เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

หลังจากที่เตร็ดเตร่อยู่แต่ในตัวเมือง Fukuoka มาหลายวัน ในที่สุดวันนี้ก็จะได้ออกไปเที่ยวจังหวัดอื่นบ้างแล้ว ก่อนหน้านี้ก็เอาคูปองไปแลกตั๋ว JR Pass มาให้เรียบร้อย ตอนที่แลกก็บอกเจ้าหน้าที่ไปว่าจะเริ่มใช้งานตั้งแต่วันไหน เค้าจะพิมพ์ตั๋วที่ระบุชื่อของเรา, เลขพาสปอร์ต, วันที่ใช้งานได้ ออกมาเสียบไว้กับบัตร JR Pass ให้

เวลาใช้ JR Pass จะใช้กับประตูอัตโนมัติไม่ได้ ก็ให้เดินเข้าทางประตูข้างๆ จะมีพนักงานยืนตรวจอยู่ พอยื่น JR Pass ให้เค้าก็จะเปิดประตูให้เอง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

โปรแกรมวันนี้จะมุ่งหน้าสู่ภูเขา Aso ใจกลางเกาะคิวชู เพื่อไปดูปากปล่องภูเขาไฟที่ยังดับไม่สนิท ซึ่งการเดินทางออกจะลำบากหน่อย และเรื่องเวลาต้องเป๊ะพอสมควร

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

(รูปประกอบจาก japan-guide.com)

  • สเต็ปแรกคือนั่งชินคันเซ็น (ในแผนที่จะเป็นเส้นสีแดง) จาก Hakata ไปลงที่สถานี Kumamoto ในจังหวัด Kumamoto ใช้เวลาประมาณ 40 นาที
  • ต่อรถไฟ JR limited express (เส้นสีส้ม) ไปลงที่สถานี Aso ใช้เวลาประมาณ 70 นาที
  • ต่อรถบัสไปที่สถานีรถกระเช้าตรงตีนเขา Aso ประมาณ 35 นาที
  • ขึ้นกระเช้าไปยอดเขา ก็จะเจอกับปากปล่องภูเขาไฟ

ความลำบากคือรถไฟไปลงสถานี Aso มีไม่ถี่นัก ถ้าพลาดขบวนนึงแล้วต้องรออีกนานเลยกว่าคันต่อไปจะมา รวมทั้งรถบัสก็มีไม่ถี่ด้วยเหมือนกัน ทางที่ดีคือ วางแผนไว้ตั้งแต่ก่อนมาว่าจะขึ้นรถเที่ยวกี่โมง มีเวลาเปลี่ยนรถกี่นาที ถ้าพลาดขบวนนึงแล้วจะต้องเปลี่ยนไปเป็นอีกขบวน จะทำยังไง จดเป็น Plan A, B, C ไว้เลย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

เริ่มต้นกันที่สถานี Hakata ถ้าออกแต่เช้าได้ก็จะดี เผื่อมีอะไรผิดพลาดจะได้แก้ไขทัน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

ผมเผื่อเวลาแวะซื้อของกินจากสถานี Hakata ก่อนด้วย เป็น ekiben (ข้าวกล่องรถไฟ - ถึงหน้าตาจะดูไม่เป็นกล่องเท่าไหร่) กับกาแฟกระป๋อง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

ที่นั่งของชินคันเซ็นออกแบบมาดี มีช่องให้เสียบกระป๋องเครื่องดื่ม

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

ตั๋วรถนี่ออกไว้ล่วงหน้าเลยก็ได้ คันนี้เป็นขบวน “Sakura” ใช้เวลา 42 นาทีจะถึง Kumamoto

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

ข้าวกล่องซาบะเมฉิ เป็นซาบะดองโปะกับข้าว มีขิงกับโชยุแบบซองให้ อร่อยทีเดียว

ข้อมูลเรื่อง Ekiben 「駅弁」 หรือข้าวกล่องรถไฟ ผมอ่านจากการ์ตูนตะลอนชิมข้าวกล่องรถไฟ เล่ม 1 จะเป็นช่วงที่ทัวร์กินบนเกาะคิวชูพอดี หรือมั่วๆ ดูจากภาษาญี่ปุ่นในเว็บของ JR Kyushu ก็ได้ จะมีให้ดูแยกว่าจังหวัดไหนมีข้าวกล่องแบบไหนขายบ้าง (มีรูปประกอบ)

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

ถึงสถานี Kumamoto แล้ว เต็มไปด้วยหมีดำคุมะมง มาสค็อตประจำเมือง

ตามแผนคือผมมีเวลาเปลี่ยนรถราวๆ สิบนาที ระหว่างนั้นต้องไปตามหาข้าวกล่อง “อายุยะซันได” ซึ่งเป็นหนึ่งในข้าวกล่องที่ได้รางวัลจากการประกวดข้าวกล่องของคิวชู ว่าจะเอาไปกินเป็นมื้อกลางวันบนเขา แต่ในสถานี Kumamoto ตอนนั้นกำลังปรับปรุง ทางเดินมันออกจะงงๆ หน่อยทำให้หาทางไปร้านที่มีข้าวกล่องขายเยอะๆ ไม่เจอ สุดท้ายก็ต้องเลือกวิ่งไปขึ้นรถไฟ ไม่งั้นถ้าพลาดขบวนนี้แผนจะรวนไปหมด

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

ขึ้นรถไฟขบวน JR Limited Express สาย Hohi ใช้ JR Pass ได้ไม่มีปัญหา

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

ระหว่างทางมีแต่ทุ่งหญ้าเขียวๆ ฝนก็ยังตกปรอยๆ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

เจอสะพาน เจอแม่น้ำบ้าง

จะกระทั่งมาถึงสถานี Aso ก็ต้องรีบไปต่อคิวซื้อตั๋วรถบัส ซึ่งท่ารถบัสก็จะอยู่ด้านนอกสถานีเลย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

ระหว่างต่อคิว มีตารางรสบัสให้หยิบด้วย แนะนำว่าให้เก็บไว้ให้ดี ยังต้องใช้อีกตอนขากลับ ในรูปจะเห็นว่าระหว่างสถานี Aso (Asoeki) กับตีนเขา (Mt.Aso) จะมีสถานี Kusasenri ด้วย เป็นจุดที่มีที่พักนักท่องเที่ยว มีร้านค้า ของกิน ซึ่งกะว่าจะแวะตอนขากลับลงมาจากภูเขา

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

ตั๋วเที่ยวเดียวราคา 650 เยน ซื้อจากตู้ขายตั๋วอัตโนมัติ มีพนักงานยืนช่วยเหลืออยู่หน้าตู้ ไม่ต้องกลัวว่าจะซื้อไม่ถูก ขอแค่เตรียมเหรียญให้พร้อม

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

รถบัสออกตรงเวลา วิ่งขึ้นเขาไปเรื่อยๆ ภายนอกยังมีหมอกสลับกับฝนปรอยๆ มีวัวมีม้ากินหญ้าอยู่บ้างประปราย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

ถนนขึ้นเขานี่จะมีจุดชมวิวอยู่เป็นระยะ ถ้าเช่ารถขับมาก็สามารถแวะจอดถ่ายรูปสวยๆ ได้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

ผ่านไปครึ่งชั่วโมงก็มาถึงตีนเขา มีสถานีกระเช้า ข้างในมีห้องน้ำ กับร้านขายของที่ระลึกเล็กน้อย ตั๋วนั่งกระเช้ามีทั้งแบบเที่ยวเดียว (750 เยน) และแบบไปกลับ (1,200 เยน) ผมเลือกซื้อแบบขึ้นไปเที่ยวเดียว เพราะอยากจะประหยัด (งกน่ะแหละ) และจากข้อมูลที่หามาเค้าบอกว่า ดูปล่องภูเขาไฟเสร็จแล้วมีทางเดินให้เดินลงมาได้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

ที่เขียนว่า Asosan ก็คือ Mount Aso น่ะแหละ เป็นวิธีทับศัพท์สไตล์ญี่ปุ่น (แบบเดียวกับที่เราเขียน Thanon Sukhumvit แทนที่จะเป็น Sukhumvit Road)

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

ตั้งแต่ปี 1958 ก็ 56 ปีแล้ว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

ถึงยอดเขาแล้ว แต่ฝนก็ยังไม่หยุดตก

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

บนยอดเขาจะมีป้ายสัญญาณไฟ เตือนระดับของมลพิษในบริเวณนั้น เพราะปากปล่องภูเขาไฟที่ยังไม่ดับสนิทดีนั้นยังปล่อยกำมะถัน และสารเคมีอื่นๆ ออกมาตลอด

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : มุ่งหน้าสู่ Mount Aso

ปากปล่องภูเขาไฟอยู่ห่างออกไปไม่ไกล แต่ทัศนวิสัยตอนนี้แย่มาก ทั้งเมฆหมอกและละอองฝน ไม่เป็นใจเอาเสียเลย ไม่รู้ว่าที่เดินทางมาหลายชั่วโมงนี่จะเสียเวลาฟรีหรือเปล่า

Europe 2014 : Venice, Oh! Venice

Paris to Venice

ตอนกลางคืนวันที่ 7 เมษายนเราก็กลับไปที่ Charles De Gaulle เพื่อขึ้นเครื่องไปยัง Marco Polo Airport ที่ Venice การเดินทางรอบนี้ ให้บทเรียนที่เราจะต้องจำไปจนตาย

คือตอนไปขึ้นเครื่องค่อนข้างชะล่าใจ ทำให้ไปถึงสนามบินช้ากว่าที่ควร และที่แย่กว่า คือ Air France เค้าเปิด Counter Check in ไม่กี่ที่ ขณะที่มี Flight เดินทางช่วงนั้นชั่วโมงละ 7-8 Flight ทำให้จำนวนคนที่รอเชคอินมหาศาลสุดๆ ถ้าต่อแถวตามปรกติคงตกเครื่องไปแล้ว โชคดีพวกเราที่สู้กันสุดใจ ทำให้เค้ายอมลัดคิวให้เราเชคอิน และวิ่งไปขึ้นเครื่องได้ทันเวลา  ถึงแม้จะดูตื่นเต้น แต่จริงๆแล้วรู้สึกว่าเป็นประสบการณ์ที่เลวร้ายมาก และทุกครั้งที่นึกถึงก็ไม่ได้สนุกกับมันเลย -__-”

ไอ้การขอลัดคิวในเมืองนอกนี่มันไม่ง่ายเลย  เพราะเจ้าหน้าที่เค้าไม่สนใจเราแม้แต่นิดเดียว เรามันก็แค่คนเอเชียเซ่อๆ มาสาย  .. ต้องคุยกับเจ้าหน้าที่ถึงสามคน และเรียกอยู่หลายครั้งมากกกก ถึงจะมีคนนึงเรียกเราให้ไปต่อแถวพิเศษ T_T  เครียดดดดสุดยอดนะตอนนั้น  แล้วขอลัดคิวท่ามกลางฝรั่งเป็นฝูง .. สายตาแต่ละคู่ที่มองมานี่แทบจะกินเลือดกินเนื้อกันเลยทีเดียว

ปล. มีคนเข้าแถวพิเศษกับเราประมาณห้าหกคน จริงๆก็มีฝรั่งด้วย ซึ่งแต่ละคนก็ทำคล้ายๆเรานี่แหละ แต่อาจจะเป็นเพราะเราหน้าบาง เลยรู้สึกแย่กับเหตุการณ์นี้มากๆ

การเดินทางจาก Paris ไป Venice นั้นใช้เวลาแค่ 1 ชั่วโมง 40 นาทีเท่านั้น สายการบินหลักที่มีก็คือ Air France ซึ่งบินจาก CDG และสาย การบิน Easy Jet ซึ่งมีทั้งแบบออกจาก CDG และ ORY (สนามบินรองของปารีส)  ทั้งสองสายการบิน ถ้าจองล่วงหน้านานๆ ค่าโดยสารก็จะไม่แพงเลย ครั้งนี้เราเลือกเดินทางด้วย Air France ได้ตั๋วราคาประมาณคนละ 65 €  (ค่าตั๋ว 50+ ค่าโหลดกระเป๋า 15)


Airport to City Center

Venice Airport Bus

Venice Airport Bus

ตัดมาถึงเรื่องการเดินทางเข้าเมืองดีกว่า จริงๆแล้วการเดินทางจาก Venice Airport เข้าไปที่ตัวเมืองเวนิสที่เป็นเกาะนั้นทำได้หลายทาง เช่นรถเมล์ รถบัส หรือ Water Taxi แต่เราขอนำเสนอการเดินทางที่เหมาะกับนักท่องเที่ยวทั่วไป คือการใช้บัส วิ่งรับส่งตรงระหว่าง Aeroporto Marco Polo di Venezia – Venezia P.zzale Roma (servizio diretto) … แปลว่าวิ่งตรงจากสนามบินถึงสถานีรถบัสที่เกาะเวนิส

รถบัสอันนี้ใช้เวลาเดินทางแค่ 20 นาที และค่าโดยสารคนละ 6 € ต่อเที่ยว ถ้าซื้อตั๋วไปกลับก็จะได้ลดเหลือ 11 €

รายละเอียดเพิ่มเติม รวมทั้งตารางการเดินรถ สามารถดูได้ที่ http://www.atvo.it/index.php?lang=en&area=23&menuid=35 และ http://www.actv.it/ifyouarriveatmarcopoloairport

เนื่องจากเราเหนื่อยเป็นตายจากการวิ่งสู้ฟัดมาจากปารีส จึงไม่มีอารมณ์ถ่ายรูปอะไรทั้งสิ้น

Luggate Belt

Luggate Belt

ลองค้นดูจากคอมแล้ว รูปเดียวที่มีก็คือรูปนี้ … Belt รับกระเป๋าของสนามบิน ที่เป็นลายรูเล็ต


Essential Venice

ACTV Pass

ACTV Pass

  • ACTV Pass สำหรับขึ้นเรือ

สิ่งที่แพงอย่างไม่น่าเชื่อของเวนิสคือค่าขึ้น Water Bus (เอาตรงตัวมันก็คือเรือเมล์)  โดยตั๋ว Single ราคาเที่ยวละ 7 € เลยทีเดียว จัดว่าแพงเอาเรื่อง แต่ก็ยังดีที่เค้ามีตั๋วขึ้นเรือ Unlimited สำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเราอยู่ เรียกว่า ACTV Pass โดยเริ่มจาก

20 € สำหรับ 24 ชั่วโมง

30 € สำหรับ 48 ชั่วโมง

40 € สำหรับ 72 ชั่วโมง

60 € สำหรับ 7 วัน

จริงๆแล้วมีตั๋ว Combo อีกหลายอย่าง ดูรายละเอียดได้ที่ http://www.veneziaunica.it/en/ecommerce/products/pack/biglietti-turistici-actv

เท่าที่เข้าไปดู ราคาและคอมโบปัจจุบัน ณ. วันที่ไปเที่ยว กับวันที่เขียน Blog นี้ ก็แตกต่างกันเสียแล้ว โดยตอนไปเที่ยวนั้นจะมีตั๋ว 12, 24, 36,48 ชั่วโมงให้เลือก แต่ตอนนี้ยุบเป็น 24, 48, 72 แทน

ถัดมา สิ่งที่นักท่องเที่ยวนึกถึงก็คงเป็น Tourist Pass สำหรับเข้าสถานที่สำคัญ… แต่ช้าก่อน !!! ไอ้ Tourist Pass ของ Venice นี่มันทั้งแพง และไม่คุ้มค่า โดยราคา Pass สำหรับผู้ใหญ่ นี่ก็ซัดไป 40 € แล้วจร้า… คือจ่ายไป 40 นี่ยังไม่รวมค่าเข้าโบสถ์ San Marco นะ ..  บอกเลยนะว่าอย่าเสียเวลาดู แต่ถ้าสนใจจริงๆ รายละเอียดดูจาก http://www.veneziaunica.it/en/ecommerce/products/pack/venice_citypass

สำหรับ Pass แบบอื่นๆ เช่น Pass ห้องน้ำ, Pass Wifi สามารถดูได้จากหน้ารวม http://www.veneziaunica.it/en/content/main-catalogue

สรุปง่ายๆ Bottom  Line  ไปเวนิส ซื้อแค่ ACTV Pass พอแล้ว ตั๋วเข้าชมสถานที่ต่างๆซื้อแยกเอา เข้าใจตรงกันนะ :)

  • แผนที่ Water Bus + Time Table

โหลดได้จากตรงนี้เลย http://www.actv.it/en/movinginvenice/waterbusservicetimetable


Hotel

โรงแรมในเวนิสมีเยอะ แต่ก็แพงใช้ได้เลย สำหรับย่านที่แนะนำให้พักจะเป็นดังนี้

  1. ใกล้สถานีรถไฟ
  2. ใกล้ Rialto Bridge
  3. ใกล้ San Marco

สำหรับ 1 คือลากกระเป๋าน้อยหน่อย ส่วน 2,3 สำหรับคนมีกำลังเงิน และอยากอยู่ใกล้สถานที่ท่องเที่ยวหลัก นอกจากนั้นที่เวนิสจะมีที่พักที่บริการโดยคนไทยอยู่ด้วย ถ้าจำไม่ผิดจะมี Angel House ของคุณเป้า ราคาค่อนข้างสูง แต่อยู่ใกล้ที่เที่ยว กับ Caterina House ของคุณโจ้ จะอยู่ไกลหน่อย เดินทางไม่ค่อยสะดวก แต่ถูกกว่า

ครั้งนี้เราจองที่พักของคุณโจ้ไป แต่เนื่องจากที่พัก Renovate ไม่ทัน คุณโจ้จึงช่วยจองโรงแรม Hotel San Geremia ให้แทน ซึ่งโรงแรมนี้อยู่ใกล้สถานีรถไฟ ห้องพอใช้ได้ มีห้องน้ำส่วนตัวและ Free Wifi และราคาไม่แพง (64 € ต่อคืน) ก็ถือว่าโอเคดีมาก


 3G Sim in Italy

แนะนำให้ใช้ของ TIM เพราะหาซื้อง่ายและ Network ครอบคลุม ราคาประมาณ 25-30 € ได้ Data 1 GB

สำหรับเราฝากคุณโจ้ซื้อซิมไว้ให้ เลยไม่ต้องไปเว้าอิตาเลียนด้วยตัวเอง ก็ถือว่าโชคดีไป :D


ถึงตอนนี้แล้วเชคอินเสร็จ ทดสอบ 3G เรียบร้อย ก็ปาไปเกือบตีสอง เลยรีบอาบน้ำเข้านอน พรุ่งนี้ยังต้องตะลุยเที่ยวอีกเยอะ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Kiharu

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Kiharu

จบจากคอนเสิร์ตของ Nogizaka46 แล้ว ผู้คนทยอยออกมาจากฮอลล์พร้อมกันหมด คนที่จะต่อรถเมล์ก็ยืนต่อคิวที่ป้ายรถเมล์กันเป็นระเบียบมาก เห็นแล้วอดเทียบกับคนรอรถเมล์บ้านเราแถวอนุสาวรีย์ฯ ไม่ได้ ส่วนคนที่จะกลับรถไฟใต้ดินก็ต้องเดินออกไปไกลสักนิด เพราะ Kokusai Center ที่จัดงานอยู่ค่อนข้างห่างจากสถานี

ผมแวะเอากล้องและสัมภาระอื่นที่เก็บไว้ในล็อคเกอร์ที่สถานี ก่อนจะหาอะไรกินอีกสักหน่อยก่อนกลับเข้าที่พัก

ร้านที่ไปชื่อว่าร้าน きはる (Kiharu) อยู่ไม่ไกลจากสถานี Tenjinminami เท่าไหร่ แต่เป็นร้านเล็กๆ อยู่บนชั้นสองของหลืบหนึ่ง ต้องเดินหาอยู่สักพักนึงถึงจะเจอ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Kiharu

ทางขึ้นหน้าร้านมีป้ายผ้าผืนใหญ่ กับป้ายไฟเล็กๆ ต้องตั้งใจหาจริงๆ ถึงจะเจอ

ตัวร้านอยู่ชั้นสอง มีห้องแยกสำหรับลูกค้าที่มาเป็นกลุ่ม กับเคาท์เตอร์ขนาดนั่งได้ราวๆ 8 ที่นั่ง ตอนที่ไปถึงมีลูกค้าในห้องแยกอยู่แล้วกลุ่มหนึ่ง ตรงเคาท์เตอร์มีที่ว่างพอสมควร ผมเข้าไปนั่งข้างๆ ชายหญิงคู่หนึ่งที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Kiharu

ของมึนเมาเรียงเป็นแถว มีขวดที่เป็นชื่อร้านด้วย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Kiharu

กระป๋องลึกลับลายผีน้อยคิทาโร่ ที่ดูไม่ออกว่าข้างในเป็นอะไร

สำหรับร้านเล็กๆ ในภูมิภาคบ้านนอกอย่างคิวชูนี่ เป็นเรื่องปกติที่เมนูจะไม่มีภาษาอังกฤษ แต่ลองถามหาดูก็ไม่เสียหาย ส่วนคำตอบก็เป็นดังคาดคือ ไม่มี ดังนั้นทางเลือกที่ปลอดภัยสำหรับเครื่องดื่มก็คือสั่งเบียร์ หรือถ้าเป็นเบียร์สดก็บอกว่า นามะบีหรุ (生ビール) สำหรับอาหารก็มามั่วเอาจากเมนูภาษาญี่ปุ่น - พอดีไม่ได้ถ่ายรูปมา แต่ดูตัวอย่างจากใน tabelog ได้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Kiharu

อันนี้เป็น service ของร้าน เสิร์ฟมาให้เลย ไม่ต้องสั่ง

จากที่ทำการบ้านมาก่อน เมนูที่แนะนำคือซาชิมิ 泳ぎサバ (โอะโยะกิซาบะ - แปลว่า ซาบะว่ายน้ำ)

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Kiharu

สั่งไปแล้วก็นั่งกินเบียร์รอ ไม่นานก็มาเสิร์ฟ ลองกินดูแล้ว เนื้อปลาสดเด้งมาก ให้สัมผัสที่ต่างกับซาบะที่เคยกินมาทั้งหมดเลย

ระหว่างที่กำลังละเลียดกินซาบะ + พยายามอ่านเมนูภาษาญี่ปุ่นด้วยความรู้จำกัดจำเขี่ย ลูกค้าคนที่นั่งข้างๆ ตรงเคาท์เตอร์ก็หันมาชวนคุยเป็นภาษาอังกฤษ

นอกจากผมแล้ว ที่เคาท์เตอร์มีแค่ชายหญิงสองคนที่ดูเหมือนจะเป็นแฟนกัน ฝ่ายชายท่าทางดูเซอร์ๆ ผมหยิกมีเคราบางๆ ถ้าบอกว่าเป็นผู้กำกับหนังอินดี้หรือนักดนตรีวงร็อคสักวง ก็คงเชื่อได้ไม่ยาก ส่วนคนที่หันมาคุยกับผมเป็นผู้หญิง อายุน่าจะราวๆ 30 ผมสั้น ดูเหมือนคนในแวดวงศิลปะมากกว่าสาว OL ในมือคีบบุหรี่มวนเล็ก

บทสนทนาเป็นไปตามมาตรฐานการคุยกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ มาจากไหน มาคนเดียวเหรอ รู้จักร้านนี้ได้ยังไง ฯลฯ จะต่างกับการสนทนาปกติก็ตรงที่ว่า ฝ่ายนั้นคุยมาเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงฟังง่าย (รู้ทีหลังว่าเคยไปเรียนที่อเมริกามาก่อน) แต่ผมพยายามตอบด้วยภาษาญี่ปุ่นกระท่อนกระแท่น ถ้ารู้คำศัพท์และแต่งรูปประโยคได้ ไม่งั้นก็ใช้ภาษาอังกฤษไป

“ไก่ที่คิวชูนี่สดอร่อยมากเลยนะ” เธอแนะนำข้อมูลที่ผมไม่รู้มาก่อน พร้อมกับชี้ไปที่อาหารในจานหน้าตาคล้ายไก่ย่างถ่านตามร้านอาหารญี่ปุ่นบ้านเรา แต่มีส่วนที่สุกแค่ผิวๆ เล็กน้อย ที่เหลือยังดิบอยู่ และยังให้ข้อมูลเสริมอีกว่า เมนูนี้มีเฉพาะในคิวชูที่ไก่คุณภาพดีและสดเท่านั้น หากินในภูมิภาคอื่นของญี่ปุ่นไม่ได้ พูดจบเธอก็ขยับจานมาทางผมและชวนให้ลองชิม

จากสามัญสำนึกที่เคยมีมาว่าเนื้อไก่ไม่อร่อยและไม่ค่อยมีรสชาติ (เท่าเนื้อชนิดอื่น) แต่ถ้าเป็นเรื่องกินก็ไม่อยากจะปฏิเสธน้ำใจ ผมลองคีบไก่มาชิ้นนึง จิ้มกับซอสที่มีให้ แล้วเอาใส่ปาก พบว่าเนื้อไก่มีเดียมแรร์นี่มันอร่อยผิดคาดเลยทีเดียว

“โออิชี่เดส” “อะริกะโตะโกะไซมัส” เป็นคนมีมารยาทก็ควรจะกล่าวขอบคุณ

ผมอยากจะสั่งอะไรอีกสักจาน แต่เมนูภาษาญี่ปุ่นที่เต็มไปด้วยคันจิแปลกๆ ดูจะเกินความสามารถในตอนนี้ ก็เลยลองขอคำแนะนำจากคุณสองคนนี้ดู ทั้งสองคนปรึกษากันเป็นภาษาญี่ปุ่นที่ผมฟังไม่ออก แต่ดูท่าทางแล้วก็เข้าใจได้ว่า มันมีของอร่อยหลายเมนูและไม่รู้จะแนะนำอันไหนดี

สุดท้ายทางนั้นก็แนะนำ “ซาบะคร็อกเก็ต” มาให้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Kiharu

หน้าตาก็เป็นอย่างในรูป เป็นมันฝรั่งบด ผสมไข่ ผสมปลาซาบะ ทอดออกมาเป็นก้อน ตอนกินก็บีบมะนาวจิ้มซอสเอา ซึ่งคร็อกเก็ตเป็นเมนูบ้านๆ แบบญี่ปุ่นมาก ไม่ exotic และโด่งดังในระดับโลกอย่างพวกซูชิหรือราเมง ในร้านอาหารญี่ปุ่นในบ้านเราก็พอมีบ้างแต่ไม่ได้เป็นเมนูเด่น

คร็อกเก็ตที่นี่มีส่วนผสมเป็นไข่สดของคิวชู และปลาซาบะที่เป็นของเชิดหน้าชูตาของร้าน ทอดออกมาสีสวยงาม กัดเข้าไปแล้วได้ความกรอบภายนอก และความร้อนของไส้ที่อยู่ข้างใน รสชาติอร่อยผิดจากคร็อกเก็ตเมืองไทย

ที่จริงก็อยากจะสั่งเพิ่มอีก แต่ตอนนั้นก็ดึกแล้ว จำต้องร่ำลาและขอบคุณทั้งสองคนนั้นที่ให้ความช่วยเหลือ แล้วรีบกลับที่พักเพื่อวางแผนเวลาการเดินทางของวันรุ่งขึ้น เพราะโปรแกรมเที่ยววันถัดไปจะออกไปนอกจังหวัดฟุกุโอกะบ้างแล้ว

Europe 2014 : Paris, Tour de Champs Élysées

Arc de Triomphe

โค้งสุดท้ายของการอยู่ปารีส เราไปเดินเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวแนวถนน Champs Élysées กัน โดยเริ่มจากหัวถนนซึ่งเป็นที่ตั้งของ Arc de Triomphe ไอ้เจ้าประตูชัยอันนี้สร้างเพื่อเป็นเกียรติแก่ทหารที่เสีย ชีวิตในช่วง French Revolution และ Napoleon War โดยที่เสานั้นจะมีสลักชื่อผู้เสียชีวิตไว้ด้วย

Arc de Triomphe

Arc de Triomphe

ค่าเข้าดูไม่ต้องเสีย เพราะรวมอยู่ใน Museum Pass เรียบร้อยแล้ว การเดินทางมาตรงนี้ มุด Metro มาเหมือนเดิม ที่สถานี Charles de Gaulle-Étoile (M1, M2, M6, RER-A) ส่วนรายละเอียดอื่นๆดูที่ http://www.arcdetriompheparis.com/

ตอนนี้กำลังมีงานซ่อมแซมอยู่บางส่วน ซึ่งก็เป็นเรื่องปรกติของสถาปัตยกรรมในยุโรป ดูได้สามปี ซ่อมอีกห้าปี


Avenue des Champs Élysées

Avenue des Champs Élysées

Avenue des Champs Élysées

หลังจากปีนขึ้นมาข้างบนได้แล้วก็จะเห็นวิวถนน Champs Élysées จากมุมสูง

Paris Tuk Tuk

Paris Tuk Tuk


Place de la Concorde

Place de la Concorde

Place de la Concorde

เดินไปจนถึง Place de la Concorde ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดถนน Champs-Élysées  เจ้า La Concorde นี้เป็นสถานที่ที่ใช้ตั้งกิโยตินสำหรับใช้ตัดหัวนักโทษการเมือง ตัวอย่างของบุคคลสำคัญที่ถูกจับมาตัดหัวตรงนี้ อันดับแรกก็คงเป็นพระเจ้าหลุยส์ที่ 16  และ พระนางมารี อ็องตัวแน็ต นอกจากนั้นยังมี Maximilien de Robespierre หนึ่งในผู้นำของการปฏิวัติฝรั่งเศส (French Revolution) ที่เป็นคนผลักดันให้ตัดหัวพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ก็โดนกับเค้าด้วย

เสาที่อยู่ตรงกลางนั้นคือ Luxor Obelisk ซึ่งเดิมตั้งอยู่ที่ Luxor Temple ใน Egypt… ส่วนว่าฝรั่งเศสได้ Obelisk มาอย่างไรนั้น ใน Wikipadia บอกแค่ว่ารัฐบาล Egypt ยกให้ฝรั่งเศสสองแท่ง แต่ในสมัยนั้น ประมาณช่วงปี คศ. 1829 ยังไม่มี Technology ที่จะช่วยขนย้ายอีกแท่ง ซึ่งหนักกว่าแท่งนี้มาที่ฝรั่งเศสได้ จึงให้คืนแก่ Egypt ไป

Gypsy

Gypsy

ระหว่างทางกลับโรงแรมเจอแกงค์ยิปซี หลังจากล้วงกระเป๋าเหยื่อเสร็จแล้วดันมีคนนึงวิ่งหนีไม่ทัน โดนคว้าตัวไว้ได้ สภาพก็อย่างที่เห็น ร้องห่มร้องไห้ คงโดนส่งตัวกลับประเทศเป็นแน่แท้

Europe 2014 : ART iS SUBJECTiVE

A Summary of Trip to Western Europe : France, Italy and Switzerland.

Europe 2014 : Intro & Plan

Europe 2014 : Paris, where all things started

Europe 2014 : Paris, iconic of French Gothic

Europe 2014 : Paris, Let them eat cake

Europe 2014 : Paris, Mona Lisa Da Vinci

Europe 2014 : Paris, Tour de Champs Élysées

Europe 2014 : Paris, Mona Lisa Da Vinci

Musée du Louvre

วันที่ 7 เมษายน รีบแหกขี้ตาตื่นไปต่อแถวที่ Louvre เพื่อจะไปดู Mona Lisa  …  ที่ต้องรีบก็เพราะหลังจาก Louvre เปิดซัก 15 นาที นักท่องเที่ยวก็จะเข้ามามุงกันเต็มห้องไปหมด ทำให้การเข้าชมจะค่อนข้างทุลักทะเลมากๆ

การเดินทางมาด้วย Metro ก็สถานี Palais Royal – Musée du Louvre (M1,M7)

รายละเอียดที่เหลือดูจาก http://www.louvre.fr/

OLYMPUS DIGITAL CAMERAOLYMPUS DIGITAL CAMERA

Mona Lisa เป็นผลงานชิ้นเอกของโลกที่วาดโดย Leonardo Da Vinci  เหล่านักประวัติศาสตร์คาดว่ามันถูกวาดในช่วงปี 1503-1506 หรือราวๆ 500 ปีที่แล้ว โดยเทคนิคที่ใช้วาดลึกล้ำและแตกต่างจากภาพวาดอื่นๆในยุุคเดียวกันโดยสิ้นเชิง ว่ากันว่า ไม่ว่าเราจะมองเธอคนนี้จากมุมไหน ก็จะดูเหมือนว่าเธอกำลังสบสายตากับเราเสมอ จากที่ไปลองดูแล้ว ก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องจริง

คนบางคน มองรูปนี้แล้วเห็นแค่รูปของผู้หญิงธรรมดาๆ ที่ไม่เห็นจะมีอะไรน่าสนใจ แต่ถ้าเค้าได้ศึกษาประวัติศาสตร์เสียบ้าง และได้มีโอกาสเห็นงานศิลป์สักหน่อย ก็น่าจะเข้าใจได้ว่าทำไม Mona Lisa ถึงได้รับการยอมรับนับถือขนาดนี้

สำหรับคนที่สงสัยว่าทำไมรูปโมนาลิซาของ Da Vinci ซึ่งเป็นชาวอิตาเลียน กลับถูกจัดแสดงอยู่ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสซะได้ ก็เนื่องจากช่วงท้ายของชีวิต Da Vinci มาทำงานที่ปารีส ตามคำเชิญของ King Francis I of France และได้นำรูปโมนาลิซาติดตัวมาด้วย พอ Da Vinci เสียชีวิต  รูปโมนาลิซาจึงตกเป็นสมบัติของ Francis I และตกทอดเป็นของฝรั่งเศสไปโดยปริยาย

Venus di Milo

Venus di Milo

Venus di Milo เป็นงานอีกชิ้น ที่ไม่ได้เกี่ยวกับฝรั่งเศสเลยแม้แต่นิดเดียว แต่กลับเป็นสิ่งที่คนเป็นล้านๆคนหลั่งไหลมาที่ประเทศนี้เพื่อมีโอกาสได้ดู มันเช่นเดียวกับ Mona Lisa

รูปแกะสลักหินอ่อนชิ้นนี้ ประมาณการว่าถูกทำขึ้นตั้งแต่ก่อนคริสตกาล ถูกค้นพบที่เกาะ Milos ซึ่งอยู่ใน Aegean Sea (อยู่ระหว่างประเทศตุรกีและกรีซ) โดยทหารเรือฝรั่งเศส และรัฐบาลฝรั่งเศสได้ทำการขอซื้อมา สุดท้ายก็ตกเป็นสัมบัติของประเทศนี้เช่นเคย

Dying Slave by Michelangelo

Dying Slave by Michelangelo

Dying Slave เป็นผลงานแกะสลักที่มีชื่อเสียงของ Michelangelo  ดูไปดูมาหน้ามันพริ้มไม่เหมือนกับคนกำลังจะตายสักเท่าไหร่

Winged Victory of Samothrace

Winged Victory of Samothrace

เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง ที่ Winged Victory of Samothrace อยู่ในช่วง Restoration   ทำให้เราไม่มีโอกาสได้ดูในครั้งนี้

The Coronation of Napoleon by Jacques-Louis David

The Coronation of Napoleon by Jacques-Louis David

The Coronation of Napoleon by Jacques-Louis David เป็นรูปที่วาดบันทึกเหตุการณ์การสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นจักรพรรดิของนโปเลียน โบนาพาท ในรูปจะเห็นว่านโปเลียนกำลังยกมงกุฎสวมให้ตัวเอง หลังจากสวมให้โจเซฟฟีนภรรยาของเขาเรียบร้อยแล้ว และมี Pope Pius VII  นั่งชี้นิ้วอยู่ข้างหลัง แทนที่จะเป็นคนสวมมงกุฎ เพราะนโปเลียนคิดว่าเขายิ่งใหญ่มากเสียจนไม่จำเป็นต้องมีคนมอบตำแหน่ง จักรพรรดิให้หรอก

ใน Louvre มีผลงานชิ้นเอกอยู่อีกหลายชิ้นจริงๆ เอามาเล่าได้ไม่หมด ครั้งนี้ใช้เวลาสามชั่วโมงกว่ายังดูได้ไม่ถึง 20 ชิ้น แถมเป็นแบบเร็วๆ ไม่ได้พินิจพิจารณาอะไรมากซะด้วย

เฮ้อ .. สงสัยต้องกลับไปอีกรอบ

La Pyramide Inversée

La Pyramide Inversée

ก่อนลาจาก Louvre ในวันนี้ ไม่พลาดที่จะแชะภาพของ The Inverted Pyramid มาฝากแฟนๆ Da Vinci’s Code

Europe 2014 : Paris, Let them eat cake

Château de Versailles

จุดหมายถัดไปคือ พระราชวังแวร์ซาย iconic ด้านความหรูหราฟุ่มเฟือย และความเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุดของฝรั่งเศส  ถูกสร้างโดยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 (Louis XIV)  เพื่อเป็นที่อยู่ของเหล่าชนชั้นปกครองและขุนนาง นอกจากนั้นยังเพื่อให้ Louis XIV มีความสามารถในการควบคุมและบริหารจัดการได้ดียิ่งขึ้น โดยในสมัยนั้นการปกครองของฝรั่งเศสเป็นแบบ Absolute Monarchy ซึ่งก็คือพระมหากษัตริย์มีสิทธิขาดในการปกครองประเทศ และอยู่เหนือกฎหมาย ซึ่งประเทศไทยก็เลียนแบบมาใช้งานจนถึงช่วงรัชกาลที่ 7 การเดินทางไปแวร์ซายต้องขึ้นรถไฟ RER C ปลายทาง Versailles Rive Gauche เท่านั้น ถ้าไปที่อื่นคือไม่ถึงนะ แนะนำให้ซื้อตั๋ว Return ให้เรียบร้อยก่อนจะออกจากสถานีรถไฟปลายทาง เพราะช่วงเย็นนักท่องเที่ยวก็จะกลับพร้อมๆกัน ทำให้แถวซื้อตั๋วยาวมากๆ รายละเอียดเพิ่มเติม http://en.chateauversailles.fr/homepage

RER C

RER C

จากสถานีรถไฟต้องเดินอีกราวๆ 800 เมตร (สปีดเต่าคลานแบบเราใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที) ถึงจะเข้าเขตของพระราชวังแวร์ซาย ระหว่างทางเดินก็ผ่านร้านของกิน ร้านกาแฟ ถ้าใครหิวก็ควรหาของกินให้เรียบร้อยก่อน เพราะต้องใช้เวลาข้างในอีกหลายชั่วโมง เสบียงอาหารติดกระเป๋าก็ควรเตรียมให้พร้อม จะได้ไม่ต้องเสียเงินซื้ออาหารราคาแพงด้านใน

Louis XIV

Louis XIV

เดินมาจนเจออนุสาวรีย์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14  ก็แสดงว่า(เกือบ)ถึงแล้ว

Versailles Queue

Versailles Queue

ที่เห็นอยู่ในรูปนี่คือคิวเข้าตัวพระราชวัง สำหรับคนที่มีตั๋วพร้อมแล้ว ถ้าใครมาตัวเปล่า ก็ต้องไปต่อคิวซื้อตั๋วก่อนนะ ไม่แน่ใจว่าคิวยาวแค่ไหนเหมือนกัน ประตูทองข้างหลังที่เห็นอยู่ไกลลิบคือทางเข้า คิวมันยาวขนาดว่าต้องขดถึงสามทบ

Inside Versailles

Inside Versailles

พอเข้าไปข้างในได้ก็เหมือนหลุดไปอีกโลก  สถานที่ด้านในประกอบไปด้วย Grand Apartment, French Garden, Grand Trianon และ Marie-Antoinette’s estate   ซึ่งปรกติเค้าจะบังคับให้เข้าดู Grand Apartment ก่อน จากนั้นค่อยออกไปดูอย่างอื่นซึ่งอยู่ในสวนด้านหลังทั้งสิ้น โดยถ้าเข้าสวนด้านหลังไปแล้ว จะย้อนกลับมาเข้า Grand Apartment ไม่ได้  ทำให้คนส่วนใหญ่ก็จะเข้าไปอัดกันที่ Grand Apartment ก่อน แล้วค่อยกระจายตัวออกไปชมที่อื่นๆ หรือกลับบ้าน

แผนการเข้าชมพระราชวังแวร์ซายที่ดีที่สุด ในความคิดของเราคือ  พอเข้าไปทีแรก ยังไม่ต้องดู Grand Apartment ให้เข้าไปเดินสวนด้านหลังก่อนซึ่งประกอบไปด้วย  French Garden, Grand Trianon และ Marie-Antoinette’s estate แค่นี้ก็น่าจะใช้เวลา 4-5 ชั่วโมงแล้ว พอดูสามที่นี้เสร็จก็จะเย็นๆพอดี จากนั้นกลับออกมาด้านนอกแล้วต่อแถวเข้ามาอีกครั้ง ซึ่งตอนนี้ทางเข้า ควรจะแทบไม่มีแถวเลย แถมด้านใน Grand Apartment ก็คนน้อย จะทำให้สามารถเดินดูได้อย่างสบายใจสุดๆ

Chapels of Versailles

Chapels of Versailles

Chapels of Versailles ห้องที่ถูกใช้เป็นสถานที่แต่งงานระหว่าง Louis XVI of France กับ Marie-Antoinette ปัจจุบันห้ามคนเข้า ได้แต่ถ่ายรูปจากข้างนอกเท่านั้น

Hercules Salon

Hercules Salon

ภายใน Grand Apartment ประกอบด้วยห้องต่างๆมากมายและแต่ละห้องก็มีการตกแต่งที่แตกต่างกันไป ภาพด้านบนเป็นส่วนหนึ่งของเพดานห้อง “Hercules Salon”

The Hall of Mirrors

The Hall of Mirrors

และนี่คือ The Hall of Mirrors ซึ่งเป็นห้องที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของที่นี่ ปรกติแล้วห้องนี้จะเต็มไปด้วยผู้คน หันไปทางไหนก็มีแต่คน คน และคนเต็มไปหมด รูปนี้ต้องรอจนถึงเวลาปิดและเจ้าหน้าที่เดินมาไล่คนออกหมด ถึงจะถ่ายมาได้

Black Sheep-White Sheep

Black Sheep-White Sheep

เนื่องจากมีเวลาเพียงแค่ครึ่งวัน เราจึงตัดสินใจว่าจะดูเพียงแค่ The Queen’s Hamlet กับ Grand Apartment เท่านั้น ถ้าอยากจะดูทุกส่วนของ Versailles คงจะต้องมาตั้งแต่เช้าจรดเย็น

Marie-Antoinette's estate

Marie-Antoinette’s estate

สำหรับ The Queen’s Hamlet เป็นส่วนหนึ่งของ Marie-Antoinette’s estate พื้นที่ตรงนี้ได้ถูกจำลองเป็นกระท่อมชาวไร่ชาวนา มีฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ตามคำสั่งของพระนาง Marie Antoinette เอาไว้ใช้ตอนที่เธอรู้สึกเบื่อชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือยในวัง และอยากแปลงร่างเป็นชาวไร่ชาวนาเธอก็จะมาหลบตัวอยู่ตรงนี้

Queen's Hamlet

Queen’s Hamlet

วิธีการเข้าชม Queen’s Hamlet สามารถเดินมาก็ได้ จากเวบไซต์บอกว่าใช้เวลาประมาณ 30 นาที นับเริ่มจาก Grand Apartment ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าจริงหรือเปล่า ถ้าใครคิดว่ามีเวลาและมีแรงจะลองดูก็ได้ แต่เนื่องจากเราไม่มีเวลาและไม่มีแรง จึงต้องเอาพลังเงินเข้าแลกบริเวณด้านหลัง Grand Apartment จะมีรถไฟที่ชื่อว่า Les Petits Trains บริการรับส่ง ค่าตั๋วไปกลับหนึ่งรอบ 7.5 ยูโร ซึ่งรถไฟจะวิ่งจาก Grand Apartment และจะจอดอีกสามป้ายที่ Grand Trianon, Petit Trianon และที่ Grand Canal สามารถลงและขึ้นคันใหม่ได้ตามใจ แนวประมาณ Hop on – Hop offเราขึ้นรถไฟอันนี้ไปลงที่ Petit Trianon แล้วเดินต่อไปที่ The Queen’s Hamlet ได้ในเวลาประมาณสิบนาที  ขากลับก็มาขึ้นที่เดิม เห็นระยะทางแล้วรู้สึกว่าคิดถูก ที่ไม่บ้าเดินมาด้วยขาตัวเองสำหรับ การพาเที่ยวพระราชวังแวร์ซายก็คงต้องจบลงเท่านี้ ทั้งๆที่ใช้เวลาอยู่ที่นี่กว่า 5 ชั่วโมง แต่เหมือนได้ดูเพียงแค่เศษเสี้ยวของสถานที่ทั้งหมด หวังว่าชีวิตนี้คงมีโอกาสได้กลับมาเดินชิลใน French Garden และดูโชว์น้ำพุสักครั้ง

Europe 2014 : Paris, iconic of French Gothic

Notre Dame de Paris

วันที่ 6 เมษายน เราเริ่มต้นตั้งแต่เช้าที่โบสถ์ Notre Dame ซึ่งเป็นโบส์ที่มีความสำคัญมากที่สุดในปารีส การเดินทางมา Notre Dame ให้ขึ้น Metro ลงที่สถานี Cité (M4) ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.notredamedeparis.fr/-English-

Notre Dame de Paris
Notre Dame de Paris

โบสถ์ Notre Dame เป็นโบสถ์แบบ Gothic ที่สร้างมาตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1200 จุดเด่นของโบสถ์ในด้านสถาปัตยกรรมคือการที่มีส่วนรองรับน้ำหนักที่เรียกว่า Flying Buttress ซึ่งช่วยให้คนยุคโบราณสามารถสร้างโบสถ์ที่มีความสูงมากๆได้ โดยไม่เสี่ยงต่อการถล่มลงมา

นอกจากเรื่อง Architect แล้ว ทีนี่มีสิ่งศักสิทธิ์ (Relic) ที่สำคัญเก็บอยู่สามอย่างด้วยกันคือ “Crown of Thorns” หรือมงกุฏหนามที่สวมที่หัวพระเยซูตอนถูกตรึงกางเขน (Crucifixion) อย่างที่สองคือ “Fragment of True Cross” หรือชิ้นส่วนของกางเขนนั้น และ “Holy Nails” หรือเล็บของพระเยซู ซึ่งทั้งหมดถูกเก็บอยู่ในส่วนของ Treasury

Stained Glass @ Notre Dame
Stained Glass @ Notre Dame

สิ่งที่ขาดไม่ได้อีกอย่างของโบสถ์ Gothic ก็คือกระจกสี

Notre Dame ถูกใช้เป็นสถานที่จัดงานพิธีบรมราชาภิเษกของ จักรพรรดินโปเลียน (Emperor Napoleon I) ซึ่งมีรูปวาดถึงเหตุการณ์นี้อยู่ใน Louvre ชื่อว่า The Coronation of Napoleon ซึ่งเราจะไปดูในวันถัดๆไป

Notre Dame de Paris
Notre Dame de Paris

หลังจากดูข้างในเสร็จก็สามารถเดินดูรอบนอก ได้ รูปนี้ถ่ายจากอีกฝั่งของแม่น้ำ Seine ซึ่งก็สวยไปอีกแบบ หน้าต่างกลมๆที่เห็นนั่นคือ Rose Window ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Gothic Architecture เสียดายที่ไม่ได้ถ่ายรูปข้างในมา

Point Zero
Point Zero

ด้านหน้าโบสถ์จะมีจุดที่เรียกว่า “Point Zero” ซึ่งก็น่าจะเป็นจุดที่ถือว่าเป็นศูนย์กลางของกรุงปารีส ถ้าไม่ศึกษาข้อมูลมา ก็คงไม่ทันสังเกต

Love Lock
Love Lock

สิ่งหนึ่งที่ไม่แน่ใจ คือไม่รู้ว่าวัฒนธรรมการล็อคกุญแจตามราวสะพาน นี่มันเริ่มมาจากที่ไหนกันแน่ แต่รู้ว่าสะพานข้ามแม่น้ำ Seine ตรงนี้ เต็มไปด้วยแม่กุญแจสื่อรักเต็มทุกกระเบียดนิ้วเลย


The Sainte-Chapelle

ใกล้ๆกับ Notre Dame มีโบสถ์อีกแห่งที่มีนักท่องเที่ยวหนาแน่นเช่นกันชื่อว่า The Sainte-Chapelle  ที่นี่มีชื่อเสียงเพราะตัวโบสถ์ประดับด้วยกระจกสี (Stained Glass) เกือบเต็มพื้นที่  เสียดายว่าช่วงที่ไปเที่ยว ชั้นสองมีบางส่วนอยู่ในช่วงปิดซ่อม ทำให้มีมุมสวยอยู่แค่ด้านเดียว

The Sainte-Chapelle Upper Floor
The Sainte-Chapelle Upper Floor

The Sainte-Chapelle Lower Floor
The Sainte-Chapelle Lower Floor

ตัว The Sainte-Chapelle นั้นตั้งอยู่ในพื้นที่ของกระทรวงยุติธรรม การเข้าชมต้องผ่านด่าน Security ที่ค่อนข้างเข้มข้น ประกอบกับภายในสถานที่มีขนาดเล็ก รับคนได้ไม่เยอะ เลยกลายเป็นสถานที่ซึ่งมักจะมีคิวยาว หลังจากผ่านด่าน Security เรียบร้อยแล้ว ด้านในจะมีสองชั้น ชั้นล่างเป็นร้านขายของ ชั้นบนถึงจะเป็นห้องโถงของโบสถ์


Conciergerie

ถัดจาก The Sainte-Chapelle มา อีกนิดเดียว ก็จะเป็น Conciergerie ซึ่งสถานที่แห่งนี้เคยเป็นที่อยู่ของ King of France ในช่วงศตวรรษที่ 10-14 พอถัดมาในช่วง French Revolution สถานที่นี้ถูกใช้เป็นคุกขังนักโทษการเมือง ซึ่งรวมถึงพระนาง Marie Antoinette ภรรยาของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ก่อนจะถูกนำไปตัดหัวโดยกิโยติน

Conciergerie
Conciergerie

Conciergerie
Conciergerie

ในคุกที่ใช้ขัง Marie Antoinette มีการทำหุ่นจำลองให้ดูด้วย นักท่องเที่ยวจะได้ไม่ต้องใช้จินตนาการมากนัก

Europe 2014 : Paris, where all things started

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

เช้าวันที่ 5 เมษายน พวกเราก็มาถึงสนามบิน Charles De Gaulle อย่างเรียบร้อยปลอดภัย  ไปๆมาๆ กลับรู้สึกว่าการบินแบบต่อเครื่องสำหรับ Long Haul Flight (คือใช้เวลาเกิน 6 ชั่วโมง)  เป็นทางเลือกที่ดีมากๆ เคยจำได้ว่าการบิน BKK-Europe ต้องใช้เวลา 12-13 ชั่วโมง นั่งกันเมื่อยมาก หลับแล้วหลับอีกก็ยังไม่ถึงสักที แต่พอมีแวะต่อเครื่องกลางทาง ได้ยืดเส้นยืดสาย กินน้ำ เข้าห้องน้ำ ทำให้เหนื่อยน้อยลงเยอะ เกือบลืมบอกว่า ที่สนามบิน Charles De Gaulle มี Wifi ฟรีให้ใช้ได้เครื่องละ 15 นาทีด้วย

การเดินทางเข้าตัวเมืองใช้รถไฟ RER  B ที่วิ่งจากสนามบินผ่านสถานีกลางเมือง Gare Du Nord  แล้วจากนั้นขึ้น Metro ต่อไปยังโรงแรมที่พัก โดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม เพราะตั๋ว RER B ให้สิทธิในการต่อ Metro ได้หนึ่งครั้ง


Hotel

ใน Paris เราเลือกพักที่โรงแรม IBIS BUDGET PARIS LA VILLETTE 19ÈME (EX ETAP HOTEL) อยู่ถนน Avenue Jean Jaurès ใกล้สถานี Metro Jaurès ซึ่งมีรถไฟฟ้าสาย 2, 5 และ 7 วิ่งผ่าน นอกจากนั้นข้างๆโรงแรมมี Super Market FranPrix อยู่ด้วย ทำให้ชีวิตสะดวกยิ่งขึ้น

โรงแรมนี้ชื่อก็บอกว่าเป็น Budget Hotel  จึงไม่มี Facility อะไรเลยอย่างที่เห็นในรูป จัดเป็นโรงแรมที่เหมาะกับคนประหยัดงบ (หรือมีงบจำกัด) และก็อยู่ในย่านที่ไม่อันตรายอีกด้วย


Essential Paris

Paris Museum Pass

Paris Museum Pass

  • Paris Museum Pass ใช้เข้าสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในปารีสได้เกือบหมด ยกเว้นแค่ Eiffel Tower เท่านั้น ตัว Pass เองมีหลายราคา ซึ่งจะแปรตามจำนวนวันที่ใช้งานได้ เริ่มจาก 2, 4 และ 6 วัน
  • t+ Ticket หรือตั๋วสำหรับขึ้นรถไฟ  t+ คือตั๋ว Single สำหรับ Metro ใช้ครั้งเดียวทิ้ง เวลาซื้อให้ซื้อเป็น Pack 10 อัน จะได้ส่วนลด แต่ถ้าใครเดินทางเยอะจริงๆ สามารถซื้อ Paris Visite Pass แทนได้ มันเป็นตั๋ว Unlimited ซึ่งก็มีหลายราคาอีกนั่นแหละ  เลือกตามความเหมาะสมของแผนการเดินทางก็แล้วกัน (สำหรับทริปนี้ใช้ t+ กับ Single RER เพราะเทียบแล้ว ประหยัดกว่าซื้อ Paris Visite Pass)
  • Internet Sim คงขาดไม่ได้แล้วสำหรับสมัยนี้ แนะนำเป็น Orange Let’s Go Data Sim ราคา 20 Euro ใช้ 3G ได้ 500 MB ตอนซื้อต้องไปซื้อที่ Orange สาขาถนน Champs Élysées เพราะไปร้านที่อื่นแล้วคนขายพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ และบางสาขาก็ไม่มีขายซะอีก

EAT

ที่แรก ที่ไปหลังจาก Check In โรงแรมก็คือ McDonald’s เพราะหิวมากๆ  นี่เป็นมื้อแรก ในอีกหลายๆมื้อ ที่ชีวิตต้องพึ่งพา Junk Food ยี่ห้อนี้

ปล. McDonald’s ปรกติไม่มีซอสมะเขือเทศให้ หรือมีให้แค่หนึ่งอัน ถ้าอยากได้เพิ่มก็ต้องซื้ออันละ 0.2-0.25 Euro

McDonalds

McDonalds


Eiffel Tower

ป้ายบอกทาง

ป้ายบอกทาง

ประเดิม Trip นี้ด้วยการไป Eiffel Tower ก่อนเลย แต่ครั้งนี้ไม่ได้วางแผนมาขึ้นลิฟท์ไปด้านบน แค่มาแวะถ่ายรูปสวยๆแล้วก็ไปต่อ จากประสบการณ์ขึ้นหอไอเฟลมาแล้ว 2 ครั้ง รู้สึกว่าการขึ้นไปด้านบนเสียเวลา และไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย *-*

การเดินทางไปหอ Eiffel สามารถไปได้หลายทาง แต่ที่นิยมคือไป Metro สถานี Trocadéro (M6,M9)  เพราะจะมีมุมถ่ายรูป แต่ยังไงก็แนะนำให้เดินไปโผล่ด้านสวน Champ de Mars ด้วย เพราะมุมถ่ายรูปแบบ Portrait กับ Eiffel จะสวยกว่า นอกจากนั้นการมาชมวิว Eiffel ตอนกลางคืนก็เป็นไอเดียที่ดี นอกจากสวยงามต่างจากตอนกลางวันแล้ว ยังมีการเปิดไฟกระพริบตอน 3 ทุ่มอีกด้วย

รายละเอียดเพิ่มเติมอื่นๆ ดูจาก http://www.tour-eiffel.fr/

Eiffel Tower

Eiffel Tower

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
OLYMPUS DIGITAL CAMERA


Sacré-Coeur @ Montmartre

Sacré-Coeur @ Montmartre

Sacré-Coeur @ Montmartre

จากหอ Eiffel เราก็เดินทางไปต่อกันที่ The Basilica of the Sacred Heart ซึ่งอยู่ย่าน Montmartre การเดินทางใช้ Metro ไป Anvers (M2) แล้วเดินต่อไปอีกนิดหน่อยก็ถึง ไม่ต้องกลัวว่าจะหลง เพราะคนที่ลงสถานีนี้เกือบ 100 % ก็ไปเที่ยวไอ้นี่แหละ

ตัว Sacré-Coeur เองจะอยู่บนเนินเขา โดยที่การขึ้นไปด้านบนมีหลายทางคือ ขึ้นรถราง ขึ้นรถเมล์ และอย่างสุดท้ายคือเดิน :)

เนื่องจากเราไปวันเสาร์เย็น ทำให้เจอคนมหาศาล ส่วนใหญ่มานั่งเล่นพักผ่อนหย่อนใจ และชมวิว Paris จากตรงนี้  กิจกรรมที่ทำได้นอกจากชมวิวแล้วก็มีเข้าโบสถ์ โดยเค้าบอกว่า “The dome is accessible from 09:00 to 19:00 in the summer and 18:00 in the winter”  แต่ข้างในเหมือนจะไม่มีอะไรน่าสนใจ  นอกจากนั้นเรายังเจอคนผิวสีคนหนึ่ง มาโชว์เดาะบอลขณะปีนป่ายเสาไฟด้วย พี่แกเทพจริงๆ ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองว่าแกจะเดาะบอลได้ตลอดขณะที่ปีนป่ายไปมา

รายละเอียดเพิ่มเติม  http://www.sacre-coeur-montmartre.com

Sacré-Coeur

Sacré-Coeur


Moulin Rouge, Galeries Lafayette & Opéra de Paris Garnier

Moulin Rouge

Moulin Rouge

Moulin Rouge

Moulin Rouge

เนื่องจากความงกเราจึงเลือกที่จะเดินเท้าจาก Sacré-Coeur ไปยัง Moulin Rouge ซึ่งก็ไกลเอาการอยู่ เอาจริงๆแล้วคนปรกติควรขึ้น Metro M2 ไปที่ Blanche  โดยทางเข้า-ออกสถานี ก็แทบจะจ่อที่ด้านหน้า Moulin Rouge อยู่แล้ว ระหว่างทางเดินเจอร้าน Sex Shop จำนวนมาก สมกับเป็นย่านอโคจรจริงๆ และความบ้าพลังเดินยังไม่จบเท่านี้ เพราะหลังจากถ่ายรูปเสร็จ เราก็เดินจากตรงนี้ไป Galeries Lafayette และ Opéra de Paris Garnier อีกด้วย แต่เนื่องจากความเหนื่อยและเริ่มมืดแล้ว จึงไม่มีรูปสวยๆมาฝาก

การเดินทางไปทั้งสองที่หลังนี้ ใช้ Metro ไปที่ Chaussée d’Antin – La Fayette (M7,M9) และ Opéra (M3,M7,M8) อย่าพยายามเดินเหมือนพวกเรา ไม่จำเป็นจริงๆ -_-“

เวบไซต์ที่เกี่ยวข้อง http://www.moulinrouge.fr/, http://haussmann.galerieslafayette.com/และ http://www.operadeparis.fr/en/


หลังจากนี้พวกเราก็แบตหมด กลับโรงแรมแล้วนอนหลับเป็นตาย ไว้ค่อยลุยกันใหม่พรุ่งนี้

Europe 2014 : Intro & Plan

Blog เก่าเอามาเล่าใหม่ใน WordPress กับ Theme ใหม่ที่น่าสนใจกว่าของ Blogspot มากมาย

ความเป็นมาง่ายๆของทริปนี้คือ อยากไปเที่ยวฝรั่งเศส และอิตาลีมานานแล้ว ถือเป็นเป้าหมายอย่างนึงของชีวิต แม้ว่าตอนเด็กๆพ่อแม่เคยพาไปกับทัวร์แล้วครั้งหนึ่ง แต่ก็รู้สึกมาตลอดว่า ยังไงก็ต้องมาซ้ำด้วยตัวเองให้ได้

โดยรวมๆแล้ว ใช้เวลาวางแผนการเดินทาง นับตั้งแต่จองตั๋วเครื่องบิน รวมแล้ว 9 เดือน  เรียกว่าโคตรนาน โคตรเหนื่อย แต่ก็โคตรคุ้ม

แผนการเดินทาง (16 วัน 14 คืน)

4 เมษายน –  เริ่มออกจากเดินทางจากกรุงเทพไปต่อเครื่องที่โคลอมโบ ประเทศศรีลังกา สู่ปลายทางที่สนามบิน Charles De Gaulle, Paris

5-7 เมษายน – เที่ยวใน Paris  ประกอบไปด้วย Eiffel Tower, Sacré-Coeur ที่ Montmartre, Moulin Rouge, Opéra de Paris Garnier, The Sainte-Chapelle, Notre Dame de Paris, Château de Versailles, Arc de Triomphe , Musée du Louvre, Avenue des Champs Élysées, Place de la Concorde และ Panthéon

7 เมษายนตอนกลางคืน – ขึ้นเครื่องบินไป Marco Polo Airport, Venice

8-9 เมษายน – เที่ยวใน Venice ประกอบไปด้วย Rialto Bridge, Piazza San Marco, Basilica di San Marco, Bridge of Sighs, Accademia Bridge, Grand Canal, Santa Maria Gloriosa dei Frari, Scuola San Rocco, Burano, Doge’s Palace

10-11 เมษายน – เที่ยวใน Florence ประกอบไปด้วย Basilica di Santa Maria del Fiore, Duomo di Firenze, Ponte Vecchio, Church and Museum of Orsanmichele, Piazza della Signoria, Palazzo Vecchio, The Uffizi Gallery, Galleria dell’Accademia, Piazzale Michelangelo

12 เมษายน – เที่ยว Pisa เพื่อสิ่งเดียวคือ Leaning Tower of Pisa

13-14 เมษายนเช้า – เที่ยว Zermatt เพื่อขึ้นรถไฟ Gornergratbahn ไปชมวิว Matterhorn

14-15 เมษายน – เที่ยวใน Milan ประกอบไปด้วย Santa Maria delle Grazie & Museo Cenacolo Vinciano, Duomo di Milano, Galleria Vittorio Emanuele II

15 เมษายนบ่าย – Half Day Trip ไปเที่ยว Bellagio Lake Como

16-17 เมษายน – เที่ยว Rome ประกอบไปด้วย Colosseum, Roman Forum, Pantheon, Trevi Fountain, Spanish Steps, Castel Sant’Angelo, Piazza Navona, St. Peter’s Basilica, Vatican Museums

18 เมษายน – ทำ Day Trip ไป Pompei

19 เมษายน – เดินทางกลับจาก Fiumicino Airport, Rome


สิ่งที่จำเป็นในการไปเที่ยว Backpack

  • กระเป๋าสตางค์คาดเอว – คอนเฟิร์มว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเก็บรักษา Passport, Credit Card และเงินสด รวมถึงของมีค่า/ของสำคัญ
    สำหรับวิธีใส่ จะคาดเอว หรือพาดไหล่ก็ได้ แล้วแต่สะดวก
  •  กุญแจล็อคกระเป๋าแบบใช้รหัส – ใช้ล็อคซิปกระเป๋าเป้ ทำให้ไม่ต้องกังวลว่าจะมีขโมยมาเปิดเป้ขโมยของ ใช้งานสะดวกมากเพราะไม่ต้องมีลูกกุญแจ
  • สติ – อันนี้จำเป็นจริงๆ ไม่ได้ล้อเล่น ต้องมีตลอดเวลา
  • แผนสำรอง – หลงทางบ้าง เหนื่อยบ้าง เดินไม่ไหวบ้าง ของหายบ้าง หาโรงแรมไม่เจอบ้าง หาเจอแต่เจ้าหน้าที่บอกไม่มีชื่อเราบ้าง รถไฟสไตรค์บ้าง มีอะไรมากมายเป็นร้อยเป็นพันที่จะทำให้ผิดแผน ก็อยากให้มีแผนสำรองเสมอ เช่นถ้าตกรถรอบนี้ รอบถัดไปกี่โมง หรือถ้าที่นี่ปิด ไปที่ไหนแทนได้บ้าง อะไรแบบนี้
  • รองเท้าคู่ใจ – เอ้า อย่าดูถูก พวกเราคงไม่อยากมีเรื่องทะเลาะกะมันตอนไปเที่ยวใช่ไหมล่ะ  ? รองเท้าเดินดีๆมีเยอะ  … ของเท่ห์แต่กินไม่ได้พวก Onistuka Tiger ที่ชอบใส่ๆกันน่ะ ไป Backpack แล้วจะอยากขว้างทิ้ง พื้นมันบางเกินไป ไม่เหมาะกับใส่เดินเยอะๆหรอกนะ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nogizaka46 Summer Tour

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nogizaka46 Summer Tour

เหตุผลหนึ่งในการมาทริปญี่ปุ่นครั้งนี้ นอกจากได้ตั๋วเครื่องบินราคาถูกแล้วก็คือมาดูคอนเสิร์ตหน้าร้อน 真夏の全国ツアー ของวง Nogizaka46 ซึ่งทัวร์นี้ก็จัดในหลายเมืองทั้งโตเกียว, โอซาก้า, นาโกย่า, เซนได รวมทั้งที่ฟุกุโอกะนี้ด้วย

ที่ฟุกุโอกะนี้จัดแสดง 2 รอบคือตอนบ่ายกับค่ำ ผมได้ตั๋วรอบค่ำมา ตอนบ่ายก็ยังมีเวลาอีกเหลือเฟือ แต่นี่เป็นการดูคอนเสิร์ตครั้งแรกในญี่ปุ่น เพื่อความไม่ประมาท ก็ควรจะไปดูสถานที่จัดงานก่อนว่าเป็นยังไง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nogizaka46 Summer Tour

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nogizaka46 Summer Tour

ระหว่างทาง เจอสาวยาคูลท์ญี่ปุ่น

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nogizaka46 Summer Tour

ถึงสถานที่จัดงานแล้ว Fukuoka Kokusai Center

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nogizaka46 Summer Tour

เจอสาวๆ แต่งชุดจากซิงเกิ้ล Natsu no Free & Easy มากันเยอะเลย เข้าใจว่าเป็นชุดที่ใส่ออกไปเดินเล่นนอกบ้านได้และเหมาะกับช่วงหน้าร้อนของญี่ปุ่นพอดี

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nogizaka46 Summer Tour

ซุ้มเล่นเกม เข้าใจว่าสำหรับคนที่สมัครสมาชิกเท่านั้น

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nogizaka46 Summer Tour

ของที่ระลึกพร้อมลายเซ็น ไม่รู้แจกด้วยวิธีไหน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nogizaka46 Summer Tour

ตอนที่ไปถึง คอนเสิร์ตรอบบ่ายกำลังแสดงอยู่ มีเสียงลอดออกมาข้างนอกอาคารเล็กน้อย ผมเดินผ่านไปทางซุ้มขายของที่ระลึกก็พบว่า เสื้อยืดที่ระลึกทัวร์ขายหมดแล้ว เหลือแต่ของอย่างอื่นที่ใช้ประโยชน์อะไรไม่ค่อยได้ เลยไม่ได้ซื้อมา ก็จำไว้เป็นบทเรียนว่า ถ้าอยากซื้อของที่ระลึกควรมาต่อคิวแต่เนิ่นๆ

ก่อนจะมาคอนเสิร์ต ปรึกษากับมิตรสหายหลายท่าน เค้าก็แนะนำไว้ว่าให้พกกล้องส่องทางไกลไปด้วย จะได้เห็นชัดๆ ผมเลยไปเดินดูที่ Bic Camera แต่ว่ามีให้เลือกไม่กี่แบบ ก็เลยลองไปดู Yodobashi Camera บ้าง ปรากฏว่ามีให้เลือกเยอะเลย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nogizaka46 Summer Tour

ได้อันสีม่วงของ Kenko Ultraview มาในราคา 4,040 เยน หวังว่าจะมีโอกาสได้เอาไปใช้งานอื่นอีก

ซื้อของจำเป็นเสร็จเรียบร้อยแล้วก็หาอะไรกินรองท้อง ไปหิวตอนคอนเสิร์ตกำลังเล่นอยู่คงไม่สนุกเท่าไหร่ ก็เป็นร้านที่ดูมาจาก tabelog แล้ว ชื่อว่า 天ぷらのひらお (Tempura no Hirao) สาขาตึก Toho Building ชั้น 1

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nogizaka46 Summer Tour

ร้านนี้มีเซตเมนูราคาไม่แพง ผมเลือกเซตสีเหลือง ราคา 720 เยน ก็เดินไปหยอดตู้หน้าร้าน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nogizaka46 Summer Tour

วิธีกินในร้านนี้จะแปลกๆ หน่อยคือ เค้าจะมีส่วนทอดเทมปุระอยู่ตรงกลาง แล้วมีเคาท์เตอร์ให้ลูกค้านั่งล้อมรอบ พอสุกแล้วก็จะตักเอามาให้ลูกค้าทีละอย่าง เช่น ทอดกุ้งเสร็จแล้วเค้าจะเดินเอากุ้งมาวางให้ในถาดของคนที่สั่งเซตที่มีกุ้งด้วยทีละคน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nogizaka46 Summer Tour

เซตที่สั่งไปก็มีทั้งกุ้ง เนื้อ ปลาหมึก ปลาเนื้อขาว ผัก อันไหนทอดเสร็จ เค้าก็เอามาให้ทีละอย่าง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nogizaka46 Summer Tour

เครื่องเคียงเป็นปลาหมึกอะไรสักอย่าง ตักได้ไม่อั้น เค็มนิดๆ อร่อยดี ตัดรสของทอดได้ดี

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nogizaka46 Summer Tour

อย่างอื่นในชุดก็มีข้าว ซุป น้ำจิ้ม ตามปกติ น้ำดื่มมีให้เติม บริการตัวเอง

เทมปุระร้านนี้ทอดมาแป้งบางกำลังดี และการทอดเสร็จใหม่ๆ ทำให้คงความกรอบอร่อยเอาไว้ได้ กินกับข้าวร้อนๆ แล้วเวิร์คมาก

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nogizaka46 Summer Tour

พอได้เวลาประตูเปิดก็มาต่อคิวเข้างาน ซึ่งในงานนี่ห้ามถ่ายรูปอยู่แล้ว พวกกล้องและสัมภาระอย่างอื่นก็ฝากเอาไว้ในล็อคเกอร์ที่สถานี สะดวกสบายสไตล์ญี่ปุ่น

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nogizaka46 Summer Tour

ตั๋วพร้อม

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nogizaka46 Summer Tour

ตรวจตั๋วเสร็จเข้าได้แล้วข้างในมีของกินขายนิดหน่อย (แน่นอนว่าคนเยอะ) แล้วก็มีตู้กดเครื่องดื่มเพียบ

ข้างในจะมีสแตนด์รูปเมมเบอร์ของวงขนาดตัวจริงใส่ชุดยูกาตะตั้งเรียงแถวกันอยู่ (สมกับเป็นหน้าร้อน) คนมุงถ่ายรูปกันเยอะมาก โดยเฉพาะเมมเบอร์ระดับท็อป

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nogizaka46 Summer Tour

คาสุมินกับคุณพี่ไมจุง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nogizaka46 Summer Tour

คุณเรนะกับซายูริงโกะ

พอเข้าไปใน hall เค้าก็จะไม่ให้ใช้มือถือแล้ว (ขนาดนั่งเล่น twitter อยู่ยังมีสต๊าฟมาบอกให้ช่วยปิดมือถือเลย) ก็เลยไม่มีรูปมาแปะ แต่ระหว่างรอก็นั่งคุยกับลุงคีจังโอตะที่นั่งข้างๆ ไปพลาง (ญี่ปุ่นปนอังกฤษ มั่วๆ ไป) ปรากฏว่าตั๋วที่ซื้อมา (จาก Yahoo Auction) เป็นของลุงแกเองน่ะแหละ เห็นว่าจบคอนเสิร์ตรอบนี้แล้วจะไปดูรอบที่เซ็นไดกับโตเกียวอีกด้วย สมกับเป็นแฟนตัวจริง

คอนเสิร์ตครั้งนี้เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีมากๆ ที่ได้ดูเต็มๆ โดยไม่ต้องห่วงเรื่องกล้องถ่ายรูปหรือสมาร์ทโฟน ทำให้โฟกัสกับคอนเสิร์ตได้เต็มๆ (ถึงจะฟังภาษาญี่ปุ่นออกบ้างไม่ออกบ้างก็เถอะ) และก็เป็นครั้งแรกที่ได้ไปโบกแท่งไฟในคอนเสิร์ตไอดอล เห็นวัฒนธรรมการเชียร์ของแฟนๆ แล้วรู้สึกเข้าถึงขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง ประสบการณ์แบบนี้ดูจากใน DVD หรือรายการทีวี ก็ไม่เข้าใจเหมือนไปสัมผัสจริงๆ

ทัวร์หน้าร้อนครั้งนี้จะไปจบที่สนามเมจิจิงกุสเตเดี้ยมในโตเกียว ซึ่งมาอ่านข่าวทีหลังแล้วพบว่ารอบสุดท้ายบรรยากาศอลัง จัดเต็มกว่าเวทีอื่น ก็แอบเสียใจนิดๆ (อ่านรีพอร์ทได้จาก blog คุณแมวหลับ46)

คนที่ยังลังเลใจก็ต้องบอกว่า เราไม่รู้หรอกว่าไอดอลที่เราชื่นชอบจะอยู่ให้เราตามเชียร์ไปจนถึงเมื่อไหร่ ถ้ามีโอกาสก็อย่าคิดมาก ไปโบกแท่งไฟกันเถอะ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

วันที่สองในฟุกุโอกะวางโปรแกรมไว้หลวมๆ เน้นเดินเที่ยวในโซน Hakata-Tenjin ไปเรื่อยๆ ไม่ได้ออกไปไหนไกล

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

มื้อเช้าซื้อจากร้านมินิมาร์ท Sunkus เป็นซาลาเปาไส้คัสตาร์ด มีขายในช่วงโปรโมทหนังโดราเอมอน 3D ที่กำลังเข้าโรงในญี่ปุ่นอยู่ตอนนั้น

ถึงวันนี้จะไม่ได้ออกไปนอกเมือง แต่เมื่อผ่านสถานี Hakata ก็ถือโอกาสแลกตั๋ว JR Pass เสียหน่อย (แลกวันนี้เริ่มใช้พรุ่งนี้ได้) รวมทั้งจองตั๋วรถไฟล่วงหน้าสำหรับวันต่อไปด้วย เพราะว่ารถไฟ Limited Express บางสายต้องจองที่นั่งก่อนล่วงหน้าเท่านั้น ถ้าไม่จองก็อาจจะไม่มีที่นั่ง โดยเฉพาะรถไฟสายท่องเที่ยวยอดฮิตอย่าง Aso Boy หรือ Yufuin no Mori ควรวางแผนล่วงหน้าแล้วรีบจองตั้งแต่เนิ่นๆ เลยดีกว่า

เสร็จจากเรื่องตั๋วรถไฟแล้ว เป้าหมายเช้านี้คือไปห้าง Canal City แหล่งช้อปปิ้งยิ่งใหญ่ใจกลางเมือง อยู่ห่างจากสถานี Hakata ไปไม่ไกลมากนัก ก็เลยเดินเอา ใช้เวลาประมาณ 15 นาที

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

ระหว่างทางเจอไซต์ก่อสร้าง ที่กำลังจะสร้างออฟฟิศของ LINE สาขาฟุกุโอกะด้วย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

เดินผ่าน 7-11 เห็นมีโปรโมชั่นขายของ Evangelion หลอกกินตังค์สาวกกันมาสิบกว่าปีแล้ว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

เดินมาไม่น่าก็จะเจอห้าง Canal City มีร้าน Uniqlo และ Zara ตั้งตระหง่านรอให้เข้าไปเสียเงิน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

ด้านหน้ามีน้ำพุ + รูปปั้นกบ (?) หน้าตาประหลาด

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

ตัวห้าง Canal City เองจะตั้งอยู่บนสองฝั่งถนน ซึ่งถ้าเดินมาจากทางสถานี Hakata จะเจอด้านที่เป็น Uniqlo/Zara นี่ก่อน บรรยากาศจะดูคล้ายๆ community mall หรูๆ ในบ้านเรา

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

มีทางเชื่อมไปห้างอีกฝั่งหนึ่งของถนน มีป้ายโฆษณาหนังโดราเอมอน 3D ด้วย ซึ่งช่วงที่ไปนี่โปรโมทหนักมาก เรียกว่าโดราเอมอนทั้งแผ่นดินก็ได้ ไปทางไหนก็เจอ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

ข้ามมา Canal City อีกฝั่งนึงจะเป็นห้างติดแอร์ปกติ เป็นอาคารหลายชั้น ที่พิเศษหน่อยคือตรงกลางจะมีคลองไหลผ่านด้วย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

มีร้าน Starbucks ข้างในด้วย บรรยากาศดีทีเดียว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

โซนริมคลองช่วงนี้มีลานกิจกรรมให้เด็กไปวิ่งเล่น แล้วจะมีคนฉีดน้ำใส่ดับร้อน (ช่วงเดือนสิงหาคมถือเป็นหน้าร้อนของญี่ปุ่น)

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

โซนริมคลองยังมีจัดแสดงบูธโดราเอมอนเพื่อโปรโมทหนัง มีจุดให้ไปถ่ายรูปกับตัวละครได้ (มาคนเดียว ไม่มีใครถ่ายให้ ;__;)

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

แมวอ้วนกับท่อสามอัน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

ประตูไปไหนก็ได้

ในห้าง Canal City นอกจากร้านขายสินค้าแบรนด์เนมทั่วไป ก็ยังมีร้านขายสินค้าจากคาแรคเตอร์ต่างๆ เช่นร้านของ Studio Ghibli, Jump Shop หรือ Sanrio ซึ่งก็กะว่าถ้าจะช้อปค่อยมาเดินวันหลังก็ได้ ไม่อยากรีบซื้อของอะไรเยอะ เดี๋ยวจะเดินเที่ยวลำบาก

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

มื้อกลางวันผมตามลายแทงจากเว็บ tabelog เช่นเดิม โดยเลือกร้าน やま中 (Yamanaka) นั่งรถไฟใต้ดินไปสถานี Watanabedori แล้วเดินต่ออีกหน่อย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

หน้าร้านหน้าตาแบบนี้ ทีแรกเดินเลยไปแล้ว ดูไม่ออกว่ามีร้านอยู่ข้างใน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

เช็คในเว็บดูแล้ว คะแนนรีวิวใช้ได้ มีชุดอาหารกลางวันราคาไม่แพงนัก อยู่ในช่วงราคาที่พอจ่ายได้ ก็เลยต้องขอลองสักหน่อย (ใน tabelog ยังมีให้เลือกอีกหลายร้าน ถ้าใครที่ไปลองเลือกร้านที่ราคาเหมาะสมกับงบประมาณดูได้)

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

ขิงดองมาเป็นชิ้นเลย รู้สึกว่ากินแบบนี้อร่อยกว่าแบบซอยมาเป็นแผ่นบางๆ

ชุดอาหารกลางวันที่นี่เค้าจะค่อยๆ เสิร์ฟมาให้ที่ละอย่าง ชุดแรกเป็นซูชิ 4 คำ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

กุ้งอะไรไม่รู้ ต้องบีบมะนาวก่อนกิน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

ปลาหมึกหั่นมาสวยงาม แบบนี้จะได้ความรู้สึกหนึบๆ ตอนเคี้ยวดีมาก ต่างจากที่เคยกินแบบไม่หั่นเลย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

จูโทโร่ ไขมันคุณภาพดี มีประโยชน์ต่อร่างกาย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

อันนี้จำไม่ได้ว่าปลาอะไร

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

หมดชุดแรกไปก็มีเมนูไข่ตามมา ข้างใต้มีข้าวซูชิด้วย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

ไข่ตุ๋น หอมอร่อย เนื้อเนียนนุ่ม

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

น่าจะเป็นหัวกุ้งจากซูชิคำแรก เอามาทอด ถัดจากนั้นชุดต่อไปก็มีซูชิตามมาอีก 4 คำ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

ไม่รู้อะไร แต่เนื้อแน่น เคี้ยวอร่อยดีมาก

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

ถ้าฟังไม่ผิดอันนี้ปลาคัตสึโอ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

ปลาไหลเนื้อฟูนุ่ม ทาซอสมากำลังเหมาะ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

ไข่ที่นี่ฟูกำลังดี ไม่มีแฉะ เนื้อเนียนนุ่ม

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

จานเล็กนี่เค้าบอกว่าเป็น service แถมให้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

ถัดจากนิกิริซูชิ ก็ตบท้ายของคาวด้วยข้าวห่อสาหร่าย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

จบชุดแล้วมีชาร้อนให้ล้างปาก

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Canal City / Yamanaka Sushi

ปิดท้ายด้วยไอศกรีมชาเขียว + เชอร์เบตอะไรสักอย่าง + ถั่วแดง

ถึงภาษาญี่ปุ่นกระท่อนกระแท่นของผมจะใช้สื่อสารไม่ค่อยจะได้เท่าไหร่ แต่พนักงานที่ร้านก็บริการด้วยความยิ้มแย้ม พยายามอธิบายให้เข้าใจว่า ชิ้นไหนคืออะไร กินแบบไหน ต้องจิ้มโชยุมั้ย ฯลฯ เป็นอีกหนึ่งความประทับใจในการกินอาหารในร้านที่ญี่ปุ่น

รวมราคาแล้วมื้อนี้ 3,140 เยน ที่ราคาระดับเดียวกันในเมืองไทย ยังไงก็ไม่ได้แบบนี้

รีวิว Sony Xperia Z3

Sony Xperia Z3 เป็นมือถือรุ่นเรือธงของ Sony ในช่วงครึ่งหลังของปี 2014 เป็นตัวต่อจาก Xperia Z2 ที่ออกมาเมื่อต้นปี ตามรอบการออกมือถือของ Sony ที่ออกปีละ 2 ครั้ง ต่างจากยี่ห้ออื่นที่ออกกันปีละครั้ง

สเป็คคร่าวๆ ของ Xperia Z3 ตัวนี้คือ

  • ซีพียู Snapdragon 801 ความเร็ว 2.5 GHz (ปรับความเร็วขึ้นมาจาก 2.3 GHz ของ Xperia Z2)
  • หน้าจอ IPS ขนาด 5.2″ ความละเอียด FullHD 1920×1080
  • หน่วยความจำ 3 GB พื้นที่ความจุภายใน 16 GB ใส่ SD Card เพิ่มได้
  • กล้องหลังใช้เซ็นเซอร์ Exmor RS ความละเอียด 20.7 MP กล่องหน้าใช้เซ็นเซอร์ Exmor R ความละเอียด 2.2 MP
  • ความจุแบตเตอรี 3100 mAh ถอดเปลี่ยนไม่ได้
  • ใช้ Android เวอร์ชัน 4.4.4 KitKat รุ่นที่ปรับแต่งโดย Sony
  • กันน้ำกันฝุ่นที่มาตรฐาน IP68

นอกจากตัว Xperia Z3 แล้วทาง Sony ยังออกรุ่น Xperia Z3 Compact ที่เป็นรุ่นเล็กออกมาด้วย แต่สเป็คใกล้เคียงกันมาก ต่างกันแค่ลดหน่วยความจำเหลือ 2 GB, ขนาดหน้าจอเหลือ 4.6″ ความละเอียด 720p และขอบรอบเครื่องเปลี่ยนจากโลหะเป็นอะครีลิค

แกะกล่อง Xperia Z3

Sony Xperia Z3 unboxing

กล่องมาแนวเรียบๆ ไม่หวือหวา ชูจุดขายที่กล้อง 20.7 MP

Sony Xperia Z3 unboxing

ด้านหลังโชว์คุณสมบัติอื่น

Sony Xperia Z3 unboxing

ด้านในนอกจากโทรศัพท์แล้วก็มีคู่มือ, อะแดปเตอร์สำหรับชาร์จ, สาย micro USB, หูฟัง และสาย USB OTG สำหรับต่อกับแฟลชไดร์ฟได้ (ในรูปผมแกะกล่องออกไปแล้วรอบนึง พยายามยัดใส่กลับเข้าไปใหม่ แต่ดูไม่สวยเหมือนตอนเปิดกล่องครั้งแรก)

Sony Xperia Z3 unboxing

สาย USB OTG และหูฟังแถม

รูปลักษณ์ภายนอกของ Xperia Z3

ตัวเครื่องของ Xperia Z3 ยังคงยึดแนวทางการออกแบบแบบ Omni Balance ของ Sony อยู่ แต่มีการปรับปรุงขึ้นมาจาก Z2 อยู่หลายจุด ที่ชัดเจนคือจากขอบโลหะเหลี่ยมใน Xperia Z2 ถูกลบให้เป็นขอบมน ทำให้การหยิบจับให้ความรู้สึกที่ดีขึ้นกว่าเดิมมาก

ตัวเครื่องมีให้เลือก 4 สีคือ ขาว, ดำ, Copper (สีออกทองแดง/น้ำตาล), และสี Silver Green ที่ซื้อมา

Sony Xperia Z3 Design

ด้านบนมีช่องเสียบหูฟัง

Sony Xperia Z3 Design

ด้านล่างเกลี้ยงเกลา ไม่มีอะไร

Sony Xperia Z3 Design

ด้านซ้ายมาช่องเสียบ micro USB, ขั้วสำหรับวางบนแท่นชาร์จแม่เหล็ก และรูสำหรับคล้องสายตามลำดับ

Sony Xperia Z3 Design

ด้านขวามีปุ่มถ่ายรูป, ที่ปรับเสียง, ปุ่ม power, ช่องใส่ซิมและ micro SD เรียงจากด้านล่างของตัวเครื่องตามลำดับ

Sony Xperia Z3 Design

แกะฝาออกมามีช่องเสียบซิม (ใน Z3 เปลี่ยนจาก micro sim มาใช้ nano sim แทน) กับ micro SD

Sony Xperia Z3 Design

ด้านหลังมีกล้อง 20.7 MP และ NFC

Sony Xperia Z3 Design

ด้านหน้าออกแบบเรียบๆ มีกล้องหน้าอยู่ข้างโลโก้ Sony มีลำโพงคู่บนล่าง ขนาดตัวเครื่องเกือบๆ จะเท่ากับ Z2 เป๊ะๆ แต่สำหรับ Xperia Z3 นี่จับถนัดและสบายมือมากกว่า

จอ IPS ความละเอียด FullHD แสดงสีสันได้สวยงามระดับเรือธง ออกแดดได้ไม่มีปัญหา

Sony Xperia Z3 Design

เทียบขนาดกับ iPhone 5 จะเห็นว่าจอ 5.2″ ของ Xperia Z3 ใหญ่กว่า เต็มตากว่าจอ 4″ ของ iPhone 5 เยอะ ส่วนถ้าเป็น Xperia Z3 Compact ถึงจะมีพื้นที่แสดงผล 4.6″ แต่ขนาดตัวเครื่องจะใหญ่กว่า iPhone 5 แค่นิดเดียว เพราะว่ามีขอบจอที่แคบกว่า

Sony Xperia Z3 Design

เทียบความหนา Z3 จะบางกว่า iPhone 5 เล็กน้อย

แท่นชาร์จ Magnetic Dock

ร้านที่ไปซื้อมามีโปรโมชั่นแถมแท่นชาร์จแบบแม่เหล็กมาให้ด้วย

Xperia Z3 Dock

หน้ากล่องบอกว่าใช้ได้กับ Xperia Z3 และ Xperia Z3 Compact ข้างในนอกจากแท่นชาร์จแล้วจะมีที่วางโทรศัพท์มาให้ 4 ขนาด สำหรับโทรศัพท์ทั้งสองรุ่นแบบใส่เคสกับไม่ใส่เคส

Xperia Z3 Dock

ด้านล่างเป็นยางฝืดๆ ด้านหลังเป็นช่องเสียบ micro USB

Xperia Z3 Dock

สามารถเอามาตั้งเพื่อดูวิดีโอก็กำลังเหมาะ

ซอฟต์แวร์ของ Xperia Z3

ระบบปฏิบัติการที่ให้มาเป็น Android 4.4.4 รุ่นปรับแต่งโดย Sony เพิ่มช่องทางเข้าถึงเนื้อหาที่ขายโดย Sony ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็คงไม่ค่อยได้ใช้สักเท่าไหร่

Xperia Z3 Technical Info

รุ่นของซอฟต์แวร์ตามนี้

Sony Select

มีร้าน Sony Select มาให้ สามารถเข้าไปโหลดเกม, app หรือ theme ได้

Xperia Z3 What's new

มี app What’s new สำหรับแนะนำเนื้อหาจากร้านของ sony ให้

Xperia Z3 Software

มีโหมด STAMINA มาให้สำหรับใช้ตอนที่ต้องการประหยัดแบต หรือโหมด Ultra STAMINA ที่ประหยัดมากกว่าโดยเหลือไว้แค่ฟังก์ชันสำหรับใช้โทรศัพท์

MultiTask

ในหน้าจอ multitask จะมีทางลัดสำหรับใช้ mini app คือจะเป็น app ที่มีฟังก์ชันพื้นฐาน แสดงผลลอยอยู่บน app อื่นอีกทีนึง ในรูปจะมีเว็บเบราเซอร์, นาฬิกาจับเวลา, เครื่องคิดเลข, ตัวจับหน้าจอเฉพาะส่วน

Xperia Z3 Mini app

ตอนที่ทำงานก็จะลอยอยู่แบบในรูป

Xperia Z3 Music on the go

มีซอฟต์แวร์ Smart Connect มาให้สำหรับตั้งการทำงานตามเหตุการณ์หรือเวลาที่เรากำหนดได้ เช่น ให้เปิดโปรแกรมฟังเพลงเมื่อเสียบหูฟัง, ให้เข้าโหมดสั่นเมื่ออยู่ในวัน-เวลาทำงาน

Xperia Z3 Bluetooth unlock

นอกจากการปลดล็อคหน้าจอแบบปกติของ Android ทั่วไปแล้วยังตั้งให้ปลดล็อคด้วยอุปกรณ์ bluetooth ได้ด้วย เข้าใจว่าใช้ได้กับอุปกรณ์ในตระกูล SmartWear ของ Sony เท่านั้น ทดลองใช้งานกับ Fitbit Force ก็ใช้ปลดล็อคได้ ทำให้การใช้งานมือเดียวง่ายขึ้นมาเยอะ (ปลดล็อคหน้าจอมือถือจอใหญ่ด้วยมือเดียวนี่ลำบากมาก กลัวเครื่องหลุดมือจริงๆ)

Xperia Z3 Small Call Handling

มีฟีเจอร์ Smart call handling สำหรับช่วยรับสายให้เลยเมื่อยกมือถือขึ้นมาแนบหูเวลามีสายเข้า หรือปิดเสียงเรียกเข้าโดยพลิกเครื่องคว่ำไว้ก็ได้ สามารถเปิดปิดได้จากใน settings

Xperia Z3 Audio

สามารถปรับแต่งเสียงโดยใช้โหมด ClearAudio+ ได้ ใช้แล้วเสียงจะใสขึ้นมาชัดเจนเลย หรือถ้าใช้หูฟังของ Sony ก็จะสามารถปรับเสียงให้เหมาะสมกับหูฟังรุ่นที่รองรับได้ด้วย

Xperia Z3 Software

มีบริการ my Xperia มาให้ เอาไว้ติดตามในกรณีเครื่องหาย แต่จะโหลด Android Device Manager ของกูเกิลมาใช้แทนก็ได้ แล้วแต่ความถนัด

Xperia Z3 Walkman

มี Walkman app มาให้เป็น default สำหรับฟังเพลง หรือจะโหลดตัวอื่นมาใช้แทนก็ได้

การใช้งาน Xperia Z3 ในชีวิตประจำวัน

ด้วยความที่เป็นมือถือระดับเรือธง การใช้งานทั่วไปก็ลื่นไหลรวดเร็วอย่างที่คิด ไม่มีอาการกระตุกหรือหน่วงให้เห็น จอภาพแสดงผลได้สวยงามแม้กระทั่งใช้งานกลางแจ้ง ในฐานะคนที่ย้ายจากมือถือจอขนาด 4″ มาใช้จอ 5.2″ พบว่าเต็มตากว่ากันมาก ตัวหนังสือขนาดอ่านง่าย สบายตา

แต่จอที่ใหญ่ก็ต้องแลกมาด้วยการหยิบจับที่ลำบากขึ้นด้วย การออกแบบแบบ Omnibalance ของ Sony ดูสวยงามหรูหรา แต่การใช้งานมือเดียวยังค่อนข้างลำบากอยู่ แนะนำว่าถ้าใครจะซื้อควรไปลองหยิบจับดูว่าพอดีกับมือตัวเองหรือไม่

คีย์บอร์ดที่ Xperia Z3 ให้มาก็สามารถใช้พิมพ์ได้สะดวกดี ใช้จิ้มเอาทีละตัวหรือลากเป็นคำก็ได้ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ อย่างไรก็ตามการพิมพ์โดยใช้มือเดียวถือเป็นเรื่องลำบากมาก

Xperia Z3 Keyboard

Xperia Z3 Keyboard

มีระบบเดาคำมาให้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ซึ่งก็ใช้งานได้ดีทีเดียว

Xperia Z3 Keyboard

สามารถเทรนให้คีย์บอร์ดฉลาดขึ้นโดยให้เรียนรู้จาก Gmail, Facebook, Twitter หรือ SMS ของเราก็ได้ รวมทั้งกำหนดคลังคำของเราเองได้ด้วย

สำหรับคนที่มี PlayStation 4 สามารถสตรีมเกมจาก PS4 ที่อยู่ใน network เดียวกันมาลงบนโทรศัพท์ได้ด้วย (ไม่ได้ทดสอบฟีเจอร์นี้ เพราะไม่มี PS4)

ส่วนของแบตเตอรี่ผมทดลองใช้ในหนึ่งวัน (ออกจากบ้านตอนเช้า กลับเข้าบ้านตอนค่ำ) มีรับสายโทรศัพท์นิดหน่อย เล่น social network, เปิด maps, ถ่ายรูปไปราวๆ 30 รูป และฟังเพลงอีกประมาณ 1 ชม. แบตเหลืออยู่ที่ 52% ถือว่าใกล้เคียงกับที่ Sony โฆษณาไว้ว่าชาร์จครั้งเดียวอยู่ได้สองวัน (ถ้าเปิดโหมด STAMINA ก็จะอยู่ได้นานกว่านี้อีก)

ทดสอบกล้อง Xperia Z3

ตามสเป็คของ Xperia Z3 แล้วสามารถถ่ายภาพได้สูงสุด 20.7 MP แต่ในโหมดปกติจะถ่ายที่ 8 MP ถ้าอยากถ่ายที่ความละเอียดสูงสุดต้องใช้โหมด Manual แล้วปรับความละเอียดเอาเอง

Xperia Z3 Camera

การถ่ายรูป default จะอยู่ที่โหมด Superior auto ซึ่งก็เหมือนโหมด Auto ทั่วไป กล้องจะคิดให้เองว่าเราอยู่ในสภาพแสงแบบไหน กำลังถ่ายวิวหรือถ่ายมาโคร แล้วปรับค่าที่เหมาะสมให้เอง ถ้าอยากปรับเองมากกว่านี้ต้องใช้โหมด Manual

นอกจากนี้ยังมีโหมดอื่นๆ ให้เลือกอีก เช่น ถ่ายวิดีโอที่ความละเอียด 4K, โหมด Timeshift สำหรับถ่ายภาพสโลว์โมชั่นที่ 120 fps, โหมดเบลอหลัง, โหมดพาโนรามา ฯลฯ สามารถสลับตำแหน่งเอาโหมดที่ใช้บ่อยมาไว้ตำแหน่งที่ถนัดมือได้

ความสะดวกอีกอย่างหนึ่งคือ สามารถกดปุ่มกล้องค้างไว้ขณะที่เครื่องปิดหน้าจอหรือล็อคอยู่ เพื่อเรียกให้กล้องขึ้นมาทำงานได้ทันที หรือจะสร้าง widget ของโหมดที่ต้องการไว้บนหน้า homescreen เป็นทางลัดไว้เรียกใช้งานก็ได้

Xperia Z3 Camera

UI กล้อง สามารถซูมเข้าออกโดยใช้ปุ่มปรับ volume up-down ได้ด้วย

Xperia Z3 Camera

ตัวอย่างภาพจากโหมด auto

Xperia Z3 Camera

ISO160, f/2, 1/32s

Xperia Z3 Camera

ISO1250, f/2, 1/16s

Xperia Z3 Camera

ISO50, f/2, 1/1000s

Xperia Z3 Camera

ISO160, f/2, 1/32s

Xperia Z3 Camera

ISO64, f/2, 1/32s

ทดสอบโหมดหน้าชัดหลังเบลอ ถ่ายได้ง่ายๆ ด้วยการแตะเลือกวัตถุที่จะโฟกัส (ต้องอยู่ไม่ไกลเกินไป) แล้วกดชัตเตอร์ กล้องจะถ่ายภาพออกมาแล้วให้เราปรับระดับความเบลอได้เอง

Xperia Z3 Camera

โหมดหน้าชัดหลังเบลอ (background defocus)

Xperia Z3 Camera

ถ้าถ่ายโหมด 20.7 MP จะได้ออกมาสัดส่วน 4:3

Xperia Z3 Camera

ถ่ายในสภาพแสงน้อย

Xperia Z3 Camera

Xperia Z3 Camera

Xperia Z3 Camera

Xperia Z3 Camera

รวมๆ แล้วกล้องมีลูกเล่นเยอะ แต่คุณภาพเท่าที่เห็นยังไม่มีอะไรโดดเด่นนัก

รูปเต็มๆ ดูได้จากอัลบั้มใน Google+ ครับ

สรุป

Xperia Z3 จัดเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงของ Sony ที่สู้กับยี่ห้ออื่นได้ไม่น้อยหน้า สเป็คแรงในระดับท็อป จอสวย ตัวเครื่องสวยงามดูดี กล้องใช้งานได้หลากหลายแต่ยังไม่โดดเด่น ใช้ Android ที่ปรับแต่งมาดี มีฟีเจอร์ที่มีประโยชน์เพิ่มเติมจาก Android มาตรฐาน เชื่อมต่อกับบริการอื่นๆ ของ Sony ได้ แต่ก็ต้องเจอกับคำถามที่มือถือ Android ระดับท็อปทุกตัวต้องเจอ คือที่ระดับราคา 23,990 บาทในตอนเปิดตัว เรายังจำเป็นต้องซื้อมือถือในราคาระดับนี้อยู่อีกหรือไม่ ในเมื่อมือถือที่ราคาถูกกว่านี้ ก็มีความสามารถเพียงพอกับการใช้งานปกติทั่วไปแล้ว ถ้าไม่ติดที่ขนาดหน้าจอที่เล็กลง Xperia Z3 Compact ที่เปิดตัวมาที่ราคา 19,990 บาท ดูจะเป็นทางเลือกคุ้มราคาและน่าสนใจกว่ามาก

ข้อดี

  • สเป็คแรงเหลือเฟือ จอสวย ละเอียด
  • ตัวเครื่องออกแบบสวยงาม ใช้วัสดุเกรดดี
  • แบตอึด อยู่ได้ข้ามวัน
  • กันน้ำ กันฝุ่น
  • ถ้ามีผลิตภัณฑ์อื่นของ Sony (เช่น SmartWear, PS4, หูฟัง) อยู่แล้วจะใช้ได้คุ้มขึ้น

ข้อเสีย

  • กล้องยังไม่โดดเด่นสมกับที่เป็นรุ่นเรือธง
  • ให้ซอฟต์แวร์ที่ไม่ค่อยได้ใช้มาเยอะเกิน
  • ใช้มือเดียวลำบาก

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Daimyo / Fukuoka’s Yatai

จากแถว Hawks Town นั่งรถเมล์กลับมาแถว Daimyo พบว่าแถวนี้เป็นย่านฮิปๆ ของวัยรุ่น มีร้านขายของเก๋ๆ คาเฟ่น่านั่ง เดินได้เพลินๆ

Mumin

ร้านกาแฟสัญชาติฟินแลนด์ Robert’s Coffee มีป้ายตัวการ์ตูนมูมินอยู่หน้าร้าน แต่เหมือนข้างในจะไม่มีมูมินนะ ถ้าอยากไปคาเฟ่ที่มีมูมิน ต้องไป Mumin Bakery & Cafe ในห้าง Canal City แทน

AKB48 Cafe & Shop

ไม่นานก็มาถึง AKB48 Cafe & Shop ซึ่งก็เหมือนกับ shop สาขาอื่นคือ แบ่งโซนขายของที่ระลึกกับโซนคาเฟ่ขายอาหารและเครื่องดื่ม

AKB48 Cafe & Shop

ป้ายหน้าร้านมีเมนูแนะนำโดยสมาชิก HKT48 บางอย่างดูน่ากิน บางอย่างก็ดูไม่น่าจะกินได้

Horumon Don

เมนูที่ลองสั่งดูคราวนี้เป็น Horumon Don หรือข้าวหน้าเครื่องใน ออกมาหน้าตาตามในรูป มีข้าวข้างล่าง โปะด้วยไส้ น่าจะเอาไปตุ๋นหรือปรุงยังไงสักอย่าง

Natsu

ได้การ์ดแถมมาด้วย รับรองว่าเมนูนี้แนะนำโดย นัตสึ (มัตสึโอกะ นัตสึมิ)

AKB48 Cafe & Shop

เมนูเครื่องดื่มก็แนะนำโดยเมมเบอร์เหมือนกัน ราคาก็ถือว่าแพงอยู่

ผมกะว่าจะไปหาอะไรกินต่อที่อื่นด้วยก็เลยเซฟท้องไว้ กินแค่ข้าวชามเดียวพอ (จริงๆ คือมันแพงด้วย) แล้วก็เดินถ่ายรูป ย่อยอาหารไปในตัว

Ippudo Ramen

ผ่านร้านราเมงเจ้าดังที่เพิ่งมาเปิดสาขาในบ้านเราด้วย

Daimyo

ย่านไดเมียวยามค่ำคืน

Daimyo

ร้านเท่ๆ แบบนี้มีเยอะเลย

Daimyo

Daimyo

เป้าหมายคือร้าน 小金ちゃん (Kokinchan) ที่เป็นร้านข้างทางอยู่ตรงแยกถนน Showadori เป็นร้านที่ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า やたい (Yatai) บางคนอาจจะเคยเห็นในการ์ตูนมาบ้าง ที่ฟุกุโอกะนี่จะมีขายกันหลายร้าน ส่วนใหญ่จะอยู่แถวริมแม่น้ำ Nakasu

Kokinchan

ลูกค้าที่มานั่งกินที่ Yatai ส่วนใหญ่จะเป็นพนักงานออฟฟิศมากินหลังเลิกงาน หรือนักท่องเที่ยวก็มีเยอะอยู่เหมือนกัน บรรยากาศเป็นกันเองดี ถ้ารู้ภาษาญี่ปุ่นก็เป็นโอกาสดีที่จะได้คุยกับคนท้องถิ่นด้วย

Yatai

อาหารที่ขายจะคล้ายๆ กัน มีต่างกันไปบ้างในแต่ละร้าน ส่วนใหญ่จะมีราเมง เกี๊ยวซ่า ของผัดของทอด โอเด้ง เมนไทโกะ ฯลฯ เบียร์ยอดฮิตที่มีขายทุกร้านคือ Asahi กับ Kirin

ร้าน Yatai ปกติจะเริ่มตั้งร้านกันหลังหกโมงเย็น ส่วนตอนกลางวันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเค้าซ่อนร้านไว้แถวไหน เพราะเดินผ่านแล้วไม่เจอเลย

Yatai Menu

บางร้านมีเมนูภาษาอังกฤษให้ แต่ร้านส่วนใหญ่จะมีแต่ภาษาญี่ปุ่น

Yatai Food

ไส้หมูผัดเกลือ

Kirin Beer

อาหารปรุงสุกใหม่ กินแกล้มกับเบียร์เย็นๆ เวิร์คมาก

ทริปนี้พบว่าเวลาไปนั่งร้านอาหาร เครื่องดื่มที่สั่งง่ายสุดก็คือเบียร์นี่แหละ ออกเสียงง่ายสุด (ビール ออกเสียงว่า บีหรุ) สั่งแล้วคนฟังไม่ค่อยสับสน (ทริปนี้ก็เลยกินไปซะเยอะ)

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Tenjin / Hawks Town

ตัวเมืองฟุกุโอกะเองมีขนาดไม่ใหญ่นัก การเดินทางภายในเมืองจะมีรถไฟใต้ดิน 3 สายและรถบัสที่ครอบคลุมอยู่ใน Tourist Pass แต่บางจังหวะถ้าระยะทางไม่เกิน 1 กิโล ผมมักจะเดินเอามากกว่า เพราะจะได้ทำความคุ้นเคยเส้นทางบนดิน เผื่อเจอจุดถ่ายรูปสวยๆ และออกกำลังกายไปในตัว

ถนนหนทางในเมืองส่วนใหญ่มีป้ายภาษาอังกฤษกำกับ แต่ถ้าจำตัวคันจิของชื่อสถานที่สำคัญได้ก็จะช่วยได้เยอะ (เช่น เวลาดูป้ายด้านหน้าหรือด้านข้างรถบัส) ที่ผมจำเป็นหลักจะมีสองชื่อคือ 「博多」- Hakata (ฮากาตะ) และ「天神」- Tenjin (เทนจิน) ซึ่งเป็นชื่อของสองย่านหลักในเมือง ผมพักอยู่ใกล้ๆ สถานีฮากาตะ ดังนั้นเวลาจะกลับที่พักก็มองหารถบัสที่มีป้ายบอกว่าไป 博多駅 - Hakata Eki (สถานีฮากาตะ) ก็จะง่ายดี

นอกจากนี้ยังมีตัวคันจิบอกทิศที่ควรจำเพิ่มอีกเล็กน้อยเพราะเจอบ่อย ได้แก่ 北 - Kita (ทิศเหนือ), 南 - Minami (ทิศใต้), 東 - Higashi (ทิศตะวันออก), 西 - Nishi (ทิศตะวันตก) โดยเฉพาะพวกชื่อสถานีหรือชื่อป้ายรถเมล์ในญี่ปุ่น มักจะเขียนทับศัพท์ภาษาญี่ปุ่นด้วยภาษาอังกฤษ เช่น สถานี 天神南 แทนที่จะเขียนว่า South Tenjin ก็จะเขียนทับศัพท์เป็น Tenjinminami แทน ถ้ารู้ทิศไว้ก่อนก็ทำให้หลงทางยากหน่อย

ข้อมูลการท่องเที่ยวในเมืองทั่วไป ผมเปิดดูจาก Wikivoyage ก็มีค่อนข้างละเอียดดี

Kego Park

Escalator

Fukuoka Subway

สำหรับการขึ้นลงบันไดเลื่อนที่นี่ยืนชิดซ้าย แบบเดียวกับแถวโตเกียว และเวลารอรถไฟใต้ดินควรยืนให้ตรงจุดด้วย

Mentaiko

ป้ายโฆษณาเมนไทโกะ (Mentaiko) ของดีประจำจังหวัดฟุกุโอกะ มีให้เห็นอยู่ทั่วไป

ย่าน Tenjin จะได้อารมณ์คล้ายๆ แถวราชประสงค์บ้านเรา คือมีห้างสรรพสินค้าและ shop ของแบรนด์เนมให้เดินช้อปกันเพียบ ถ้าเดินบนดินแล้วยังไม่จุใจ ใต้ดินยังมี shopping arcade เชื่อมระหว่างสถานี Tenjin กับ Tenjinminami ให้เดินโดยไม่ต้องกลัวเปียกฝนอีก

Resola Tenjin

Underground Shopping Arcade

Bus and Bicycles

เนื่องจากไม่ใช่ขาช้อป ผมเลยไปเดินที่ตึก ViVRE ที่ห่างจากถนนสายหลักไปบล็อคนึง เพื่อดูสินค้าพวก Anime, Manga แทน

Asbee

เจอร้านขายรองเท้า ASBEE ที่ได้สาวๆ วง SKE48 มาเป็นพรีเซ็นเตอร์

Parasyte

มีตู้กดกาชาปองให้เลือกเป็นสิบตู้ มีจุกมือถือจากเรื่องปรสิตด้วย (แต่ไม่ได้กดมา)

Helicatpunks

มีเสื้อผ้าแปลกๆ ขาย สมกับเป็นญี่ปุ่น

บนชั้น 6 จะมีร้าน animate ที่เป็นร้านเครือที่ขายสินค้า anime, game, manga แต่ของก็ดูไม่หลากหลายมากนัก มีร้านขายรูปซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการ์ดสะสมมากกว่า รูปไอดอลมีไม่เยอะและส่วนใหญ่จะเป็นของวง HKT48

We Love Tenjin

เดินมาทางตะวันตกของ Tenjin แถวๆ Shintencho จะเป็นย่านวัยรุ่นมากกว่าหน่อย มีเกมเซ็นเตอร์ ร้านอาหาร ร้านปาจิงโกะ ประมาณสยามสแควร์บ้านเรา

Taito Station

HR

เดินๆ อยู่ก็บังเอิญเจอไอดอลกรุ๊ป ตอนแรกไม่รู้ว่าวงอะไรพอลองสอบถามกับผู้เชี่ยวชาญแล้วถึงรู้ว่าเป็นวงไอดอลท้องถิ่นของฟุกุโอกะที่ชื่อว่า HR

เดินแถวนี้ได้อีกสักพักนึงก็เปลี่ยนไปนั่งรถบัส ไปย่าน Hawks Town ที่อยู่ทางเหนือของเมือง

Hawks Town Mall เป็นห้างสไตล์คล้ายๆ community mall บรรยากาศหงอยๆ หน่อย เพราะอยู่ห่างจากตัวเมืองออกไปเยอะเหมือนกัน

Yahoo Dome

ติดกันกับ Hawks Town Mall ก็จะเห็น Yafuoku! Dome

HKT48 Theater

Hawks Town Mall ยังเป็นที่ตั้งของ HKT48 Theater ด้วย ซึ่งออกจะแปลกกว่าวงอื่นๆ ในเครือสักหน่อยที่มี theater อยู่ใจกลางเมือง

ทีแรกคิดว่าจะมาแวะหาของว่างกินที่ AKB48 Cafe ปรากฏว่าเข้าใจผิด คิดว่าคาเฟ่มันอยู่ใกล้ๆ กับ theater เหมือนกับวงอื่นๆ แต่จริงๆ แล้วคาเฟ่ดันไปอยู่แถวย่าน Daimyo ซึ่งอยู่ติดกับย่าน Tenjin ที่เพิ่งนั่งรถออกมา

แต่ไหนๆ มาแล้วก็เดินเที่ยวแถวนี้ไปก่อน

Yafuoku Dome

Yafuoku Dome นี่เป็นสนามเหย้าของทีมเบสบอล Softbank Hawks ซึ่งวันนี้มีแข่งพอดี มีคนดูหนาตา มีพ่อแม่ลูกมากันเป็นครอบครัวเยอะเลย

Softbank Hawks

รูปปั้นข้างสนาม

KFC

ผู้พันแซนเดอส์ก็เชียร์ Hawks กับเค้าด้วย

Yafuoku Dome

มีร้านขายของที่ระลึกทั้งของทีมเหย้าและเยือน ตึกไกลๆ ทางโน้นคือโรงแรม Hilton

Momochi Beach

เดินเลยโรงแรมไปหน่อยจะเจอชายหาด Momochi ก็เงียบๆ หน่อย มีคนมาวิ่ง มาตกปลาบ้าง ถ้าเดินเลยไปอีกจะเจอฟุกุโอกะทาวเวอร์ ตึกที่สูงที่สุดในฟุกุโอกะ แต่ยังไม่ทันได้เดินไปฝนก็ดันตกลงมาก่อน ดูท่าแล้วคงลำบากเลยจำเป็นต้องหลบฝนอยู่แถวนี้

Yafuoku Dome

พอฝนหยุดตกแล้วฟ้าใสขึ้นมาเลย แต่หมดแรงจะเดินแถวนี้แล้ว ตัดสินใจย้อนกลับไปหาอะไรกินในเมืองดีกว่า

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Hello Fukuoka

การเดินทางจากกรุงเทพไปคิวชูมีสายการบินให้เลือกหลายสาย ที่ผมใช้บริการในครั้งนี้คือสายการบิน Jetstar ที่บินตรงจากสุวรรณภูมิถึงสนามบินฟุกุโอกะเลย ใช้เวลา 5 ชั่วโมงครึ่ง ไม่แวะพักที่ไหน

Airbus A320

บิน Airbus A320 สภาพเครื่องดูใหม่ สะอาดเรียบร้อยดี แต่ด้วยความที่เป็น lowcost นั่งยาวๆ ก็ค่อนข้างเมื่อยอยู่เหมือนกัน

Kyushu You & Me

ผมเลือกอ่านหนังสือ Kyushu You and Me ของปาลิดา พิมพะกร สำนักพิมพ์ไต้ฝุ่น เป็นข้อมูลก่อนมา เนื้อหาออกจะเป็นแนวเที่ยวชิลล์ๆ มากกว่าไกด์บุ๊คเต็มสูบ เล่มไม่หนามาก อ่านวันเดียวก็จบ

แหล่งข้อมูลอื่นก็ไม่พ้น japan-guide.com สำหรับข้อมูลทั่วไป, Yokanavi สำหรับข้อมูลของแถบฟุกุโอกะ

Welcome to Fukuoka

ถ้านั่ง Jetstar พอมาถึงสนามบินฟุกุโอกะแล้วเราจะมาลงที่ International Terminal ต้องต่อรถ shuttle bus (ฟรี) มาลงที่ Domestic Terminal เพื่อต่อรถเข้าเมืองอีกที จะนั่งรถบัสหรือรถไฟใต้ดินก็ได้

Tourist Pass

ที่ Bus Information Center หน้า Terminal 2 สามารถซื้อ 1 day pass ได้ ราคา 820 เยน นั่งทั้งรถบัสและรถไฟใต้ดินได้ไม่จำกัด ตอนซื้อก็ต้องเอาพาสปอร์ตให้คนขายดูด้วย แล้วเค้าจะให้ pass เรามาพร้อมแผนที่ ใช้เหรียญขูดเดือนและวันที่ใช้ ตอนเข้าหรือออกสถานีรถไฟก็ยื่นให้พนักงานดู เค้าจะเปิดประตูให้ ถ้าขึ้นรถบัสก็ยื่นให้คนขับรถดูก่อนจะลง

สนามบินฟุกุโอกะจัดเป็นสนามบินที่อยู่ใกล้กับตัวเมืองมากๆ นั่งรถไฟใต้ดินแค่ 2 สถานีก็ถึงสถานี Hakata ซึ่งเป็น hub การคมนาคมของเมืองแล้ว ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาที (ราวๆ 4 กิโลเมตรเท่านั้น) หรือนั่งต่อไปอีก 3 สถานีก็ถึง Tenjin ย่านช้อปปิ้งใจกลางเมืองแล้ว สะดวกสบายมากๆ

JR Hakata City

ด้านหน้าสถานี JR Hakata City เป็นศูนย์กลางการคมนาคมของเมือง มีทั้งสถานีรถไฟ JR, สถานีรถชินคันเซ็น, สถานีรถใต้ดิน, ท่ารถบัส, ห้างสรรพสินค้าและแหล่งช้อปปิ้งอีกมาก การเดินทางในทริปนี้แต่ละวันก็จะเริ่มต้นจากสถานีนี้ตลอด

Kashiwagi Yuki

ข้างในสถานีมี Kashiwagi Yuki ไอดอลจาก AKB48 เป็นพรีเซ็นเตอร์การท่องเที่ยวด้วย (ยูกิรินเป็นคนจังหวัด Kagoshima)

รู้จักเกาะคิวชู

ก่อนจะเที่ยวก็ต้องทำความรู้จักเกาะคิวชูกันก่อน (ภาพจาก japan-guide.com)

Kyushu Map

จากในกรอบเล็กด้านขวาล่างของภาพ เกาะคิวชูคือส่วนที่เป็นสีน้ำเงิน จะเห็นว่าเป็นส่วนที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของญี่ปุ่น ห่างจากโตเกียวราวๆ 1,000 กิโลเมตร ส่วนแผนที่อันใหญ่จะแสดงเส้นทางรถไฟหลักๆ ของคิวชู เส้นสีส้มคือรถไฟ JR ส่วนเส้นสีแดงคือรถชินคันเซ็น

คิวชูประกอบไปด้วย 7 จังหวัดด้วยกันได้แก่ Fukuoka (ด้านบนสุดของเกาะ) ไล่ทวนเข็มนาฬิกามาก็จะเป็น Saga, Nagasaki, Kumamoto, Kagoshima, Miyazaki และ Oita ในทริปนี้ผมเที่ยวอยู่เฉพาะเขตคิวชูตอนเหนือ คือ Fukuoka, Nagasaki, Kumamoto และ Oita ซึ่งจะครอบคลุมด้วย JR Pass North Kyushu สำหรับคนที่อยากไป Kagoshima หรือ Miyazaki ด้วย ต้องซื้อ JR Pass Kyushu แบบทั้งเกาะซึ่งราคาแพงกว่ากัน

รู้จักฟุกุโอกะ

โซนหลักๆ ที่คนนิยมเที่ยวกันในฟุกุโอกะ จะมีสามส่วนคือ ตัวเมืองฟุกุโอกะ, เขต Dazaifu และเขต Kitakyushu

Fukuoka City Map

ในแผนที่ (เอามาจาก japan-guide.com เช่นเคย) จะแสดงเฉพาะส่วนตัวเมืองฟุกุโอกะ มีย่านที่น่าสนใจคือ Hakata ที่เป็นศูนย์กลางการคมนาคม, ย่าน Tenjin ที่เป็นย่านช้อปปิ้ง, แถบชายหาด Momochi ทั้งหมดนี้สามารถใช้ Tourist Pass ที่ซื้อไว้ตอนแรกเดินทางได้หมด เปิดในคู่มือที่แถมมาจะมีบอกว่าไปได้ไกลสุดถึงสถานีไหนบ้าง

ส่วนเขต Dazaifu ที่มีศาลเจ้า Tenmangu และ National Museum (และ Starbucks ร้านเก๋ๆ ที่คนชอบไปถ่ายรูป) ต้องนั่งรถไฟลงไปทางใต้ และใช้ pass อันที่ซื้อมาไม่ได้ ต้องใช้ pass อีกแบบนึง ซึ่งในทริปนี้ผมไม่ได้ไป Dazaifu ก็บอกไม่ได้ว่าน่าสนใจแค่ไหน

เขต Kitakyushu จะเป็นเมืองท่าออกไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ นั่งรถไฟ JR Limited Express ไปราวๆ 45 นาที ส่วนใหญ่เป็นย่านธุรกิจ ไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจนัก

เริ่มเที่ยวตัวเมืองฟุกุโอกะ

จากสนามบินมาถึงสถานี Hakata ผมต้องเดินต่อไปอีกราวๆ 10 นาทีจะถึงที่พัก เอากระเป๋าฝากให้เรียบร้อยจะได้เวลาเดินเที่ยวในเมืองแล้ว

Capsule

สภาพแคปซูล 7 คืน ราคา 21,000 เยน

ตั้งแต่ขึ้นเครื่องตอนตีสองจนถึงตอนออกจากโรงแรมราวๆ 11 โมง ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย ภารกิจแรกคือการหาของกินก่อน ซึ่งก่อนจะมาผมเตรียมหาข้อมูลเรื่องของกินมาแล้วจากเว็บ tabelog.com ซึ่งเป็นเว็บรีวิวของกินของญี่ปุ่น มีข้อมูลค่อนข้างละเอียดและระบบคะแนนที่น่าเชื่อถือ ติดอยู่ตรงที่ว่าเป็นภาษาญี่ปุ่นทั้งหมด ก็พอจะใช้ Google Translate กล้อมแกล้มแปลเอาได้

สำหรับของกินชื่อดังของฟุกุโอกะแล้วก็คงหนีไม่พ้น ฮากาตะราเมง และร้านที่เลือกมาสำหรับมื้อแรกเป็นร้าน
博多一幸舎 (Hakata Ikkoucha) สาขาใกล้ๆ สถานี Hakata

Menu

วิธีการสั่งใช้ตู้กดเหมือนร้านอาหารทั่วไป

Hakata Ramen

อธิบายน้ำซุปแต่ละแบบ (อ่านไม่ออกหรอก)

เกี๊ยวซ่า

เกี๊ยวซ่ามาแล้ว 5 ชิ้น 400 เยน ขนาดพอดีคำ ทอดมากรอบกำลังดี

ฮากาตะราเมง

ฮากาตะราเมงธรรมดา ราคา 800 เยน ลักษณะพิเศษที่ต่างจากราเมงที่อื่นคือเส้นราเมงจะเล็กกว่าและน้ำซุปกระดูกหมูที่เข้มข้น

Hakata Ramen

หมดอย่างรวดเร็ว

Ramen Hakata Ikkoucha

ถ้าใครจะไปกินก็สังเกตป้ายร้านหน้าตาแบบนี้ ตอนกินเสร็จออกมาก็มีคนต่อคิวรอกินอยู่พอสมควรเลย

ตอนต่อไปจะเริ่มเที่ยวในเมืองแล้วครับ

Hello (Again), Ghost

So I’m trying to revive my blog for, like the 4th time, I guess :P

Actually I’ve been planning to put this blog up since two weeks ago, but I just couldn’t decide which “platform” to go with. The platforms I was considering were:

Content Management System (CMS)

I guess most people would think about CMS (e.g. WordPress, Drupal, etc.) when it comes to blogging. I registered this domain in 2006 and also started blogging with WordPress. A few months later I switched to Drupal and this blog has been running on it for about 7 years before I switched to Ghost last year.

I feel like I should use something other than a CMS this time.

Static Site Generator

I found Jekyll while I was trying to look away from CMS. It seems to be the perfect solution for creating a blog. No server side scripts or databases, you don’t have to worry about XSS or SQL injection, etc. Plus it looks pretty geeky and cool to do everything in text files and compile them into a static site. Then I relized that Jekyll runs on Ruby and crossed it out of the list without second thoughts.

The reason was I had many unsuccessful experiences with Ruby (especially when I tried to setup GitLab). To be honest, I even tried to install Jekyll in case the “Ruby curse” might have gone after so many years, but I failed miserably. Maybe because I’m on Windows, or maybe Ruby just hates me :(

Luckily, there are many more choices in the wild. So I tried a few Node.js static site generators such as DocPad and Harp.

I spent a few days playing with each of them. They looked great and easy at first, but when I want some features like having a link on tag name that will take you to a page containing posts with that specific tag. It suddenly became harder than it should.

Another issue is I’m bad at designing themes etc. So improvising everything from scratch was a big obstacle for me as well.

Static site generator maybe good for some users, but it doesn’t fit the bill for me.

Ghost

I first heard about Ghost in October 2013 and decided to give it a shot and replaced my Drupal blog with it. I had very nice blogging experiences for about a month. After that I got lazy and haven’t been writing anything since then :D

However, during the (long) hiatus, I found that Ghost (or maybe Node.js) was quite unstable.

To be specific, I was using WebFaction shared hosting and they provide one-click Ghost installation with Nginx proxy for users. It was great when Ghost was running properly, but sometimes it just stopped for no reason and I had to restart Node.js process like once every few weeks in order to bring the blog back :/

To summarize, I love Ghost. And maybe it’s not even Ghost’s fault that the blog went down from time to time. But if there is a better alternative then I’m willing to try it.

Buster

Apparently I’m not the only one who wish there should be a way to generate static sites with Ghost look & feel. I found Buster while I was looking amongst static site generators. It seemed to be the perfect answer for my quest.

Basically you just write posts in Ghost and when you’re done just run buster generate to generate static site from your Ghost blog. This sounded like an ideal case where “functionality and simplicity” (of Ghost) meets “stability” (of static site). However, there are some annoying issues with Buster e.g.

  • All links will have index.html appended at the end and make URLs look ugly
  • Schemeless URLs (the ones that begin with // instead of http:// or https://, normally used for CDN) will be prefixed with the scheme used when running buster generate, which usually is http://. This leads to browser warnings if you put the site on a server with SSL enabled.
  • RSS links doesn’t work properly. Because the generated site will output rss/index.html for RSS feeds, and browsers don’t like to interpret it as an XML file.

Most of the issues can be fixed with some tweaks in buster.py and I already did that to fulfill my needs.

However, there are some pull requests which address some of the above issues (some of them were made about 6 months ago.) But the author still haven’t merge them until now. This makes me think the project might get abandoned already and kept me from using Buster as the platform for blogging :/

Conclusion

After evalutating the choices above, I decided to come back to Ghost and now I’m quite happy with my decision. Looking at the Ghost Roadmap, I’m expecting many cool improvements, apps, and plugins to come to Ghost in the very near future ;)

Guri Guri Gurumi

ทริปคิวชูที่ไปมาเมื่อเดือนก่อนแทบไม่ได้ช้อปปิ้งอะไรติดมือกลับมาเลย ทั้งทริปซื้อแค่ photobook กลับมาเล่มเดียวคือ Guri Guri Gurumi 「ぐりぐりぐるみ」 เป็น Photobook เล่มแรกของดาราวัยรุ่น Nounen Rena

ปก photobook

Nounen Rena โด่งดังเป็นพลุแตกจากการรับบทเป็นนางเอกในซีรีส์ Amachan (แนะนำว่าสนุกมาก ใครยังไม่ได้ดูควรหามาดูเป็นอย่างยิ่ง) โดยเล่นเป็นเด็กสาวอายุอ่อนกว่าอายุจริงอยู่พอสมควร (พอดีหน้าเด็ก) เวลาไปถ่ายแฟชั่นลงนิตยสารบางทีก็มีติดภาพบุคลิกแบบนี้มาด้วย

หน้าใสกิ๊ง

ช่างภาพของเล่มนี้คือ Kazuna Iida ที่ดูจากงานเก่าๆ ก็จะถนัดงานสีสดๆ แบบนี้ดี

ตัวอย่างภาพจาก photobook

ตัวอย่างภาพจาก photobook

ตัวอย่างภาพจาก photobook

ตัวอย่างภาพจาก photobook

ทั้ง costume และสไตล์ก็จะแหวกจาก photobook ไอดอลทั่วไปอยู่เยอะเหมือนกัน

ตัวอย่างภาพจาก photobook

ตัวอย่างภาพจาก photobook

ในเล่มมีแถมสมุดภาพเล่มบางๆ หน้าตาเหมือนเป็นนิทานภาพสำหรับเด็กมาให้ด้วย

ของแถม

เล่มนี้ราคาอยู่ที่ 1,500 เยน ลองหาดูที่ Kinokuniya ในบ้านเราแล้วไม่มีขาย ถ้าใครสนใจอาจจะต้องสั่งเอาจากเว็บญี่ปุ่นแทน

สรุปทริปคิวชู 2014

ช่วงสิงหาคมที่ผ่านมามีโอกาสได้ไปเที่ยวญี่ปุ่นอีกรอบหนึ่ง บริเวณเกาะคิวชูตอนเหนือ ถึงแม้ว่าช่วงพฤษภาจะได้ไปนาโกย่ามาแล้ว แต่เห็นราคาตั๋วของ Jetstar แล้วอดใจไม่ไหวจริงๆ

ปลายปีนี้ก็เห็นมิตรสหายหลายท่านมีแพลนจะไปคิวชูกัน ก็เลยลัดคิวเขียนเรื่องคิวชูก่อน ส่วนบล็อกเที่ยวนาโกย่าที่ยังเขียนไม่จบค่อยเอาไว้เขียนต่อทีหลัง คงไม่ค่อยมีคนไปเที่ยวนาโกย่ากันเท่าไหร่หรอก (มั้ง) ถ้าจะดูแยกกันก็ดูตามแท็ก nagoya กับ kyushu นะครับ

ค่าใช้จ่ายที่ไปคราวนี้ถือว่าน้อยกว่าที่ไปนาโกย่าเยอะ เนื่องจากได้ตั๋วเครื่องบินถูกและการเดินทางในคิวชูมี pass ให้เลือกหลากหลายกว่า ประหยัดค่าเดินทางได้มาก

ค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับ BKK-FUK-BKK (บินตรง) ของ Jetstar ช่วงโปรโมชั่น น้ำหนักขาไป 15 kg / ขากลับ 20 kg รวมแล้ว = 6,876 บาท ข้อดีมากๆ คือราคาถูก บินตรงและเวลาโอเค ส่วนข้อเสียก็เหมือน low cost ทั่วไป คือนั่งยาว 5 ชม.ครึ่ง ก็จะไม่ค่อยสบายเท่าไหร่ และไม่มีอาหารไม่มีน้ำ ควรเตรียมไว้ก่อนขึ้นเครื่องให้พร้อม

ของกินบนเครื่อง แน่นอนว่าไม่ฟรี

ที่พักจองจาก booking.com เป็น Hostels ชื่อ Khaosarn Fukuoka Annex นอนแคปซูลห้องรวม แชร์ห้องน้ำ 7 คืน = 21,000 เยน hostel ค่อนข้างใหม่ สะอาดดี มีตู้แช่เบียร์หยอดเหรียญให้บริการ ข้อเสียคือเดินไกลจากสถานีนิดนึง (10 นาที) และมินิมาร์ทใกล้สุดก็ห่างออกไปราวๆ 5 นาที

ทริปนี้นอกจากฟุกุโอกะแล้วก็ยังมีออกไปเที่ยว Kumamoto, Nagasaki, Yufuin และ Kitakyushu ผมใช้ฟุกุโอกะเป็นฐานแล้วนั่งรถไฟเที่ยว ไปเช้าเย็นกลับได้ ใช้ตั๋ว JR Pass ของคิวชูเหนือก็จะครอบคลุม ราคาแบบ 5 วัน = 9,260 เยน ซื้อจากเมืองไทยไปได้เลย ถ้าแบบ 3 วันก็จะถูกกว่านี้

ชีวิตออนไลน์ระหว่างเที่ยว ผมใช้ซิมของ B-Mobile เหมือนเดิม ใช้บัตรเครดิตสั่งซื้อผ่านเว็บให้ไปส่งที่สนามบินหรือโรงแรมก็ได้ เท่าที่ใช้ดูก็มีสัญญาณครอบคลุม อาจจะไม่มีสัญญาณบ้างตอนที่รถไฟวิ่งผ่านป่าหรือแถบบ้านนอกจริงๆ แต่นอกจากนั้นก็ไม่มีปัญหา ใช้เน็ตได้รวดเร็วดี

Visitor SIM ของ b-mobile

ถ้าใช้ซิม B-Mobile แบบ 1 GB จะมีเรื่องน่าหงุดหงิดนิดนึงตรงที่ว่า ถ้าเราใช้ data ถึง 300 MB ใน 3 วัน วันต่อมาเราจะถูกจำกัดสปีดให้เหลือต่ำเตี้ยมาก เท่าที่สังเกตดูโปรแกรมที่กิน data เยอะสุดคือ twitter ถ้าปิดส่วน preview รูปภาพไปซะ ก็จะลดจำนวน data ที่ใช้ลงไปได้เยอะมาก

สรุปโปรแกรมเที่ยวคิวชูคร่าวๆ

  • Day 1
    • ออกจากสุวรรณภูมิตีสองสิบห้า ถึงฟุกุโอกะ 9:30
    • จากสนามบินเข้าตัวเมือง เก็บกระเป๋าเข้าโรงแรม
    • เดินเล่นย่านเทนจินและตัวเมืองฟุกุโอกะ
    • ไปเดินเล่นแถว Hawk’s Town และ Yahoo Dome
  • Day 2
    • เดินเล่นหาที่ถ่ายรูปในเมืองไปเรื่อยเปื่อย + เดินห้าง Yodobashi Camera / Canal City
    • ดูคอนเสิร์ตหน้าร้อน 真夏の全国ツアー ของวง Nogizaka46 รอบเย็น
  • Day 3
    • นั่งชินคันเซ็นออกจากฟุกุโอกะไป Kumamoto
    • ต่อรถไฟธรรมดา + รถบัส เพื่อไปเที่ยวภูเขาไฟ Aso
    • กลับมาเดินเล่นตอนค่ำในเมือง Kumamoto แล้วต่อชินคันเซ็นกลับฟุกุโอกะ
  • Day 4
    • นั่งรถไฟออกไป Nagasaki
    • เดินเที่ยวในเมือง / เข้า Museum / หาของอร่อยกิน
    • นั่งกระเช้าขึ้นเขาเพื่อชมวิวยามค่ำคืนบนภูเขา Inasa
    • นั่งรถไฟกลับฟุกุโอกะ
  • Day 5
    • นั่งชินคันเซ็นมา Kumamoto อีกรอบเพื่อเก็บสถานที่ที่ยังไม่ได้ไป
    • ไปเดินดูปราสาท Kumamoto / Museum
    • นั่งชินคันเซ็นกลับฟุกุโอกะ
  • Day 6
    • นั่งรถไฟท่องเที่ยวสาย Yufuin no Mori จากฟุกุโอกะไปเมือง Yufuin
    • เดินเที่ยว / ถ่ายรูป / แช่ออนเซ็น
    • นั่งรถไฟกลับฟุกุโอกะ
  • Day 7
    • นั่งรถไฟออกจากเกาะคิวชูข้ามไป Shimonoseki
    • ย้อนกลับมาเดินเที่ยว Kitakyushu
    • กลับไปเก็บตกในฟุกุโอกะ
  • Day 8
    • ออกจากโรงแรมไปขึ้นเครื่องแต่เช้า เครื่องออก 10:30 ถึงกรุงเทพ 14:10

สรุป

คิวชูออกจะเป็นภูมิภาคที่บ้านนอกอยู่สักหน่อย อยู่ไกลจากศูนย์กลางความเจริญอย่างโตเกียวเยอะ แต่ในตัวเมืองก็ยังมีความทันสมัย มีระบบขนส่งและการเดินทางที่สะดวก (และไม่ซับซ้อนแบบแถวโตเกียว) อาหารสดอร่อย แต่ละเมืองมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่น่าสนใจ ยิ่งค่าตั๋วเครื่องบิน low-cost มาที่นี่ถูกกว่าไปภูมิภาคอื่นของญี่ปุ่นครึ่งต่อครึ่ง ทำให้คิวชูน่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ถูกใจคนไทยได้ไม่ยาก

2110327 Algorithm Design, first semester, 2557

Essential

Lecture Logs

(2014-08-13 Wed)

The first lecture. All sections gathered together for one big class. There was a short lecture about ‘What is algorithm’ and why are we having this class. Syllabus are handed out and we had a small discussion about how the class is supposed to be.

(2014-08-18 Mon)

Our first sectioned lecture. We talked about Stable Marriage Problem: what it is, how we define unstable. First classroom activities is to write an algorithm, in pseudo-code, on checking if a matching is stable. At the end of the class, a drawing-by-instruction exercise was performed to understand that it is non-trivial to be precise, even for a simple thing.

(2014-08-20 Wed)

More on Stable Marriage Problem. Now we are trying to tackle the problem. But for a quick warm-up, a classroom activities is to write an algorithm to check if matching is perfect. This is a simple problem but admits several solution ranging from O(n), O(n log n), \Theta(n), O(n^2). Different data structures are used by the student.

The assignment was to read the analysis part of Aj. Somchai’s book, page 24 – 50.

(2014-08-25 Mon)

Start on analysis of algorithm. The goal of analysis is to be able to predict the behavior of algorithms in term of efficiency. We focus on the rate of growth of the time used with respect to the size of input. We talked about how to analyze the rate of growth. The barometer operation is explained and some example are given. Comparing the rate of growth of two functions are defined using limit to the infinity. Asymptotic notation are also defined.

In this lecture, we saw the use of Mercurial as a distribution of source code and as a version control of homework submission. There are some youtube video about the usage of Mercurial for this class.

  1. http://www.youtube.com/watch?v=p4cjVHtXhsc What is HG and how we use it
  2. http://www.youtube.com/watch?v=aikHdChtGno Quick example of using HG
  3. http://www.youtube.com/watch?v=PMcanq8p7lg A step-by-step in using HG to do the assignment.

In short, the student should fork nattee/algo-class repositories in bitbucket.org and clone it to your harddisk. The recommended gui for HG is TortoiseHG but you can use anything you like. The in class problem are given at tag l4.1 and l4.2.

In class activities is to modify the source code for sum of two element in arrays problem. The problem is to decide whether there are two elements, one from different array, such that their sum equal to a specific value. The student have to 1) modify the program to count the barometer operation and 2) modify the output to let the algorithm takes specific step.

(2014-08-27 Wed)

More on analysis. We summarized the method to analysis the algorithm. More definition of the asymptotic notation are given. Quick analysis of several type of basic program flows are given with some examples. The flows are sequential, conditional, iterative, and recursive. The recursive flow will be discussed in the next week. We also saw example of two algorithms: Insertion sort and binary search.

In class activity is to solve the problem of sum4, an extension of sum of two elements: Given four array A[], B[], C[], D[], we have to decide whether there exists A[i] + B[j] + C[k] + D[l] that equals to X. The solution are given as tag l5 in the nattee/algo-class. The detail is shown in the video at http://www.youtube.com/watch?v=V9WDwFG5DW0 .

The homework of this week are as follows.

  1. Design an algorithm that solve the sum4 problem.
  2. Analyze the example solution given in bitbucket.

The answer must be written on a paper and must be submitted to the box at Room 17-14, Eng 4 Building before noon of Friday 29 Aug.

(2014-09-01 Mon)

Introduction to Divide and Conquer. Few example of divide and conquer, Binary Search, a^k mod m. We touched a little of RSA encryption.

In class activities is to solve the problem of finding a repeating value in the array of size [n+1] containing only a value of 1..n.

(2014-09-01 Wed)

More on D&C: Multiplying of large numbers, Strassen. A brief example of solving a recurrent relation by a recursion tree.

In class exercise is to write a pseudo code of insertion sort using divide-and-conquer approach.

Grader is operational at https://www.nattee.net/grader

(2014-09-08 Mon)

More on analysis of algorithm, especially in recursive algorithm, recursion tree, and how to solve recurrent relation. Master’s Method is discussed. Additional D&C algorithms, merge sort and quick sort are presented. A brief overview of Maximum Contiguous Sum of Subsequence are also explained.

EX01 exercise in grader is available.

(2014-09-10 Wed)

Final class of D&C. We talked about MCS, QuickSelect using mm5. Celebrity problem.

The students are instructed to watch the video lecture of aj. somchai on the problem of min-max and the closest pair.

(2014-09-15 Mon)

Start working on Dynamic Programming. Definition of what is Dynamic Programming, Memoization, top-down, bottom-up. Two representative problems are discussed, Fibonacci and C(n,k). We also talk about “quick sum” technique for both linear array and 2D arrays. Let A[][] be a 2D array, S[i][j] is summation of A[1..i][1..j]. With S, we can calculate the summation from A[bottom..top][left..right] in O(1). The calculation of S itself is also can be done in O(nm) where n,m is the row,col count of the array.

In class exercise is to write an algorithm using quick sum. Also there are homework to write a bottom up version of Quick Sum table.

(2014-09-17 Wed)

QUIZ!!!!

(2014-09-22 Mon)

More on Dynamic Programming. We mostly talked about Longest Common Subsequence Problem and a brief discussion on the Number Triangle problem.

In class exercise is to write a top-down version of the LCS problem using the given recurrent. The students are instructed to watch the matrix chain multiplication problem before Wednesday class.

(2014-09-24 Wed)

Dynamic Programming: Matrix Chain Multiplication.

(2014-10-01 Mon) && (2014-10-03 Wed)

MIDTERM WEEK; NO CLASS –

(2014-10-06 Mon)

We have our midterm today.

(2014-10-08 Wed)

Greedy:

(2014-10-13 Mon)

Greedy:

(2014-10-15 Wed)

Graph: More on DFS and BFS, Connected Component on an undirected graph.

(2014-10-20 Wed)

Graph: Topological Sorting, Strongly Connected Component.

(2014-10-22 Wed)

File attachments: 

เที่ยวนาโกย่า : Yokoso Nagoya

ทริปนี้เป็นทริปมาญี่ปุ่นแบบลุยเดี่ยวเป็นครั้งที่สองของผม ความรู้ภาษาญี่ปุ่นก็ดีขึ้นกว่าปีที่แล้วพอสมควร แต่ก็ยังจัดอยู่ในระดับเบสิกมากๆ (แบบเรียน Minna no Nihongo เล่มสอง ยังไม่ถึงครึ่งเล่ม)

จากเมืองไทย ถ้าจะมานาโกย่าก็ต้องมาลงที่สนามบิน Chubu Centrair International Airport หรือที่เค้าเรียกกันสั้นๆ ว่า Centrair (ตัวย่อ NGO) มีสายการบินให้บริการหลายสายทั้งบินตรงและแบบต้องต่อเครื่อง ที่ผมใช้บริการคือ China Eastern มีแวะต่อเครื่องที่เซี่ยงไฮ้ แต่ก็ราคาถูกกว่าสายการบินที่บินตรงอย่างมีนัยยะสำคัญ

PVG

แวะต่อเครื่องที่เซี่ยงไฮ้ (PVG)

NGO

Centrair เป็นสนามบินค่อนข้างใหม่ เพิ่งเปิดใช้เมื่อปี 2005 นี่เอง ลักษณะเป็นเกาะที่สร้างด้วยการถมที่ขึ้นมาเป็นสนามบิน อยู่ห่างจากตัวเมืองนาโกย่าไปทางใต้ เวลาเดินทางเข้าเมืองปกติก็จะนั่งรถไฟเอกชนของ Meitetsu เข้าไป (ใช้ JR Pass ขึ้นไม่ได้)

ซึ่งจริงๆ แล้วแถบภาคกลางของญี่ปุ่นจะมีรถไฟเอกชนให้บริการเยอะกว่าของ JR ทำให้ใช้ JR Pass ไม่ค่อยคุ้มเท่าไหร่ (ก็เลยไม่ได้ซื้อ)

JR Nagoya Station

JR Nagoya Station

สถานีรถไฟหลักของนาโกย่าคือ JR Nagoya ซึ่งใหญ่มาก มีหลายชั้น ด้านบนเป็นห้างหรูหรา ข้างๆ มีสถานี Meitetsu Nagoya และใต้ดินก็มีสถานีรถใต้ดินอีก บริเวณนี้ก็เลยจะวุ่นวายและพลุกพล่านมาก ผมต้องผ่านสถานีนี้ทุกวัน แต่กว่าจะพอจำทางได้ ก็เล่นเอาเกือบวันสุดท้ายของทริป

การเดินทางในเมืองส่วนใหญ่จะใช้รถใต้ดิน, เดินทางนอกเมืองเป็นรถ Meitetsu กับ Kintetsu หรือไม่ก็ JR ซึ่งทั้งหมดนี้ยังดีที่ใช้ตั๋ว Suica ร่วมกันได้ (ของเก่าจากทริปปีที่แล้วเอามาใช้ได้) แต่ก็จะไม่ได้ส่วนลด

แค่เรื่องรถไฟก็เหนื่อยแล้ว ลำบากกว่าโตเกียวเยอะเลย

สรุปทริปนาโกย่า 2014

ช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมามีโอกาสได้ไปเที่ยวญี่ปุ่นรอบสอง ห่างจากปีที่แล้วราวๆ ปีนึงพอดี คราวนี้ไปเฉพาะแถบเมืองนาโกย่า จังหวัดไอจิ ไม่ได้มาแถบโตเกียวเลย

Oasis 21 & Nagoya TV Tower

หลังจากปีที่แล้วได้ไป event ของวง AKB48 มาแล้วรู้สึกติดใจ ปีนี้ก็อยากมาอีก แต่คราวนี้เป็นของวง Nogizaka46 ที่จัด event ในนาโกย่า 2 วันติด ก็เลยเป็นเหตุผลหลักของทริปนี้

สรุปโปรแกรมเที่ยวนาโกย่าคร่าวๆ

  • Day 1
    • นั่งสายการบิน China Eastern ออกจากสุวรรณภูมิตอนตีสอง แวะพักเซี่ยงไฮ้ 2 ชม.ครึ่ง ต่อเครื่องไปถึงนาโกย่าเกือบๆ บ่ายโมง
    • เข้าตัวเมืองนาโกย่า เก็บกระเป๋าเข้าโรงแรม
    • ออกไปเดินเล่นย่าน Osu Kannon Shopping Arcade
  • Day 2
    • ไปต่อคิวเข้างานจับมือใหญ่ของ Nogizaka46 ที่ Port Messe ตั้งแต่เช้า
    • ตอนบ่ายๆ ไปเดินเที่ยว SC Maglev & Railway Park
  • Day 3
    • ตอนเช้าไปงานจับมือเดี่ยวของ Nogizaka46 ที่ Port Messe
    • ตอนเย็นไปเดินเที่ยวย่าน Sakae
  • Day 4
    • วันนี้เหมือนจะมีอาการป่วยๆ จากที่วันที่สองไปตากลมหนาวต่อคิวรอเข้าดู mini live อยู่หลายชั่วโมง
    • แต่ก็ฝืนนั่งรถไฟออกไปเที่ยวเมือง Ise และ Matsusaka
  • Day 5
    • นอนป่วยอยู่ที่โรงแรม
    • ตอนบ่ายแก่ๆ อาการดีขึ้นก็ออกไปเดินแถว Nagoya Dome
  • Day 6
    • ออกไปเมือง Toyota ที่อยู่ข้างๆ ดู Toyota Municipal Museum of Art แถวนั้น
  • Day 7
    • นั่งรถไฟไปเที่ยวปราสาท Inuyama
    • ตอนบ่ายไปดูเมืองจำลอง Meiji Mura
  • Day 8
    • ไปปราสาทนาโกย่า, สวน Tokugawa, เก็บตกสถานที่ที่ยังไม่ได้ไปในตัวเมืองนาโกย่า
  • Day 9
    • เช็คเอาท์ออกจากโรงแรม เอากระเป๋าเดินทางใส่ล็อคเกอร์ที่สถานีนาโกย่าไว้ แล้วนั่งรถไฟไปเมือง Magome
    • เดินจาก Magome ไปเมือง Tsumago ตามเส้นทาง Nagasendo ระยะทางประมาณ 8 km
    • พักค้างคืนที่โฮมสเตย์ใกล้ๆ Tsumago
  • Day 10
    • เดินถ่ายรูป Tsumago ยามเช้า นั่งรถบัส + ต่อรถไฟไปสถานีนาโกย่า แวะเอากระเป๋าเดินทางแล้วไปสนามบิน
    • เครื่องออกจาก NGO ตอนสี่โมงเย็น แวะเซี่ยงไฮ้ 3 ชม.ครึ่ง ต่อเครื่องกลับมาถึงสุวรรณภูมิตีหนึ่งพอดี
    • นอนพักแป๊บนึง แล้วก็ตื่นไปทำงานเลย T-T

สรุป

บิน China Eastern BKK-NGO ราคาโอเค (ผมซื้อตั๋วได้ในราคา 15,110 บาท) เวลาดี ต่อเครื่องไม่นาน แต่อาหารแย่มาก

อาหาร

โรงแรม Eco Hotel Nagoya ผมจองผ่าน booking.com คืนละ 2,500 เยน ถ้าใครเดินทางคนเดียวมานาโกย่า แนะนำโรงแรมนี้เลย มีห้องเดี่ยว สะอาด ราคาถูก อยู่ติดสถานีรถไฟ ใกล้ร้านสะดวกซื้อ ในห้องมีทีวี+ตู้เย็นด้วย

การเดินทางในนาโกย่ามีรถเอกชนหลายบริษัท ไม่ค่อยจะมี pass ที่ใช้เดินทางได้คุ้มๆ เท่าไหร่ สถานที่ท่องเที่ยวแต่ละแห่งก็อยู่ไกลกัน เดินไม่ถึง ทำให้ทริปนี้เปลืองค่าเดินทางอยู่พอสมควร

ถ้าไปเที่ยวคนเดียว ทางเลือกอื่นนอกจากเช่า pocket WiFi ก็มีซื้อซิมสำหรับเล่นเน็ตอย่างเดียว ผมใช้ของ B-Mobile สั่งซื้อล่วงหน้าผ่านเว็บได้ ตัดบัตรเครดิต แล้วให้ส่งไปที่สนามบินหรือโรงแรมได้

B-Mobile Prepaid SIM

นาโกย่าเป็นเมืองธุรกิจ ไม่ค่อยมีสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็น must-see ได้มาเที่ยวแล้วก็เข้าใจว่าทำไมไม่ค่อยมีคนมากัน

อาหารนาโกย่าไม่ค่อยอร่อย ลองกินของขึ้นชื่อหลายอย่างแล้วก็ยังเฉยๆ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะมีอาการป่วยๆ ทั้งทริปหรือว่าเลือกร้านไม่ถูกกันแน่

สรุปว่าทริปนี้ในเรื่องการท่องเท่ียวอาจจะไม่จุใจเท่าไหร่ แต่ถ้านับเฉพาะ event ที่ไปเข้าร่วมก็ถือว่าคุ้มค่าที่ได้มาละ

Natsu no Free & Easy T-Shirts

ซิงเกิ้ลที่ 9 ของ 乃木坂46 (Nogizaka46) ที่ชื่อว่า 「夏のFree&Easy」 (Natsu no Free & Easy) เพิ่งวางขายไปเมื่อวันก่อน โดยมีหน้าปกเป็นคอนเซปต์ประมาณว่าให้เมมเบอร์ทุกคนไปดูคอนเสิร์ตวงร็อค ใส่เสื้อยืดกันหมด

เสื้อยืดที่แต่ละคนใส่ก็จะล้อกับชื่อหรือเรื่องส่วนตัวของเมมเบอร์นั้นๆ แต่ละคนไม่ซ้ำกัน

ปกซิงเกิ้ล

ตัวอย่างปกก็ตามรูป

มีเสื้อบางลายที่เห็นแล้วชอบเลย

Hashimoto Nanami

อันนี้เอาโลโก้วงร็อค AC/DC มาดัดแปลงเป็นชื่อเมมเบอร์ Hashimoto Nanami (คำว่า Nanami พ้องเสียงกับ 773 ในภาษาญี่ปุ่น)

Nishino Nanase

หนึ่งในชื่อเล่นของ Nishino Nanase ที่เรียกกันคือ Nanasemaru ซึ่ง Maru = วงกลม ลายนี้ดัดแปลงมาจากโลโก้ของ Nirvana

Matsui Rena

ที่ชอบที่สุดคือลายของ Matsui Rena อันนี้ ดัดแปลงจากปกอัลบั้ม The Dark Side of the Moon ของ Pink Floyd ที่มาแทนปริซึมที่อยู่ตรงกลางคือตัวปลา Shachihoko ที่เป็นสัญลักษณ์ของเมืองนาโกย่า (เรนะมาจากนาโกย่า)

เว็บไซต์ official ก็ไม่ปล่อยให้แฟนๆ ต้องผิดหวัง เพราะมีขายทุกแบบ แต่ตัวละ 4,000 เยน เทียบเป็นเงินไทยแล้วก็ราวๆ 1,300 บาท ใครที่มีทุนทรัพย์จะหาซื้อก็ไปที่ Nogizaka46 Official shop

Lipe : เกาะสวรรค์ ตอนที่ 2

LIPE-21

และแล้วก็ได้เวลาออกเรือไปตามหานีโม เช้าวันนี้อากาศสดใส โดยปรกติเส้นทางการออกเรือของเกาะหลีเป๊ะจะแบ่งเป็นสองเส้น คือเกาะใน และเกาะนอก โดยแต่ละชุดต้องใช้เวลาอย่างละ 1 วัน ถ้าใครมีเวลาน้อย แนะนำให้ไปแค่ก็เกาะนอกก็พอเพราะโดยรวมแล้วสวยกว่า สำหรับการเหมาเรือส่วนตัว เราจะต้องเสียค่าเช่าสน๊อกเกิ้ล กับซื้อข้าวกลางวันไปกินเอง ทางเรือมิได้มีการมารับผิดชอบปากท้องเราแต่อย่างใด ตอนเช้าก่อนออกเรือก็แวะไปซื้อข้าวกล่องตรงถนนคนเดินซะก่อน จะได้อาหารที่อยากกินและราคาสมเหตุสมผล

LIPE-23

Attraction หลักที่ขาดไม่ได้เลยก็คงเป็นหินซ้อน เรือทุกลำก็จะแวะผ่านมาให้ถ่ายรูป แล้วก็ผ่านไปจุดต่อๆไป

LIPE-25

ธรรมชาติของทะเลแถวนี้ยังดีอยู่มาก ดีกว่าภูเก็ตและกระบี่เยอะ ปะการังยังค่อนข้างสมบูรณ์ (เทียบจากประสบการณ์ ไม่ได้อ้างอิงตามทฤษฎีแต่อย่างใด) คราวนี้เราเจอนีโมเยอะมากๆ และที่โชคดีกว่านั้นคือเจอปลาสิงโตอีกด้วย เสียดายที่ไม่มีกล้องถ่ายรูปใต้น้ำ เลยไม่มีอะไรมาฝากเลย ไว้คราวหน้าจะเอา Action Cam ไปด้วย

LIPE-26

ประชาสัมพันธ์ที่เกาะรอกลอย จะมีคนกล้าไปถามไหมเนี่ย

LIPE-28 LIPE-37

คนเรือของเรามีสองคน คนนึงคุมหัว คนนึงคุมท้ายเรือ เค้าบอกว่าเป็นอา-หลานกัน ไม่ใช่พ่อ-ลูก  ข้อดีอีกอย่างของการจองเรือส่วนตัวคือคนเรือเค้าจะลากพาเราไปดูปะการังได้ทั่วถึง เพราะบางที่น้ำเชี่ยวมาก ถ้าว่ายเองคงไม่สามารถไปไกลขนาดที่เค้าลากเราไปได้

LIPE-38อีกเกาะที่น่าสนใจคือเกาะหินงาม ซึ่งแปลกประหลาดมากเพราะทั้งเกาะมีแต่หิน คนที่มาที่นี่ก็จะพยายามเรียงหินซ้อนๆกันให้ได้ 9 10 11 ก้อนเพื่อขอพร เราเองก็พยายามเรียง แต่พบว่ามันยากเอาการ เลยเลิกล้มความตั้งใจและถ่ายรูปคอนโดหินของคนอื่นมาแทน ที่นี่เค้ามีคำเตือน ว่าห้ามขโมยหินออกมา เพราะเจ้าที่แรง จริงๆก็คงเป็นคำขู่เอาไว้ป้องกันนักท่องเที่ยวมาหยิบออกไป คิดง่ายๆถ้ามาหยิบไปคนละก้อน แว๊บเดียวเกาะนี้ก็คงไม่เหลืออะไรให้ดูอีก

LIPE-39เกาะนี้เป็นจุดพักทานอาหารกลางวัน มีชิงช้าให้โยกเล่น

LIPE-29นี่คือเรือของเรา ชื่อ JC ESTHER 2 แต่ละซีรีย์ก็จะมีเรือหลายๆลำ

LIPE-27ยังไงก็ขอยืนยันว่าทะเลไทยสวยๆยังมีให้ดูอยู่ อันนี้น่าจะถ่ายจากผาที่เกาะรอกลอย

LIPE-22เส้นขอบฟ้า ที่คงไม่มีที่ให้ดูแล้ว นอกจากมาที่กลางทะเล

LIPE-40หลังจากหมดวันเราก็กลับมาที่พัก เจอแมวตัวนี้นอนเก๊กอยู่เลยกดมาซักรูป มันคงโดนถ่ายรูปมาเยอะมาก จนรู้ว่าต้องทำหน้ายังไง

LIPE-30บอกแล้วว่าน้องหมาที่นี่เค้ามีความสุข ดูมันนอนดูพระอาทิตย์ตกดิ อยากจะเข้าไปหยิกพุงด้วยความอิจฉา

LIPE-31จะว่าไปที่พักบนเกาะหลีเป๊ะก็มีเยอะ แต่บางอันก็ไม่ได้มีจอง Online ทำให้คนไทยไม่ค่อยรู้จัก อย่างตรงนี้ก็อยู่ในซอยคนเดิน แล้วเข้าตรอกมาอีกนิดเดียวเอง โดยมากจะราคาถูก ให้ฝรั่ง backpack มาพักกันเป็นเดือนๆ

LIPE-33 LIPE-34 LIPE-35พอตกกลางคืน เราก็ไปชิมโรตีชาชัก ร้านดังของที่นี่ ราคาแพงเวอร์ๆ ขนมปังน่าจะ 60 ส่วนชาชักนี่แก้วละ 50 ถ้าไม่คิดอะไรมาก ร้านอื่นๆที่อยู่ในถนนคนเดินขายโรตีชาชักถูกกว่าเกือบครึ่ง แล้วรสชาติก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนะ

LIPE-32ของกินพวกน้ำปั่นก็มีพร้อม สำหรับคนที่มั่นใจในเงินที่อยู่ในกระเป๋าสตางค์ของตัวเอง ราคาน้ำปั่นนี่กลับมากิน Starbucks ได้สบายๆ

LIPE-36สำหรับคนที่อยาก Chill by the Beach ก็มีเสื่อหมอนพร้อม แค่ซื้อเบียร์อะไรนิดหน่อย ก็น่าจะนั่งได้แล้ว แต่ราคาก็คงบวกมาหมด ตัวเราเองก็ไม่ได้ถามมา ว่าเท่าไหร่

LIPE-41ส่งท้ายกันด้วยรูป Selfie ของเราสองคน ทริปนี้ถ่ายด้วยกล้องคู่ใจตัวเดิม OLYMPUS : OLYMPUS OM-D E-M5 กับเลนส์ครอบจักรวาล Panasonic : LUMIX G 20mm F1.7 ASPH.

ไว้เจอกันใหม่ทริปหน้า สวัสดีคร้าบ

 

 

 

Lipe

A journey to beautiful island south of Thailand
ตอนที่ 1 | ตอนที่ 2

Eastern Europe 2013

A Journey to Eastern Europe. Germany, Austria and Czech Republic.

 

LiPE : เกาะสวรรค์

LIPE-1-1

เกาะหลีเป๊ะเป็นอีกที่ ที่ยังน่าเที่ยวอยู่ เพราะว่าความลำบากในการเดินทางนี่แหละที่ทำให้เกาะแห่งนี้ยังมีธรรมชาติที่ค่อนข้างดี ถ้าเทียบกับกระบี่หรือภูเก็ด

การเดินทางไปเกาะหลีเป๊ะไปได้หลายแบบ โดยมากคนกรุงเทพจะนั่งเครื่องบินไปลงที่หาดใหญ่ก่อนแล้วเดินทางต่อจากหาดใหญ่ไปยังท่าเทียบเรือปากบารา จังหวัดสตูล ถ้าเงินไม่ใช่ปัญหา ก็จองรถตู้จากสนามบินไปเลย จะง่ายและสะดวก โดยปรกติค่ารถตู้จากสนามบินหาดใหญ่ถึงปากบาราอยู่ที่หัวละ 300 บาท  ถ้าอยากประหยัด ก็ให้เดินออกมาจากสนามบิน นั่งรถสองแถวจากด้านหน้าสนามบิน ไปยังท่ารถตู้ ค่าสองแถวคนละ 30 บาท แล้วต่อรถตู้จากตรงนั้นไปปากบาราที่ราคาคนละ 100 บาท

โดยปรกติรถตู้ก็จะนำไปส่งต่อให้ผู้ให้บริการเรือ ที่เป็นค่ายเดียวกัน พอมาถึงพนักงานตรงปลายทางรถตู้ก็จะเสนอขายที่นั่งรถตู้ขากลับกับเรา ในราคาเที่ยวละ 150 บาท ซึ่งแพงกว่าขามา พร้อมบอกเหตุผลนู่นนี่ … ขอบอกว่าอย่าซื้อ เค้าหลอกกินเงินท่านแล้ว เพราะเราเจอมาเองกับตัว (ขอ fast forward ไปตอนขากลับ) เราพบว่าคนที่มาซื้อที่นั่งเอาตอนนั้น จ่ายเงินแค่ 100 บาท ไหงเราซื้อก่อน แต่จ่ายแพงกว่า  พอรู้เช่นนั้น เราเดินไปขอเงินคืนจากพนักงานนั่งโต๊ะที่บอกขายกับเราวันก่อน เค้าทำหน้าเซ็ง และก็ควักเงินในเก๊ะคืนมาคนละ 50 บาทโดยดี  นี่เป็นดอกนึงที่ทำให้เบื่อการเที่ยวเมืองไทยมากๆ ไปเมืองนอกเป็นสิบหนแทบไม่เคยโดนโกง มาเจอคนไทยด้วยกันนี่แหละโกง เสียความรู้สึกจริงๆ

LIPE-2-1 มาถึงเรื่องเรือ ก็จะมีหลายทางเลือก จะไปแบบ Speed Boat หรือ Ferry ก็ได้ เราเลือกแบบ Ferry เพราะถูกกว่า เรือยี่ห้อ Andaman Express เป็นแบบมีแอร์ แต่จะเย็นสบาย จะหนาวขั้วโลกหรือร้อนนั้นขึ้นกับที่นั่ง เพราะระบบแอร์เป็น Central Air เป่าแบบไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม ใครอยู่ตรงทางแอร์ก็ตาย คนอยู่นอกทางแอร์ก็ตายเช่นกัน ค่าเรือจะอยู่ที่หัวละ 900 บาท ไป-กลับ ก็แนะนำให้ใช้เรือนี้นะเพราะจะไม่แวะลงเกาะตะรุเตาให้เสียเงิน และเสียเวลา เกาะมันก็ไม่มีอะไรน่าสนใจเท่าไหร่

พอไปถึงปากบาราให้รีบไปหาเจ้าหน้าที่เรือและรับบัตรคิว เพราะว่าคิวขึ้นเรือเค้าจะเรียกตามเลขนี่แหละ ใครขึ้นก่อนก็ได้เลือกที่นั่งก่อน

LIPE-3-1

หลังจากหลับพับอยู่ในเรือเกือบสามชั่วโมง ก็ได้เวลาผจญภัยต่อกันแล้ว เนื่องจากเรือ Ferry มันลำใหญ่ ไม่สามารถเข้าเทียบชายหาดได้ จึงมีการสร้างโป๊ะมาเป็นสถานีกลาง ให้คนลงจากเรือใหญ่มาต่อเรือหางยาว พร้อมกับดูดเงินในกระเป๋าอีกต่อนึง ค่าเรือหางยาวจากโป๊ะสู่เกาะที่อยู่ในระยะนิดเดียวอยู่ที่ 50 บาท

ไม่รู้ว่าที่เราไปมันคือวันซวยหรืออย่างไร เราต้องรอลงเรือหางยาว ใช้เวลาไปเกือบ 1 ชั่วโมง ทำให้เห็นความห่วยแตกของการจัดการจัดคนลงเรือหางยาว สรุปง่ายๆคือใครหน้าด้านกว่า ใครวีนมากกว่า ก็จะได้ไปก่อน ส่วนคนเงียบๆต่อแถวปรกติ ก็จะได้ไปทีหลัง สมเป็นประเทศพัฒนาแล้วโดยแท้ (ประชด)

LIPE-4-1สำหรับที่พัก เราเลือกง่ายๆ ถูกๆเหมือนเดิม ก็เลยมาลงที่ บันดาหยา ที่พักราคาไม่แพง อยู่หน้าหาดพัทยาและใกล้ถนนคนเดิน เราเลือกห้องแบบ Standard Air Condition  แปลตรงๆก็คือแบบถูกที่สุด สำหรับ Facility ในห้องก็มีสบู่ แชมพู ผ้าเช็ดตัว ตู้เย็น  เซฟ น้ำเปล่า 2 ขวด ทีวี  และ Free Wifi  เรียกว่าครบมากๆ

LIPE-5
ปรกติของการเดินทางมาเที่ยวเกาะหลีเป๊ะ วันแรกและวันสุดท้ายก็จะเสียฟรีไปโดยปริยาย เนื่องจากต้องต่อทั้งเครื่องบิน รถ เรือ  ดังนั้นแผนวันแรกของเราจึงไม่มีอะไรนอกจากนอนพัก และออกไปหาของกินที่ถนนคนเดิน แต่ก่อนอื่นสิ่งที่ต้องทำอีกอย่างก็คือการ confirm คนเรือ ที่จะพาเราออกทะเลในวันรุ่งขึ้น ครั้งนี้เราจองเรือส่วนตัว ไปกันแค่สองคน เพราะจะได้อยู่ในที่ๆอยากอยู่ได้นานตามสบาย และราคาก็ไม่ได้แพงกว่าการไปแชร์เรือกับคนไม่รู้จักมากนัก ที่เล่าให้พังละเอียดนี่ก็เพราะเราเจอปัญหาใหม่ คนเรือที่เราจองเอาไว้ มากกว่าครึ่งปี ดันบอกว่าไม่สามารถเอาเรือออกได้พรุ่งนี้ เพราะเหตุผลบางอย่าง ซึ่งเราก็ เฮ้ย นี่จองมาครึ่งปีแล้วนะ ยังมาไม่ว่างได้อีกเหรอ แล้วทำไมต้องมาทำธุระวันพรุ่งนี้ ทั้งๆที่รู้ว่ามีคนจองให้ออกเรือ เรียกว่าสตั๊นกันไปหลายนาที

ปัญหาที่แย่กว่า คือลุงแกไม่ได้หาตัวตายตัวแทนไว้ให้ เลยขอเวลาแว๊บนึงโทรหาญาติแกก่อน สุดท้ายแกก็โทรกลับมา ว่าหาได้แล้ว แต่ราคาที่ตกลงกันไว้ ไม่ได้แล้วนะ (อ้าว เฮ้ย !) สตั๊นรอบสองต่ออีก เงินเตรียมมาเหมือนจะเกือบไม่พอ …  สุดท้ายเราก็โดนมันมือชก เพราะคงไม่สามารถตอบปฏิเสธคนใหม่ และนอนกลิ้งอยู่ในห้องนอนตลอดทริป แล้วจะมาหลีเป๊ะเพื่อ ? สุดท้ายก็เลยต้องเตือนเพื่อนๆก่อน ว่าถ้าจองเรือไว้ ก่อนไปสักอาทิตย์และสองสามวัน ให้โทรจิกคนเรือให้เรียบร้อย อย่านิ่งนอนใจเหมือนเรา คนไม่มีความรับผิดชอบมันก็มีอยู่มากมาย หาทางรับมือได้แต่เนิ่นๆจะดีกว่า

ปล. รูปแมวนี่คือเอามาประกอบการโม้ แต่ไม่ได้เกี่ยวอะไรเลย

LIPE-6
พอจัดการปัญหาคนเรือจบ เราก็ได้เวลาออกหาอาหาร เดินออกมาหน้าที่พักก็เจอร่มสีรุ้ง ซึ่งคุ้นๆเหมือนว่าจะอยู่มาหลายปีแล้ว

LIPE-7ร้านอาหารส่วนมากก็เริ่มมาตั้งโต๊ะรอลูกค้ากันแล้ว ส่วนเราเจอหมาแมวอะไรก็ชอบถ่ายไปเรื่อยแหละ
LIPE-8พวกเรือเล็กต่างๆก็เริ่มกลับเข้าฝั่ง
LIPE-9บรรยากาศถนนคนเดินตอนยังไม่มืด ยังว่างๆอยู่ คนส่วนใหญ่จะเริ่มมาตอนค่ำแล้ว เนื่องจากภารกิจของเราคือสำรวจของกิน รอบนี้จึงเป็นการดูราคาซะมากกว่า ของกินบนเกาะนี้ ถ้ากินแบบดีๆหน่อยจะราคาเท่ากับหรือแพงกว่ากินบุฟเฟ่ต์โรงแรมในกรุงเทพเสียอีก ทำให้เราต้องสำรวจร้านอาหารตั้งแต่ต้นซอย ยันท้ายซอย เพื่อสรรหาของกินที่ดูแล้วคุ้มค่าเงินมากที่สุด

LIPE-10

ของแปลกใหม่สำหรับที่นี่คือร้าน 7-11 ที่ไม่เคยคิดว่าจะมี แต่ก็ไม่ได้มาขายตัดราคากับร้านท้องถิ่น (แน่ละ ถ้าขายถูกกว่าคงโดนชาวบ้านถล่มยับไปแล้ว) พอเรากดถ่ายรูปนี้แหละ ฝรั่งขี้เมาคนนึง ที่นั่งอยู่ตรงนั้นพอดีก็ถามขึ้นมาว่า เฮ้ย ยูถ่ายรูป 7-11 เนี่ยนะ ???? เราเลยตอบกลับไปว่า เออใช่ ก็มันแปลกนี่หว่า … ฝรั่งมันก็ขำ แล้วก็โบกมือให้เราไปเหอะๆ แบบว่ากรูไม่เข้าใจไอ้คนพวกนี้เลยจริงๆ

สำหรับราคาสินค้าใน 7-11 ที่นี้คือเอาราคาปรกติ x2 เข้าไป จบ

LIPE-16
LIPE-17
LIPE-11
LIPE-12
LIPE-14
LIPE-13

สำหรับจุดน่าสนใจอีกอันในถนนคนเดินคือป้ายหลักกิโล 0 ที่ทุกคนที่เดินผ่านต้องหยุดถ่ายรูป  ถึงตอนนี้ร้านค้าต่างๆก็ตั้งแถวเสร็จหมดแล้ว เราเลยแวะกินอาหารตามสั่งร้านนึง ที่ราคาถูกเกือบที่สุดในถนน และคนเยอะ แสดงว่าไว้ใจได้อยู่ พอทานข้าวเสร็จเราก็เดินกลับที่พัก

LIPE-15

ระหว่างทางเดินกลับเป็นเวลามืดๆแล้วพอดี เลยแวะถ่ายรูปแสงสวยๆมาเพิ่มสักหน่อย

LIPE-18

เกิดเป็นหมาบนเกาะหลีเป๊ะนี่ดูมีความสุข เพราะได้นอนดูพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าทุกวัน ดูอย่างเจ้าตัวนี้เป็นต้น นอนสบายเวอร์

LIPE-19สุดท้ายก็กลับมาถึงที่พัก รีบเข้านอนเพราะวันรุ่งขึ้นต้องออกทะเลแล้ว เก็บแรงไว้หาปลานีโมดีกว่า

 

โตเกียวเที่ยวเอง #10 : Sayonara Tokyo

มาถึงวันสุดท้ายของทริปคราวนี้แล้ว ไฟลท์กลับเป็นช่วงบ่ายๆ ที่สนามบินนาริตะ ทำให้ช่วงเช้าพอมีเวลา เก็บข้าวของเสร็จก็ออกไปเดินเล่นถ่ายรูปชิลๆ

Asakusa

แถว Asakusa ช่วงเช้าที่ฝนตก

Asakusa

บ้าน (?) เก่าซ่อนในหมู่ตึก

Wonda

อรุณสวัสดิ์กับชิโนดะ มาริโกะ

Dragonball Z

Dragonball Z กระป๋อง โกคูเป็นรสไซเดอร์ ส่วนเบจิต้าเป็นรสโค้กซีโร่

Japan Election

โปสเตอร์เลือกตั้งของจริง มีชื่อผู้สมัครตัวโตๆ ว่าแต่ไม่มีหมายเลขให้เลือกกาเหรอ?

Evangelion

ร้านขายเครื่องสำอางมีน้ำหอม Evangelion ของด้วย

Evangelion

อันนี้ยาหยอดตา (มั้ง)

NMB48

มีโกนหนวดรุ่น Samurai Edge พรีเซ็นเตอร์โดยสาวๆ NMB48

Wonda

โฆษณากาแฟ Wonda เห็นทั่วบ้านทั่วเมือง

Meganekko

รวมสาวแว่น

ปลาไหล

ผ่านร้านข้าวหน้าปลาไหลเจ้าดัง ขนาดฝนตกคนยังรอคิวกันเพียบ

Denny's

รอคิวไม่ไหวเดี๋ยวจะตกเครื่อง เดินเลยไปฝากท้องที่ Denny’s แทน

กินข้าวเสร็จ กลับที่พัก เช็คเอาท์ให้เรียบร้อย แล้วก็นั่งรถไฟจาก Asakusa ไปสนามบินนาริตะ

Train

วิวข้างทาง มีแต่ทุ่งนา

พอมาถึงนาริตะ เห็นคิวต่อแถวเช็คอินของการบินไทยแล้วเครียด ยาวมากๆ ต่อแถวอยู่สักชั่วโมงนึงได้กว่าจะถึงคิว พอเสร็จเรียบร้อย ผ่านตรงที่ตรวจร่างกาย ก็แทบไม่เหลือเวลาเดินซื้อของใน Duty Free ได้แวะแค่ร้านของฝาก ซื้อ Tokyo Banana กับ KitKat (ของฝากมาตราฐาน) ก็หมดเวลาแล้ว

SKE48

Flight กลับมี SKE48 ให้ฟังด้วย

Kyary Pamyu Pamyu

Kyary Pamyu Pamyu ก็มี

On the plane

ในรูปตรงปลายปีกเครื่องบิน เห็นลิบๆ นั่นไม่รู้ว่าใช่ภูเขาไฟฟูจิหรือเปล่า

บินตรงกลับเมืองไทยโดยสวัสดิภาพ เป็นอันจบทริปนี้

โตเกียวเที่ยวเอง #9 : Makuhari Messe

หนึ่งในเหตุผลที่มาโตเกียวในช่วงนี้ก็คือ มางานอีเวนต์จับมือของวง AKB48 ที่จัดในช่วงนี้พอดี โดยสถานที่จัดคราวนี้คือ Makuhari Messe จังหวัดชิบะ ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของโตเกียว

การเดินทางก็นั่งรถไฟออกจากโตเกียวมาประมาณ 50 นาที ลงที่สถานี Kaihinmakuhari

Chiba Marines

ออกจากสถานีมาก็จะเจอห้าง Plena ต้องเดินอ้อมไปทางด้านขวาของห้าง ถึงจะไปยัง Makuhari Messe ได้

ส่วนตัวมาสค็อตที่อยู่ด้านหน้านี่เป็นของทีมเบสบอล Chiba Marines ซึ่งมีสนามเหย้าอยู่ใกล้ๆ นี้

Kaihinmakuhari

อันนี้ถ่ายย้อนกลับไปทางสถานีรถไฟ จะเห็นคนทยอยมากันเรื่อยๆ

Makuhari Messe

เดินอ้อมห้างไป ข้ามสะพานลอย แล้วก็จะเจอกับ Makuhari Messe ซึ่งจะเป็น hall ขนาดใหญ่ อารมณ์ประมาณ Impact challenger hall บ้านเรา งานอีเวนต์ของ AKB48 ในเขตโตเกียวถ้าไม่จัดที่นี่ก็จะจัดที่ Tokyo Big Sight

Makuhari Messe

ระหว่างทางมี staff ถือป้ายบอกทางตลอด หรือเดินตามฝูงชนไปยังไงก็ไม่หลงทาง

งานจับมือของ AKB48 สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคย ก็คือเวลาเราซื้อซีดีของวงจะได้บัตรจับมือแถมมาด้วย ซึ่งเอามาใช้เข้างานแบบนี้ได้ (ประเภทของบัตรจับมือมีกี่แบบ มีกติกายังไง ซื้อด้วยวิธีไหน ขอละไว้ละกัน รายละเอียดมันเยอะ)

Makuhari Messe

สีสันของงานจับมือนอกจากจะได้มาเจอกับเมมเบอร์ AKB48 ตัวเป็นๆ แล้วยังมีมุม trade ของ (เช่น รูปสะสม) สำหรับแฟนๆ มีแฟนๆ กลุ่มที่คอสเพลย์มางานกันแบบจัดเต็ม

AKB48 Handshake Event

อันนี้คอสเพลย์นะ ไม่ใช่แก๊งซิ่งของจริง

ในงานก็จะมี verify ตัวตนกันเล็กน้อยเพื่อป้องกันคนมั่ว มีบอร์ดแปะไว้ว่าต้องเตรียมเองสารยืนยันตัวตนอะไรบ้าง เห็นตัวอย่างหลักฐานของชาวต่างชาติแล้วก็ตลกดี

Identity

พาสปอร์ตไทย ชื่อ ฉัน นามสกุล น่ารัก ?

งานนี้เป็นงานจับมือหนแรกที่เคยมาร่วมก็ทำอะไรไม่ถูก โชคดีที่บังเอิญเจอ Admin B จากเว็บ 48.in.th คนเดิมที่เจอที่ตลาดปลาวันก่อน ช่วยเหลือมั่วๆ กันไปได้

เนื่องจากเป็นครั้งแรก ไม่ประสาอะไรมาก มีบัตรจับมือสองใบ ก็ได้จับมือสองคนคือ Hirata Rina กับ Oya Shizukaถือเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ที่ได้จับมือกับไอดอลตัวเป็นๆ บางคนที่ซื้อซีดีหลายแผ่นก็จะได้บัตรจับมือหลายใบ ได้จับมือกับหลายคน เป็นการตลาดสไตล์ AKB48 ที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ยอดขายซิงเกิ้ล Sayonara Crawl ถล่มทลายถึง 1.9 ล้านแผ่น

จบจากงานจับมือแล้วไม่มีโปรแกรมอะไรเป็นพิเศษ เลยไปเดินเล่นแถว Akihabara อีกสักรอบ

Curry

เจอร้านข้างแกงกะหรี่คิงคอง (จริงๆ มันชื่อ Go go kare) ที่เคยเห็นโลโก้บนเสื้อ uniqlo ที่ขายในบ้านเรา ก็เลยลองเข้าไปกินดู

Kare

กดตู้เมนูหน้าร้าน เลือกข้าวแกงกะหรี่หมูทอด ได้ออกมาหน้าตาแบบนี้ ปัญหาคือมีให้แต่ส้อม ไม่มีช้อน พอหันไปดูคนอื่นในร้านเค้าก็ใช้ส้อมกินกันหมด ก็เลยต้องทำตามคนญี่ปุ่นไป

เดินผ่านตึก Belle Salle ที่จัดงานนิทรรศการเลือกตั้งวันนี้ดูมีกลุ่มแฟนๆ AKB48 เยอะเป็นพิเศษ

SKE48

AKB48

เสื้อสวยดี แต่ไม่เห็นมีขายที่ไหน

AKB48 Cafe

หน้า Cafe ก็ยังมีคนต่อคิวเข้าเหมือนเดิม

Sumida River

กลับมาถึงที่พักแล้วก็ขึ้นไปชั้นดาดฟ้าเพื่อเก็บภาพวิวแม่น้ำสุมิดะยามค่ำคืน ก่อนจะไม่มีโอกาสเพราะคืนนี้เป็นคืนสุดท้ายในทริปครั้งนี้แล้ว

โตเกียวเที่ยวเอง #8 : ตลาดปลา Tsukiji / Science Museum

ผมรู้จักชื่อตลาดปลา Tsukiji ครั้งแรกจากการ์ตูน ไอ้หนุ่มซูชิ (สำนักพิมพ์บูรพัฒน์ ออกมา 60 กว่าเล่มแล้ว ยังไม่จบ) เป็นการ์ตูนที่วาดตัวละครได้ไม่หล่อไม่สวยเลย พล็อตเรื่องก็ cliche มากๆ แต่จุดเด่นของเรื่องนี้คือภาพวาดซูชิที่ดูน่ากินมาก + ข้อมูลวัตถุดิบซูชิระดับละเอียดยิบ ทำให้ตั้งใจว่า มาญี่ปุ่นแล้วก็จะขอไปดูตลาดปลา Tsukiji ให้ได้สักครั้งว่าเป็นยังไง

ไอ้หนุ่มซูชิ

ภาพปกเอามาจากเว็บ ToonZone

ตลาดปลา Tsukiji เป็นตลาดขายปลาและอาหารทะเลขนาดใหญ่ที่สุดของโลก ภายในแบ่งเป็นโซนตลาดปลากับโซนขายของ+ร้านอาหาร โดยโซนตลาดปลาจะให้คนทั่วไปเข้าไปได้หลัง 9 โมงเช้าเท่านั้น ส่วนโซนขายของคนทั่วไปมาเดินได้ตั้งแต่ตลาดเปิด

ตรงโซนนี้มีร้านซูชิเปิดอยู่หลายร้าน แต่ร้านที่ดังที่สุดคือร้าน ซูชิได (寿司大) ที่ต้องต่อคิวรอกินกันนานมาก ผมพยายามตื่นเช้านั่งรถไฟใต้ดินมา ไปต่อคิวเอาราวๆ 6 โมงครึ่ง ก็เจอคนมาก่อนหน้าเป็นสิบแล้ว (บังเอิญเจอแอดมิน B แห่งเว็บ 48.in.th ต่อคิวอยู่ด้วย) กว่าจะได้กินก็รอไปราวๆ 3 ชม. ถ้าใครจะมากินแบบไม่เสียเวลา แนะนำให้หาที่พักใกล้ๆ ตลาด Tsukiji นี่หรือไม่ก็นั่งแท็กซี่เอา (ร้านเปิดตีสี่ครึ่ง)

ตลาดปลา Tsukiji

ระหว่างรอก็ถ่ายรูปไปเรื่อย

ตลาดปลา Tsukiji

คนขับรถส่งของวิ่งกันขวักไขว่

ทางร้านเค้าจะจัดให้ลูกค้าเข้าไปเป็นชุด ชุดละ 12-13 คน ก่อนเข้าไปก็จะมีเซตเมนูให้ดูก่อน เลือกได้คือเซตใหญ่ 10+1 คำ 3,900 เยน กับเซตเล็ก 7 คำ 2,500 เยน เชฟจะปั้นมาให้ทีละคำๆ จนจบเซตแล้วถึงจะสามารถสั่งเพิ่มได้ เท่าที่เห็นส่วนใหญ่ก็สั่งเซตใหญ่กัน

ภายในร้าน Sushi Dai

ภายในร้านแคบมากๆ มีที่พอให้นั่งกินเท่านั้น ไม่ควรแบกข้าวของพะรุงพะรังอะไรเข้าไป จากในรูป ด้านหลังคนที่นั่งกันอยู่มีที่เหลือแค่ให้คนเดินได้คนเดียวเท่านั้น

พอเข้าไปนั่งแล้วทางร้านก็มีชา มีซุปให้ เชฟก็จะปั้นซูชิวางบนเคาท์เตอร์ไม้ด้านหน้ามาให้ทีละคำๆ ถ้าขิงดองหมดก็เติมให้ด้วย

Sushi Dai

หอยเม่นหลุดโฟกัส

Sushi Dai

อันนี้โทโร่

เซตใหญ่ 10+1 คำก็คือ เชฟเลือกให้ 10 คำ จบแล้วให้เราเลือกได้เองอีก 1 คำ ผมตัดสินใจไม่ถูก สุดท้ายก็เลือกโทโร่ไป เบ็ดเสร็จแล้วใช้เวลากินราวๆ 40 นาที ก็ออกจากร้านมาแล้วให้ลูกค้าชุดต่อไปเข้ามากิน

ถ้าไม่นับว่าต้องต่อคิวนานมากๆ แล้ว ถือว่าเป็นซูชิที่อร่อยและคุ้มราคามาก ราคานี้ในบ้านเราหาแบบที่ได้ปลาแบบนี้ยังยากเลย แต่ถ้าไม่อยากต่อคิว บางคนเค้าว่าไปร้าน Sushi Daiwa ใกล้ๆ กันเป็นของครอบครัวเดียวกัน อร่อยเหมือนกัน แต่คิวสั้นกว่ามาก

กินซูชิเสร็จ ตลาดปลาก็เปิดให้คนภายนอกเข้าได้แล้ว

Tsukiji

ด้านในตลาด

Tsukiji Fish Market

เครื่องแล่ปลาแช่แข็ง

Tsukiji Fish Market

ปลาหลากชนิด

ตอนที่เข้าไปดูราวๆ เกือบ 11 โมง หลายๆ ร้านก็เริ่มจะปิดกันแล้ว ก็เลยไม่ได้เห็นอะไรอาหารทะเลหน้าตาแปลกๆ มากซักเท่าไหร่

นอกจากนี้แล้วที่ตลาดปลา Tsukiji นี่ยังมีให้ดูการประมูลปลาทูน่าฟรีด้วย แต่ต้องมารับคิวตั้งแต่เช้ามืด (ราวๆ ตีสามเป็นต้นไป) ไม่แน่ใจว่าจะยังเปิดให้ดูจนถึงเมื่อไหร่ เพราะตลาดปลาที่นี่มีแผนจะย้ายไปตั้งที่อื่นแทนในไม่กี่ปีนี้ ถ้ามีโอกาสและเวลา ก็น่าลองแวะไปดูครับ

ออกจากตลาดปลา ก็แวะกลับไปที่สวน Ueno ที่ไปมาเมื่อวันก่อนเพื่อไปเก็บตก museum สองที่ คือ National Museum of Western Art กับ Science Museum ทั้งสองที่อยู่ติดกันเลย

เริ่มต้นที่ NMWA ก็เป็น museum ขนาดกะทัดรัด เดินไม่เกิน 2 ชม.ก็ทั่ว มีทั้งงานภาพเขียนและรูปปั้นของศิลปินตะวันตก ตั้งแต่ยุค Renaissance มาถึงช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ผมสนใจงานพวก Impressionist ก็มีให้ดูพอสมควร

NMWA

ด้านใน

Thinker

ในสวนมี The Thinker ของ Rodin ด้วย แต่ตัวนี้ไปดูที่ปารีสจะขลังกว่านะ

ออกจาก NMWA ก็เข้า Science Museum ที่อยู่ข้างๆ ได้ทันที

ที่ Science Museum นี่ก็เหมือนพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ทั่วไปคือ เด็กเยอะมาก แล้วก็ของที่จัดแสดงก็จะออกไปในทางส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับเด็กมากกว่า แต่ในฐานะที่เคยเป็นเด็กที่อยู่ในประเทศที่ไม่มี Science Museum ดีๆ ให้ดู การได้มา museum แบบนี้ทีไรก็ตื่นตาตื่นใจทุกครั้ง

Science Museum

กองทัพสัตว์จำลอง

Science Museum

อันนี้ให้ดูระบบทางเดินอาหารของวัว

Science Museum

โครงกระดูกไดโนเสาร์ก็มี

ไฮไลท์ของที่นี่ที่ไม่ควรพลาดคือ 360 Theater ที่ให้เราเข้าไปในห้องทรงกลม มีสะพานพาดจากฟากนึงไปอีกฟากนึง รอบๆ เป็นจอภาพฉายหนังสารคดีแบบ 360 องศา มุมมองเหมือนกับได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์จริงๆ มีทั้งลอยอยู่บนฟ้า ดำลงไปใต้น้ำ ทำดีมาก ถึงแแม้เสียงบรรยายจะเป็นภาษาญี่ปุ่น แต่ดูวิดีโออย่างเดียวก็เข้าใจได้

นอกจากโซนชีวิตสัตว์โลกแล้วก็ยังมีวิทยาศาสตร์แขนงอื่นๆ เช่นพวกโซนเครื่องจักร แร่ธาตุ พลังงาน ฯลฯ แต่ป้ายส่วนใหญ่เป็นภาษาญี่ปุ่น ถ้าอ่านไม่ออกแล้วก็ลำบากหน่อย แต่ในภาพรวมแล้วถือเป็น museum ที่ทำได้ดีเลย

วันนี้ตอนเย็นมีนัดเจอมิตรสหายท่านหนึ่ง แต่ยังไม่ถึงเวลานัดก็เลยไปเดินเล่นแถวสถานี Nippori เดินไล่ลงมาจนถึงสถานี Nezu

แถบ Nippori-Nezu ส่วนใหญ่ก็เป็นบ้านคนธรรมดา บรรยากาศค่อนข้างสงบ ไม่พลุกพล่าน มีบ้านไม้เก่าๆ สวยๆ ให้อารมณ์ย้อนยุคเล็กน้อย

Nezu-Nippori

Nezu-Nippori

อันนี้ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นอะไร

Nezu-Nippori

ร้านเปิดท้ายขายของแบบนี้ก็มี

เดินจนเหนื่อยก็แวะร้านกาแฟเก๋ๆ แถวนั้น ชื่อ Kayaba Coffee ถ้าขึ้นไปนั่งชั้นสองจะเป็นโต๊ะญี่ปุ่น + เสื่อทาทามิ มองออกไปนอกหน้าต่างชมวิวสวยๆ ได้

Coffee

Green Tea Cake

ลาเต้ร้อน + เค้กชาเขียวรสละมุน ไม่หวานจนเลี่ยน

พอถึงเวลานัดก็ไปเจอมิตรสหายท่านหนึ่งแถว Asakusa แต่พอดีมิตรสหาย OL ของมิตรสหายท่านนั้นชวนกินข้าวเย็น ก็เลยไปเจอกันแถวๆ Shinbashi แทน

ร้านที่ไปกินเป็นร้านแนว Izakaya คือพวกคนทำงานมากินกันหลังเลิกงาน เน้นกินกับ/ของเสียบไม้ย่าง + เบียร์/สาเก วิธีไปค่อนข้างลำบาก ต้องเข้าไปในตึกที่จำชื่อไม่ได้ แล้วกดลิฟต์ขึ้นไป เปิดออกมาแล้วเป็นร้าน Izakaya อลังการ แบ่งเป็นห้องส่วนตัวนั่งได้ประมาณห้องละ 5-6 คน ซาลารี่แมน+OL เต็มไปหมด

Izakaya

ถั่วเอาไว้กินเล่น

Izakaya

ของเสียบไม้ย่าง

Izakaya

โอโคโนมิยากิหน้าอะไรสักอย่าง

Izakaya

ฮัมบากุ

Izakaya

ซุปอะไรไม่แน่ใจ

มื้อนี้มิตรสหาย OL เลี้ยงด้วย เป็นมื้อที่อิ่มเอมมาก

โตเกียวเที่ยวเอง #7.2 : Ikebukuro / บ้านพัก Tokiwa

ออกจากย่าน Ebisu แล้ว นั่งรถไฟมาถึงย่าน Ikebukuro ฝนก็ยังตกอยู่ แต่ด้วยความตั้งใจมากินมื้อเที่ยงที่นี่ ทำให้เข้าไปกางร่ม ต่อคิวรอกินแบบไม่กลัวฝน

Ikebukuro

ฝนโตเกียวตกแบบที่จะกางร่มก็เกะกะ แต่ก็หนักเกินกว่าจะไม่กางร่มเลย

ร้านที่มากินเป็นมื้อเที่ยงคราวนี้คือ ราเมงซุปกระดูกหมู Mutekiya

Mutekiya

หน้าร้านหน้าตาเป็นแบบนี้

Mutekiya

มีคนกางร่มรอกินเหมือนกัน คิวยาวใช้ได้ ยืนรออยู่ราวๆ 30 นาที กว่าจะได้เข้าไปกิน ระหว่างรอเค้าจะมีเมนูมาให้เลือกก่อน มีภาษาไทยด้วย รับประกันได้ว่าเป็นร้านที่คนไทยมากันเยอะ

ตอนสั่งนอกจากเลือกว่าจะเอารางเมงแบบไหนแล้ว ยังเลือกได้ด้วยว่าจะเอาเส้นเยอะหรือว่าเส้นน้อย (แต่ราคาเท่ากัน) คือได้ topping เหมือนกันหมดทุกอย่างต่างแค่ปริมาณเส้น อาจจะเหมาะกับสาวๆ ที่กินไม่เยอะเท่าไหร่

Mutekiya

ราเมงออกมาหน้าตาแบบนี้ ชามนี้ 890 เยน (ตอนนี้น่าจะขึ้นราคาตาม VAT ไปแล้ว) อร่อยคุ้มราคาและการเสียเวลาต่อคิว หมูนุ่ม ไข่ต้มได้สุกเป็นยางมะตูมกำลังดี น้ำซุปเข้มข้นซดจนหมดชามได้เลย

กินอิ่มแล้วก็ออกมาเดินต่อ ลัดเลาะซอยทางทิศใต้ของสถานี Ikebukuro เดินหาอยู่สักพัก จนในที่สุดก็ได้เจอกับ โรงเรียนสตรี Jiyugakuen Myonichikan

Jiyugakuen Myonichikan

หน้าตาโรงเรียนเป็นแบบนี้

ตัวอาคารของ Jiyugakuen Myonichikan เป็นผลงานการออกแบบของ Frank Lloyd Wright สถาปนิกชื่อดัง เมื่อก่อนที่นี่ก็เป็นโรงเรียนปกติ แต่ตอนหลังเค้าย้ายการเรียนการสอนไปที่ campus อื่นหมดแล้ว ที่นี่เลยเหลือไว้เป็นสมาคมศิษย์เก่า รับจัดงาน event ต่างๆ (เช่น จัดงานแต่ง) ถ้าไม่มีโปรแกรมอะไรก็เปิดให้คนภายนอกเข้าชม (เก็บเงินด้วย)

Jiyugakuen Myonichikan

สภาพด้านใน

Jiyugakuen Myonichikan

มีห้องโถงกลางให้คนแวะจิบชากินขนม ที่เห็นคนเยอะๆ นี่คือรอฝนซา

นอกจากนี้แล้วที่ Jiyugakuen Myonichikan นี่ยังเคยเป็นสถานที่ถ่ายทำ PV เพลง Ue Kara Mariko ของ AKB48 ด้วย

PV เพลง Ue Kara Mariko ถ่ายทำที่นี่กันทั้งเพลงเลย

รอฝนซา ออกจากโรงเรียนสตรีมาแล้ว ที่ต่อไปที่ไปเยือนคือบ้านพักโทคิวะ สถานที่ในตำนาน อพาร์ตเมนท์สองชั้นเก่าๆ ที่นักเขียนการ์ตูนไส้แห้งหลายคนเคยอาศัยอยู่ ก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นตำนานของวงการการ์ตูนญี่ปุ่น เช่น เทสึกะ โอซามุ (คนเขียน Black Jack, เจ้าหนูอะตอม, ฯลฯ), ฟูจิโกะ ฟูจิโอะ (คนเขียนโดราเอมอน), อิชิโนโมริ โชทาโร่ (คนเขียนไซบอร์ก 009)

ที่ตั้งของบ้านพักนี่จะอยู่ในซอยระหว่างสถานี Ochaiminaminagasaki กับ Shiinamachi (พิกัด)

บ้านพัก Tokiwa

ไปถึงที่แล้วมีอนุสาวรีย์เล็กๆ เป็นบ้านพักจำลอง มีป้ายบอกประวัติ และแผนผังบอกว่านักเขียนคนไหนอยู่ส่วนไหนของบ้าน

บ้านพัก Tokiwa

ส่วนบริเวณที่เคยเป็นบ้านพักจริงๆ ตอนนี้กลายเป็นสนามเด็กเล่นไปละ

จบจากบ้านพักโทคิวะแล้วก็เดินทางกลับที่พัก เก็บข้าวของ ตั้งใจว่าจะออกไปหา Horumon กิน ลองถามที่ hostel ดูเค้าก็แนะนำมาร้านนึงชื่อ Gyu-Kaku 牛肉 อยู่ใกล้วัดเซนโซจิ ไม่ไกลจาก hostel นัก

คำว่า Horumon (ホルモン) จริงๆ มันคือ เครื่องในสัตว์เอามาย่างกินน่ะเอง มีที่มาจากคำว่า ฮอร์โมน ในความหมายว่าเป็นสารกระตุ้น (คนญี่ปุ่นเชื่อว่าเป็นอาหารเสริมพละกำลัง) รวมทั้งยังพ้องกับคำว่า 放る物 ในสำเนียงคันไซ ที่แปลว่าความหมายว่า ของที่ไม่เอาแล้ว ด้วย (ของเหลือหลังจากเอาส่วนที่เป็นเนื้อไปหมดแล้ว)

ที่อยากกินเพราะดันไปอ่านการ์ตูนเรื่อง เนื้อย่างจานเด็ด เข้า (สยามอินเตอร์คอมมิค 3 เล่มจบ) ก็เลยได้รับรู้วัฒนธรรมการกินเครื่องในย่างจนต้องมาหาลองของจริง (แต่ต้นตำรับแท้ๆ เค้าว่าต้องไปกินแถบโอซาก้า)

เนื้อย่างจานเด็ด

ปกเวอร์ชันญี่ปุ่นหน้าตาแบบนี้

Horumon

ตอนสั่งก็ดูไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไร ได้แต่ชี้ๆ ไม่รู้ชื่อเรียกสักอย่าง

Horumon

ตอนกินจะเคี้ยวสนุกกว่ากินเนื้อย่าง texture จะต่างกันออกไปตามชนิดของเครื่องใน

Horumon

ก็อร่อยเกือบหมด ยกเว้นอันที่หน้าตาคล้ายๆ ตับจะธรรมดาไปหน่อย

Horumon

มีเตาย่างให้ ถ้าเอาตามในการ์ตูนก็ต้องคอยเงี่ยหูฟังเสียงที่เนื้อจะร่ำร้องออกมาว่า “พลิกฉันสิ” แล้วกะเวลาพลิกให้พอดี จะได้รสชาติที่อร่อยที่สุด

Suntory

สั่งเบียร์ Suntory เย็นๆ มากินด้วย เข้ากันมากๆ

โตเกียวเที่ยวเอง #7 : Tearoom Tane / Museum of Yebisu Beer

มื้อเช้าของวันที่ 7 ในโตเกียวจะออกไปกินไกลสักหน่อย โดยไปถึงสถานี Takashimadaira ที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของโตเกียว นั่งรถจากที่พักตรง Asakusa ก็ราวๆ สามต่อ ใช้เวลาประมาณ 50 นาที

ร้านที่ไปชื่อว่า ティールームタネ (Tearoom Tane) ก็เป็นคาเฟ่ธรรมดา ขายกาแฟ ขายอาหารทั่วไปนี่แหละ

หน้าร้าน Tearoom Tane

เมนูหน้าร้าน Tearoom Tane

ความพิเศษของ Tearoom Tane นี่อยู่ที่ว่าเป็นร้านของครอบครัวของ Minegishi Minami หนึ่งในสมาชิก AKB48

Tearoom Tane

ในร้านก็จะมีมุมรวมผลงาน + ของที่ระลึกในโอกาสต่างๆ

Tearoom Tane

รวมซีดีที่ออก + ลายเซ็นเพื่อนฝูงในวง AKB48

Tearoom Tane

โมเดลจากในละคร Majisuka Gakuen

จังหวะที่ไปเป็นตอนเช้า ก็จะมีชุดอาหารเช้าเสิร์ฟ มีให้เลือกหลายเมนู ราคากลางๆ มาตรฐานร้านญี่ปุ่น

Tearoom Tane

สั่งเมนูขนมปัง ไส้กรอก ไข่ต้ม กาแฟ มาตรฐาน รสชาติถือว่าดีทีเดียว

ทางร้านมีบัตรสะสมแต้มให้ด้วย แต่ก็ไม่รู้ว่าจะได้มาสะสมแต้มอีกเมื่อไหร่ ตอนจ่ายเงินคุณป้าที่แคชเชียร์เก็บเงินเห็นท่าทางเหมือนพวกแสวงบุญไอดอล เลยชวนคุย แต่ด้วยความรู้ภาษาญี่ปุ่นที่จำกัดก็ตอบได้แค่ว่ามาจากเมืองไทย ที่เหลือฟังไม่ออก orz

พิกัด, รีวิวใน tabelog สำหรับคนที่อยากไปแสวงบุญบ้าง ร้านเปิด 9:00-18:30 ปิดวันอังคาร

ย่านต่อไปที่จะไปคือย่าน Ebisu ซึ่งเค้าว่าเป็นที่บูติก+คูลๆ ว่าจะไปเดินชมบรรยากาศ หามุมสวยๆ ถ่ายรูป แต่ฝนที่ตกปรอยๆ ในตอนเช้ากลายมาเป็นฝนหนักจนออกไปเดินกลางแจ้งไม่ได้

เมื่อออกไปไหนไม่ได้ ก็ตัดสินใจเปลี่ยนโปรแกรมเป็นเข้าไปเดินในพิพิธภัณฑ์เบียร์ Yebisu ที่อยู่แถวนั้นแทน

พิพิธภัณฑ์จะอยู่ในบริเวณที่ชื่อว่า Ebisu Garden Place ซึ่งจากสถานีรถไฟสามารถเดินผ่านทางเดิน Ebisu Skywalk ไปได้ ไม่เปียกฝน

Ebisu

ทางเดิน Ebisu Skywalk

Sapporo

โฆษณาตรงทางเดิน อัตจังเลือก Sapporo

Ebisu

ลานกว้างของ Ebisu Garden Place

พิพิธภัณฑ์เบียร์ Yebisu จะอยู่ข้างๆ ของลานนี้

Museum of Yebisu Beer

ทางเข้าหน้าตาแบบนี้ มีเบียร์ตั้งอยู่ 2 กระป๋องใหญ่

Museum of Yebisu Beer

เข้ามาแล้วจะเจอแบบนี้

พิพิธภัณฑ์อันนี้เข้าชมฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย ขนาดก็ไม่ใหญ่ กะคร่าวๆ แล้วเล็กกว่า TCDC บ้านเราเสียอีก

Museum of Yebisu Beer

มีส่วนจัดแสดงบอกเล่าประวัติความเป็นมาของเบียร์ Yebisu

Museum of Yebisu Beer

เบียร์ขนาดต่างๆ

Museum of Yebisu Beer

เบียร์ Yebisu ไปโผล่อยู่ในการ์ตูนในตำนานอย่าง Neon Genesis Evangelion ด้วย

พอเดินออกมาจากส่วนจัดแสดงแล้วจะมาเจอกับส่วนขายของ ซึ่งก็คือเบียร์พร้อมกับแกล้ม ให้ลองกินกันใน museum นี่เลย แต่ราคาออกจะสูงอยู่สักหน่อยและไหนๆ ก็กำลังจะไปหาข้าวกลางวันกินอยู่แล้ว ก็เลยออกมาได้โดยไม่เสียเงิน

ตอนถัดไปจะไปกินมื้อเที่ยงที่ Ikebukuro ครับ

โตเกียวเที่ยวเอง #6.2 : Omotesando / Shinjuku

ต่อจากตอนที่แล้ว ที่ไปดู National Art Center โปรแกรมถัดไปคือไปเดิน Omotesando ถนนเส้นที่ได้ชื่อว่าเป็น Champs-Élysées ของญี่ปุ่น จาก National Art Center เดินต่อไปราวๆ 1 กิโลเมตรก็ถึง หรือถ้าคนที่ไม่อยากเดินก็ไปลงรถไฟใต้ดินสถานี Nogizaka แถวนั้นไปขึ้นที่ Omotesando ก็ได้

Nogizaka

ทางลงรถไฟใต้ดินสถานี Nogizaka บ้านเกิดของวงไอดอล Nogizaka46 คู่แข่งอย่างเป็นทางการของ AKB48

Omotesando เป็นถนนที่วางผังได้สวยงาม มีต้นไม้สองข้างทางร่มรื่น มีร้านรวงหรูหราทั้งสองฟากถนน แต่อารมณ์จะคนละแบบกับ Champs-Élysées ที่ปารีส คือนอกจากเรื่องความกว้างของถนนที่ปารีสกว้างกว่าเยอะแล้ว บรรยากาศที่ Omotesando นี่ดูเรียบร้อย เจียมเนื้อเจียมตัวแบบตะวันออก ร้านหรูที่ตั้งอยู่ก็ไม่ได้จงใจสร้างให้อู้ฟู่โดดเด้ง แต่ดูแล้วกลืนไปกับถนนมากกว่า

Omotesando

Omotesando Free WiFi

มีฟรี WiFi ให้เล่นตามถังขยะ

Omotesando

ตรอกที่แยกออกจากถนนหลัก ก็ดูเล็กๆ น่ารักสไตล์ญี่ปุ่น

Omotesando

Omotesando

ช่วงกลางๆ ความยาวของถนนจะมีห้างชื่อ Omotesando Hills อยู่ เป็นห้างหรูที่ออกแบบภายในได้สวยมาก ถ้าใครมีโอกาสได้ไปแนะนำให้ลองเข้าไปชม

Omotesando Hills

มุมนี้เป็นซีก Dojun Wing ซึ่งเป็นปีกหนึ่งของ Omotesando Hills ที่เมื่อก่อนเป็นอพาร์ทเมนต์เก่า เอามาปรับปรุงใหม่

เดินไปจนสุดถนน Omotesando จะเจอกับห้าง Tokyu Plaza ตรงหัวมุมที่มีทางเข้าเป็นเอกลักษณ์

Tokyu Plaza

แฟนๆ Nogizaka46 อาจจะคุ้นๆ เพราะนี่คือจุดที่ถ่ายทำ MV ของเพลง Sekai de Ichiban Kodoku na Lover น่ะเอง

Nogizaka46 - Sekai de Ichiban Kodoku na Lover

เทียบกับใน PV

ด้านบนของห้างเป็นดาดฟ้า มีสวนหย่อม มีเก้าอี้นั่งพัก ซื้อกาแฟไปนั่งชิลได้

เลยจากตรงนี้ เลี้ยวขวาไปนิดเดียวก็จะไปเจอถนน Takeshita ซึ่งเป็นถนนแฟชั่นของย่าน Harajuku น่ะเอง วันก่อนที่ได้มาเดิน รีบไปหน่อย เพราะว่าคนเยอะ วันนี้คนไม่เยอะมากเลยได้โอกาสเดินสบายๆ ไม่ต้องรีบ

Takeshita Street

Harajuku

Harajuku

เดินทะลุ Takeshita Street แล้วก็จะมาถึงสถานีรถไฟ Harajuku เพื่อนั่งรถไฟต่อไปที่ Shinjuku

Harajuku Station

อีกฟากของสถานีติดกับศาลเจ้าเมจิ ก็เลยมีต้นไม้ขึ้นเขียวครึ้ม

พอมาถึงสถานีชินจูกุ ถ้าเดินผ่านชั้น B1 จะได้เจอ ricori ร้านเสื้อผ้าของ Shinoda Mariko (ที่เพิ่งไปเจอตัวจริงมา)

ricori

มีแต่เสื้อผ้าผู้หญิง และราคาก็แพงเกินกว่าจะซื้อมาฝากคนอื่น

ออกมาจากสถานีรถไฟ ลองมาเดินห้าง ビックロ ที่อยู่ใกล้ๆ ซึ่งเป็นการเอาห้าง Bic Camera มารวมกับ Uniqlo ทำให้ในร้านมีขายทั้งอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและเสื้อผ้าในที่เดียว ดูเหมือนจะเป็นห้างที่มีคนไทยไปเยอะอยู่เหมือนกัน เพราะเสียงประกาศบรรยายสรรพคุณที่เปิดอยู่ในร้านที่เปิดวนไปวนมา นอกจากภาษาอังกฤษ เกาหลี จีน แล้วยังมีภาษาไทยด้วย

Bic Camera x Uniqlo

หน้าร้าน BicQlo

Robot Cafe

เดินอยู่ข้างถนน ก็มีรถขนหุ่นยนต์ตัวใหญ่โปรโมทบาร์อะไรสักอย่างวิ่งผ่านไป เหมือนจะเป็นตัวที่โผล่มาใน PV เพลง イキルコト ของ AKB48 ด้วย (เข้าใจว่า PV ถ่ายทำในย่าน Kabukijo ที่อยู่ใกล้ๆ)

บรรยากาศของ Shinjuku ตอนกลางคืนดูจะคึกคัก ร้านค้าเปิดกันดึก มีคนเดินกันขวักไขว่ทั้งคนท้องถิ่นแล้วนักท่องเที่ยว

Shinjuku at Night

ถ้าใครเคยดูหนัง Lost in Translation มาก่อน ในหนังก็ถ่ายทำกันที่นี่แหละ (เปิดเพลง Too Young ของ Phoenix ใน soundtrack ประกอบ)

Shinjuku

Shinjuku

ร้านคาราโอเกะที่ทางเข้าน่ากลัวมาก

Shinjuku

ร้านสำหรับพนักงานออฟฟิศเลิกงานดึก ได้แวะมาก่อนกลับบ้านเยอะมาก

Shinjuku

ถ้าเดินไปตามตรอกใกล้ๆ สถานีรถไฟ จะเจอร้านสไตล์ Izakaya น่าเข้าไปนั่งกินแต่ก็แอบแพงอยู่

จบจากตรงนี้ก็กลับที่พัก เตรียมตัวสำหรับวันต่อไปครับ

โตเกียวเที่ยวเอง #6 : Zero Studio / National Art Center

วันที่ 6 ของการเที่ยวโตเกียวครั้งนี้ โปรแกรมแรกคือไป Zero Studio ที่สถานีโทรทัศน์ Nippon Television แถวย่าน Shinbashi แต่ก่อนไปก็หาร้านจานด่วนแถวที่พัก หยอดเหรียญ รับตั๋ว เข้าไปกินเอาแรงก่อน

Katsudon

เช้านี้เป็นคัตสึด้ง รสชาติพอถูไถ

ออกจากสถานี Shinbashi มาแล้วก็จะถึงหมู่ตึกของ Nippon Television เลย

Nihon Telebi

Zero Studio จะเป็นสตูดิโอถ่ายทำที่เป็นชั้นลอยอยู่นอกตัวตึก เป็นห้องกระจกใสมองหาไม่ยาก

Zero Studio

หน้าตาประมาณนี้

Zero Studio

เดินผ่านตอนยังไม่เริ่มถ่ายทำ

ที่มา Zero Studio ในวันนี้ก็เพราะว่าจะมีถ่ายทำรายการ PON! ซึ่งเป็นรายการสด และ 1 ในพิธีกรวันนี้ก็คือ Shinoda Mariko จาก AKB48 น่ะเอง

ถึงแม้ฝนจะตกปรอยๆ แต่บรรดาแฟนรายการก็ยังอุตส่าห์มาต่อคิวรอดูที่หน้าสตูดิโอกันอย่างคึกคัก

PON!

สังเกตในรูป ประตูสตูดิโออยู่ทางซ้าย หางแถวจะยาวไปทางขวา

ช่วงก่อนถ่ายทำจะมี รปภ.เอารั้วมากั้นไว้ พร้อมแปะป้ายห้ามถ่ายรูป ห้ามถ่ายวิดีโอ ให้แฟนๆ ยืนเรียงแถวรอรับได้เฉพาะตรงทางเดินเท่านั้น จนกระทั่งถึงเวลา พิธีกรทั้งหลายก็จะเดินออกมาจากตัวตึก (เลยไปทางขวาของรูป) ลงบันไดมาแล้วเดินผ่านทักทายแฟนๆ จนถึงสตูดิโอก็จะเลี้ยวเข้าไปถ่ายทำรายการ แฟนๆ ที่อยากฝากของให้พิธีกรคนไหนจะมีผู้จัดการเดินตามมาเก็บของทีหลัง

ชิโนดะซามะตัวจริงนี่ดูมีออร่า เปล่งประกายไอดอลมาแต่ไกล ตอนเดินเข้ามาในระยะไม่ถึงสองเมตรเด็กสาวสองคนที่ยืนหลังรั้วกั้นใกล้ๆ ก็คุยกันซ้ำไปซ้ำมาว่า คาวาอี้เน้ ท่าทางจะปลื้มเอามากๆ

หลังจากถ่ายรายการจบ บรรดาพิธีกรก็จะเดินออกมาจากสตูดิโอ ผ่านแถวของแฟนๆ ให้ได้กรี๊ดกันอีกรอบ ก่อนจะกลับเข้าตัวตึกไป

หมายเหตุ - ลายแทงการมาดักรอดู PON! ได้มาจากบล็อก AKB Anything

โปรแกรมถัดไปคือไป National Art Center แถว Roppongi ที่ตอนนั้นมีจัดแสดงนิทรรศการ The Lady and the Unicorn อยู่พอดี

Subway

ระหว่างทางเจอป้ายสอนมารยาทการโดยสารรถไฟ

ขึ้นมาจากรถไฟใต้ดินแล้วรู้สึกหิว เลยจัดมื้อเที่ยงไปที่ Ippudo Ramen ร้านดังที่มีสาขาไปถึงสิงคโปร์และนิวยอร์ค

Ippudo

หน้าร้าน ต้องต่อคิวรอกินเหมือนร้านดังทั่วไป

Ippudo

บรรยากาศในร้าน

Ippudo Ramen

เครื่องปรุง

Ippudo Ramen

พอดีหิวมาก เลยสั่งเป็นเซตมีทั้งราเมง + ข้าวญี่ปุ่น + เกี๊ยวซ่า

น้ำซุปเข้มข้น หมูชิ้นใหญ่ นุ่ม กินกับข้าวญี่ปุ่นร้อนๆ อร่อยคุ้มกับการต้องต่อคิว

จากร้านราเมง เดินให้อาหารย่อยราวๆ 500 เมตร ก็จะถึง National Art Center

National Art Center Tokyo

ตัวตึกด้านนอก

National Art Center Tokyo

มีที่ให้ฝากร่มด้วย

National Art Center Tokyo

National Art Center Tokyo

ตัวอาคารด้านในกว้างขวาง สวยงาม

The Lady and the Unicorn

ตั๋วเข้าดู The Lady and the Unicorn

The Lady and the Unicorn เป็นชุดของผ้าทอเป็นลวดลายหญิงสาวกับยูนิคอร์นจำนวน 6 ชิ้น แต่ละชิ้นใหญ่ประมาณ 3.5 x 3.5 เมตรได้ ห้าชิ้นในนั้นเค้าตีความได้ว่าเป็นภาพสื่อถึงสัมผัสทั้งห้า (taste, hearing, sight, smell, touch) ส่วนที่เหลืออีกชิ้นหนึ่งนักโบราณคดีก็ยังไม่แน่ใจ แต่เข้าใจกันว่าหมายถึงความรัก

ที่จริงแล้ว The Lady and the Unicorn นี่ต้องแสดงอยู่ที่ Museum de Cluny ที่ปารีส แต่ช่วงนั้นเป็นจังหวะดีที่เค้าเอามาแสดงชั่วคราวที่โตเกียวพอดี ถือเป็นโอกาสเหมาะ เพราะตอนที่ไปปารีสจำใจต้องตัด Museum อันนี้ออกเพราะเวลาไม่พอ ไม่คิดว่าจะได้มาแก้ตัวที่โตเกียวนี่

นอกจาก The Lady and the Unicorn นี่แล้ว ที่ National Art Center ก็ยังมีนิทรรศการอื่นหมุนเวียนให้ดูด้วย แต่ในนั้นเค้าไม่ให้ถ่ายรูป ก็เลยไม่มีรูปมาลง blog

มีต่อตอนต่อไปครับ

โตเกียวเที่ยวเอง #5.2 : Shibuya

จากที่ไปเดิน Nakano Broadway ในตอนที่แล้ว ก็นั่งรถไฟมาที่ชิบุย่า หนึ่งในย่านที่พลุกพล่านที่สุดของโตเกียว

สถานีรถไฟ

การเดินทางก็ใช้รถไฟเหมือนเดิม

นักท่องเที่ยวที่มาสถานีนี้ ปกติก็จะไม่พลาดที่จะไปดูรูปปั้นหมาฮะจิโกะ

ฮะจิโกะ

ออกจากสถานีชิบุย่าทางตะวันตกเฉียงเหนือ จะมีทางออกชื่อ Hachiko Exit เลย หาไม่ยากนัก

แถวๆ รูปปั้นนอกจากพวกนักท่องเที่ยวที่มาถ่ายรูปแล้ว ยังเป็นจุดนัดพบของคนโตเกียวด้วย ทำให้มีคนยืนรอนัด ยืนสูบบุหรี่กันเต็มไปหมด

Dog on the floor

บนพื้นมีตรารูปหมาด้วย

หน้ารูปปั้นฮะจิโกะจะมีลานกว้างประมาณนึง วันที่ไปมีรณรงค์เรื่องการเมืองอะไรสักอย่าง มีปราศรัยบนหลังรถบรรทุกด้วย

Tokyo Protest

Tokyo Protest

อ่านไม่ออก ไม่รู้เค้าประท้วงเรื่องอะไร

จากลานกว้างตรงนี้ ถ้าหันหลังให้ฮะจิโกะ มองไปทางถนนใหญ่จะเห็นแยก Shibuya Scramble อันโด่งดัง

Shibuya

ถ่ายจากถนนดูไม่ค่อยวุ่นวายเท่าไหร่ จะให้สวยต้องดูจากมุมสูง ซึ่งจุดที่วิวดีที่สุดคือ ให้ข้ามถนนไปที่ร้าน Tsutaya แล้วขึ้นไปชั้นบนที่เป็น Starbucks แล้วมองลงมา

Evangelion

ถือโอกาสเดินดู Tsutaya ไปในตัว ช่วงนั้น Evangelion 3.33 ออก DVD/BluRay พอดี

นอกจาก Evagelion แล้วก็ยังมีแผ่นจากคอนเสิร์ตงาน Request Hour ของ AKB48 ขายด้วย บูธใหญ่อลังการมาก

AKB48 Request Hour

มีจัดแสดงชุดจากเพลง Hashire Penguin ที่ได้รับการโหวตเป็นเพลงอันดับหนึ่งในงานครั้งนั้นด้วย

AKB48 Sousenkyo

เพิ่งผ่านการเลือกตั้ง AKB ไปหมาดๆ ก็เลยมีอันดับเลือกตั้งให้ดูกันด้วย

เดินขึ้นไป Starbucks ชั้นบน คนเยอะมาก ส่วนใหญ่ก็เป็นนักท่องเที่ยวที่มาดูคนข้ามถนนนี่แหละ ก็ต้องรอจังหวะดีๆ แทรกเข้าไปหามุมติดกระจกเพื่อถ่ายรูป

Shibuya Scramble

ภาพจากมุมสูงก็จะออกมาประมาณนี้

ออกมาจาก Tsutaya แถวนี้ส่วนใหญ่จะเป็นย่านร้านค้า มีห้างเล็กใหญ่เต็มไปหมด แต่พอดีไม่ได้เตรียมใจมาช้อป ก็เดินดูโน่นนี่เรื่อยเปื่อยไปแทน

Shibuya

รูปปั้นอะไรสักอย่าง

Toho Cinema

มีโรงหนัง Toho Cinema แต่เหมือนค่าตั๋วจะแพงเอาเรื่องอยู่

Shibuya

รถไฟใต้ดิน

เดินเที่ยวจนกระทั่งถึงเวลามื้อเย็น ก็ไปจบที่ร้าน Sushi no Midori ที่อยู่ในห้าง Shibuya Mark City ชั้น 4 เป็นร้านที่เหมือนจะดังในหมู่คนไทยอยู่

Sushi no Midori

หน้าร้านหน้าตาแบบนี้

ตามธรรมเนียมร้านดัง ก็ต้องต่อคิวรอกิน ไปตอนประมาณทุ่มนึงก็คิวยาวเป็นสิบคิว แต่ไปคนเดียวก็จะสบายกว่าไปเป็นกลุ่มตรงที่ถ้ามีที่นั่งว่างที่เดียว เค้าก็จะเรียกคนที่มาคนเดียวเข้าไปก่อน รวมๆ แล้วก็รอไม่ถึงครึ่ง ชม.

เวลาสั่งก็ชี้ๆ จากเมนูให้พนักงาน เลือกแบบเป็นเซ็ตก็สั่งง่ายดี

Sushi no Midori

อันนี้ออเดิร์ฟ เป็นมันปูกับวาซาบิยำกับอย่างอื่นอีก หอมอร่อยดี

Sushi no Midori

อันนี้เป็นเซ็ตที่สั่ง คุณภาพกับราคา เทียบกับบ้านเราแล้วถือว่าถูกมาก

Sushi no Midori

ปิดท้ายเป็นไข่ตุ๋นเห็ดหอม

กินเสร็จแล้วก็กลับที่พัก เตรียมตัวสำหรับวันรุ่งขึ้น

Shibuya

มืดแล้ว แต่ผู้คนก็ยังพลุกพล่าน

Shibuya

ตอนข้ามสะพานลอย เพิ่งสังเกตเห็นว่าที่ราวจับมีพิมพ์อักษรเบรลล์ไว้อำนวยความสะดวกให้กับคนตาบอดด้วย

Shibuya

ทางลงรถใต้ดินมีภาพเขียน The Myth of Tomorrow โดย Okamoto Taro เค้าว่าเป็นภาพเกี่ยวกับระเบิดนิวเคลียร์ที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ

จากสถานีชิบุย่ากลับที่พักแถวอาซาคุสะ นั่งรถไฟใต้ดินสาย G ต่อเดียวถึง เป็นอันจบวันที่ห้าในโตเกียว

โตเกียวเที่ยวเอง #5 : Iwasaki Chihiro Museum / Nakano Broadway

โปรแกรมทัวร์โตเกียวแบบเดินคนเดียวก็ยังดำเนินต่อไป วันนี้ออกจากที่พักแต่เช้าเพราะต้องเดินทางไกลพอสมควร

โตเกียวชน

มวลมหาประชาโตเกียวรอรถไฟ

เป้าหมายเช้านี้คือ Iwasaki Chihiro Art Museum ที่เป็นพิพิธภัณฑ์เล็กๆ ที่รวบรวมงานของ Iwasaki Chihiro นักวาดภาพของญี่ปุ่นที่เห็นภาพแล้วคงคุ้นตากันอยู่ แต่ก็ตามประสาของ museum เล็กๆ ที่ชอบไปอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ก็ต้องนั่งรถไฟหลุดจากลูป Yamanote ออกไปทางทิศตะวันตก แล้วไปลงที่สถานี Kamiigusa

Iwasaki Museum

มีป้ายชัดเจน ไม่ผิดสถานีแน่

Gundam

ในสถานีก็มีโปสเตอร์กันดั้ม (และเคโรโระ) ด้วย

สิบโท

สิบโทสอนมารยาทบนรถไฟ

ที่สถานี Kamiigusa จะมีจุดชักภาพเล็กน้อย คือรูปปั้นกันดั้มที่อยู่ตรงทางเข้าสถานี

Gundam

ที่มาของรูปปั้นนี่ก็คือว่าแถบนี้เป็นที่ตั้งของ Sunrise Studio ซึ่งเป็นสตูดิโอที่ทำอนิเมกันดั้มนั่นเอง

Sunrise Studio

เดินวนๆ แถวนั้นสักพักก็เจอ Sunrise Studio ขนาดก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร พอด้อมๆ มองๆ ดูแล้วเข้าใจว่าเป็นบริษัท ไม่เปิดให้คนเข้าไปเยี่ยมชม ก็ได้แค่ชักภาพด้านนอก

Gundam

ด้านหน้ามีหัวกันดั้มติดอยู่ด้วย

อาหารเช้าวันนี้แวะซื้อจากมินิมาร์ทแถวนั้น ได้เป็นกาแฟกับแป้งทอดไส้ครีม

แป้งทอด

Wonda

กินกาแฟก็ต้อง Wonda พรีเซ็นเตอร์โดย คาชิวากิ ยูกิ

แถวนี้เป็นแหล่งที่พักอาศัย บรรยากาศก็จะดูเงียบๆ ไม่ค่อยมีคนมีรถเท่าไหร่ เดินลัดเลาะตามซอยไปสักพักก็จะเจอ museum หลบอยู่

ถนนแถว Iwasaki Chihiro Art Museum

ถนนแถวนั้น เงียบเชียบดีจริงๆ

Iwasaki Chihiro Art Museum

ถึงด้านหน้าของ Museum แล้ว

ผลงานของ Iwasaki Chihiro ที่คุ้นตาคนไทยเราที่สุดก็น่าจะเป็นภาพประกอบหนังสือ โต๊ะโตะจัง เด็กหญิงข้างหน้าต่าง

โต๊ะโตะจัง ภาคภาษาไทย

(ภาพประกอบจากเอามาจาก blog bookinlove)

Ticket

ข้างใน museum จะมีทั้งโซนรวบรวมผลงานของ Iwasaki แล้วก็นักวาดภาพประกอบหนังสือเด็กคนอื่น มีห้องทำงานจำลองให้ดู แล้วก็สวนที่รวมต้นไม้ดอกไม้ที่ Iwasaki ชื่นชอบ นอกจากนั้นก็จะมีคาเฟ่และร้านขายของที่ระลึก - floor map

Iwasaki Chihiro Art Museum

Iwasaki Chihiro Art Museum

Museum ขนาดเล็กกำลังดี เดินชิลๆ ไม่ถึงชั่วโมงนึงก็ทั่วแล้ว ค่าเข้า 800 เยน คนชอบภาพวาดสไตล์หนังสือเด็กก็น่าจะถูกใจ

ออกจาก museum ก็มุ่งหน้าสู่เป้าหมายถัดไปคือ Nakano Broadway วิธีเดินทางปกติคือนั่งรถไฟไปลงสถานี Nakano แต่จาก Kamiigusa มันก็จะอ้อมๆ ไปหน่อย ก็เลยลองนั่งรถบัสดู

รถบัสผ่านย่าน Koenji ด้วย ซึ่งแฟนหนังสือนิยาย 1Q84 คงจำกันได้ว่ามีฉากสนามเด็กเล่นในเรื่องที่ Tengu พระเอกของเรื่อง ปีนขึ้นไปบนยอดของกระดานลื่นเพื่อจ้องดูพระจันทร์สองดวง

1Q84

ดูเหมือนจะเป็นกระดานลื่นอันนี้แหละ

จากสนามเด็กเล่นนี่เดินไปสักพักก็จะถึง Nakano Broadway ที่เป็นย่านขายของสะสมเกี่ยวกับการ์ตูน อนิเม ฟิกเกอร์ ฯลฯ อีกแห่งหนึ่งนอกเหนือจาก Akihabara ทางเข้าจะเป็นตรอกที่มีหลังคาโปร่งแสง มีร้านค้าสองข้างทาง

Nakano Broadway

เดินตามตรอกมาเรื่อยๆ ก็จะเจอทางเข้า

Drink Only

SEELE ก็มีตู้ขายน้ำด้วย

Gindaco

แวะกินทาโกะยากิรองท้องก่อน ยี่ห้อ Gindaco (เจ้าเดียวกับที่ขายที่ Esplanade น่ะแหละ)

ตัว Nakano Broadway จริงๆ เป็นตึกที่มีร้านค้าสไตล์คล้ายๆ ภิรมย์พลาซ่า แถวสะพานเหล็กบ้านเรา แต่ใหญ่กว่าและมีของขายหลากหลายกว่ามาก

เกม

กรุเกมเก่า

Mandarake

ร้าน Mandarake คนยืนอ่านการ์ตูนเพียบ

Nakano Broadway

Jojo

สินค้าโจโจ้หลากหลายแบบ

Nakano Broadway

สินค้าติดเรทก็มี

One Piece

ตู้นี้เป็นวันพีซ

Baseball

ของสะสมแฟนเบสบอล

นอกจากสินค้าจากการ์ตูน+เกมแล้ว ก็ยังมีร้านหนังสือปกติ ร้านโดจิน ร้านขายซีดี ดีวีดี บลูเรย์ อีกด้วยแต่ไม่เยอะนัก มีทั้งของมือหนึ่ง มือสอง ของฝากขาย ละลานตามากๆ หลายๆ อย่างเทียบกับเมืองไทยแล้วก็ถูกกว่ากันเห็นๆ ห้ามใจตัวเองไปหลายรอบ ใครที่ดั้นด้นมาก็มีสติกันหน่อยละกัน

ลายแทงอย่างละเอียด ดูมาจากเว็บ Danny Choo ครับ

โตเกียวเที่ยวเอง #4.2 : Odaiba

จากตอนที่แล้ว พอออกจาก Mori Tower ก็หลังเที่ยงได้เวลาหาของกินพอดี มื้อนี้ไปลงเอยที่ร้าน Fukuzushi แถว Roppongi นั่นแหละ พอดีมีเซตมื้อกลางวันราคาโอเคอยู่

บรรยากาศในร้านดูมืดๆ สไตล์คนแก่ๆ หน่อย วันที่ไปคนไม่เยอะมาก แต่มาคนเดียวก็ไปนั่งกินตรงเคาท์เตอร์

เชฟที่ปั้นให้กินเห็นเป็นนักท่องเที่ยวก็พยายามชวนคุยด้วยภาษาอังกฤษกระท่อนกระแท่น พอสื่อสารได้ว่ามาจากเมืองไทยเค้าก็ไม่รอช้าจะบอกว่า สวัสดีครับ อัธยาศัยดีเกินร้อย

Sushi

เซตกลางวันของที่นี่ได้ซูชิทั่วไปตามในรูป ไม่มีปลาฮายโซวแต่อย่างใด

Soup

มีซุปใส่หัวกุ้ให้ซดด้วย

กินซูชิเสร็จแล้วจะมีพนักงานพาไปอีกโซนหนึ่งของร้าน เอาชามาเสิร์ฟ พร้อมของหวาน ซึ่งก็ไม่รู้ว่ามันเรียกว่าอะไร แต่อร่อยดี เหมือนพุดดิ้งนม ตัดกับน้ำราดที่หวานอมเปรี้ยวนิดๆ

ของหวาน

ของหวาน

จบแล้วก็มุ่งหน้าสู่เป้าหมายต่อไปที่ Odaiba

โอไดบะเป็นเกาะใหม่ที่ถมขึ้นมากลางอ่าวโตเกียว บนเกาะก็จะมีแต่สิ่งก่อสร้างใหม่ๆ ล้ำๆ หน่อย วิธีเดินทางมาทำได้โดยนั่งรถไฟมาต่อโมโนเรลสาย Yurikamome เป็นสายเดียวที่ผ่านที่เกาะ

Yurikamome

สถานีของสาย Yurikamome

Yurikamome

รถไฟเลี้ยว

Yurikamome

Yurikamome นี่เป็นโมโนเรลแบบไร้คนขับ เวลาขึ้นไปให้รีบไปจับจองที่นั่งด้านหน้า จะได้เจอวิวสวยๆ

จุดน่าสนใจของโอไดบะก็หนีไม่พ้นห้าง Diver City ซึ่งหน้าห้างมีกันดั้ม RX-78-2 สัดส่วน 1/1 ตั้งโชว์อยู่ ข้างๆ มี Gundam Front ขายของที่ระลึกกับของกินเล่นเล็กๆ น้อยๆ (มีกันพลาขายด้วย) ในแต่ละวันจะมีช่วงเวลาที่มีโชว์กันดั้มขยับหัวให้ดู ปล่อยควันปล่อยแสงได้ มีเสียงพากย์ตัวละครในเรื่อง (ที่เป็นภาษาญี่ปุ่น)

Gundam

Gundam

รายละเอียดข้างหลังเนี้ยบทีเดียว

Zaku

กาแฟ Zaku

ใกล้ๆ กับ Diver City จะมีตึก Fuji TV หน้าตาแปลกประหลาด ข้างในมีร้านขายของที่ระลึกจากละคร/อนิเมซีรีย์ที่ฉายทางช่องด้วย

Fuji TV

ออกจากตึก Fuji TV มาโผล่ที่ห้าง Aqua City ที่อยู่ติดๆ กัน ในห้างก็มีของขายเหมือนห้างทั่วไป ไม่มีอะไรพิเศษ ยกเว้นมี Official shop ของ Capcom ค่ายเกมชื่อดัง

Capcom

Capcom

แฟน Rockman คงอยากได้กัน แต่ตัวละ 3,000 เยนนี่ก็แพงไปหน่อยนะ

ออกจากห้างมา หันไปทางฝั่งโตเกียวจะเจอสะพาน Rainbow Bridge และเทพีเสรีภาพขนาดย่อส่วน ที่ไม่รู้ว่ามาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง ว่ากันว่าตอนกลางคืนวิวจะสวยมาก

Rainbow Bridge

เดินเรื่อยเปื่อยไปทางตะวันออกของเกาะ ผ่านห้าง Palette Town ไปจนเจอตึกหน้าตาประหลาดเหมือนพีระมิดสี่อันกลับหัวอยู่ ที่นี่คือ Tokyo Big Sight เป็นศูนย์ประชุมที่เอาไว้จัดงานแสดงต่างๆ งาน Comic Market ที่โด่งดังก็จัดกันที่นี่แหละ รวมทั้งงานจับมือของ AKB48 บางครั้งก็จัดที่นี่เหมือนกัน

Tokyo Big Sight

มุมนี้อาจจะคุ้นๆ กัน

Tokyo Big Sight

เข้าไปดูใกล้ๆ ก็ใหญ่โตทีเดียว

ข้างใต้เป็นท่ารถเมล์ ก็เลยนั่งกลับเข้าเมืองซะเลย ขี้เกียจไปนั่งรถไฟ (Yurikamome ค่าตั๋วแพงด้วย) นั่งไปสักพักก็มาโผล่ที่ Ginza

Printemps

Printemps ห้างสัญชาติฝรั่งเศส สาขา Ginza

เดินไปเดินมาเจอ Muji สาขาใหญ่ มีสินค้าขายทุกสิ่งอย่างตั้งแต่ของกิน ไม้จิ้มฟัน เสื้อผ้า ตู้เย็น ไปกระทั่งขายบ้านไม้สไตล์ Muji! ของที่ขายก็ราคาถูกกว่าที่ขายใน Muji สาขาบ้านเราอยู่พอสมควร แต่จังหวะนั้นไม่ได้อยากได้อะไรเป็นพิเศษ ก็เลยกลับออกมามือเปล่า

MUJI

มันคือ Muji สาขา Yurakucho

ระหว่างเดินหาทางกลับ เจอนักดนตรีเปิดหมวกเล่นอยู่ข้างถนน ฝีมือดีเลยทีเดียว

Street Musicians

หาทางมุดลงรถไฟใต้ดินได้ กลับถึงที่พักโดยสวัสดิภาพ

Skytree

จบวันนี้ด้วยวิว Tokyo Skytree ยามค่ำคืน ถ่ายจากดาดฟ้าที่พัก

โตเกียวเที่ยวเอง #4 : Tokyo Tower / Mori Art Museum

เที่ยวโตเกียววันที่สี่ ช่วงเช้าวันนี้จะไปดู Tokyo Tower สัญลักษณ์ที่อยู่คู่กับโตเกียวมาตั้งแต่ปี 1958

Tokyo Tower อยู่ลิบๆ

การเดินทางก็นั่งรถไฟใต้ดินมาโผล่ที่สถานี Daimon เงยหน้ามองหาหอคอยสูงๆ แล้วเดินตามถนนมาเลย

แวะกินข้าว

ระหว่างทางเจอร้าน Matsuya มีอาหารเซตมื้อเช้าราคาไม่แพง ก็แวะกินเอาแรงสักหน่อย

เดินตรงมาเรื่อยๆ ก่อนถึง TOkyo Tower จะเจอกับวัด Zojoji

Zojoji

อันนี้เป็นมุมบังคับ ถ่ายกันทุกคน

ในวัดก็ดูร่มรื่นดี มีแผ่นป้านเอมะขอพรเหมือนวัดอื่นๆ ที่ต่างออกไปคือมีตุ๊กตาหินตั้งเรียงรายอยู่เป็นแถว ไม่รู้เหมือนกันว่าหมายถึงอะไร

Zojoji

ตุ๊กตาหิน

เดินเลยวัดมาก็จะเจอกับ Tokyo Tower ตั้งตระหง่านอยู่

Tokyo Tower

Tokyo Tower

ตอนที่ไปเป็นช่วงเช้าวันทำงาน ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวเท่าไหร่ อาจจะไปเดินเห่อของใหม่กันอยู่แถว Tokyo Skytree หมดแล้วก็เป็นได้

ถ้าใครอยากขึ้นไปชมวิวก็สามารถซื้อตั๋วได้ที่ด้านล่าง แต่ตั้งใจว่าจะไปหาจุดชมวิวที่อื่น ก็เลยไม่ได้ขึ้นที่นี่

จาก Tokyo Tower ถ้าเดินอึดๆ หน่อย ก็สามารถเดินต่อไปถึง Roppongi ได้ไม่ไกลนัก

Tokyo

เดินชมวิวไปเรื่อย

Tokyo

Tokyo

จนมาถึง Roppongi Hills ซึ่งเป็นโซนที่มีการพัฒนาที่ดินครบวงจร มีหมู่ตึกทั้งอาคารสำนักงาน ช้อปปิ้งเซ็นเตอร์ ภัตตาคาร โรงแรม ที่อยู่อาศัย ฯลฯ และมีจุดเด่นคือตึกสูง Mori Tower

Mori Tower

ด้านล่างตึกมีแมงมุม Maman อยู่ตัวนึง

Mori Tower

ด้านบนของตึกก็เป็นที่ตั้งของ Mori Art Museum

ชั้น 52

Ticket

ตั๋วเข้าชมสามารถซื้อได้ทั้งแบบดูเฉพาะ museum หรือบวกค่าชมวิวที่ sky deck ซึ่งเป็นดาดฟ้าของตึกด้วย

Mori Art Museum

ตอนที่ไปเป็นนิทรรศการเรื่อง All you need is Love

Miku

ข้างในมี Miku Cafe ด้วย

Miku menu

เมนูตาม theme ของ Miku

ดูงาน art เสร็จแล้วก็ออกไปดู Sky deck บ้าง

Sky Deck

Sky Deck

ชื่อหรูหราว่า Sky Deck แต่จริงๆ ก็คือดาดฟ้าตึก มีลานจอดเฮลิคอปเตอร์ มีทางเดินรอบๆ ให้เกาะรั้วมองดูวิวได้ วันที่ขึ้นไปอากาศไม่ค่อยเป็นใจเท่าไหร่ ท้องฟ้าเมฆเยอะ มองลงมาแล้วไม่สวย ว่ากันว่าถ้าวันที่อากาศดีๆ ท้องฟ้าปลอดโปร่ง สามารถมองเห็นไกลไปถึงภูเขาไฟฟูจิเลยทีเดียว

Tokyo from the top

Tokyo from the top

ก็ไม่ค่อยประทับใจกับ Sky deck สักเท่าไหร่ รู้สึกไม่ค่อยคุ้มเงิน ถ้าไปตอนเย็นๆ ค่ำๆ อาจจะเห็นวิวดีกว่านี้ แต่ถ้าไปช่วงเวลาอื่น คิดว่าดูแค่ museum อย่างเดียวก็พอ

ต่อตอนหน้าครับ

โตเกียวเที่ยวเอง #3.2 : ศาลเจ้าเมจิ / Harajuku / Ginza

โตเกียววันที่สามช่วงบ่าย ต่อจากตอนที่แล้ว จะไปเดินเล่นในศาลเจ้าเมจิ โดยการเดินทางก็นั่งรถไปที่สถานี Harajuku

ชินจิ
นักเตะชื่อดังที่ไม่ค่อยจะมีโอกาสได้ลงตัวจริงสักเท่าไหร่

ออกจากสถานี Harajuku แล้วศาลเจ้าจะอยู่ถนนฝั่งเดียวกันเลย

ศาลเจ้า
ประตูทางเข้า

ศาลเจ้าเมจิมีบริเวณกว้างขวางมาก ข้างในมีต้นไม้เยอะ เรียกว่าเป็นป่าขนาดย่อมๆ เลยก็ว่าได้ จากประตูหน้ากว่าจะเดินเข้าไปถึงส่วนที่เป็นศาลเจ้าก็ไกลใช้ได้ เดินกันไม่ต่ำกว่า 20 นาที

ถังไวน์
ถังไวน์ตั้งให้ดูระหว่างทางเดิน

ป่า
ต้นไม้ครึ้มเป็นป่าเลย

ข้างๆ ศาลเจ้าเมจินี่จะมีสวนสาธารณะ Yoyogi อยู่ติดกัน รวมสองที่นี่เข้าด้วยกันจะเป็นพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ที่สุดในโตเกียวเลยทีเดียว

ศาลเจ้า
เดินมาถึงศาลเจ้าละ

เอมะ
มีแผ่นป้ายเอมะที่มีคนมาเขียนขอพรเหมือนกับที่อื่น เห็นมีบางป้ายเขียนเป็นภาษาไทยเหมือนกัน

เค้าว่าที่ศาลเจ้านี่เป็นสถานที่ยอดนิยมอีกแห่งหนึ่งสำหรับการแต่งงานแบบญี่ปุ่น ตอนที่ไปก็เจอแต่งอยู่สองคู่ เป็นของแปลกสำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเรา

งานแต่ง

มุมสงบ
มุมเงียบๆ ขลังๆ หน่อยก็มี

เสร็จจากเดินเที่ยวในศาลเจ้าแล้วก็เดินกลับมาที่สถานี Harajuku เพื่อข้ามถนนไปยังถนน Takeshita ซึ่งเป็นถนนสายหลักของย่าน Harajuku

Harajuku
มวลมหาประชาโตเกียว (และนักท่องเที่ยว)

ข้าวของใน Takeshita Street ส่วนใหญ่เป็นสินค้าแฟชั่นวัยรุ่น ดีไซน์จะแรงๆ หน่อย นอกจากนั้นก็มีขนม, ของกินสำหรับวัยรุ่น (เช่น เครป)

Harajuku

Takeshita Street เป็นถนนที่ไม่ยาวมาก ราวๆ 400 เมตรเท่านั้นเอง ทำให้ร้านค้าบางส่วนต้องหลบไปอยู่ในซอยที่แยกออกจากตัวถนนหลักอีกที

มีอยู่หลืบนึง ถ้าเดินเข้าไปจะพบกับร้าน Evangelion Store สาขา Tokyo-01 ที่ขายสินค้าจากอนิเมที่แม้จะจบไปหลายปีแล้วก็ยังขยันออกสินค้ามาดูดเงินแฟนๆ ไปได้เรื่อยๆ

Eva Store
ด้านหน้าร้าน

Eva Store
จำลองแปลงต้นไม้ที่คาจิปลูกไว้ตามในท้องเรื่อง

ด้านในสวยดี แต่ห้ามถ่ายรูป สามารถดูบรรยากาศและสินค้าที่มีขายได้จากใน Official Website

เดินอยู่พักนึง สุดท้ายก็ออกมามือเปล่าเพราะของแต่ละอย่างแพงมาก (เสื้อยืดตัวละ 5,000 เยนงี้) ของที่ไม่แพงก็เป็นของที่ซื้อไปแล้วก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร คงได้แต่เก็บไว้เฉยๆ ก็เลยไม่ซื้อดีกว่า

ออกจาก Takeshita Street มาก็เริ่มเย็นแล้ว ตามแผนที่วางไว้วันนี้จะไปจบที่ย่าน Ginza ซึ่งอยู่อีกฟากนึงของโตเกียวก็ต้องรีบนั่งรถไฟไป

Ginza
ถึง Ginza แล้ว

Ginza Station
รถไฟใต้ดิน Ginza สถานีนี้มีสามสายวิ่งผ่าน

Ginza เป็นย่านหรูหรา สำหรับคนมีตังค์ ร้านแบรนด์เนมทั้งหลายก็จะมี shop อยู่บนถนนนี้กันถ้วนหน้า

Apple
สาวก Apple สามารถมาสักการะศาสนสถานได้ที่สาขา Ginza นี้

World Order
ร้านสูท Aoyama มีวงที่มีอิมเมจเข้ากับแบรนด์มากๆ อย่าง World Order เป็นพรีเซ็นเตอร์ให้

กิโมโน
นอกจาก salary man ใส่สูทแล้ว ยังมีสาวๆ ใส่กิโมโนเดินตามถนนด้วย

Ginza
สี่แยกที่เหมือนเป็น landmark ของ Ginza มีหอนาฬิกา Seiko เด่นเป็นสง่า

Uniqlo
Uniqlo สาขานี้มีทั้งหมด 7 ชั้น ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเดินมาละ

GU
นอกจาก Uniqlo ร้านใหญ่แล้วยังมี GU ซึ่งเป็นแบรนด์ลูกของ Uniqlo ด้วย เสื้อผ้าจะวัยรุ่นกว่า Uniqlo หน่อยนึง ราคาถูกกว่าพอสมควร

ทริปนี้เจอ Uniqlo หลายร้านมาก ไปย่านไหนก็เจอ แม้กระทั่งในสถานีรถไฟบางสถานีก็ยังมี ไม่แปลกใจเลยว่า Tadashi Yanai จะเป็นคนที่รวยที่สุดในญี่ปุ่น

เดินออกจาก Ginza หาทางลงรถไฟ ไปๆ มาๆ เจอร้านข้างทางน่ากินดี แต่โต๊ะเต็มและท่าทางคงจะสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง ก็เลยกลับดีกว่า

Izakaya
ร้านข้างทาง กินของปิ้งย่างแกล้มเบียร์

ต่อตอนหน้าครับ

โตเกียวเที่ยวเอง #3 : Ueno / Sendagaya

วันนี้ตื่นแต่เช้า เป้าหมายมุ่งหน้าที่สวนอุเอโนะ ที่เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางกรุง

Wonda
สวัสดียามเช้ากับกาแฟ Wonda พรีเซ็นเตอร์โดย โอชิมะ ยูโกะ

Breakfast
มื้อเช้าวันนี้ ข้าวปั้นไข่ปลามายองเนส 120 เยน

Waiting

Keep to the left

เดินทางด้วยรถไฟเหมือนเดิมไปสถานี Keisei Ueno เข้าสวนทางประตูทิศใต้จะเจอกับรูปปั้น ไซโง ทะกะโมริ หรือที่รู้จักกันในชื่อ The Last Samurai

ไซโง ทะกะโมริ

ทางเดิน
ทางเดินในสวน ร่มรื่น ต้นไม้เยอะดี เป็นสถานที่ยอดฮิตในการชมซากุระของชาวโตเกียว แต่พอดีช่วงที่ไปมันหมดช่วงซากุระบานแล้ว ก็เลยไม่มีให้ดู

ถ้าไม่นับเรื่องชมซากุระ ในสวนนี่ก็จะมีทั้งคนมาวิ่งออกกำลังกาย หรือพาหมามาเดินเล่นก็มี คล้ายๆ สวนลุมบ้านเรา

หมา
หมาหมู่

ที่เด็ดกว่าสวนลุมของเราคือในสวนมีสนามเบสบอลด้วย เด็กที่มาเล่นแต่งตัวกันเต็มยศ มีโค้ช มีผู้จัดการทีม เหมือนในการ์ตูนที่เคยอ่านเลยทีเดียว

เบสบอล
มุ่งสู่โคชิเอ็ง

นอกจากจะมีที่ให้พักผ่อนหย่อนใจแล้ว ในสวน Ueno นี้ยังเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์หลายแห่งด้วย

Museum
Tokyo National Museum

วันนี้ไม่มีโปรแกรมเข้าพิพิธภัณฑ์ แต่จะเข้าไปดูสวนสัตว์ที่อยู่ในสวนแทน

Zoo
ด้านหน้าของ Ueno Zoo

ที่สวนสัตว์ Ueno นี่จะแบ่งพื้นที่ออกเป็นสองส่วน โดยมีถนนคั่นกลาง สามารถนั่ง monorail ข้ามได้ สัตว์ที่มีให้ดูก็ไม่ต่างจากเขาดินบ้านเรานัก โดยมีแพนด้าเป็นดาราชูโรง

แพนด้า
แพนด้าที่ไหนๆ ก็ดูขี้เกียจพอกัน

ข้างในสวนสัตว์มีศาลาไทยตั้งอยู่ด้วย เป็นของขวัญจากไทยเนื่องในโอกาสครบรอบความสัมพันธ์ 120 ปี ไทย-ญี่ปุ่น

ศาลาไทย
ศาลาไทย ไม่เข้ากับส่วนอื่นๆ ของที่นี่เลยสักนิด

อัลปาก้า
อัลปาก้า

จุดต่างจากสวนสัตว์ในบ้านเราอีกอย่างหนึ่งคือ ที่นี่จะมีโซนที่ให้เราเข้าสัมผัสกับสัตว์ตรงๆ ได้ด้วย ก็จะเป็นสัตว์พวกแพะ กระต่าย ไก่ ที่เป็นสัตว์เลี้ยง

แพะ

สวนสัตว์ที่นี่ถ้าเทียบขนาดแล้วก็จะเล็กกว่าเขาดินบ้านเรา แต่กรงสัตว์จะอยู่ใกล้กันมากกว่า เดินไม่เหนื่อยมากนัก

เดินทะลุสวนสัตว์ออกมาข้างนอก เจอ Okura Theater โรงหนังสำหรับผู้ใหญ่อยู่ติดกันเลย

Adult Movie
ไม่ได้เข้าไปดูหรอกนะ

ข้ามมาอีกฟากนึงของถนน ด้านตะวันออกของสวน Ueno จะเจอกับตรอก Ameyoko ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวมีชื่อเสียงในหมู่นักท่องเที่ยวบ้านเรา

ชื่อเต็มๆ ของตรอกนี้คือ Ameya Yokocho แปลได้ประมาณว่า ตรอกขนมหวาน ของที่มีขายมีตั้งแต่ของกิน ของใช้ เสื้อผ้า สื่อบันเทิง ฯลฯ

Ameyoko

ถ้าใครดูซีรีย์ Amachan อาจจะคุ้นๆ กับที่นี่ เพราะ theater ของ AmeJo (ในเรื่อง) ก็อยู่ตรงด้านหน้านี่เอง

กิน
ของกินก็มีขาย

ในตรอกคนเยอะมาก ไม่ได้กะจะซื้อะไร เดินแค่ผ่านๆ แล้วต่อรถไฟไปเป้าหมายถัดไปคือแถบ Sendagaya

พอดีถึงเวลากินข้าว ก็เลยแวะ Tokyo Chikara Meshi ร้านข้าวหน้าเนื้อยี่ห้อที่มีสาขาเยอะอีกเจ้านึง รองจาก Sukiya และ Yoshinoya

ชีส
ชีสเยิ้มๆ

ปามิวๆ
โฆษณาอัลบั้มใหม่ (ในตอนนั้น) ของ Kyary Pamyu Pamyu

หมีเบื่อ

แถวนี้เป็นย่านคนพักอาศัย ดูเงียบสงบดี ไม่ค่อยวุ่นวาย เดินถ่ายรูปไปสักพักก็มาถึงที่หมาย คือ Jazz Bar ของนักเขียน Haruki Murakami (ลายแทงจากเว็บนี้)

Haruki Murakami เคยเปิด Jazz Bar ชื่อ Peter Cat อยู่ที่ชั้น 1 ตึกนี้ (ตอนนี้ปิดไปแล้ว)

Jazz Bar
มาชักภาพเฉยๆ ให้รู้ว่าเคยมาแล้ว

ละแวกนั้นมีสนามเบสบอล Meiji Jinku Stadium ด้วย วันที่ไปมีแข่งพอดี มีกองเชียร์เดินทางมาดูกันเยอะอยู่ พ่อแม่จูงลูกหลานมาเป็นครอบครัว เป็นบรรยากาศที่ไม่ค่อยเห็นในบ้านเราสักเท่าไหร่

รอบๆ สนามมีของที่ระลึกขายทั่วไป แต่แพงไปหน่อย (และขี้เกียจขนกลับ) เลยไม่ได้อะไรติดมือกลับมา

Baseball Stadium
ด้านหน้าสนาม

พริตตี้
ญี่ปุ่นก็มีพริตตี้

ที่สนาม Meiji Jingu Stadium นี่มีเกร็ดที่เกี่ยวข้องกับ Murakami เล็กน้อย เจ้าตัวเขียนไว้ใน What I Talk About When I Talk About Running ว่า

Hilton got a hit down the left field line. The crack of bat meeting ball right on the sweet spot echoed through the stadium. Hilton easily rounded first and pulled up to second. And it was at the exact moment that a thought struck me: ‘You know what? I could try writing a novel.’

I still can remember the wide open sky, the feel of the new grass, the satisfying crack of the bat. Something flew down from the sky at that instant, and whatever it was, I accepted it.

และนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นอาชีพนักเขียนของ Murakami

มีต่อตอนถัดไปครับ

« Previous Entries Next Entries »