a server with SSL enabled.
  • RSS links doesn’t work properly. Because the generated site will output rss/index.html for RSS feeds, and browsers don’t like to interpret it as an XML file.

Most of the issues can be fixed with some tweaks in buster.py and I already did that to fulfill my needs.

However, there are some pull requests which address some of the above issues (some of them were made about 6 months ago.) But the author still haven’t merge them until now. This makes me think the project might get abandoned already and kept me from using Buster as the platform for blogging :/

Conclusion

After evalutating the choices above, I decided to come back to Ghost and now I’m quite happy with my decision. Looking at the Ghost Roadmap, I’m expecting many cool improvements, apps, and plugins to come to Ghost in the very near future ;)

Guri Guri Gurumi

ทริปคิวชูที่ไปมาเมื่อเดือนก่อนแทบไม่ได้ช้อปปิ้งอะไรติดมือกลับมาเลย ทั้งทริปซื้อแค่ photobook กลับมาเล่มเดียวคือ Guri Guri Gurumi 「ぐりぐりぐるみ」 เป็น Photobook เล่มแรกของดาราวัยรุ่น Nounen Rena

ปก photobook

Nounen Rena โด่งดังเป็นพลุแตกจากการรับบทเป็นนางเอกในซีรีส์ Amachan (แนะนำว่าสนุกมาก ใครยังไม่ได้ดูควรหามาดูเป็นอย่างยิ่ง) โดยเล่นเป็นเด็กสาวอายุอ่อนกว่าอายุจริงอยู่พอสมควร (พอดีหน้าเด็ก) เวลาไปถ่ายแฟชั่นลงนิตยสารบางทีก็มีติดภาพบุคลิกแบบนี้มาด้วย

หน้าใสกิ๊ง

ช่างภาพของเล่มนี้คือ Kazuna Iida ที่ดูจากงานเก่าๆ ก็จะถนัดงานสีสดๆ แบบนี้ดี

ตัวอย่างภาพจาก photobook

ตัวอย่างภาพจาก photobook

ตัวอย่างภาพจาก photobook

ตัวอย่างภาพจาก photobook

ทั้ง costume และสไตล์ก็จะแหวกจาก photobook ไอดอลทั่วไปอยู่เยอะเหมือนกัน

ตัวอย่างภาพจาก photobook

ตัวอย่างภาพจาก photobook

ในเล่มมีแถมสมุดภาพเล่มบางๆ หน้าตาเหมือนเป็นนิทานภาพสำหรับเด็กมาให้ด้วย

ของแถม

เล่มนี้ราคาอยู่ที่ 1,500 เยน ลองหาดูที่ Kinokuniya ในบ้านเราแล้วไม่มีขาย ถ้าใครสนใจอาจจะต้องสั่งเอาจากเว็บญี่ปุ่นแทน

สรุปทริปคิวชู 2014

ช่วงสิงหาคมที่ผ่านมามีโอกาสได้ไปเที่ยวญี่ปุ่นอีกรอบหนึ่ง บริเวณเกาะคิวชูตอนเหนือ ถึงแม้ว่าช่วงพฤษภาจะได้ไปนาโกย่ามาแล้ว แต่เห็นราคาตั๋วของ Jetstar แล้วอดใจไม่ไหวจริงๆ

ปลายปีนี้ก็เห็นมิตรสหายหลายท่านมีแพลนจะไปคิวชูกัน ก็เลยลัดคิวเขียนเรื่องคิวชูก่อน ส่วนบล็อกเที่ยวนาโกย่าที่ยังเขียนไม่จบค่อยเอาไว้เขียนต่อทีหลัง คงไม่ค่อยมีคนไปเที่ยวนาโกย่ากันเท่าไหร่หรอก (มั้ง) ถ้าจะดูแยกกันก็ดูตามแท็ก nagoya กับ kyushu นะครับ

ค่าใช้จ่ายที่ไปคราวนี้ถือว่าน้อยกว่าที่ไปนาโกย่าเยอะ เนื่องจากได้ตั๋วเครื่องบินถูกและการเดินทางในคิวชูมี pass ให้เลือกหลากหลายกว่า ประหยัดค่าเดินทางได้มาก

ค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับ BKK-FUK-BKK (บินตรง) ของ Jetstar ช่วงโปรโมชั่น น้ำหนักขาไป 15 kg / ขากลับ 20 kg รวมแล้ว = 6,876 บาท ข้อดีมากๆ คือราคาถูก บินตรงและเวลาโอเค ส่วนข้อเสียก็เหมือน low cost ทั่วไป คือนั่งยาว 5 ชม.ครึ่ง ก็จะไม่ค่อยสบายเท่าไหร่ และไม่มีอาหารไม่มีน้ำ ควรเตรียมไว้ก่อนขึ้นเครื่องให้พร้อม

ของกินบนเครื่อง แน่นอนว่าไม่ฟรี

ที่พักจองจาก booking.com เป็น Hostels ชื่อ Khaosarn Fukuoka Annex นอนแคปซูลห้องรวม แชร์ห้องน้ำ 7 คืน = 21,000 เยน hostel ค่อนข้างใหม่ สะอาดดี มีตู้แช่เบียร์หยอดเหรียญให้บริการ ข้อเสียคือเดินไกลจากสถานีนิดนึง (10 นาที) และมินิมาร์ทใกล้สุดก็ห่างออกไปราวๆ 5 นาที

ทริปนี้นอกจากฟุกุโอกะแล้วก็ยังมีออกไปเที่ยว Kumamoto, Nagasaki, Yufuin และ Kitakyushu ผมใช้ฟุกุโอกะเป็นฐานแล้วนั่งรถไฟเที่ยว ไปเช้าเย็นกลับได้ ใช้ตั๋ว JR Pass ของคิวชูเหนือก็จะครอบคลุม ราคาแบบ 5 วัน = 9,260 เยน ซื้อจากเมืองไทยไปได้เลย ถ้าแบบ 3 วันก็จะถูกกว่านี้

ชีวิตออนไลน์ระหว่างเที่ยว ผมใช้ซิมของ B-Mobile เหมือนเดิม ใช้บัตรเครดิตสั่งซื้อผ่านเว็บให้ไปส่งที่สนามบินหรือโรงแรมก็ได้ เท่าที่ใช้ดูก็มีสัญญาณครอบคลุม อาจจะไม่มีสัญญาณบ้างตอนที่รถไฟวิ่งผ่านป่าหรือแถบบ้านนอกจริงๆ แต่นอกจากนั้นก็ไม่มีปัญหา ใช้เน็ตได้รวดเร็วดี

Visitor SIM ของ b-mobile

ถ้าใช้ซิม B-Mobile แบบ 1 GB จะมีเรื่องน่าหงุดหงิดนิดนึงตรงที่ว่า ถ้าเราใช้ data ถึง 300 MB ใน 3 วัน วันต่อมาเราจะถูกจำกัดสปีดให้เหลือต่ำเตี้ยมาก เท่าที่สังเกตดูโปรแกรมที่กิน data เยอะสุดคือ twitter ถ้าปิดส่วน preview รูปภาพไปซะ ก็จะลดจำนวน data ที่ใช้ลงไปได้เยอะมาก

สรุปโปรแกรมเที่ยวคิวชูคร่าวๆ

  • Day 1
    • ออกจากสุวรรณภูมิตีสองสิบห้า ถึงฟุกุโอกะ 9:30
    • จากสนามบินเข้าตัวเมือง เก็บกระเป๋าเข้าโรงแรม
    • เดินเล่นย่านเทนจินและตัวเมืองฟุกุโอกะ
    • ไปเดินเล่นแถว Hawk’s Town และ Yahoo Dome
  • Day 2
    • เดินเล่นหาที่ถ่ายรูปในเมืองไปเรื่อยเปื่อย + เดินห้าง Yodobashi Camera / Canal City
    • ดูคอนเสิร์ตหน้าร้อน 真夏の全国ツアー ของวง Nogizaka46 รอบเย็น
  • Day 3
    • นั่งชินคันเซ็นออกจากฟุกุโอกะไป Kumamoto
    • ต่อรถไฟธรรมดา + รถบัส เพื่อไปเที่ยวภูเขาไฟ Aso
    • กลับมาเดินเล่นตอนค่ำในเมือง Kumamoto แล้วต่อชินคันเซ็นกลับฟุกุโอกะ
  • Day 4
    • นั่งรถไฟออกไป Nagasaki
    • เดินเที่ยวในเมือง / เข้า Museum / หาของอร่อยกิน
    • นั่งกระเช้าขึ้นเขาเพื่อชมวิวยามค่ำคืนบนภูเขา Inasa
    • นั่งรถไฟกลับฟุกุโอกะ
  • Day 5
    • นั่งชินคันเซ็นมา Kumamoto อีกรอบเพื่อเก็บสถานที่ที่ยังไม่ได้ไป
    • ไปเดินดูปราสาท Kumamoto / Museum
    • นั่งชินคันเซ็นกลับฟุกุโอกะ
  • Day 6
    • นั่งรถไฟท่องเที่ยวสาย Yufuin no Mori จากฟุกุโอกะไปเมือง Yufuin
    • เดินเที่ยว / ถ่ายรูป / แช่ออนเซ็น
    • นั่งรถไฟกลับฟุกุโอกะ
  • Day 7
    • นั่งรถไฟออกจากเกาะคิวชูข้ามไป Shimonoseki
    • ย้อนกลับมาเดินเที่ยว Kitakyushu
    • กลับไปเก็บตกในฟุกุโอกะ
  • Day 8
    • ออกจากโรงแรมไปขึ้นเครื่องแต่เช้า เครื่องออก 10:30 ถึงกรุงเทพ 14:10

สรุป

คิวชูออกจะเป็นภูมิภาคที่บ้านนอกอยู่สักหน่อย อยู่ไกลจากศูนย์กลางความเจริญอย่างโตเกียวเยอะ แต่ในตัวเมืองก็ยังมีความทันสมัย มีระบบขนส่งและการเดินทางที่สะดวก (และไม่ซับซ้อนแบบแถวโตเกียว) อาหารสดอร่อย แต่ละเมืองมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่น่าสนใจ ยิ่งค่าตั๋วเครื่องบิน low-cost มาที่นี่ถูกกว่าไปภูมิภาคอื่นของญี่ปุ่นครึ่งต่อครึ่ง ทำให้คิวชูน่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ถูกใจคนไทยได้ไม่ยาก

2110327 Algorithm Design, first semester, 2557

Essential

Lecture Logs

(2014-08-13 Wed)

The first lecture. All sections gathered together for one big class. There was a short lecture about ‘What is algorithm’ and why are we having this class. Syllabus are handed out and we had a small discussion about how the class is supposed to be.

(2014-08-18 Mon)

Our first sectioned lecture. We talked about Stable Marriage Problem: what it is, how we define unstable. First classroom activities is to write an algorithm, in pseudo-code, on checking if a matching is stable. At the end of the class, a drawing-by-instruction exercise was performed to understand that it is non-trivial to be precise, even for a simple thing.

(2014-08-20 Wed)

More on Stable Marriage Problem. Now we are trying to tackle the problem. But for a quick warm-up, a classroom activities is to write an algorithm to check if matching is perfect. This is a simple problem but admits several solution ranging from O(n), O(n log n), \Theta(n), O(n^2). Different data structures are used by the student.

The assignment was to read the analysis part of Aj. Somchai’s book, page 24 – 50.

(2014-08-25 Mon)

Start on analysis of algorithm. The goal of analysis is to be able to predict the behavior of algorithms in term of efficiency. We focus on the rate of growth of the time used with respect to the size of input. We talked about how to analyze the rate of growth. The barometer operation is explained and some example are given. Comparing the rate of growth of two functions are defined using limit to the infinity. Asymptotic notation are also defined.

In this lecture, we saw the use of Mercurial as a distribution of source code and as a version control of homework submission. There are some youtube video about the usage of Mercurial for this class.

  1. http://www.youtube.com/watch?v=p4cjVHtXhsc What is HG and how we use it
  2. http://www.youtube.com/watch?v=aikHdChtGno Quick example of using HG
  3. http://www.youtube.com/watch?v=PMcanq8p7lg A step-by-step in using HG to do the assignment.

In short, the student should fork nattee/algo-class repositories in bitbucket.org and clone it to your harddisk. The recommended gui for HG is TortoiseHG but you can use anything you like. The in class problem are given at tag l4.1 and l4.2.

In class activities is to modify the source code for sum of two element in arrays problem. The problem is to decide whether there are two elements, one from different array, such that their sum equal to a specific value. The student have to 1) modify the program to count the barometer operation and 2) modify the output to let the algorithm takes specific step.

(2014-08-27 Wed)

More on analysis. We summarized the method to analysis the algorithm. More definition of the asymptotic notation are given. Quick analysis of several type of basic program flows are given with some examples. The flows are sequential, conditional, iterative, and recursive. The recursive flow will be discussed in the next week. We also saw example of two algorithms: Insertion sort and binary search.

In class activity is to solve the problem of sum4, an extension of sum of two elements: Given four array A[], B[], C[], D[], we have to decide whether there exists A[i] + B[j] + C[k] + D[l] that equals to X. The solution are given as tag l5 in the nattee/algo-class. The detail is shown in the video at http://www.youtube.com/watch?v=V9WDwFG5DW0 .

The homework of this week are as follows.

  1. Design an algorithm that solve the sum4 problem.
  2. Analyze the example solution given in bitbucket.

The answer must be written on a paper and must be submitted to the box at Room 17-14, Eng 4 Building before noon of Friday 29 Aug.

(2014-09-01 Mon)

Introduction to Divide and Conquer. Few example of divide and conquer, Binary Search, a^k mod m. We touched a little of RSA encryption.

In class activities is to solve the problem of finding a repeating value in the array of size [n+1] containing only a value of 1..n.

(2014-09-01 Wed)

More on D&C: Multiplying of large numbers, Strassen. A brief example of solving a recurrent relation by a recursion tree.

In class exercise is to write a pseudo code of insertion sort using divide-and-conquer approach.

Grader is operational at https://www.nattee.net/grader

(2014-09-08 Mon)

More on analysis of algorithm, especially in recursive algorithm, recursion tree, and how to solve recurrent relation. Master’s Method is discussed. Additional D&C algorithms, merge sort and quick sort are presented. A brief overview of Maximum Contiguous Sum of Subsequence are also explained.

EX01 exercise in grader is available.

(2014-09-10 Wed)

Final class of D&C. We talked about MCS, QuickSelect using mm5. Celebrity problem.

The students are instructed to watch the video lecture of aj. somchai on the problem of min-max and the closest pair.

(2014-09-15 Mon)

Start working on Dynamic Programming. Definition of what is Dynamic Programming, Memoization, top-down, bottom-up. Two representative problems are discussed, Fibonacci and C(n,k). We also talk about “quick sum” technique for both linear array and 2D arrays. Let A[][] be a 2D array, S[i][j] is summation of A[1..i][1..j]. With S, we can calculate the summation from A[bottom..top][left..right] in O(1). The calculation of S itself is also can be done in O(nm) where n,m is the row,col count of the array.

In class exercise is to write an algorithm using quick sum. Also there are homework to write a bottom up version of Quick Sum table.

(2014-09-17 Wed)

QUIZ!!!!

(2014-09-22 Mon)

More on Dynamic Programming. We mostly talked about Longest Common Subsequence Problem and a brief discussion on the Number Triangle problem.

In class exercise is to write a top-down version of the LCS problem using the given recurrent. The students are instructed to watch the matrix chain multiplication problem before Wednesday class.

(2014-09-24 Wed)

Dynamic Programming: Matrix Chain Multiplication.

(2014-10-01 Mon) && (2014-10-03 Wed)

MIDTERM WEEK; NO CLASS –

(2014-10-06 Mon)

We have our midterm today.

(2014-10-08 Wed)

Greedy:

(2014-10-13 Mon)

Greedy:

(2014-10-15 Wed)

Graph: More on DFS and BFS, Connected Component on an undirected graph.

(2014-10-20 Wed)

Graph: Topological Sorting, Strongly Connected Component.

(2014-10-22 Wed)

File attachments: 

เที่ยวนาโกย่า : Yokoso Nagoya

ทริปนี้เป็นทริปมาญี่ปุ่นแบบลุยเดี่ยวเป็นครั้งที่สองของผม ความรู้ภาษาญี่ปุ่นก็ดีขึ้นกว่าปีที่แล้วพอสมควร แต่ก็ยังจัดอยู่ในระดับเบสิกมากๆ (แบบเรียน Minna no Nihongo เล่มสอง ยังไม่ถึงครึ่งเล่ม)

จากเมืองไทย ถ้าจะมานาโกย่าก็ต้องมาลงที่สนามบิน Chubu Centrair International Airport หรือที่เค้าเรียกกันสั้นๆ ว่า Centrair (ตัวย่อ NGO) มีสายการบินให้บริการหลายสายทั้งบินตรงและแบบต้องต่อเครื่อง ที่ผมใช้บริการคือ China Eastern มีแวะต่อเครื่องที่เซี่ยงไฮ้ แต่ก็ราคาถูกกว่าสายการบินที่บินตรงอย่างมีนัยยะสำคัญ

PVG

แวะต่อเครื่องที่เซี่ยงไฮ้ (PVG)

NGO

Centrair เป็นสนามบินค่อนข้างใหม่ เพิ่งเปิดใช้เมื่อปี 2005 นี่เอง ลักษณะเป็นเกาะที่สร้างด้วยการถมที่ขึ้นมาเป็นสนามบิน อยู่ห่างจากตัวเมืองนาโกย่าไปทางใต้ เวลาเดินทางเข้าเมืองปกติก็จะนั่งรถไฟเอกชนของ Meitetsu เข้าไป (ใช้ JR Pass ขึ้นไม่ได้)

ซึ่งจริงๆ แล้วแถบภาคกลางของญี่ปุ่นจะมีรถไฟเอกชนให้บริการเยอะกว่าของ JR ทำให้ใช้ JR Pass ไม่ค่อยคุ้มเท่าไหร่ (ก็เลยไม่ได้ซื้อ)

JR Nagoya Station

JR Nagoya Station

สถานีรถไฟหลักของนาโกย่าคือ JR Nagoya ซึ่งใหญ่มาก มีหลายชั้น ด้านบนเป็นห้างหรูหรา ข้างๆ มีสถานี Meitetsu Nagoya และใต้ดินก็มีสถานีรถใต้ดินอีก บริเวณนี้ก็เลยจะวุ่นวายและพลุกพล่านมาก ผมต้องผ่านสถานีนี้ทุกวัน แต่กว่าจะพอจำทางได้ ก็เล่นเอาเกือบวันสุดท้ายของทริป

การเดินทางในเมืองส่วนใหญ่จะใช้รถใต้ดิน, เดินทางนอกเมืองเป็นรถ Meitetsu กับ Kintetsu หรือไม่ก็ JR ซึ่งทั้งหมดนี้ยังดีที่ใช้ตั๋ว Suica ร่วมกันได้ (ของเก่าจากทริปปีที่แล้วเอามาใช้ได้) แต่ก็จะไม่ได้ส่วนลด

แค่เรื่องรถไฟก็เหนื่อยแล้ว ลำบากกว่าโตเกียวเยอะเลย

สรุปทริปนาโกย่า 2014

ช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมามีโอกาสได้ไปเที่ยวญี่ปุ่นรอบสอง ห่างจากปีที่แล้วราวๆ ปีนึงพอดี คราวนี้ไปเฉพาะแถบเมืองนาโกย่า จังหวัดไอจิ ไม่ได้มาแถบโตเกียวเลย

Oasis 21 & Nagoya TV Tower

หลังจากปีที่แล้วได้ไป event ของวง AKB48 มาแล้วรู้สึกติดใจ ปีนี้ก็อยากมาอีก แต่คราวนี้เป็นของวง Nogizaka46 ที่จัด event ในนาโกย่า 2 วันติด ก็เลยเป็นเหตุผลหลักของทริปนี้

สรุปโปรแกรมเที่ยวนาโกย่าคร่าวๆ

  • Day 1
    • นั่งสายการบิน China Eastern ออกจากสุวรรณภูมิตอนตีสอง แวะพักเซี่ยงไฮ้ 2 ชม.ครึ่ง ต่อเครื่องไปถึงนาโกย่าเกือบๆ บ่ายโมง
    • เข้าตัวเมืองนาโกย่า เก็บกระเป๋าเข้าโรงแรม
    • ออกไปเดินเล่นย่าน Osu Kannon Shopping Arcade
  • Day 2
    • ไปต่อคิวเข้างานจับมือใหญ่ของ Nogizaka46 ที่ Port Messe ตั้งแต่เช้า
    • ตอนบ่ายๆ ไปเดินเที่ยว SC Maglev & Railway Park
  • Day 3
    • ตอนเช้าไปงานจับมือเดี่ยวของ Nogizaka46 ที่ Port Messe
    • ตอนเย็นไปเดินเที่ยวย่าน Sakae
  • Day 4
    • วันนี้เหมือนจะมีอาการป่วยๆ จากที่วันที่สองไปตากลมหนาวต่อคิวรอเข้าดู mini live อยู่หลายชั่วโมง
    • แต่ก็ฝืนนั่งรถไฟออกไปเที่ยวเมือง Ise และ Matsusaka
  • Day 5
    • นอนป่วยอยู่ที่โรงแรม
    • ตอนบ่ายแก่ๆ อาการดีขึ้นก็ออกไปเดินแถว Nagoya Dome
  • Day 6
    • ออกไปเมือง Toyota ที่อยู่ข้างๆ ดู Toyota Municipal Museum of Art แถวนั้น
  • Day 7
    • นั่งรถไฟไปเที่ยวปราสาท Inuyama
    • ตอนบ่ายไปดูเมืองจำลอง Meiji Mura
  • Day 8
    • ไปปราสาทนาโกย่า, สวน Tokugawa, เก็บตกสถานที่ที่ยังไม่ได้ไปในตัวเมืองนาโกย่า
  • Day 9
    • เช็คเอาท์ออกจากโรงแรม เอากระเป๋าเดินทางใส่ล็อคเกอร์ที่สถานีนาโกย่าไว้ แล้วนั่งรถไฟไปเมือง Magome
    • เดินจาก Magome ไปเมือง Tsumago ตามเส้นทาง Nagasendo ระยะทางประมาณ 8 km
    • พักค้างคืนที่โฮมสเตย์ใกล้ๆ Tsumago
  • Day 10
    • เดินถ่ายรูป Tsumago ยามเช้า นั่งรถบัส + ต่อรถไฟไปสถานีนาโกย่า แวะเอากระเป๋าเดินทางแล้วไปสนามบิน
    • เครื่องออกจาก NGO ตอนสี่โมงเย็น แวะเซี่ยงไฮ้ 3 ชม.ครึ่ง ต่อเครื่องกลับมาถึงสุวรรณภูมิตีหนึ่งพอดี
    • นอนพักแป๊บนึง แล้วก็ตื่นไปทำงานเลย T-T

สรุป

บิน China Eastern BKK-NGO ราคาโอเค (ผมซื้อตั๋วได้ในราคา 15,110 บาท) เวลาดี ต่อเครื่องไม่นาน แต่อาหารแย่มาก

อาหาร

โรงแรม Eco Hotel Nagoya ผมจองผ่าน booking.com คืนละ 2,500 เยน ถ้าใครเดินทางคนเดียวมานาโกย่า แนะนำโรงแรมนี้เลย มีห้องเดี่ยว สะอาด ราคาถูก อยู่ติดสถานีรถไฟ ใกล้ร้านสะดวกซื้อ ในห้องมีทีวี+ตู้เย็นด้วย

การเดินทางในนาโกย่ามีรถเอกชนหลายบริษัท ไม่ค่อยจะมี pass ที่ใช้เดินทางได้คุ้มๆ เท่าไหร่ สถานที่ท่องเที่ยวแต่ละแห่งก็อยู่ไกลกัน เดินไม่ถึง ทำให้ทริปนี้เปลืองค่าเดินทางอยู่พอสมควร

ถ้าไปเที่ยวคนเดียว ทางเลือกอื่นนอกจากเช่า pocket WiFi ก็มีซื้อซิมสำหรับเล่นเน็ตอย่างเดียว ผมใช้ของ B-Mobile สั่งซื้อล่วงหน้าผ่านเว็บได้ ตัดบัตรเครดิต แล้วให้ส่งไปที่สนามบินหรือโรงแรมได้

B-Mobile Prepaid SIM

นาโกย่าเป็นเมืองธุรกิจ ไม่ค่อยมีสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็น must-see ได้มาเที่ยวแล้วก็เข้าใจว่าทำไมไม่ค่อยมีคนมากัน

อาหารนาโกย่าไม่ค่อยอร่อย ลองกินของขึ้นชื่อหลายอย่างแล้วก็ยังเฉยๆ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะมีอาการป่วยๆ ทั้งทริปหรือว่าเลือกร้านไม่ถูกกันแน่

สรุปว่าทริปนี้ในเรื่องการท่องเท่ียวอาจจะไม่จุใจเท่าไหร่ แต่ถ้านับเฉพาะ event ที่ไปเข้าร่วมก็ถือว่าคุ้มค่าที่ได้มาละ

Natsu no Free & Easy T-Shirts

ซิงเกิ้ลที่ 9 ของ 乃木坂46 (Nogizaka46) ที่ชื่อว่า 「夏のFree&Easy」 (Natsu no Free & Easy) เพิ่งวางขายไปเมื่อวันก่อน โดยมีหน้าปกเป็นคอนเซปต์ประมาณว่าให้เมมเบอร์ทุกคนไปดูคอนเสิร์ตวงร็อค ใส่เสื้อยืดกันหมด

เสื้อยืดที่แต่ละคนใส่ก็จะล้อกับชื่อหรือเรื่องส่วนตัวของเมมเบอร์นั้นๆ แต่ละคนไม่ซ้ำกัน

ปกซิงเกิ้ล

ตัวอย่างปกก็ตามรูป

มีเสื้อบางลายที่เห็นแล้วชอบเลย

Hashimoto Nanami

อันนี้เอาโลโก้วงร็อค AC/DC มาดัดแปลงเป็นชื่อเมมเบอร์ Hashimoto Nanami (คำว่า Nanami พ้องเสียงกับ 773 ในภาษาญี่ปุ่น)

Nishino Nanase

หนึ่งในชื่อเล่นของ Nishino Nanase ที่เรียกกันคือ Nanasemaru ซึ่ง Maru = วงกลม ลายนี้ดัดแปลงมาจากโลโก้ของ Nirvana

Matsui Rena

ที่ชอบที่สุดคือลายของ Matsui Rena อันนี้ ดัดแปลงจากปกอัลบั้ม The Dark Side of the Moon ของ Pink Floyd ที่มาแทนปริซึมที่อยู่ตรงกลางคือตัวปลา Shachihoko ที่เป็นสัญลักษณ์ของเมืองนาโกย่า (เรนะมาจากนาโกย่า)

เว็บไซต์ official ก็ไม่ปล่อยให้แฟนๆ ต้องผิดหวัง เพราะมีขายทุกแบบ แต่ตัวละ 4,000 เยน เทียบเป็นเงินไทยแล้วก็ราวๆ 1,300 บาท ใครที่มีทุนทรัพย์จะหาซื้อก็ไปที่ Nogizaka46 Official shop

Lipe : เกาะสวรรค์ ตอนที่ 2

LIPE-21

และแล้วก็ได้เวลาออกเรือไปตามหานีโม เช้าวันนี้อากาศสดใส โดยปรกติเส้นทางการออกเรือของเกาะหลีเป๊ะจะแบ่งเป็นสองเส้น คือเกาะใน และเกาะนอก โดยแต่ละชุดต้องใช้เวลาอย่างละ 1 วัน ถ้าใครมีเวลาน้อย แนะนำให้ไปแค่ก็เกาะนอกก็พอเพราะโดยรวมแล้วสวยกว่า สำหรับการเหมาเรือส่วนตัว เราจะต้องเสียค่าเช่าสน๊อกเกิ้ล กับซื้อข้าวกลางวันไปกินเอง ทางเรือมิได้มีการมารับผิดชอบปากท้องเราแต่อย่างใด ตอนเช้าก่อนออกเรือก็แวะไปซื้อข้าวกล่องตรงถนนคนเดินซะก่อน จะได้อาหารที่อยากกินและราคาสมเหตุสมผล

LIPE-23

Attraction หลักที่ขาดไม่ได้เลยก็คงเป็นหินซ้อน เรือทุกลำก็จะแวะผ่านมาให้ถ่ายรูป แล้วก็ผ่านไปจุดต่อๆไป

LIPE-25

ธรรมชาติของทะเลแถวนี้ยังดีอยู่มาก ดีกว่าภูเก็ตและกระบี่เยอะ ปะการังยังค่อนข้างสมบูรณ์ (เทียบจากประสบการณ์ ไม่ได้อ้างอิงตามทฤษฎีแต่อย่างใด) คราวนี้เราเจอนีโมเยอะมากๆ และที่โชคดีกว่านั้นคือเจอปลาสิงโตอีกด้วย เสียดายที่ไม่มีกล้องถ่ายรูปใต้น้ำ เลยไม่มีอะไรมาฝากเลย ไว้คราวหน้าจะเอา Action Cam ไปด้วย

LIPE-26

ประชาสัมพันธ์ที่เกาะรอกลอย จะมีคนกล้าไปถามไหมเนี่ย

LIPE-28 LIPE-37

คนเรือของเรามีสองคน คนนึงคุมหัว คนนึงคุมท้ายเรือ เค้าบอกว่าเป็นอา-หลานกัน ไม่ใช่พ่อ-ลูก  ข้อดีอีกอย่างของการจองเรือส่วนตัวคือคนเรือเค้าจะลากพาเราไปดูปะการังได้ทั่วถึง เพราะบางที่น้ำเชี่ยวมาก ถ้าว่ายเองคงไม่สามารถไปไกลขนาดที่เค้าลากเราไปได้

LIPE-38อีกเกาะที่น่าสนใจคือเกาะหินงาม ซึ่งแปลกประหลาดมากเพราะทั้งเกาะมีแต่หิน คนที่มาที่นี่ก็จะพยายามเรียงหินซ้อนๆกันให้ได้ 9 10 11 ก้อนเพื่อขอพร เราเองก็พยายามเรียง แต่พบว่ามันยากเอาการ เลยเลิกล้มความตั้งใจและถ่ายรูปคอนโดหินของคนอื่นมาแทน ที่นี่เค้ามีคำเตือน ว่าห้ามขโมยหินออกมา เพราะเจ้าที่แรง จริงๆก็คงเป็นคำขู่เอาไว้ป้องกันนักท่องเที่ยวมาหยิบออกไป คิดง่ายๆถ้ามาหยิบไปคนละก้อน แว๊บเดียวเกาะนี้ก็คงไม่เหลืออะไรให้ดูอีก

LIPE-39เกาะนี้เป็นจุดพักทานอาหารกลางวัน มีชิงช้าให้โยกเล่น

LIPE-29นี่คือเรือของเรา ชื่อ JC ESTHER 2 แต่ละซีรีย์ก็จะมีเรือหลายๆลำ

LIPE-27ยังไงก็ขอยืนยันว่าทะเลไทยสวยๆยังมีให้ดูอยู่ อันนี้น่าจะถ่ายจากผาที่เกาะรอกลอย

LIPE-22เส้นขอบฟ้า ที่คงไม่มีที่ให้ดูแล้ว นอกจากมาที่กลางทะเล

LIPE-40หลังจากหมดวันเราก็กลับมาที่พัก เจอแมวตัวนี้นอนเก๊กอยู่เลยกดมาซักรูป มันคงโดนถ่ายรูปมาเยอะมาก จนรู้ว่าต้องทำหน้ายังไง

LIPE-30บอกแล้วว่าน้องหมาที่นี่เค้ามีความสุข ดูมันนอนดูพระอาทิตย์ตกดิ อยากจะเข้าไปหยิกพุงด้วยความอิจฉา

LIPE-31จะว่าไปที่พักบนเกาะหลีเป๊ะก็มีเยอะ แต่บางอันก็ไม่ได้มีจอง Online ทำให้คนไทยไม่ค่อยรู้จัก อย่างตรงนี้ก็อยู่ในซอยคนเดิน แล้วเข้าตรอกมาอีกนิดเดียวเอง โดยมากจะราคาถูก ให้ฝรั่ง backpack มาพักกันเป็นเดือนๆ

LIPE-33 LIPE-34 LIPE-35พอตกกลางคืน เราก็ไปชิมโรตีชาชัก ร้านดังของที่นี่ ราคาแพงเวอร์ๆ ขนมปังน่าจะ 60 ส่วนชาชักนี่แก้วละ 50 ถ้าไม่คิดอะไรมาก ร้านอื่นๆที่อยู่ในถนนคนเดินขายโรตีชาชักถูกกว่าเกือบครึ่ง แล้วรสชาติก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนะ

LIPE-32ของกินพวกน้ำปั่นก็มีพร้อม สำหรับคนที่มั่นใจในเงินที่อยู่ในกระเป๋าสตางค์ของตัวเอง ราคาน้ำปั่นนี่กลับมากิน Starbucks ได้สบายๆ

LIPE-36สำหรับคนที่อยาก Chill by the Beach ก็มีเสื่อหมอนพร้อม แค่ซื้อเบียร์อะไรนิดหน่อย ก็น่าจะนั่งได้แล้ว แต่ราคาก็คงบวกมาหมด ตัวเราเองก็ไม่ได้ถามมา ว่าเท่าไหร่

LIPE-41ส่งท้ายกันด้วยรูป Selfie ของเราสองคน ทริปนี้ถ่ายด้วยกล้องคู่ใจตัวเดิม OLYMPUS : OLYMPUS OM-D E-M5 กับเลนส์ครอบจักรวาล Panasonic : LUMIX G 20mm F1.7 ASPH.

ไว้เจอกันใหม่ทริปหน้า สวัสดีคร้าบ

 

 

 

Lipe

A journey to beautiful island south of Thailand
ตอนที่ 1 | ตอนที่ 2

Eastern Europe 2013

A Journey to Eastern Europe. Germany, Austria and Czech Republic.

 

« Previous Entries Next Entries »