Amazing Thailand

เราไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยวบนโลกใบนี้

BBC – Thailand lese majeste man jailed for 20 years

The New York Times – 20-Year Sentence for Text Messages Against Thai King

HuffingtonPost – Keeping up With the Neighbours: Thailand Jails Grandfather or 20 Years

Gizmodo – Don’t Insult the Thai King in an SMS, Unless You Like Prison

France24 – 20 years’ jail for Thai anti-royal texts

Telegraph – Man sentenced to 20 years for insulting Thai queen by text message

The Independent – Thailand: 20-year jail term for royal insult

Bloomberg – Thai Man to Be Jailed for Royal Threat by SMS

The Australian – Twenty years for royal insult of Thai king

ยินดีต้อนรับสู่ Censorship Paradise

rant

My friend has an auto shop, QCT Auto. there are tips for flooded car here

Trip 2011 – part 13

ด้วยเหตุที่ว่าปารีสเป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของโลก ความมีเสน่ห์เฉพาะตัวของเมืองนี้ ทำให้หนังหลายๆ เรื่องได้มาถ่ายทำกัน นอกจากใน Inception ที่พูดถึงไปเมื่อวันก่อนและ Marie Antoinette แล้ว ยังมีเรื่องอื่นที่แนะนำให้ดูก่อนมาเที่ยว จะได้อรรถรสมากขึ้น

Paris, Je T’Aime (2006) – ชื่อเรื่องก็บอกเป็นอย่างดีว่าพูดถึงเมืองนี้เต็มๆ ในหนังมีหลากหลายแง่มุมของปารีส บางมุมอาจจะอยู่นอกเส้นทางนักท่องเที่ยวไปบ้าง แต่หนังดี สนุก สมควรดู

Amélie (2001) – หนังเล่าเรื่องสาวน้อยที่ใช้ชีวิตอยู่ในย่านมงมาร์ท ชานเมืองปารีส บรรยากาศย้อนยุคนิดๆ ถ้าตั้งใจจะไปเที่ยวย่านนั้นอยู่แล้วก็ไม่ควรพลาด

Before Sunset (2004) – เรื่องนี้ต้องดู Before Sunrise (1995) ก่อน ถึงจะดูรู้เรื่องหน่อย เป็นเรื่องของหนุ่มสาวที่เคยรู้จักกันวันเดียวที่เวียนนา และโชคชะตาพาให้ทั้งสองคนกลับมาเจอกันอีกทีในบรรยากาศริมแม่น้ำ Seine

เรื่องอื่นๆ ที่ลองดูก่อนมาอย่าง From Paris with Love, The Bourne Identity ดูแล้วไม่ค่อยได้ประโยชน์อะไรเท่าไหร่ (ไม่สนุกด้วย!)

มีอีกเรื่องนึงที่อยากดูคือ Midnight in Paris แต่ตอนที่ไปเที่ยวนั่นยังหาดูไม่ได้

ส่วนโปรแกรมท่องเที่ยววันนี้ที่วางไว้คือ พิพิธภัณฑ์ Louvre อันโด่งดัง เต็มๆ วัน ไม่ไปที่อื่น

Louvre ถือเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่ดีที่สุดของโลก มีผลงานจัดแสดงกว่า 35,000 ชิ้น ทั้งภาพเขียน งานแกะสลัก งานฝีมือ ฯลฯ ภายในอาคารขนาดใหญ่ระดับที่เดินทั้งวันก็ยังไม่ทั่ว

ความโด่งดังของ Louvre นอกจากผลงานระดับ Masterpiece จำนวนมากที่จัดแสดงอยู่ที่นี่แล้ว ยังได้แรงหนุนจากนิยายและหนัง The Da Vinci Code ที่มีฉากเปิดเรื่องเป็นการฆาตกรรมภายในพิพิธภัณฑ์นี้

ดังนั้น การมา Louvre จึงควรซื้อ Museum Pass ไว้ จะดีที่สุด สามารถเข้าออกกี่ครั้งก็ได้ และมีทางเข้าพิเศษ ไม่ต้องไปต่อคิวยาวๆ เหมือนคนทั่วไป (ถึงแม้คิวจะไม่ยาวเท่า Versaille ก็เถอะ)

ภาพถ่ายจากด้านนอก อาคารใหญ่โตโอ่โถงเพราะเป็นวังเก่า

Louvre ตั้งอยู่ในเขต 1 ของปารีส ติดแม่น้ำ Seine ถือว่าอยู่ใจกลางเมืองสุดๆ การเดินทางสะดวกสุดก็ Metro สถานี Palais Royal-Musee du Louvre

พีระมิดแก้ว สัญลักษณ์ทางเข้าของพิพิธภัณฑ์

คนปกติ เวลามา Louvre ก็จะเข้าตรงทางเข้าหลักคือที่พีระมิดแก้ว (ฝีมือการออกแบบของสถาปนิก I. M. Pei) แต่ถ้าไม่อยากต่อคิวยาว ให้ไปเข้าทางเข้าด้านข้างตรง Richelieu Wing คิวจะสั้นกว่าเยอะ

มองจากข้างใต้พีระมิดแก้ว

ในการมาดูงานศิลปะที่ Louvre นี้ พวกกรุ๊ปทัวร์ต่างๆ ที่มีเวลาน้อย ก็มักจะไปดูงานชื่อดังๆ ซึ่งงานศิลปะที่ดังที่สุดใน Louvre ก็มีอยู่ 3 ชิ้น อันได้แก่ Winged Victory of Samothrace, Venus de Milo และ Mona Lisa ซึ่งวันนี้มีเวลาเต็มๆ วัน ก็จะค่อยๆ เดินดูไปทีละชิ้น

ทางเดินใน Louvre ค่อนข้างวกวนและสับสน ต้องหยิบแผนที่ขึ้นมาดูอยู่ตลอด หลังจากเดินอยู่สักพักก็มาถึง Winged Victory of Samothrace จนได้ ตัวรูปแกะสลักมีอายุเก่าแก่ตั้งแต่ 300 ปีก่อนคริสตกาล ว่ากันว่าเป็นเทพธิดา Nike สร้างเพื่อฉลองชัยชนะของกรีซที่เกาะ Samothrace

คนมุงดูมากมายสมกับเป็นงานชื่อดัง

งานศิลปะใน Louvre จะแบ่งเป็นโซนตามประเภทของงาน เช่น โซนรูปปั้น รูปแกะสลัก ภาพเขียน นอกจากนี้ยังแบ่งตามภูมิภาคและช่วงเวลา กระจายกันไปตามปีกต่างๆ ของอาคาร

ในโซนงานแกะสลักนี่ก็มีงานเด่นๆ อีกหลายชิ้น เช่น Diana of Versailles เป็นเทพ Diana กำลังล่าสัตว์

Diana of Versailles หรืออีกชื่อหนึ่งคือ Artemis with a Doe

ชิ้นถัดไปก็เป็น Hermaphroditos Asleep สังเกตดูดีๆ จะเห็นว่าที่นอนอยู่นั่นเป็นหินแกะสลัก ไม่ใช่ฟูกจริง!

หินอ่อน ไม่ใช่ฟูก

จังหวะที่ไปมีแสดงงานรวมๆ ของ Rembrandt อยู่พอดี (ไม่ได้เข้าไปดู)

ส่วนแสดงงานของ Rembrandt

ถ้าหากเดินจนเหนื่อยแล้ว ตามมุมๆ อาคาร จะมี Cafe เล็กๆ ขายอาหาร/เครื่องดื่ม ให้แวะกินแก้หิวได้ แต่ราคาก็จะแพงกว่ากินข้างนอกอยู่พอสมควร ถ้าเกิดว่าอยากประหยัด ก็พกของกินเข้าไป แล้วหาที่นั่งกินตรงส่วนกลาง (ที่ไม่ใช่โซนแสดงงาน) เสร็จแล้วค่อยเข้าไปดูงานต่อ

แซนด์วิชแฮมชีส กับ Chorizo ตบท้ายด้วยโค้ก (ซื้อก่อนเข้ามา)

อิ่มแล้วก็กลับเข้ามาดูงานต่อ เปลี่ยนบรรยากาศไปเดินแถวภาพเขียนบ้าง

มีคนมานั่งวาดรูปเยอะเหมือนกัน เป็นเรื่องปกติสำหรับคนมีเวลาเหลือเฟือ

กลุ่มนักท่องเที่ยว ดูจากการแต่งตัวแล้วน่าจะมาจากญี่ปุ่น

โซนแสดงภาพ Impressionist

เทียบกับ British Museum ที่ลอนดอนแล้ว British Museum จะเน้นข้าวของ งานช่างเป็นชิ้นๆ ดูแล้วได้ความรู้ทางประวัติศาสตร์ ส่วนที่ Louvre จะมีส่วนที่เป็นงานศิลปะมากกว่า

มองออกไปด้านนอก เห็นแม่น้ำ Seine และสะพาน Pont des Arts

บางห้องก็ใหญ่โตโอ่โถงมาก

ปกอัลบั้ม Viva la Vida ของ Coldplay

มีงานยุคเรอเนสซองค์เยอะมาก มีให้ดูกันทั้ง Leonardo (Da Vinci), Raphael, Donatello , Michael Angelo ครบขบวนการเต่านินจา

Baldassare Castiglione โดย Raphael ท่าเดียวกับ Mona Lisa เลย

เป้าหมายสุดท้ายของวันนี้คือ ไปดู Mona Lisa กะว่าตอนใกล้ๆ จะปิด คนคงน้อยแล้ว ซึ่งคนมันก็น้อยกว่าตอนบ่ายๆ แหละ แต่ก็ยังถือว่าเยอะอยู่ดี

คนดู Mona Lisa ยังเยอะอยู่ (ประมาณ 30 นาทีก่อนปิด)

เนื่องจากเป็นงานชื่อดังที่สุด คนเข้ามาดูเยอะที่สุด ก็เลยต้องมีที่กั้น มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเข้มงวดกว่าที่อื่น

ดูเสร็จ ถ่ายรูปแล้วก็ต้องรีบเดินออก เพราะกำลังจะปิดแล้ว

เดินผ่านโซนแกะสลักเจอ Cupid & Psyche

คนออกกันมาจะหมดแล้ว หันกลับไปไม่เจอใครเลย

ออกมาข้างนอกเอาเวลาปิดพอดี แต่ยังพอมีแสงอยู่บ้าง ก็เก็บภาพภายนอกไว้สักหน่อย

สาบานได้ว่าเกือบสี่ทุ่มแล้ว

เปิดไฟแล้วก็สวยดี

สิ่งที่จำเป็นอย่างหนึ่งของ Louvre คือ ถ้าไม่ได้กะจะมาดูแค่งานเด่นๆ 3-4 ชิ้นแล้ว ควรจะต้องวางแผนก่อนมาว่าจะดูอะไรบ้าง และของที่อยากดูอยู่ตรงส่วนไหนของอาคาร เว็บไซต์ของ Louvre มีฐานข้อมูลของงานศิลปะพร้อมตำแหน่งให้หมดแล้ว (ถึงเว็บจะใช้ลำบากไปหน่อยก็เถอะ) และมีเส้นทางแนะนำให้ด้วย สามารถเลือกวางแผนก่อนได้ สิ่งที่ควรจำให้ขึ้นใจคือ ไม่ควรไปเดินชิลๆ คิดว่าดูไปเรื่อยๆ จนครบก็พอ เพราะว่า Louvre ใหญ่เกินกว่าจะเดินได้ทั่วในวันเดียว ขนาดเข้าไปตอนเวลาเปิด ออกมาตอนเวลาปิด ก็ยังเดินไม่ทั่ว ถ้าเป็นไปได้ ก็ควรจะเลือกไปเดินวันพุธหรือวันศุกร์ เพราะจะเปิดถึง 21:45 (วันอื่นเปิดถึงหกโมงเย็น)

ถ้าใครใช้ iPhone / iPad สามารถโหลด Official App ชื่อว่า Musée de Louvre มาใช้ช่วยวางแผนการเดินทางได้

ระหว่างเดินไปหาทางลง Metro เจอโปสเตอร์ขำๆ ดี

หนุ่มสาวเอย พวกเธอว์จงใส่แว่น!

อารยธรรมเฮดโฟน มีมาตั้งแต่สมัยเรอเนสซองค์

นั่ง Metro กลับที่พัก จบวันที่สามในปารีส

Book Fair 2011/2

ตามธรรมเนียมการไปงานหนังสือ ต้องโพสต์รูปว่าไปซื้ออะไรมาบ้าง

หนังสือที่ได้มา

เรียงจากซ้ายไปขวา บนลงล่าง

  • หอสมุดแห่งบาเบล / Jorge Luis Borges / Book Virus – นานๆ ทีก็อยากอ่านงานของนักเขียนสเปนนักเขียนอาร์เจนตินา แต่เขียนเป็นภาษาสเปนบ้าง แต่ให้ไปอ่าน ดอนกิโฆเต้ ก็ไม่ไหว ยาวเกิน
  • Jacques Ranciere การเมืองของสุนทรียศาสตร์/กวีนิพนธ์ของความรู้ / ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร / สำนักพิมพ์สมมติ – หาความรู้ใส่ตัวบ้าง
  • โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ : การสถาปนาพระราชอำนาจนำในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว / ชนิดา ชิตบัณฑิตย์ / มูลนิธิโครงการตำรา – เป็นคนไทยก็ควรอ่านอะไรแบบนี้บ้าง
  • 1Q84 / Haruki Murakami / สำนักพิมพ์กำมะหยี่ – เรื่องล่าสุดของ Murakami ออกพร้อมกันสองเล่ม ทีแรกคิดอยู่ว่าจะซื้อเป็นเล่มๆ แบบนี้ หรือว่าซื้อ ebook ลง kindle ดี แต่เห็นความหนาแล้วคิดว่าถ้าซื้อภาษาอังกฤษคงอีกนานมากกว่าจะอ่านจบ เลยซื้อภาษาไทยแทน
  • ฟุตบอล ประเด็นเล็กสะท้านโลก / คริส บราเซียร์ / คบไฟ – ประเด็นเรื่องของฟุตบอลที่ไม่ได้มีอยู่แค่ในสนาม แต่ยังรวมถึงเรื่องการเมือง ธุรกิจ วัฒนธรรม
  • ศิลปะสมัยใหม่ : ความรู้ฉบับพกพา / David Cottington / Openworlds – อยากจะดูพวก modern art แล้ว get บ้าง
  • ใต้เงาเกาหลีเหนือ / Barbara Demick / Sansakrit book – เนื่องจากกระแสเกาหลีมาแรงมาก ไม่อยากตกเทรนด์ แต่จะให้ไปอ่านนิยายกุ๊กกิ๊กวัยใส ก็เกรงจะไม่เข้ากับตัวเอง
  • เนื้ออร่อย / สำนักพิมพ์แม่บ้าน – ตำราทำอาหารจากเนื้อวัว แหล่งโปรตีนชั้นยอดที่น่าสงสัยว่าทำไมคนไม่ค่อยกินกัน

หวังว่าจะอ่านจบก่อนงานหนังสือครั้งต่อไป

100 สิ่งที่ไม่ต้องทำ(ก็ได้)ก่อนตาย

100 สิ่งที่ไม่ต้องทำ(ก็ได้)ก่อนตาย

งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 16 (BookExpo Thailand 2011) คราวนี้ ซื้อมาแต่หนังสือประเภทไม่ต้องอ่านต่อเนื่อง คือเป็นตอนสั้นๆ อ่านแป๊บๆ แล้ววางทิ้งไว้ วันหลังค่อยมาอ่านใหม่ก็ไม่ขาดช่วง อะไรทำนองนี้ อาจจะเป็นเพราะรูปแบบการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนไป… ขนาดร้านไหนคนเยอะๆ ยังขี้เกียจรอ ไม่ซื้อมันซะดื้อๆ ยังงั้น -*- (แต่วางแผนจะไปเดินอีกรอบ เอาช่วงที่คนน้อยๆ หน่อย)

สรุปหนังสือที่ได้มารอบแรก:

  • โรมานซ์ ของ วิศุทธิ์ พรนิมิตร
  • 100 สิ่งที่ไม่ต้องทำ(ก็ได้)ก่อนตาย ของนิตยสารฉลาดซื้อ
  • นอกลู่ไม่นอกทาง ของนิตยสารฉลาดซื้อ
  • OMG! มหัศจรรย์ได้อีก! (The World’s Best Book) ของ Jay Payne

อ่านจบไปสองเล่ม คือ โรมานซ์ กับ 100 สิ่งที่ไม่ต้องทำ(ก็ได้)ก่อนตาย สำหรับ โรมานซ์ คงไม่เล่า บอกได้สั้นๆ ว่า “คุ้ม” ตามสไตล์การ์ตูนของ วิศุทธิ์ ทุกเล่ม ส่วนที่อยากเล่าคือหนังสือ 100 สิ่งฯ นี่แหละ

ลักษณะเนื้อหาของ 100 สิ่งที่ไม่ต้องทำ(ก็ได้)ก่อนตาย จะเป็นเรื่องสั้นๆ ตอนละหน้า-สองหน้า (ไม่ก็หน้าละตอน-สองตอน) อ่านสบาย มีรูปประกอบดูเพลินๆ พูดถึงเรื่องทั่วๆ ไปในโลกและประเทศไทย หัวข้อที่อ่านแล้วรู้สึกว่าได้ประโยชน์ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องอาหารการกิน เช่น

  • ดื่มน้ำลูกพรุนก่อนนอน
  • กินรังนก
  • กินบุฟเฟต์
  • กินแครอตเพื่อจะได้เบต้าแคโรทีนเยอะๆ
  • กินซุปไก่สกัดหรือซอยเปปไทด์ก่อนสอบ
  • ดื่มน้ำเยอะๆ เพื่อควบคุมน้ำหนัก
  • ใช้แชมพูผสมครีมนวดผม
  • ต้องนอนมากๆ

อ่านไปประมาณ 50 ข้อแรก รู้สึกเหมือนเป็นหนังสือที่ดี กะว่าอ่านจบแล้วจะเอาไปให้แม่อ่านต่อ แต่พออ่านช่วง 50 ข้อหลัง เหมือนคนเขียนเป็นคนละคน หัวข้อก็ประหลาดๆ เหมือนเอาเรื่องในสังคมไทยมาบ่นตามความ(ไม่)พอใจของคนเขียน แถมภาษาที่ใช้ก็ออกแนวเกรียนไม่ค่อยเหมือนช่วงครึ่งเล่มแรก หัวข้อก็ประมาณว่า

  • ต้องไปต่อคิวยาวเพื่อซื้อขนมแปลกๆ
  • ใส่เสื้อผ้ายี่ห้อ หิ้วกระเป๋าแบรนด์เนม โดยเฉพาะรุ่น limited edition
  • ฝันลูกเป็นเด็กอัจฉริยะ
  • ซื้อหวย
  • เล่นหุ้น
  • เปลี่ยนโทรศัพท์มือถือทุกปี
  • อยากได้เครื่องอบผ้า
  • เห่อซีรี่ส์เกาหลี ญี่ปุ่น

ความเห็นส่วนตัวคือถ้ามันเป็น fact แต่คนหลงผิดไม่รู้เนี่ย น่าจะเอามาแนะนำ แต่อะไรที่มันเป็น trend ความชอบ หรือความจำเป็นส่วนบุคคล ไม่น่าเอามาเขียน อ่านแล้วมันหงุดหงิด เหมือนมีคนมานั่งบ่นให้ฟัง -_-a

สรุปว่าเป็นหนังสือที่แนะนำให้อ่าน… แค่ครึ่งเล่มก็พอ ถ้าตัดเหลือแค่ 50 ข้อเน้นๆ แล้วลดราคาลงครึ่งนึง จะเป็นหนังสือที่ค่อนข้างเวิร์กทีเดียว

Rockstar with PhD

Tags: 

My favorite band is always Queen. Three years ago, I was thrilled to known that The band’s guitarist, Brian May, just got his PhD in astrophysics two weeks after my graduation procedure is filed. At that time, I can’t contemplate how it was to be a rock star and to holds scientific PhD at the same time.

Today, after reading 7 of the Smartest Rock Stars Ever, I am more amazed to learn that Greg Graffin, the lead vocalist of “Bad Religion” holds PhD in Zoology and have been a lecturer for years. He teaches at Cornell this semester. I have not had a chance to listen to “Bad Religion”. Maybe I could grab their latest album somewhere soon.

Install cafe-grader on Lucid Lynx

apt-get install ruby ruby-dev
gem install passenger

Data Structure, second semester 2011

News & Announcement

2011-12-14

  • We have a facebook group as the main communication channel.
  • The class rooms are
    > 1. ENG3/321 for section 1
    > 2. ENG3/218 for section 2
    > 3. ENG3/224 for section 3
    > 4. ENG3/219 for section 4
  • Section assignment will be available very soon :D

2012-01-10 Quiz announcement

  • We will have our first quiz on Friday, January 13, 2012. The quiz will start exactly at 09:00 and finish at 10:00
  • For section 2-4, the quiz will be held at the usual classroom. Room for section 1 will be announced later (it will also be at the computer center as well)
  • Topics cover basic C language and 00-array.c files
  • You will have to write a program and submit it to the server to get a score. The system for the quiz is cafe-grader, read the tutorial section in this document. The [cafe-grader] can be accessed at , the username and password will be the same as that of reg.chula.ac.th. You can try the system now.

Resource

  • Course Syllabus is here.
  • Slide and e-learning of อ. สมชาย click

Since we will use C language in this class, the following material will help increase your proficiency in C.

The data structure

Data Structure Skeleon Original Application
Array 00-array.c 00-array.c
Stack 01-stack.c 01-stack.c Infix to Postfix
Queue 02-queue.c 02-queue.c
Binary Heap 03-bheap.c 03-bheap.c
ArrayList 04-arrayList.c 04-arrayList.c
HashTable 05-HTableLP.c 05-HTableLP.c Word count
LinkedList 05-linkedlist.c 05-linkedlist.c
DoublyLinkedList 06-dlinkedlist.c 06-dlinkedlist.c
BinaryTree N/A N/A 07-huffmanTree.c
BST 08-bst.c 08-bst.c
AVL 09-avl.c 09-avl.c slide AVL in c

Lecture Section 4

  • Homework here and here
  • (2011-12-23) Starting code is here. One of the solution; struct demo.
  • (2011-12-27) Array data structure, skeleton and example.
  • (2012-01-06) ArrayList data structure, skeleton and example.

Sectioning

กรุณาลงทะเบียนตาม section ที่กำหนดให้ดังนี้ (ผู้ใดไม่มีชื่อหรือข้อมูลชื่อ, เลขประจำตัวไม่ถูกต้องให้ติดต่อ อ. นัททีด่วน)
ID Name section
5330001221 นายกตัญญู สมัยคมสัน 4
5330010921 นายกรุชา ศรีประโมทย์ 2
5330032721 น.ส.กาญจนา ศิรินวเสถียร 3
5330039121 นายกิตติพงษ์ จินดาอุดมศักดิ์ 1
5330056821 นายคณณัฏฐ์ สุวรรณวิวัฒนา 3
5330079221 นายจิรุตร์ชัย ควรสวัสดิ์ 4
5330087221 นายเฉลิมเกียรติ สิรชัยรัตน์ 2
5330089521 น.ส.ชญาณินท์ ตั้งจินตนาการ 1
5330091721 น.ส.ชญานิศ ปรีชานนท์ 1
5330121921 นายฐากูร เนียมเตียง 2
5330144321 นายณัฐพงษ์ เอกอัครโภคิน 4
5330147221 นายณัฐพล วนากิตติเสถียร 1
5330149521 น.ส.ณัฐรัตน์ แช่มปรีดา 1
5330151721 น.ส.ณัฐวรรณ เจริญกุลวณิชย์ 2
5330152321 น.ส.ณัฐวรินทร์ สุวรรณชัย 2
5330178721 นายทายาท ก่อศรีเจริญพันธ์ 4
5330183821 นายธนกร เวศย์วิบุล 3
5330184421 นายธนกฤต จวนกระจ่าง 1
5330191821 นายธนพล อมรทิพย์สกุล 1
5330195321 นายธนัชชัย ศิริวิชยกุล 3
5330208921 น.ส.ธัญชนก ธรรมสัญญา 1
5330214621 นายธาริน นัทธี 3
5330218121 นายธีรนนท์ สุโรจนกุล 3
5330231221 น.ส.นรมน สุทธิชาโต 3
5330264021 นายปริญญ์ จงภักดีพงศ์ 1
5330275921 นายปิติพล อุตราวิสิทธิกุล 4
5330277121 นายปิยนันท์ ศรีสิรินันท์ 3
5330287421 นายเผ่าพิชญ์ ศิริอาชาวัฒนา 1
5330288021 นายพงศกร เสถียรวิริยคุณ 2
5330308021 นายพสิษฐ์ คงคุณากรกุล 3
5330309621 นายพสิษฐ์ บูรณะกูล 3
5330315321 นายพาสูง ส่งศักดิ์สกุล 1
5330324021 น.ส.พิมพัฒน์ เทียวพนิชกิจ 4
5330329121 นายพีรพันธ์ วานิโชดม 1
5330345121 นายภัทรศัย มากเพ็ง 1
5330349721 นายภาณุเมธ เชษฐ์ประยูร 3
5330357721 นายภูรีวัฒน์ อภิบาลศรี 1
5330365721 นายมหัทธนา น้อมสวัสดิ์ 1
5330376621 นายริชญ์ รักษ์งาน 1
5330380021 นายเลิศบุรุษ อ่ำสุพรรณ 1
5330386921 นายวรท เลี่ยวไพโรจน์ 1
5330414821 นายวัชริศ มหฤทัยนนท์ 2
5330422821 นายวิทวัส โชคศิลปสาท 2
5330435021 นายวุฒิภัทร วัฒนาศรีโรจน์ 1
5330496221 นายสุทัศไนย หล้าธรรม 1
5330502321 น.ส.สุพิชชา ผดุงศิลป์ 1
5330558521 นายนรนาถ เวษฎาพันธุ์ 4
5331001421 นายกรกฤต สีมาคุปต์ 1
5331002021 นายกฤษกร สุริยากุลพานิช 2
5331003721 นายกฤษณพงษ์ รูปกลม 1
5331004321 นายกิตติ หฤทัยสดใส 4
5331005021 นายกีรติ พูนวัฒนชัย 2
5331007221 นายจักรพรรดิ์ สายทอง 3
5331008921 นายชนะชัย เลิศบุญยพันธ์ 3
5331009521 น.ส.ชัญญานุช จันทโชติวรรณ 3
5331010021 นายชินวัฒน์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา 2
5331011721 นายฐิติพันธ์ วรรณกิจมงคล 4
5331013021 น.ส.ณฤทัย ทองผาสุข 4
5331015221 น.ส.ณัฐณิชา มณีแสง 2
5331016921 นายณัฐพัชร์ วงศ์สุพรชัย 1
5331018121 นายณัฐวัตร อำนวยหาญ 1
5331019821 นายณัฐวุฒิ คิดดี 2
5331020321 นายเตชิต ลิ้มติยะกุล 4
5331024921 นายธนดี หวังโรจนรัตน์ 1
5331025521 นายธนพล ตันตินิกร 1
5331026121 นายธนภัทร เรืองสาตรา 3
5331027821 นายธนวัฒน์ หล่อวิทยโอฬาร 1
5331028421 นายธนวุฒิ อนันต์พิริยะกุล 2
5331030621 นายธีรภัทร เก้าเอี้ยน 4
5331033521 นายนาถวัฒน์ คุณขุนทด 1
5331036421 นายปรัชญา วงษ์จงรัก 1
5331037021 น.ส.ปวีณา ปัชชา 3
5331039321 นายปิยะพันธ์ ภูมิศิริวิไล 2
5331040921 นายปิยะวัฒน์ สาครสุขกิจ 2
5331041521 นายปุณณวัชร จงพาณิชย์กุลธร 1
5331044421 น.ส.พิรญาณ์ วงษ์นิมมาน 1
5331045021 นายพีรณัฐ ชัยวิสุทธิ์ 3
5331046721 น.ส.แพรวพิสุทธิ์ ศรีอยู่พุ่ม 2
5331047321 นายภคภณ แก้วมาก 4
5331048021 นายภควัต ชุ่มเจริญ 4
5331050121 นายภากร สุระชิต 1
5331051821 นายภาสกร ทองสันตติ์ 1
5331052421 นายภาสันต์ จุลศักดิ์ศรีสกุล 4
5331054721 นายรชฎ มิ่งขวัญ 2
5331055321 นายรชต ต่อศิริสุข 2
5331056021 นายรชานันท์ สมุทรานุกูล 1
5331057621 นายระพีพันธ์ ดรุณกานต์ 4
5331058221 นายล่ำซำ ทองสีนุช 1
5331064021 นายศรัณยู งามสอาด 4
5331065621 นายศราวุฒิ เสาร์เทพ 4
5331067921 นายศุภกฤต บวรธรรมปิติ 1
5331069121 นายศุภวัฒน์ สุขสันติสวัสดิ์ 3
5331070721 นายสถาพร วิญญุนาวรรณ 1
5331072021 น.ส.สัญนันท์ ชูโชติแก้ว 1
5331073621 นายอนุชิต นิมิตสุขศรี 4
5331074221 นายอภิชัย ดอกไม้ 4
5331075921 นายอาวุฒิ เตชะวีรพงศ์ 3
5331076521 นายเอกสิทธิ์ จันทราวดี 2
5331077121 นายอิทธิวัฒน์ ขรขันฑ์ 3

Midterm score

5330001221 22.5
5330010921 19.5
5330032721 18.8
5330039121 21.4
5330056821 31.7
5330079221 21.7
5330087221 27.3
5330089521 26.3
5330091721 19.2
5330121921 20.6
5330144321 9.2
5330147221 21.6
5330149521 21.0
5330151721 24.3
5330152321 9.9
5330178721 27.6
5330183821 25.8
5330184421 17.7
5330191821 19.2
5330195321 24.3
5330208921 18.1
5330214621 10.1
5330218121 19.5
5330231221 4.1
5330264021 25.8
5330275921 17.3
5330277121 20.6
5330287421 29.8
5330288021 23.9
5330308021 21.7
5330309621 28.7
5330315321 20.6
5330324021 11.8
5330329121 20.6
5330345121 25.1
5330349721 22.5
5330357721 25.4
5330365721 27.6
5330376621 20.3
5330380021 18.4
5330386921 19.5
5330414821 15.8
5330422821 27.6
5330435021 26.2
5330496221 20.4
5330502321 22.5
5330558521 24.7
5331001421 25.4
5331002021 15.8
5331003721 25.8
5331004321 27.3
5331005021 10.7
5331007221 15.5
5331008921 27.6
5331009521 24.3
5331010021 29.8
5331011721 30.9
5331013021 17.7
5331015221 18.1
5331016921 28.4
5331018121 23.9
5331019821 30.6
5331020321 31.7
5331024921 31.7
5331025521 10.1
5331026121 30.2
5331027821 28.0
5331028421 31.3
5331030621 18.1
5331033521 17.7
5331036421 21.4
5331037021 15.1
5331039321 31.3
5331040921 31.3
5331041521 33.2
5331042121 0.0
5331044421 25.8
5331045021 30.2
5331046721 22.5
5331047321 26.0
5331048021 13.3
5331050121 16.9
5331051821 24.3
5331052421 25.8
5331054721 20.3
5331055321 25.1
5331056021 24.7
5331057621 15.5
5331058221 24.1
5331064021 11.8
5331065621 6.1
5331067921 30.6
5331069121 31.3
5331070721 25.4
5331072021 30.6
5331073621 6.6
5331074221 21.0
5331075921 32.4
5331076521 22.8
5331077121 21.0

mean 22.15
S.D. 6.91

Macbook Air – The Beginning (1)

วันนี้เราจะมากล่าวถึงที่มาที่ไป ว่าทำไมเราถึงได้ซื้อ Macbook Air เครื่องนี้
เริ่มจากวันหนึ่ง มี Vendor ชาวต่างชาติ เดินทางมาที่บริษัทเพื่อมาประชุมกับเรา
แล้วนายคนนี้ก็ใช้ Macbook Air เป็นเครื่องประจำตัว

เดิมที่ผ่านมา Macbook Air ในความคิดของเรา คือเครื่องคอมที่เท่ห์แต่กินไม่ได้
หมายความว่ามันเป็นผลิตภัณฑ์ที่เน้นรูปลักษณ์ภายนอกเพียงอย่างเดียว เอาไว้ให้ผู้บริหารใช้เชคเมล์ พร้อมจิบกาแฟไปด้วย
หรือเอาไว้ให้พวกมีเงินเหลือเฟือ ซื้อไว้เพื่อเอาไปเล่นอินเตอร์เนทที่ร้าน Starbucks

สรุปง่ายๆคือไม่เคยอยู่ในสายตา…

แต่แล้ววันนั้น พอเห็นฝรั่งมันใช้ เราก็เกิดไอเดียปิ๊งขึ้นมาทันที ว่าเฮ้ยยย … นี่แหละที่เรามองหา
มันน่าจะตอบโจทย์ในเรื่องเบา บาง จอใหญ่พร้อมความละเอียดสูง และที่สำคัญ Powerful ด้วย ซึ่งอย่างหลังสุดไม่เคยคิดว่ามันจะมีใน Macbook Air
ก็เลยถามมันเล่นๆ “เฮ้ ยู ไอ้นี่มันเท่าไหร่นะ?” .. มันก็ตอบมาว่า เออ ประมาณ 10,000 HK$ (เป็นฝรั่งแต่ทำงานอยู่ฮ่องกง) คิดๆเป็นเงินไทยน่าจะซักไม่เกิน 40,000 บาท
เออ แพงอยู่เหมือนกันนะ ราคานี้ ไอ้เราก็เลยไปเชคราคาดู ปรากฏว่าที่ Apple Store Thailand ขายอยู่ 42,900 บาทถ้วน ถึงกับหงายหลัง…
แต่ถ้าเทียบกับที่ Apple Store Hong Kong แล้ว ที่นั่นกลับราคาถูกกว่า
เอาเรทวันนั้นที่ดูผ่าน SuperRich คือ 3.85 บาทต่อ HK$ มาคูณก็จะได้ราคาที่ 9998×3.85 = 38500 บาท
ถูกกว่าซื้อเมืองไทย 4,400 บาท !!!!!!

คิดหนักสิทีนี้ ….. เอาไงดีน้า….. (จบตอนที่ 1)

 

It’s been quite some time, people…

ผ่านไปเกือบสองปีพอดี จากการ update blog  ครั้งสุดท้าย

จำไม่ได้แล้วว่าทำไมเลิก update ไป อาจจะเพราะเป็นช่วงเปลี่ยนแปลงของชีวิตก็ได้

ก็เลยวุ่นๆ แล้วก็หลงลืมไป อีกส่วนก็คงเป็นเพราะมี facebook เข้ามาแทนที่ ช่วงนั้นคนเล่นก็ยังไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่

จนวันนี้ ผ่านไปสองปี แทบทุกคนมี facebook กันเป็นที่เรียบร้อย

 

ใช้ facebook ไปนานๆก็เริ่มคิดถึง blog .. เพราะอะไรที่เราเขียนในนั้นมันหายไปเร็วเหลือเกิน วันนึงมี update เป็นพันๆ แป๊ปเดียวก็หลุดหายไป

ไม่เหมือน blog ที่มันอยู่กับเรา กลับไปอ่านเมื่อไหร่ก็ได้ เขียนอะไรก็เขียนได้ยาวกว่า ถ่ายทอดอะไรได้ลึกซึ้งกว่ามากๆ

 

เอาล่ะ ปรกติเราก็จะเขียนแต่สิ่งที่สนใจ พวก gadget หรืออะไรประมาณนี้ ไหนๆพึ่งถอย macbook air มาเมื่อวันก่อน ก็เริ่มด้วยเรื่องนี้แล้วกันนะ

 

 

Senior Project Proposal :: Scene Augmentation from Visual Sensor

link > https://docs.google.com/document/d/1Ayz8rdGaDp8vUr8fk9jqbc5IwtcN00h-LArAGEsK66c/edit?hl=en_US&pli=1

และมีแนบไฟล์ word เพิ่มเติม เพื่อความสะดวกในการอ่านครับ

แจ้ง link เสียครับ

ตัวอย่าง senior project ปี 2009 โหลดไม่ได้ครับ

Senior Project Proposal : Viewer Tally from Visual and Depth Image

[Ivy]Senior Project : Swarm Behavior on Multiple Mobile Robots

https://docs.google.com/document/d/1rLxLNoHjuBK2Z2GBnYWoLBF9-tPgPsM8nGzdpU90Bps/edit?hl=en_US

draft proposal ครับ มี file pdf อยู่ด้านใน

 

แนวคิด

การเคลื่อนย้าย้ายวัตถุที่สนใจด้วยการทำงานแบบ Swarm โดยอาศัย Sensor รับรู้ง่ายๆระยะใกล้ที่อยู่รอบตัวหุ่นยนต์และการสื่อสารกับหุ่นยนต์ตัวอื่นได้เพียงในระยะรอบตัวเองเท่านั้น ไม่ต้องอาศัยาการควบคุมจากศูนย์กลาง การทดลองจะทำอยู่บน simulator เท่านั้น

ตัว simulator ที่ใช้ทดลองจะทำขึ้นเองจาะ engine ODE เป็นหลัก 

Simulator นำไปส่งประกวด NSC ด้วยหัวข้อ "Swarm Robot Simulator with Parallel Computation" -> เป็น sim หุ่นยนต์ใช้การแบ่งงานไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์หลายๆเครื่องเพื่อช่วยกันคำนวณ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรับมือการ simulate หุ่นยนต์จำนวนมากๆ พร้อมๆกัน 

 

 

งานค้าง

-ทดลองทำ walking toward to selected โดยอาศัยเพียง Local Comunication เท่านั้น   

    

ฐปน วรวุฒิวัฒน์ (ivy)

5131009321

 

 

[25/08/2011] Senior Project : Viewer Tally from Visual and Depth Image

ไปเจอ paper ชื่อ "A NOVEL VIEWER COUNTER FOR DIGITAL BILLBOARDS" มาอะครับ
เท่าที่อ่านดูคิดว่าน่าจะใช้อ้างอิงได้ เลยอยากให้อาจารย์ช่วยดูหน่อยอะครับ ผมขอส่ง paper เข้าเมล์อาจารย์นะครับ :)

[22/8/54] Senior Project :: Scene Augmentation from Visual Sensor

1. คุยเรื่อง Scope ของงานที่ต้องทำให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

  • ต้องกำหนดจุดประสงค์และขอบเขตของงานที่จะทำให้เหมาะสม
  • ต้องมีการศึกษาเครื่องมือที่จะใช้และทฤษฎีที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจน

Link -> https://docs.google.com/document/d/1Ayz8rdGaDp8vUr8fk9jqbc5IwtcN00h-LArAGEsK66c/edit?hl=en_US

ระบบสร้างแสงเงาเทียม 22/08/54 โครงร่าง proposal

งานคุยวันนี้

- คิดวัตถุประสงค์ใหม่

- ทำทำไม

- บอกแนวทางการทำแบบคร่าว ๆ

 

โครงร่าง proposal

https://docs.google.com/document/d/1rlsGztm18fYUXSQZ5Jro4GcRu9_hp6iIUAw1I0RBPj8/edit?hl=en_GB

Senior Project : Viewer Tally from Visual and Depth Image [22/08/2011]

1. คุยเรื่องของ Scope งานที่เด่นชัดมากขึ้น

  • ตัดเรื่องคนที่เข้ามาในภาพอาจเป็นคนเดิมออกจาก Scope (ใช้นับเป็นจำนวนครั้งแทน)
  • ไม่ต้องอธิบายรายละเอียดเชิงลึกว่า ลักษณะการมองเป็นอย่างไร ลักษณะการกระทำเป็นอย่างไร แค่อธิบายว่ามีการใช้เรื่องของมุมมองของใบหน้า ดวงตา และพฤติกรรมเข้ามาเป็นส่วนในการประมวลผลว่าใครมองบ้าง
  • จำเป็นต้องอยู่ในพื้นที่ที่มีแสงสว่างที่เหมาะสม
  • ขอบเขตด้านความลึกคือ ไม่เกิน 8 เมตร (อาจให้ในระยะใกล้ ใช้การตรวจจับดวงตาเข้ามาเสริมด้วย เพื่อความแม่นยำที่มากขึ้น ส่วนในระยะไกลจะใช้เรื่องของพฤติกรรมและมุมมองของใบหน้าเข้ามาเกี่ยวข้อง)

2. Senior Project Proposal บน Google Doc

 

How to Compile BusyBox for Android

ทีแรกว่าจะจดเป็น short note เฉยๆ พิมพ์ไปพิมพ์มาชักยาว ประกอบกับไม่ค่อยได้อัพบล็อก เลยคิดได้ว่า อย่ากระนั้นเลย… เอามาเขียนเป็นบล็อกจะดีกว่า =.=

BusyBox คือโปรแกรมสารพัดประโยชน์สำหรับระบบปฏิบัติการตระกูลลินุกซ์ ถ้าอ่านคำอธิบายจากเว็บไซต์ของมันจะได้ความประมาณว่า

BusyBox is a comprehensive set of programs needed to run a Linux system.

โดยปกติตัว BusyBox จะเป็นไฟล์ executable เพียงไฟล์เดียว แต่เราสามารถเรียกใช้งานคำสั่งต่างๆ ที่มีให้ใช้บนลินุกซ์ผ่านทางไฟล์นี้ได้ ยกตัวอย่างเช่น

busybox ls /system/app
busybox wget http://www.example.com/file.zip

รายการคำสั่งที่มีให้เรียกใช้ใน BusyBox ดูได้จาก BusyBox Commands

สำหรับผู้ใช้ Android ที่ใช้โปรแกรมประเภทที่ต้องการสิทธิ์ root จะพบว่าส่วนใหญ่โปรแกรมพวกนี้จะมี requirement ว่าต้องมี BusyBox ติดตั้งอยู่ด้วย หรือบางโปรแกรมไม่ต้องการสิทธิ์ root แต่ก็ยังต้องการ BusyBox ซึ่งจริงๆ ก็สามารถติดตั้งได้ง่ายๆ โดยโหลดแอพพลิเคชันจาก Market เช่น BusyBox หรือ BusyBox Installer แต่ไหนๆ ก็บ้าพลังคอมไพล์ AOSP ใช้เองแล้ว เลยคิดว่าคอมไพล์ BusyBox ด้วยอีกอย่างจะเป็นไรไป :P
หมายเหตุ: ขั้นตอนต่อไปนี้ผมทำใน Ubuntu 11.04 64-bit นะครับ

ก่อนอื่นก็สร้าง directory สำหรับทำงานกันก่อน สมมติว่าเป็น /home/kong/busybox

mkdir -p /home/kong/busybox
cd /home/kong/busybox

จากนั้นก็ดาวน์โหลด toolchain จาก CodeSourcery โดยเลือก target OS เป็น GNU/Linux ขณะที่เขียนบล็อกนี้จะเป็น Sourcery G++ Lite 2011.03-41 คลิกเข้าไปอีกที จะมีประเภทของ package ให้เลือก โดยเราจะเลือกเป็น IA32 GNU/Linux TAR กด copy URL ของไฟล์จากเบราเซอร์ พิมพ์คำสั่ง wget แล้ว paste URL ที่ได้ลงไป

wget http://www.codesourcery.com/sgpp/lite/arm/portal/package8739/public/arm-none-linux-gnueabi/arm-2011.03-41-arm-none-linux-gnueabi-i686-pc-linux-gnu.tar.bz2

ระหว่างรอโหลดขออธิบายนิดนึงว่า toolchain คือชุดของโปรแกรมที่ใช้คอมไพล์ซอฟต์แวร์ ในกรณีของเราจะใช้เป็น cross compiler เพื่อคอมไพล์ BusyBox สำหรับใช้บนแพลตฟอร์ม ARM ของ Android

สมมติว่าโหลดเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะได้ไฟล์ arm-2011.03-41-….tar.bz2 จากนั้นก็แตกไฟล์โดยใช้คำสั่ง

tar xjf arm-2011.03-41-*.tar.bz2

จะได้ directory ชื่อ arm-2011.03 เพื่อความสวยงามขอเปลี่ยนชื่อ directory เล็กน้อย

mv arm-2011.03 toolchain

ขั้นตอนต่อมาคือดาวน์โหลดซอร์สโค้ดของ BusyBox ผ่าน git

git clone git://git.busybox.net/busybox src

จะได้ directory src ที่เก็บซอร์สโค้ดของ BusyBox อยู่ใน /home/kong/busybox อีกที ถึงตอนนี้เราก็พร้อมจะคอมไพล์ BusyBox แล้ว

cd src
export PATH=/home/kong/busybox/toolchain/bin:$PATH
make ARCH=arm CROSS_COMPILE=arm-none-linux-gnueabi- defconfig
make ARCH=arm CROSS_COMPILE=arm-none-linux-gnueabi- -j4

ในที่นี้ใช้ config แบบเดิมๆ ที่ทางผู้พัฒนาตั้งไว้ (defconfig) แต่ถ้ารู้ว่าอยากได้ฟีเจอร์อะไรจาก BusyBox บ้าง ก็สามารถเลือกเองได้โดยเปลี่ยนจากคำว่า defconfig เป็น menuconfig แทน

ถ้าคอมไพล์สำเร็จจะได้ไฟล์ busybox เป็น executable อยู่ใน /home/kong/busybox/src สามารถนำไป push เข้า Android ได้เลยครับ

Trip 2011 – part 12

บันทึกการท่องเที่ยว วันที่สองในฝรั่งเศส วันนี้อากาศแจ่มใส สบายตัว อุ่นกว่าตอนอยู่อังกฤษ ไม่มีวี่แว่วฝนจะตก เหมาะมากกับโปรแกรมที่วางไว้ว่าวันนี้จะไปเที่ยวกลางแจ้ง เป้าหมายคือ พระราชวัง Versaille ที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกออกนอกเมืองปารีสไป

ก่อนเดินทาง ก็จัดการอาหารเช้าแบบฝรั่งเศสมื้อแรก แบบง่ายๆ อันนี้รวมอยู่ในค่าที่พักแล้ว

อาหารเช้าสไตล์ฝรั่งเศส มีขนมปังกินกับกาแฟใส่นม

การเดินทางในปารีสชั้นใน คนทั่วไปจะใช้ Metro เป็นหลัก แต่ถ้าจะออกไปนอกเมืองหรือเขตปริมณฑลตามภาษาบ้านเรา Metro จะไปไม่ถึง ต้องนั่งรถไฟ RER ซึ่งก็คล้ายๆ กับ Metro แต่ว่ามีสองชั้น ขบวนยาวกว่า ขนคนได้ทีละเยอะกว่า และเที่ยววิ่งไม่ถี่เท่า

สำหรับการเดินทางไป Versaille นั่นไกลเกินไป บัตร Navigo ที่ซื้อไว้ไปไม่ถึง ก็ต้องนั่ง Metro ไปลงสถานี Invalides แล้วค่อยซื้อตั๋ว RER ต่อไป Versaille อีกที

ทางเชื่อม Metro กับ RER ไม่พ้นต้องเจอกับกราฟิตี้มากมาย

มารอที่ชานชาลาตอน 9:00 ส่วนป้าย Sortie แปลว่าทางออก

บน Metro / RER บางทีจะมีนักดนตรีขึ้นมาเล่นดนตรีให้ฟัง ทีแรกนึกว่าฟรี แต่จบแล้วเห็นมีเดินขอเรี่ยไรเงินบริจาค ถ้าไม่ให้ก็จะทำหน้าบูด

คนนี้เล่นเพลง soundtrack หนัง Amelie

นั่ง RER ประมาณครึ่งชั่วโมงก็จะมาถึงสถานี Versaille ซึ่งต้องเดินออกไปอีกประมาณกิโลนึง ถึงจะไปถึงประตูทางเข้าวัง แถวๆ นั้นจะมี Tourist Information Office อยู่ สามารถเข้าไปขอรายละเอียดเกี่ยวกับการท่องเที่ยวได้ หรือถ้าใครจะซื้อ Museum Pass ก็ซื้อได้ที่นั่นเลย

สำหรับคนที่มาปารีสแล้ว เน้นเที่ยวพวกพิพิธภัณฑ์/โบสถ์ทั้งหลาย แนะนำว่าให้ซื้อ Museum Pass ไว้ เพราะคุ้มค่า สะดวกสบาย ไม่ต้องต่อคิวซื้อตั๋ว ใช้ได้กับสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตเกือบทั้งหมด มีแบบ 2 วัน, 4 วัน และ 6 วันให้เลือก ด้านในมีข้อมูลของสถานที่ท่องเที่ยวที่ใช้ได้ทั้งหมด พร้อมวันเวลาทำการ

Museum Pass แบบ 6 วัน ด้านหลังจะมีช่องให้เขียนชื่อ

ด้านหน้าก่อนถึงทางเข้า ท่อนเหล็กโค้งๆ นั่นเพิ่งเอามาติดตั้ง

อันตราย กำลังก่อสร้าง

ประตูหน้าสุดของ Versaille

คำเตือนสำหรับคนที่คิดจะมาเที่ยว – รีบมาถึง Versaille ให้เช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้ามาถึงได้สัก 9:00 จะดีมาก เพราะที่นี่คือสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตอันดับต้นๆ ของโลก เป็นเป้าหมายของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ถ้ามาช้าเจอคิวยาวแน่นอน

นี่คือคิวรอตรวจกระเป๋าก่อนเข้าวัง ที่เห็นหลายๆ แถวนั่นคือมันขดไปขดมาประมาณ 5 รอบ

ถ้าใครที่มี Museum Pass อยู่แล้วก็มาต่อแถวได้เลย ถ้าไม่มีก็ต้องไปต่ออีกแถวหนึ่งเพื่อซื้อตั๋ว แนะนำให้เข้าคิวไว้ก่อน แล้วส่งคนนึงในกลุ่มออกไปซื้อตั๋ว จะได้ไม่ต้องต่อคิวสองเที่ยว ยกเว้นว่ามากับกรุ๊ปทัวร์ หรือมาทัศนศึกษากับเด็กนักเรียน จะมีทางเข้าเฉพาะซึ่งคิวสั้นกว่ามาก

ถ้าไม่อยากเที่ยวในวัง ตรงข้างๆ จะมีทางเดินทะลุออกไปที่สวนได้เลย ซึ่งในสวนนี้เข้าฟรี ยกเว้นวันที่มีการแสดงในสวน จะเก็บค่าเข้า

เดินทะลุไปทางสวนได้

ประตูชั้นใน สีทองสว่างตา

มีหนังอยู่เรื่องนึงที่แนะนำให้ไปหามาดู ก่อนจะมาเที่ยว Versaille นั่นคือ Marie Antoinette (2006) ของผู้กำกับ โซเฟีย คอปโปลา จะเข้าใจภาพคร่าวๆ ของวังนี้ได้ดีขึ้น และได้เห็นว่าในยุคที่รุ่งเรืองนั้น Versaille ที่เป็นสถานที่หรูหราอู้ฟู่ขนาดไหน

หนังสีหวานมาก นำแสดงโดย Kirsten Dunst

หลังจากผ่านตรง Security check มาได้แล้ว ก็จะเข้าสู่ Versaille ด้านใน ซึ่งจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ ออกแบบทางเดินไว้ให้แบบ one way เรียบร้อยแล้ว แค่ไหลตามฝูงคนไปเรื่อยๆ

ผ่าน security check มาถึงด้านหน้าของตัวอาคารแล้ว

ด้านหน้ามีลานปูด้วยหินอ่อน เรียกว่า The Marble Courtyard

เข้ามาด้านในแล้ว อันนี้เป็นหอสวดมนต์ของกษัตริย์โดยเฉพาะ

ภาพเขียนทั้งบนผนังและเพดาน

ทางเดินในตัววัง ก็จะแบ่งเป็นห้องต่างๆ ที่สำคัญๆ ก็จะมีหมายเลขบอกสำหรับ Audio guide ให้ฟังเอารายละเอียดได้ ส่วนตัวรู้สึกว่ามันเยอะและเหมือนๆ กันไปหมดมากเกินไปสักหน่อย ทุกอย่างล้วนแต่หรูเริ่ด ความนิยมงานศิลปะในยุคนั้นคงไม่มีสำนึกของ minimalism อยู่เลยแม้แต่น้อย

ห้องกินข้าว (มั้ง)

Hall of Mirrors ห้องกระจกอันโด่งดัง (ต้องถ่ายเงยๆ ไม่งั้นติดแต่หัวคน)

ถ้าจำไม่ผิด อันนี้เป็นห้องนอนใครสักคน

ตามทางเดินบางช่วง จะมีรูปปั้นคนดัง เช่นคนนี้ คนที่เรียน Calculus คงรู้จักกันดี

"พระเจ้าตายแล้ว" - Descartes ไม่ได้กล่าวไว้

มีส่วนที่เป็น Gallery ภาพเขียน น่าจะสร้างขึ้นมายุคหลังๆ แล้ว

เดินจนหมดแล้วออกมาจะมีห้องน้ำให้เข้า มีร้านขายขนมชื่อดัง Laduree

พอหมดส่วนที่เป็นวังแล้ว ทางเดินจะทะลุออกมาด้านหลังที่เป็นสวนกว้างสุดลูกหูลูกตา ขนาดก็ลองดูจากแผนที่ได้ ตรงที่ปักหมุดคือส่วนวังที่เพิ่งเดินไป ส่วนเขียวๆ คือสวน

มัน ใหญ่ มาก

มองไม่เห็นท้ายสวนเลยด้วยซ้ำ ลองจินตนาการว่าสมัยก่อน ต้องใช้คนสวนจำนวนเท่าไหร่ในการดูแล

ด้านในสวน จะมีน้ำพุกระจายอยู่ ความสวยงามก็แตกต่างกันไป ถ้าเป็นคนชอบแต่งสวน ปลูกต้นไม้ คงจะเดินได้เพลิดเพลิน

ในสวนมีร้านอาหารอยู่หลายร้าน ซ่อนๆ อยู่ตามหลืบไม้ ไม่ทำลายความสวยงามของสวน ในแผนที่แจกมีตำแหน่งบอกหมดว่าร้านไหนอยู่ตรงไหน ราคาก็จะแพงกว่าร้านข้างนอกเล็กน้อย

พิซซ่า หน้าซาลามี่ เห็ด มะกอกดำ

อันนี้จำชื่อไม่ได้ เป็นไก่อบ (มั้ง) กินกันตาย

น้ำพุอะไรสักอย่าง จำชื่อไม่ได้

น้ำพุอันนี้อยู่กลางสวนเลย

มีกองถ่ายมาถ่ายแบบโฆษณา (หรือมิวสิควิดีโอก็ไม่รู้)

เนื่องจากในสวนมีขนาดใหญ่มาก ก็จะมีบริการสำหรับคนเหนื่อยง่าย เช่นรถนำเที่ยว หน้าตาเหมือนๆ รถเที่ยวเขาดินบ้านเรา แน่นอนว่าคิดเงิน และแพงด้วย ถ้าคนที่ไม่อยากจ่ายแพงนัก ก็มีจักรยานให้เช่า แต่ข้อกำหนดค่อนข้างจุกจิก ราคาก็ไม่ได้ถูกเท่าไหร่ด้วย สุดท้ายก็เลยพึ่งพาสองขาตัวเองต่อไป

คุณลุงจูงจักรยาน

ด้านในสวน ยังมีที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกคือ Grand Trianon ที่เป็นเรือนพักผ่อนของกษัตริย์ ในเวลาที่ไม่อยากเข้าไปวุ่นวายกับงานราชการในวัง และ Petit Trianon เป็นเรือนขนาดเล็กกว่า Marie Antoinette เคยอาศัยอยู่ที่นี่มาก่อน

สองที่นี้ต้องจ่ายค่าผ่านประตูด้วย แยกจากวัง Versaille ด้านหน้า แต่ถ้ามี Museum Pass ก็เข้าได้เลย

ด้านในจะไม่หรูหรามากเท่าในตัววังหลัก ลักษณะเป็นที่พักผ่อนชิลๆ

กิจกรรมยามว่างของกษัตริย์ฝรั่งเศสและสหาย

ภาพเขียน Marie Antoinette

ประตูรั้วดูธรรมดาหน่อย

นอกจาก Grand Trianon และ Petit Trianon แล้วยังมีฟาร์มของ Marie Antoinette ที่เค้าจำลองบรรยากาศ ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ ให้ดูด้วย (เป็นช่วงที่ Marie Antoinette เบื่อราชสำนัก เลยเกิดอารมณ์แนว “ฉันอยากเป็นชาวนา” ขึ้นมา)

ขึ้นชื่อว่าฟาร์มของ Marie Antoinette ต้องไม่ใช่ฟาร์มกระจอกๆ

ปลูกองุ่น เอาไว้ทำไวน์โครงการหลวง

โรงนาหรูหรา

สัตว์เลี้ยงเท่าที่เห็นก็มี แกะ แพะ วัว ไก่ กระต่าย

เดินหามานาน เพิ่งเจอ กุหลาบแวร์ซายล์

Temple de l'Amour อันนี้คล้ายๆ เป็นศาลาริมน้ำ

ชื่อสถานที่แปลว่า วิหารแห่งความรัก ก็เลยมีรูปปั้นคิวปิดอยู่ด้วย

เดินย้อนกลับมาถึงน้ำพุแถวติดกับราชสำนักเอาช่วงจะค่ำแล้ว คนกลับกันหมด

ถึงประตูหน้า ฟ้าใกล้มืด น่าจะสักทุ่มนึงได้แล้ว

ออกมาได้ตอน พระอาทิตย์ใกล้ตกแล้ว

สรุปว่า Versaille มันก็คือวังธรรมดาๆ นี่แหละ แต่ความพิเศษของมันคือความใหญ่โต ความล้น ความเว่อร์ ของการตกแต่งแบบไม่ยั้ง เห็นแล้วไม่แปลกใจเลยว่าทำไมประชาชนฝรั่งเศสในสมัยนั้นถึงรู้สึกว่าถูกราชสำนักกดขี่และลุกฮือขึ้นมาประท้วง

โดยส่วนตัวแล้วไม่ได้นิยมสถาปัตยกรรมแบบพวกวังเก่าสักเท่าไหร่ ไม่รู้สึกว่ามันสวย ความสนุกสนานที่ได้จากการมาเที่ยวคือได้เห็นประวัติศาสตร์ที่อยู่ในสถานที่มากกว่า (และการเดินชมสวน+ฟาร์มก็เพลิดเพลินดีไม่น้อย)

รวมๆ แล้วเป็นวันที่เดินเยอะมากๆ (เพราะงก ไม่อยากจ่ายค่ารถ) ทั้งหมดราวๆ 10 กิโล น่าจะได้ เสบียงเป็นเรื่องสำคัญมาก การมีช็อกโกแลตติดกระเป๋าไว้ มีขวดน้ำสำหรับกรอกเอาไว้กินตลอดการเดิน ช่วยได้มาก

พอออกจาก Versaille มาแล้วก็นั่ง RER กลับ แบบเดียวกับขามา

มื้อเย็นวันนี้ลองไปกินอาหารฝรั่งเศสที่ร้าน Chartier เห็นว่าเป็นร้านเก่าแก่ เปิดมานาน และเป็นอาหารฝรั่งเศสในราคาที่พอจะรับได้

เมนูบ้านๆ หน่อย ไม่มีภาพประกอบ เขียนเป็นภาษาฝรั่งเศส

Entree จานแรก เห็ดอะไรก็ไม่รู้

Entree จานที่สอง เป็น Escargot (หอยทาก) มีที่คีบพร้อมส้อมสำหรับแคะหอยออกจากเปลือก

จานหลัก เป็นสเต็กแกะ ออกมาแห้งๆ ไปหน่อย

จานหลักอีกจาน เป็ดอะไรสักอย่าง ที่เป็นลูกๆ นั่นคล้ายๆ มันฝรั่ง ไม่ใช่ไส้กรอกอีสาน

บรรยากาศภายในร้าน ราวข้างบนโต๊ะ เอาไว้วางกระเป๋าได้ อย่างกับนั่งรถ บขส.

รวมๆ แล้วผิดหวังเล็กน้อย เห็นว่าเป็นร้านดัง แต่อาหารไม่อร่อยในระดับที่หวังไว้ คืออร่อยเฉยๆ แต่ไม่ถึงระดับประทับใจ (แต่ไวน์อร่อยดี) และบรรยากาศในร้านก็ค่อนข้างวุ่นวาย คนเยอะ ที่นั่งเบียด บริการไม่ค่อยทั่วถึง แต่ก็พอเข้าใจได้ว่า ร้านสไตล์นี้ที่อื่นในปารีสก็จะแพงกว่านี้เยอะ

กลับถึงที่พัก หมดแรง เป็นอันจบวันที่สองในปารีสเพียงเท่านี้

ลิงก์ตอนเก่าๆ

หัวข้อ senior project ระบบสร้างภาพเงาล้อเลียนโดยใช้ตัวตรวจวัดภาพและความลึก

ภาษาอังกฤษ: System for Mimicking Shadow Image Creation using Visual and Depth Sensor
ภาษาไทย: ระบบสร้างภาพเงาล้อเลียนโดยใช้ตัวตรวจวัดภาพและความลึก

 

ธีรกิจ ศิรินิกรวงศ์

นวีน ปิติพรวิวัฒน์ 

 

ระบบสร้างแสงเงาเทียมจากตัวตรวจวัดความลึก

หัวข้อ senior project ของ ตฤณวัฒน์ เจริญประดับศิลป์

Trip 2011 – part 11

กลับมาเขียนเรื่องเที่ยวต่อ วันนี้ออกจากเมืองเบอร์มิงแฮมไปยังเมืองต่อไป แต่คราวนี้ไม่ได้นั่งรถไฟเหมือนคราวก่อน แต่เป็นนั่ง Low cost airline แทน

เมืองเบอร์มิงแฮมมีสนามบินเป็นของตัวเอง (ตัวย่อ BHX) สามารถเดินทางไปถึงได้โดยนั่งรถไฟจากสถานี Birmingham New Street ที่อยู่ใจกลางเมือง ออกไปประมาณ 10 นาที (รถไฟมีชั่วโมงละหลายขบวน) ไปลงสถานี Birmingham International Airport จากสถานีรถไฟก็จะมีรถรางเชื่อมไปที่สนามบินอีกทีนึง (ขึ้นฟรี) สนามบินก็ขนาดไม่ได้ใหญ่โตอะไรมาก ประมาณสนามบินเชียงใหม่บ้านเรา

สถานีรถไฟกับสนามบินมีรถราง AirRail Link เชื่อม

ขึ้นเครื่องของสายการบิน FlyBe

ที่หมายของการเดินทางในวันนี้ก็คือปารีส ประเทศฝรั่งเศส!

ได้นั่งริมหน้าต่าง วิวดี ใช้เวลาชั่วโมงครึ่งก็ถึง

เนื่องจากเป็น low cost airline ก็ต้องเดินลงเอาเองแบบนี้ ไม่มีงวงช้างมารับ

มาถึงสนามบิน Charles de Gaulle ณ Paris

การเดินทางจากอังกฤษมาฝรั่งเศสสามารถทำได้หลายทาง ทั้งทางเครื่องบิน รถไฟ รถบัส หรือจะนั่งเรือข้ามช่องแคบมาก็ได้ ในการเดินทางคราวนี้เลือกนั่ง Low cost airline เพราะสะดวกสุด และราคาไม่แพง ไม่งั้นถ้าจะนั่งรถไฟ Eurostar ก็ต้องไปขึ้นที่ลอนดอน เสียเวลาเดินทางอีก

สนามบิน Charles de Gaulle (CDG) เป็นสนามบินหลักของฝรั่งเศส อยู่ทางเหนือของปารีส ไกลออกไปประมาณ 25 กิโล ต้องนั่งรถไฟ RER หรือรถบัสเข้าไปในตัวเมืองอีกที ผมเลือกนั่งรถบัส (ชื่อเรียกว่า RoissyBus) หาซื้อตั๋วจากเครื่องขายตั๋วอัตโนมัติตรงใกล้ๆ กับป้ายได้เลย ค่าโดยสารคนละ 9.40 ยูโร

ถ้าใครสังเกตเรื่อง locale สักนิดจะเห็นว่า ประเทศทางยุโรปหลายๆ ประเทศจะใช้ comma (,) สลับกับ dot (.) ตรงข้ามกับที่เราคุ้นเคย เช่น เวลาเขียนเลข 1,200.50 ประเทศอย่างฝรั่งเศสจะเขียนเป็น 1.200,50 แทน

ป้ายรอรถ Roissy Bus

การเดินทางมาฝรั่งเศส ต้องใช้วีซ่าสหภาพยุโรป หรือที่เรียกกันว่าเชงเก้นวีซ่า ทำหนเดียว สามารถเดินทางเข้าออกประเทศในกลุ่มเชงเก้นได้หมด ยกเว้นอังกฤษ ที่ดันเป็นไม่ได้อยู่ในกลุ่มเชงเก้นกับประเทศอื่นเค้า ทั้งๆ ที่เป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (แถมเงินยังใช้สกุลของตัวเอง ไม่ได้ใช้เป็นยูโรเหมือนประเทศอื่น)

การทำวีซ่าเข้าฝรั่งเศสจากเมืองไทย จะคล้ายๆ กับวีซ่าอังกฤษ โดยต้องยื่นผ่านตัวแทนชื่อว่า TLSContact (ได้ยินชื่อแล้วก็นึกถึง port 443 ตลอด) ขั้นตอนก็คือเข้าไปลงทะเบียนในเว็บ ตอบคำถามเบื้องต้น แล้วระบบจะให้รายชื่อเอกสารออกมาว่าต้องใช้อะไรบ้าง ส่วนใหญ่ก็เหมือนๆ กับของอังกฤษ จากนั้นก็จองวันยื่นเอกสาร พอถึงวันก็เอาเอกสารไปยื่นที่สำนักงานตรงสาทร คนน้อยกว่าของอังกฤษมาก ใช้เวลาราวๆ ครึ่งชั่วโมงก็เรียบร้อย เทียบกับของอังกฤษที่เสียเวลารอเกือบทั้งวัน

กรณีของผมออกจะวุ่นวายนิดนึง เพราะว่าไปสองประเทศ ต้องขอวีซ่าของประเทศแรกที่จะไป (อังกฤษ) ก่อน แล้วค่อยไปยื่นขอของฝรั่งเศส ก็จะเสียเวลาพอสมควร (เสียค่าวีซ่าสองต่อด้วย T-T)

กลับมาที่เรื่องการเดินทางเข้าปารีส ถ้านั่งรถไฟ RER ไม่รู้ว่าจะผ่านให้เห็นอะไรบ้าง ก็เลยลองนั่งรถบัสดู เผื่อจะได้เห็นบ้านเมือง แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ค่อยมีอะไรให้ดูเท่าไหร่ อารมณ์ประมาณนั่งรถจากรังสิตเข้าตัวเมืองกรุงเทพ สองข้างทางไม่มีอะไรมากนัก ยกเว้นว่าผ่านสนามกีฬาแห่งชาติ Stat de France ที่เคยเป็นสังเวียนจัดนัดชิงบอลโลกเมื่อปี 1998 มาแล้ว

นั่งรถผ่าน Stat de France

รถบัสใช้เวลาประมาณ 45-60 นาทีก็เข้ามาถึงตัวเมือง โดยรถบัสจะจอดที่ป้ายตรง L’Opera เป็นจุดที่ต่อรถได้ทั้งรถเมล์ และรถไฟฟ้า (รถไฟฟ้าของฝรั่งเศสเรียกกันว่า Metro)

L’Opera นี่เป็นโรงละครที่มีบ่อน้ำอยู่ใต้ดิน เคยมีอุบัติเหตุโคมไฟตกลงมาทับคนตาย และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ Gaston Leroux เขียนเป็นนิยาย The Phantom of the Opera ออกมา

ด้านหน้าของ L'Opera

ฝั่งตรงข้าม L’Opera เป็นที่ตั้งของร้าน Cafe de la Paix ที่เรามักจะเข้าใจกันว่าเป็นสถานที่ประชุมของคณะราษฎร ก่อนการปฏิวัติในเดือน มิถุนายน 2475 (แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่)

ซึ่งถ้าเกิดว่าดูราคาและความหรูของร้านนี้แล้ว เข้าใจว่านักศึกษาก็คงไม่มานั่งปรึกษา วางแผนปฏิวัติกันที่นี่หรอก

ด้านหน้า Cafe de la Paix

เรื่องควรรู้เกี่ยวกับปารีสอย่างแรกคือ การแบ่งเขตต่างๆ ที่จะใช้ตัวเลขเป็นตัวบอก โดยปารีสประกอบไปด้วย “เขต” ต่างๆ (arrondissement) จำนวน 20 เขต เริ่มจากเขต 1 (เขียนย่อๆ ว่า 1er) อยู่ในสุด ตามด้วยเขต 2e, 3e, 4e วนเป็นก้นหอยออกมาตามเข็มนาฬิกาเรื่อยๆ จนถึง 20e (รูปประกอบจาก wikipedia)

เวลาอ้างอิงถึงสถานที่ต่างๆ ในปารีส ถ้าบอกว่าอยู่เขตไหน จะเข้าใจได้โดยง่ายว่าอยู่ไกลมากน้อยขนาดไหน (เลขน้อยๆ แปลว่าอยู่ใจกลางเมือง เลขมากๆ แปลว่าอยู่นอกเมือง) นอกจากนี้ รหัสไปรษณีย์ของปารีสจะเป็น 750XX โดยสองตัวท้ายจะบอกว่าเป็นของเขตไหน ทำให้เราเห็นแค่ที่อยู่ก็บอกได้ทันทีว่าอยู่บริเวณไหน สะดวกมาก

ที่พักที่หาได้ อยู่ในเขต 2e ใกล้ๆ กับ Metro สถานี Bonne Nouvelle

รถไฟใต้ดิน หรือ Metro ของปารีส

บริการขนส่งมวลชนในปารีส มีอยู่ 3 อย่างหลักๆ คือ รถใต้ดิน หรือ Metro, รถบัส และรถไฟ RER ซึ่งสำหรับนักท่องเที่ยวปกติแล้ว จะใช้แค่ Metro ก็พอ มีทางเข้าสถานีเยอะกว่าป้ายรอรถบัสเสียอีก ส่วนรถไฟ RER จะใช้เดินทางออกไปนอกเมือง เช่นไปสนามบิน หรือไปพระราชวัง Versaille

แผนที่ฉบับกระเป๋า แจกฟรี ครบ ครอบคลุม พกสะดวก ลอนดอนควรเอาเป็นตัวอย่าง

สำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่ได้ออกนอกเมืองบ่อย มีบัตร Carte Navigo มีอายุการใช้งาน 1 อาทิตย์ สามารถขึ้นลง Metro และรถบัสได้ไม่จำกัด ประหยัดเวลา และค่าใช้จ่ายได้มาก เวลาใช้งานก็เอาบัตรไปแตะที่แป้นสีม่วงๆ ตรงทางเข้า Metro หรือตอนขึ้นรถบัส แบบเดียวกับ Oyster ของอังกฤษ

ตอนซื้อต้องใช้รูปติดบัตรไว้ ป้องกันไม่ให้ยืมกันใช้

สิ่งแรกที่ต้องทำหลังจากเก็บข้าวของเข้าที่พักแล้วคือ ออกไปซื้อซิมใส่มือถือเอาไว้เล่นเน็ต โดยอาศัยข้อมูลจากเว็บ Pay as You Go Sim with Data Wiki (ดีมาก มีข้อมูลให้หลายประเทศ เหมาะกับคนเดินทางบ่อยๆ และขาดอินเทอร์เน็ตไม่ได้) สรุปได้ว่าซื้อของ Orange จะสะดวกสุด

ซิมเติมเงิน Orange (ภาษาฝรั่งเศสออกเสียง โอ-ค็อง) ราคา 9.9 ยูโร มีเครดิตให้ 5 ยูโร

เรื่องยุ่งยากของฝรั่งเศสคือ จะเปิดเบอร์มือถือเพื่อใช้เน็ต ต้องลงทะเบียนก่อน และต้องรอ 24 ชั่วโมง ถึงจะใช้งานได้ ผมไปจัดการที่ร้าน Orange Shop สาขา Republique พนักงานพูดภาษาอังกฤษได้ บริการดีมาก แนะนำขั้นตอนทุกอย่าง ทั้งวิธีเติมเงินและวิธีสมัครแพ็กเกจเล่นเน็ต

แต่ก่อนหน้าจะเดินมาถึง Orange shop เจอร้านมือถือที่ขายซิมหลายร้านมาก ส่วนใหญ่คุยไม่ค่อยรู้เรื่อง, ไม่รู้เรื่องโปรโมชั่นอินเทอร์เน็ต และขายซิมราคาแพงกว่าใน shop ทุกร้าน! มีอยู่ร้านนึงเห็นเป็นนักท่องเที่ยวมั้ง พอถามราคา บอกมาว่า 20 ยูโร! กะฟันเต็มที่ โชคดีที่หาข้อมูลมาก่อนเลยไม่หลงกล

พอจัดการเรื่องมือถือได้แล้ว ก็ได้เวลาเดินเที่ยว

ปารีสเป็นเมืองคนมือบอน เราจะเห็น Graffiti ได้ทั่วเมือง

ในตู้ Metro ก็ยังมีขีดเขียน

ที่แรกที่ไปก็คือ Place du Trocadero เป็นจัตุรัสเล็กๆ บนเนินใกล้ริมแม่น้ำ Seine บรรยากาศเหมาะกับการมาดูหอไอเฟลในยามเย็น

นักท่องเที่ยวมาดูพระอาทิตย์ตกดิน

คนเยอะยั้วเยี้ยมาก

นอกเรื่องเล็กน้อย – ปารีสเป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวต่างประเทศมาเยือนเยอะที่สุดในโลก ปี 2010 ที่ผ่านมามีถึง 15.1 ล้านคน ส่วนกรุงเทพของเราอยู่อันดับ 7 ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 7.2 ล้านคน – ที่มา

สัญลักษณ์ของปารีส

เดินลงมาจากเนิน Trocadero ก็เจอม้าหมุน

พอออกจาก Trocadero เลียบแม่น้ำ Seine มาเรื่อยๆ จะเจอกับสะพาน Bir Hakeim เป็นสะพานที่หน้าตาดูคุ้นๆ

"Never recreate from your memory. Always imagine new places!"

มันคือสะพานจากในเรื่อง Inception น่ะเอง

ใครที่เคยดูหนัง Inception คงจำฉากนี้กันได้

แวะถ่ายวิวหอไอเฟลจากกลางสะพาน

ถ้าเดินเลยจากสะพาน Bir Hakeim มาอีกเกือบๆ 2 กิโล จะเจอร้านกาแฟ Cafe Debussy ที่เป็นอีกฉากหนึ่งใน Inception ด้วย แต่ด้วยระยะทางที่ไกลไปหน่อยและเริ่มมืดแล้ว ก็เปลี่ยนใจ เดินไป Metro สถานี Bir Hakeim กลับที่พักดีกว่า

Metro สถานีนี้แปลกหน่อย ตรงที่อยู่ลอยฟ้า ไม่ใช่ใต้ดิน

เป็นอันจบวันแรกในปารีส

ตอนเก่าๆ ย้อนหลัง

 

 

Carbonnade Flamande

ไม่ได้ทำอาหารกินเป็นเรื่องเป็นราวมานานมาก จนเมื่อไม่นานมานี่ไปเจอเมนูน่าสนใจเข้า เป็นอาหารเบลเยี่ยม ชื่อว่า Carbonnade Flamande ลักษณะก็จะเป็นคล้ายๆ ต้มสตูว์ ใส่เนื้อ ใส่เครื่องเทศ แล้วก็ใส่เบียร์ เห็นว่าพอจะมั่วๆ ทำได้ ก็เลยลองดูสักหน่อย

วัตถุดิบที่ใช้ก็มี เนื้อวัว, หอมใหญ่, เกลือ, พริกไทย, เนย, Thyme, Bay Leaf, มัสตาร์ด, น้ำสต็อกไก่หรือเนื้อ แล้วก็เบียร์

ขั้นแรกเอาหม้อตั้งไฟให้ร้อน เอาเนยลงไปละลาย หั่นเนื้อเป็นก้อนๆ ประมาณ 1 นิ้ว เอาลงย่างใน หม้อให้สุกทีละด้าน เสร็จแล้วเอาพักไว้

ย่างเนื้อในหม้อ โรยพริกไทย, เกลือเล็กน้อย

เนื้อสุกเป็นสีน้ำตาลแล้ว เอาออกมาพักไว้

เติมเนยลงไปในหม้อใบเดิม แล้วเอาหอมใหญ่หั่นใส่ลงไปผัด จนกระทั่งหอมใหญ่สุด นิ่ม เป็นสีน้ำตาล (ราวๆ สิบนาที) แล้วโรยแป้งอเนกประสงค์ลงไปนิดหน่อย ผัดให้แป้งเคลือบหอมใหญ่

ผัดหอมใหญ่ในหม้อใบเดิม

จากนั้นเอาเนื้อที่พักไว้ เทกลับลงไป (ถ้ามีน้ำไหลออกมาจากเนื้อก็เทรวมลงไปให้หมดเลย) ใส่ Bay leaf 1-2 ใบ ใส่ Thyme, เกลือ, พริกไทย กะๆ เอา (มั่ว) แล้วก็น้ำสต็อก (หาซื้อน้ำสต็อกเนื้อไม่ได้ เลยใส่น้ำสต็อกไก่แทน) ปิดท้ายด้วยเบียร์

เบียร์ และน้ำสต็อก

ตามสูตรมันต้องใช้เบียร์เบลเยียม แต่ไม่รู้จะไปหาซื้อจากไหน (และคงจะแพงเกิน) ก็เลยใช้ลีโอแทน รสชาติก็พอจะคล้ายๆ Stella Artois อยู่

ต้มด้วยไฟแรงจนเดือด แล้วลดไฟลงเหลือเป็นไฟอ่อน

ต้มไปเรื่อยๆ สลับกับคนบ้าง

ต้มไปเรื่อยๆ ประมาณ 2-3 ชั่วโมง หรือจนกว่าเนื้อจะเปื่อย (ตรงนี้คาดว่าโคตรเปลืองไฟแน่นอน) สลับกับคอยคนทุกๆ ครึ่งชั่วโมง หลังจากนั้นใส่มัสตาร์ดลงไปประมาณช้อนนึง ปรุงรสด้วยเกลือ หรือพริกไทยตามชอบ แล้วต้มต่อไปอีกครึ่งชั่วโมงเป็นอันเสร็จ ตอนเสิร์ฟอาจจะโรยพาร์สลีย์ตามชอบ (พอดีลืมซื้อ)

หน้าตาไม่ดี แต่รสชาติใข้ได้นะ

บทเรียนที่ได้จากการทำคือ

  • ไม่ควรใช้เนื้อส่วนที่มีพังผืดมาก เพราะเหนียว และจะต้มให้เปื่อยยาก ตามสูตรเค้าแนะนำให้ใช้เนื้อส่วน Chuck – น่าจะแปลว่าสันคอ แต่ดันไปเอาเนื้อน่องลายมาทำ (เพราะมันถูก)
  • หาซื้อ Thyme แบบเป็นก้านๆ ไม่ได้ ใช้แบบแห้งใส่กระปุก ก็พอได้อยู่
  • น้ำสต็อกกับเบียร์ใส่ให้ท่วมๆ ไว้หน่อย เพราะต้มนาน ทิ้งไว้แล้วน้ำมันจะแห้ง

คราวหน้าเอาไว้ค่อยแก้ตัวใหม่

How to take advantage of Redis just adding it to your stack

ตัวอย่างการเอา Redis ไปใช้งานกับระบบที่มีอยู่แล้ว

How to take advantage of Redis just adding it to your stack

TRIM Enabler for Lion

OS X Lion doesn’t support TRIM for non-Apple SSDs. This is how to fix.

TRIM Enabler for Lion

Why Data Mining Won’t Stop Terror

“Security is always a trade-off, and for a system to be worthwhile, the advantages have to be greater than the disadvantages.”

-Bruce Schneier

Why Data Mining Won’t Stop Terror

OS X Lion and 3 fingers swipe in Firefox

มีฟีเจอร์สำคัญอันหนึ่งในการใช้ Firefox บน Mac OS X ที่ใช้มาจนชิน ขาดแทบไม่ได้แล้วคือ การใช้ 3 นิ้ว เลื่อนไปทางซ้าย เพื่อถอยหลัง แทนการกดปุ่ม back และเลื่อนไปทางขวา แทนการกดปุ่ม forward

จนกระทั่งเมื่อคืนที่ upgrade จาก Mac OS X Snow Leopard ไปเป็น Lion แล้วพบว่ามันทำท่าแบบนี้เหมือนเก่าไม่ได้แล้ว!

ลองเช็คกับเว็บเมืองนอกแล้วก็เจออาการเดียวกันหมด จนมีคนไป file bug ไว้เรียบร้อยแล้ว

วิธีแก้ขัดตอนนี้คือ ไปตั้งค่า Trackpad ใหม่ ให้ตรง Swipe between pages เป็น “Swipe left or right with *three* fingers” ตามรูป เท่านี้ก็จะได้ behavior แบบเดิมๆ กลับมาแล้ว

ตั้งค่า Trackpad ใหม่

ส่วนการเลื่อน 3 นิ้วขึ้น/ลง เพื่อกระโดดไปบนสุด/ล่างสุดของหน้า ยังไม่ได้รับการแก้ไข

ใครอยากติดตามเรื่องความเข้ากันได้ของ Firefox กับ OS X Lion ให้ดูที่ bug นี้ และถ้ามีการแก้ไขอันไหนได้แล้วอยากลอง ให้ไปโหลด Firefox Nightly มาเล่นดู

Trip 2011 – part 10

วันนี้กินมื้อเช้าเสร็จ (รวมอยู่ในค่าที่พักแล้ว ช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้เยอะอยู่) ก็เดินทางออกจากบาธช่วงสายๆ ย้ายเมืองไปที่เมืองเบอร์มิงแฮม (Birmingham – ถ้าสำเนียงอังกฤษจริงๆ จะอ่าน เบอ-มิง-กัม) การเดินทางก็ใช้บริการรถไฟเหมือนเดิม นั่งจากสถานี Bath Spa ไปต่อรถที่สถานี Bristol Temple Meads เพื่อไปลงที่สถานี Birmingham New Street

สถานี Bristol Temple Meads

เบอร์มิงแฮมเป็นเมืองอุตสาหกรรม ตั้งอยู่ใจกลางเกาะอังกฤษ (แถบนี้เรียกกันว่า Midland) เป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของอังกฤษรองจากลอนดอน และเป็นเมืองที่แทบไม่มีสถานที่ท่องเที่ยวอะไรเลย

รถไฟเที่ยวที่นั่งมาถึงสถานี Birmingham New Street ตอนเกือบบ่ายโมง แต่ Hostel ให้เช็คอินได้ตอนหลังบ่ายสาม ก็เลยเดินแบกเป้ โต๋เต๋อยู่แถว City Centre ไปขอแผนที่จาก Tourist information centre แล้วก็หาของกินไปพลางๆ

มื้อกลางวันง่ายๆ ที่ Pret A Manger

เพราะเป็นเมืองที่ไม่มีอะไรให้เที่ยวเท่าไหร่ ตรง City Centre ก็เป็นร้านแบรนด์เนมซะเยอะ เลยไม่ได้มีกิจกรรมอะไรมาก จนกระทั่งใกล้ๆ ได้เวลาค่อยเดินไปหาที่พักและเช็คอิน

เก็บข้าวของเสร็จในที่พักเรียบร้อยแล้ว ก็รีบแจ้นออกมาขึ้นรถบัสไป Villa Park เพื่อดูบอลพรีเมียร์ลีกนัดสุดท้ายของฤดูกาล ระหว่าง Aston Villa กับ Liverpool เหตุผลหลักเลยของการมาที่เมืองที่ไม่มีอะไรให้เที่ยวเมืองนี้

ตอนรอรถบัสก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าต้องนั่งสายไหน แต่เห็นแฟนบอล Villa กลุ่มใหญ่ยืนรอรถอยู่ ก็เดินตามเค้าไป ยังไงก็ไม่หลงทางแน่ แต่จังหวะนี้ก็ต้องทำตัวลีบๆ เจียมตัวตามสไตล์แฟนบอลทีมเยือน พอดีว่าไม่กล้าใส่เสื้อ Liverpool มา ก็เลยยังดูเหมือนเป็นนักท่องเที่ยวทั่วไป ไม่เตะตาแฟนบอลเจ้าถิ่นเท่าไหร่

นั่งรถบัสออกมาจากตัวเมืองได้นิดนึง ก็ถึงสนาม Villa Park ซึ่งเป็นสนามเหย้าของ Aston Villa เป็นสนามที่มีความจุกว่า 42,789 ที่นั่ง จัดว่าเป็นหนึ่งในสนามฟุตบอลอังกฤษที่ขนาดค่อนข้างใหญ่ พอๆ กับ Anfield และ Stamford Bridge (สนามเล็กๆ อย่าง Carrow Road จุได้ 27,033 ที่นั่ง ส่วนสนามใหญ่อย่าง Old Trafford, Wembley จุได้ 75,957 และ 90,000 ที่นั่งตามลำดับ)

ตามทางมีขายของที่ระลึก ด้านหลังนั่นคือสนาม Villa Park

ทางขึ้นสแตนด์ Holte End "The 12th Man"

บอลเตะสี่โมงเย็น ตอนที่มาถึงก็เกือบได้เวลาแล้ว เลยต้องรีบขึ้นไปที่นั่ง ไม่ทันได้เดินซื้อของที่ระลึกอะไร

ปัญหาในการมาดูบอลนัดนี้มีอยู่นิดนึงคือว่า เป็นแฟนทีมเยือนแต่ตอนซื้อตั๋วมันไม่มีตั๋วตรงสแตนด์ทีมเยือน มีแต่สแตนด์ทีมเจ้าบ้าน ทำให้นัดนี้ ได้เข้าไปดู Liverpool แต่ห้ามเชียร์แบบออกนอกหน้า ไม่งั้นซวยแน่ ชื่อเสียงฮูลิแกนอังกฤษไม่น้อยหน้าประเทศอื่นในโลกอยู่แล้ว

เข้ามาแล้ว ที่นั่งอยู่ฝั่ง Doug Ellis Stand

ที่นั่งฝั่งทีมเยือน อยู่ติดกันเลยทีเดียว เวลาบอลเตะ จะมีตำรวจมายืนคุมเป็นจุดๆ

การซื้อตั๋วดูบอลในอังกฤษเป็นเรื่องออกจะยากลำบาก โดยเฉพาะของทีมใหญ่ๆ ซึ่งตั๋วมักจะเต็มเสมอ การขายตั๋วจะแบ่งออกเป็นรอบๆ คือ รอบแรก ขายให้เฉพาะโควตาสมาชิกของสโมสรระดับที่อยู่มานาน มีประวัติการเข้าชมหลายนัด เรียกว่าเป็นพวกแฟนเดนตายของสโมสร ส่วนรอบถัดๆ มาก็จะขายให้สมาชิกระดับรองๆ ลงมา จนกระทั่งถ้ามีโควตาเหลือ ถึงเอามาขายให้คนที่ไม่ใช่สมาชิก

บางคนที่มาดูบอลที่อังกฤษ และซื้อตั๋วผีหน้าสนาม โอกาสโดนต้มก็มีอยู่ และจริงๆ แล้วมันก็ผิดกฎหมายของอังกฤษด้วย หลายๆ สโมสรเล็งเห็นปัญหาตรงนี้ ก็เลยเปิดเว็บไซต์สำหรับขายตั๋วแบบถูกกฎหมาย ให้สมาชิกที่ซื้อตั๋วแล้วแต่ไม่ได้ดู เอามาขายต่อให้คนที่ไม่ใช่สมาชิกได้ อย่างของ Aston Villa จะเรียกว่าเป็น Ticket Exchange Program สามารถเข้าไปซื้อผ่านหน้าเว็บได้เลย ตั๋วจะส่งมาให้ที่บ้าน (ส่งมาไทยด้วย!) หรือจะไปรับที่หน้าสนามก่อนบอลเตะก็ได้ ทำให้ได้ตั๋วมาในราคาที่ไม่โดนโก่ง (ได้มาในราคาใบละ 38.2 ปอนด์) และมั่นใจได้ว่าไม่โดนต้ม

แต่ข้อเสียก็คือนี่แหละ ต้องนั่งในสแตนด์เจ้าบ้าน

ฝั่ง North Stand คนก็เข้ามาเต็มความจุ

Holte End เป็นสแตนด์ฝั่งแฟนพันธุ์แท้ เสียงเชียร์ฝั่งเจ้าบ้านส่วนใหญ่จะมาจากทางนี้

ฟุตบอลในอังกฤษนี่เค้าดูกันแบบไม่มีตีปี๊บ ตีกลอง เหมือนบ้านเรา กองเชียร์จะเชียร์กันด้วยการร้องเพลงและปรบมือเป็นหลัก โฆษกสนามจะประกาศแค่ตอนเปลี่ยนตัว ทดเวลาเจ็บ หรือยิงประตูได้เท่านั่น ซึ่งคิดว่าทำให้ (คนตั้งใจดูบอล) สนุกกว่านะ เวลาดูบอลเมืองไทยจะรำคาญเสียงเครื่องดนตรีสารพัดชนิดมาก

ตำรวจยืนกั้นระหว่างแฟนบอลเจ้าถิ่นกับทีมเยือน

ตรงไกลๆ นั่นเป็นจอบอกสกอร์ และมีภาพ replay การทำประตูให้ดู

แฟนบอลวัยรุ่น

แฟนบอลมากันเต็มความจุ 4 หมื่น 2 พันคน ระหว่างที่เกมยังเสมอกันอยู่ 0-0 กองเชียร์ Liverpool ร้องเพลงกันเสียงดังมาก แล้วก็ร้องกันไม่หยุดด้วย สมกับที่ร่ำลือกัน แต่พอโดนยิงลูกแรกเข้าไป เสียงเชียร์ก็เงียบลงทันตาเห็น กลายเป็นกองเชียร์ฝั่งเจ้าบ้านที่คึกคัก ร้องเพลงเสียงดังข่มจนกระทั่งจบเกม Aston Villa เอาชนะ Liverpool ไปได้ 1-0 ดับความฝันไปเล่นบอลยุโรป (จริงๆ ก็โดนดับฝันตั้งแต่นัดที่แล้วที่แพ้คาบ้านแล้ว)

เนื่องจากว่านัดนี้เป็นนัดสุดท้ายของฤดูกาล บอลเตะพร้อมกันหมดทุกคู่ ก็เลยจบพร้อมกันด้วย ในสนามก็มีประกาศผลคู่อื่นๆ จนพอมาถึงผลคู่ที่ Totenham Hotspurs ชนะ Birmingham City อริร่วมเมืองของ Villa ไปได้ ทำให้ Birmingham ต้องตกชั้นไปเล่นลีกต่ำลงไปอีกด้วย จังหวะนี้แฟนบอลเฮกันสนามแทบแตก ทำให้รับรู้เลยว่าความเป็นอริของสองทีมนี้มันฝังลึกจริงๆ (นึกไม่ออกเลยว่าตอนที่ Alex McLeish ย้ายจาก Birmingham มาคุม Villa มันจะแค้นกันขนาดไหน)

จบเกมแล้วนักบอลฝ่ายเจ้าบ้านเดินออกมาขอบคุณกองเชียร์

พอแฟนบอลออกไปหมด ก็เหลือนักท่องเที่ยวถ่ายรูปอยู่เป็นกลุ่มๆ จนเจ้าหน้าที่มาไล่ บอกว่าจะปิดแล้ว

ออกมาเก็บบรรยากาศรอบๆ สนาม อันนี้เป็นสแตนด์ฝั่ง Trinity Road

จุดขายของที่ระลึก ปิดแล้ว อดซื้อ

ตรงที่จอดรถหลังสนาม มีแฟนบอลเกาะรั้วรอขอลายเซ็นนักบอลทั้งทีมเหย้าและทีมเยือนที่ต้องออกจากสนามมาขึ้นรถ อารมณ์ประมาณวัยรุ่นยืนรอนักร้องเกาหลีอะไรงั้น บางคนใจดีก็มาเซ็นให้ บางคนก็เดินขึ้นรถไปเลย

คนนี้ Mark Albrighton นัดนี้เล่นดีเลย ฤดูกาลหน้าตัวจริงแน่นอน (เพราะทั้ง Young ทั้ง Downing โดนขายไปแล้ว)

ถ่ายป้ายสนามก่อนกลับ

ตั๋วพร้อมลายเซ็น Mark Albrighton

ถือเป็นประสบการณ์ได้มาดูบอลอังกฤษถึงถิ่น นักบอลเล่นกันเต็มที่ เทียบกับตอนที่ทีมดังๆ มาเตะโชว์ที่เมืองไทยแล้วคนละเรื่องเลย อันนั้นเล่นกันเหมือนกลัวเหนื่อย

ออกจากสนาม นั่งรถสายเดิมกลับมาในตัวเมือง ถึงเอาตอนประมาณหกโมงกว่าเกือบจะทุ่มนึงแล้ว ปรากฏว่าในเมืองเงียบมาก แทบไม่มีคนเดินไปมาตามถนนเลย คนที่เดินผ่านส่วนใหญ่ก็ท่าทางไม่ค่อยเป็นมิตรเหมือนเมืองอื่น แอบรู้สึกไม่ค่อยปลอดภัยนิดๆ

รูปปั้นวัวตรง Bullring Shopping Centre สังเกตว่าร้านปิดหมดแล้ว ไม่มีคนเลย

มุมยอดฮิตของห้าง Selfridges ใกล้ๆ

Victoria Square นกบินเพียบ แต่ไม่มีคน

รูปปั้น Thomas Attwood นักเศรษฐศาสตร์อังกฤษ อยู่แถวๆ Chamberlain Square

ไม่ว่าจะเดินไปทางไหน ก็ไม่ค่อยจะมีคน แล้วบรรยากาศก็รู้สึกว่าไม่ปลอดภัยเท่าไหร่นัก กลัวว่าถ้ากินมื้อเย็นเสร็จออกจากร้านมาตอนมืดๆ จะอันตราย ก็เลยล้มเลิกความคิดจะเดินหาของกินในเมือง รีบเดินกลับที่พัก ไปต้มมาม่ากินดีกว่า

มีน้ำร้อนให้ก็ไม่ลำบากแล้ว

เป็นอันจบการท่องเที่ยวเมืองเบอร์มิงแฮม วันรุ่งขึ้นก็ไปเมืองอื่นอีกแล้ว!

ลิงก์ตอนเก่าๆ ย้อนหลัง

Trip 2011 – part 9

หลังจากเก็บสถานที่ท่องเที่ยวในลอนดอนไปหลายแห่งแล้ว วันนี้เปลี่ยนบรรยากาศ ย้ายไปที่เมืองบาธ (Bath) ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ อยู่ทางตะวันตก ห่างออกมาจากลอนดอนประมาณ 156 กิโลเมตร และได้รับการจัดเป็นเมืองมรดกโลก โดย UNESCO ด้วย

นอกเรื่อง – ปัจจุบันมรดกโลกที่จัดโดย UNESCO มีทั้งหมด 913 แห่งทั่วโลก – อ้างอิง

การเดินทางไปบาธก็ไม่ยาก นั่งรถไฟจากสถานี London Paddington ประมาณชั่วโมงครึ่งก็ถึงแล้ว

มาลงที่สถานี Bath Spa

บาธเป็นเมืองที่เดินเที่ยวได้ทั่ว ถนนหนทางน่าเดิน มีการแสดงเปิดหมวกให้ดูเป็นระยะๆ

เด็กโชว์กีตาร์

คนนี้โชว์เครื่องดนตรีโบราณ หน้าตาเหมือนกระทะเจาะรู

ป้ายบอกทางไปสถานที่สำคัญ

สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของบาธก็คือ Roman Bath ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงอารยธรรมการอาบน้ำของชาวโรมันที่เคยอาศัยแถวนี้ – ไม่ฟรี เสียค่าเข้า 12 ปอนด์ ราคานี้มี Audioguide ให้ แล้วก็มีโบรชัวร์ภาษาไทยให้ด้วย!

ตรงบริเวณ Roman Bath นี้มีแหล่งน้ำแร่ผุดขึ้นมาจากใต้ดิน พวกคนโรมันโบราณก็เลยมาสร้างเป็นที่อาบน้ำเอาไว้ จนกระทั่งวันที่อารยธรรมโรมันเสื่อมลง ถูกทิ้งร้าง แล้วถึงมีคนยุคหลังมาขุดเจอ พอกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ก็สร้างครอบซากโรงอาบน้ำโบราณเอาไว้ แล้วทำเป็นทางเดินให้นักท่องเที่ยวเดินดู พร้อมมีส่วนแสดงสิ่งของ เครื่องใช้ และเรื่องราวในประวัติศาสตร์ให้ดูตามทางด้วย

โฆษณาด้านในตึกที่ซื้อตั๋ว

บ่ออาบน้ำ มองจากด้านบน

ทางเดินใน Roman Bath เป็น one-way ตามที่เค้าออกแบบไว้ให้เดินแล้ว ไม่ต้องกลัวดูไม่ครบหรือว่าหลงทาง ใช้เวลาประมาณไม่เกิน 2 ชม.ก็เดินหมด ขึ้นอยู่กับว่าจะดูรายละเอียดมากแค่ไหน

แบบจำลองโรงอาบน้ำสมัยยังสมบูรณ์ดีอยู่

ข้าวของที่ขุดเจอ

ทางเดินข้างในก็จะผ่านจุดต่างๆ เช่นจุดที่เป็นห้องปั๊มน้ำ ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า ฯลฯ แต่ละห้องก็เหลือซากอยู่นิดเดียว แต่ต่อเติมของใหม่เข้าไปเยอะ

เดินผ่านมาหลายห้อง จนกระทั่งถึงบ่ออาบน้ำหลัก

คนแต่งคอสเพลย์เป็นชาวโรมันโบราณ ให้นักท่องเที่ยวมาชักภาพคู่ (ฟรี ไม่เก็บเงิน)

ระวังพื้นลื่น

จะว่าไปแล้ว บาธนี่ก็เป็นเมืองท่องเที่ยวที่หลายๆ อย่างถูกทำให้เป็น commercial ไปหมด พิพิธภัณฑ์ทั้งหลายเสียค่าเข้า แล้วก็ออกจะโฆษณาเกินจริงไปหน่อย ดูแล้วอาจจะรู้สึกไม่ค่อยคุ้ม บางอย่างก็ติดจะดู fake ไปบ้าง แต่บรรยากาศโดยภาพรวมก็เป็นเมืองที่น่ารักดี

บรรยากาศตามท้องถนนคนเดิน

นักดนตรีเปิดหมวกเยอะมาก มีทุกมุมเมือง

เดินมาจนถึงแม่น้ำ Avon ซึ่งเป็นแม่น้ำสายที่ไหลผ่านกลางเมือง จะเจอกับ Pulteney Bridge ซึ่งเป็นสะพานที่มีอาคารร้านค้าอยู่บนตัวละพานเลย

Pulteney Bridge และแม่น้ำ Avon

บนสะพานเจอ Cafe น่านั่งร้านนึง ก็เลยแวะฝากท้องมื้อกลางวัน

มื้อนี้ไม่หิวมาก กินพออยู่ท้อง

อันนี้เป็น Quiche มั้ง

ขนมปัง แฮม ชีส ผัก ธรรมดาๆ

แหล่งท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งของอังกฤษคือ Stonehenge อยู่ไม่ไกลจากเมือง Bath นัก แต่ไม่มีรถสาธารณะวิ่งผ่าน ถ้าจะไปเที่ยวก็ต้องซื้อทัวร์ไป มีหลายยี่ห้อให้เลือก ที่เลือกซื้อก็เป็นของ Scarper Tours เพราะเวลา match พอดี ถึงเวลาก็ไปรอขึ้นรถที่ข้างๆ Bath Abbey

ผ่านสวนสวยๆ มีคนมาปิคนิค

จุดขึ้นรถนำเที่ยวก็อยู่ข้างๆ Bath Abbey นี่แหละ

รถนำเที่ยวก็เป็นรถตู้คันใหญ่หน่อย ทัวร์กลุ่มหนึ่งมีประมาณ 16 คน นั่งในรถได้สบายๆ คนขับรถทำหน้าที่เป็นไกด์ไปด้วย ระหว่างทางที่ขับไป Stonehenge ถ้าผ่านจุดน่าสนใจก็จะบรรยาย เล่าประวัติให้ฟัง ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงก็ถึง Stonehenge

ทิวทัศน์ข้างทางก็ไม่ค่อยจะมีอะไรเท่าไหร่ เส้นทางขึ้นอยู่กับทัวร์ที่ซื้อ บางเจ้าก็จะผ่านหลายที่หน่อย หรือมีแวะจอดให้ลงเที่ยวด้วย ส่วนทัวร์ที่ซื้อเป็นแบบถูก ผ่านแค่ไม่กี่จุด มีผ่านหมู่บ้านเก่า ผ่านฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ฟาร์มหมูออแกนิค ที่เป็นของแปลกคือ Hill Figure รูปม้าขาว แต่มันอยู่ไกลนิดนึง นั่งรถผ่านแล้วเห็นลิบๆ พอเป็นรูปม้า กับอีกอย่างหนึ่งคือ Crop circle ซึ่งช่วงที่ไปมันไม่มีให้ดู ก็เลยอด

บรรยากาศข้างทางก็บ้านนอกดีๆ นี่เอง

เบียร์รสขิงจาไมก้า ซื้อติดมากิน พบว่าไม่มีรสแอลกอฮอลล์สักนิดเดียว

มาถึงสิ่งมหัศจรรย์ของโลกแล้ว

กองหินตั้งอยู่ได้ มหัศจรรย์จริงๆ เลย!

บริเวณ Stonehenge จะมีถนนให้เดินวนรอบ แล้วก็มีรั้วเตี้ยๆ กั้นไว้ไม่ให้เดินเข้าไปใกล้มาก นักท่องเที่ยวก็เดินวนชักภาพได้จากระยะไกลเท่านั้น เข้าไปปีนป่ายหินไม่ได้ โชคดีที่วันที่ไปอากาศเป็นใจ ท้องฟ้าใส เมฆสวย แดดไม่แรง มีฝูงแกะเล็มหญ้าอยู่ลิบๆ เหมาะกับการถ่ายรูปมาก

ถัดออกมาเป็นจุดบริการนักท่องเที่ยว มีจุดขายตั๋วเข้าชม ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ห้องน้ำ ที่จอดรถ เรียกได้ว่าครบวงจร

มีป้ายบอกราคาและเวลาปิดเปิดครบ

Welcome to Stonehenge

ทัวร์จอดให้เดินเที่ยว ถ่ายรูปอยู่ชั่วโมงนึง แล้วก็กลับ พอกลับมาถึงแล้วก็เดินไปดู Royal Crescent ต่อเลย

ทางเดินในเมือง

มีร้านน่ารักๆ เยอะดี ถ้าผู้หญิงมาเที่ยวคงชอบกัน

ถึง Royal Crescent แล้ว ลักษณะเป็นอาคารรูปครึ่งวงกลม ทอดยาวประมาณ 200 เมตรได้

ด้านหน้าเป็นสนามหญ้ากว้างใหญ่ มีคนพาหมามาเดินเล่น มานั่งปิคนิค กันเป็นกลุ่มๆ

จบจาก Royal Crescent แล้วก็ได้เวลาอาหารเย็น ลองถามพนักงานที่ Hostel ดูว่า อยากกิน Fish & Chips อร่อยๆ เค้าแนะนำให้มาที่ร้านชื่อ Seafoods

จานนี้เป็นปลา Haddock ทอดกรอบกำลังดี แป้งบางกำลังเหมาะ บีบมะนาว กินกับ chips

อันนี้เป็นแซลมอนกับสลัด กรอบอร่อยไม่แพ้กัน

สรุปว่าร้านนี้ ปลาอร่อย ทอดกรอบกำลังดี ไม่มีอมน้ำมัน ติดตรง chips ที่ยังธรรมดาไปหน่อย รวมสองจานบวกเบียร์ดำอีกหนึ่ง pint ราคาอยู่ที่ 20 ปอนด์ อิ่มกำลังดี

กินเสร็จแล้วเดินเที่ยวต่ออีกหน่อยเพื่อให้อาหารย่อย

ป้ายโฆษณาหน้าผับที่จะมีถ่ายทอดนัดชิง Champions League

แม่น้ำ Avon และ Pulteney Bridge จากอีกด้านหนึ่ง

เดินเลียบแม่น้ำไปทาง Pulteney Bridge ได้ มีนกนางนวลเยอะเลย

มีทางเดินเล็กๆ ให้กลับขึ้นมาบนตัวละพานได้ ถ้าไปไหนต่อไม่ถูกก็ดูเอาจากป้าย

เสร็จแล้วก็เดินกลับเข้าที่พัก เป็นอันจบไปอีกหนึ่งวัน ยังเหลือที่เที่ยวอื่นในเมืองอีกที่ยังไม่ได้ไป แต่ด้วยเวลาที่จำกัด วันรุ่งขึ้นก็ต้องไปเมืองอื่นแล้ว

ลิงก์ตอนเก่าๆ ย้อนหลัง

Trip 2011 – part 8

บันทึกการไปเที่ยวอังกฤษ ต่อจากตอนที่แล้ว ยังอยู่เที่ยวในลอนดอนต่อ

การวางแผนการท่องเที่ยวยาวๆ หลายวัน ในยุคนี้มันก็มีตัวช่วยอยู่หลายอย่าง มีอยู่เว็บนึงที่ใช้ได้ดีมากคือ TripIt

TripIt สามารถบันทึกแผนการเดินทางได้ว่าวันไหนจะพักที่ไหน เดินทางไปไหนยังไง เหมาะกับคนที่วางแผนการเดินทางไปหลายที่ใน trip เดียว สิ่งที่เป็น killer feature ของเจ้านี่คือ เราสามารถ forward อีเมล confirm การจองตั๋วเครื่องบิน, ตั๋วรถไฟ, หรือที่พัก เข้าไปยัง address ของ TripIt แล้วตัวระบบจะเอาข้อมูลใส่ลง plan ของเราให้อัตโนมัติ และ plan นี้เราสามารถเปิดดูได้ผ่านทางหน้าเว็บ หรือ App บน Android / iPhone / iPad ก็ได้ ทำให้การเดินทางคล่องตัวขึ้นเยอะ

ตัวอย่าง Plan มีข้อมูลที่พัก เวลา การเดินทาง แผนที่ พยากรณ์อากาศให้ครบครัน

เว็บ TripIt นี่ใช้ฟรี App ก็โหลดฟรีด้วย ใครจะเดินทางก็ลองเล่นดูได้

เริ่มต้นการเดินทางจากที่พักแถวสถานีรถไฟ King’s Cross ถ้าคนที่เคยดูหนัง Harry Potter จะเห็นว่า หน้าตามันไม่เหมือนในหนัง เพราะจริงๆ แล้วในหนังเลือกถ่ายทำภายนอกที่สถานี St.Pancras ซึ่งอยู่ติดกันแทน (ห่างกันแค่ข้ามถนน ชั้นใต้ดินก็แชร์สถานี underground ร่วมกัน) อาจจะเพราะเหตุผลว่า St.Pancras มันสวยกว่า

สถานี King's Cross

ตอนที่ไปเที่ยวช่วงเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา สถานี King’s Cross มีการปรับปรุงซ่อมแซมหลายจุด เพื่อเตรียมตัวเป็นเจ้าภาพงานโอลิมปิก 2012 ทำให้ชานชาลา 9 3/4 โดนปิดซ่อมไปด้วย แต่ทางสถานีก็เห็นใจแฟนๆ หนังสือทำกำแพงเลียนแบบ เอามาให้ถ่ายรูปแก้ขัดกันไปได้ ถ้าไปแล้วหาไม่เจอลองถามพนักงานแถวนั้นดู แค่อ้าปาก ยังไม่ทันจะถามอะไร เค้าเห็นว่าเป็นนักท่องเที่ยวก็ถามสวนมาเลยว่า “Harry Potter ใช่มั้ย?” คงเจอแบบนี้มาเยอะจนเบื่อ

โฆษณาในสถานี ไม่ต้องมีแถบดำคาดแล้วบอกว่าสุราเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

Kindle ที่นี่ขาย 111 ปอนด์ (รุ่น Wi-Fi) กับ 152 ปอนด์ (รุ่น 3G)

สำหรับแผนการเที่ยวลอนดอนวันนี้ เริ่มต้นตอนเช้าที่ St.Paul’s Cathedral เป็นวิหารที่สร้างตามสถาปัตยกรรมแบบ Baroque ซึ่งก็เป็นสไตล์ที่นิยมในยุโรปอยู่ยุคหนึ่ง ที่ประเทศอื่นก็มีสิ่งก่อสร้างหน้าตาคล้ายๆ แบบนี้เหมือนกัน การเดินทางก็นั่ง tube ไปลงที่สถานี St.Paul’s

ต้นไม่ในสวนครึ้มทีเดียว

ด้านหน้าวิหารมีเด็กมาทำกิจกรรมวาดรูปด้วย

เนื่องจากด้านในวิหารต้องเสียค่าเข้า (14.5 ปอนด์) และห้ามถ่ายรูปด้วย ก็เลยเดินวนถ่ายรูปรอบๆ ก็พอ

จากวิหาร St.Paul’s เดินมาทางแม่น้ำเทมส์เรื่อยๆ ก็จะเจอกับสะพาน ชื่อว่า Millenium bridge ซึ่งเปิดใช้งานในปี 2000 และถูก Death Eater ทำลายทิ้งไปในฉากเปิดเรื่อง Harry Potter ภาค 6

เดินออกมาจาก St.Paul's แล้ว

สะพาน Millenium Bridge โดมที่เห็นนั่นคือโดมของวิหาร St.Paul's

วิวแม่น้ำเทมส์ ถ่ายจากบนสะพาน

อีกฟากหนึ่งของสะพาน Millenium Bridge เป็นโรงไฟฟ้าเก่า ที่ถูกเอามาปรับปรุงให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะ ชื่อว่า Tate Modern

อีกฟากหนึ่งของสะพานเป็น Tate Modern

เข้าฟรีอีกแล้ว

บรรยากาศภายใน สมกับเป็นโรงไฟฟ้าเก่า โถงตรงนี้เรียกว่า Turbine Hall

ผลงานที่จัดแสดงที่ Tate Modern นี่ก็เป็นไปตามชื่อ คือเป็นผลงานยุค Modern / Contemporary art ตั้งแต่ยุค 1900 เป็นต้นมา มีงานของทั้ง Monet, Matisse, Picasso ไปจนถึง Warhol

ส่วนจัดแสดงงานอยู่สองข้างของห้องโถงแต่ละชั้น ตรงกลางเป็นบันไดเลื่อน

Whaam! กับ Unique Forms of Continuity in Space

บางช่วงเวลา จะมีไกด์บรรยายที่มาที่ไป ประวัติและเกร็ดของงานเด่นๆ ให้ฟรีด้วย (ภาษาอังกฤษแบบฟังไม่ยาก) ขนาดของพิพิธภัณฑ์ไม่ใหญ่มาก คนไม่เยอะเท่า British Museum เดินได้สบายๆ แต่อาจจะเจอกลุ่มเด็กนักเรียนมาทัศนศึกษา

เดินดูเสร็จแล้วก็ออกมาเดินข้างนอก หาของกินมื้อเที่ยงโดยเดินเลียบแม่น้ำเทมส์มาทางทิศตะวันออกเรื่อยๆ เพื่อไป Borough Market

ลานด้านหน้า Tate Modern เป็นสนามหญ้าให้คนพักผ่อนได้

เจอจุดจอดจักรยานเช่าอีกแล้ว

ถึง Borough Market แล้ว

Borough Market เป็นตลาดขายของกินนานาชนิด การเข้าไปเดินในช่วงที่กำลังหิวจะรู้สึกว่า น่ากินไปเสียหมดทุกอย่าง

แผนที่บอกโซนตลาด

เนื้อหมูป่าดี หรือเนื้อกวางดี

แกงมาเลย์ แกงไทย แกงอินเดีย มีขาย มีให้ชิม

ปลาทูน่า ปลากระโทงแทง ปลากะพง ปลาแซลมอน

เห็ดหลากชนิด

เครื่องดื่มมากมาย

พื้นที่โฆษณา

ร้านนี้ขายเนื้อด้วย ขายเบอร์เกอร์ด้วย

ร้านส่วนใหญ่ใน Borough Market จะออกแนวตลาดสด ไม่มีโต๊ะนั่ง ต้องซื้อออกมาหาที่นั่งว่างๆ ตรงโซนที่เค้าจัดไว้ให้นั่งกินอาหารเอาเอง

อาหารกลางวันเป็น เบอร์เกอร์เนื้อวัว ใส่ไข่ดาวด้วย

อันนี้เบอร์เกอร์เนื้อแกะใส่เห็ด

อิ่มท้องแล้วก็นั่ง tube ไปลงที่สถานี Charing Cross เพื่อไปยัง National Gallery และ National Portrait Gallery

ภาพเขียนที่จัดแสดงใน National Gallery มีงานของพวกบิ๊กเนมเพียบ ทั้งของศิลปินอังกฤษ, ดัทช์, อิตาลี, ฝรั่งเศส ฯลฯ ไล่มาตั้งแต่ Da Vinci, Michelangelo, Raphael (ขาด Donatello อีกคนก็ครบขบวนการเต่านินจาแล้ว), Vermeer, Rembrandt, Renoir, Van Gogh, Delacroix ฯลฯ ถ้าจะไปแล้วมีเวลาน้อยแนะนำให้เลือกดูเฉพาะ 30 ภาพไฮไลท์ ที่เว็บ National Gallery คัดเลือกมาให้ วันที่ไปมีปิดห้องเล่นดนตรี (เปียโน / โอเปรา) ให้คนดูได้ชมฟรีด้วย

ค่าเข้าฟรี แต่น่าเสียดายตรงที่ว่าข้างในเค้าห้ามถ่ายรูป เลยถ่ายมาลง blog ไม่ได้ แต่ถ้าใครอยากดูสามารถเปิดดูได้จากเว็บ Google Art Project ก็ได้ไม่ต้องบินไปดูถึงลอนดอน

ถ้าใครมี iPhone หรือ iPad สามารถโหลด App ของ Natioan Gallery มาช่วยเป็นไกด์ก็ได้ ราคา $2.99

โฆษณา National Portrait Gallery ในสถานี Charing Cross

ด้านหน้าของ National Gallery อยู่ติดกับ Trafalgar Square เลย

ใกล้ๆ กับ National Gallery ก็ยังมีอีกพิพิธภัณฑ์หนึ่งคือ National Portrait Gallery เป็นที่รวมภาพเขียนบุคคลของอังกฤษ มีทั้งราชวงศ์ อำมาตย์ นักการเมือง นักวิทยาศาสตร์ ศิลปิน และคนดังต่างๆ ความสวยงามของภาพอาจจะสู้ของ National Gallery ไม่ได้ แต่ถ้าไล่ดูตามลำดับเวลามาเรื่อยๆ ก็จะได้เห็นความเป็นมาของอังกฤษมากกว่า

ค่าเข้าฟรี ภายในห้ามถ่ายรูป มี App นำเที่ยวบน iPhone / iPad ราคา $1.99

จบแล้วก็ออกมาถ่ายรูปเล่นแถว Trafalgar Square

นับถอยหลัง London Olympic 2012

รูปปั้นสิงโต เสาหินด้านหลังนั่นคือ Nelson's Column

ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ ชอบปีนขึ้นไปถ่ายรูป

มีคนโบกธงชาตซีเรีย น่าจะประท้วงอะไรสักอย่าง

มื้อเย็นก็เดินไปฝากท้องที่ China Town เป็นร้านที่มีสหายที่เคยอาศัยอยู่ในลอนดอนแนะนำมา ชื่อร้าน Misato

Misato เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นเล็กๆ ขนาดคูหาเดียว แต่ดูจะเป็นร้านที่มีชื่อเสียง ตอนที่ไปถึงมีคนยืนรอคิวหน้าร้านประมาณสิบคนได้

ยืนรอคิวหน้าร้าน ก็ถ่ายรูปเล่นไปพลางๆ

ยืนทนอากาศหนาว รอคิวสักพักนึงก็ได้เข้าไปนั่งในร้าน (สังเกตว่าในลอนดอน คนส่วนใหญ่จะ obsess กับการเข้าคิวมาก ไปที่ไหนก็เจอคนเข้าคิวตลอด บ้านเราน่าจะเอาอย่าง) ในร้านคนเยอะ โต๊ะค่อนข้างเบียด พนักงานเสิร์ฟส่วนใหญ่น่าจะเป็นคนไทย

ข้าวสเต็กไก่เทริยากิ

เต้าหู้อะไรสักอย่าง จำชื่อไม่ได้

ชุดปลาดิบ

เบียร์วันนี้ : Sapporo

สรุปราคาก็พอๆ กับร้านอื่นใน China Town แต่จุดเด่นของ Misato คือให้เยอะมาก กินจนอิ่ม แต่รสชาติก็ค่อนข้างธรรมดา ประมาณฟูจิบ้านเรา เมื่อกลับไปถามสหายคนเดิมว่าทำไมแนะนำร้านนี้ คำตอบที่ได้ก็คือ เพราะว่าเค้าให้เยอะน่ะแหละ

จบไปอีกหนึ่งวัน กลับที่พักเตรียมตัวออกเดินทางไปอีกเมืองหนึ่งวันพรุ่งนี้

รวมลิงก์ตอนเก่าๆ

Trip 2011 – part 7

เที่ยวอังกฤษกันต่อ ตอนที่ 7 แล้ว ลิงก์ไปตอนเก่าๆ อยู่ท้ายตอนครับ

ที่แรกที่จะไปวันนี้คือ British Museum พิพิธภัณฑ์ชื่อดังของอังกฤษ เพราะที่นี่เป็นแหล่งรวมของหายากที่อังกฤษไปขนมาจากประเทศอาณานิคมของตัวเอง+ประเทศอื่นๆ ทั่วทุกมุมโลก ตั้งแต่ยุคสมัยที่ตัวเองยิ่งใหญ่ มีของแปลกๆ เยอะขนาดที่ว่าเดินทั้งวันก็ดูไม่หมด รวมของที่จัดแสดงทั้งหมดกว่าแปดล้านชิ้น

วิธีการเดินทางก็นั่ง tube ไปลงที่สถานี Holborn แล้วเดินต่ออีกหน่อยนึงก็จะถึง

เริ่มต้นที่สถานี St.Pancras

ขึ้นลงบันไดเลื่อน ให้ชิดขวาเสมอ

สังเกตว่าในสถานี tube ของลอนดอนจะมีป้ายบอกตลอดว่า ให้ยืนชิดขวา หรือเดินชิดกำแพงด้านใดด้านหนึ่ง เพื่อความเป็นระเบียบและทำให้คนที่เร่งรีบมีทางเดิน ไม่ต้องไปกลัวว่าจะมีพวกคนเดินเอ้อระเหยขวางทาง มีอยู่หนนึงเจอนักท่องเที่ยวยืนสองคนขวางตรงบันไดเลื่อน ทำเอาคนที่กำลังรีบ (หลายคน) ถึงกับต้องตะโกนบอกให้หลีกทาง

เห็นแล้วก็อยากให้บ้านเราเป็นอย่างนั้นบ้าง อย่างน้อยตรงบันไดเลื่อนก็ติดป้ายไว้สักหน่อยว่าให้ยืนชิดด้านไหนสักด้านก็ยังดี

ร้านขายของน่ารัก ระหว่างทางเดินไป British Museum

ของที่ระลึก เกาะกระแส Royal Wedding ที่เพิ่งผ่านไป

มาถึงด้านหน้า British Museum แล้ว

British Museum ก็เหมือนพิพิธภัณฑ์ส่วนใหญ่ของอังกฤษ นั่นคือไม่เก็บค่าเข้า ส่วนใครจะบริจาคก็แล้วแต่ศรัทธา

เข้ามาข้างในแล้วก็จะเป็นตรงที่เรียกว่า The Great Court

ด้านในพิพิธภัณฑ์จะแบ่งเป็นโซนคร่าวๆ ตามอารยธรรมต้นกำเนิดสิ่งของ เช่นกรีก โรมัน อียิปต์ เอเชีย เลือกดูได้ตามความสนใจ แต่ถ้าเวลาน้อยก็ควรเลือกดูเฉพาะงานชิ้นเด่นๆ ในเว็บของพิพิธภัณฑ์มีคู่มือให้ว่า ถ้ามีเวลาน้อยควรดูอะไรบ้าง หรือถ้าเวลาเยอะขึ้นมาหน่อย ควรดูอะไร

Turquoise serpent จากอาณาจักร Aztec

โมอาย

มัมมี่สภาพสมบูรณ์มาก

ของเด็ดประจำ British Museum อย่างหนึ่งคือส่วนของมัมมี่และอารยธรรมอียิปต์โบราณที่มีเยอะมากๆ จนเห็นแล้วอดสงสัยไม่ได้ว่าที่อียิปต์มันจะยังเหลืออะไรไว้ให้จัดแสดงอยู่อีกบ้างไหม

แมวอียิปต์

ชุดหมากรุกทำจากงาช้าง

เดินดูจนหิว ได้เวลาหาของกิน อันที่จริงแล้วในพิพิธภัณฑ์มันก็มีของกินขาย แต่ก็ด้วยเหตุผลเดิมๆ คือมันแพง ออกมาหากินข้างนอกดีกว่า ก็ไปลงเอยที่ร้านอาหารจีนราคาถูกใกล้ๆ (จำชื่อไม่ได้แล้ว)

ผับหลายแห่งเริ่มเปิดให้จองโต๊ะ สำหรับมานั่งดูนัดชิง UCL

ข้าวหน้าเป็ดย่างหมูแดง

จานนี้จำไม่ได้ว่าเรียกว่าอะไร หน้าตาคล้ายๆ ผัดเปรี้ยวหวานบ้านเรา มีชามะนาวอยู่ในเซตด้วย

ซุปข้างขวารวมอยู่ในเซตด้วย แต่ซุปข้าวโพดด้านซ้ายไม่รวม

เติมพลังเสร็จแล้วก็กลับเข้ามาเดินใน British Museum ต่อ

ตัวอักษรอียิปต์โบราณ

ดรามาในสมัยก่อน

หนังสือโป๊ญี่ปุ่น

กระโหลกแก้ว

ถ้วยพลัง Y

โปรแกรมของวันนี้ หลังจากเดิน British Museum จบแล้วก็คือไปดูคอนเสิร์ตของ Explosions in the Sky ที่ The Roundhouse ระหว่างรอให้ถึงเวลาก็เดินเล่น ชักภาพไปเรื่อยๆ

ป้ายสถานี London Underground ใครมาเที่ยวก็ต้องถ่ายไว้

จักรยานเช่า สนับสนุนโดยธนาคาร Barclays (ที่เป็นสปอนเซอร์บอลพรีเมียร์ลีกน่ะแหละ)

ตู้โทรศัพท์สีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ของลอนดอน ส่วนใหญ่ข้างในจะเหม็นฉี่ แล้วก็มีโฆษณาแบบนี้

ที่นี่คนมาผับกันตั้งแต่กลางวัน ถ้าที่นั่งข้างในเต็ม ก็ออกมายืนกินข้างนอกได้

ร้านหนังสือสำหรับเกย์และเลสเบี้ยน

ร้านนี้สวยดี แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าขายอะไร

ใกล้เวลาคอนเสิร์ตจะเริ่ม ก็เดินทางไปที่ The Roundhouse ซึ่งเป็นที่จัดคอนเสิร์ต หน้าตาตัวตึกเป็นโดมกลมๆ  ขนาดน่าจะเล็กกว่าอินดอร์สเตเดี้ยมหัวหมากบ้านเราสักเล็กน้อย อยู่ทางตอนเหนือของลอนดอน หลุดจากโซนแหล่งท่องเที่ยวออกมาหน่อย การเดินทางก็นั่ง tube ไปลงสถานี Chalk farm

Graffiti แถว Chalk Farm

มาถึงที่ The Roundhouse ก็เอาบัตรเครดิตใบที่ใช้ซื้อตั๋วยื่นให้ที่ counter ออกตั๋ว เค้าก็จะตรวจสอบรายชื่อแล้วเอาตั๋วมาให้ ใช้ผ่านเข้าไปในโซนจัดคอนเสิร์ต ตรงนี้ห้ามเอาเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์เข้า ให้ไปซื้อกินข้างในเอาเอง (pint ละประมาณ 4 ปอนด์)

ด้านในก่อนเข้าไปใน hall มีของที่ระลึกทั้งของ Roundhouse เองและของทางวงขาย

บรรยากาศด้านนอก มีแต่คนกินเบียร์รอ

เข้าไปใน hall แล้ว เห็นโครงสร้างทรงกลมของตัวอาคาร

ซื้อตั๋วช้า ได้แถวหลังสุดเลย

Explosions in the Sky เป็นวง post-rock จาก Texas เพลงที่เล่นเป็นเพลงบรรเลงทั้งหมด แล้วก็มีหลายเพลงที่ถูกเอาไปประกอบรายการทีวีบ้าง สารคดีบ้าง ตัวอย่างหนังบ้าง ล่าสุดที่เห็นก็ในคลิป At the Gates of Wembley ที่บาร์เซโลนาใช้เป็นคลิปโปรโมทนัดชิง UCL ปีนี้

คอนเสิร์ตนี้ซื้อตั๋วผ่านเว็บ แต่เพิ่งมาซื้อเอาตอนที่จัดโปรแกรมท่องเที่ยวชัวร์แล้วว่าวันที่มีคอนเสิร์ต จะอยู่ที่ลอนดอน ถึงค่อยซื้อตั๋ว ผลที่ได้ก็คือได้แถวหลังสุดนั่นเลย ค่าตั๋ว 20 ปอนด์

หลังจากวงเปิดเล่นเสร็จไปแล้ว Explosions in the Sky ขึ้นเวทีมา มีพูดคุย ทักทาย สวัสดีคนดูเล็กน้อย แล้วก็เล่นรวดเดียวจบ ไม่มีพัก ไม่มีคุยอะไรกับคนดูเลย (มันเป็นธรรมชาติของวงแนวนี้หรือเปล่า?) เล่นจบ ขอบคุณคนดูนิดหน่อยแล้วก็กลับไปเลย

ก้มหน้าก้มตา เล่นกันอย่างเดียว

สถานที่ดี ระบบเสียง-แสงดี

คอนเสิร์ตจบ คนกลับบ้าน

โฆษณาคอนเสิร์ต iTunes Festival วงดังๆ เพียบ

ออกจาก Roundhouse มาก็มืดแล้ว นั่ง tube กลับที่พัก โปรแกรมวันต่อไปยังมีอีกเยอะ

รวมลิงก์ตอนเก่า

How to Monitor Process on Windows Using Batch File

พอดีเมื่ออาทิตย์ที่แล้วได้โจทย์มาว่า ต้องการตรวจสอบว่ามี process บาง process รันอยู่บนวินโดวส์หรือเปล่า ถ้าไม่มี ให้ส่งเสียง alarm เตือน

ทีแรกก็คิดว่าใช้พวก Visual Basic เขียนโปรแกรมเล็กๆ ง่ายๆ ก็ใช้ได้ แต่ด้วยความที่ไม่มี Visual Studio บวกกับจำได้ว่าวินโดวส์มันมีคำสั่ง taskkill เลยคิดว่าน่าจะมีคำสั่งที่ใช้ตรวจสอบรายการ process ที่รันอยู่ในระบบด้วยเหมือนกัน

เปิด Command Prompt แล้วพิมพ์

help

ก็พบว่าคำสั่งที่ต้องการ มันอยู่ก่อนหน้าคำสั่ง TASKKILL นั่นเอง คำสั่งนั้นก็คือ TASKLIST

จากนั้นก็ใช้ความรู้เก่า + คิดอะไรไม่ออกถามกู(gle) ได้ออกมาเป็น batch file ง่ายๆ แบบนี้ สมมติว่าต้องการตรวจสอบว่าโปรแกรม Notepad รันอยู่หรือไม่ ถ้าไม่รันให้เรียกมันขึ้นมา ทำได้แบบนี้

@echo off
tasklist | find /I "notepad.exe"
if errorlevel 1 start notepad

อันนี้เป็นแบบง่ายๆ คือแค่เช็ค exit status ของคำสั่ง find ว่ามันหาคำว่า notepad.exe จากผลลัพธ์ของคำสั่ง tasklist เจอหรือไม่ ถ้าหาเจอ errorlevel จะเป็น 0 แต่ถ้าหาไม่เจอ errorlevel จะเป็น 1 ซึ่งจะเข้าเงื่อนไข If และจะเรียกโปรแกรม Notepad ให้เรา

แน่นอนว่าเราสามารถประยุกต์ใช้ต่อได้ เช่น ถ้าต้องการให้มีเสียง alarm ก็เปลี่ยนจากการเรียก notepad เป็นเรียกโปรแกรมเล่นไฟล์เสียงแทน และถ้าต้องการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องก็ตั้ง Scheduled Task ให้รัน batch file นี้ตามช่วงเวลาที่เรากำหนดได้ ฯลฯ

Trip 2011 – part 6

หลังจากห่างหายจากการเขียน blog ไปนาน พบว่าการเขียน blog นี่มันใช้พลังเยอะพอสมควร ขนาดว่า wordpress เวอร์ชันใหม่ๆ มันเนียนกว่าเดิมมากแล้ว ยังรู้สึกเหนื่อย หรือจะเป็นเพราะ facebook/twitter ทำให้เสียนิสัยไปแล้ว?

รวมลิงก์ตอนเก่า

จากตอนที่แล้ว จบจากเที่ยวเมืองนอริช ก็กลับมาเที่ยวลอนดอนอีกครั้งโดยใช้บริการรถไฟเหมือนเดิม

สถานีรถไฟของเมืองนอริช

ชานชาลา

วิธีการซื้อตั๋วรถไฟในอังกฤษก็ไม่ยาก แค่เข้าไปซื้อตั๋วจากในเว็บ เลือกวันเวลาให้ถูกต้อง จ่ายเงินให้เรียบร้อย แล้วระบบจะให้รหัสรับตั๋วมา พอมาถึงที่สถานีรถไฟ ก็เอาบัตรเครดิตที่ใช้จ่ายเงิน เสียบเข้าไปที่ตู้อัตโนมัติ กดรหัสรับตั๋ว แล้วเครื่องก็จะออกตั๋วมาให้ สะดวกและรวดเร็ว เท่าที่เดินทางมา จะมีตู้แบบนี้ทุกสถานี แต่จะมีตู้ของบริษัทเดินรถบางเจ้าที่ไม่รับบัตรเครดิตของประเทศด้อยพัฒนาอย่างเราๆ ทางออกคือเอารหัสไปรับกับพนักงานที่ช่องขายตั๋ว (ดังนั้นควร print อีเมลยืนยันพร้อมรหัสที่ได้รับตอนจองตั๋วแล้วติดมาด้วย)

หน้าตาตั๋วรถไฟ ถ้าเปลี่ยนขบวนก็จะได้มาหลายใบหน่อย และจะมีใบที่เป็นใบเสร็จติดมาด้วย

รถไฟมาถึงลอนดอนที่สถานี London Liverpool Street แต่ว่าที่พักอยู่แถว King’s Cross ก็ต้องนั่ง tube ต่อมาเอง แฟนๆ นิยาย Harry Potter คงจะคุ้นชื่อกันอยู่

สถานี St.Pancras อยู่ติดกับสถานี King's Cross

ที่พักมีกาต้มน้ำร้อนให้ แปลว่าสามารถต้มมาม่ากินเองได้!

ปกติ Hostel ในลอนดอนจะให้เช็คอินได้ประมาณหลังบ่ายสองหรือบ่ายสามเป็นต้นไป แต่ถ้ามาถึงก่อนเวลาก็สามารถฝากสัมภาระไว้ที่ hostel ก่อน ออกไปเดินเที่ยว แล้วกลับมาค่อยรับกุญแจเข้าห้องก็ได้

โปรแกรมของบ่ายนี้คือไป Sommerset House เพื่อไปดู Courtauld Gallery

Somerset House อยู่แถวๆ สะพาน Waterloo ใกล้ tube สถานี Temple

ลานกว้างของ Somerset House

มีรูปหัวสัตว์ประดับตกแต่ง

Courtauld Gallery เป็น gallery ขนาดกำลังเหมาะ เดินสบายๆ งานส่วนใหญ่เป็นงานยุค Impressionism / Post-Impressionism มีงานของคนดังๆ หลายคนทั้ง Van Gogh, Renoir, Degas, Manet, Seurat, Cézanne, Gauguin ฯลฯ ภาพดังๆ ก็มีหลายภาพ เสียค่าเข้าคนละ 6 ปอนด์ ถ้าเป็นคนชอบงานศิลปะยุคนั้น ถือว่าพลาดไม่ได้

รูปใกล้สุดคือ Self-Portrait with Bandage Ear ของ Van Gogh

The Luncheon on the Grass ของ Manet

จากซ้ายไปขวาเป็นงานของ Manet, Degas และ Renoir

เดินดูจนจบแล้วออกมาเดินข้างนอกต่อ อากาศไม่ค่อยเป็นใจเท่าไหร่ ฝนตกปรอยๆ ตามปกติของลอนดอน

ผ่านตึกอะไรก็ไม่รู้ของ BBC

ผ่านมหา'ลัยชื่อดัง LSE : London School of Economics

ลอนดอนเป็นเมืองที่ดีอย่างนึงคือ สถานที่ท่องเที่ยวอยู่กันเป็นกระจุก สามารถเดินถึงกันได้ไม่ลำบาก ถ้ามีแผนที่ดีๆ ก็ไม่น่าหลงทาง หรือจะใช้ Google Map ก็ได้ แต่ระวังด้วยว่าเครือข่าย 3G นี่บริโภคแบตเตอรี่อย่างตะกละตะกรามมาก ถ้ามีแบตสำรองติดตัวไว้ด้วยก็จะดี

เดินต่อจาก LSE มาประมาณ 400 เมตร ก็จะถึง Covent Garden ซึ่งเป็นจัตุรัสขายของ มีร้านค้าทั้งในร่มและ outdoor

Cafe ใน Covent Garden

มีนักดนตรีเปิดหมวก ขายซีดีด้วย รับบริจาคด้วย

แวะกิน Paella (ข้าวผัดสเปน) รองท้อง

ตลาดขายของสดชื่อ Apple Market แต่ไปถึงเอาตอนตลาดวายแล้ว

บรรยากาศร้าน outdoor

เป้าหมายจริงๆ ของการมา Covent Garden นี่คือ การมาสักการะสถานที่สำคัญแห่งหนึ่ง

ด้านหน้าของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์

หัวมุมใกล้ๆ

ที่นี่คือ Apple Store สาขาที่ใหญ่ที่สุดในโลก

บันไดวนอันเป็นเอกลักษณ์

เต็มไปด้วยเหล่าสาวก

ราคาสินค้าในร้านก็ไม่ต่างจากในหน้าเว็บ Apple Store UK ก็คือแพงกว่าเมืองไทยเกือบทุกอย่างน่ะเอง ถ้าอยากจะซื้อสินค้า Apple ซื้อบ้านเราถูกกว่า ยกเว้นจะอยากซื้อของที่ไม่มีขายในบ้านเรา อย่างพวก AppleTV อะไรงี้ แต่ก็ทำใจกับราคาหน่อย

ต่อจากนั้นก็ไม่มีอะไรมาก เดินเล่น ถ่ายรูป แล้วหาของกินถูกๆ

บรรยากาศหลังฝนเพิ่งหยุดตก

Royal Opera House

ร้าน The Cult Entertainment Megastore ขายของคัลท์ทั้งหลาย เดินผ่านแล้วคิดถึง @rerngrit ก่อนเป็นคนแรก

ตรงนี้เป็นแยกที่ถนน 7 สายมาตัดกัน โรงละครด้านหลังเล่นเรื่อง Chicago

ร้านขายหนังสือ เกาะกระแสนัดชิง UCL ระหว่างแมนยูกับบาร์เซโลนา

มาลงเอยเอาที่ร้านจีนแถว Soho ชื่อ Cafe de Hong Kong

ค่าเสียหายสองคน 16.70 ปอนด์

เดินผ่านร้านอาหารจีน ที่หน้าร้านมีโฆษณาภาษาไทยด้วย

แท็กซี่ลอนดอน อย่าเผลอขึ้นเชียว แพงมาก (ถ้าเมืองอื่นราคาจะถูกกว่า ขึ้น 2-3 คน ก็พอคุ้มอยู่)

วงเวียน Piccadilly Circus มีสัญลักษณ์เด่นเป็นกามเทพแผลงศร

มีนักแสดงเปิดหมวก

Lillywhites ร้านขายอุปกรณ์กีฬาชื่อดัง ไปถึงก็ปิดเสียแล้ว ไม่ได้เดิน

ทางลง tube สถานี Piccadilly Circus

นั่ง tube กลับที่พัก เตรียมตัววันต่อไป

Trip 2011 – part 5

บันทึกการเที่ยวอังกฤษต่อจากตอนที่แล้ว

หลังจากออกจากลิเวอร์พูล เมืองต่อไปที่จะไปคือนอริช การเดินทางก็เป็นรถไฟเหมือนเดิม โดยนั่งรถไฟจากลิเวอร์พูลกลับลงมาที่ลอนดอน, นั่ง tube จาก สถานี Euston ไปสถานี Liverpool Street แล้วต่อรถไฟไปนอริช (ตอนแรกอาจจะงงๆ เล็กน้อยเพราะชื่อสถานีว่า Liverpool street แต่ดันอยู่ในลอนดอน)

สถานี London Liverpool Street

เมืองนอริช (Norwich) อยู่ในแคว้น Norfolk ตั้งอยู่ทางตะวันออกของเกาะอังกฤษ ถือเป็นเมืองใหญ่ในภูมิภาคแถบนั้น ในนิยาย Never Let Me Go ของ Kazuo Ishiguro กล่าวถึง Norfolk ไว้ว่า

Norfolk was England’s “lost corner,” where all the lost property found in the country ended up.

ซึ่งถ้าใครได้อ่านนิยายหรือดูหนัง ก็อาจจะมีอารมณ์ร่วมนิดนึง แต่ที่ไปคราวนี้ไม่ได้ไปแถบที่ติดชายทะเลอย่างในหนัง แต่ไปเดินเที่ยวในตัวเมืองเสียเป็นส่วนใหญ่ วึ่งเป้าหมายแรกก็คือสนาม Carrow Road ของสโมสร Norwich City FC ที่เพิ่งจะได้เลื่อนชั้นขึ้นมาอยู่พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลหน้า

ป้ายบอกทางชัดเจน โดยสนามจะอยู่บนถนน Carrow Road

มาถึงสนามแล้ว

Norwich City FC หรือที่บ้านเราเรียกกันว่าทีมเจ้านกขมิ้นเหลืองอ่อน เคยเล่นอยู่ในลีกสูงสุดของอังกฤษเมื่อสมัยนานมาแล้ว (ถ้าจำไม่ผิดก็เป็นยุค ย.โย่ง เอกชัย นพจินดา ยังพากษ์บอลอยู่) จนมาถึงยุคตกต่ำเมื่อสักสิบปีที่แล้ว ต้องตกชั้นไปอยู่ลีกรองลงมา กระทั่งฤดูกาลล่าสุด สามารถจบที่อันดับสองของลีกแชมเปี้ยนชิพ ทำให้ได้โควตากลับขึ้นมาเล่นพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง

เนื่องจากเป็นสโมสรเล็กๆ ทำให้ไม่มีทัวร์สนามหรือพิพิธภัณฑ์เหมือนสโมสรใหญ่ หลังจากสอบถามทางเจ้าหน้าที่ดู เค้าบอกว่าในเมื่อไม่มีทัวร์สนาม ก็อนุญาตให้เดินเข้าไปดูได้เลย

วิวในสนาม เก้าอี้สีเหลือง-เขียว

ความจุสนามประมาณ 27,000 ที่นั่ง

ร้านขายของที่ระลึกเล็กๆ ไม่ใหญ่เท่าสโมสรดัง

สัญลักษณ์สโมสรบนรั้ว

จบทัวร์สนามบอลแล้วก็กลับเข้าเมืองเพื่อไปทำธุระอื่นต่อ

เจอโฆษณาชวนดื่มนม

ธุระที่ว่าคือ เอา Adapter iPad ไปเปลี่ยน เพราะก่อนออกมาจากเมืองไทย สอบถามที่ร้านเมืองไทยแล้วว่า ถ้าจะเปลี่ยนก็ต้องส่งไปสิงคโปร์ รอตัวใหม่ 2 อาทิตย์ถึงจะมาส่ง ซึ่งก็ไม่ทันกับเวลามาเที่ยว ดังนั้น เอามาเข้าร้าน Apple Store แล้วเปลี่ยนตัวใหม่ได้ของเลยจะง่ายกว่า

iPad 2 ขนาดยักษ์ หน้าร้าน Apple Store

ทดสอบอาการที่ Genius Bar

พนักงาน Apple คุยรู้เรื่องดี หลังจากทดสอบแน่ชัดว่า Adapter เสีย ก็เปลี่ยนตัวใหม่ให้เลย รวมเวลาแล้วไม่เกินครึ่ง ชม. (เสียเวลาทดสอบซะนาน) ออกจาก Apple Store มาก็เดินเที่ยวไปเรื่อย ก่อนจะหาที่กินมื้อเย็น

ตึก Forum สวยดี ข้างในมีห้องสมุด

โบสถ์เก่า กับตู้โทรศัพท์สีแดงแบบอังกฤษ

ติดกับโบสถ์เป็นร้านขายเบียร์ซะงั้น

ฝากท้องมื้อเย็นที่ร้าน Belgian Monk เฟรนข์ฟรายอร่อย จิ้มกับมายองเนสรสอ่อนๆ เข้ากันดีมาก

อันนี้ถ้าจำไม่ผิด น่าจะเป็นเนื้อกวาง

หอยแมลงภู่ซอสไวน์ขาว อร่อยมาก ซดน้ำจนหมดหม้อ

อันนี้จำไม่ได้เหมือนกันว่าไส้กรอกเนื้ออะไร แต่อร่อย

สรุปว่า Belgian Monk นี่อร่อย ใครมาแถวนี้ไปกินได้เลย แนะนำ

กินเสร็จเดินต่อมาแถว Elm Hill เป็นถนนเก่าๆ เดินเข้าไปแล้วเหมือนได้ย้อนยุค มีร้านขายของน่ารักๆ อยู่เยอะเหมือนกัน

บรรยากาศแถว Elm Hill

เห็นหมีเต็มร้าน

ทะลุ Elm Hill ก็เดินเล่นต่อไปเรื่อย เพราะยังมีแรงเหลือและยังไม่มืด

Norwich Playhouse มีแสดงละครเป็นประจำ

The Bicycle Shop (สังเกตจักรยานบนชั้นสอง) ไม่ใช่ร้านขายจักรยาน แต่เป็น Cafe บรยากาศน่ารักดี มีทั้งกาแฟและเครื่องดื่มมึนเมาขาย

อันนี้ขำๆ ดี

เดินเที่ยวจนกระทั่งเริ่มมืด ก็กลับไปพักผ่อน วันรุ่งขึ้นต้องไปเมืองอื่นต่ออีก

Trip 2011 – part 4

ไปเที่ยวอังกฤษต่อจากตอนก่อนหน้านี้

เริ่มตอนเช้าด้วยอาหารเช้าจาก hostel รวมอยู่ในค่าที่พักแล้ว สำหรับ hostel ที่มีบริการอาหารเช้า มักจะมีเมนูเหมือนๆ กันคือ ซีเรียล นม ขนมปัง กาแฟ โยเกิร์ต กินได้ไม่อั้นจนกว่าจะหมดช่วงอาหารเช้า

อาหารเช้า รวมในค่าที่พักแล้ว

โปรแกรมช่วงเช้าคือ ไปเยือนสนาม Anfield เป็นที่พลาดไม่ได้สำหรับแฟนหงส์อยู่แล้ว วิธีการเดินทางก็ไปขึ้นรถบัสที่ท่ารถกลางเมือง แล้วนั่งออกนอกเมืองไปประมาณ 10 นาทีก็ถึง

เดินไปขึ้นรถเมล์ ผ่านสถานีรถไฟที่มาลงเมื่อวานด้วย

รถจอดหน้าสนามเลย

ทางเข้าทั้งทัวร์ชมพิพิธภัณฑ์ และร้านขายของที่ระลึก

รูปปั้น Bill Shankly ยอดกุนซือในอดีต

จุดขายตั๋วปิด ฤดูกาลนี้ไม่มีเตะที่สนามนี้แล้ว เพราะนัดสุดท้ายที่เหลือลิเวอร์พูลจะออกไปเยือนแอสตันวิลลา

สื่อเสื้อแดง

ช่วงนี้กำลังโปรโมทชุดแข่งใหม่ สวยดี แต่ไม่ได้ซื้อมา

วันที่ไปเที่ยวนั้น ไม่มีทัวร์สนาม เพราะว่า Standard Charter ที่เป็นสปอนเซอร์ของสโมสร เหมาสนามไปจัดกิจกรรมอะไรสักอย่าง ทำให้ได้เข้าแค่พิพิธภัณฑ์อย่างเดียว T_T

ทางเข้าพิพิธภัณฑ์

ด้านในก็จะเป็นประวัติสโมสร ตำนานนักเตะ/ผู้จัดการทีมในยุครุ่งเรือง แล้วก็มีถ้วยรางวัลต่างๆ ที่เคยได้มา หรือถ้าใครอยากจะถ่ายรูปคู่กับถ้วย UEFA Champions League ก็ได้ มีถ้วยกับฉากให้ถ่าย มีพนักงานทำ photoshop ให้ แต่เสียเงิน มีห้องนึงสำหรับฉายสารคดีเส้นทางสู่ Istanbul ปี 2005 ให้ดูด้วย

ถ้วย FA Cup ปีไหนก็ไม่รู้

การกลับมาอีกครั้งของ Kenny Dalglish

เดินออกมาจากพิพิธภัณฑ์ เลี้ยวไปหน่อยนึงจะเจอร้านอาหารของสโมสร ด้านหน้าจะมีรอยสตั๊ดของนักเตะติดผนังประดับไว้ อารมณ์คงคล้ายๆ พวกดาราประทับรอยมือลงบนปูน

รอยสตั๊ดของตำนานหงส์คนถัดไป

ด้านหน้าสนามแบบเต็มๆ

สภาพตึกข้างสนาม ดูโทรมๆ น่ากลัวอยู่เหมือนกัน

ร้านของกินตรงข้ามสนาม

บ้านเรือนแถวสนาม ดูเก่าๆ ถ้าเดินตามถนนนี้ไปเรื่อยๆ แล้วเลี้ยวขวาก็จะเจอ Goodison Park (ไม่ได้ไป)

จบแล้วก็แวะซื้อของกินจากร้านแถวนั้น นั่งรถเมล์สายเดิมกลับเข้าเมือง

นั่งพักกินข้าวในสวน St.John's Garden

เส้นหมี่ผัดเนื้อ ซื้อมาจากร้านจีน

กินข้าวเสร็จแล้วก็เที่ยวต่อ จาก St.John’s Garden ที่แวะกินข้าว เดินต่อไปนิดเดียวก็ถึง Walker Art Gallery เป็นพิพิธภัณฑ์เข้าฟรีอีกเช่นเคย

ด้านหน้าของ Walker Art Gallery

งานศิลปะด้านใน

ของที่ระลึก ราคาตามป้าย

พิพิธภัณฑ์ในอังกฤษนี่ถึงแม้ว่าจะไม่เก็บเงิน แต่ก็จะมีตู้บริจาคตั้งอยู่ พร้อมราคาที่แนะนำว่า อยากได้บริจาคสักเท่าไหร่ ใครจะบริจาคหรือไม่ก็ได้ ถ้าคิดว่าอยากสนับสนุนการดำเนินงานของพิพิธภัณฑ์ ค่าไฟ ค่าพนักงาน ค่าแผนที่แจกฟรี ก็บริจาคได้ตามศรัทธา

ออกจาก Walker Art Gallery เดินไปทาง city centre จะผ่าน St.George’s Hall เป็นอาคารใหญ่ หน้าตาสวยงามดี

St.George's Hall

ย่านช้อปปิ้งเมืองบ้านนอก แต่ก็ยังมี Apple Store

สาขานี้ไม่ต้องต่อคิว

เดินตัดผ่านย่านช้อปปิ้งไปจนถึงท่าเรือ ก็จะถึง Albert Dock แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของ UNESCO เสียด้วย ในกลุ่มอาคารตรงนี้ก็มีทั้งพิพิธภัณฑ์และอู่ต่อเรือเก่า มีจุดถ่ายรูปสวยๆ ถ้าอากาศดี เสียดายที่ว่าวันที่ไปนั่นฝนตกปรอยๆ ถ่ายอะไรก็ออกมาไม่สวย

อู่ต่อเรือ

พิพิธภัณฑ์การเดินเรือ

รูปปั้น Billy Fury อดีตนักร้องดัง

อาคารที่อยู่อีกด้านหนึ่ง

นอกจาก Merseyside Maritime Museum แล้วยังมี พิพิธภัณฑ์ The Beatles กับหอศิลป์ Tate Liverpool ที่อยู่ในโซนเดียวกันนี้ด้วย แต่ไม่ได้ดูสักที่เพราะเวลาไม่เป็นใจ ต้องรีบไปเช็คเอาท์ออกจากที่พัก เพื่อขึ้นรถไฟเพื่อไปเมืองอื่นต่อ

Trip 2011 – part 3

เที่ยวอังกฤษกันต่อจากตอนที่แล้ว – part 1, part 2

โปรแกรมวันนี้เป็นการออกจากลอนดอนแล้วขึ้นเหนือ เป้าหมายอยู่ที่เมืองลิเวอร์พูล การเดินทางก็ต้องไปขึ้นรถไฟที่สถานี London Euston

สถานี London Euston

ระบบรถไฟในอังกฤษจะดำเนินงานโดยเอกชนหลายราย รถของแต่ละเจ้าก็จะไม่เหมือนกัน บางเจ้าก็หรู นั่งสบาย บางเจ้าก็เก่าๆ หน่อย ควรจะวางแผนการเดินทางก่อนล่วงหน้า เพราะถ้าซื้อตั๋วแบบ Advance (ตั๋วล่วงหน้า เปลี่ยนวันเดินทางไม่ได้) จะถูกกว่าตั๋วแบบ Anytime (เดินทางเมื่อไหร่ก็ได้) อยู่เยอะมาก และตั๋ว Advance มักจะหมดเร็ว ทำให้ถ้ามาซื้อเอาทีหลัง ค่าตั๋วอาจจะแพงกว่ากันหลายเท่าตัว

และการเดินทางไปลิเวอร์พูลครั้งนี้ จองตั๋วล่วงหน้า 6 สัปดาห์ ปรากฏว่า ตั๋ว Advance เต็ม! เนื่องจากวันนั้นเป็นวันที่ Totenham Hotspurs สโมสรจากลอนดอน ไปเยือนถิ่นลิเวอร์พูล ทำให้แฟนบอลมากวาดตั๋วล่วงหน้าไปหมดแล้ว

ทางออกที่ไม่ต้องจ่ายแพง คือนั่งรถไฟหวานเย็น แทนที่จะนั่งจากลอนดอนไปลิเวอร์พูลเลย ใช้เวลา 2 ชั่วโมง ก็นั่งรถไฟสายอื่น ที่วิ่งไปทางอื่น และแวะหลายสถานีกว่า (แต่สุดท้ายก็ไปถึงลิเวอร์พูลได้) ใช้เวลาเกือบ 5 ชม. แต่ก็ช่วยประหยัดไปได้หลายพันบาท

ของกินที่เตรียมไปกินระหว่างทาง

ผ่านสถานี Coventry

แวะรอเปลี่ยนรถไฟที่ Birmingham เจอแฟนลิเวอร์พูลด้วย

ในที่สุดก็มาถึง Liverpool Lime Street Station

บรรยากาศภายในสถานี

สำหรับแฟนบอลแล้ว บรรยากาศของวันที่มีบอลเตะนี่มันเยี่ยมจริงๆ ในสถานีมีแฟนบอลเจ้าบ้านใส่เสื้อทีมเดินกันขวักไขว่ ส่วนพวกที่มากันเป็นกลุ่ม ใส่เสื้อขาวๆ เรียบๆ จะเดาได้ว่าเป็นแฟนบอลทีมเยือน (สังเกตดีๆ พวกนี้จะมีพวก มีผ้าพันคอ หรือ prop เล็กๆ ที่ไม่เด่นมาก แต่บ่งบอกว่าเชียร์ทีมอะไร)

ออกจากสถานีก็รีบไปเช็คอินที่พักที่จองไว้ ซึ่งไม่ไกลจากสถานีรถไฟ เดินเอาก็ได้ แต่สภาพอากาศของลิเวอร์พูลค่อนข้างโหดร้ายเมื่อเทียบกับลอนดอน เพราะเป็นเมืองที่อยู่ทางเหนือและติดทะเล ทำให้อากาศค่อนข้างชื้นแฉะ ฝนตก ลมแรง หนาวกว่าลอนดอน

ระหว่างทางเจอผับ มีโฆษณาบอกว่าวันนี้ John Aldridge ตำนานหงส์จะมาที่ร้านด้วย

หลังจากเช็คอินเรียบร้อยแล้ว สอบถามจากพนักงานที่ hostel ได้ความว่า ถ้าจะไปนั่งผับที่มีบอลให้ดู ให้ไปดูที่ผับใกล้ๆ

ภายในผับ ทำเลดี มีทีวีจอใหญ่

ผับของอังกฤษจะแตกต่างจากผับในบ้านเรา โดยคำว่า Pub นั้นย่อมาจาก Public House จะออกไปในลักษณะของร้านที่คนในละแวกนั้นออกมานั่งกันมากกว่าจะเป็นที่สังสรรค์ฟังเพลงอย่างในบ้านเรา มีเสิร์ฟทั้งอาหารและเครื่องดื่ม ถ้าจะสั่งเครื่องดื่มต้องไปต่อคิวรอเองตรงบาร์

ระหว่างที่นั่งจิบเบียร์ รอบอลเตะ เห็นวัยรุ่นกลุ่มหนึ่ง 3-4 คน ใส่เสื้อลิเวอร์พูล รีบกินเบียร์ กินข้าวจนหมด แล้วก็ออกจากร้านไปก่อนบอลเตะ ก็สงสัยว่าทำไม จนกระทั่งบอลเตะ และทีวีในร้านถ่ายทอดคู่ Arsenal ไม่ใช่ Liverpool ถึงได้สงสัย เดินไปถามพนักงาน ได้คำตอบว่า ไม่มีลิขสิทธิ์ถ่ายทอดคู่นั้น ก็เลยต้องรีบซดเบียร์ให้หมดแล้วออกไปหาผับอื่นดู

ออกมาตามหาผับอื่น ท่ามกลางสายฝนปรอยๆ

เดินตามลายแทงที่ hostel ให้มา โชคดีที่ทาง hostel แนะนำผับมาให้หลายที่หน่อย จนมาเจอร้านที่ถ่ายทอดคู่ลิเวอร์พูล

ชื่อผับ The Pilgrim คนเยอะแบบนี้ไม่ผิดแน่

สั่งเบียร์จากบาร์ แล้วต้องยืนกินเพราะไม่มีที่นั่ง

แฟนหงส์เต็มร้าน

บรรยากาศการเชียร์บอลในผับอังกฤษ นับเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ เพราะเกือบทุกคนในร้านพุ่งความสนใจไปที่บอลที่กำลังเตะ และเชียร์ทีมเดียวกันหมดทั้งร้าน ตอนที่มีจังหวะฟาล์ว หรือจังหวะหวาดเสียว จะได้ยินเสียงฮือฮาตลอด แต่เสียดายที่ผลการแข่งขันออกมาไม่เป็นใจ ลิเวอร์พูลแพ้สเปอรส์คาบ้าน โอกาสไปบอลยุโรปหมดสิ้น ทำเอาบรรยากาศหงอยๆ ไปพอควร

ลองคุยกับคนท้องถิ่น (สำเนียงสเกาเซอร์ ฟังยากมาก!) เค้าบอกว่าไม่เป็นไร ฤดูกาลถัดไปจะได้โฟกัสกับบอลในประเทศให้เต็มที่ จำนวนนัดที่ลงเตะน้อยกว่า นักบอลจะได้ไม่ล้า ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นแค่การปลอบใจตัวเองหรือเปล่า

บรรยากาศหงอยๆ นอกร้านหลังบอลจบ

ปกติอยู่เมืองไทยบอลจบก็ดึกแล้ว กลับบ้านได้เลย แต่ลืมไปว่าที่อังกฤษ เวลามันช้ากว่าบ้านเรา ดังนั้นออกจากผับมาแล้วยังสว่างอยู่เลย มีเวลาเดินเที่ยวต่ออีก

ลิเวอร์พูลเป็นเมืองเล็ก ในส่วนตัวเมืองสามารถไปถึงได้หมดในระยะเดินเท้า ทิวทัศน์ก็จะดูเหมือนเมืองบ้านนอกทั่วไปอย่างที่เราเห็นกันในหนังฝรั่ง

สภาพบ้านเรือนทั่วไป

ผนังตึกที่กำลังซ่อมมีภาพหนูของ Banksy ศิลปิน street art ชื่อดังอยู่ด้วย

ถ้าเป็นแถว City Centre ก็จะดูเจริญหน่อย

เดินมาถึงย่านที่มี Pub / Club เยอะๆ

คลับชื่อดัง The Cavern Club

ที่ดังเพราะว่าเมื่อก่อน The Beatles เคยเล่นอยู่ที่นี่

แวะซึมซับบรรยากาศกับ Kronenbourg ขวดเล็ก

ใน The Cavern Club จะเป็นคลับที่อยู่ใต้ดิน มีของที่ระลึกของ The Beatles ขาย ถ้าใครเป็นสาวกสี่เต่าทอง ก็ควรจะมาเหยียบสักครั้ง ถือว่ามาคารวะสถานที่ในตำนาน

ก่อนจะออกมาจากย่านแถวนั้นก็ผ่านหน้า Cafe Sport Bar ซึ่งเป็นร้านที่ Jamie Carragher รองกัปตันทีมลิเวอร์พูลคนปัจจุบันเป็นหุ้นส่วน

หมายเลข 23

ก่อนกลับเข้าที่พัก ก็เดินหาของกิน ซึ่งตอนนั้นร้านส่วนใหญ่ก็เริ่มทยอยปิดกัน ตามผับก็ไม่เสิร์ฟอาหารแล้ว (แต่ยังเสิร์ฟเบียร์อยู่) มาลงเอยเอาร้านฝรั่งเศสเล็กๆ ที่จำชื่อไม่ได้ แต่ราคาโอเคอยู่

พาสต้าอะไรสักอย่าง

อันนี้ก็จำไม่ได้ว่าอะไร

ซุป

ที่จำไม่ได้เพราะว่าก่อนจะมากินมื้อเย็น ก็ซัดเบียร์รวมๆ ไปแล้วประมาณ 4 pint ได้ (2.2 ลิตร) กลับถึงที่พักหลับสบาย

Trip 2011 – part 2

ต่อจากตอนที่แล้ว หลังจากออกจาก Stamford Bridge ก็เจอป้ายน่ารักๆ เข้ากับบรรยากาศ royal wedding ที่เพิ่งผ่านพ้นไป

Will & Kate

จุดท่องเที่ยวถัดไปคือ Victoria & Albert Museum เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เน้นเรื่องของ decorative arts มีของแปลกๆ หลายยุคหลายสมัย แยกให้ดูตามอารยธรรมต่างๆ เข้าฟรี (เฮ!)

ด้านหน้าของ museum

รูปปั้นมีให้ดูจนลายตา

เพอร์เซอุสตัดหัวเมดูซ่า

ห้องหนังสือ

ไม้กางเขนมากมายหลายแบบ

ด้านในของตัวอาคารจะมีเวิ้งสี่เหลี่ยม มีสระน้ำ สนามหญ้า ให้คนมานั่งพักเหนื่อย ซื้อของกินจาก cafe มานั่งกินกันได้ เนื่องจากไม่เสียค่าเข้า ดังนั้นของกินใน cafe ก็ออกจะแพงอยู่สักหน่อย ถ้าซื้อแซนด์วิชจาก M&S ติดมากินเองก็จะประหยัดไปได้เยอะ

สระน้ำ และจุดพักผ่อน

ถัดจาก Victoria & Albert Museum จะมีอีกสองพิพิธภัณฑ์ที่อยู่ใกล้ๆ เดินข้ามถนนก็ถึง ก็คือ Science Museum และ Natural History Museum เนื่องจากว่าเวลาไม่เอื้ออำนวย ทำให้เลือกไปได้แค่ Natural History Museum ที่เดียว (อดไปดูเครื่อง ENIAC ใน Science Museum เลย)

นอกเรื่องสักเล็กน้อย ข้อควรรู้เกี่ยวกับของกินในอังกฤษ

  • น้ำประปาดื่มได้ ควรพกขวดน้ำไปเอง กรอกให้เต็มตั้งแต่ก่อนออกจากที่พัก ถ้าซื้อตามร้าน ราคาขวดละ 1 ปอนด์ขึ้นไป ซื้อไม่ลง
  • ร้าน Mini Mart มีหลายยี่ห้อ (Tesco, M&S, WHSmith ฯลฯ) แต่ละยี่ห้อราคาของก็จะไม่เท่ากัน
  • สหายที่อังกฤษบอกว่า อาหารสำเร็จรูปของ M&S มักจะอร่อยกว่ายี่ห้ออื่น
  • ไม่เห็นมีเบียร์กระป๋องเล็กขาย มีแต่แบบขวดกับแบบกระป๋องยาว (ขนาดเท่า Heineken กระป๋องยาวที่ขายบ้านเรา) ราคาตกประมาณกระป๋องละ 2 ปอนด์ แล้วแต่ยี่ห้อและปริมาณแอลกอฮอลล์ ซึ่งถือว่าถูกมากเมื่อเทียบกับค่าครองชีพ
  • ร้านอาหารทั่วไป ถ้าซื้อมากินนอกร้านจะราคาถูกกว่านั่งกินที่ร้านพอสมควร

กลับมาต่อที่ Natural History Museum ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับธรรมชาติ กำเนิดสัตว์โลก วิวัฒนาการ อะไรพวกนั้น เข้าฟรีเช่นกัน เป็นข้อดีมากๆ สำหรับพิพิธภัณฑ์ในประเทศนี้ เพราะเกือบทั้งหมดเข้าฟรี (ยกเว้นโซนนิทรรศการซึ่งจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ)

ตัวอาคารให้อารมณ์เก่าๆ หน่อย

มีโครงกระดูกไดโนเสาร์ยืนเด่นอยู่กลางโถง

โถงกลางจะให้อารมณ์ขลังๆ ประมาณในหนัง Harry Potter (จริงๆ หนังเค้าถ่ายที่ Oxford นะ)

พิพิธภัณฑ์นี้เด็กเยอะมาก เข้าใจว่าเพราะเนื้อหาที่จัดแสดง ค่อนข้างเหมาะกับเด็กด้วย มีทั้งโซนไดโนเสาร์ และโซนวิวัฒนาการ มีโครงกระดูก มีหุ่นสตัฟฟ์ขนาดเท่าของจริง และการจัดแสดงค่อนข้าง interactive มาก ไม่น่าเบ่ือ

โคตรปลาวาฬ สังเกตตัวที่มีเขา นั่นคือ (Natty) Narwhal น่ะเอง

โซน Earth แสดงว่าโลกประกอบขึ้นจากอะไรบ้าง

พิพิธภัณฑ์ปิดตอนเกือบๆ หกโมง ออกมาแล้วฟ้ายังสว่างจ้า (ช่วง พ.ค.นี่กว่าจะมืดก็หลังสามทุ่ม) ก็หาจุดชมวิวไปเรื่อยๆ โดยนั่งรถไปเริ่มที่สถานี Victoria

โรงละคร Victoria Palace แสดงเรื่อง Billy Elliot

สถาปัตยกรรมแบบ Byzantine ที่ Westminster Cathedral

Westminster Abbey ที่จัดงาน Royal Wedding

เดินทะลุ เข้าไปดูด้านหลังได้ฟรี

ตอนที่ไปเดินเป็นช่วงเย็นแล้ว โบสถ์ปิดแล้ว ก็เลยไม่ได้เข้าไปดู (ต่อให้ยังไม่ปิดก็ไม่แน่ว่าจะดู เพราะค่าเข้าก็แพงอยู่เหมือนกัน) เดินมาทางแม่น้ำเทมส์อีกหน่อยนึงก็จะเห็น landmark สำคัญของลอนดอน นั่นคืออาคารรัฐสภา กับหอนาฬิกา Big Ben

อาคารรัฐสภา

มีรูปปั้น Oliver Cromwell บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์อังกฤษ

ฝั่งตรงข้ามมีคนตั้งเต็นท์ประท้วงเรื่องการส่งทหารไปอัฟกานิสถาน

Big Ben ตั้งอยู่ติดกันเลย

มุมจากสะพาน Westminster Bridge เห็นทั้ง parliament และ big ben

เตรียมระเบิดรัฐสภา

ข้าม Westminster Bridge มาอีกฝั่งหนึ่ง ก็จะเจอ London Eye ซึ่งถ้าไม่จองคิวไว้ก่อน ก็ต้องไปต่อคิวยาวมาก ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็แค่ชิงช้าสวรรค์แหละนะ เสียดายเงินด้วย ก็เลยไม่ได้ขึ้น (ค่าขึ้นประมาณ 19 ปอนด์)

London Eye

บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเทมส์ด้านนี้เรียกว่า Southbank จริงๆ แล้วก็เป็นบริเวณที่บรรยากาศดี น่าเดิน แต่เนื่องจากว่าเริ่มจะมืดแล้ว ก็เลยเดินไปขึ้นอีกสะพานนึง กลับมาฝั่งเดิม

วิวจากแม่น้ำเทมส์ London Eye อยู่ซ้าย Big Ben อยู่ขวา

เดินไปเรื่อยๆ จนถึง Trafalgar Sqaure เป็นจัตุรัสที่เรียกว่าเป็นใจกลางเมืองของลอนดอนเลยก็ว่าได้ วันที่ไปวันนั้นเป็นวันที่มีเตะ FA Cup รอบชิงชนะเลิศระหว่าง แมนยู กับแมนซิตี้ ก็เลยเห็นกองเชียร์เดินกันขวักไขว่ในเมือง

แฟนบอลแมนซิตี้กำลังเขม่นตากล้องที่ใส่เสื้อลิเวอร์พูล

มื้อเย็นวันนี้มีเป้าหมายที่ China Town ซึ่งก็ต้องเดินต่อไปอีก

โรงหนัง Odeon กำลังฉายเรื่อง Thor

โรง Prince Charles Cinema ฉายหนังเก่าของ David Fincher สองเรื่องควบ

ในที่สุดก็มาถึง China Town

เดินวนอยู่พักใหญ่ เจอร้านคิวยาวบ้าง แพงบ้าง จนสุดท้ายมาจบที่ร้านอาหารญี่ปุ่น ชื่อ Taro

ข้าวหน้าไก่ทอดพริก อะไรสักอย่าง

อันนี้ราเมงอะไรก็ไม่รู้ จำไม่ได้

เนื่องจากไม่ได้หาข้อมูลมาก่อน เห็นราคาพอจะโอเคหน่อย คนไม่เยอะมาก ก็เลยเข้าไปลอง สรุปว่ารสชาติค่อนข้างธรรมดา ไม่ค่อยคุ้มเงินเท่าไหร่ ทีหลังควรจะทำการบ้านมาให้มากกว่านี้

อิ่มท้องแล้วสมควรแก่เวลากลับ ก็เดินไปขึ้นรถเมล์แถว Soho ผ่านจุดน่าสนใจนิดหน่อย

Ladbrokes ร้านพนันถูกกฎหมาย

Queens Theatre แสดงเรื่อง Les Miserables

Sex Shop เปิดขายได้อย่างถูกกฎหมาย (แต่ไม่ได้แวะนะ)

นั่งรถเมล์กลับถึงที่พักเป็นอันหมดวัน

(ต่อตอนสามนะ)

 

Trip 2011 – part 1

ช่วงเดือน พ.ค. ได้มีโอกาสไปเที่ยวอังกฤษมาพักนึง ดองไว้นานละ ได้เวลาเขียนสักที

สำหรับคนไทย การเดินทางไปอังกฤษ ขั้นตอนแรกคือต้องมีวีซ่าอังกฤษ (หรือเรียกให้ถูกคือวีซ่าสหาชอาณาจักร)​ เสียก่อน ขั้นตอนการขอวีซ่าท่องเที่ยวคร่าวๆ คือ

  • ยื่นคำร้องออนไลน์ ที่นี่
  • เตรียมเอกสารให้ครบ แล้วเอาไปยื่นตามวันที่นัดไว้
  • หลักฐานทั่วๆ ไปก็มี passport, รูปถ่าย, ใบจองตั๋วเครื่องบิน, หลักฐานการจองที่พัก, bank statement ย้อนหลัง 6 เดือน ถ้าเป็นพนักงานออฟฟิศก็ต้องมีหนังสือรับรองเงินเดือน จากบริษัทด้วย
  • จ่ายเงินค่าวีซ่า 3,952 บาท (อ้างอิง)
  • รอไม่เกิน 15 วันทำการ

แบบละเอียดๆ หน่อยอ่านที่ blog ของ @kengggg

สนามบินหลักของอังกฤษคือ London Heathrow (ตัวย่อ LHR) ถ้าเราเดินทางจากเมืองไทยก็จะมีหลายสายการบินให้เลือก ราคา/คุณภาพ ก็ต่างกันออกไป ให้เลือกกันตามทุนทรัพย์และเวลา ผมเลือกไป EVA Air ตอนมีโปรโมชั่นพอดี บินตรงถึง LHR เลย

ช่วงเตรียมตัวนี่ก็มีเรื่องต้องทำเยอะ เพราะไปหลายเมือง พักหลายที่ ต้องจองที่พัก จองตั๋วรถไฟเยอะ

  • ที่พักระดับ hostel ราคาถูกหาได้จาก hostelworld.com, booking.com
  • ถ้าไปตามเมืองใหญ่ๆ ลองดูที่พักของเครือ easyHotel กับ Travelodge จะห้องค่อนข้างดี และราคาโอเค
  • ที่พัก ยิ่งจองล่วงหน้ายิ่งถูก เที่ยวเดือนพ.ค. จองตั้งแต่เดือนก.พ. ยังมีหลายที่เต็มแล้ว
  • การเดินทางระหว่างเมืองใช้รถไฟ เข้าไปวางแผนล่วงหน้าได้ที่เว็บของ National Rail ยิ่งจองเร็วยิ่งถูก (ตั๋วจองล่วงหน้าอาจจะถูกกว่าซื้อที่สถานีเลยเป็น 10 เท่าก็ได้)

เตรียมตัวทุกอย่างเสร็จสิ้น ออกเดินทางจากสุวรรณภูมิ 12:50 บนเครื่องของ EVA มีจอส่วนตัวให้ดู มีหนังให้เลือกพอสมควรทั้งไทยเทศ (มีกวนมึนโฮ กับอินทรีแดงให้ดูด้วย) ถ้าเป็นหนังพูดอังกฤษจะมีซับจีนให้ ถ้าหนังพูดภาษาอื่นจะมีซับจีนกับอังกฤษ (เหมาะกับคนที่ยังฟังภาษาอังกฤษไม่คล่อง) แต่จอภาพบนเครื่องบินนี่น่าจะเป็นเทคโนโลยีเมื่อสักสิบปีที่แล้ว คนที่อยู่กับโทรศัพท์จอ AMOLED หรือกระทั่ง SLCD เห็นแล้วคงเครียดกันหมด ระบบ touchscreen ก็เรียกได้ว่าแย่กว่าจอ resistive บนมือถือถูกๆ เสียอีก

ใช้เวลาประมาณ 12.5 ชั่วโมงก็ถึง LHR ถ้านั่งเครื่องของ EVA จะมาลงที่ Terminal 3 ซึ่งขนาดกำลังดี ไม่สับสน ออกมาปุ๊บเจอตู้ขายซิมมือถืออัตโนมัติ มีให้เลือกหลากหลายมาก มีทั้งสำหรับคนเน้นโทรในประเทศ เน้นโทรต่างประเทศ หรือเน้น data ก็มี เสียบบัตรเครดิตที่ตู้แล้วกดซื้อได้ทันที

ซิม 3G ของเครือข่าย 3

ที่ซื้อมาใช้เป็น SIM 3G ของ 3 ใช้ได้ 1GB ใน 1 เดือน ราคา 15 ปอนด์ โทรออกไม่ได้ ส่ง sms ไม่ได้ เวลาติดต่อกับเพื่อนก็ใช้ Kik Messenger เอา (บางคนอาจจะใช้ Whatsapp, XMS หรือยี่ห้ออื่นก็ตามชอบใจ ส่วน BBM นี่ไม่มีข้อมูลว่าใช้ยังไง)

รถเข็นของสนามบิน

ที่ LHR Terminal 3 ด้านล่างมีสถานีรถใต้ดินของลอนดอน (เรียกกันทั่วไปว่า Tube) อยู่ด้วย สามารถไปต่อยังจุดต่างๆ ในลอนดอนได้ทั้งหมด การเดินทางโดยใช้ tube ที่สะดวกสุดก็คือซื้อบัตร Oyster ที่เป็น smartcard เติมเงินใส่ไว้ แล้วระบบจะหักเงินให้เอง สะดวกสบายและถูกกว่าซื้อเป็นครั้งๆ นอกจากนี้บัตร Oyster ยังใช้กับ public transportation อย่างอื่นเช่นรถเมล์ หรือ DLR ได้ด้วย

เส้นทางที่สายนี้ผ่าน

สำหรับผู้ใช้มือถือ Android แนะนำโปรแกรมชื่อ Pubtran London (market link) โหลดได้ฟรี สามารถใช้ค้นหาเส้นทาง คำนวณระยะเวลา สำหรับการเดินทางในลอนดอนได้ง่ายๆ มีสถานะบอกหมดว่าสายไหน delay หรือปิดซ่อม

วันแรกมาถึงลอนดอนเอาตอน 19:15 นั่ง tube ไปที่พักแถว Earl’s Court กว่าจะถึง ร้านรวงก็ปิดหมดแล้ว (ร้านค้าในอังกฤษปิดค่อนข้างเร็ว ไม่เหมือนบ้านเรา) จัดการมื้อแรกเป็นของลดราคาที่ซื้อมาจากร้าน Marks & Spencer ที่สนามบิน ก่อนเข้านอน

มื้อแรก จาก M&S

วันรุ่งขึ้น ตื่นเช้ามาเป้าหมายแรกของวันคือ Stamford Bridge การเดินทางก็นั่ง tube ตามสไตล์คนลอนดอน

Earl's Court Station

tube บางสถานีจะอยู่บนดิน แต่เค้าก็ยังเรียกว่า london underground กันอยู่

สภาพภายใน tube

tube ที่ลอนดอนจะเก่ากว่า BTS หรือ MRT บ้านเราอยู่พอสมควร วิ่งก็ไม่ค่อยนิ่มเท่าไหร่ แต่รวดเร็วและทั่วถึงมาก โดยแต่ละเส้นทางจะมีชื่อและสีกำกับเพื่อง่ายต่อการจดจำ ถ้าดูในตัวรถจะเห็นเสาที่จับ ตามสีของเส้นทางด้วย เผื่อคนขึ้นผิดชานชาลาหรือผิดคันจะได้รู้ตัว

ลอนดอนเนอร์

สังเกตว่าคนที่โน่นประมาณครึ่งนึงจะมีอะไรอ่านระหว่างอยู่บน tube ตลอด มีหนังสือพิมพ์บ้าง kindle บ้าง ถ้าคนที่ดูอายุน้อยๆ หน่อยก็มีเห็นกด smartphone บ้างเหมือนกัน แต่ยังน้อยกว่าอ่านหนังสือ

สนาม Stamford Bridge ต้องไปลงที่สถานี Fulham Broadway พอออกมาก็เห็นโฆษณาเสื้อแข่งใหม่ของเชลซี ทำให้แน่ใจว่ามาไม่ผิดสถานีแน่

ทางออกที่สถานี Fulham Broadway

ออกจากสถานีแล้วเดินต่อมาทางตะวันออกอีกหน่อยนึงก็จะถึงสนาม ส่วนถ้าใครจะไปดูรูปปั้นไมเคิล แจ็กสัน ที่สนาม Craven Cottage ของ Fulham ต้องไปทางตะวันตกอีกไกลพอสมควร

ถึงสนามแล้ว

รูปปั้น Peter Osgood ตำนานนักเตะ (ยุคไหนเหรอนั่น)

มีร้านขายของที่ระลึก Chelsea Megastore

สโมสรใหญ่ๆ ในพรีเมียร์ลีก จะมีทัวร์ชมสนามและพิพิธภัณฑ์ด้วย ค่าเข้าประมาณ 16-18 ปอนด์ต่อคน (800-900 บาท) แต่เนื่องจากไม่ได้เป็นแฟนเชลซี ก็เลยไม่ได้เข้าไปดู

มี Museum & Stadium Tour ด้วย

ถ่ายจากข้างนอกสนาม ซูมสุดได้แค่นี้แหละ

ตั๋วผีเป็นอาชญากรรม

เหนื่อยแล้ว ไว้ต่อตอนถัดไปละกัน

FARR

Tags:

I have been using Launchy for a long time. It is a very good keystroke launcher, a best tool for keyboard fanatic. However, it takes too much ram on my Win7 machine and keeps crashing constantly. After googling a while, I found FARR (Find and Run Robot), a highly configurable, full-featured keystroke launcher which brands itself as “The Ultimate Program for Keyboard Maniacs”. This one is less eye-candy than Launchy but definitely a tool for a fanatic. It sports regular expression matching with customizable scoring. Best of all, it takes only a minimal amount of ram.

Try it.

« Previous Entries Next Entries »