Dogtooth

หนังสัญชาติกรีซ ว่ากันด้วยเรื่องของครอบครัวแปลกๆ ครอบครัวหนึ่ง ที่พ่อแม่ขังลูกๆ ของตัวเองเอาไว้ให้อยู่แต่ในบ้าน ด้วยเหตุผลที่ว่า โลกภายนอกเต็มไปด้วยอันตราย ต้องรอให้โตพอที่จะเอาตัวรอดได้เสียก่อนถึงจะออกไปได้ และต้องหาสารพัดวิธีการเพื่อทำให้การหลอกลวงนี้สมเหตุสมผล

วิธีการเหล่านี้มีตั้งแต่การดัดแปลงภาษา สร้างความหมายของคำขึ้นมาใหม่ สอนความเชื่อแปลกประหลาด เพื่อเป็นกฏในการอยู่และปกครองในบ้าน

สิ่งที่ชอบมากๆ ในหนังคือการเอาสังคมขนาดเล็กอย่างครอบครัวมาวิพากษ์สังคมในสเกลที่ใหญ่ขึ้นได้อย่างเจ็บแสบ การปิดหูปิดตาลูกๆ ของตัวเองไว้ด้วยข้ออ้างที่ว่า “ยังไม่โตพอ”, “ยังไม่พร้อม” ในหนังอาจจะดูสุดขั้วในทางหนึ่ง แต่กับสังคมจริงๆ ที่เราอยู่ เราต่างก็ถูกเป่าหูด้วยวาทกรรมเหล่านี้อยู่ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง “หนังเรื่องนี้ไม่สมควรฉาย เพราะขัดกับศีลธรรมอันดี” หรือ “ประชาชนยังไม่พร้อมจะมีประชาธิปไตย”

ตามท้องเรื่อง สิ่งแปลกปลอมที่หลุดเข้ามาในอาณาเขตของบ้าน จะถูกนิยามใหม่โดยพ่อหรือแม่ ผู้ซึ่งมีอำนาจในการตีความสิ่งใดๆ ควรหรือไม่ควรถูกให้ความหมายอย่างไร เช่น แมวเป็นสัตว์อันตราย, ช่องคลอดแปลว่าโคมไฟ, เรียกขวดพริกไทว่าโทรศัพท์ ทำให้เราตระหนักได้เลยว่า ภาษาเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังของชนชั้นปกครองที่ใช้ในการ “ทำให้เชื่อง”​ ลองคิดถึงความหมายของคำว่า “คนดี”, “ประชาธิปไตย”, “ความมั่นคง” ในบริบทของสังคมไทย คำเหล่านี้มันมีความหมายต่างจากสังคมอื่นบ้างไหม?

สิ่งที่น่ากลัวคือตัวพ่อแม่ในเรื่องนี้ เชื่อจริงๆ ว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่เป็นการปกป้องครอบครัวตัวเองจากสิ่งชั่วร้าย เป็นการสร้างความสุขให้กับคนในครอบครัว (ไม่ต้องเหมือนครอบครัวอื่นก็ได้ อยู่กันแบบนี้แหละมีความสุขดีแล้ว) ไม่รู้สึกเลยว่ามันเป็นเรื่องฝืนธรรมชาติ

ในทางหนึ่ง เราสามารถบอกได้ว่าครอบครัวนี้ป่วยไข้อย่างไร แต่หากมองถึงตัวเราเอง เราบอกได้ไหมว่าเรากำลังอยู่ในครอบครัวที่ป่วยไข้ด้วยหรือเปล่า?

Thai OCR in Google Docs

ไปเห็นข่าว Google Docs รองรับ OCR ภาษาไทยแล้ว ก็มาลองเล่นดูเองบ้าง โดยลองตัดเอาข้อความจากหนังสือเล่มหนึ่งมาลองดู ปรับรูปให้เป็นภาพขาวดำ เพื่อให้ OCR ทำงานได้ง่ายขึ้น แต่ลองดูแล้วเหมือนจะไม่ช่วยสักเท่าไหร่

ดูแล้วยังเละเกินกว่าจะใช้งานจริงๆ ได้ จากเท่าที่เคยลองมา ดูเหมือนว่าในงาน OCR ภาษาไทยนี่ยังไม่มีโปรแกรมที่จะใช้งานได้จริงจังสักตัวเลย

Thai OCR in Google Docs

ไปเห็นข่าว Google Docs รองรับ OCR ภาษาไทยแล้ว ก็มาลองเล่นดูเองบ้าง โดยลองตัดเอาข้อความจากหนังสือเล่มหนึ่งมาลองดู ปรับรูปให้เป็นภาพขาวดำ เพื่อให้ OCR ทำงานได้ง่ายขึ้น แต่ลองดูแล้วเหมือนจะไม่ช่วยสักเท่าไหร่

ดูแล้วยังเละเกินกว่าจะใช้งานจริงๆ ได้ จากเท่าที่เคยลองมา ดูเหมือนว่าในงาน OCR ภาษาไทยนี่ยังไม่มีโปรแกรมที่จะใช้งานได้จริงจังสักตัวเลย

ว่าด้วยเรื่อง SEO

หลังๆ blog เป็นอะไรที่แทบไม่มีการ update ตั้งแต่ facebook เกิดฮิตขึ้นมา  วันนี้นั่งอ่านๆ เรื่อง SEO แล้วนึกขึ้นมาได้ว่าไอ้ blog เรามัน pagerank เท่าไรหว่า  พอมาเช็คดูปรากฏว่าได้ PR4   สูงกว่าเว็บของตัวเองและหลายๆ เว็บแบบแปลกๆ ทั้งๆ ที่ blog แทบไม่ update และไม่ได้ทำอะไรเพื่อ SEO เลย   ไอ้เรื่องพวกนี้บางทีมันก็แปลกๆ งงๆ เนอะ
 
edit: จ๊าก  เพิ่งเห็นว่าบางหน้าโดน comment spam ปาไป 2 พันกว่า comment…   มันทำเพื่อ SEO ล้วนๆ เห็นๆ  แถมหน้านั้นโดน de-index จน pagerank หายไปเลย  ไม่ได้เกี่ยวไรกะตูแท้ๆ

edit @ 22 Feb 2011 15:51:03 by AccBLue

Before the Riot

เบียร์วันนี้

Thunder Dome, Feb 15th 2011, before the riot.

Let Android Takes Care of Your Money

K-My Debit Card (Android)

ไม่มีอะไรมาก แค่ช่วงนี้บ้า Android นิดหน่อยเท่านั้น xD

เคยได้ยินเกี่ยวกับบริการ K-My Debit Card ของธนาคารกสิกรไทย ที่ให้ลูกค้าสามารถออกแบบลายบนบัตรเป็นภาพอะไรก็ได้มาเป็นปีแล้ว แต่ยังไม่มีโอกาสได้ใช้บริการเนื่องจากความขี้เกียจเป็นหลัก -*- พอดีปีนี้ได้ฤกษ์เปิดบัญชีกสิกรไทย เลยถือโอกาสทำบัตรเดบิตลาย Android มันซะเลย (ถ้าทำปีที่แล้วได้เป็นลาย Drupal แหงๆ)

ยังไม่รู้ว่าจะได้ใช้หรือเปล่า เอามาถือไว้เท่ๆ ก่อน 555+

Hello, Nexus S

Smart phone เครื่องแรกในชีวิต >_<”

Google Nexus S

เพิ่งได้มาสดๆ ร้อนๆ หลังจากรอคอย(ให้เค้าส่งมาให้)อยู่นานแสนนาน :D สาเหตุที่อยากได้เครื่องนี้ไม่มีอะไรมากนอกจากวลีที่ว่า “Pure Google” (สาวก 555+)

ยังไม่ได้ลองเล่นอะไรทั้งสิ้น แกะห่อพัสดุมาจับถ่ายรูปก่อนเลย xD สำหรับคนที่ไม่รู้จัก หรือสนใจรุ่นนี้อยู่ อ่านรีวิวภาษาไทยแบบละเอียดได้ที่บล็อกนั้น

เห็นว่าในงาน Thailand Mobile Expo 2011 ที่ผ่านมาทาง Samsung ก็เอา Nexus S มาโชว์ด้วย เข้าใจว่าล็อตที่เอาเข้ามาขายในไทยจะเป็นจอแบบ SLCD ไม่ใช่ SAMOLED แบบที่วางขายในอเมริกาตอนนี้ ส่วนราคายังไม่รู้ แต่น่าจะต่ำกว่ารุ่นที่เป็นจอ SAMOLED

พูดถึงราคาของ Nexus S ตัวที่ผมได้มานี้ เป็นค่าเครื่อง + tax + ค่าส่ง + VAT (ภาษีขาเข้า) โดนไปรวมๆ แล้วประมาณ 19,xxx.- บาท ถ้าหิ้วเข้ามาเองจะประหยัดไปได้ประมาณสองพัน โดยส่วนตัวถ้าเครื่องหิ้วราคาประมาณ 19,000 บาท คิดว่าเป็นราคาที่สมเหตุสมผลอยู่ เพราะไม่ต่างจากสั่งเข้ามาเองเท่าไร แถมไม่ต้องรอ + ลุ้นว่าจะโดนภาษี + กลัวว่าจะหายระหว่างขนส่งหรือเปล่าด้วย

Google Nexus S Unboxed

สำหรับคนที่สนใจ ถ้าไม่รีบ แนะนำให้รอเครื่องศูนย์ฯ Samsung ต่างกันที่เป็นจอ SLCD (ซึ่งรีวิวเท่าที่เคยอ่านมาบอกว่าสีสดใสแทบไม่ต่างกัน) และมีประกัน แต่จริงๆ ถ้าไม่ติดว่าต้องเป็น Pure Google ผมว่า Galaxy S2 น่าสนใจกว่าเยอะ :P

in my hand

ช่วงหลังๆ นี่ถ่ายรูปโดยใช้กล้องมือถือบ่อย (ใช้โปรแกรม picplz) เพราะว่าไม่ได้พก Lumix GF1 ตัวที่เคยใช้ สังเกตว่าพฤติกรรมการถ่ายรูปของตัวเองเปลี่ยนไปนิดนึง คือจะเลือกถ่าย object เป็นชิ้นๆ มากกว่าจะคิดเรื่อง compose ให้ดูสวยโดยเฉพาะภาพประเภทหยิบของขึ้นมาถ่าย จะมีค่อนข้างเยอะ

คิดได้ว่าหาแท็กเฉพาะใน flickr ให้มันไปเลยละกัน มาดูทีหลังจะได้สะดวกๆ

ดูเต็มๆ ได้ที่ flickr #inmyhand

2011 Resolutions

  1. หัดขับรถ
  2. มี Android phone เป็นของตัวเอง
  3. หัดเขียนแอพพลิเคชันบน Android
  4. เริ่มธุรกิจอะไรสักอย่าง
  5. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  6. ออมเงินให้ได้ทุกเดือน
  7. ไปเที่ยวที่ต่างๆ ที่ยังไม่เคยไป อย่างน้อย 2 แห่ง

พอละ 7 ข้อ ปีนี้หวังว่าจะทำได้เกินครึ่ง :P

My Top 2010 Albums

บันทึกไว้สักหน่อย กับอัลบั้มที่ชอบในปี 2010

Arcade Fire – The Suburb

Belle & Sebastian – Write About Love

Broken Social Scene – Forgiveness Rock Record

Daft Punk – TRON : Legacy Soundtrack

Anamanaguchi – Scott Pilgrim vs. the World : The Game

ปีนี้ฟังเพลงน้อยมาก หรือที่ฟังส่วนมากก็มีแต่เพลงเก่าๆ หวังว่ามีหูฟังใหม่แล้วจะฟังเพลงบ่อยขึ้นกว่านี้

2010 Resolutions Evaluation

โพสต์ประจำตอนสิ้นปี รีวิวผลงานในรอบปี เทียบกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ตอนต้นปี 2010

  1. FAILED หัดขับรถ ตั้งมันทุกปี และก็ failed ทุกปีเหมือนกัน T_T
  2.    40%   เรียนรู้ Drupal 7 (ติดตั้ง/ใช้งาน/สร้างธีม) ได้แค่ลองติดตั้งและใช้งานเล่นๆ แค่นิดหน่อย ส่วนการสร้างธีมยังไม่ได้แตะ
  3. FAILED ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ไม่ได้ออกกำลังกายเลย xD
  4.   100%   ไปเที่ยวสถานที่ที่ยังไม่เคยไป อย่างน้อย 2 แห่ง ถ้านับกันจริงๆ คงได้ไม่ต่ำกว่า 10 แห่ง สรุปสั้นๆ ว่าเป็นปีแห่งการเดินทาง
  5.    40%   ออมเงินให้ได้ทุกเดือน ทั้งปีมี 12 เดือน เก็บได้จริงๆ ไม่เกิน 5 เดือน =.=
  6.   100%   หัดเล่นฮีโร่ใน DotA ให้ชำนาญอย่างน้อย 10 ตัว ตอนนี้เล่น -random ได้สบายๆ hero ที่เล่นได้ดีไม่ต่ำกว่า 30 ตัว (เรื่องแบบนี้ละขยันนัก -_-a)

เฉลี่ยแล้วก็ได้ประมาณ 47% เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ปีที่แล้วว่าปีนี้จะได้ไม่ถึงครึ่ง xD

สรุปโดยรวมปีนี้ทำอะไรไม่ค่อยจะได้ตามเป้าหมาย ส่วนอันที่ทำได้ก็เกินเป้าไปซะเวอร์ +_+ (ข้อที่ได้ 100% นี่จริงๆ น่าจะเป็น 200% ซะมากกว่า) และก็มีเรื่องเกินความคาดหมายเกิดขึ้นเยอะแยะไปหมด แต่ก็ทำให้ชีวิตมีสีสันดี :D

Our Manga Downloader on GitHub

ฉลองครบรอบการดองบล็อกเป็นเวลา 1 เดือน(กว่าๆ) ด้วยสคริปต์ใหม่ =.=

หลังจาก One Manga ปิดตัวไปเมื่อประมาณเดือนสิงหา ผมก็พยายามเปลี่ยนพฤติกรรมการอ่าน manga มาเป็นอ่านบนเว็บแทน ที่ติดตามหลักๆ ก็จะเป็น mangastream.com และ ourmanga.com แต่ทำอยู่ได้ไม่นานก็ทนไม่ไหว เนื่องจากขี้เกียจคลิกเข้าไปดูทุกวันว่ามันมี manga อะไรอัพเดตบ้าง สุดท้ายเลยได้ Our Manga Downloader มาด้วยประการฉะนี้ :P

สคริปต์ตัวนี้เขียนแบบขี้เกียจ + ขี้โกงสุดๆ เพราะถ้าเป็นสคริปต์ตัวเดิม (onemanga) จะต้องอ่านหน้าเว็บเพจ แล้วค่อย extract ข้อมูลออกมาตามเสต็ป คล้ายๆ การคลิกเข้าไปในเว็บจริงๆ แต่ตัวใหม่ (ourmanga) นี้ใช้ทางลัด อาศัยว่าทางเว็บเค้าเปิดฟีเจอร์แสดงรายชื่อไฟล์ในไดเร็กทอรีเอาไว้ เลยไม่ต้อง parse หน้าเว็บหาลิงก์ให้ยุ่งยาก ใส่ URL ไปตูมเดียวก็ได้หน้าเว็บที่มีแต่ลิงก์ไปยังรูปล้วนๆ xD

ฟีเจอร์ของสคริปต์ลอกมาจาก onemanga ทั้งดุ้น ใครเคยใช้ของเก่าอยู่แล้วก็ไม่น่ามีปัญหา ส่วนวิธีติดตั้งและใช้งานก็เหมือนเดิมเด๊ะ เข้าไปดูใน One Manga Downloader Wiki page ได้เลยครับ (อย่าลืมเปลี่ยน git clone URL เป็นของ ourmanga แทน)

ปล. จริงๆ ไม่ค่อยอยากปล่อยเท่าไร กลัวทางเว็บไหวตัวทัน ปิดฟีเจอร์แสดงรายชื่อไฟล์แล้วต้องมานั่งเขียนสคริปต์ใหม่ T_T แต่จะเก็บไว้ใช้คนเดียวก็กระไรอยู่ ถ้าสคริปต์นี้พอจะมีประโยชน์กับชาวโลกบ้าง ก็ถือว่าคุ้ม :D

Swipe Gesture in Firefox 4

ใน Firefox 4 จะมีฟีเจอร์ใหม่เพิ่มขึ้นมาตัวนึง ชื่อว่า Firefox Panorama ก็คือการจัดกลุ่มของแท็บต่างๆ ได้ ถ้าใช้งานบน Mac OS X จะสามารถเข้าถึงได้ด้วยการใช้ Cmd-E หรือใช้ Touchpad สามนิ้วเลื่อนจากล่างขึ้นบน (3 fingers swipe up)

ซึ่งฟีเจอร์นี้มันก็สะดวกดี แต่ปกติจะตั้งค่าของ 3 fingers swipe up ให้เป็นเลื่อนไปตำแหน่งบนสุดของหน้า และ 3 fingers swipe down ให้เป็นเลื่อนลงมาล่างสุด ดังนั้น ถ้าอยากได้พฤติกรรมเดิมๆ ก็ต้องเหนื่อยกันเล็กน้อย

วิธีก็คือเข้าไปที่ about:config แล้วเปลี่ยนค่า browser.gesture.swipe.down ให้เป็น cmd_scrollBottom แล้วก็เปลี่ยน browser.gesture.swipe.up เป็น cmd_scrollTop

about:config

ก็จะได้ behavior แบบเดิมๆ กลับมา

Share

It’s that time of the year again.

Support Wikipedia

This is not a donation. This is… Admiration.

Data Structure, second semester 2010

  • News

Barcamp Bangkok 4

บล็อกเรื่องบาร์แคมป์ติดกันสองอันเลย =.=

Barcamp Bangkok ครั้งที่ 4 นี้จัดที่เดิม คือที่ ม.ศรีปทุม โดยมีระยะเวลา 2 วัน (23-24 ต.ค. 2553)

ปีนี้คงเขียนได้สั้นๆ เพราะไปร่วมงานแค่แป๊บเดียว คือไปตั้งแต่ประมาณ 9 โมงครึ่ง แล้วออกมาจากงานตอนเที่ยง ด้วยความรู้สึก failed พอสมควร สาเหตุคือ

  • session กระโดดไปกระโดดมา ตอนแรกดูเป็นห้องนี้ เวลานี้ refresh อีกทีกลายเป็นห้องอื่น เวลาอื่นไปแล้ว
  • การดูตารางเวลาทำได้ยาก ถ้าไม่มีโน๊ตบุ๊ค/โทรศัพท์ที่ต่อ Wi-Fi ได้ อย่างปีที่แล้วยังมีกระดาษเขียน topic ไปแปะไว้หน้าห้อง คนเดินผ่านไปผ่านมายังได้รู้บ้างว่าห้องนี้พูดเรื่องอะไร
  • speaker หาย อันนี้คาดว่าส่วนหนึ่งอาจเกิดจากข้อแรก คือสรุปแล้ว speaker ก็ไม่รู้ว่าตัวเองต้องไปพูดห้องไหน เมื่อไหร่ ทำให้คนฟังต้องไปนั่งรอเก้อ
  • speaker ไม่รักษาเวลา บาง session ต้องมานั่งคุยกันหน้าห้องแทน เพราะหมดเวลาแล้ว session เก่าไม่ยอมเลิกซักที
  • speaker ระบุภาษามั่ว บาง session บอก TH/EN แต่เข้าไปกลายเป็นภาษาไทยล้วนๆ ถ้าผมเป็นฝรั่งหลงเข้าไปคงเซ็ง

แค่นี้ดีกว่า เด๋วจะโดนประณามว่าไม่เสนอ topic ไม่ช่วยงาน แล้วยังจะมาบ่นอีก :P

จริงๆ เขียนเพราะเข้าใจว่างานฟรีสไตล์แบบนี้ session เยอะขนาดนี้มันคุมกันลำบาก แต่เห็นใจคนที่มางานนี้เป็นครั้งแรก เพราะอาจจะได้ impression ที่ไม่ดีกลับไปว่างานสัมมนาอะไรฟระ ใส่ topic มาซะน่าสนใจ แต่ให้คนฟังเข้าไปนั่งในห้องเฉยๆ รอจนหมดเวลาก็ไม่มีคนมาพูด ฯลฯ

ปล. อันนี้คือประสบการณ์ตรงจากครึ่งวันเช้าวันแรกเท่านั้น ช่วงบ่ายของวันที่ 23 และวันที่ 24 ทั้งวันอาจจะไม่มีเหตุการณ์แบบนี้ก็ได้ ยังไงก็ขอขอบคุณสปอนเซอร์, ผู้จัดงาน และผู้ที่มาร่วมงานทุกคนครับ

ปล.2 บ่นขนาดนี้ แต่ปีหน้าก็ไปอีกแน่นอน :D

Hello world!

Welcome to WordPress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!

Barcamp Bangkhen

ตามกฏข้อที่สองของ Barcamp

2nd Rule: You do blog about BarCamp.

งานบาร์แคมป์บางเขน จะเรียกว่าเป็นงานอุ่นเครื่องก่อน Barcamp Bangkok 4 ที่จะจัดขึ้นในวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 23-24 ต.ค. นี้ก็คงจะไม่ผิด… งานนี้จัดโดยนิสิตภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ส่วนสถานที่ก็แน่นอนว่าต้องอยู่ที่ ม.เกษตร ในปีนี้จัดที่อาคาร 17 (อาคารนานาชาติ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) หรือ International Building เข้าใจว่าเป็นตึกที่เพิ่งสร้างเสร็จไม่นาน เหมาะแก่การนำชาวบาร์แคมมาถล่ม (อ.ภุชงค์ ว่างั้น xD)

ชอบตอน อ.ภุชงค์ กล่าวเปิดงาน ที่นิยามคำว่า geek = greatly enthusiastic and energetic kind of people น่าจะถูกใจผู้ที่มาเข้าร่วมงานอยู่ไม่น้อย (เห็นตบมือกันเกรียว 555+) ฟังแล้วรู้สึกว่าถ้ามีใครเรียกว่า geek คงจะ lnw น่าดู :P

จากที่ไปมาพบว่าคนค่อนข้างบางตา ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะฝนตกเกือบทั้งวัน มีหลาย session ที่หมายเหตุว่า “guest” ไม่แน่ใจว่าแปลว่าเป็นผู้พูดที่เชิญมาหรือเปล่า แต่บรรยากาศงานโดยรวมก็ไปได้ด้วยดี แม้บางห้องจะมีคนฟังแค่ 4-5 คน แต่ speaker ก็ตั้งใจพูดอย่างจริงๆ จังๆ กันทุกคน :)

สำหรับหัวข้อที่ผมไปฟังนั้น ไปอ่านรายละเอียดได้ที่บล็อก @bombik โลด เพราะฟัง session เดียวกัน ขี้เกียจบรรยายซ้ำ ที่น่าสนใจก็คือ Photosynth ของ Microsoft, การแนะนำโปรแกรมบางตัวใน Sysinternals Suite แล้วก็การนำซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สมาประยุกต์ใช้ในองค์กรของคุณทศพล

ปล. ฝากถึงทีมงานผู้จัดด้วยครับว่าอาหารอร่อยมาก ^o^

อินทรีแดง 2010 [spoil]

บันทึกความรู้สึกหลังจากดู อินทรีแดง ฉบับปี 2010 กำกับโดย วิศิษฎ์ ศาสนเที่ยง มี spoil ถ้ายังไม่ได้ดูกรุณาอย่าเพิ่งอ่าน

  • ก่อนจะได้ดูหนัง ได้ดูคลิปสัมภาษณ์ผู้กำกับชิ้นนึงมาก่อน ทำให้ความอยากดู (และความคาดหวัง) พุ่งขึ้นสูงมาก
  • หนังเปิดเรื่องได้ค่อนข้างซีเรียส วางบทตัวละครได้น่าสนใจ
  • หนังแตะประเด็น อาการสำลักวาทกรรมเรื่องคนดี ตอนต้นเรื่องนิดนึง แต่เสียดายที่ไม่ได้สานต่อ
  • ฉากคอขาด มือขาด เลือดพุ่ง ดูหลอกๆ ซึ่งถ้ามันไปอยู่ในหนังที่จงใจให้เป็นแบบนั้น มันจะดูดีมากๆ แต่ในอินทรีแดง ดูจะไม่เข้ากับบรรยากาศของเรื่องสักเท่าไหร่
  • ปรับอารมณ์ขณะดูไม่ถูก เพราะมีทั้งฉากจริงจัง ฉากหลอนๆ ฉากเซอร์เรียล ฉากบู๊ ฉากตลก จนเอาไม่ถูกว่าตกลงฉากนี้จะให้ขำหรือเปล่า
  • เหมือนหนังจะบอกว่า ประเด็นการเมืองเนี่ย ซีเรียสนะ แต่ฉากบู๊ อย่าไปสนใจความสมจริงมากนักก็ได้
  • คาดว่าเป็นหนังที่คนทำต้อง compromise ต่อทั้ง เจ้าของบทประพันธ์เดิม, สปอนเซอร์, ความต้องการส่วนตัว ทำให้ในที่สุดแล้วหนังไปได้ไม่สุดสักทาง (ยกเว้นด้านโฆษณา ที่ชัดเจนจนทำลายอรรถรสในการดูหนังไปเลย)
  • ฉากขี่มอเตอร์ไซค์ปราบเด็กแว้นเนี่ย จะขายมอเตอร์ไซค์ suzuki ใช่ไหม?
  • ช็อต “การสูบบุหรี่เป็นอันตรายต่อชีวิต” เด็ดมาก
  • เลิฟซีน ออกแนว fantasy มาก สงสัยว่าไม่หนาวกันหรือยังไง
  • การเลือกตั้งปี 2016 ตามท้องเรื่อง พรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งคือ “พรรคเสรีนิยม” ซึ่งถ้าเทียบกับบ้านเราจริงๆ แล้ว เวลา 6 ปีนับจากนี้ ไม่มีทางที่พรรคการเมืองแนวเสรีนิยม จะชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลายได้เด็ดขาด
  • ปกติชอบ ญารินดา อยู่แล้ว แต่ในเรื่องดันเล่นเป็น NGO สายประเวศ ดูแล้วตัดสินใจไม่ถูกว่าจะชอบหรือไม่ชอบดี
  • ก่อนจะดูหนัง ไม่ค่อยนิยมแนวคิดของ วรรณสิงห์ เท่าไหร่ แต่ดันชอบตัวละคร หมวดชาติ ที่วรรณสิงห์เล่นในเรื่อง
  • ผู้กำกับเคยให้สัมภาษณ์ว่า “อินทรีแดงเป็นหนังการเมือง” แต่ประเด็นการเมืองในเรื่องกลับไม่ได้มีความแหลมคมอย่างที่หวังเอาไว้
  • การด่าแต่นักการเมือง ยิ่งเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับกลุ่มอำนาจที่ไม่ได้มีที่มาจากประชาชน ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทยในปัจจุบัน วาทกรรมแบบนี้มีมากเกินพอแล้ว
  • หวังว่าสักวันหนึ่ง จะมีหนังที่พูดถึง “The Gordian Knot” แบบจริงๆ จังๆ (สงสัยว่าถึงปี 2016 ก็ยังอาจจะไม่มีหนังแบบนั้น)

SoundMAGIC PL50

รีบออกตัวก่อนว่าไม่ได้ซื้อหูฟังใหม่ เนื่องจากตัวนี้ได้มาตั้งแต่ก่อนไปเยอรมัน (ประมาณปลายเดือนมีนา) ที่ซื้อเพราะเพื่อนโรมแนะนำว่า PL30 สุดยอด แต่ลอง google หาข้อมูลแล้วไปเจอ review ของ PL50 อ่านไปอ่านมาเลยสอยตัวนี้มาแทน =.=

SoundMAGIC PL50


ตอนลองฟังครั้งแรกโดยต่อกับ Dell Studio 1458 รู้สึก failed มาก เพราะเสียงมันบาดหูอย่างแรง และเสียงมันค่อนข้างแบน แยกซ้ายขวาหน้าหลังแทบไม่ออก สาเหตุคาดว่าน่าจะเกิดจาก

  • ตอนนั้นผมชินกับแนวเสียงของ Sennheiser CX200 ที่เบสมหึมา ฟังอะไรก็ออกมาทุ้มไปหมด
  • SoundMAGIC PL50 มันจะเด่นที่เสียงกลาง และเสียงสูง ส่วนเบสจะมาแบบลึกๆ ไม่ใช่แนวตูมๆ จนหูสั่นแบบ CX200 หรือ CX500
  • ตอนลองผมใช้จุกโฟมที่แถมมาในกล่อง มันจะเป็นแบบแข็งๆ ผิวด้านนอกลื่นๆ ทำให้ใส่ยาก และหลุดง่าย ไม่พอดีกับรูหู ทำให้แทบไม่มี isolation และไม่ได้ยินเสียงจากหูฟังอย่างที่ควรจะเป็น

ตอนอยู่บนเครื่องก็ยังพยายามฟังอยู่ เพราะอ่านรีวิวที่ไหนก็เห็นเค้าบอกว่าเสียงดีโคตรๆ ทำไมเราฟังแล้วมันห่วยฟระ สุดท้ายทนไม่ไหว ต้องเปลี่ยนมาใช้ CX200 ฟังแทน T_T มานั่งนึกๆ ดูทีหลัง นอกจากจุกมันจะไม่พอดีแล้ว ยังมาจับคู่กับ Philips GoGear เข้าไปอีก เลยทำให้ยิ่งเลวร้ายไปกันใหญ่ก็เป็นได้

หลังจากนั้นเลยใช้แต่ CX200 ฟังเพลง ส่วน PL50 ผมเอาไว้คุยโทรศัพท์ผ่านเน็ตอย่างเดียว เพราะว่าใช้แล้วได้ยินเสียงคนชัดเจนมากกกก ส่วน CX200 เสียงพูดจะได้ยินแบบอู้อี้ๆ ฟังยากพอสมควร

พอกลับมาจากเยอรมันได้สักพักก็ถอย Sennheiser CX500 มาจับคู่กับ Sansa Clip+ (Rockboxed) เลยทำให้ PL50 ถูกเก็บเข้ากรุไปโดยปริยาย

จนเร็วๆ นี้เกิดสงสัยขึ้นมาว่า ถ้าใช้จุกโฟมกับ CX500 มันจะทำให้เสียงดีขึ้นอีกหรือเปล่า เลยลองสั่งจุก Comply T-400 มาคู่นึง แต่เห็นว่าไหนๆ ก็เสียค่าส่งแล้ว ลองให้โอกาส PL50 อีกสักรอบ หาจุกโฟมดีๆ มาใส่เผื่ออะไรๆ มันจะดีขึ้น ลอง search ในเว็บ Comply เจอแต่รุ่นสำหรับ PL30 แต่ไม่มีรุ่นสำหรับ PL50 โดยเฉพาะ พอดีเห็นคนขายใน OCZ แถมจุก Comply T-140 เลยสั่งรุ่นนี้ไป -_-a

ผลที่ได้สำหรับ CX500 คือ เสียงเบสฟังมันส์ขึ้นเยอะ และอาการที่บางครั้งเหมือนมีลมดันในหูเวลาใช้จุกยาง มันจะหายไป (คิดว่าเพราะจุกโฟมมันโปร่งกว่า ทำให้อากาศถ่ายเทออกได้)

ส่วนผลที่ได้สำหรับ PL50 เรียกว่าเปลี่ยนจากหลังเท้าเป็นหน้ามือก็ว่าได้ เมื่อได้ฟัง PL50 ด้วยจุกโฟมแล้ว พบว่า:

  • isolation ดีกว่า CX500 นั่งฟังบนรถเมล์นี่ happy ทีเดียว :)
  • เสียงร้องเด่นมาก ลอยออกมาอยู่หน้าเครื่องดนตรี ประมาณว่าเหมือนนักร้องมายืนอยู่ตรงหน้า
  • เพิ่งเข้าใจคำว่า soundstage ก็คราวนี้ เสียงเครื่องดนตรีซ้ายขวาแยกออกอย่างชัดเจน และมีระยะห่างค่อนข้างเยอะ เวลาฟังจาก PL50 จะเหมือนฟังเพลงในห้องกว้างๆ ที่เครื่องดนตรีกระจายตัวกันออกไป ส่วน CX500 ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในห้องเล็กๆ ที่มีเครื่องดนตรีมาตั้งอยู่ใกล้ๆ ทั้งซ้ายและขวา
  • เสียงเบสมากขึ้นกว่าตอนใช้จุกแถม เบสมาแบบลึกๆ และเสียงเบสแน่น ฟังเพลงทั่วๆ ไปได้ไม่มีปัญหา แต่อาจจะยังขัดใจคนที่บริโภคเบสเป็นหลักอยู่ดี (จริงๆ ผมก็อยู่ในกลุ่มนั้น แต่เริ่มชิน)
  • การใส่แบบ over-ear ทำให้เคลื่อนไหวได้คล่องตัวมาก เดินกระเทือนยังไงก็ไม่หลุด และไม่ค่อยมีเสียงที่เกิดจากสายหูฟังเสียดสีกับเสื้อผ้า

ตอนนี้เลยเรียกได้ว่าบ้า PL50 พอสมควร ติดใจที่ความเด่นของเสียงร้องและ soundstage ที่ฟังแล้วโปร่ง สบายหู แต่ถ้าวันไหนอยากฟังเพลงมันส์ๆ ก็ยังคงหยิบ CX500 ออกมาใช้อยู่เป็นพักๆ :)

ปล. เวลาฟังเพลงจากโน๊ตบุ๊คยังไงๆ ก็ยังรู้สึกว่ามันไม่เพราะเท่าฟังจากเครื่องเล่นแฮะ -*-

Kindle 3 Review

ในช่วงหลังนี้ สงครามในตลาด E-Book เริ่มดุเดือด ตั้งแต่ที่ Apple เปิดตัว iPad, B&N ลดราคา Nook จนเจ้าตลาดเดิมอย่าง Amazon ต้องออกมาตอบโต้ โดยหั่นราคา Kindle 2 ของตัวเองมาสู้ และเดือนที่ผ่านมาก็ได้เปิดตัว Kindle รุ่นใหม่ ที่ใครๆ ก็เรียกกันว่า “Kindle 3″ ยกเว้นแต่ Amazon เองที่เรียกว่า “Kindle Latest Generation” ในที่นี้ขอเรียกสั้นๆ ตามที่ส่วนใหญ่เค้าเรียกกันว่า Kindle 3 ละกัน

Kindle 3 มีอยู่สองรุ่น คือรุ่น wifi only ราคา 139$ กับรุ่น wifi+3G ราคา 189$ มีสีดำกับสีขาวให้เลือก ความสามารถก็ตามชื่อ คือรุ่น wifi จะใช้งานผ่าน wifi ได้เท่านั้น ส่วนรุ่น wifi+3G จะใช้เครือข่าย Whispernet ที่ Amazon เป็น partner กับเครือข่ายมือถือใหญ่ๆ ทั่วโลก (รวมทั้งเมืองไทยด้วย) ให้ผู้ใช้สามารถใช้ Kindle โหลดหนังสือผ่านเครือข่าย 3G โดยไม่ต้องเสียบซิม ไม่ต้องเสียค่าบริการ

Kindle ตัวที่สั่งซื้อมานี้เป็นรุ่น wifi only เหตุผลคือ เพราะมันถูกกว่า แล้วก็คิดว่าคงจะไม่ค่อยได้ใช้งาน sync หนังสือผ่านเครือข่ายโทรศัพท์สักเท่าไหร่ (ไม่เกี่ยวกับที่ว่าบ้านเรายังไม่มี 3G แต่อย่างใด) ราคาอยู่ที่ 139$ ค่าส่งอีก ประมาณ 10$ และ tax deposit fee อีก 40$ รวมๆ แล้วก็อยู่ที่ประมาณ 200$ ตอนนี้บาทแข็ง คูณแล้วก็ประมาณ 6,000 กว่าบาท จัดส่งมาให้ผ่านทาง DHL สามารถ track ดูสถานะของแท็คเกจได้จากในเว็บเลย ใช้เวลาไม่ถึงอาทิตย์ ก็มาถึงกรุงเทพ

กล่องกระดาษแข็งสีน้ำตาลธรรมดา ไม่ได้หรูหราอย่างยี่ห้อผลไม้ กล่องเล็กและเบากว่าที่คิด

Kindle 3

เปิดกล่องก็เจอ kindle นอนอยู่

Kindle 3

ภายในกล่องประกอบด้วย Kindle, คู่มือ, สายชาร์จ MicroUSB พร้อมหัวต่อสำหรับเสียบกับฝาผนัง (ไม่แน่ใจว่าใช้กับไฟบ้านเราได้หรือเปล่า ยังไม่เคยลอง)

Kindle 3

เทียบขนาดให้ดู จะเห็นว่าขนาดเล็กกว่าหนังสือการ์ตูนเล็กน้อย หน้าจอ 6″ มีขนาดพอๆ กับหนังสือพ็อคเก็ตบุ๊คทั่วไป

Kindle 3

ในการใช้งานครั้งแรก ก็ต้องชาร์จไฟเสียก่อน ในที่นี้ใช้วิธีเสียบสาย MicroUSB เข้ากับ laptop พอเสียบเข้าไปแล้ว OS ก็จะเห็น Kindle เป็น USB Storage ตัวนึง สามารถก็อปปี้ไฟล์ไปใส่ได้ (ทดสอบกับ Mac OS X แต่คิดว่า OS อื่นก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร)

ในการชาร์จแบต Kindle หนึ่งครั้ง จะสามารถใช้งานได้เป็นเวลาถึง 4 สัปดาห์ แต่ถ้าเปิด wifi ตลอด จะอยู่ได้ประมาณ 3 สัปดาห์ (อันนี้ Amazon เค้าบอกไว้ จริงเท็จอย่างไรยังไม่รู้)

สำหรับคนที่ยังไม่รู้ หน้าจอของ Kindle ใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า E-Ink ซึ่งแสดงผลเป็นภาพขาวดำที่ดูสบายตา คล้ายกับอ่านจากหนังสือที่เป็นกระดาษจริงๆ ไม่มีแสงสะท้อนแยงตาเหมือนจอ LCD ตามสเป็คของ Kindle 3 ตัวนี้ ใช้จอ E-Ink ที่ความละเอียด 800×600 แสดงสีขาวดำได้ 16 ระดับ

ด้วยเทคโนโลยี E-Ink นี่เองที่ประหยัดพลังงานในการแสดงผลมาก ทำให้ในการชาร์จหนึ่งครั้ง เราสามารถใช้งาน Kindle ได้นานเป็นสัปดาห์ แต่ข้อเสียของจอ E-Ink นอกจากเรื่องที่แสดงภาพสีไม่ได้แล้วนั้น ก็มีเรื่องที่การเปลี่ยนหน้าจอทำได้ช้า ทำให้ไม่เหมาะจะเอามาแสดงผลภาพเคลื่อนไหว

มาดูตัวเครื่อง Kindle กันบ้าง จะเป็นว่ามีหน้าจอ 6″ มีปุ่มด้านซ้ายขวา ข้างละ 2 ปุ่ม เอาไว้เปิดหน้าถัดไปหรือหน้าที่แล้ว จับตัวเครื่องด้วยมือไหน ก็ใช้ได้เหมือนกัน ด้านล่างมีแป้นคีย์บอร์ดเอาไว้พิมพ์เล็กๆ น้อยๆ และมีปุ่ม 5-way button เอาไว้เลื่อนเคอร์เซอร์ ส่วนท้ายตัวเครื่องมีรูเสียบหูฟัง ช่องเสียบ MicroUSB ปุ่มปรับระดับเสียง และปุ่ม power slide ส่วนด้านหลังมีลำโพง

Kindle 3

ในเว็บของ Amazon จะมีหนังสือฟรีอยู่จำนวนหนึ่ง สามารถโหลดมาอ่านฟรีได้ (ส่วนใหญ่เป็นนิยายเก่าๆ หรือหนังสือที่เป็น public domain) โดยเข้าไปที่หน้าของหนังสือนั้นๆ แล้วเลือก Send to my Kindle แล้วหนังสือจะ sync มาลงยัง Kindle ของเราเอง ถ้าในรุ่นที่เป็น 3G ก็จะสามารถ sync ได้แม้จะไม่ได้ต่อ wifi

ตัวอย่าง โหลด Alice’s Adventures In Wonderland มาอ่าน

Kindle 3

ถ้าหนังสือที่เราอ่าน อยู่ในฟอร์แมต E-Book (.azw หรือ .mobi) จะสามารถปรับขนาดตัวหนังสือตามต้องการได้ ตัวหนังสือจะ reflow เอง

ฟอร์แมตไฟล์ที่ Kindle รู้จัก และเราใช้กันทั่วไปก็มี azw, mobi, pdf, text, html, doc ถ้ารูปภาพก็มี bmp, gif, jpeg, png

ทดลองสร้าง folder ใส่ภาพเข้าไป Kindle จะมอง folder หนึ่ง เหมือนกับเป็นหนังสือ 1 เล่ม เวลาเปิดดูก็จะเปิดดูทีละรูปๆ เหมาะกับการเอามาอ่านการ์ตูนเป็นอย่างยิ่ง ถ้าเกิดว่าตัวหนังสือเล็กเกิน อ่านไม่ออก ก็สามารถเลือกอ่านแนวตะแคงได้ (เลือกได้ว่าจะให้แสดงภาพแบบ fit หน้าจอ, fit ความกว้าง หรือว่า actual size)

Kindle 3

ถ้าไม่ใช้งานสักระยะนึง Kindle จะแสดงหน้า screensaver และล็อคปุ่ม เพื่อป้องกันการกดโดนโดยไม่ตั้งใจ เวลาจะกลับมาอ่านต่อก็เลื่อนปุ่ม power ด้านล่างตัวเครื่อง

Kindle 3

หนังสือของ Amazon จะมีปกให้ดูด้วย (อันนี้เป็น sample อ่านฟรีแค่บทแรกๆ ถ้าติดใจค่อยซื้อทั้งเล่ม)

Kindle 3

ทดสอบอ่าน PDF สามารถเลือกแสดงผลเป็น fit width, 150%, 200% และเลือกระดับความเข้มของตัวหนังสือได้ แต่ไม่สามารถเลือกขยายขนาดตัวหนังสือได้ ต้อง zoom อย่างเดียว

Kindle 3

ในกรณีที่เอามาอ่าน paper วิชาการ ที่ส่วนใหญ่จะแบ่งเป็น 2 คอลัมน์ สามารถใช้ท่า zoom 200% เพื่ออ่านทีละคอลัมน์ได้

Kindle 3

ภาษาไทยในไฟล์ PDF แสดงผลได้ถูกต้อง อ่านได้ไม่มีปัญหา

Kindle 3

แต่ถ้าเป็นไฟล์ประเภท E-book (ในรูปเป็น .mobi) จะแสดงผลโดยใช้ font ที่ติดมากับเครื่อง ซึ่งอ่านภาษาไทยได้ แต่ไม่สวย สระบนยังซ้อนกันอยู่ และการตัดคำยังดูมีปัญหาอยู่

Kindle 3

วิธีการนำเอา E-book หรือเอกสารของเราใส่เข้าไปใน Kindle นอกจากใช้วิธีก็อปปี้ผ่านทาง USB แล้ว ยังมีอีกวิธีหนึ่งคือ ส่งทางอีเมล โดย Kindle ทุกเครื่องจะมีอีเมลประจำเครื่อง (ตั้งค่าได้ เป็น @kindle.com) เราสามารถอีเมลไฟล์เอกสารที่เราต้องการมาที่อีเมลนี้ แล้วเอกสารหรือ E-book นั้นจะถูก sync มาลง Kindle ให้ สำหรับรุ่น wifi จะ sync ได้ฟรี ไม่เสียเงิน แต่ถ้า sync ผ่าน whispernet (สำหรับรุ่น 3G) จะคิดค่า data transfer ด้วย

นอกจากนี้ Kindle ยังมี Web Browser มาให้ในตัวอีกด้วย (engine ข้างในเป็น WebKit) โดยยังเป็นความสามารถแบบ experimental อยู่ สามารถใช้เปิดดูเว็บได้ แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วก็ยังแสดงผลค่อนข้างช้า และการเลื่อนดูทำได้ลำบากเพราะต้องใช้ปุ่มกดเอา ไม่ใช่จอแบบสัมผัส ความรู้สึกคล้ายๆ กับเปิดเว็บบนมือถือที่ไม่ใช่จอสัมผัส

Kindle 3

นอกจากนี้ Kindle 3 ก็มีฟีเจอร์เสริมอื่นๆ เช่น

  • ทำ highlight ข้อความ เก็บเป็น note ไว้ได้ สามารถโพสต์ลง twitter หรือ facebook ก็ได้ด้วย
  • มี dictionary ในตัว อยากรู้ความหมายของคำไหน ให้เลื่อนเคอร์เซอร์ไปที่คำนั้น แล้วจะมีคำแปลขึ้นมาให้ดู (เท่าที่ลอง จะใช้ได้กับไฟล์ E-book เท่านั้น ใช้กับ PDF ได้บ้างไม่ได้บ้าง)
  • ค้นหาคำในหนังสือได้

หลังจากที่ทดลองใช้งานมาได้อาทิตย์กว่าๆ พบว่า

  • น้ำหนักเบามาก เพียงแค่ 0.24 kg ถือมือเดียวอ่านตอนเข้าห้องน้ำได้สบายมาก เทียบกับ 0.68 kg ของ iPad แล้วคนละเรื่องกันเลย
  • หน้าจอ 6″ ใช้อ่าน E-book ได้สบายตาดี แต่ถ้าเน้นการอ่านไฟล์ PDF หรืออ่านการ์ตูน อาจจะเล็กเกินไปสักนิด ถ้าเป็น Kindle DX รุ่นจอใหญ่ น่าจะเหมาะกว่า
  • จอ E-Ink ใช้อ่านในที่แสงน้อยไม่ได้ เพราะจอไม่มีแสงสว่างในตัว (แต่ก็มีอุปกรณ์เสริมเป็นปกใส่พร้อมโคมไฟขนาดเล็กขายอยู่)
  • หนังสือใน Kindle store มีเยอะ โดยเฉพาะนิยาย แต่หนังสือพวก non-fiction ที่ไม่อยู่ในกระแสหลักจะไม่ค่อยมีขายในรูปแบบ E-book เท่าไหร่นัก
  • Kindle store ไม่มีหนังสือภาษาไทยขาย (มันแน่นอนอยู่แล้ว!)
  • ถ้าใครที่ใช้งาน instapaper อยู่ สามารถตั้งให้ส่งบทความเข้าอีเมลของ Kindle เป็นรายสัปดาห์หรือรายวันได้

ถ้าจะให้เปรียบเทียบ Kindle กับ iPad หรือ Android Tablet อื่นๆ อาจจะเทียบกันได้ไม่ตรงนัก เพราะหลักๆ แล้ว Kindle จะเน้นฟังก์ชันด้านการอ่านหนังสือมากกว่า แต่พวก tablet ทั้งหลายจะเน้นการใช้งานมัลติมีเดียเป็นหลัก อ่านหนังสือเป็นของแถม

สรุป – Kindle 3 สเป็กทุกอย่างดีขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้า ราคาถูกลงอยู่ในระดับสมเหตุสมผลสำหรับผู้ใช้ในบ้านเราแล้ว ถ้าเป็นคนที่มี E-book ที่ต้องอ่านเยอะ หรือนิยมอ่านนิยายภาษาอังกฤษ แนะนำว่าซื้อได้เลย ได้ใช้คุ้ม แต่สำหรับคนที่บริโภคเนื้อหาภาษาไทยเป็นหลัก ตอนนี้นอกจากการหาไฟล์ PDF มาอ่านเอง หรือใช้บริการส่งบทความจาก instapaper แล้ว ยังไม่เห็นแหล่งเนื้อหาอื่นเท่าไหร่นัก

ปล. ภาพไม่สวยเพราะใช้กล้องมือถือถ่าย

ปล.2 รีวิว Kindle 2 โดยคุณ quopai

Bad Trip

ปีนี้เดินทาง(ไปทำงาน)เป็นว่าเล่น เริ่มจากต้นปีไปภูเก็ต หลังจากนั้นก็ไปอบรมที่เยอรมัน 3 เดือน กลับมาก็ได้รับคำบอกเล่าเป็นนัยๆ ว่าต้องเดินสายไปทั่วประเทศ เดือนที่แล้วไปอุบลฯ สัปดาห์ที่ผ่านมาไปโคราช สัปดาห์นี้ไปพิษณุโลก สัปดาห์หน้าไปเชียงใหม่ *o*

ทริปส่วนใหญ่จะไปโดยรถของที่ทำงาน ไม่ก็ติดรถบริษัทผู้รับจ้างไป ซึ่งที่ผ่านๆ มาก็ไม่มีปัญหาอะไร จนกระทั่งมาถึงครั้งล่าสุด ที่ต้องไปพิษณุโลกโดยใช้บริการขนส่งมวลชนที่หมอชิต สงสัยจะเป็นคราวเคราะห์ ที่จะทำอะไรก็มีอุปสรรคไปซะทั้งหมด

เริ่มตั้งแต่รถขาไป ที่จองตั๋วกรุงเทพฯ - พิษณุโลก ของ เชิดชัยทัวร์ รอบ 7.30 น. ไว้ ปรากฏว่าต้องนั่งรอจนถึงแปดโมงกว่าๆ ถึงจะได้ขึ้นรถ (ย้ำว่ามันเป็นรถรอบ 7.30 น.) ขึ้นไปนั่งได้แป๊บเดียว พนักงานมาไล่ลง บอกว่าคนน้อย (กรูไม่ออกรถ) ให้เปลี่ยนไปนั่งรถที่จะไปเชียงรายแทน แสรดดด พูดได้เพียงสองพยางค์สั้นๆ “เชี่ยมาก”

ขยายความคำสบถด้านบน:

  • ผมจองรอบ 7.30 น. เพื่อจะไปถึงประมาณบ่ายโมง จะได้มีเวลาทำงานทำอะไรบ้าง ไม่ใช่เสียเวลาเดินทางทั้งวัน
  • กรูอุตส่าห์นั่งแท็กซี่มาจากบ้าน เพราะกลัวว่าจะไม่ทันรถ รู้งี้นั่งรถเมล์หวานเย็นมาซะก็ดี

ถึงเชิดชัยทัวร์:

  • ผมไม่รู้ว่ามันเป็นนโยบายบริษัทหรือเปล่า ที่
  • รถรอบ 7.30 น. ไม่ออกตามเวลา
  • ถ้าคนน้อย รถไม่ออก
  • เอาผู้โดยสารไปฝากกับรถคันอื่น (ที่ราคาตั๋วน่าจะไม่เท่ากัน เพราะที่นั่งเยอะกว่า)
  • จากข้อข้างบน จองไว้ก็เหมือนไม่ได้จอง เพราะโดนจับไปนั่งตรงไหนก็ได้ที่มันว่าง (กรูนั่งฝั่งขวา โดนแดดเต็มๆ)

ย้ายรถแล้วใช่ว่าจะได้ไปทันที ต้องนั่งรอจนถึงเก้าโมงกว่า (สงสัยรถคันนี้น่าจะเป็นรอบ 8.00 น. กระมัง) สรุปว่าไปถึงพิษณุโลกบ่ายสาม รอน้องที่อยู่ที่นู่นมารับ ไปถึงที่ทำงานแป๊บเดียวได้เวลาเลิกงาน 555+ หมดไปหนึ่งวัน

ยังดีที่พี่ๆ น้องๆ ที่นู่นเป็นกันเองและดูแลดีมากๆ (ดีจนเกรงใจ T_T) ทำให้ลืมเรื่องไอ้รถเวรของเชิดชัยทัวร์ไปได้ พร้อมกับได้รับคำแนะนำจากคนพื้นที่ว่า เดินทางไป-กลับ กรุงเทพฯ - พิษณุโลก ใช้บริการ พิษณุโลกยานยนต์ ดีสุด เพราะรถค่อนข้างใหม่ และขับเร็วดี (ตามตารางใช้เวลา 5 ชม.)

ขากลับเลยจองของพิษณุโลกยานยนต์ รถออกตรงเวลา และทำเวลาได้ค่อนข้างดี ขึ้นรถตอนบ่ายสองมีข้าวกล่องแจกด้วย (นึกออกแล้วว่าทำไมมันเร็วกว่า เพราะมันไม่ต้องแวะกินข้าวกลางทาง) จนประมาณ 5 โมงเย็น ขณะนั่งหลับตาฟังเพลงจาก Sansa Clip+ เพลินๆ อยู่ดีๆ ก็มีเสียงครึ่กๆๆๆๆ รถส่ายไปส่ายมาเล็กน้อย ผมก็ตกใจรีบคว้าที่จับของเบาะข้างหน้าไว้ก่อน แต่ไม่มีอะไรร้ายแรง รถค่อยๆ ชะลอเข้าข้างทาง คนขับเปิดประตูลงมาดูด้านขวา เยื้องไปทางด้านหลังของตัวรถ แล้วขึ้นไปขับต่อ คราวนี้ขับช้าๆ ไปซักพักก็จอดรถ ติดเครื่อง เปิดแอร์ทิ้งไว้ เดินมาดูตัวรถด้านขวาอีก ซักพักก็หายไปไหนไม่รู้

ไอ้เราก็ขี้เกียจลงไปดู รู้แต่ว่ารถมันไปไม่ได้ ถ้าให้เดาก็น่าจะยางแตก เลยนั่งฟังเพลงสลับกะหลับอยู่บนนั้นแหละ จนกระทั่งมีคนมาเรียกว่ามีรถมาเปลี่ยนแล้ว ให้ย้ายไปขึ้นอีกคัน (ไม่รู้เป็นอะไร โดนจับย้ายรถทั้งขาไปขากลับ >_<) สรุปว่าเสียเวลาไปชั่วโมงครึ่งจึงจะได้เดินทางต่อ

ถึงพิษณุโลกยานยนต์:

  • ผมไม่ได้ว่าเรื่องยางแตก เพราะเข้าใจว่ามันเป็นอุบัติเหตุ ซึ่งเป็นเหตุสุดวิสัย
  • แต่… คนขับควรจะมาแจ้งสถานการณ์ให้ผู้โดยสารทราบ ว่าเกิดอะไรขึ้น และจะแก้ไขอย่างไร คนเค้าจะได้รู้ว่าต้องรอนานแค่ไหน ไม่ใช่ปล่อยให้รอไปเรื่อยๆ แบบนี้
  • ยังดีที่เอารถเปล่ามารับ ไม่ใช่ให้ไปแจมกะชาวบ้านเหมือนของเชิดชัยทัวร์ ขอบคุณครับ

หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไร คนขับพยายามทำเวลาเต็มที่ มาถึงหมอชิตประมาณสองทุ่มครึ่ง ใช้เวลา 5 ชั่วโมงพอดี ถ้าไม่รวมเวลารอเปลี่ยนรถ

ปล. คิดไปคิดมา ที่ประเทศไทยยังไม่เจริญสักที สาเหตุส่วนหนึ่งอาจจะมาจากลักษณะการทำงานแบบนี้ก็เป็นได้ ผู้ให้บริการที่ไม่มีมาตรฐาน (หรือจริงๆ อาจจะเป็นมาตรฐานของบริษัท ที่ชาวโลกเค้าไม่ทำกัน) รถไม่ออกตามเวลาที่กำหนด, รถไม่ออกถ้าผู้โดยสารไม่เยอะ (สมน้ำหน้ามัน จ่ายค่าตั๋วแล้วนี่หว่า มันจะไปถึงกี่โมงก็เรื่องของมัน) อย่างเยอรมันนี่ รถเมล์จอดป้ายปุ๊บ ถ้าไม่มีคนรออยู่ มันออกรถทันที ถึงจะเห็นวิ่งตามมาอยู่ไกลๆ ก็ไม่จอดให้ขึ้น เพราะทุกป้ายจะมีเวลากำหนดไว้ ว่ารถต้องมาถึงกี่โมง รถทัวร์/รถไฟไม่มีคน ก็ยังออกตามเวลา หรือเอาใกล้ๆ ตัว แค่รถร่วมบริการแถวบ้านผม ออกตามเวลาทุกคัน ไม่มีจอดรอเหมือนกัน ไม่เข้าใจว่าทำไมรถทัวร์ของบริษัทใหญ่ๆ กำไรปีนึงไม่รู้กี่ร้อยกี่พันล้าน ถึงทำกับผู้โดยสารแบบนี้ แต่จริงๆ จะว่าไปกำไรส่วนหนึ่งก็อาจจะมาจากนโยบายฝากผู้โดยสารไปกับรถคันอื่น หรือรอผู้โดยสารจนเกินเวลาออกรถเหมือนรถเมล์หวานเย็นแบบนี้ด้วยละมั้ง

Someday We’ll Know

สักวัน

19 กันยายน 2553 ครบรอบ 4 ปี รัฐประหาร

เบาสมองวันอาทิตย์….

วันนี้สาวๆนัดเจอกันไปเอาการ์ดแต่งงานของแป๋งค่ะ… นัดกันที่ตำนัวตอนเที่ยง ก้อกินๆเม้าส์ๆกันไป แล้วก้อไปแวะเยี่ยมโรงเรียนสอนฟิสิกส์ของจิ๊บ กิน coldstone แล้วก้อ shopping ต่อนิดหน่อย รู้ตัวอีกทีก้อซักสองทุ่ม (เดินนานเหมือนกันนะเนี่ย) ก้อเลยกลับบ้าน… นั่งรถไฟฟ้ากลับ ลงอ่อนนุชแล้วก้อขึ้นรถเมล์ย้อนกลับมาลงพระโขนง…. ก่อนกลับอาม่าก็โทรมาหาเหมือนกัน กลัวขึ้นรถผิดสาย เลี้ยงเข้าอ่อนนุชไปจะลำบาก… ตอนยืนรอก็เลยเล็งๆ เห็นคันนึงวิ่งมาจอดนานหน่อย ก็เลยส่องป้ายรถ (แหม ใครจะไปจำเบอร์ได้ว่า เบอร์ไหนไปไหน) เห็นมันผ่านคลองเตย ก็มั่นใจได้ว่าผ่านบ้านชั้นแน่ๆ (ไม่ค่อยถูกกับการเดาสายรถเมย์ค่ะ 95% วิ่งผ่านบ้านแน่ๆ มี 5% เลี้ยวก่อนถึงบ้าน ยังเคยขึ้นผิดมาแล้วเลย)… นี่คือเหตุการ์บนรถเมล์….
 
…เดินขึ้นตามคิวขึ้นรถเมย์ไป คนพอสมควร ไม่เยอะมาก มีเก้าอี้แต่ไม่ได้นั่ง… แหม ก็แค่สองป้ายเองนินา เสียทรัพยากรพอดี…  นู๋จุ๊บก้อยืนถือกระเป๋าน้องแมว (ใส่เหรียญ) เตรียมหยิบเหรียญสิบให้เต็มที่เลย (ไม่รู้แล้วว่าตอนนี้มันกี่บาท สิบบาทน่าจะพอละนะ รถไม่แอร์)… ผ่านไปป้ายที่หนึ่ง กระเป๋าก็ยืนนิ่งๆ… เอ๊ะ เค้าลืมเก็บตังค์รึป่าวนะ… จนกระทั่งรถข้ามสะพานพระโขนง จะลงป้ายหน้าล่ะ เลยกระดิ๊บไปตรงประตูจะลง… เห็นกระเป๋ายืนอยู่ก็ถามเค้าว่า…
 
นู๋ฟู…              ไม่เก็บเงินเหรอค่ะ….
กระเป๋า…         รถคันนี้ขึ้นฟรีค่ะ
นู๋ฟู…              (ยิ้มทำหน้าอึ้งๆ…)
กระเป๋า…         ไม่เคยขึ้นรถเมล์ฟรีเหรอค่ะ (คนรอบข้างเริ่มหันมามอง)
นู๋ฟู…              ไม่เคยค่ะ… (แหะๆ)
กระเป๋า…         รถจะมีป้ายแดงๆหน้ารถนะค่ะ เป็นรถพิเศษ ขึ้นฟรี…
นู๋ฟู…              (หะหะ)… ค่ะ… (เขินจริงๆ…)
 
นานๆทีจะได้ใช้สิทธิ์เงินภาษีของตัวเองซักที ไม่ค่อยชินแฮะ ฮาฮา…
 

เบาสมองวันอาทิตย์….

วันนี้สาวๆนัดเจอกันไปเอาการ์ดแต่งงานของแป๋งค่ะ… นัดกันที่ตำนัวตอนเที่ยง ก้อกินๆเม้าส์ๆกันไป แล้วก้อไปแวะเยี่ยมโรงเรียนสอนฟิสิกส์ของจิ๊บ กิน coldstone แล้วก้อ shopping ต่อนิดหน่อย รู้ตัวอีกทีก้อซักสองทุ่ม (เดินนานเหมือนกันนะเนี่ย) ก้อเลยกลับบ้าน… นั่งรถไฟฟ้ากลับ ลงอ่อนนุชแล้วก้อขึ้นรถเมล์ย้อนกลับมาลงพระโขนง…. ก่อนกลับอาม่าก็โทรมาหาเหมือนกัน กลัวขึ้นรถผิดสาย เลี้ยงเข้าอ่อนนุชไปจะลำบาก… ตอนยืนรอก็เลยเล็งๆ เห็นคันนึงวิ่งมาจอดนานหน่อย ก็เลยส่องป้ายรถ (แหม ใครจะไปจำเบอร์ได้ว่า เบอร์ไหนไปไหน) เห็นมันผ่านคลองเตย ก็มั่นใจได้ว่าผ่านบ้านชั้นแน่ๆ (ไม่ค่อยถูกกับการเดาสายรถเมย์ค่ะ 95% วิ่งผ่านบ้านแน่ๆ มี 5% เลี้ยวก่อนถึงบ้าน ยังเคยขึ้นผิดมาแล้วเลย)… นี่คือเหตุการ์บนรถเมล์….
 
…เดินขึ้นตามคิวขึ้นรถเมย์ไป คนพอสมควร ไม่เยอะมาก มีเก้าอี้แต่ไม่ได้นั่ง… แหม ก็แค่สองป้ายเองนินา เสียทรัพยากรพอดี…  นู๋จุ๊บก้อยืนถือกระเป๋าน้องแมว (ใส่เหรียญ) เตรียมหยิบเหรียญสิบให้เต็มที่เลย (ไม่รู้แล้วว่าตอนนี้มันกี่บาท สิบบาทน่าจะพอละนะ รถไม่แอร์)… ผ่านไปป้ายที่หนึ่ง กระเป๋าก็ยืนนิ่งๆ… เอ๊ะ เค้าลืมเก็บตังค์รึป่าวนะ… จนกระทั่งรถข้ามสะพานพระโขนง จะลงป้ายหน้าล่ะ เลยกระดิ๊บไปตรงประตูจะลง… เห็นกระเป๋ายืนอยู่ก็ถามเค้าว่า…
 
นู๋ฟู…              ไม่เก็บเงินเหรอค่ะ….
กระเป๋า…         รถคันนี้ขึ้นฟรีค่ะ
นู๋ฟู…              (ยิ้มทำหน้าอึ้งๆ…)
กระเป๋า…         ไม่เคยขึ้นรถเมล์ฟรีเหรอค่ะ (คนรอบข้างเริ่มหันมามอง)
นู๋ฟู…              ไม่เคยค่ะ… (แหะๆ)
กระเป๋า…         รถจะมีป้ายแดงๆหน้ารถนะค่ะ เป็นรถพิเศษ ขึ้นฟรี…
นู๋ฟู…              (หะหะ)… ค่ะ… (เขินจริงๆ…)
 
นานๆทีจะได้ใช้สิทธิ์เงินภาษีของตัวเองซักที ไม่ค่อยชินแฮะ ฮาฮา…
 

Nothing is coincidence…

 
sometime somewhere we were met…
 
glad to hear you are happy…
glad to see you are happy…
 
I make my own destiny…
for better or worse…
will never regret…
 
sometime somewhere we will meet… again…
 

Nothing is coincidence…

 
sometime somewhere we were met…
 
glad to hear you are happy…
glad to see you are happy…
 
I make my own destiny…
for better or worse…
will never regret…
 
sometime somewhere we will meet… again…
 

สยามเปลี่ยนไป….

จริงๆไปครั้งสุดท้ายก็ไม่น่าจะเกินสองเดือนนะ ทำไมอะไรๆมันเปลี่ยนไปเยอะจังเลย… ตั้งแต่มีสวนชื่อ สวนสนุกปลูกฝัน โผล่ขึ้นมาตรงคณะเภสัช…. ซอยตำนัวหายไป (เพราะว่าเค้าปิดถนนก่อสร้างเป็นเพิ่งชั่วคราว(หรือจะถาวรก็ไม่รู้)ให้พวกร้านที่ใต้สยามที่โดนเผามาเปิดกัน)… บ้านคุณหญิงย้ายไปอยู่ตึกสอนพิเศษตึกใหม่… เดินๆไปแล้วรู้สึกเหมือนมันไม่ค่อยจะเป็นที่ที่คุ้นเคยของเราอีกต่อไปแล้วแฮะ แม้ว่าจะมีร้านหน้าตาเดิมๆอยู่ให้เห็นอะนะ (หรือคนเราที่เปลี่ยนไป แก่ไปนะ เอิ๊กๆๆๆ)…. เหมือนสยามคนน้อยลง (คิดไปเองรึป่าว)… แถวนี้เหมือนมีแต่เด็กมัธยม พวกวัยรุ่นหน่อยคงไปสิงที่อื่นแล้วละ ฮาฮา
 
ว่าแล้วก้อหิว (ตอนเที่ยงคืน).. อยากไปกินข้าวผัดชาเล์ตรงมาบุญครองจัง (จำได้ว่าครั้งแรกเพื่อนๆพาไป ดูร้านแล้วไม่ค่อยน่าไว้ใจเลย คิคิ)…
 

สยามเปลี่ยนไป….

จริงๆไปครั้งสุดท้ายก็ไม่น่าจะเกินสองเดือนนะ ทำไมอะไรๆมันเปลี่ยนไปเยอะจังเลย… ตั้งแต่มีสวนชื่อ สวนสนุกปลูกฝัน โผล่ขึ้นมาตรงคณะเภสัช…. ซอยตำนัวหายไป (เพราะว่าเค้าปิดถนนก่อสร้างเป็นเพิ่งชั่วคราว(หรือจะถาวรก็ไม่รู้)ให้พวกร้านที่ใต้สยามที่โดนเผามาเปิดกัน)… บ้านคุณหญิงย้ายไปอยู่ตึกสอนพิเศษตึกใหม่… เดินๆไปแล้วรู้สึกเหมือนมันไม่ค่อยจะเป็นที่ที่คุ้นเคยของเราอีกต่อไปแล้วแฮะ แม้ว่าจะมีร้านหน้าตาเดิมๆอยู่ให้เห็นอะนะ (หรือคนเราที่เปลี่ยนไป แก่ไปนะ เอิ๊กๆๆๆ)…. เหมือนสยามคนน้อยลง (คิดไปเองรึป่าว)… แถวนี้เหมือนมีแต่เด็กมัธยม พวกวัยรุ่นหน่อยคงไปสิงที่อื่นแล้วละ ฮาฮา
 
ว่าแล้วก้อหิว (ตอนเที่ยงคืน).. อยากไปกินข้าวผัดชาเล์ตรงมาบุญครองจัง (จำได้ว่าครั้งแรกเพื่อนๆพาไป ดูร้านแล้วไม่ค่อยน่าไว้ใจเลย คิคิ)…
 

Songs and Memories

On Sat, I attended TEDxKrungthep, an independent TED event organized by local TED enthusiasts and the final speaker is Bojo, a choir master. He led all audiences to sing Heal the World by Michael Jackson. The strange thing for me is that, years ago, this is one of songs that I had kept cassette (yes, there is a thing called tape cassette at that time) nearby all the time but somehow, I forgot to include it in my iPhone. It simply get lost in time.

Now, I am trying to remember my old song, and, stranger than before, it turns out that when I try to recall old song, I usually revive some fond memory in the past and there is a strong relation between the song and that memory even though the song and that memory has nothing to share except that it happen in relatively same time. For example, I think of a song “Yesterday once more” and suddenly the memory of me playing Dune II get revive. No, I didn’t listen to “Yesterday once more” while I were playing Dune II but the first time I heard “Yesterday once more” is around the same time that I started playing Dune II.

My guess is that, as time goes by, memory loses its fidelity. Only strong emotion event are remembered and then it is compressed by “Packing” with other memory in nearby period, thus there is a link between a song and a game.

It seems like my brain is doing house keeping of its database.

Tags: 

การ Retweet แบบที่ (น่าจะ) ถูกวิธี

ตั้งแต่ยุคแรกเริ่มที่ทวิตเตอร์ได้อุบัติขึ้นมาในโลกนี้ ทวิตเตอร์ยังไม่มีฟีเจอร์มากมายอะไร แค่ส่งข้อความ 140 ตัวอักษรไปๆ มาๆ จนกระทั่งอยู่มาวันนึง กลุ่มผู้ใช้ที่อยากจะส่งต่อข้อความ (tweet) ที่ตัวเองเห็น ให้กับบรรดา follower ของตัวเองด้วย จึงเกิดเป็นวัฒนธรรมการ Retweet (RT) เกิดขึ้น โดยผู้ใช้เอง ไม่ได้มาจากการแนะนำของผู้พัฒนาทวิตเตอร์แต่อย่างใด

รูปแบบการ Retweet ที่ใช้กัน ก็จะไม่มีรูปแบบตายตัวแน่นอน แล้วแต่กลุ่ม เช่น มีผู้ใช้ tweet ข้อความตามนี้มา

thainetizen: “การใช้กูเกิลค้นหาข้อมูลอย่างปลอดภัย http://thainetizen.org/node/2533″

แล้วเราเกิดอยากส่งต่อให้คนอื่น ก็อาจจะ retweet ด้วยวิธีแตกต่างกันออกไป เช่น

pittaya: “RT @thainetizen การใช้กูเกิลค้นหาข้อมูลอย่างปลอดภัย http://thainetizen.org/node/2533″

หรือ

pittaya: “การใช้กูเกิลค้นหาข้อมูลอย่างปลอดภัย http://thainetizen.org/node/2533 (/via @thainetizen)”

หรือ

pittaya: “รท @thainetizen การใช้กูเกิลค้นหาข้อมูลอย่างปลอดภัย http://thainetizen.org/node/2533″

แตกต่างกันไปตามแต่ twitter client ที่ใช้ หรือความนิยมในกลุ่มเพื่อนของตัวเอง

ซึ่งการ Retweet นี้ ก็มีข้อดีของมันคือช่วยกระจายข่าวสารให้คนอื่นได้ และยังมีเครดิตบอกแหล่งที่มา แต่ข้อเสียของวิธีการนี้ก็มีอยู่ คือ

  1. ถ้าหาก retweet ต่อกันไปเป็นทอดๆ เนื้อที่ 140 ตัวอักษร จะไม่พอต่อข้อความทั้งหมด ทำให้คนที่จะ retweet ต้องตัดต่อข้อความ เพื่อให้พอดีใน 140 ตัวอักษร ซึ่งอาจจะทำให้เนื้อความตกหล่น ไม่ครบถ้วนอย่างที่ผู้ส่งสารต้นทางต้องการ
  2. เรื่องความเป็นส่วนตัวในกรณีที่ว่า ถ้าเจ้าของข้อความเป็นผู้ใช้แบบ protected เกิด tweet ข้อความอะไรออกมา แล้วถูกผู้ใช้แบบ public นำไป retweet ต่อ อาจจะเป็นการเปิดเผยข้อความที่เจ้าของไม่อยากให้เป็น public ก็ได้ เช่น สมมุติว่า A เป็นผู้ใช้แบบ protected ส่วน B เป็นผู้ใช้แบบ public

    A: “คู่แข่ง ipod touch http://twitpic.com/24maof”
    B: “RT @A คู่แข่ง ipod touch http://twitpic.com/24maof”

    กรณีนี้ follower ทั้งหลายของ B ก็จะเห็นข้อความของ A ด้วย ซึ่ง A อาจจะไม่ต้องการให้เปิดเผยข้อความนี้ก็ได้

  3. บางข้อความที่อาจจะได้รับความนิยมล้นหลาม อาจจะมีคน retweet หลายครั้ง เราก็จะเห็นทุกครั้ง ทั้งๆ ที่เราได้อ่านไปแล้ว เช่น คนที่เรา follow อยู่ retweet ข้อความนี้กัน 10 คน เราก็จะเห็นข้อความเดิมๆ ซ้ำกัน 10 ครั้ง
  4. Fake Retweet เช่น เราอาจจะโดนเพื่อนแกล้ง หรือผู้ไม่หวังดี สร้างความเสื่อมเสีย โดยการแก้ไขข้อความของเรา เช่น

    D: “Twitter for Android เวอร์ชันใหม่ออกแล้ว โหลดได้ที่ http://bit.ly/bhodGa”
    E: “RT @D Twitter for Android เวอร์ชันใหม่ออกแล้ว โหลดได้ที่ http://evil.com/malware

    อาจจะนำพาผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ไปสู่เว็บไม่พึงปรารถนาได้

วันหนึ่ง ทีมงาน twitter เล็งเห็นปัญหาเหล่านี้ จึงได้สร้างฟีเจอร์ retweet แบบ official มาให้ใช้ เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ (อ่านเหตุผลอย่างละเอียดได้จาก blog ของ Evan Williams) โดยหลักการของ official retweet มีอยู่ว่า

  • ข้อความที่ถูก retweet จะไม่สามารถแก้ไขได้ (ป้องกัน fake retweet)
  • จะ retweet ข้อความของผู้ใช้ที่ protect ไว้ไม่ได้ (แก้ปัญหาเรื่องความเป็นส่วนตัว)
  • retweet ที่ซ้ำๆ กัน จะถูกจัดกลุ่มให้เป็นก้อนเดียวกัน (แก้ปัญหาความน่ารำคาญ)

วิธีการใช้ official retweet ก็แสนง่าย แค่กดลิงก์ที่เขียนว่า “Retweet” ตามตัวอย่างในรูป แต่ถ้าข้อความไหนที่ไม่มีลิงก์นี้ให้กดแปลว่าเจ้าของข้อความเค้า protect ไว้นั่นเอง

Sample tweet

เวลามีคน retweet ข้อความอะไรมา ก็จะแสดงใน timeline ของเราตามแบบข้างล่างนี้ แค่หนเดียว ไม่น่ารำคาญ รวมทั้งยังแสดงภาพของเจ้าของข้อความ เป็นการให้เครดิตและสืบสาวต้นตอได้ด้วย

RT

สำหรับผู้ใช้โปรแกรม Twitter client เจ้าต่างๆ ปัจจุบันน่าจะรองรับความสามารถ official retweet นี้กันทั้งหมดแล้ว อย่างเช่นในภาพ เป็นโปรแกรม Echofon for Mac

แต่ถึงแม้ว่า Official retweet นี้จะช่วยแก้ปัญหาหลายๆ อย่าง แต่ก็ยังมีหลายคนที่ชอบ retweet กันด้วยวิธีเก่าอยู่ เหตุผลหนึ่งคือ “สามารถใส่ข้อความของตัวเองเข้าไปได้” เช่น

F: “หมูฉึกๆ ! http://www.youtube.com/watch?v=70ukUfkXt5Q”
G: “RT @F หมูฉึกๆ ! http://www.youtube.com/watch?v=70ukUfkXt5Q << น่ารักงุงิ

เป็นกรณีที่พบเห็นกันมาก ซึ่งวิธีนี้ข้อเสียก็อย่างที่บอกไปแล้วคือเรื่องความเป็นส่วนตัวของคนที่ protect timeline ซึ่งโดยมารยาทที่ดีแล้ว เราก็ไม่ควรจะไป retweet ข้อความที่เจ้าของไม่ปรารถนาจะให้เป็น public (นอกเสียจากว่าเจ้าของข้อความจะยินยอม)

ข้อเสียอีกอย่างหนึ่งคือ สมมุติเราเห็นเฉพาะข้อความของ @G เราจะบอกไม่ได้เลยว่าตรง “น่ารักงุงิ” เป็นข้อความต้นฉบับจาก @F หรือเป็นข้อความที่ @G เอามาใส่เอง ยิ่งถ้าเกิดมีการ “คุยกัน” ด้วยการ retweet เยอะๆ สุดท้ายมันจะอ่านไม่รู้เรื่อง เช่น

A: “RT @C: RT @A: RT @C: @A ถึงไหนแล้วจ๊ะ // ถึงบ้านแล้วจ้ะ คริคริ~ << โห ไวจัง หุหุ~ … มีคนมาส่ง >//<”

แนะนำว่า ถ้าจะตอบข้อความของคนอื่น ให้ใช้ “Reply” แทน “Retweet” จะเหมาะสมกว่า

เรื่องการใช้ Reply หรือ Retweet แบบไหนเหมาะสมกว่า อ่านได้จากบล็อกของ @tewson

สรุปกันดื้อๆ ตรงนี้ว่า ส่วนตัวก็ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญ หรือ social network guru อะไร แค่คิดว่าการใช้ทวิตเตอร์ตามแบบที่เสนอมานี้ น่าจะช่วยให้การใช้งานสะดวกสบายขึ้น แต่สุดท้ายแล้วการเลือกจะใช้วิธีไหนก็เป็นวิจารณญาณของแต่ละบุคคล คงไปบังคับกันไม่ได้

ยินดีแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเรื่องนี้กับทุกท่านครับ เชิญได้ที่กล่อง comment ด้านล่างเลย

ย่อรูปลง Facebook

ความห่วยของ Facebook อย่างหนึ่งคือ รูปภาพที่อัปโหลดขึ้นไป จะถูกย่อขนาดลงให้เหลือกว้างxยาวไม่เกิน 720 pixel แถมยัง quality ลดลงอีกด้วย ลองเอารูปถ่ายเดียวกันอัปโหลดขึ้น Facebook เทียบกับ Flickr จะเห็นความแตกต่างด้านคุณภาพอย่างชัดเจน

ดังนั้น ถ้าเราเอาไฟล์ภาพคุณภาพสูงอัปโหลดขึ้น Facebook มันก็ออกจะเสียเวลา เปลือง bandwidth ไปซะเปล่าๆ เรามาย่อรูปกันก่อนอัปโหลดดีกว่า

ย่อรูปด้วย sips

บน Mac OS X มีคำสั่งชื่อว่า sips เอาไว้สำหรับย่อรูป วิธีใช้งานก็ตรงไปตรงมา เช่นถ้าจะย่อรูปให้เหลือกว้างxยาว ไม่เกิน 720 pixel ก็ใช้คำสั่งตามนี้

$ sips -Z 720 photo.jpg

ลดคุณภาพด้วย jpegoptim

แค่การลดความละเอียดภาพอย่างเดียว อาจจะยังได้ไฟล์ไม่เล็กพอ ก็มีคำสั่ง jpegoptim สำหรับ optimize ภาพ JPEG ให้มีขนาดเล็กลงได้ แต่พอดีคำสั่งนี้ไม่มีติดมากับ OS X ถ้าต้องการใช้งาน ก็ลงผ่าน fink จะง่ายที่สุด

$ sudo fink install jpegoptim

วิธีใช้ jpegoptim ก็ระบุคุณภาพของภาพที่ parameter -m เช่น

$ jpegoptim -f -m80 --strip-all photo.jpg

เวลาจะย่อทีละหลายๆ ภาพก็เขียน bash script สักเล็กน้อย

$ for f in *.jpg do; sips -Z 720 "$f"; jpegoptim -f -m80 --strip-all "$f"; done

ลองทำตามขั้นตอนนี้ สามารถย่อภาพ JPEG จำนวน 450 รูป ขนาดรวม 750 MB ให้เหลือแค่ 28 MB ได้ อัปโหลดขึ้น Facebook ไม่นานก็เสร็จ

Rockbox

เดาว่าคนอ่านบล็อกนี้จำนวนไม่น้อยเป็นพวกที่ไม่ค่อยพอใจกับ defaults ทั้งหลาย ถ้ามี router ก็ต้องลง Tomato มี andriod ก็ต้อง root หรือหากมีเครื่อง Mac ก็ต้องพยายามเอามาลง Windows ยิ่งถ้ามี iPhone ยิ่งคันมือต้องเอามา brick เอ๊ย jailbreak ฯลฯ

แน่นอนว่าแม้แต่เครื่องเล่น MP3 ก็ยังหนีไม่พ้นวัฏจักรเดียวกัน… อีกเหตุผลหนึ่งที่ผมซื้อ Sansa Clip+ เพราะมันสามารถเอามาลง Rockbox ได้ด้วย

Rockbox เป็นเฟิร์มแวร์ open source สำหรับเครื่องเล่น MP3 ที่รันได้บนหลายแพลตฟอร์มมากๆ (iPod, Cowon, iriver, SanDisk, etc.) ความสามารถเด่นๆ คือ

  • สนับสนุน codec มากกว่า 20 ชนิด (สำหรับผมได้แค่ M4A กับ FLAC ก็พอใจแล้ว)
  • มี parametric equalizer (EQ ของ Sansa Clip+ เป็นที่รู้กันว่าห่วย “โคตรๆ”)
  • มี Doom! (ทำไปได้ +_+) และ Rockboy (Gameboy Emulator)
  • มี theme ในการแสดงผลให้เลือกใช้ (และแน่นอนว่าสามารถสร้าง theme เองได้)

    การติดตั้ง Rockbox บน Sansa Clip+ ง่ายมาก แค่ patch original firmware (ในเว็บ Rockbox จะเรียก OF) แล้ว copy เฟิร์มแวร์ที่ patch แล้ว กับโฟลเดอร์ .rockbox ไปใส่ในเครื่องเล่น MP3 จากนั้นปิด/เปิดเครื่องใหม่ เป็นอันเสร็จพิธี สำหรับวิธีติดตั้งโดยละเอียดดูได้ในหน้า SansaAMS ตรงส่วนที่เป็น manual installation

แต่ก็เป็นธรรมดาสำหรับเครื่องเล่น MP3 ที่เป็นจอ monochrome และมีพื้นที่แสดงผลแค่ 128×64 pixel ทำให้ tag ตามที่มันกำหนด เพื่อให้แสดงผลข้อมูลที่เราต้องการ ในขณะพัฒนาเราสามารถทดสอบ theme ที่สร้างขึ้นบน Rockbox UI Simulator ได้โดยไม่ต้องโหลดลงเครื่องเล่นจริงๆ ทำให้แก้ไข/ทดสอบได้ไวมาก… นั่งปรับอยู่หลายวันกว่าจะถูกใจ สุดท้ายได้ออกมาหน้าตาแบบนี้

Rockbox Sansa Clip+ Theme: iCons

สรุปว่า Rockbox เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับคนที่ต้องการเพิ่ม/ปรับปรุงความสามารถให้กับเครื่องเล่น MP3 ของตัวเอง (หรือคนที่อยากเล่น Doom บน iPod :P) และดูท่าจะมีอนาคตอีกไกล ตอนนี้กำลังพอร์ตมาเป็น application สำหรับรันบน android ด้วย

ว่าด้วยเรื่องของคนจีน

 live from beijing

 อยู่ปักกิ่งมาได้ 3 วัน พบว่า

 

ข้อเสียของคนจีน

-  ไม่ค่อยมีความเกรงใจ ทั้งแซงคิวขวางทาง ฯลฯ 
-  ขากถุยได้ทุกแห่ง
-  หลายคนตัวเหม็น ท่าทางขี้เกียจอาบน้ำ
-  ราคาของตั้งไว้แบบฟันเนียน บอก 40 ต่อเหลือ 20 ยังได้  (ตลาดรัสเซียโหดกว่านี้)  ที่ๆ ทุบก็ไม่มีเกรงใจ (ที่ดีๆ ก็พอมี)
-  อาหารมัน จืด เค็ม เผ็ด  มีรสอยู่แค่นี้ ร้านที่ทำอาหารเป็น ตอนนี้เจอร้านนึง  ราคาไม่แพง ปริมาณเยอะ อร่อย  นอกนั้นที่เจอ โขกสับเนียน

จริงๆ ถือว่าน้อยลงมากเทียบกับเมื่อก่อนที่เคยมา  แต่ก็นะ..

 

มาดูข้อดีบ้าง

ข้อดีของคนจีน

- หมวย
- ขาว
- สาวแว่นสุดยอด

 

Revisiting Barry Schwartz

Schwartz delivered yet another inspiring talk at TED last year. I didn’t have a chance to look at it until today. There are very good inspiring lines in this. Here are but selected few.

And, perharps most important, as teachers, we should strive to be the ordinary heroes, the moral exemplars, to the people we mentor.
– Barry Schwartz

And there are few things that we have to remember as teachers. One is that we are always teaching. Someone is always watching. The camera is always on.
– Barry Schwartz

The single most important thing kids need to learn is character. They need to learn to respect themselves. They need to learn to respect their schoolmates. They need to learn to respect their teachers. And, most important, they need to learn to respect learning. That’s the principle objective.
– Barry Schwartz

Tags: 

What a month!!!

อาทิตย์ที่ 1 ไข้ขึ้น เป็นหวัดค่ะ (เริ่มจากการนอนน้อยไปหน่อย…)
อาทิตย์ที่ 2 ไปตรวจสุขภาพ (ก้อถามหมอแล้วนะ ว่าเป็นหวัดตรวจสุขภาพได้มั้ย)
อาทิตย์ที่ 3 ไปตรวจเรื่องภูมิแพ้… แต่เจอไซนัสแทน… (เอ๊ะ ก้อก่อนหน้านี้นู๋เพิ่งเป็นหวัดมานิค่ะ)
อาทิตย์ที่ 4 ติดตามผลไซนัส
อาทิตย์ที่ 5 เป็นหวัดรอบที่สอง (ติดเข้ากั๊ตมา.. จำได้เพราะว่าได้ยาแก้หวัดแบบใหม่มา)
อาทิตย์ที่ 6 ขาเดี้ยง (ชั้นไปเตะใครในฝันมานะ จำไม่ได้จริงๆ)
อาทิตย์ที่ 7 เป็นหวัดรอบที่สาม… (ติดอาม่ามา… ทำไมมันติด loop แบบนี้นะ..)
 
การิ๊ดดดด นู๋ไม่ไปหาหมอแล้วค่ะ รู้สึกว่าทำไมช่วงนี้ใกล้ชิดหมอขนาดนี้นะ…
 

What a month!!!

อาทิตย์ที่ 1 ไข้ขึ้น เป็นหวัดค่ะ (เริ่มจากการนอนน้อยไปหน่อย…)
อาทิตย์ที่ 2 ไปตรวจสุขภาพ (ก้อถามหมอแล้วนะ ว่าเป็นหวัดตรวจสุขภาพได้มั้ย)
อาทิตย์ที่ 3 ไปตรวจเรื่องภูมิแพ้… แต่เจอไซนัสแทน… (เอ๊ะ ก้อก่อนหน้านี้นู๋เพิ่งเป็นหวัดมานิค่ะ)
อาทิตย์ที่ 4 ติดตามผลไซนัส
อาทิตย์ที่ 5 เป็นหวัดรอบที่สอง (ติดเข้ากั๊ตมา.. จำได้เพราะว่าได้ยาแก้หวัดแบบใหม่มา)
อาทิตย์ที่ 6 ขาเดี้ยง (ชั้นไปเตะใครในฝันมานะ จำไม่ได้จริงๆ)
อาทิตย์ที่ 7 เป็นหวัดรอบที่สาม… (ติดอาม่ามา… ทำไมมันติด loop แบบนี้นะ..)
 
การิ๊ดดดด นู๋ไม่ไปหาหมอแล้วค่ะ รู้สึกว่าทำไมช่วงนี้ใกล้ชิดหมอขนาดนี้นะ…
 

Sandisk Sansa Clip+ 4GB

ยังคงวนเวียนอยู่แถวๆ เรื่อง MP3 player…

หลังจากซื้อ Philips GoGear SA1MXX02K/97 มา และพบว่ามันห่วยเกินจะรับได้ เลยนั่งหาข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องเล่น MP3 อยู่พักใหญ่ อ่านรีวิวที่นู่นที่นี่ สุดท้ายมาเจอรีวิว Best 5 MP3 Players ของ CNET ดูๆ แล้วตัวที่น่าสนใจที่สุดสำหรับคนงบประมาณจำกัด (a.k.a. งก) อย่างผมก็คือ Sandisk Sansa Clip+ ที่มีหน้าตาประมาณนี้

Sandisk Sansa Clip+ 4GB

ลองหาข้อมูลแหล่งขายในเมืองไทย รู้สึกว่าจะหายากมาก มีที่ OCZ เอามาขายอยู่ แต่ราคาแพงไป(มากก) ตัดใจซื้อไม่ลง โชคดีที่มีเพื่อนกำลังจะกลับจากอเมริกาพอดี เลยฝากมันหิ้วแบบ 4GB มาตัวนึง ได้มาในราคาไม่ถึง 1,500 บาท

รูปทางซ้ายนี้จะใหญ่กว่าของจริงหน่อยนึง เห็นครั้งแรกยังตกใจว่าเออ เล็กดีแฮะ พอลองแล้วก็ไม่ผิดหวัง คุณภาพเสียงเหนือชั้นกว่า Philips GoGear อยู่หลายขุม (จริงๆ คือลำเอียงอยู่พอสมควร เนื่องจาก Sansa Clip+ ตัวนี้มันเล่นไฟล์ FLAC ได้ :P)

ด้านปุ่มกด, เมนู และการใช้งานก็ออกแบบได้ดี ใช้สะดวกกว่าเครื่องเล่น MP3 ตัวเก่าแบบรู้สึกได้ คอนเฟิร์มว่า Philips ห่วยกว่า(มากกก) เพราะเอาตัวเก่าไปให้เจ้า หมู ที่เครื่องเล่น MP3 พังพอดี เจ้า หมู ยังบอกว่าทำไมมันดูก๊องแก๊งจัง T_T (ย้ำอีกครั้งว่าราคาต่างกันแค่สี่ร้อยบาท เหอๆ)

หน่วยความจำขนาด 4GB ก็ค่อนข้างเหลือเฟือ ถ้าใส่ไฟล์ FLAC ล้วนๆ น่าจะได้ประมาณ 160 เพลง แต่ถ้าใครต้องการเนื้อที่เยอะกว่านั้น สามารถเพิ่มหน่วยความจำโดยเสียบการ์ด microSD หรือ microSDHC เพิ่มได้อีก

ฟีเจอร์อื่นๆ ก็มีพวกฟังวิทยุได้, อัดเสียงได้, เสียบกับพอร์ต USB แล้วลากเพลงใส่ได้เลย ไม่ต้องลง driver ให้วุ่นวาย, ฯลฯ

แบตเตอรีก็ค่อนข้างโอเค ชาร์จเต็มแล้วเล่นเพลงได้ประมาณ 15 ชม. เอามาจับคู่กับ Sennheiser CX500 ก็ฟังเพลงขณะเดินทางได้อย่างมีความสุข สรุปว่าเป็น MP3 player ที่ความสามารถและประสิทธิภาพคุ้มค่ากับราคาจริงๆ :)

Pladib Revisited

ไปร้านปลาดิบอีกครั้ง หลังจากที่ไม่ได้ไปมานานมาก (กินบ่อยไม่ได้ เดี๋ยวจน)

เริ่มด้วยเครื่องดื่ม

asahi

ยำทะเลดิบ

ยำทะเลดิบ

สลัดเป็ดย่าง

สลัดเป็ดย่าง

พิซซ่าหน้า spicy salami กับเห็ด

pizza

ทูน่าน้ำมันงา

ทูน่าน้ำมันงา

ปิดท้ายด้วย Hoegaarden

hoegaarden

ครั้งนี้ใช้กล้องคนละตัวกับคราวก่อน ถ่ายในสภาพแสงน้อยได้ดีกว่าเดิม ดูน่ากินขึ้นเยอะ

Sennheiser CX500

รีบอัพก่อนจะดองบล็อกครบสองเดือน =.=

ถอยหูฟังมาใหม่อีกแล้ว เนื่องจากเห็นราคาแล้วอดใจไม่อยู่ ยังคงยึดติดกับแบรนด์ Sennheiser แต่อัพเกรดขึ้นมานิด เป็น Sennheiser CX500 หน้าตาดังรูป

Sennheiser CX500

ไปเยอรมันมาก็จริง แต่หูฟังตัวนี้ซื้อที่เมืองไทย เนื่องจากที่นู่นราคาแพงมาก -*- สำหรับ CX500 ตัวนี้สั่งจากฟอรัม HiFi Market ที่ Overclockzone ราคา 1,200 บาทถ้วน (ถูกว่า CX200 อีก T_T)

สำหรับเสียงเมื่อเทียบกับ CX200 บอกได้อย่างเดียวว่ากินขาด เนื่องจากตัว CX200 จะเน้นเบสมาก ทำให้เสียงโดยรวมออกขุ่นๆ (รู้สึกได้ชัดเจนเวลาใช้คุยโทรศัพท์ผ่านเน็ต) แต่ CX500 จะให้เสียงค่อนข้างสมดุลทั้งกลาง และสูง ส่วนเบสยังคงเยอะจุใจตามสไตล์ Sennheiser

ข้อดีอีกอย่างคือมันมีที่ปรับเสียงติดมากับสายด้วย ทำให้สามารถเพิ่ม-ลดเสียงได้โดยไม่ต้องควักเครื่องเล่น MP3 ออกมา แต่ข้อเสียก็อยู่ที่ตัวปรับเสียงนี่เหมือนกัน คือถ้าปรับไปจนสุดด้าน Max อาจจะทำให้เสียงออกมาสองข้างไม่เท่ากัน ผมเลยปรับไว้ที่ตรงกลาง แล้วเร่งเสียงที่เครื่องเล่นเอาไว้ให้พอดีๆ จะสามารถปรับเพิ่ม-ลดจากที่ปรับเสียงอีกทีได้

สรุปโดยรวมถูกใจมาก คิดว่าน่าจะได้ใช้ไปอีกนาน :)

« Previous Entries Next Entries »