LiPE : เกาะสวรรค์

LIPE-1-1

เกาะหลีเป๊ะเป็นอีกที่ ที่ยังน่าเที่ยวอยู่ เพราะว่าความลำบากในการเดินทางนี่แหละที่ทำให้เกาะแห่งนี้ยังมีธรรมชาติที่ค่อนข้างดี ถ้าเทียบกับกระบี่หรือภูเก็ด

การเดินทางไปเกาะหลีเป๊ะไปได้หลายแบบ โดยมากคนกรุงเทพจะนั่งเครื่องบินไปลงที่หาดใหญ่ก่อนแล้วเดินทางต่อจากหาดใหญ่ไปยังท่าเทียบเรือปากบารา จังหวัดสตูล ถ้าเงินไม่ใช่ปัญหา ก็จองรถตู้จากสนามบินไปเลย จะง่ายและสะดวก โดยปรกติค่ารถตู้จากสนามบินหาดใหญ่ถึงปากบาราอยู่ที่หัวละ 300 บาท  ถ้าอยากประหยัด ก็ให้เดินออกมาจากสนามบิน นั่งรถสองแถวจากด้านหน้าสนามบิน ไปยังท่ารถตู้ ค่าสองแถวคนละ 30 บาท แล้วต่อรถตู้จากตรงนั้นไปปากบาราที่ราคาคนละ 100 บาท

โดยปรกติรถตู้ก็จะนำไปส่งต่อให้ผู้ให้บริการเรือ ที่เป็นค่ายเดียวกัน พอมาถึงพนักงานตรงปลายทางรถตู้ก็จะเสนอขายที่นั่งรถตู้ขากลับกับเรา ในราคาเที่ยวละ 150 บาท ซึ่งแพงกว่าขามา พร้อมบอกเหตุผลนู่นนี่ … ขอบอกว่าอย่าซื้อ เค้าหลอกกินเงินท่านแล้ว เพราะเราเจอมาเองกับตัว (ขอ fast forward ไปตอนขากลับ) เราพบว่าคนที่มาซื้อที่นั่งเอาตอนนั้น จ่ายเงินแค่ 100 บาท ไหงเราซื้อก่อน แต่จ่ายแพงกว่า  พอรู้เช่นนั้น เราเดินไปขอเงินคืนจากพนักงานนั่งโต๊ะที่บอกขายกับเราวันก่อน เค้าทำหน้าเซ็ง และก็ควักเงินในเก๊ะคืนมาคนละ 50 บาทโดยดี  นี่เป็นดอกนึงที่ทำให้เบื่อการเที่ยวเมืองไทยมากๆ ไปเมืองนอกเป็นสิบหนแทบไม่เคยโดนโกง มาเจอคนไทยด้วยกันนี่แหละโกง เสียความรู้สึกจริงๆ

LIPE-2-1 มาถึงเรื่องเรือ ก็จะมีหลายทางเลือก จะไปแบบ Speed Boat หรือ Ferry ก็ได้ เราเลือกแบบ Ferry เพราะถูกกว่า เรือยี่ห้อ Andaman Express เป็นแบบมีแอร์ แต่จะเย็นสบาย จะหนาวขั้วโลกหรือร้อนนั้นขึ้นกับที่นั่ง เพราะระบบแอร์เป็น Central Air เป่าแบบไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม ใครอยู่ตรงทางแอร์ก็ตาย คนอยู่นอกทางแอร์ก็ตายเช่นกัน ค่าเรือจะอยู่ที่หัวละ 900 บาท ไป-กลับ ก็แนะนำให้ใช้เรือนี้นะเพราะจะไม่แวะลงเกาะตะรุเตาให้เสียเงิน และเสียเวลา เกาะมันก็ไม่มีอะไรน่าสนใจเท่าไหร่

พอไปถึงปากบาราให้รีบไปหาเจ้าหน้าที่เรือและรับบัตรคิว เพราะว่าคิวขึ้นเรือเค้าจะเรียกตามเลขนี่แหละ ใครขึ้นก่อนก็ได้เลือกที่นั่งก่อน

LIPE-3-1

หลังจากหลับพับอยู่ในเรือเกือบสามชั่วโมง ก็ได้เวลาผจญภัยต่อกันแล้ว เนื่องจากเรือ Ferry มันลำใหญ่ ไม่สามารถเข้าเทียบชายหาดได้ จึงมีการสร้างโป๊ะมาเป็นสถานีกลาง ให้คนลงจากเรือใหญ่มาต่อเรือหางยาว พร้อมกับดูดเงินในกระเป๋าอีกต่อนึง ค่าเรือหางยาวจากโป๊ะสู่เกาะที่อยู่ในระยะนิดเดียวอยู่ที่ 50 บาท

ไม่รู้ว่าที่เราไปมันคือวันซวยหรืออย่างไร เราต้องรอลงเรือหางยาว ใช้เวลาไปเกือบ 1 ชั่วโมง ทำให้เห็นความห่วยแตกของการจัดการจัดคนลงเรือหางยาว สรุปง่ายๆคือใครหน้าด้านกว่า ใครวีนมากกว่า ก็จะได้ไปก่อน ส่วนคนเงียบๆต่อแถวปรกติ ก็จะได้ไปทีหลัง สมเป็นประเทศพัฒนาแล้วโดยแท้ (ประชด)

LIPE-4-1สำหรับที่พัก เราเลือกง่ายๆ ถูกๆเหมือนเดิม ก็เลยมาลงที่ บันดาหยา ที่พักราคาไม่แพง อยู่หน้าหาดพัทยาและใกล้ถนนคนเดิน เราเลือกห้องแบบ Standard Air Condition  แปลตรงๆก็คือแบบถูกที่สุด สำหรับ Facility ในห้องก็มีสบู่ แชมพู ผ้าเช็ดตัว ตู้เย็น  เซฟ น้ำเปล่า 2 ขวด ทีวี  และ Free Wifi  เรียกว่าครบมากๆ

LIPE-5
ปรกติของการเดินทางมาเที่ยวเกาะหลีเป๊ะ วันแรกและวันสุดท้ายก็จะเสียฟรีไปโดยปริยาย เนื่องจากต้องต่อทั้งเครื่องบิน รถ เรือ  ดังนั้นแผนวันแรกของเราจึงไม่มีอะไรนอกจากนอนพัก และออกไปหาของกินที่ถนนคนเดิน แต่ก่อนอื่นสิ่งที่ต้องทำอีกอย่างก็คือการ confirm คนเรือ ที่จะพาเราออกทะเลในวันรุ่งขึ้น ครั้งนี้เราจองเรือส่วนตัว ไปกันแค่สองคน เพราะจะได้อยู่ในที่ๆอยากอยู่ได้นานตามสบาย และราคาก็ไม่ได้แพงกว่าการไปแชร์เรือกับคนไม่รู้จักมากนัก ที่เล่าให้พังละเอียดนี่ก็เพราะเราเจอปัญหาใหม่ คนเรือที่เราจองเอาไว้ มากกว่าครึ่งปี ดันบอกว่าไม่สามารถเอาเรือออกได้พรุ่งนี้ เพราะเหตุผลบางอย่าง ซึ่งเราก็ เฮ้ย นี่จองมาครึ่งปีแล้วนะ ยังมาไม่ว่างได้อีกเหรอ แล้วทำไมต้องมาทำธุระวันพรุ่งนี้ ทั้งๆที่รู้ว่ามีคนจองให้ออกเรือ เรียกว่าสตั๊นกันไปหลายนาที

ปัญหาที่แย่กว่า คือลุงแกไม่ได้หาตัวตายตัวแทนไว้ให้ เลยขอเวลาแว๊บนึงโทรหาญาติแกก่อน สุดท้ายแกก็โทรกลับมา ว่าหาได้แล้ว แต่ราคาที่ตกลงกันไว้ ไม่ได้แล้วนะ (อ้าว เฮ้ย !) สตั๊นรอบสองต่ออีก เงินเตรียมมาเหมือนจะเกือบไม่พอ …  สุดท้ายเราก็โดนมันมือชก เพราะคงไม่สามารถตอบปฏิเสธคนใหม่ และนอนกลิ้งอยู่ในห้องนอนตลอดทริป แล้วจะมาหลีเป๊ะเพื่อ ? สุดท้ายก็เลยต้องเตือนเพื่อนๆก่อน ว่าถ้าจองเรือไว้ ก่อนไปสักอาทิตย์และสองสามวัน ให้โทรจิกคนเรือให้เรียบร้อย อย่านิ่งนอนใจเหมือนเรา คนไม่มีความรับผิดชอบมันก็มีอยู่มากมาย หาทางรับมือได้แต่เนิ่นๆจะดีกว่า

ปล. รูปแมวนี่คือเอามาประกอบการโม้ แต่ไม่ได้เกี่ยวอะไรเลย

LIPE-6
พอจัดการปัญหาคนเรือจบ เราก็ได้เวลาออกหาอาหาร เดินออกมาหน้าที่พักก็เจอร่มสีรุ้ง ซึ่งคุ้นๆเหมือนว่าจะอยู่มาหลายปีแล้ว

LIPE-7ร้านอาหารส่วนมากก็เริ่มมาตั้งโต๊ะรอลูกค้ากันแล้ว ส่วนเราเจอหมาแมวอะไรก็ชอบถ่ายไปเรื่อยแหละ
LIPE-8พวกเรือเล็กต่างๆก็เริ่มกลับเข้าฝั่ง
LIPE-9บรรยากาศถนนคนเดินตอนยังไม่มืด ยังว่างๆอยู่ คนส่วนใหญ่จะเริ่มมาตอนค่ำแล้ว เนื่องจากภารกิจของเราคือสำรวจของกิน รอบนี้จึงเป็นการดูราคาซะมากกว่า ของกินบนเกาะนี้ ถ้ากินแบบดีๆหน่อยจะราคาเท่ากับหรือแพงกว่ากินบุฟเฟ่ต์โรงแรมในกรุงเทพเสียอีก ทำให้เราต้องสำรวจร้านอาหารตั้งแต่ต้นซอย ยันท้ายซอย เพื่อสรรหาของกินที่ดูแล้วคุ้มค่าเงินมากที่สุด

LIPE-10

ของแปลกใหม่สำหรับที่นี่คือร้าน 7-11 ที่ไม่เคยคิดว่าจะมี แต่ก็ไม่ได้มาขายตัดราคากับร้านท้องถิ่น (แน่ละ ถ้าขายถูกกว่าคงโดนชาวบ้านถล่มยับไปแล้ว) พอเรากดถ่ายรูปนี้แหละ ฝรั่งขี้เมาคนนึง ที่นั่งอยู่ตรงนั้นพอดีก็ถามขึ้นมาว่า เฮ้ย ยูถ่ายรูป 7-11 เนี่ยนะ ???? เราเลยตอบกลับไปว่า เออใช่ ก็มันแปลกนี่หว่า … ฝรั่งมันก็ขำ แล้วก็โบกมือให้เราไปเหอะๆ แบบว่ากรูไม่เข้าใจไอ้คนพวกนี้เลยจริงๆ

สำหรับราคาสินค้าใน 7-11 ที่นี้คือเอาราคาปรกติ x2 เข้าไป จบ

LIPE-16
LIPE-17
LIPE-11
LIPE-12
LIPE-14
LIPE-13

สำหรับจุดน่าสนใจอีกอันในถนนคนเดินคือป้ายหลักกิโล 0 ที่ทุกคนที่เดินผ่านต้องหยุดถ่ายรูป  ถึงตอนนี้ร้านค้าต่างๆก็ตั้งแถวเสร็จหมดแล้ว เราเลยแวะกินอาหารตามสั่งร้านนึง ที่ราคาถูกเกือบที่สุดในถนน และคนเยอะ แสดงว่าไว้ใจได้อยู่ พอทานข้าวเสร็จเราก็เดินกลับที่พัก

LIPE-15

ระหว่างทางเดินกลับเป็นเวลามืดๆแล้วพอดี เลยแวะถ่ายรูปแสงสวยๆมาเพิ่มสักหน่อย

LIPE-18

เกิดเป็นหมาบนเกาะหลีเป๊ะนี่ดูมีความสุข เพราะได้นอนดูพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าทุกวัน ดูอย่างเจ้าตัวนี้เป็นต้น นอนสบายเวอร์

LIPE-19สุดท้ายก็กลับมาถึงที่พัก รีบเข้านอนเพราะวันรุ่งขึ้นต้องออกทะเลแล้ว เก็บแรงไว้หาปลานีโมดีกว่า

 

โตเกียวเที่ยวเอง #10 : Sayonara Tokyo

มาถึงวันสุดท้ายของทริปคราวนี้แล้ว ไฟลท์กลับเป็นช่วงบ่ายๆ ที่สนามบินนาริตะ ทำให้ช่วงเช้าพอมีเวลา เก็บข้าวของเสร็จก็ออกไปเดินเล่นถ่ายรูปชิลๆ

Asakusa

แถว Asakusa ช่วงเช้าที่ฝนตก

Asakusa

บ้าน (?) เก่าซ่อนในหมู่ตึก

Wonda

อรุณสวัสดิ์กับชิโนดะ มาริโกะ

Dragonball Z

Dragonball Z กระป๋อง โกคูเป็นรสไซเดอร์ ส่วนเบจิต้าเป็นรสโค้กซีโร่

Japan Election

โปสเตอร์เลือกตั้งของจริง มีชื่อผู้สมัครตัวโตๆ ว่าแต่ไม่มีหมายเลขให้เลือกกาเหรอ?

Evangelion

ร้านขายเครื่องสำอางมีน้ำหอม Evangelion ของด้วย

Evangelion

อันนี้ยาหยอดตา (มั้ง)

NMB48

มีโกนหนวดรุ่น Samurai Edge พรีเซ็นเตอร์โดยสาวๆ NMB48

Wonda

โฆษณากาแฟ Wonda เห็นทั่วบ้านทั่วเมือง

Meganekko

รวมสาวแว่น

ปลาไหล

ผ่านร้านข้าวหน้าปลาไหลเจ้าดัง ขนาดฝนตกคนยังรอคิวกันเพียบ

Denny's

รอคิวไม่ไหวเดี๋ยวจะตกเครื่อง เดินเลยไปฝากท้องที่ Denny’s แทน

กินข้าวเสร็จ กลับที่พัก เช็คเอาท์ให้เรียบร้อย แล้วก็นั่งรถไฟจาก Asakusa ไปสนามบินนาริตะ

Train

วิวข้างทาง มีแต่ทุ่งนา

พอมาถึงนาริตะ เห็นคิวต่อแถวเช็คอินของการบินไทยแล้วเครียด ยาวมากๆ ต่อแถวอยู่สักชั่วโมงนึงได้กว่าจะถึงคิว พอเสร็จเรียบร้อย ผ่านตรงที่ตรวจร่างกาย ก็แทบไม่เหลือเวลาเดินซื้อของใน Duty Free ได้แวะแค่ร้านของฝาก ซื้อ Tokyo Banana กับ KitKat (ของฝากมาตราฐาน) ก็หมดเวลาแล้ว

SKE48

Flight กลับมี SKE48 ให้ฟังด้วย

Kyary Pamyu Pamyu

Kyary Pamyu Pamyu ก็มี

On the plane

ในรูปตรงปลายปีกเครื่องบิน เห็นลิบๆ นั่นไม่รู้ว่าใช่ภูเขาไฟฟูจิหรือเปล่า

บินตรงกลับเมืองไทยโดยสวัสดิภาพ เป็นอันจบทริปนี้

โตเกียวเที่ยวเอง #9 : Makuhari Messe

หนึ่งในเหตุผลที่มาโตเกียวในช่วงนี้ก็คือ มางานอีเวนต์จับมือของวง AKB48 ที่จัดในช่วงนี้พอดี โดยสถานที่จัดคราวนี้คือ Makuhari Messe จังหวัดชิบะ ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของโตเกียว

การเดินทางก็นั่งรถไฟออกจากโตเกียวมาประมาณ 50 นาที ลงที่สถานี Kaihinmakuhari

Chiba Marines

ออกจากสถานีมาก็จะเจอห้าง Plena ต้องเดินอ้อมไปทางด้านขวาของห้าง ถึงจะไปยัง Makuhari Messe ได้

ส่วนตัวมาสค็อตที่อยู่ด้านหน้านี่เป็นของทีมเบสบอล Chiba Marines ซึ่งมีสนามเหย้าอยู่ใกล้ๆ นี้

Kaihinmakuhari

อันนี้ถ่ายย้อนกลับไปทางสถานีรถไฟ จะเห็นคนทยอยมากันเรื่อยๆ

Makuhari Messe

เดินอ้อมห้างไป ข้ามสะพานลอย แล้วก็จะเจอกับ Makuhari Messe ซึ่งจะเป็น hall ขนาดใหญ่ อารมณ์ประมาณ Impact challenger hall บ้านเรา งานอีเวนต์ของ AKB48 ในเขตโตเกียวถ้าไม่จัดที่นี่ก็จะจัดที่ Tokyo Big Sight

Makuhari Messe

ระหว่างทางมี staff ถือป้ายบอกทางตลอด หรือเดินตามฝูงชนไปยังไงก็ไม่หลงทาง

งานจับมือของ AKB48 สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคย ก็คือเวลาเราซื้อซีดีของวงจะได้บัตรจับมือแถมมาด้วย ซึ่งเอามาใช้เข้างานแบบนี้ได้ (ประเภทของบัตรจับมือมีกี่แบบ มีกติกายังไง ซื้อด้วยวิธีไหน ขอละไว้ละกัน รายละเอียดมันเยอะ)

Makuhari Messe

สีสันของงานจับมือนอกจากจะได้มาเจอกับเมมเบอร์ AKB48 ตัวเป็นๆ แล้วยังมีมุม trade ของ (เช่น รูปสะสม) สำหรับแฟนๆ มีแฟนๆ กลุ่มที่คอสเพลย์มางานกันแบบจัดเต็ม

AKB48 Handshake Event

อันนี้คอสเพลย์นะ ไม่ใช่แก๊งซิ่งของจริง

ในงานก็จะมี verify ตัวตนกันเล็กน้อยเพื่อป้องกันคนมั่ว มีบอร์ดแปะไว้ว่าต้องเตรียมเองสารยืนยันตัวตนอะไรบ้าง เห็นตัวอย่างหลักฐานของชาวต่างชาติแล้วก็ตลกดี

Identity

พาสปอร์ตไทย ชื่อ ฉัน นามสกุล น่ารัก ?

งานนี้เป็นงานจับมือหนแรกที่เคยมาร่วมก็ทำอะไรไม่ถูก โชคดีที่บังเอิญเจอ Admin B จากเว็บ 48.in.th คนเดิมที่เจอที่ตลาดปลาวันก่อน ช่วยเหลือมั่วๆ กันไปได้

เนื่องจากเป็นครั้งแรก ไม่ประสาอะไรมาก มีบัตรจับมือสองใบ ก็ได้จับมือสองคนคือ Hirata Rina กับ Oya Shizukaถือเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ที่ได้จับมือกับไอดอลตัวเป็นๆ บางคนที่ซื้อซีดีหลายแผ่นก็จะได้บัตรจับมือหลายใบ ได้จับมือกับหลายคน เป็นการตลาดสไตล์ AKB48 ที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ยอดขายซิงเกิ้ล Sayonara Crawl ถล่มทลายถึง 1.9 ล้านแผ่น

จบจากงานจับมือแล้วไม่มีโปรแกรมอะไรเป็นพิเศษ เลยไปเดินเล่นแถว Akihabara อีกสักรอบ

Curry

เจอร้านข้างแกงกะหรี่คิงคอง (จริงๆ มันชื่อ Go go kare) ที่เคยเห็นโลโก้บนเสื้อ uniqlo ที่ขายในบ้านเรา ก็เลยลองเข้าไปกินดู

Kare

กดตู้เมนูหน้าร้าน เลือกข้าวแกงกะหรี่หมูทอด ได้ออกมาหน้าตาแบบนี้ ปัญหาคือมีให้แต่ส้อม ไม่มีช้อน พอหันไปดูคนอื่นในร้านเค้าก็ใช้ส้อมกินกันหมด ก็เลยต้องทำตามคนญี่ปุ่นไป

เดินผ่านตึก Belle Salle ที่จัดงานนิทรรศการเลือกตั้งวันนี้ดูมีกลุ่มแฟนๆ AKB48 เยอะเป็นพิเศษ

SKE48

AKB48

เสื้อสวยดี แต่ไม่เห็นมีขายที่ไหน

AKB48 Cafe

หน้า Cafe ก็ยังมีคนต่อคิวเข้าเหมือนเดิม

Sumida River

กลับมาถึงที่พักแล้วก็ขึ้นไปชั้นดาดฟ้าเพื่อเก็บภาพวิวแม่น้ำสุมิดะยามค่ำคืน ก่อนจะไม่มีโอกาสเพราะคืนนี้เป็นคืนสุดท้ายในทริปครั้งนี้แล้ว

โตเกียวเที่ยวเอง #8 : ตลาดปลา Tsukiji / Science Museum

ผมรู้จักชื่อตลาดปลา Tsukiji ครั้งแรกจากการ์ตูน ไอ้หนุ่มซูชิ (สำนักพิมพ์บูรพัฒน์ ออกมา 60 กว่าเล่มแล้ว ยังไม่จบ) เป็นการ์ตูนที่วาดตัวละครได้ไม่หล่อไม่สวยเลย พล็อตเรื่องก็ cliche มากๆ แต่จุดเด่นของเรื่องนี้คือภาพวาดซูชิที่ดูน่ากินมาก + ข้อมูลวัตถุดิบซูชิระดับละเอียดยิบ ทำให้ตั้งใจว่า มาญี่ปุ่นแล้วก็จะขอไปดูตลาดปลา Tsukiji ให้ได้สักครั้งว่าเป็นยังไง

ไอ้หนุ่มซูชิ

ภาพปกเอามาจากเว็บ ToonZone

ตลาดปลา Tsukiji เป็นตลาดขายปลาและอาหารทะเลขนาดใหญ่ที่สุดของโลก ภายในแบ่งเป็นโซนตลาดปลากับโซนขายของ+ร้านอาหาร โดยโซนตลาดปลาจะให้คนทั่วไปเข้าไปได้หลัง 9 โมงเช้าเท่านั้น ส่วนโซนขายของคนทั่วไปมาเดินได้ตั้งแต่ตลาดเปิด

ตรงโซนนี้มีร้านซูชิเปิดอยู่หลายร้าน แต่ร้านที่ดังที่สุดคือร้าน ซูชิได (寿司大) ที่ต้องต่อคิวรอกินกันนานมาก ผมพยายามตื่นเช้านั่งรถไฟใต้ดินมา ไปต่อคิวเอาราวๆ 6 โมงครึ่ง ก็เจอคนมาก่อนหน้าเป็นสิบแล้ว (บังเอิญเจอแอดมิน B แห่งเว็บ 48.in.th ต่อคิวอยู่ด้วย) กว่าจะได้กินก็รอไปราวๆ 3 ชม. ถ้าใครจะมากินแบบไม่เสียเวลา แนะนำให้หาที่พักใกล้ๆ ตลาด Tsukiji นี่หรือไม่ก็นั่งแท็กซี่เอา (ร้านเปิดตีสี่ครึ่ง)

ตลาดปลา Tsukiji

ระหว่างรอก็ถ่ายรูปไปเรื่อย

ตลาดปลา Tsukiji

คนขับรถส่งของวิ่งกันขวักไขว่

ทางร้านเค้าจะจัดให้ลูกค้าเข้าไปเป็นชุด ชุดละ 12-13 คน ก่อนเข้าไปก็จะมีเซตเมนูให้ดูก่อน เลือกได้คือเซตใหญ่ 10+1 คำ 3,900 เยน กับเซตเล็ก 7 คำ 2,500 เยน เชฟจะปั้นมาให้ทีละคำๆ จนจบเซตแล้วถึงจะสามารถสั่งเพิ่มได้ เท่าที่เห็นส่วนใหญ่ก็สั่งเซตใหญ่กัน

ภายในร้าน Sushi Dai

ภายในร้านแคบมากๆ มีที่พอให้นั่งกินเท่านั้น ไม่ควรแบกข้าวของพะรุงพะรังอะไรเข้าไป จากในรูป ด้านหลังคนที่นั่งกันอยู่มีที่เหลือแค่ให้คนเดินได้คนเดียวเท่านั้น

พอเข้าไปนั่งแล้วทางร้านก็มีชา มีซุปให้ เชฟก็จะปั้นซูชิวางบนเคาท์เตอร์ไม้ด้านหน้ามาให้ทีละคำๆ ถ้าขิงดองหมดก็เติมให้ด้วย

Sushi Dai

หอยเม่นหลุดโฟกัส

Sushi Dai

อันนี้โทโร่

เซตใหญ่ 10+1 คำก็คือ เชฟเลือกให้ 10 คำ จบแล้วให้เราเลือกได้เองอีก 1 คำ ผมตัดสินใจไม่ถูก สุดท้ายก็เลือกโทโร่ไป เบ็ดเสร็จแล้วใช้เวลากินราวๆ 40 นาที ก็ออกจากร้านมาแล้วให้ลูกค้าชุดต่อไปเข้ามากิน

ถ้าไม่นับว่าต้องต่อคิวนานมากๆ แล้ว ถือว่าเป็นซูชิที่อร่อยและคุ้มราคามาก ราคานี้ในบ้านเราหาแบบที่ได้ปลาแบบนี้ยังยากเลย แต่ถ้าไม่อยากต่อคิว บางคนเค้าว่าไปร้าน Sushi Daiwa ใกล้ๆ กันเป็นของครอบครัวเดียวกัน อร่อยเหมือนกัน แต่คิวสั้นกว่ามาก

กินซูชิเสร็จ ตลาดปลาก็เปิดให้คนภายนอกเข้าได้แล้ว

Tsukiji

ด้านในตลาด

Tsukiji Fish Market

เครื่องแล่ปลาแช่แข็ง

Tsukiji Fish Market

ปลาหลากชนิด

ตอนที่เข้าไปดูราวๆ เกือบ 11 โมง หลายๆ ร้านก็เริ่มจะปิดกันแล้ว ก็เลยไม่ได้เห็นอะไรอาหารทะเลหน้าตาแปลกๆ มากซักเท่าไหร่

นอกจากนี้แล้วที่ตลาดปลา Tsukiji นี่ยังมีให้ดูการประมูลปลาทูน่าฟรีด้วย แต่ต้องมารับคิวตั้งแต่เช้ามืด (ราวๆ ตีสามเป็นต้นไป) ไม่แน่ใจว่าจะยังเปิดให้ดูจนถึงเมื่อไหร่ เพราะตลาดปลาที่นี่มีแผนจะย้ายไปตั้งที่อื่นแทนในไม่กี่ปีนี้ ถ้ามีโอกาสและเวลา ก็น่าลองแวะไปดูครับ

ออกจากตลาดปลา ก็แวะกลับไปที่สวน Ueno ที่ไปมาเมื่อวันก่อนเพื่อไปเก็บตก museum สองที่ คือ National Museum of Western Art กับ Science Museum ทั้งสองที่อยู่ติดกันเลย

เริ่มต้นที่ NMWA ก็เป็น museum ขนาดกะทัดรัด เดินไม่เกิน 2 ชม.ก็ทั่ว มีทั้งงานภาพเขียนและรูปปั้นของศิลปินตะวันตก ตั้งแต่ยุค Renaissance มาถึงช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ผมสนใจงานพวก Impressionist ก็มีให้ดูพอสมควร

NMWA

ด้านใน

Thinker

ในสวนมี The Thinker ของ Rodin ด้วย แต่ตัวนี้ไปดูที่ปารีสจะขลังกว่านะ

ออกจาก NMWA ก็เข้า Science Museum ที่อยู่ข้างๆ ได้ทันที

ที่ Science Museum นี่ก็เหมือนพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ทั่วไปคือ เด็กเยอะมาก แล้วก็ของที่จัดแสดงก็จะออกไปในทางส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับเด็กมากกว่า แต่ในฐานะที่เคยเป็นเด็กที่อยู่ในประเทศที่ไม่มี Science Museum ดีๆ ให้ดู การได้มา museum แบบนี้ทีไรก็ตื่นตาตื่นใจทุกครั้ง

Science Museum

กองทัพสัตว์จำลอง

Science Museum

อันนี้ให้ดูระบบทางเดินอาหารของวัว

Science Museum

โครงกระดูกไดโนเสาร์ก็มี

ไฮไลท์ของที่นี่ที่ไม่ควรพลาดคือ 360 Theater ที่ให้เราเข้าไปในห้องทรงกลม มีสะพานพาดจากฟากนึงไปอีกฟากนึง รอบๆ เป็นจอภาพฉายหนังสารคดีแบบ 360 องศา มุมมองเหมือนกับได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์จริงๆ มีทั้งลอยอยู่บนฟ้า ดำลงไปใต้น้ำ ทำดีมาก ถึงแแม้เสียงบรรยายจะเป็นภาษาญี่ปุ่น แต่ดูวิดีโออย่างเดียวก็เข้าใจได้

นอกจากโซนชีวิตสัตว์โลกแล้วก็ยังมีวิทยาศาสตร์แขนงอื่นๆ เช่นพวกโซนเครื่องจักร แร่ธาตุ พลังงาน ฯลฯ แต่ป้ายส่วนใหญ่เป็นภาษาญี่ปุ่น ถ้าอ่านไม่ออกแล้วก็ลำบากหน่อย แต่ในภาพรวมแล้วถือเป็น museum ที่ทำได้ดีเลย

วันนี้ตอนเย็นมีนัดเจอมิตรสหายท่านหนึ่ง แต่ยังไม่ถึงเวลานัดก็เลยไปเดินเล่นแถวสถานี Nippori เดินไล่ลงมาจนถึงสถานี Nezu

แถบ Nippori-Nezu ส่วนใหญ่ก็เป็นบ้านคนธรรมดา บรรยากาศค่อนข้างสงบ ไม่พลุกพล่าน มีบ้านไม้เก่าๆ สวยๆ ให้อารมณ์ย้อนยุคเล็กน้อย

Nezu-Nippori

Nezu-Nippori

อันนี้ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นอะไร

Nezu-Nippori

ร้านเปิดท้ายขายของแบบนี้ก็มี

เดินจนเหนื่อยก็แวะร้านกาแฟเก๋ๆ แถวนั้น ชื่อ Kayaba Coffee ถ้าขึ้นไปนั่งชั้นสองจะเป็นโต๊ะญี่ปุ่น + เสื่อทาทามิ มองออกไปนอกหน้าต่างชมวิวสวยๆ ได้

Coffee

Green Tea Cake

ลาเต้ร้อน + เค้กชาเขียวรสละมุน ไม่หวานจนเลี่ยน

พอถึงเวลานัดก็ไปเจอมิตรสหายท่านหนึ่งแถว Asakusa แต่พอดีมิตรสหาย OL ของมิตรสหายท่านนั้นชวนกินข้าวเย็น ก็เลยไปเจอกันแถวๆ Shinbashi แทน

ร้านที่ไปกินเป็นร้านแนว Izakaya คือพวกคนทำงานมากินกันหลังเลิกงาน เน้นกินกับ/ของเสียบไม้ย่าง + เบียร์/สาเก วิธีไปค่อนข้างลำบาก ต้องเข้าไปในตึกที่จำชื่อไม่ได้ แล้วกดลิฟต์ขึ้นไป เปิดออกมาแล้วเป็นร้าน Izakaya อลังการ แบ่งเป็นห้องส่วนตัวนั่งได้ประมาณห้องละ 5-6 คน ซาลารี่แมน+OL เต็มไปหมด

Izakaya

ถั่วเอาไว้กินเล่น

Izakaya

ของเสียบไม้ย่าง

Izakaya

โอโคโนมิยากิหน้าอะไรสักอย่าง

Izakaya

ฮัมบากุ

Izakaya

ซุปอะไรไม่แน่ใจ

มื้อนี้มิตรสหาย OL เลี้ยงด้วย เป็นมื้อที่อิ่มเอมมาก

โตเกียวเที่ยวเอง #7.2 : Ikebukuro / บ้านพัก Tokiwa

ออกจากย่าน Ebisu แล้ว นั่งรถไฟมาถึงย่าน Ikebukuro ฝนก็ยังตกอยู่ แต่ด้วยความตั้งใจมากินมื้อเที่ยงที่นี่ ทำให้เข้าไปกางร่ม ต่อคิวรอกินแบบไม่กลัวฝน

Ikebukuro

ฝนโตเกียวตกแบบที่จะกางร่มก็เกะกะ แต่ก็หนักเกินกว่าจะไม่กางร่มเลย

ร้านที่มากินเป็นมื้อเที่ยงคราวนี้คือ ราเมงซุปกระดูกหมู Mutekiya

Mutekiya

หน้าร้านหน้าตาเป็นแบบนี้

Mutekiya

มีคนกางร่มรอกินเหมือนกัน คิวยาวใช้ได้ ยืนรออยู่ราวๆ 30 นาที กว่าจะได้เข้าไปกิน ระหว่างรอเค้าจะมีเมนูมาให้เลือกก่อน มีภาษาไทยด้วย รับประกันได้ว่าเป็นร้านที่คนไทยมากันเยอะ

ตอนสั่งนอกจากเลือกว่าจะเอารางเมงแบบไหนแล้ว ยังเลือกได้ด้วยว่าจะเอาเส้นเยอะหรือว่าเส้นน้อย (แต่ราคาเท่ากัน) คือได้ topping เหมือนกันหมดทุกอย่างต่างแค่ปริมาณเส้น อาจจะเหมาะกับสาวๆ ที่กินไม่เยอะเท่าไหร่

Mutekiya

ราเมงออกมาหน้าตาแบบนี้ ชามนี้ 890 เยน (ตอนนี้น่าจะขึ้นราคาตาม VAT ไปแล้ว) อร่อยคุ้มราคาและการเสียเวลาต่อคิว หมูนุ่ม ไข่ต้มได้สุกเป็นยางมะตูมกำลังดี น้ำซุปเข้มข้นซดจนหมดชามได้เลย

กินอิ่มแล้วก็ออกมาเดินต่อ ลัดเลาะซอยทางทิศใต้ของสถานี Ikebukuro เดินหาอยู่สักพัก จนในที่สุดก็ได้เจอกับ โรงเรียนสตรี Jiyugakuen Myonichikan

Jiyugakuen Myonichikan

หน้าตาโรงเรียนเป็นแบบนี้

ตัวอาคารของ Jiyugakuen Myonichikan เป็นผลงานการออกแบบของ Frank Lloyd Wright สถาปนิกชื่อดัง เมื่อก่อนที่นี่ก็เป็นโรงเรียนปกติ แต่ตอนหลังเค้าย้ายการเรียนการสอนไปที่ campus อื่นหมดแล้ว ที่นี่เลยเหลือไว้เป็นสมาคมศิษย์เก่า รับจัดงาน event ต่างๆ (เช่น จัดงานแต่ง) ถ้าไม่มีโปรแกรมอะไรก็เปิดให้คนภายนอกเข้าชม (เก็บเงินด้วย)

Jiyugakuen Myonichikan

สภาพด้านใน

Jiyugakuen Myonichikan

มีห้องโถงกลางให้คนแวะจิบชากินขนม ที่เห็นคนเยอะๆ นี่คือรอฝนซา

นอกจากนี้แล้วที่ Jiyugakuen Myonichikan นี่ยังเคยเป็นสถานที่ถ่ายทำ PV เพลง Ue Kara Mariko ของ AKB48 ด้วย

PV เพลง Ue Kara Mariko ถ่ายทำที่นี่กันทั้งเพลงเลย

รอฝนซา ออกจากโรงเรียนสตรีมาแล้ว ที่ต่อไปที่ไปเยือนคือบ้านพักโทคิวะ สถานที่ในตำนาน อพาร์ตเมนท์สองชั้นเก่าๆ ที่นักเขียนการ์ตูนไส้แห้งหลายคนเคยอาศัยอยู่ ก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นตำนานของวงการการ์ตูนญี่ปุ่น เช่น เทสึกะ โอซามุ (คนเขียน Black Jack, เจ้าหนูอะตอม, ฯลฯ), ฟูจิโกะ ฟูจิโอะ (คนเขียนโดราเอมอน), อิชิโนโมริ โชทาโร่ (คนเขียนไซบอร์ก 009)

ที่ตั้งของบ้านพักนี่จะอยู่ในซอยระหว่างสถานี Ochaiminaminagasaki กับ Shiinamachi (พิกัด)

บ้านพัก Tokiwa

ไปถึงที่แล้วมีอนุสาวรีย์เล็กๆ เป็นบ้านพักจำลอง มีป้ายบอกประวัติ และแผนผังบอกว่านักเขียนคนไหนอยู่ส่วนไหนของบ้าน

บ้านพัก Tokiwa

ส่วนบริเวณที่เคยเป็นบ้านพักจริงๆ ตอนนี้กลายเป็นสนามเด็กเล่นไปละ

จบจากบ้านพักโทคิวะแล้วก็เดินทางกลับที่พัก เก็บข้าวของ ตั้งใจว่าจะออกไปหา Horumon กิน ลองถามที่ hostel ดูเค้าก็แนะนำมาร้านนึงชื่อ Gyu-Kaku 牛肉 อยู่ใกล้วัดเซนโซจิ ไม่ไกลจาก hostel นัก

คำว่า Horumon (ホルモン) จริงๆ มันคือ เครื่องในสัตว์เอามาย่างกินน่ะเอง มีที่มาจากคำว่า ฮอร์โมน ในความหมายว่าเป็นสารกระตุ้น (คนญี่ปุ่นเชื่อว่าเป็นอาหารเสริมพละกำลัง) รวมทั้งยังพ้องกับคำว่า 放る物 ในสำเนียงคันไซ ที่แปลว่าความหมายว่า ของที่ไม่เอาแล้ว ด้วย (ของเหลือหลังจากเอาส่วนที่เป็นเนื้อไปหมดแล้ว)

ที่อยากกินเพราะดันไปอ่านการ์ตูนเรื่อง เนื้อย่างจานเด็ด เข้า (สยามอินเตอร์คอมมิค 3 เล่มจบ) ก็เลยได้รับรู้วัฒนธรรมการกินเครื่องในย่างจนต้องมาหาลองของจริง (แต่ต้นตำรับแท้ๆ เค้าว่าต้องไปกินแถบโอซาก้า)

เนื้อย่างจานเด็ด

ปกเวอร์ชันญี่ปุ่นหน้าตาแบบนี้

Horumon

ตอนสั่งก็ดูไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไร ได้แต่ชี้ๆ ไม่รู้ชื่อเรียกสักอย่าง

Horumon

ตอนกินจะเคี้ยวสนุกกว่ากินเนื้อย่าง texture จะต่างกันออกไปตามชนิดของเครื่องใน

Horumon

ก็อร่อยเกือบหมด ยกเว้นอันที่หน้าตาคล้ายๆ ตับจะธรรมดาไปหน่อย

Horumon

มีเตาย่างให้ ถ้าเอาตามในการ์ตูนก็ต้องคอยเงี่ยหูฟังเสียงที่เนื้อจะร่ำร้องออกมาว่า “พลิกฉันสิ” แล้วกะเวลาพลิกให้พอดี จะได้รสชาติที่อร่อยที่สุด

Suntory

สั่งเบียร์ Suntory เย็นๆ มากินด้วย เข้ากันมากๆ

โตเกียวเที่ยวเอง #7 : Tearoom Tane / Museum of Yebisu Beer

มื้อเช้าของวันที่ 7 ในโตเกียวจะออกไปกินไกลสักหน่อย โดยไปถึงสถานี Takashimadaira ที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของโตเกียว นั่งรถจากที่พักตรง Asakusa ก็ราวๆ สามต่อ ใช้เวลาประมาณ 50 นาที

ร้านที่ไปชื่อว่า ティールームタネ (Tearoom Tane) ก็เป็นคาเฟ่ธรรมดา ขายกาแฟ ขายอาหารทั่วไปนี่แหละ

หน้าร้าน Tearoom Tane

เมนูหน้าร้าน Tearoom Tane

ความพิเศษของ Tearoom Tane นี่อยู่ที่ว่าเป็นร้านของครอบครัวของ Minegishi Minami หนึ่งในสมาชิก AKB48

Tearoom Tane

ในร้านก็จะมีมุมรวมผลงาน + ของที่ระลึกในโอกาสต่างๆ

Tearoom Tane

รวมซีดีที่ออก + ลายเซ็นเพื่อนฝูงในวง AKB48

Tearoom Tane

โมเดลจากในละคร Majisuka Gakuen

จังหวะที่ไปเป็นตอนเช้า ก็จะมีชุดอาหารเช้าเสิร์ฟ มีให้เลือกหลายเมนู ราคากลางๆ มาตรฐานร้านญี่ปุ่น

Tearoom Tane

สั่งเมนูขนมปัง ไส้กรอก ไข่ต้ม กาแฟ มาตรฐาน รสชาติถือว่าดีทีเดียว

ทางร้านมีบัตรสะสมแต้มให้ด้วย แต่ก็ไม่รู้ว่าจะได้มาสะสมแต้มอีกเมื่อไหร่ ตอนจ่ายเงินคุณป้าที่แคชเชียร์เก็บเงินเห็นท่าทางเหมือนพวกแสวงบุญไอดอล เลยชวนคุย แต่ด้วยความรู้ภาษาญี่ปุ่นที่จำกัดก็ตอบได้แค่ว่ามาจากเมืองไทย ที่เหลือฟังไม่ออก orz

พิกัด, รีวิวใน tabelog สำหรับคนที่อยากไปแสวงบุญบ้าง ร้านเปิด 9:00-18:30 ปิดวันอังคาร

ย่านต่อไปที่จะไปคือย่าน Ebisu ซึ่งเค้าว่าเป็นที่บูติก+คูลๆ ว่าจะไปเดินชมบรรยากาศ หามุมสวยๆ ถ่ายรูป แต่ฝนที่ตกปรอยๆ ในตอนเช้ากลายมาเป็นฝนหนักจนออกไปเดินกลางแจ้งไม่ได้

เมื่อออกไปไหนไม่ได้ ก็ตัดสินใจเปลี่ยนโปรแกรมเป็นเข้าไปเดินในพิพิธภัณฑ์เบียร์ Yebisu ที่อยู่แถวนั้นแทน

พิพิธภัณฑ์จะอยู่ในบริเวณที่ชื่อว่า Ebisu Garden Place ซึ่งจากสถานีรถไฟสามารถเดินผ่านทางเดิน Ebisu Skywalk ไปได้ ไม่เปียกฝน

Ebisu

ทางเดิน Ebisu Skywalk

Sapporo

โฆษณาตรงทางเดิน อัตจังเลือก Sapporo

Ebisu

ลานกว้างของ Ebisu Garden Place

พิพิธภัณฑ์เบียร์ Yebisu จะอยู่ข้างๆ ของลานนี้

Museum of Yebisu Beer

ทางเข้าหน้าตาแบบนี้ มีเบียร์ตั้งอยู่ 2 กระป๋องใหญ่

Museum of Yebisu Beer

เข้ามาแล้วจะเจอแบบนี้

พิพิธภัณฑ์อันนี้เข้าชมฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย ขนาดก็ไม่ใหญ่ กะคร่าวๆ แล้วเล็กกว่า TCDC บ้านเราเสียอีก

Museum of Yebisu Beer

มีส่วนจัดแสดงบอกเล่าประวัติความเป็นมาของเบียร์ Yebisu

Museum of Yebisu Beer

เบียร์ขนาดต่างๆ

Museum of Yebisu Beer

เบียร์ Yebisu ไปโผล่อยู่ในการ์ตูนในตำนานอย่าง Neon Genesis Evangelion ด้วย

พอเดินออกมาจากส่วนจัดแสดงแล้วจะมาเจอกับส่วนขายของ ซึ่งก็คือเบียร์พร้อมกับแกล้ม ให้ลองกินกันใน museum นี่เลย แต่ราคาออกจะสูงอยู่สักหน่อยและไหนๆ ก็กำลังจะไปหาข้าวกลางวันกินอยู่แล้ว ก็เลยออกมาได้โดยไม่เสียเงิน

ตอนถัดไปจะไปกินมื้อเที่ยงที่ Ikebukuro ครับ

โตเกียวเที่ยวเอง #6.2 : Omotesando / Shinjuku

ต่อจากตอนที่แล้ว ที่ไปดู National Art Center โปรแกรมถัดไปคือไปเดิน Omotesando ถนนเส้นที่ได้ชื่อว่าเป็น Champs-Élysées ของญี่ปุ่น จาก National Art Center เดินต่อไปราวๆ 1 กิโลเมตรก็ถึง หรือถ้าคนที่ไม่อยากเดินก็ไปลงรถไฟใต้ดินสถานี Nogizaka แถวนั้นไปขึ้นที่ Omotesando ก็ได้

Nogizaka

ทางลงรถไฟใต้ดินสถานี Nogizaka บ้านเกิดของวงไอดอล Nogizaka46 คู่แข่งอย่างเป็นทางการของ AKB48

Omotesando เป็นถนนที่วางผังได้สวยงาม มีต้นไม้สองข้างทางร่มรื่น มีร้านรวงหรูหราทั้งสองฟากถนน แต่อารมณ์จะคนละแบบกับ Champs-Élysées ที่ปารีส คือนอกจากเรื่องความกว้างของถนนที่ปารีสกว้างกว่าเยอะแล้ว บรรยากาศที่ Omotesando นี่ดูเรียบร้อย เจียมเนื้อเจียมตัวแบบตะวันออก ร้านหรูที่ตั้งอยู่ก็ไม่ได้จงใจสร้างให้อู้ฟู่โดดเด้ง แต่ดูแล้วกลืนไปกับถนนมากกว่า

Omotesando

Omotesando Free WiFi

มีฟรี WiFi ให้เล่นตามถังขยะ

Omotesando

ตรอกที่แยกออกจากถนนหลัก ก็ดูเล็กๆ น่ารักสไตล์ญี่ปุ่น

Omotesando

Omotesando

ช่วงกลางๆ ความยาวของถนนจะมีห้างชื่อ Omotesando Hills อยู่ เป็นห้างหรูที่ออกแบบภายในได้สวยมาก ถ้าใครมีโอกาสได้ไปแนะนำให้ลองเข้าไปชม

Omotesando Hills

มุมนี้เป็นซีก Dojun Wing ซึ่งเป็นปีกหนึ่งของ Omotesando Hills ที่เมื่อก่อนเป็นอพาร์ทเมนต์เก่า เอามาปรับปรุงใหม่

เดินไปจนสุดถนน Omotesando จะเจอกับห้าง Tokyu Plaza ตรงหัวมุมที่มีทางเข้าเป็นเอกลักษณ์

Tokyu Plaza

แฟนๆ Nogizaka46 อาจจะคุ้นๆ เพราะนี่คือจุดที่ถ่ายทำ MV ของเพลง Sekai de Ichiban Kodoku na Lover น่ะเอง

Nogizaka46 - Sekai de Ichiban Kodoku na Lover

เทียบกับใน PV

ด้านบนของห้างเป็นดาดฟ้า มีสวนหย่อม มีเก้าอี้นั่งพัก ซื้อกาแฟไปนั่งชิลได้

เลยจากตรงนี้ เลี้ยวขวาไปนิดเดียวก็จะไปเจอถนน Takeshita ซึ่งเป็นถนนแฟชั่นของย่าน Harajuku น่ะเอง วันก่อนที่ได้มาเดิน รีบไปหน่อย เพราะว่าคนเยอะ วันนี้คนไม่เยอะมากเลยได้โอกาสเดินสบายๆ ไม่ต้องรีบ

Takeshita Street

Harajuku

Harajuku

เดินทะลุ Takeshita Street แล้วก็จะมาถึงสถานีรถไฟ Harajuku เพื่อนั่งรถไฟต่อไปที่ Shinjuku

Harajuku Station

อีกฟากของสถานีติดกับศาลเจ้าเมจิ ก็เลยมีต้นไม้ขึ้นเขียวครึ้ม

พอมาถึงสถานีชินจูกุ ถ้าเดินผ่านชั้น B1 จะได้เจอ ricori ร้านเสื้อผ้าของ Shinoda Mariko (ที่เพิ่งไปเจอตัวจริงมา)

ricori

มีแต่เสื้อผ้าผู้หญิง และราคาก็แพงเกินกว่าจะซื้อมาฝากคนอื่น

ออกมาจากสถานีรถไฟ ลองมาเดินห้าง ビックロ ที่อยู่ใกล้ๆ ซึ่งเป็นการเอาห้าง Bic Camera มารวมกับ Uniqlo ทำให้ในร้านมีขายทั้งอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและเสื้อผ้าในที่เดียว ดูเหมือนจะเป็นห้างที่มีคนไทยไปเยอะอยู่เหมือนกัน เพราะเสียงประกาศบรรยายสรรพคุณที่เปิดอยู่ในร้านที่เปิดวนไปวนมา นอกจากภาษาอังกฤษ เกาหลี จีน แล้วยังมีภาษาไทยด้วย

Bic Camera x Uniqlo

หน้าร้าน BicQlo

Robot Cafe

เดินอยู่ข้างถนน ก็มีรถขนหุ่นยนต์ตัวใหญ่โปรโมทบาร์อะไรสักอย่างวิ่งผ่านไป เหมือนจะเป็นตัวที่โผล่มาใน PV เพลง イキルコト ของ AKB48 ด้วย (เข้าใจว่า PV ถ่ายทำในย่าน Kabukijo ที่อยู่ใกล้ๆ)

บรรยากาศของ Shinjuku ตอนกลางคืนดูจะคึกคัก ร้านค้าเปิดกันดึก มีคนเดินกันขวักไขว่ทั้งคนท้องถิ่นแล้วนักท่องเที่ยว

Shinjuku at Night

ถ้าใครเคยดูหนัง Lost in Translation มาก่อน ในหนังก็ถ่ายทำกันที่นี่แหละ (เปิดเพลง Too Young ของ Phoenix ใน soundtrack ประกอบ)

Shinjuku

Shinjuku

ร้านคาราโอเกะที่ทางเข้าน่ากลัวมาก

Shinjuku

ร้านสำหรับพนักงานออฟฟิศเลิกงานดึก ได้แวะมาก่อนกลับบ้านเยอะมาก

Shinjuku

ถ้าเดินไปตามตรอกใกล้ๆ สถานีรถไฟ จะเจอร้านสไตล์ Izakaya น่าเข้าไปนั่งกินแต่ก็แอบแพงอยู่

จบจากตรงนี้ก็กลับที่พัก เตรียมตัวสำหรับวันต่อไปครับ

โตเกียวเที่ยวเอง #6 : Zero Studio / National Art Center

วันที่ 6 ของการเที่ยวโตเกียวครั้งนี้ โปรแกรมแรกคือไป Zero Studio ที่สถานีโทรทัศน์ Nippon Television แถวย่าน Shinbashi แต่ก่อนไปก็หาร้านจานด่วนแถวที่พัก หยอดเหรียญ รับตั๋ว เข้าไปกินเอาแรงก่อน

Katsudon

เช้านี้เป็นคัตสึด้ง รสชาติพอถูไถ

ออกจากสถานี Shinbashi มาแล้วก็จะถึงหมู่ตึกของ Nippon Television เลย

Nihon Telebi

Zero Studio จะเป็นสตูดิโอถ่ายทำที่เป็นชั้นลอยอยู่นอกตัวตึก เป็นห้องกระจกใสมองหาไม่ยาก

Zero Studio

หน้าตาประมาณนี้

Zero Studio

เดินผ่านตอนยังไม่เริ่มถ่ายทำ

ที่มา Zero Studio ในวันนี้ก็เพราะว่าจะมีถ่ายทำรายการ PON! ซึ่งเป็นรายการสด และ 1 ในพิธีกรวันนี้ก็คือ Shinoda Mariko จาก AKB48 น่ะเอง

ถึงแม้ฝนจะตกปรอยๆ แต่บรรดาแฟนรายการก็ยังอุตส่าห์มาต่อคิวรอดูที่หน้าสตูดิโอกันอย่างคึกคัก

PON!

สังเกตในรูป ประตูสตูดิโออยู่ทางซ้าย หางแถวจะยาวไปทางขวา

ช่วงก่อนถ่ายทำจะมี รปภ.เอารั้วมากั้นไว้ พร้อมแปะป้ายห้ามถ่ายรูป ห้ามถ่ายวิดีโอ ให้แฟนๆ ยืนเรียงแถวรอรับได้เฉพาะตรงทางเดินเท่านั้น จนกระทั่งถึงเวลา พิธีกรทั้งหลายก็จะเดินออกมาจากตัวตึก (เลยไปทางขวาของรูป) ลงบันไดมาแล้วเดินผ่านทักทายแฟนๆ จนถึงสตูดิโอก็จะเลี้ยวเข้าไปถ่ายทำรายการ แฟนๆ ที่อยากฝากของให้พิธีกรคนไหนจะมีผู้จัดการเดินตามมาเก็บของทีหลัง

ชิโนดะซามะตัวจริงนี่ดูมีออร่า เปล่งประกายไอดอลมาแต่ไกล ตอนเดินเข้ามาในระยะไม่ถึงสองเมตรเด็กสาวสองคนที่ยืนหลังรั้วกั้นใกล้ๆ ก็คุยกันซ้ำไปซ้ำมาว่า คาวาอี้เน้ ท่าทางจะปลื้มเอามากๆ

หลังจากถ่ายรายการจบ บรรดาพิธีกรก็จะเดินออกมาจากสตูดิโอ ผ่านแถวของแฟนๆ ให้ได้กรี๊ดกันอีกรอบ ก่อนจะกลับเข้าตัวตึกไป

หมายเหตุ - ลายแทงการมาดักรอดู PON! ได้มาจากบล็อก AKB Anything

โปรแกรมถัดไปคือไป National Art Center แถว Roppongi ที่ตอนนั้นมีจัดแสดงนิทรรศการ The Lady and the Unicorn อยู่พอดี

Subway

ระหว่างทางเจอป้ายสอนมารยาทการโดยสารรถไฟ

ขึ้นมาจากรถไฟใต้ดินแล้วรู้สึกหิว เลยจัดมื้อเที่ยงไปที่ Ippudo Ramen ร้านดังที่มีสาขาไปถึงสิงคโปร์และนิวยอร์ค

Ippudo

หน้าร้าน ต้องต่อคิวรอกินเหมือนร้านดังทั่วไป

Ippudo

บรรยากาศในร้าน

Ippudo Ramen

เครื่องปรุง

Ippudo Ramen

พอดีหิวมาก เลยสั่งเป็นเซตมีทั้งราเมง + ข้าวญี่ปุ่น + เกี๊ยวซ่า

น้ำซุปเข้มข้น หมูชิ้นใหญ่ นุ่ม กินกับข้าวญี่ปุ่นร้อนๆ อร่อยคุ้มกับการต้องต่อคิว

จากร้านราเมง เดินให้อาหารย่อยราวๆ 500 เมตร ก็จะถึง National Art Center

National Art Center Tokyo

ตัวตึกด้านนอก

National Art Center Tokyo

มีที่ให้ฝากร่มด้วย

National Art Center Tokyo

National Art Center Tokyo

ตัวอาคารด้านในกว้างขวาง สวยงาม

The Lady and the Unicorn

ตั๋วเข้าดู The Lady and the Unicorn

The Lady and the Unicorn เป็นชุดของผ้าทอเป็นลวดลายหญิงสาวกับยูนิคอร์นจำนวน 6 ชิ้น แต่ละชิ้นใหญ่ประมาณ 3.5 x 3.5 เมตรได้ ห้าชิ้นในนั้นเค้าตีความได้ว่าเป็นภาพสื่อถึงสัมผัสทั้งห้า (taste, hearing, sight, smell, touch) ส่วนที่เหลืออีกชิ้นหนึ่งนักโบราณคดีก็ยังไม่แน่ใจ แต่เข้าใจกันว่าหมายถึงความรัก

ที่จริงแล้ว The Lady and the Unicorn นี่ต้องแสดงอยู่ที่ Museum de Cluny ที่ปารีส แต่ช่วงนั้นเป็นจังหวะดีที่เค้าเอามาแสดงชั่วคราวที่โตเกียวพอดี ถือเป็นโอกาสเหมาะ เพราะตอนที่ไปปารีสจำใจต้องตัด Museum อันนี้ออกเพราะเวลาไม่พอ ไม่คิดว่าจะได้มาแก้ตัวที่โตเกียวนี่

นอกจาก The Lady and the Unicorn นี่แล้ว ที่ National Art Center ก็ยังมีนิทรรศการอื่นหมุนเวียนให้ดูด้วย แต่ในนั้นเค้าไม่ให้ถ่ายรูป ก็เลยไม่มีรูปมาลง blog

มีต่อตอนต่อไปครับ

โตเกียวเที่ยวเอง #5.2 : Shibuya

จากที่ไปเดิน Nakano Broadway ในตอนที่แล้ว ก็นั่งรถไฟมาที่ชิบุย่า หนึ่งในย่านที่พลุกพล่านที่สุดของโตเกียว

สถานีรถไฟ

การเดินทางก็ใช้รถไฟเหมือนเดิม

นักท่องเที่ยวที่มาสถานีนี้ ปกติก็จะไม่พลาดที่จะไปดูรูปปั้นหมาฮะจิโกะ

ฮะจิโกะ

ออกจากสถานีชิบุย่าทางตะวันตกเฉียงเหนือ จะมีทางออกชื่อ Hachiko Exit เลย หาไม่ยากนัก

แถวๆ รูปปั้นนอกจากพวกนักท่องเที่ยวที่มาถ่ายรูปแล้ว ยังเป็นจุดนัดพบของคนโตเกียวด้วย ทำให้มีคนยืนรอนัด ยืนสูบบุหรี่กันเต็มไปหมด

Dog on the floor

บนพื้นมีตรารูปหมาด้วย

หน้ารูปปั้นฮะจิโกะจะมีลานกว้างประมาณนึง วันที่ไปมีรณรงค์เรื่องการเมืองอะไรสักอย่าง มีปราศรัยบนหลังรถบรรทุกด้วย

Tokyo Protest

Tokyo Protest

อ่านไม่ออก ไม่รู้เค้าประท้วงเรื่องอะไร

จากลานกว้างตรงนี้ ถ้าหันหลังให้ฮะจิโกะ มองไปทางถนนใหญ่จะเห็นแยก Shibuya Scramble อันโด่งดัง

Shibuya

ถ่ายจากถนนดูไม่ค่อยวุ่นวายเท่าไหร่ จะให้สวยต้องดูจากมุมสูง ซึ่งจุดที่วิวดีที่สุดคือ ให้ข้ามถนนไปที่ร้าน Tsutaya แล้วขึ้นไปชั้นบนที่เป็น Starbucks แล้วมองลงมา

Evangelion

ถือโอกาสเดินดู Tsutaya ไปในตัว ช่วงนั้น Evangelion 3.33 ออก DVD/BluRay พอดี

นอกจาก Evagelion แล้วก็ยังมีแผ่นจากคอนเสิร์ตงาน Request Hour ของ AKB48 ขายด้วย บูธใหญ่อลังการมาก

AKB48 Request Hour

มีจัดแสดงชุดจากเพลง Hashire Penguin ที่ได้รับการโหวตเป็นเพลงอันดับหนึ่งในงานครั้งนั้นด้วย

AKB48 Sousenkyo

เพิ่งผ่านการเลือกตั้ง AKB ไปหมาดๆ ก็เลยมีอันดับเลือกตั้งให้ดูกันด้วย

เดินขึ้นไป Starbucks ชั้นบน คนเยอะมาก ส่วนใหญ่ก็เป็นนักท่องเที่ยวที่มาดูคนข้ามถนนนี่แหละ ก็ต้องรอจังหวะดีๆ แทรกเข้าไปหามุมติดกระจกเพื่อถ่ายรูป

Shibuya Scramble

ภาพจากมุมสูงก็จะออกมาประมาณนี้

ออกมาจาก Tsutaya แถวนี้ส่วนใหญ่จะเป็นย่านร้านค้า มีห้างเล็กใหญ่เต็มไปหมด แต่พอดีไม่ได้เตรียมใจมาช้อป ก็เดินดูโน่นนี่เรื่อยเปื่อยไปแทน

Shibuya

รูปปั้นอะไรสักอย่าง

Toho Cinema

มีโรงหนัง Toho Cinema แต่เหมือนค่าตั๋วจะแพงเอาเรื่องอยู่

Shibuya

รถไฟใต้ดิน

เดินเที่ยวจนกระทั่งถึงเวลามื้อเย็น ก็ไปจบที่ร้าน Sushi no Midori ที่อยู่ในห้าง Shibuya Mark City ชั้น 4 เป็นร้านที่เหมือนจะดังในหมู่คนไทยอยู่

Sushi no Midori

หน้าร้านหน้าตาแบบนี้

ตามธรรมเนียมร้านดัง ก็ต้องต่อคิวรอกิน ไปตอนประมาณทุ่มนึงก็คิวยาวเป็นสิบคิว แต่ไปคนเดียวก็จะสบายกว่าไปเป็นกลุ่มตรงที่ถ้ามีที่นั่งว่างที่เดียว เค้าก็จะเรียกคนที่มาคนเดียวเข้าไปก่อน รวมๆ แล้วก็รอไม่ถึงครึ่ง ชม.

เวลาสั่งก็ชี้ๆ จากเมนูให้พนักงาน เลือกแบบเป็นเซ็ตก็สั่งง่ายดี

Sushi no Midori

อันนี้ออเดิร์ฟ เป็นมันปูกับวาซาบิยำกับอย่างอื่นอีก หอมอร่อยดี

Sushi no Midori

อันนี้เป็นเซ็ตที่สั่ง คุณภาพกับราคา เทียบกับบ้านเราแล้วถือว่าถูกมาก

Sushi no Midori

ปิดท้ายเป็นไข่ตุ๋นเห็ดหอม

กินเสร็จแล้วก็กลับที่พัก เตรียมตัวสำหรับวันรุ่งขึ้น

Shibuya

มืดแล้ว แต่ผู้คนก็ยังพลุกพล่าน

Shibuya

ตอนข้ามสะพานลอย เพิ่งสังเกตเห็นว่าที่ราวจับมีพิมพ์อักษรเบรลล์ไว้อำนวยความสะดวกให้กับคนตาบอดด้วย

Shibuya

ทางลงรถใต้ดินมีภาพเขียน The Myth of Tomorrow โดย Okamoto Taro เค้าว่าเป็นภาพเกี่ยวกับระเบิดนิวเคลียร์ที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ

จากสถานีชิบุย่ากลับที่พักแถวอาซาคุสะ นั่งรถไฟใต้ดินสาย G ต่อเดียวถึง เป็นอันจบวันที่ห้าในโตเกียว

โตเกียวเที่ยวเอง #5 : Iwasaki Chihiro Museum / Nakano Broadway

โปรแกรมทัวร์โตเกียวแบบเดินคนเดียวก็ยังดำเนินต่อไป วันนี้ออกจากที่พักแต่เช้าเพราะต้องเดินทางไกลพอสมควร

โตเกียวชน

มวลมหาประชาโตเกียวรอรถไฟ

เป้าหมายเช้านี้คือ Iwasaki Chihiro Art Museum ที่เป็นพิพิธภัณฑ์เล็กๆ ที่รวบรวมงานของ Iwasaki Chihiro นักวาดภาพของญี่ปุ่นที่เห็นภาพแล้วคงคุ้นตากันอยู่ แต่ก็ตามประสาของ museum เล็กๆ ที่ชอบไปอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ก็ต้องนั่งรถไฟหลุดจากลูป Yamanote ออกไปทางทิศตะวันตก แล้วไปลงที่สถานี Kamiigusa

Iwasaki Museum

มีป้ายชัดเจน ไม่ผิดสถานีแน่

Gundam

ในสถานีก็มีโปสเตอร์กันดั้ม (และเคโรโระ) ด้วย

สิบโท

สิบโทสอนมารยาทบนรถไฟ

ที่สถานี Kamiigusa จะมีจุดชักภาพเล็กน้อย คือรูปปั้นกันดั้มที่อยู่ตรงทางเข้าสถานี

Gundam

ที่มาของรูปปั้นนี่ก็คือว่าแถบนี้เป็นที่ตั้งของ Sunrise Studio ซึ่งเป็นสตูดิโอที่ทำอนิเมกันดั้มนั่นเอง

Sunrise Studio

เดินวนๆ แถวนั้นสักพักก็เจอ Sunrise Studio ขนาดก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร พอด้อมๆ มองๆ ดูแล้วเข้าใจว่าเป็นบริษัท ไม่เปิดให้คนเข้าไปเยี่ยมชม ก็ได้แค่ชักภาพด้านนอก

Gundam

ด้านหน้ามีหัวกันดั้มติดอยู่ด้วย

อาหารเช้าวันนี้แวะซื้อจากมินิมาร์ทแถวนั้น ได้เป็นกาแฟกับแป้งทอดไส้ครีม

แป้งทอด

Wonda

กินกาแฟก็ต้อง Wonda พรีเซ็นเตอร์โดย คาชิวากิ ยูกิ

แถวนี้เป็นแหล่งที่พักอาศัย บรรยากาศก็จะดูเงียบๆ ไม่ค่อยมีคนมีรถเท่าไหร่ เดินลัดเลาะตามซอยไปสักพักก็จะเจอ museum หลบอยู่

ถนนแถว Iwasaki Chihiro Art Museum

ถนนแถวนั้น เงียบเชียบดีจริงๆ

Iwasaki Chihiro Art Museum

ถึงด้านหน้าของ Museum แล้ว

ผลงานของ Iwasaki Chihiro ที่คุ้นตาคนไทยเราที่สุดก็น่าจะเป็นภาพประกอบหนังสือ โต๊ะโตะจัง เด็กหญิงข้างหน้าต่าง

โต๊ะโตะจัง ภาคภาษาไทย

(ภาพประกอบจากเอามาจาก blog bookinlove)

Ticket

ข้างใน museum จะมีทั้งโซนรวบรวมผลงานของ Iwasaki แล้วก็นักวาดภาพประกอบหนังสือเด็กคนอื่น มีห้องทำงานจำลองให้ดู แล้วก็สวนที่รวมต้นไม้ดอกไม้ที่ Iwasaki ชื่นชอบ นอกจากนั้นก็จะมีคาเฟ่และร้านขายของที่ระลึก - floor map

Iwasaki Chihiro Art Museum

Iwasaki Chihiro Art Museum

Museum ขนาดเล็กกำลังดี เดินชิลๆ ไม่ถึงชั่วโมงนึงก็ทั่วแล้ว ค่าเข้า 800 เยน คนชอบภาพวาดสไตล์หนังสือเด็กก็น่าจะถูกใจ

ออกจาก museum ก็มุ่งหน้าสู่เป้าหมายถัดไปคือ Nakano Broadway วิธีเดินทางปกติคือนั่งรถไฟไปลงสถานี Nakano แต่จาก Kamiigusa มันก็จะอ้อมๆ ไปหน่อย ก็เลยลองนั่งรถบัสดู

รถบัสผ่านย่าน Koenji ด้วย ซึ่งแฟนหนังสือนิยาย 1Q84 คงจำกันได้ว่ามีฉากสนามเด็กเล่นในเรื่องที่ Tengu พระเอกของเรื่อง ปีนขึ้นไปบนยอดของกระดานลื่นเพื่อจ้องดูพระจันทร์สองดวง

1Q84

ดูเหมือนจะเป็นกระดานลื่นอันนี้แหละ

จากสนามเด็กเล่นนี่เดินไปสักพักก็จะถึง Nakano Broadway ที่เป็นย่านขายของสะสมเกี่ยวกับการ์ตูน อนิเม ฟิกเกอร์ ฯลฯ อีกแห่งหนึ่งนอกเหนือจาก Akihabara ทางเข้าจะเป็นตรอกที่มีหลังคาโปร่งแสง มีร้านค้าสองข้างทาง

Nakano Broadway

เดินตามตรอกมาเรื่อยๆ ก็จะเจอทางเข้า

Drink Only

SEELE ก็มีตู้ขายน้ำด้วย

Gindaco

แวะกินทาโกะยากิรองท้องก่อน ยี่ห้อ Gindaco (เจ้าเดียวกับที่ขายที่ Esplanade น่ะแหละ)

ตัว Nakano Broadway จริงๆ เป็นตึกที่มีร้านค้าสไตล์คล้ายๆ ภิรมย์พลาซ่า แถวสะพานเหล็กบ้านเรา แต่ใหญ่กว่าและมีของขายหลากหลายกว่ามาก

เกม

กรุเกมเก่า

Mandarake

ร้าน Mandarake คนยืนอ่านการ์ตูนเพียบ

Nakano Broadway

Jojo

สินค้าโจโจ้หลากหลายแบบ

Nakano Broadway

สินค้าติดเรทก็มี

One Piece

ตู้นี้เป็นวันพีซ

Baseball

ของสะสมแฟนเบสบอล

นอกจากสินค้าจากการ์ตูน+เกมแล้ว ก็ยังมีร้านหนังสือปกติ ร้านโดจิน ร้านขายซีดี ดีวีดี บลูเรย์ อีกด้วยแต่ไม่เยอะนัก มีทั้งของมือหนึ่ง มือสอง ของฝากขาย ละลานตามากๆ หลายๆ อย่างเทียบกับเมืองไทยแล้วก็ถูกกว่ากันเห็นๆ ห้ามใจตัวเองไปหลายรอบ ใครที่ดั้นด้นมาก็มีสติกันหน่อยละกัน

ลายแทงอย่างละเอียด ดูมาจากเว็บ Danny Choo ครับ

โตเกียวเที่ยวเอง #4.2 : Odaiba

จากตอนที่แล้ว พอออกจาก Mori Tower ก็หลังเที่ยงได้เวลาหาของกินพอดี มื้อนี้ไปลงเอยที่ร้าน Fukuzushi แถว Roppongi นั่นแหละ พอดีมีเซตมื้อกลางวันราคาโอเคอยู่

บรรยากาศในร้านดูมืดๆ สไตล์คนแก่ๆ หน่อย วันที่ไปคนไม่เยอะมาก แต่มาคนเดียวก็ไปนั่งกินตรงเคาท์เตอร์

เชฟที่ปั้นให้กินเห็นเป็นนักท่องเที่ยวก็พยายามชวนคุยด้วยภาษาอังกฤษกระท่อนกระแท่น พอสื่อสารได้ว่ามาจากเมืองไทยเค้าก็ไม่รอช้าจะบอกว่า สวัสดีครับ อัธยาศัยดีเกินร้อย

Sushi

เซตกลางวันของที่นี่ได้ซูชิทั่วไปตามในรูป ไม่มีปลาฮายโซวแต่อย่างใด

Soup

มีซุปใส่หัวกุ้ให้ซดด้วย

กินซูชิเสร็จแล้วจะมีพนักงานพาไปอีกโซนหนึ่งของร้าน เอาชามาเสิร์ฟ พร้อมของหวาน ซึ่งก็ไม่รู้ว่ามันเรียกว่าอะไร แต่อร่อยดี เหมือนพุดดิ้งนม ตัดกับน้ำราดที่หวานอมเปรี้ยวนิดๆ

ของหวาน

ของหวาน

จบแล้วก็มุ่งหน้าสู่เป้าหมายต่อไปที่ Odaiba

โอไดบะเป็นเกาะใหม่ที่ถมขึ้นมากลางอ่าวโตเกียว บนเกาะก็จะมีแต่สิ่งก่อสร้างใหม่ๆ ล้ำๆ หน่อย วิธีเดินทางมาทำได้โดยนั่งรถไฟมาต่อโมโนเรลสาย Yurikamome เป็นสายเดียวที่ผ่านที่เกาะ

Yurikamome

สถานีของสาย Yurikamome

Yurikamome

รถไฟเลี้ยว

Yurikamome

Yurikamome นี่เป็นโมโนเรลแบบไร้คนขับ เวลาขึ้นไปให้รีบไปจับจองที่นั่งด้านหน้า จะได้เจอวิวสวยๆ

จุดน่าสนใจของโอไดบะก็หนีไม่พ้นห้าง Diver City ซึ่งหน้าห้างมีกันดั้ม RX-78-2 สัดส่วน 1/1 ตั้งโชว์อยู่ ข้างๆ มี Gundam Front ขายของที่ระลึกกับของกินเล่นเล็กๆ น้อยๆ (มีกันพลาขายด้วย) ในแต่ละวันจะมีช่วงเวลาที่มีโชว์กันดั้มขยับหัวให้ดู ปล่อยควันปล่อยแสงได้ มีเสียงพากย์ตัวละครในเรื่อง (ที่เป็นภาษาญี่ปุ่น)

Gundam

Gundam

รายละเอียดข้างหลังเนี้ยบทีเดียว

Zaku

กาแฟ Zaku

ใกล้ๆ กับ Diver City จะมีตึก Fuji TV หน้าตาแปลกประหลาด ข้างในมีร้านขายของที่ระลึกจากละคร/อนิเมซีรีย์ที่ฉายทางช่องด้วย

Fuji TV

ออกจากตึก Fuji TV มาโผล่ที่ห้าง Aqua City ที่อยู่ติดๆ กัน ในห้างก็มีของขายเหมือนห้างทั่วไป ไม่มีอะไรพิเศษ ยกเว้นมี Official shop ของ Capcom ค่ายเกมชื่อดัง

Capcom

Capcom

แฟน Rockman คงอยากได้กัน แต่ตัวละ 3,000 เยนนี่ก็แพงไปหน่อยนะ

ออกจากห้างมา หันไปทางฝั่งโตเกียวจะเจอสะพาน Rainbow Bridge และเทพีเสรีภาพขนาดย่อส่วน ที่ไม่รู้ว่ามาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง ว่ากันว่าตอนกลางคืนวิวจะสวยมาก

Rainbow Bridge

เดินเรื่อยเปื่อยไปทางตะวันออกของเกาะ ผ่านห้าง Palette Town ไปจนเจอตึกหน้าตาประหลาดเหมือนพีระมิดสี่อันกลับหัวอยู่ ที่นี่คือ Tokyo Big Sight เป็นศูนย์ประชุมที่เอาไว้จัดงานแสดงต่างๆ งาน Comic Market ที่โด่งดังก็จัดกันที่นี่แหละ รวมทั้งงานจับมือของ AKB48 บางครั้งก็จัดที่นี่เหมือนกัน

Tokyo Big Sight

มุมนี้อาจจะคุ้นๆ กัน

Tokyo Big Sight

เข้าไปดูใกล้ๆ ก็ใหญ่โตทีเดียว

ข้างใต้เป็นท่ารถเมล์ ก็เลยนั่งกลับเข้าเมืองซะเลย ขี้เกียจไปนั่งรถไฟ (Yurikamome ค่าตั๋วแพงด้วย) นั่งไปสักพักก็มาโผล่ที่ Ginza

Printemps

Printemps ห้างสัญชาติฝรั่งเศส สาขา Ginza

เดินไปเดินมาเจอ Muji สาขาใหญ่ มีสินค้าขายทุกสิ่งอย่างตั้งแต่ของกิน ไม้จิ้มฟัน เสื้อผ้า ตู้เย็น ไปกระทั่งขายบ้านไม้สไตล์ Muji! ของที่ขายก็ราคาถูกกว่าที่ขายใน Muji สาขาบ้านเราอยู่พอสมควร แต่จังหวะนั้นไม่ได้อยากได้อะไรเป็นพิเศษ ก็เลยกลับออกมามือเปล่า

MUJI

มันคือ Muji สาขา Yurakucho

ระหว่างเดินหาทางกลับ เจอนักดนตรีเปิดหมวกเล่นอยู่ข้างถนน ฝีมือดีเลยทีเดียว

Street Musicians

หาทางมุดลงรถไฟใต้ดินได้ กลับถึงที่พักโดยสวัสดิภาพ

Skytree

จบวันนี้ด้วยวิว Tokyo Skytree ยามค่ำคืน ถ่ายจากดาดฟ้าที่พัก

โตเกียวเที่ยวเอง #4 : Tokyo Tower / Mori Art Museum

เที่ยวโตเกียววันที่สี่ ช่วงเช้าวันนี้จะไปดู Tokyo Tower สัญลักษณ์ที่อยู่คู่กับโตเกียวมาตั้งแต่ปี 1958

Tokyo Tower อยู่ลิบๆ

การเดินทางก็นั่งรถไฟใต้ดินมาโผล่ที่สถานี Daimon เงยหน้ามองหาหอคอยสูงๆ แล้วเดินตามถนนมาเลย

แวะกินข้าว

ระหว่างทางเจอร้าน Matsuya มีอาหารเซตมื้อเช้าราคาไม่แพง ก็แวะกินเอาแรงสักหน่อย

เดินตรงมาเรื่อยๆ ก่อนถึง TOkyo Tower จะเจอกับวัด Zojoji

Zojoji

อันนี้เป็นมุมบังคับ ถ่ายกันทุกคน

ในวัดก็ดูร่มรื่นดี มีแผ่นป้านเอมะขอพรเหมือนวัดอื่นๆ ที่ต่างออกไปคือมีตุ๊กตาหินตั้งเรียงรายอยู่เป็นแถว ไม่รู้เหมือนกันว่าหมายถึงอะไร

Zojoji

ตุ๊กตาหิน

เดินเลยวัดมาก็จะเจอกับ Tokyo Tower ตั้งตระหง่านอยู่

Tokyo Tower

Tokyo Tower

ตอนที่ไปเป็นช่วงเช้าวันทำงาน ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวเท่าไหร่ อาจจะไปเดินเห่อของใหม่กันอยู่แถว Tokyo Skytree หมดแล้วก็เป็นได้

ถ้าใครอยากขึ้นไปชมวิวก็สามารถซื้อตั๋วได้ที่ด้านล่าง แต่ตั้งใจว่าจะไปหาจุดชมวิวที่อื่น ก็เลยไม่ได้ขึ้นที่นี่

จาก Tokyo Tower ถ้าเดินอึดๆ หน่อย ก็สามารถเดินต่อไปถึง Roppongi ได้ไม่ไกลนัก

Tokyo

เดินชมวิวไปเรื่อย

Tokyo

Tokyo

จนมาถึง Roppongi Hills ซึ่งเป็นโซนที่มีการพัฒนาที่ดินครบวงจร มีหมู่ตึกทั้งอาคารสำนักงาน ช้อปปิ้งเซ็นเตอร์ ภัตตาคาร โรงแรม ที่อยู่อาศัย ฯลฯ และมีจุดเด่นคือตึกสูง Mori Tower

Mori Tower

ด้านล่างตึกมีแมงมุม Maman อยู่ตัวนึง

Mori Tower

ด้านบนของตึกก็เป็นที่ตั้งของ Mori Art Museum

ชั้น 52

Ticket

ตั๋วเข้าชมสามารถซื้อได้ทั้งแบบดูเฉพาะ museum หรือบวกค่าชมวิวที่ sky deck ซึ่งเป็นดาดฟ้าของตึกด้วย

Mori Art Museum

ตอนที่ไปเป็นนิทรรศการเรื่อง All you need is Love

Miku

ข้างในมี Miku Cafe ด้วย

Miku menu

เมนูตาม theme ของ Miku

ดูงาน art เสร็จแล้วก็ออกไปดู Sky deck บ้าง

Sky Deck

Sky Deck

ชื่อหรูหราว่า Sky Deck แต่จริงๆ ก็คือดาดฟ้าตึก มีลานจอดเฮลิคอปเตอร์ มีทางเดินรอบๆ ให้เกาะรั้วมองดูวิวได้ วันที่ขึ้นไปอากาศไม่ค่อยเป็นใจเท่าไหร่ ท้องฟ้าเมฆเยอะ มองลงมาแล้วไม่สวย ว่ากันว่าถ้าวันที่อากาศดีๆ ท้องฟ้าปลอดโปร่ง สามารถมองเห็นไกลไปถึงภูเขาไฟฟูจิเลยทีเดียว

Tokyo from the top

Tokyo from the top

ก็ไม่ค่อยประทับใจกับ Sky deck สักเท่าไหร่ รู้สึกไม่ค่อยคุ้มเงิน ถ้าไปตอนเย็นๆ ค่ำๆ อาจจะเห็นวิวดีกว่านี้ แต่ถ้าไปช่วงเวลาอื่น คิดว่าดูแค่ museum อย่างเดียวก็พอ

ต่อตอนหน้าครับ

โตเกียวเที่ยวเอง #3.2 : ศาลเจ้าเมจิ / Harajuku / Ginza

โตเกียววันที่สามช่วงบ่าย ต่อจากตอนที่แล้ว จะไปเดินเล่นในศาลเจ้าเมจิ โดยการเดินทางก็นั่งรถไปที่สถานี Harajuku

ชินจิ
นักเตะชื่อดังที่ไม่ค่อยจะมีโอกาสได้ลงตัวจริงสักเท่าไหร่

ออกจากสถานี Harajuku แล้วศาลเจ้าจะอยู่ถนนฝั่งเดียวกันเลย

ศาลเจ้า
ประตูทางเข้า

ศาลเจ้าเมจิมีบริเวณกว้างขวางมาก ข้างในมีต้นไม้เยอะ เรียกว่าเป็นป่าขนาดย่อมๆ เลยก็ว่าได้ จากประตูหน้ากว่าจะเดินเข้าไปถึงส่วนที่เป็นศาลเจ้าก็ไกลใช้ได้ เดินกันไม่ต่ำกว่า 20 นาที

ถังไวน์
ถังไวน์ตั้งให้ดูระหว่างทางเดิน

ป่า
ต้นไม้ครึ้มเป็นป่าเลย

ข้างๆ ศาลเจ้าเมจินี่จะมีสวนสาธารณะ Yoyogi อยู่ติดกัน รวมสองที่นี่เข้าด้วยกันจะเป็นพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ที่สุดในโตเกียวเลยทีเดียว

ศาลเจ้า
เดินมาถึงศาลเจ้าละ

เอมะ
มีแผ่นป้ายเอมะที่มีคนมาเขียนขอพรเหมือนกับที่อื่น เห็นมีบางป้ายเขียนเป็นภาษาไทยเหมือนกัน

เค้าว่าที่ศาลเจ้านี่เป็นสถานที่ยอดนิยมอีกแห่งหนึ่งสำหรับการแต่งงานแบบญี่ปุ่น ตอนที่ไปก็เจอแต่งอยู่สองคู่ เป็นของแปลกสำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเรา

งานแต่ง

มุมสงบ
มุมเงียบๆ ขลังๆ หน่อยก็มี

เสร็จจากเดินเที่ยวในศาลเจ้าแล้วก็เดินกลับมาที่สถานี Harajuku เพื่อข้ามถนนไปยังถนน Takeshita ซึ่งเป็นถนนสายหลักของย่าน Harajuku

Harajuku
มวลมหาประชาโตเกียว (และนักท่องเที่ยว)

ข้าวของใน Takeshita Street ส่วนใหญ่เป็นสินค้าแฟชั่นวัยรุ่น ดีไซน์จะแรงๆ หน่อย นอกจากนั้นก็มีขนม, ของกินสำหรับวัยรุ่น (เช่น เครป)

Harajuku

Takeshita Street เป็นถนนที่ไม่ยาวมาก ราวๆ 400 เมตรเท่านั้นเอง ทำให้ร้านค้าบางส่วนต้องหลบไปอยู่ในซอยที่แยกออกจากตัวถนนหลักอีกที

มีอยู่หลืบนึง ถ้าเดินเข้าไปจะพบกับร้าน Evangelion Store สาขา Tokyo-01 ที่ขายสินค้าจากอนิเมที่แม้จะจบไปหลายปีแล้วก็ยังขยันออกสินค้ามาดูดเงินแฟนๆ ไปได้เรื่อยๆ

Eva Store
ด้านหน้าร้าน

Eva Store
จำลองแปลงต้นไม้ที่คาจิปลูกไว้ตามในท้องเรื่อง

ด้านในสวยดี แต่ห้ามถ่ายรูป สามารถดูบรรยากาศและสินค้าที่มีขายได้จากใน Official Website

เดินอยู่พักนึง สุดท้ายก็ออกมามือเปล่าเพราะของแต่ละอย่างแพงมาก (เสื้อยืดตัวละ 5,000 เยนงี้) ของที่ไม่แพงก็เป็นของที่ซื้อไปแล้วก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร คงได้แต่เก็บไว้เฉยๆ ก็เลยไม่ซื้อดีกว่า

ออกจาก Takeshita Street มาก็เริ่มเย็นแล้ว ตามแผนที่วางไว้วันนี้จะไปจบที่ย่าน Ginza ซึ่งอยู่อีกฟากนึงของโตเกียวก็ต้องรีบนั่งรถไฟไป

Ginza
ถึง Ginza แล้ว

Ginza Station
รถไฟใต้ดิน Ginza สถานีนี้มีสามสายวิ่งผ่าน

Ginza เป็นย่านหรูหรา สำหรับคนมีตังค์ ร้านแบรนด์เนมทั้งหลายก็จะมี shop อยู่บนถนนนี้กันถ้วนหน้า

Apple
สาวก Apple สามารถมาสักการะศาสนสถานได้ที่สาขา Ginza นี้

World Order
ร้านสูท Aoyama มีวงที่มีอิมเมจเข้ากับแบรนด์มากๆ อย่าง World Order เป็นพรีเซ็นเตอร์ให้

กิโมโน
นอกจาก salary man ใส่สูทแล้ว ยังมีสาวๆ ใส่กิโมโนเดินตามถนนด้วย

Ginza
สี่แยกที่เหมือนเป็น landmark ของ Ginza มีหอนาฬิกา Seiko เด่นเป็นสง่า

Uniqlo
Uniqlo สาขานี้มีทั้งหมด 7 ชั้น ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเดินมาละ

GU
นอกจาก Uniqlo ร้านใหญ่แล้วยังมี GU ซึ่งเป็นแบรนด์ลูกของ Uniqlo ด้วย เสื้อผ้าจะวัยรุ่นกว่า Uniqlo หน่อยนึง ราคาถูกกว่าพอสมควร

ทริปนี้เจอ Uniqlo หลายร้านมาก ไปย่านไหนก็เจอ แม้กระทั่งในสถานีรถไฟบางสถานีก็ยังมี ไม่แปลกใจเลยว่า Tadashi Yanai จะเป็นคนที่รวยที่สุดในญี่ปุ่น

เดินออกจาก Ginza หาทางลงรถไฟ ไปๆ มาๆ เจอร้านข้างทางน่ากินดี แต่โต๊ะเต็มและท่าทางคงจะสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง ก็เลยกลับดีกว่า

Izakaya
ร้านข้างทาง กินของปิ้งย่างแกล้มเบียร์

ต่อตอนหน้าครับ

โตเกียวเที่ยวเอง #3 : Ueno / Sendagaya

วันนี้ตื่นแต่เช้า เป้าหมายมุ่งหน้าที่สวนอุเอโนะ ที่เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางกรุง

Wonda
สวัสดียามเช้ากับกาแฟ Wonda พรีเซ็นเตอร์โดย โอชิมะ ยูโกะ

Breakfast
มื้อเช้าวันนี้ ข้าวปั้นไข่ปลามายองเนส 120 เยน

Waiting

Keep to the left

เดินทางด้วยรถไฟเหมือนเดิมไปสถานี Keisei Ueno เข้าสวนทางประตูทิศใต้จะเจอกับรูปปั้น ไซโง ทะกะโมริ หรือที่รู้จักกันในชื่อ The Last Samurai

ไซโง ทะกะโมริ

ทางเดิน
ทางเดินในสวน ร่มรื่น ต้นไม้เยอะดี เป็นสถานที่ยอดฮิตในการชมซากุระของชาวโตเกียว แต่พอดีช่วงที่ไปมันหมดช่วงซากุระบานแล้ว ก็เลยไม่มีให้ดู

ถ้าไม่นับเรื่องชมซากุระ ในสวนนี่ก็จะมีทั้งคนมาวิ่งออกกำลังกาย หรือพาหมามาเดินเล่นก็มี คล้ายๆ สวนลุมบ้านเรา

หมา
หมาหมู่

ที่เด็ดกว่าสวนลุมของเราคือในสวนมีสนามเบสบอลด้วย เด็กที่มาเล่นแต่งตัวกันเต็มยศ มีโค้ช มีผู้จัดการทีม เหมือนในการ์ตูนที่เคยอ่านเลยทีเดียว

เบสบอล
มุ่งสู่โคชิเอ็ง

นอกจากจะมีที่ให้พักผ่อนหย่อนใจแล้ว ในสวน Ueno นี้ยังเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์หลายแห่งด้วย

Museum
Tokyo National Museum

วันนี้ไม่มีโปรแกรมเข้าพิพิธภัณฑ์ แต่จะเข้าไปดูสวนสัตว์ที่อยู่ในสวนแทน

Zoo
ด้านหน้าของ Ueno Zoo

ที่สวนสัตว์ Ueno นี่จะแบ่งพื้นที่ออกเป็นสองส่วน โดยมีถนนคั่นกลาง สามารถนั่ง monorail ข้ามได้ สัตว์ที่มีให้ดูก็ไม่ต่างจากเขาดินบ้านเรานัก โดยมีแพนด้าเป็นดาราชูโรง

แพนด้า
แพนด้าที่ไหนๆ ก็ดูขี้เกียจพอกัน

ข้างในสวนสัตว์มีศาลาไทยตั้งอยู่ด้วย เป็นของขวัญจากไทยเนื่องในโอกาสครบรอบความสัมพันธ์ 120 ปี ไทย-ญี่ปุ่น

ศาลาไทย
ศาลาไทย ไม่เข้ากับส่วนอื่นๆ ของที่นี่เลยสักนิด

อัลปาก้า
อัลปาก้า

จุดต่างจากสวนสัตว์ในบ้านเราอีกอย่างหนึ่งคือ ที่นี่จะมีโซนที่ให้เราเข้าสัมผัสกับสัตว์ตรงๆ ได้ด้วย ก็จะเป็นสัตว์พวกแพะ กระต่าย ไก่ ที่เป็นสัตว์เลี้ยง

แพะ

สวนสัตว์ที่นี่ถ้าเทียบขนาดแล้วก็จะเล็กกว่าเขาดินบ้านเรา แต่กรงสัตว์จะอยู่ใกล้กันมากกว่า เดินไม่เหนื่อยมากนัก

เดินทะลุสวนสัตว์ออกมาข้างนอก เจอ Okura Theater โรงหนังสำหรับผู้ใหญ่อยู่ติดกันเลย

Adult Movie
ไม่ได้เข้าไปดูหรอกนะ

ข้ามมาอีกฟากนึงของถนน ด้านตะวันออกของสวน Ueno จะเจอกับตรอก Ameyoko ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวมีชื่อเสียงในหมู่นักท่องเที่ยวบ้านเรา

ชื่อเต็มๆ ของตรอกนี้คือ Ameya Yokocho แปลได้ประมาณว่า ตรอกขนมหวาน ของที่มีขายมีตั้งแต่ของกิน ของใช้ เสื้อผ้า สื่อบันเทิง ฯลฯ

Ameyoko

ถ้าใครดูซีรีย์ Amachan อาจจะคุ้นๆ กับที่นี่ เพราะ theater ของ AmeJo (ในเรื่อง) ก็อยู่ตรงด้านหน้านี่เอง

กิน
ของกินก็มีขาย

ในตรอกคนเยอะมาก ไม่ได้กะจะซื้อะไร เดินแค่ผ่านๆ แล้วต่อรถไฟไปเป้าหมายถัดไปคือแถบ Sendagaya

พอดีถึงเวลากินข้าว ก็เลยแวะ Tokyo Chikara Meshi ร้านข้าวหน้าเนื้อยี่ห้อที่มีสาขาเยอะอีกเจ้านึง รองจาก Sukiya และ Yoshinoya

ชีส
ชีสเยิ้มๆ

ปามิวๆ
โฆษณาอัลบั้มใหม่ (ในตอนนั้น) ของ Kyary Pamyu Pamyu

หมีเบื่อ

แถวนี้เป็นย่านคนพักอาศัย ดูเงียบสงบดี ไม่ค่อยวุ่นวาย เดินถ่ายรูปไปสักพักก็มาถึงที่หมาย คือ Jazz Bar ของนักเขียน Haruki Murakami (ลายแทงจากเว็บนี้)

Haruki Murakami เคยเปิด Jazz Bar ชื่อ Peter Cat อยู่ที่ชั้น 1 ตึกนี้ (ตอนนี้ปิดไปแล้ว)

Jazz Bar
มาชักภาพเฉยๆ ให้รู้ว่าเคยมาแล้ว

ละแวกนั้นมีสนามเบสบอล Meiji Jinku Stadium ด้วย วันที่ไปมีแข่งพอดี มีกองเชียร์เดินทางมาดูกันเยอะอยู่ พ่อแม่จูงลูกหลานมาเป็นครอบครัว เป็นบรรยากาศที่ไม่ค่อยเห็นในบ้านเราสักเท่าไหร่

รอบๆ สนามมีของที่ระลึกขายทั่วไป แต่แพงไปหน่อย (และขี้เกียจขนกลับ) เลยไม่ได้อะไรติดมือกลับมา

Baseball Stadium
ด้านหน้าสนาม

พริตตี้
ญี่ปุ่นก็มีพริตตี้

ที่สนาม Meiji Jingu Stadium นี่มีเกร็ดที่เกี่ยวข้องกับ Murakami เล็กน้อย เจ้าตัวเขียนไว้ใน What I Talk About When I Talk About Running ว่า

Hilton got a hit down the left field line. The crack of bat meeting ball right on the sweet spot echoed through the stadium. Hilton easily rounded first and pulled up to second. And it was at the exact moment that a thought struck me: ‘You know what? I could try writing a novel.’

I still can remember the wide open sky, the feel of the new grass, the satisfying crack of the bat. Something flew down from the sky at that instant, and whatever it was, I accepted it.

และนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นอาชีพนักเขียนของ Murakami

มีต่อตอนถัดไปครับ

The Venezia Hua Hin

The impressive photo shoot location and a perfect day trip from Bangkok

HUAHIN-29

The Venezia Hua Hin เป็นสถานที่่ดึงดูดนักท่องเที่ยวอีกจุดในเมืองหัวหิน ด้วยการตกแต่งเลียนแบบสถาปัตยกรรมหลายๆอย่างของประเทศอิตาลี

นอกจากจะเป็นสถานที่สำหรับมาถ่ายรูปเล่นแล้ว ยังมีร้าน Outlet ให้จับจ่ายซื้อของอีกด้วย

HUAHIN-82ทีนี่มีค่าเข้า ขั้นต่ำน่าจะประมาณ 80 บาท ถ้าอยากเล่นเครื่องเล่นหรือนั่งเรือกอนโดลาก็จะมีบัตรคอมโบให้เลือกซื้อแพคเกจที่เหมาะสม

HUAHIN-70

ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะไปคือช่วยบ่ายแก่ๆ ประมาณ 3 โมงเย็นเป็นต้นไป เพราะจะได้ไม่ร้อนมาก และยังมีแสงสว่างมากพอที่จพถ่ายรูปออกมาสวยHUAHIN-52

ถ้าใครมีเวลาว่างก็ลองแวะไปเที่ยวดูนะครับ

HUAHIN-179
HUAHIN-77
HUAHIN-54
HUAHIN-160
HUAHIN-190
HUAHIN-134
HUAHIN-101
HUAHIN-35
HUAHIN-119
HUAHIN-132
HUAHIN-72
HUAHIN-84

 

Say Hello to Ghost

รู้สึกเบื่อๆ Wordpress เลยลองเปลี่ยนมาใช้ Ghost แทน คิดว่ารูปแบบการเขียนที่ง่ายขึ้น จะช่วยลดความขี้เกียจในการเขียนลงได้บ้าง

ลองทดสอบระบบ import จาก wordpress มา ghost แล้วยังเจอ bug อยู่ในระดับใช้งานไม่ได้ โพสต์เก่าๆ คงต้องทยอยเอามาลงแบบ manual แทน

โตเกียวเที่ยวเอง #2.2 : Bridgestone Museum of Art / Akihabara รอบสอง

เสร็จจาก Edo-Tokyo Museum แล้ว สถานที่ต่อไปที่จะไปต่อคือ Bridgestone Museum of Art ก็นั่งรถไฟข้ามกลับมาทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสุมิดะ ลงที่สถานี Tokyo แล้วเดินอีก 5 นาที

ร้านขายของในสถานี

ชุดนักเรียนญี่ปุ่น

มาถึงหน้า museum แล้ว

Bridgestone Museum of Art เป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดไม่ใหญ่นัก เดินสักชั่วโมงเดียวก็ทั่วแล้ว งานส่วนใหญ่เป็นภาพเขียนของศิลปินตะวันตก เน้นไปทางกลุ่มพวก Impressionist อย่าง Renoir, Monet, Degas ฯลฯ แต่ก็ไม่ค่อยมีงานชิ้นดังๆ เท่าไหร่ (ข้างในห้ามถ่ายรูป)

ตั๋วราคาราวๆ 1,500 เยน ขึ้นอยู่กับนิทรรศการหมุนเวียนช่วงนั้นว่ามีอะไรให้ดู

ช่วงที่ไปมีนิทรรศการหมุนเวียนเรื่องปารีสในสายตาของศิลปินญี่ปุ่น ก็มีรูปให้ดูเพลินๆ

ป้ายโฆษณาหน้า museum

ดูจบแล้วก็มีอีเวนท์ที่ต้องย้อนกลับไปที่ Akihabara อีกรอบนึง

เจอยีราฟระหว่างทางเดินไปสถานี

ยีราฟอีกมุมนึง

ในสถานีมีโฆษณา anpanman museum

โฆษณาเบียร์ Kirin โดย Yu Aoi ฟองเบียร์หน้าตาน่ากินมาก

โยโดบาชิคาเมรา ร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าร้านดังที่ไม่ได้มีแค่กล้อง

โฆษณาเครือข่าย 4G-LTE ของ EMobile พรีเซนเตอร์โดย Itano Tomomi

ในย่าน Akihabara บางหลืบก็จะมีร้านขายของสำหรับผู้ใหญ่อยู่ด้วย บางร้านก็มีแบ่งชั้นแยกโซนชัดเจน แต่บางร้านก็โฆษณากันตรงๆ ข้างถนนเลย

แท่งแดงๆ อันนี้ไม่แน่ใจว่าสินค้าอะไร

หนังแผ่นออกใหม่ก็มีโปสเตอร์แปะกันให้ดูหน้าร้าน

ตึก Radio Kaikan ที่เป็นตึกสำคัญในอนิเม Steins;Gate ด้านบนไม่มีดาวเทียมตกลงมาใส่ตามในท้องเรื่องแต่อย่างใด

มีรถโกคาร์ทให้เช่าขับด้วย

วันนั้นมีตลาดนัดคล้ายๆ เปิดท้ายขายของ ก็มีคนเอาของมาขาย ส่วนใหญ่เป็นพวกสินค้าอนิเม ตุ๊กตา ฟิกเกอร์ เกมส์ ฯลฯ ราคาถูกใช้ได้เลย โดยเฉพาะถ้าเทียบกับราคาในบ้านเรา

ฟิกเกอร์แบกะดิน

ร้านค้าในย่านนี้หลายๆ ร้านจะมีตู้กระจกให้คนเอาสินค้ามาฝากขาย บางร้านก็มีเรียงกันเป็นตับเลย ถ้าเราสนใจของชิ้นไหนก็บอกคนเฝ้า เค้าจะไขกุญแจหยิบของมาให้ ถ้าเดินหาดีๆ ก็เจอของดีราคาถูกได้ไม่ยาก

ซีดี Sayonara Crawl ราคาเต็ม 1,000 เยน ขายแค่ 100 เยน (แต่ไม่มีของแถม)

เหมือนจะเป็นร้านปาจิงโกะที่ใช้ theme แบบ Evangelion

ตู้ล็อคเกอร์หยอดเหรียญ ก็ทำเป็น theme เข้ากัน

เป้าหมายหลักของการกลับมา Akihabara วันนี้คือ วันนี้เป็นวันที่มีงานประกาศผลเลือกตั้ง AKB48 โดยที่ AKB48 Cafe เค้าจะเปิดให้เข้าไปดูถ่ายทอดสดจาก Nissan Stadium โยโกฮาม่าผ่านทีวีจอยักษ์เลยทีเดียว (จริงๆ มันถ่ายทอดสดทางเว็บอยู่แล้ว ก็เปิด YouTube ให้ดูน่ะแหละ)

ตอนบ่ายแก่ๆ คนที่อยากจะเข้าไปดูก็ไปต่อคิวหน้า Cafe แล้วจะมี staff มาแจกเบอร์ให้ (ใช้ปากกาเขียนไว้ที่มือ) รอจนถึงเวลาแล้วทีมงานจะ random เบอร์เรียกเข้าไปเป็นชุดๆ จนกว่าจะเต็มความจุของ Cafe คนที่ได้เข้าไปก็ต้องจ่ายค่าเข้า 2,000 เยน แล้วจะได้อาหารเซ็ตนึง เป็นแฮมเบอร์เกอร์ + เฟรนช์ฟรายด์ + น้ำอัดลม เอาไว้กินตอนถ่ายทอด

งานนี้ไปเจอคนไทยร่วมชะตากรรมอย่าง @bongbank และ @ineungs ที่ซื้อตั๋วคอนเสิร์ตไม่ได้ มารอดูถ่ายทอดสดเหมือนกัน สุดท้ายก็ได้เข้าไปทั้งหมด (มีทีวีญี่ปุ่นมาสัมภาษณ์ด้วย)

การดูประกาศผลการเลือกตั้งที่ถึงแม้จะฟังภาษาญี่ปุ่นไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่บรรยากาศรอบข้างที่เต็มไปด้วยแฟนๆ ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ร่วม ลุ้นทั้งตอนประกาศผล และเศร้าตอนที่เมมเบอร์ประกาศจบการศึกษา เป็น moment ที่หาที่อื่นได้ยากจริงๆ

กว่าจะจบงานก็มืดแล้ว ออกมาด้านนอกจะมีป้ายไฟตัวอักษรวิ่ง บอกอันดับของเมมเบอร์ในการเลือกตั้ง

ตัวหนังสือวิ่งบอกผลการเลือกตั้ง

ออกมาแล้วเพิ่งรู้ว่าด้านนอกก็มีถ่ายทอดออกทีวีด้วย

จบแล้วก็นั่งรถไฟกลับที่พัก เป็นอันจบวันที่สอง

โตเกียวเที่ยวเอง #2 : วัดเซ็นโซจิ / โตเกียวสกายทรี / Edo-Tokyo Museum

วันที่สองของการเที่ยวโตเกียว ต่อจาก entry ก่อน วันนี้ตื่นแต่เช้า ออกมาวัดเซ็นโซจิ ที่อยู่ใกล้ๆ ที่พัก

วัดเซ็นโซจิ เป็นวัดดังอยู่ในย่านอาซาคุสะ ทำให้บางครั้งนักท่องเที่ยวก็เรียกที่นี่กันว่าวัดอาซาคุสะ มาเดินดูช่วงเช้า บรรยากาศจะเงียบๆ หน่อยเพราะร้านค้ายังไม่เปิด นักท่องเที่ยวยังไม่มา

Kaminarimon
ประตูวัด มีโคมแดงใหญ่เด่นเป็นสัญลักษณ์

ประตูที่มีโคมใหญ่นี่เรียกว่า Kaminarimon (雷門) แปลว่า ประตูสายฟ้า สองข้างจะมีรูปปั้นเทพสายฟ้าและเทพสายลม ไรจิน-ฟูจิน เฝ้าอยู่ มองเข้าไปจะมีร้านค้าขายของหลอกกินตังค์นักท่องเที่ยวตลอดสองข้างทาง ต้องเดินผ่านโซนร้านขายของนี่เข้าไปถึงจะเจอกับตัววัด

Koban
ป้าย “Koban” หรือป้อมตำรวจใกล้ๆ วัด ด้านหลังเป็นโฆษณา DVD/Blueray คอนเสิร์ต Request Hour ของ AKB48

Too early
มาเช้าเกิน ร้านค้ายังไม่เปิด

Gateway
เดินผ่านโซนร้านค้าเข้าไป ก็จะเข้าเขตวัด

Temple
ตัววัดก็เป็นวัดญี่ปุ่น ขนาดใหญ่ ด้านข้างมีเจดีย์สูง

Japanese garden
ข้างวัดมีจัดสวนสไตล์ญี่ปุ่น ร่มรืนดี มีน้ำตก มีน้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลา

เนื่องจากแถวนี้เป็นแหล่งนักท่องเที่ยว ไม่ว่ากรุ๊ปทัวร์ประเทศไหนเป็นต้องมาลงที่นี่ เดินออกจากวัดไปนิดเดียวก็เจอของแนวขายนักท่องเที่ยวเต็มไปหมด

Masks
สารพัดหน้ากาก

Omatsuri
ภาพด้านหลังเป็นเทศกาลอะไรสักอย่าง ที่ชายหนุ่มจะมาช่วยกันหามเกี้ยว

Walking & Cycling
ทางเท้าที่นี่กว้าง มีทั้งคนเดินและปั่นจักรยาน

เดินไปทางตะวันตกของวัดเรื่อยๆ จะไปทะลุออกถนน Kappabashi ซึ่งเป็นย่านขายของจำพวกเครื่องครัว หม้อ ไห จาน ชาม กระทะ
แต่เพราะว่ายังเช้าอยู่ ร้านส่วนใหญ่ก็เลยยังไม่เปิด

มีเรื่องตลกตรงที่ ชื่อถนน Kappabashi มันจะไปพ้องกับตัว กัปปะ (สัตว์ในนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่น) ทำให้ถนนเส้นนี้ประดับตกแต่งด้วยตัวกัปปะอยู่ทั่วไป

Kappa
กัปปะ

Yet another kappa
นี่ก็กัปปะ

Not Kappa
นี่ไม่ใช่กัปปะ

Chef
สี่แยกแถวนั้น มีหุ่นพ่อครัวตัวใหญ่

Fugu
ปักเป้า

เดินจนกระทั่งหิว ก็ไปหาข้าวเช้ากิน ซึ่งมื้อนี้ก็เป็นร้านกดปุ่มซื้อจากตู้เหมือนเดิม

Breakfast
บรรยากาศในร้าน ลูกค้ายังไม่พลุกพล่าน

จำไม่ได้ว่าที่ไปกินเป็นร้านชื่ออะไร แต่ในบรรดาร้านข้าวหน้าเนื้อในโตเกียว จะมีหลักๆ อยู่ไม่กี่ยี่ห้อ ได้แก่ Matsuya, Sukiya (อันนี้บ้านเรามีสาขาที่เกตเวย์เอกมัย), Yoshinoya (มีหลายสาขาตามห้าง) แล้วก็ Tokyo Chikara Meshi กระจายอยู่ทั่วโตเกียว เรียกว่าเดินไปย่านไหนก็มีร้านข้าวหน้าเนื้อให้กิน

Gyudon
ข้าวหน้าเนื้อพร้อมซุป เซตนี้ 380 เยน น้ำเปล่าเติมฟรี

จัดการอาหารเช้าเสร็จก็เดินย้อนมาทางตะวันออก ข้ามแม่น้ำสุมิดะมาอีกฝั่งหนึ่ง จะเห็นตึกสำนักงานใหญ่ของเบียร์ Asahi สังเกตว่าตึกด้านซ้ายจะเป็นรูปแก้วเบียร์ มีฟองอยู่ข้างบน ส่วนด้านขวาคือ Asahi Beer Hall เป็นตึกตกแต่งด้วยกระจกสีดำ ด้านบนมีเปลวไฟสีทอง ออกแบบโดยนักออกแบบชื่อดัง Philippe Stark

Buildings
มองจากระยะไกล ด้านหลังจะเห็นโตเกียวสกายทรีด้วย

Golden Flame
เข้ามาดูใกล้ๆ บางคนเค้าก็ว่าเหมือนก้อนขี้มากกว่าเปลวไฟนะ

Art on the wall
ภาพวาดบนผนัง เนียนเชียว

Jojo
ร้านมินิมาร์ท Lawson จัดแคมเปญอะไรสักอย่างกับ Jojo Allstar Battle

เดินมาเรื่อยๆ ก็จะเจอกับโตเกียวสกายทรี แหล่งท่องเที่ยวใหม่ของโตเกียวที่เพิ่งสร้างเสร็จเมื่อไม่กี่ปีนี้เอง

Skytree
ตรงฐานจะเป็นศูนย์การค้า

Skytree
มองจากล่างขึ้นบน

โตเกียวสกายทรีเป็น landmark สำคัญแห่งใหม่ ที่สามารถดูดเงินออกจากกระเป๋านักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี นอกจากจะขายตั๋วขึ้นไปชมวิวแล้ว ก็ยังมีศูนย์การค้าที่ด้านล่าง ขายของที่ระลึกอีกต่อหนึ่งอีก

Doraemon
สินค้าหลายๆ อย่างก็จะทำเป็น theme เกี่ยวกับโตเกียวสกายทรี เอาไว้ขายที่นี่โดยเฉพาะ เช่นแมวอ้วนเกาะเสานี่

Eva
สินค้าเอวา หลอกกินเงินสาวกมาเป็นสิบปี

LINE
สินค้าจากโปรแกรมแชทยอดฮิตก็มี (แต่ห้างอื่นก็มีขายนะ)

Kitty x Eva
Kitty x Evangelion ราคาตามป้าย

โชคดีที่ว่าเดินดูสินค้าพวกนี้แล้วยังข่มใจไว้ไม่ให้ซื้อสำเร็จ ก็ประหยัดเงินไปได้

Canal
ก่อนจะไปที่อื่นต่อ แวะถ่ายมุมจากสะพานข้ามคลองแถวนั้น

เป้าหมายต่อไปของวันนี้คือ Edo-Tokyo Museum ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากแถวนั้นเท่าไหร่

Edo-Tokyo Museum
หน้าตาตึกพิพิธภัณฑ์เอโดะ-โตเกียว

Ticket
ตั๋วเข้าชมราคา 800 เยน

What is this?
ซุ้มอะไรสักอย่าง ท่าทางหลอนๆ ดี

Edo-Tokyo Museum เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เล่าเรื่องความเป็นมาของโตเกียว ตั้งแต่สมัยที่ยังใช้ชื่อว่าเอโดะ ผ่านช่วงเวลาแต่ละยุค จนกระทั่งเข้าสู่ยุคโตเกียวสมัยใหม่ พื้นที่จัดแสดงงานกว้างขวาง ถ้าไม่รู้ภาษาญี่ปุ่น เดินสัก 1-2 ชั่วโมงก็ทั่ว

Event
มีอีเวนต์อะไรสักอย่าง น่าจะเป็นป้าๆ มาแสดงดนตรีพื้นเมือง

งานที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์จะมีทั้งข้าวของเป็นชิ้นๆ แล้วก็โมเดลเมืองจำลองที่ทำได้เนี้ยบสุดๆ

Edo-Tokyo Museum
โมเดลเมืองจำลอง แสดงถนนสายค้าขายของเอโดะ

Edo-Tokyo Museum
ชุดเกราะนักรบอะไรสักอย่าง

Edo-Tokyo Museum
สะพานข้ามแม่น้ำและการค้าขายทางเรือ

Edo-Tokyo Museum
อ่านป้ายออก แต่แปลไม่ได้

Edo-Tokyo Museum
ยุคที่เริ่มได้รับอิทธิพลจากตะวันตก

Occupied Tokyo
หลังยุคสงครามที่โตเกียวถูกยึด

Post-war Tokyo
โมเดลจำลองสภาพโตเกียวในยุคหลังสงคราม

คนที่สนใจประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ชอบอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นย้อนยุค ไม่ควรพลาดที่นี่ครับ

ออกจากพิพิธภัณฑ์มาก็จะเจอกับอาคารใหญ่อีกแห่งหนึ่ง ตรงนี้คือ เรียวโกคุโคคุกิคัง ซึ่งเป็นสนามแข่งซูโม่ ความจุ 13,000 ที่นั่ง นอกจากเอาไว้แข่งซูโม่แล้วบางโอกาสก็เอามาจัดแข่งมวยหรือคอนเสิร์ตด้วย

Sumo
อยู่ถัดจาก Edo-Tokyo Museum เลย

เนื่องจากแถวนี้เป็นย่านซูโม่ เมื่อไปสถานีรถไฟก็จะเจอประดับตกแต่งด้วยของเกี่ยวกับซูโม่

Sumo
คนนี้น่าจะเป็นแชมป์อะไรสักอย่าง

Sumo
ภาพพิมพ์มือของนักซูโม่

จบไว้แค่เท่านี้ก่อน ต่อตอนถัดไปครับ

โตเกียวเที่ยวเอง #2.2 : Bridgestone Museum of Art / Akihabara รอบสอง

เสร็จจาก Edo-Tokyo Museum แล้ว สถานที่ต่อไปที่จะไปต่อคือ Bridgestone Museum of Art ก็นั่งรถไฟข้ามกลับมาทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสุมิดะ ลงที่สถานี Tokyo แล้วเดินอีก 5 นาที

Shop
ร้านขายของในสถานี

Seifuku
ชุดนักเรียนญี่ปุ่น

Museum
มาถึงหน้า museum แล้ว

Bridgestone Museum of Art เป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดไม่ใหญ่นัก เดินสักชั่วโมงเดียวก็ทั่วแล้ว งานส่วนใหญ่เป็นภาพเขียนของศิลปินตะวันตก เน้นไปทางกลุ่มพวก Impressionist อย่าง Renoir, Monet, Degas ฯลฯ แต่ก็ไม่ค่อยมีงานชิ้นดังๆ เท่าไหร่ (ข้างในห้ามถ่ายรูป)

Ticket
ตั๋วราคาราวๆ 1,500 เยน ขึ้นอยู่กับนิทรรศการหมุนเวียนช่วงนั้นว่ามีอะไรให้ดู

ช่วงที่ไปมีนิทรรศการหมุนเวียนเรื่องปารีสในสายตาของศิลปินญี่ปุ่น ก็มีรูปให้ดูเพลินๆ

Paris
ป้ายโฆษณาหน้า museum

ดูจบแล้วก็มีอีเวนท์ที่ต้องย้อนกลับไปที่ Akihabara อีกรอบนึง

Giraffe
เจอยีราฟระหว่างทางเดินไปสถานี

Giraffe
ยีราฟอีกมุมนึง

Anpanman
ในสถานีมีโฆษณา anpanman museum

Kirin
โฆษณาเบียร์ Kirin โดย Yu Aoi ฟองเบียร์หน้าตาน่ากินมาก

Yodobashi
โยโดบาชิคาเมรา ร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าร้านดังที่ไม่ได้มีแค่กล้อง

Tomochin
โฆษณาเครือข่าย 4G-LTE ของ EMobile พรีเซนเตอร์โดย Itano Tomomi

ในย่าน Akihabara บางหลืบก็จะมีร้านขายของสำหรับผู้ใหญ่อยู่ด้วย บางร้านก็มีแบ่งชั้นแยกโซนชัดเจน แต่บางร้านก็โฆษณากันตรงๆ ข้างถนนเลย

Akihabara
แท่งแดงๆ อันนี้ไม่แน่ใจว่าสินค้าอะไร

Akihabara
หนังแผ่นออกใหม่ก็มีโปสเตอร์แปะกันให้ดูหน้าร้าน

Radio Kaikan
ตึก Radio Kaikan ที่เป็นตึกสำคัญในอนิเม Steins;Gate ด้านบนไม่มีดาวเทียมตกลงมาใส่ตามในท้องเรื่องแต่อย่างใด

Go Kart
มีรถโกคาร์ทให้เช่าขับด้วย

วันนั้นมีตลาดนัดคล้ายๆ เปิดท้ายขายของ ก็มีคนเอาของมาขาย ส่วนใหญ่เป็นพวกสินค้าอนิเม ตุ๊กตา ฟิกเกอร์ เกมส์ ฯลฯ ราคาถูกใช้ได้เลย โดยเฉพาะถ้าเทียบกับราคาในบ้านเรา

Marketplace
ฟิกเกอร์แบกะดิน

ร้านค้าในย่านนี้หลายๆ ร้านจะมีตู้กระจกให้คนเอาสินค้ามาฝากขาย บางร้านก็มีเรียงกันเป็นตับเลย ถ้าเราสนใจของชิ้นไหนก็บอกคนเฝ้า เค้าจะไขกุญแจหยิบของมาให้ ถ้าเดินหาดีๆ ก็เจอของดีราคาถูกได้ไม่ยาก

CD
ซีดี Sayonara Crawl ราคาเต็ม 1,000 เยน ขายแค่ 100 เยน (แต่ไม่มีของแถม)

Eva
เหมือนจะเป็นร้านปาจิงโกะที่ใช้ theme แบบ Evangelion

Coin Locker
ตู้ล็อคเกอร์หยอดเหรียญ ก็ทำเป็น theme เข้ากัน

เป้าหมายหลักของการกลับมา Akihabara วันนี้คือ วันนี้เป็นวันที่มีงานประกาศผลเลือกตั้ง AKB48 โดยที่ AKB48 Cafe เค้าจะเปิดให้เข้าไปดูถ่ายทอดสดจาก Nissan Stadium โยโกฮาม่าผ่านทีวีจอยักษ์เลยทีเดียว (จริงๆ มันถ่ายทอดสดทางเว็บอยู่แล้ว ก็เปิด YouTube ให้ดูน่ะแหละ)

ตอนบ่ายแก่ๆ คนที่อยากจะเข้าไปดูก็ไปต่อคิวหน้า Cafe แล้วจะมี staff มาแจกเบอร์ให้ (ใช้ปากกาเขียนไว้ที่มือ) รอจนถึงเวลาแล้วทีมงานจะ random เบอร์เรียกเข้าไปเป็นชุดๆ จนกว่าจะเต็มความจุของ Cafe คนที่ได้เข้าไปก็ต้องจ่ายค่าเข้า 2,000 เยน แล้วจะได้อาหารเซ็ตนึง เป็นแฮมเบอร์เกอร์ + เฟรนช์ฟรายด์ + น้ำอัดลม เอาไว้กินตอนถ่ายทอด

งานนี้ไปเจอคนไทยร่วมชะตากรรมอย่าง @bongbank และ @ineungs ที่ซื้อตั๋วคอนเสิร์ตไม่ได้ มารอดูถ่ายทอดสดเหมือนกัน สุดท้ายก็ได้เข้าไปทั้งหมด (มีทีวีญี่ปุ่นมาสัมภาษณ์ด้วย)

การดูประกาศผลการเลือกตั้งที่ถึงแม้จะฟังภาษาญี่ปุ่นไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่บรรยากาศรอบข้างที่เต็มไปด้วยแฟนๆ ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ร่วม ลุ้นทั้งตอนประกาศผล และเศร้าตอนที่เมมเบอร์ประกาศจบการศึกษา เป็น moment ที่หาที่อื่นได้ยากจริงๆ

กว่าจะจบงานก็มืดแล้ว ออกมาด้านนอกจะมีป้ายไฟตัวอักษรวิ่ง บอกอันดับของเมมเบอร์ในการเลือกตั้ง

Electionresult
ตัวหนังสือวิ่งบอกผลการเลือกตั้ง

In front of AKB48 cafe
ออกมาแล้วเพิ่งรู้ว่าด้านนอกก็มีถ่ายทอดออกทีวีด้วย

จบแล้วก็นั่งรถไฟกลับที่พัก เป็นอันจบวันที่สอง

โตเกียวเที่ยวเอง #2 : วัดเซ็นโซจิ / โตเกียวสกายทรี / Edo-Tokyo Museum

วันที่สองของการเที่ยวโตเกียว ต่อจาก entry ก่อน วันนี้ตื่นแต่เช้า ออกมาวัดเซ็นโซจิ ที่อยู่ใกล้ๆ ที่พัก

วัดเซ็นโซจิ เป็นวัดดังอยู่ในย่านอาซาคุสะ ทำให้บางครั้งนักท่องเที่ยวก็เรียกที่นี่กันว่าวัดอาซาคุสะ มาเดินดูช่วงเช้า บรรยากาศจะเงียบๆ หน่อยเพราะร้านค้ายังไม่เปิด นักท่องเที่ยวยังไม่มา

ประตูวัด มีโคมแดงใหญ่เด่นเป็นสัญลักษณ์

ประตูที่มีโคมใหญ่นี่เรียกว่า Kaminarimon (雷門) แปลว่า ประตูสายฟ้า สองข้างจะมีรูปปั้นเทพสายฟ้าและเทพสายลม ไรจิน-ฟูจิน เฝ้าอยู่ มองเข้าไปจะมีร้านค้าขายของหลอกกินตังค์นักท่องเที่ยวตลอดสองข้างทาง ต้องเดินผ่านโซนร้านขายของนี่เข้าไปถึงจะเจอกับตัววัด

ป้าย “Koban” หรือป้อมตำรวจใกล้ๆ วัด ด้านหลังเป็นโฆษณา DVD/Blueray คอนเสิร์ต Request Hour ของ AKB48

มาเช้าเกิน ร้านค้ายังไม่เปิด

เดินผ่านโซนร้านค้าเข้าไป ก็จะเข้าเขตวัด

ตัววัดก็เป็นวัดญี่ปุ่น ขนาดใหญ่ ด้านข้างมีเจดีย์สูง

ข้างวัดมีจัดสวนสไตล์ญี่ปุ่น ร่มรืนดี มีน้ำตก มีน้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลา

เนื่องจากแถวนี้เป็นแหล่งนักท่องเที่ยว ไม่ว่ากรุ๊ปทัวร์ประเทศไหนเป็นต้องมาลงที่นี่ เดินออกจากวัดไปนิดเดียวก็เจอของแนวขายนักท่องเที่ยวเต็มไปหมด

สารพัดหน้ากาก

ภาพด้านหลังเป็นเทศกาลอะไรสักอย่าง ที่ชายหนุ่มจะมาช่วยกันหามเกี้ยว

ทางเท้าที่นี่กว้าง มีทั้งคนเดินและปั่นจักรยาน

เดินไปทางตะวันตกของวัดเรื่อยๆ จะไปทะลุออกถนน Kappabashi ซึ่งเป็นย่านขายของจำพวกเครื่องครัว หม้อ ไห จาน ชาม กระทะ
แต่เพราะว่ายังเช้าอยู่ ร้านส่วนใหญ่ก็เลยยังไม่เปิด

มีเรื่องตลกตรงที่ ชื่อถนน Kappabashi มันจะไปพ้องกับตัว กัปปะ (สัตว์ในนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่น) ทำให้ถนนเส้นนี้ประดับตกแต่งด้วยตัวกัปปะอยู่ทั่วไป

กัปปะ

นี่ก็กัปปะ

นี่ไม่ใช่กัปปะ

สี่แยกแถวนั้น มีหุ่นพ่อครัวตัวใหญ่

ปักเป้า

เดินจนกระทั่งหิว ก็ไปหาข้าวเช้ากิน ซึ่งมื้อนี้ก็เป็นร้านกดปุ่มซื้อจากตู้เหมือนเดิม

บรรยากาศในร้าน ลูกค้ายังไม่พลุกพล่าน

จำไม่ได้ว่าที่ไปกินเป็นร้านชื่ออะไร แต่ในบรรดาร้านข้าวหน้าเนื้อในโตเกียว จะมีหลักๆ อยู่ไม่กี่ยี่ห้อ ได้แก่ Matsuya, Sukiya (อันนี้บ้านเรามีสาขาที่เกตเวย์เอกมัย), Yoshinoya (มีหลายสาขาตามห้าง) แล้วก็ Tokyo Chikara Meshi กระจายอยู่ทั่วโตเกียว เรียกว่าเดินไปย่านไหนก็มีร้านข้าวหน้าเนื้อให้กิน

ข้าวหน้าเนื้อพร้อมซุป เซตนี้ 380 เยน น้ำเปล่าเติมฟรี

จัดการอาหารเช้าเสร็จก็เดินย้อนมาทางตะวันออก ข้ามแม่น้ำสุมิดะมาอีกฝั่งหนึ่ง จะเห็นตึกสำนักงานใหญ่ของเบียร์ Asahi สังเกตว่าตึกด้านซ้ายจะเป็นรูปแก้วเบียร์ มีฟองอยู่ข้างบน ส่วนด้านขวาคือ Asahi Beer Hall เป็นตึกตกแต่งด้วยกระจกสีดำ ด้านบนมีเปลวไฟสีทอง ออกแบบโดยนักออกแบบชื่อดัง Philippe Stark

มองจากระยะไกล ด้านหลังจะเห็นโตเกียวสกายทรีด้วย

เข้ามาดูใกล้ๆ บางคนเค้าก็ว่าเหมือนก้อนขี้มากกว่าเปลวไฟนะ

ภาพวาดบนผนัง เนียนเชียว

ร้านมินิมาร์ท Lawson จัดแคมเปญอะไรสักอย่างกับ Jojo Allstar Battle

เดินมาเรื่อยๆ ก็จะเจอกับโตเกียวสกายทรี แหล่งท่องเที่ยวใหม่ของโตเกียวที่เพิ่งสร้างเสร็จเมื่อไม่กี่ปีนี้เอง

ตรงฐานจะเป็นศูนย์การค้า

มองจากล่างขึ้นบน

โตเกียวสกายทรีเป็น landmark สำคัญแห่งใหม่ ที่สามารถดูดเงินออกจากกระเป๋านักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี นอกจากจะขายตั๋วขึ้นไปชมวิวแล้ว ก็ยังมีศูนย์การค้าที่ด้านล่าง ขายของที่ระลึกอีกต่อหนึ่งอีก

สินค้าหลายๆ อย่างก็จะทำเป็น theme เกี่ยวกับโตเกียวสกายทรี เอาไว้ขายที่นี่โดยเฉพาะ เช่นแมวอ้วนเกาะเสานี่

สินค้าเอวา หลอกกินเงินสาวกมาเป็นสิบปี

สินค้าจากโปรแกรมแชทยอดฮิตก็มี (แต่ห้างอื่นก็มีขายนะ)

Kitty x Evangelion ราคาตามป้าย

โชคดีที่ว่าเดินดูสินค้าพวกนี้แล้วยังข่มใจไว้ไม่ให้ซื้อสำเร็จ ก็ประหยัดเงินไปได้

ก่อนจะไปที่อื่นต่อ แวะถ่ายมุมจากสะพานข้ามคลองแถวนั้น

เป้าหมายต่อไปของวันนี้คือ Edo-Tokyo Museum ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากแถวนั้นเท่าไหร่

หน้าตาตึกพิพิธภัณฑ์เอโดะ-โตเกียว

ตั๋วเข้าชมราคา 800 เยน

ซุ้มอะไรสักอย่าง ท่าทางหลอนๆ ดี

Edo-Tokyo Museum เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เล่าเรื่องความเป็นมาของโตเกียว ตั้งแต่สมัยที่ยังใช้ชื่อว่าเอโดะ ผ่านช่วงเวลาแต่ละยุค จนกระทั่งเข้าสู่ยุคโตเกียวสมัยใหม่ พื้นที่จัดแสดงงานกว้างขวาง ถ้าไม่รู้ภาษาญี่ปุ่น เดินสัก 1-2 ชั่วโมงก็ทั่ว

มีอีเวนต์อะไรสักอย่าง น่าจะเป็นป้าๆ มาแสดงดนตรีพื้นเมือง

งานที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์จะมีทั้งข้าวของเป็นชิ้นๆ แล้วก็โมเดลเมืองจำลองที่ทำได้เนี้ยบสุดๆ

โมเดลเมืองจำลอง แสดงถนนสายค้าขายของเอโดะ

ชุดเกราะนักรบอะไรสักอย่าง

สะพานข้ามแม่น้ำและการค้าขายทางเรือ

อ่านป้ายออก แต่แปลไม่ได้

ยุคที่เริ่มได้รับอิทธิพลจากตะวันตก

หลังยุคสงครามที่โตเกียวถูกยึด

โมเดลจำลองสภาพโตเกียวในยุคหลังสงคราม

คนที่สนใจประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ชอบอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นย้อนยุค ไม่ควรพลาดที่นี่ครับ

ออกจากพิพิธภัณฑ์มาก็จะเจอกับอาคารใหญ่อีกแห่งหนึ่ง ตรงนี้คือ เรียวโกคุโคคุกิคัง ซึ่งเป็นสนามแข่งซูโม่ ความจุ 13,000 ที่นั่ง นอกจากเอาไว้แข่งซูโม่แล้วบางโอกาสก็เอามาจัดแข่งมวยหรือคอนเสิร์ตด้วย

อยู่ถัดจาก Edo-Tokyo Museum เลย

เนื่องจากแถวนี้เป็นย่านซูโม่ เมื่อไปสถานีรถไฟก็จะเจอประดับตกแต่งด้วยของเกี่ยวกับซูโม่

คนนี้น่าจะเป็นแชมป์อะไรสักอย่าง

ภาพพิมพ์มือของนักซูโม่

จบไว้แค่เท่านี้ก่อน ต่อตอนถัดไปครับ

โตเกียวเที่ยวเอง #1.2 : Akihabara / AKB48 / Tokyo Dome

ต่อจาก entry นี้ กำลังจะเดินทางไป Akihabara

รอขึ้นรถไฟ

เจอเธอคนนี้

ถึงสถานี Akihabara แล้ว

Akihabara ในสมัยก่อนเป็นย่านขายเครื่องใช้ไฟฟ้า/อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แต่ในช่วงหลังที่วัฒนธรรมอนิเม การ์ตูน เกม บูมขึ้นมา Akihabara ก็กลายเป็นแหล่งรวมสินค้าเหล่านี้ไปแทน แต่ถ้าลองเดินตามซอยเล็กๆ ที่ไม่ได้อยู่บนถนนหลักก็ยังพอมีของเหล่านี้ขายอยู่บ้าง

อนิเม/การ์ตูน ที่พูดถึง Akihabara ก็มีมากมายหลายเรื่องแต่เรื่องที่ชอบเป็นการส่วนตัวมากที่สุดคือ Stein;Gate (24 ตอนจบ ลิขสิทธิ์โดยโรสมีเดีย) แนะนำให้ลองหามาดูกัน

ทางม้าลายคนข้าม เหลืองๆ นั่นคือร้านขายยา Matsumoto Kiyoshi ที่สาวไทยชอบไปซื้อเครื่องสำอางกัน (มีหลายสาขามาก)

ป้ายโฆษณา Eva 3.33 และร้านเมดคาเฟ่ชื่อดัง ที่มาเปิดสาขาในบ้านเราด้วย

เอาตัวละคร Eva มาขายชุดทำงาน ลองเข้าไปดูแล้วก็สวยดี เรียบร้อยแต่ก็แอบมีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่บอกว่าเป็นของ Eva แต่ราคาแพงจนซื้อไม่ลง

โฆษณาไททัน (Attack on Titan) และ dvd คุณน้องสาวไม่น่ารัก (Ore no Imōto ga Konna ni Kawaii Wake ga Nai)

เมดสาวแจกใบปลิว พบเห็นได้แทบทุกมุมถนนใน Akihabara

กันดั้มคาเฟ่

วันนี้ปิด

ข้างๆ กันดั้มคาเฟ่ เป็น AKB48 Cafe & Shop

AKB48 Cafe & Shop อันนี้ด้านข้างซ้ายขวาจะเป็น shop ขายของ ด้านหนึ่งขายของเล็กๆ (เช่น พวงกุญแจ, ขนม) อีกด้านหนึ่งขายของชิ้นใหญ่กว่า (เช่น เสื้อยืด, แฟ้ม) ตรงกลางจะเป็นส่วนของ Cafe ซึ่งเข้าไปแล้วจะมีสองส่วน คือส่วนที่เหมือนร้านอาหารทั่วไป มีโต๊ะให้นั่ง มีทีวีแขวนให้ดู กับส่วนที่เป็นห้องด้านใน จะเป็นห้องขนาดใหญ่ มีทีวีจอยักษ์ น่าจะประมาณทีวี 50″ 9 จอต่อกัน เปิด PV สลับกับบันทึกการแสดงจาก Theater เวลาที่มี event อะไรก็จะเอาโต๊ะกินข้าวออกแล้วจัดงานที่ในห้องนี้แหละ

ในเมื่อมาถึงที่แล้วก็ขอเข้าไปข้างในสักหน่อย วันที่ไปมีคนต่อคิวอยู่เล็กน้อย แต่รอคิวประมาณ 10 นาทีก็ได้เข้าไปแล้ว

เมนูที่สั่งคือสปาเก็ตตี้เมนไทโกะ ของดีจาก Hakata

เมนูจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปเรื่อยๆ แต่ก็จะมี theme ที่เกี่ยวข้องกับเมมเบอร์ของวง

สั่งเซตเมนู จะมีแถม coaster (ที่รองแก้ว) ให้อันนึงเป็นแบบสุ่ม

จับได้ Tano Yuuka ทีม A

อิ่มท้องแล้วก็ออกมาเดิน Akihabara ต่อ

วิวตึกจากมุมคนเดินถนน

สถานที่ถัดไปคือตึก Belle Salle ที่ตอนนี้มีจัดนิทรรศการ งานเลือกตั้ง AKB48 อยู่

สำหรับคนที่ไม่ได้ติดตามวงการไอดอลญี่ปุ่น วงที่มีสมาชิกเยอะมากอย่าง AKB48 จะมีงานเลือกตั้งทุกปี (ปีนี้เป็นครั้งที่ 5) โดยจะมีโค้ดสำหรับโหวตให้มากับแผ่นซีดีให้แฟนๆ เอาไปโหวตจัดอันดับเมมเบอร์ที่ตัวเองชื่นชอบได้ คนที่ได้ผลโหวตเป็นอันดับหนึ่งก็จะได้เป็น “เซ็นเตอร์” ของซิงเกิ้ลถัดไป ซึ่งงานนี้ก็จะเป็นงานใหญ่ของ AKB48 มีสื่อมวลชนให้ความสนใจกันเยอะ ขนาดถ่ายทอดสดออกทางทีวีและ YouTube กันเลยทีเดียว

วันที่มาโตเกียวครั้งนี้เป็นหนึ่งวันก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง

ซื้อตั๋วเข้าชมงานแล้วเค้าจะให้บัตรมาห้อยคือ มีสต๊าฟเก็บคืนตอนจะออกจากงาน

เมมเบอร์แต่ละคนจะออกแบบโปสเตอร์หาเสียงของตัวเอง ในนิทรรศการเค้าจะเอาของทุกคนมาแปะรวมกันให้ดูกันได้ครบๆ

บอร์ดแสดงข่าวงานเลือกตั้งครั้งที่ผ่านๆ มาที่ไปออกสื่อต่างๆ

ชุดสำหรับเซ็นเตอร์ในซิงเกิ้ลที่ชนะเลือกตั้งครั้งก่อนๆ

บางวันจะมีเมมเบอร์มาทักทายแฟนๆ ที่นิทรรศการด้วย (ไม่บอกล่วงหน้า) ใครที่ได้มาก็จะมาลงชื่อไว้

งานประกาศผลเลือกตั้งปีนี้จัดกลางแจ้งที่ Nissan Stadium ก็เลยมีกิจกรรมให้แฟนๆ ช่วยทำตุ๊กตาไล่ฝน

จำลองเวทีสำหรับผู้ที่ชนะการเลือกตั้ง คนมาชมงานสามารถขึ้นไปนั่งถ่ายรูปได้ มีสต๊าฟคอยบริการช่วยถ่ายให้

ผลคะแนนด่วน อันดับหนึ่งคือ ซาชิฮาร่า ริโนะ

บรรยากาศใน Akihabara ช่วงนั้นไปไหนก็จะได้ยินแต่เพลง Sayonara Crawl ซึ่งเป็นซิงเกิลล่าสุดของ AKB48 เรียกว่าเดินผ่านร้านไหนที่ขาย CD/DVD เป็นต้องได้ยิน

ถนนสายหลักใน Akihabara

สถานที่ต่อไปเป็นที่ที่แฟนๆ AKB48 ต้องมาสักการะให้ได้สักครั้ง นั่นคือ AKB48 Theater ที่อยู่บนชั้น 8 ของห้าง Don Quixote

ห้าง Don Quixote

ป้ายชัดเจน ไม่ผิดที่แน่นอน

สำหรับคนที่ไม่ได้ติดตาม AKB48 อาจจะสงสัยว่า Theater คืออะไร ตอบแบบสั้นๆ คือ เป็นที่แสดงโชว์ของ AKB48 โดยสมาชิกจะผลัดเปลี่ยนกันมาแสดง “ทุกวัน” (ยกเว้นจะติดอีเว้นท์อื่น) ตั้งแต่สมัยที่ยังไม่ดัง ตาม concept ที่ว่า “ไอดอลที่ทุกคนมาเจอได้” รายละเอียดยาวๆ อ่านได้ที่ blog จ่ากบ ครับ

ห้าง Don Quixote นี่จะเป็นห้างบ้านๆ หน่อย เทียบไม่ได้กับห้างหรูอย่างในบ้านเรา ถ้าให้เทียบก็อารมณ์ประมาณเดินพันธุ์ทิพย์ แต่แคบกว่าขายของจิปาถะ ตั้งแต่ขนม ของกิน เสื้อผ้า ชุดคอสเพลย์ ฯลฯ นอกจากนี้ก็มีเกมเซ็นเตอร์ และร้านเมดคาเฟ่ด้วย

ที่ชั้น 5 ของห้างจะมี AKB48 Shop อยู่ด้วย ที่นี่จะเน้นขายพวก CD/DVD/Blueray, เสื้อ, แท่งไฟ, ของที่ระลึก ฯลฯ หลายๆ อย่างก็ไม่มีขายที่อื่น

ร้านบ้านๆ งี้แหละ

บนผนังมีรายการ CD/DVD ที่มีขาย ถ้าจะซื้อก็จดรหัสเอาไปให้สต๊าฟ

แท่งไฟ สมุดโน้ต อัลบั้มรูป Trading card โปสเตอร์ ฯลฯ

ช้อปเสร็จก็เดินต่อขึ้นไปชั้น 8

ข้างบันไดเลื่อนมีโฆษณากาชาดญี่ปุ่น

ถึงชั้น 8 แล้วจะต้องเดินผ่านทางเดินที่มีรูปของเมมเบอร์ทุกคนติดอยู่

เมมเบอร์พิเศษ ไปปฏิบัติหน้าที่ ณ จาการ์ต้า และเซี่ยงไฮ้

มาถึงหน้า Theater แล้ว มีสต๊าฟเฝ้าอยู่หนึ่งคน

48

ความรู้สึกแรกที่ไปถึงคือ “เล็ก” และ “แคบ” มากๆ สำหรับการแสดง 1 รอบสามารถจุคนได้ 250 คน ซึ่งพื้นที่ตรงข้างหน้านี่ มาต่อแถวรอเข้าดูการแสดงก็เต็มพื้นที่แล้ว แต่วันนี้เป็นวันที่ไม่มีการแสดง (เพราะวันรุ่งขึ้นมีคอนเสิร์ตใหญ่ + งานประกาศผลเลือกตั้ง) ก็เลยไม่มีคน แต่ก็มีแฟนๆ มาถ่ายรูปกันประปราย (ดูแล้วน่าจะเป็นนักท่องเที่ยว)

โปสเตอร์หาเสียง มีแปะอยู่ทั่วไป

ถ้าใครมาดูการแสดงครบ 100 รอบ จะได้มีชื่ออยู่บน Hall of Fame (ซึ่งปัจจุบันยากมากๆ เพราะมีคนอยากดูเยอะ ทำให้ต้องขายตั๋วเข้าชมด้วยวิธีจับสลาก)

ปีที่แล้ว AKB48 ได้ออกอัลบั้มชื่อว่า “1830m” ออกมา โดยความหมายของชื่ออัลบั้มคือ ความฝันของเหล่าเมมเบอร์ตั้งแต่สมัยยังไม่ดัง ที่อยากจะได้เล่นคอนเสิร์ตที่โตเกียวโดม ที่อยู่ห่างออกไปจาก theater แค่ 1,830 เมตร ซึ่งกว่าฝันจะเป็นจริงก็ใช้เวลาถึง 7 ปี ในฐานะแฟนเพลง ก็อยากจะขอลองเดินตามดูสักหน่อยว่า 1,830 เมตรนี้มันไกลขนาดไหน

เปิด Google Maps เดินลัดเลาะออกจาก Akihabara

ผ่านศาลเจ้าคันดะ ซึ่งเวลามีพิธีบรรลุนิติภาวะของเมมเบอร์ในวง (ตามประเพณีญี่ปุ่น) ก็จะมากันที่ศาลเจ้านี้

โคมไฟ

ประตู

เดินออกจากประตูไปเจอนักเรียนมัธยมใส่ชุดวอร์มออกมาวิ่ง เป็นระเบียบ ส่งเสียงเหมือนในการ์ตูนกีฬาเป๊ะ

มนุษย์จักรยาน

เดินจนหอบแฮ่ก ในที่สุดก็มาถึงโตเกียวโดมจนได้ (ในสารคดี AKB ดูแล้วเหมือนใกล้ แต่จริงๆ แล้วเหนื่อยใช้ได้)

โตเกียวโดม

ใกล้ๆ กันมีชิงช้าสวรรค์กับรถไฟเหาะด้วย

โตเกียวโดมเป็นสนามเบสบอลของทีม Yomiuri Giants ความจุ 55,000 ที่นั่ง แต่ก็สามารถใช้จัดงานคอนเสิร์ตได้ด้วย

ได้แค่แอบส่องดูข้างใน เพราะเค้าไม่ให้เข้า

เพราะเป็นสนามเบสบอล ก็เลยมีร้านขายของที่ระลึกของสโมสรด้วย

ฝั่งตรงข้ามเป็นคล้ายๆ ลานเบียร์บ้านเรา เห็นมีมนุษย์เงินเดือนนั่งกินกันอยู่พอสมควร

จบภารกิจในวันแรกของการมาโตเกียวแล้ว สุดท้ายคือหาทางมั่วกลับไปที่พักให้ได้

เดินไปเดินมา เจอกลุ่มคนกำลังลุ้นแทงพนันอะไรสักอย่าง

เจอร้าน Denny’s เป็น family restaurant ที่เปิด 24 ชม. ฝากท้องตอนดึกๆ ได้

สุดท้ายก็เดินไปจนเจอสถานีรถไฟ ต่อรถแบบมั่วๆ (เพิ่งมาวันแรก ยังไม่คุ้น) กลับไปถึงที่พักจนได้ เป็นอันจบวันแรกแบบเหนื่อยแฮ่กๆ

โตเกียวเที่ยวเอง #1 : Yokoso Tokyo

อย่างที่เล่าไปแล้วใน entry ก่อนว่า การมาญี่ปุ่นคราวนี้เป็นครั้งแรก แถมมาคนเดียวด้วย ส่วนความรู้ภาษาญี่ปุ่นมีอยู่ที่ระดับเรียนจบคอร์ส JD2 ของสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น (แปลว่า อ่านฮิรากานะ, คาตากะนะ ออก แต่แปลไม่ได้ + รู้คำศัพท์จำกัดมากๆ + รู้คันจิประมาณ 20 ตัว) ก็อาศัยมั่วๆ เอาเป็นหลัก

ทริปนี้นั่งเครื่องมาลงที่นาริตะ (NRT) สนามบินหลักอยู่ห่างออกไปทางตะวันออกของโตเกียว จะเข้ามาในเมืองก็ต้องนั่งรถไฟ หรือไม่ก็รถบัส มีให้เลือกหลายสายทั้งแบบด่วนมาก ด่วนน้อย หรือหวานเย็น

ตั๋วหวานเย็น ราคา 1,240 เยน

ผมจองที่พักไว้เป็น hostel แถว Asakusa ชื่อ Khaosan Tokyo Original (อยู่โตเกียว แต่ดันชื่อข้าวสาร) นอนเตียงรวมเน้นประหยัด สภาพโดยรวมก็สะอาดดี ถึงที่พัก เช็คอิน เก็บข้าวของ ก็ได้เวลาลุยโตเกียวแล้ว

การเดินทางในโตเกียว จะใช้รถไฟเป็นหลัก ซึ่งสะดวกสบายและครอบคลุมมากกว่ารถเมล์ ถ้าใช้บัตรเติมเงิน Suica ได้ก็จะสะดวกดี เพราะเวลาใช้ก็แตะเข้า แตะออก เหมือน BTS/MRT บ้านเรา ระบบจะหักเงินจากในบัตรให้เอง

มีข้อควรสังเกตนิดหน่อยคือ ถ้าใช้รถไฟยี่ห้อเดียวกันตลอดเส้นทาง ค่าตั๋วจะถูกกว่าเปลี่ยนไปขึ้นรถไฟคนละยี่ห้อ (รถไฟในโตเกียวมีหลักๆ 3 ยี่ห้อคือ JR, Tokyo Metro, Toei)

ทางเดินในรถไฟใต้ดิน Tokyo Metro

สถานที่แรกที่ไปคือ มหาวิทยาลัยโตเกียว (University of Tokyo – 東京大学 – โทได) สถานที่ที่ไปปรากฏในการ์ตูน, อนิเม หลายเรื่อง มีแคมปัสหลักอยู่ใจกลางเมือง จัดเป็นมหาลัยระดับท็อปของญี่ปุ่น (ในการ์ตูนส่วนใหญ่พวกเด็กเก่งๆ จะมีความฝันอยากเข้าโทไดด้วยกันทั้งนั้น)

ทางเดินหลัก สองข้างทางมีต้นแปะก้วยรายล้อม

บรรดาต้นแปะก้วยสองข้างทางเดินนี่เป็นสัญลักษณ์ของมหาลัย (คงประมาณจุฬาฯ บ้านเราก็มีต้นจามจุรีเป็นสัญลักษณ์หละมั้ง) ถ้ามาในฤดูที่เหมาะสม ใบจะกลายเป็นสีเหลืองสวย เหมาะกับการถ่ายรูปมาก

เดินผ่านแนวแปะก้วยมา ก็จะเจอกับหอนาฬิกาอันเป็นสัญลักษณ์โดดเด่น

นอกจากมาเยือนสถานที่สำคัญในการ์ตูนแล้ว ยังถือโอกาสมาเจอมิตรสหายท่านหนึ่งที่เรียนอยู่ที่นี่ด้วย

บรรยากาศที่จอดรถจักรยานในแคมปัส ตึกเรียนก็ดูเก่าๆ คลาสสิคดี

ประตูทางออกสีแดง เห็นว่าเป็น landmark ชื่อดังของมหาลัยด้วย

มื้อกลางวันวันนี้เลือกกินที่ร้าน Yayoi ใกล้ๆ กับโทไดนั่นเอง ได้มีโอกาสลองร้านแบบสั่งอาหารจากตู้เป็นครั้งแรก (แอบดูว่าคนอื่นเค้าทำยังไงแล้วก็ทำตาม) พอเป็นแล้วก็ไม่ยากอะไร ใส่เงินเข้าไป (เหรียญหรือธนบัตรก็ได้) แล้วกดเลือกเมนูที่ต้องการ (ดูรูปเอา) ได้เงินทอน จากนั้นไปหาโต๊ะนั่งแล้วเค้าจะเอาอหารมาเสิร์ฟเอง

อุปกรณ์การกิน

อาหารหน้าตาดี ราคาถูกกว่าโอโตยะบ้านเราเสียอีก

ตอนกลับมาถึงเมืองไทยแล้วเพิ่งรู้ว่า Yayoi บ้านเรา ก็เป็นเจ้าเดียวกับ Yayoi ที่ไปกินมานี่แหละ แต่เป็น MK (สุกี้) ไปซื้อแฟรนไชส์มาเปิด แต่รสชาติอาหารอย่าเอาไปเทียบกันจะดีกว่านะ

หาอะไรกินเสร็จแล้วก็เดินชมเมือง ถ่ายรูปไปเรื่อยๆ

ตู้กดน้ำอัตโนมัติกับจักรยานนี่มีให้เห็นทั่วโตเกียว

โฆษณากาแฟ Wonda โดยไอดอลแห่งชาติญี่ปุ่น

ป้ายประชาสัมพันธ์โอลิมปิก 2020 ที่โตเกียวขอเป็นเจ้าภาพ

เดินลงใต้มาเรื่อยๆ ข้ามแม่น้ำ จนกระทั่งเจอกับสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง นั่นคือโรงเรียนสตรี Bunka Gakuin (พิกัด) ซึ่งเป็นที่ถ่ายทำ PV Oogoe Diamond ของ AKB48

เดินเลยทางเข้าไปอีกนิดนึงจะเจอบันไดที่อยู่ในตอนต้นของ PV ด้วย ใครที่เป็นจูรินะโอชิสมควรมาคารวะสถานที่แห่งนี้

Matsui Jurina เดบิวกับ AKB48 ก็ที่นี่แหละ

อันนี้เป็นทางเข้าโรงเรียน

อนึ่ง ข้อมูลตามรอย AKB48 มาจาก blog AKBAnything ครับ

ต่อไปก็จะเดินทางไป Akihabara จุดหมายสำคัญของคนดูการ์ตูนญี่ปุ่น เอาไว้ต่อ entry ถัดไปละกัน

ย้ายบ้าน

ไปติดตามกันต่อได้ที่ http://holypanda.blogspot.com/

ตอนเก่าๆ กดดูจาก Link ทางด้านล่างได้เลย เริ่มตั้งแต่ 000.1 – 004.1

EUROPe in REWiND #004.2

จากตอนที่แล้ว เราได้ชมความสวยงามของปราสาทนอยชวานชไตน์กันจนพอใจแล้ว ก็ถึงเวลาต้องไปทัวร์ชมภายในตัวปราสาทสักที

P7140699

ระหว่างที่อยู่บนสะพาน ได้พบเจอนักท่องเที่ยวชาวไทย แต่พวกเค้าบอกว่า พี่แค่มาถ่ายรูป เพราะต้องไปที่อื่นต่อ เราได้แต่คิดในใจ ว่าช่างน่าเสียดายที่พวกเค้าจะพลาดโอกาสรับชม ความสวยงามภายในปราสาทซึ่งทัดเทียมกับพระราชวังแวร์ซายน์ไปเสียแล้ว

P7140700

ทางเดินไปปราสาท ไม่ชันมาก แต่ก็เล่นเอาเมื่อยเหมือนกัน เดินไปเรื่อยๆ ใช้เวลาประมาณ 15 นาที เราไปถึงปราสาทก่อนเวลาเล็กน้อย จึงไปเก็บรูปใกล้ๆ แต่ก็ไม่มีมุมทีสวยงามเหมือนกับมุมจากสะพาน

P7140704

พอถึงเวลา เหล่านักท่องเที่ยวก็มารอกันพร้อมหน้า ตัวเกตเป็นแบบอัตโนมัติ แค่เอาบัตรเสียบเข้าไป มันจะมีเครื่องอ่านบาร์โค้ด และเปิดประตูให้เอง

P7140707

พอคนเข้ามากันครบ ไกด์ก็จะพาเดินไปทันที เพราะฉนั้นห้ามสายเด็ดขาด เกิน 2-3 นาทีเค้าก็ไม่รอแล้ว ภายในตัวปราสาทห้ามถ่ายรูปแต่ก็มีฝรั่งนิสัยถ่อยมากมาย แอบเอากล้องมาถ่าย ตอนช่วงเปลี่ยนห้อง เห็นคนถ่อยก็จงอย่าทำตาม แค่ได้ชมด้วยสายตาก็น่าจะเพียงพอแล้ว

P7140711

ทัวร์กินเวลาไม่ถึงชั่วโมง จากนั้นเราก็เข้าห้องน้ำ และเดินลงมาข้างล่างเพื่อไปชม Castle Hohenschwangau และ ทะเลสาป Alpsee

P7140720

มองเห็นปราสาท Hohenschwangau และ Alpsee จากจุดชมวิวของ Neuschwanstein

P7140847

ปราสาท Hohenschwangau เป็นปราสาทของ King Maximilian II of Bavaria ซึ่งเป็นพ่อของลุดวิก และเป็นที่อยู่ของลุดวิกในวัยเด็ก

P7140814

ปราสาทนี้ไม่ค่อยมีอะไร แค่ขึ้นไปเดินดูรอบๆก็น่าจะเพียงพอ ไม่ต้องเสียเงินซื้อทัวร์ในตัวปราสาท หลังจากดูเสร็จ ก็เดินทางมาดูทะเลสาป Alpsee

P7140835

เนื่องจากเป็นหน้าร้อน ฝรั่งเลยมาว่ายน้ำเล่นกันสนุกสนาน

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

หลังจากดูทะเลสาปเสร็จ ก็ได้เวลากลับมิวนิคแล้ว การกลับก็เหมือนเดิม ไปขึ้นรถบัส

P7140854

P7140865

ขากลับให้เผื่อเวลาไว้อย่างน้อย 30 นาที เพราะรถบัสขากลับ คิวยาวกว่าขามา กว่าจะได้ขึ้น กว่าจะไปถึงสถานี เดี๋ยวจะตกรถไฟซะเปล่าๆ

P7140868

กลับมาถึงมิวนิคเราก็แวะซื้อไก่ร้านโปรด ขายดีมาก มีคนยืนรอย่างเสร็จหลายคน แฟนๆเหนียวแน่น

P7140871

รอดตายไปอีกหนึ่งวัน

EUROPe in REWiND #004.1

วันที่ 4
ไปไกลกันนิดนึง
จุดหมายปลายทางคือ
Neuschwanstein Castle
โดยปราสาทตั้งอยู่ที่เมือง Füssen
ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของเยอรมัน

P7140620

ปราสาทนอยชวานซไตน์
นั้นเป็นต้นแบบของปราสาทเทพนิยายของดิสนีย์
รวมถึงปราสาทแดนเนรมิตอีกด้วย

P7140621

ปราสาทนอยชวานชไตน์ ถูกสร้างโดยพระเจ้า Ludwig ที่ 2 แห่งบาวาเรีย
หรือที่คนเรียกกันว่า ‘Mad King Ludwig’
อย่างไรก็ตาม ไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ยืนยันว่าบ้าจริงๆหรือแค่เป็นอัจฉริยะ

การเดินทางไปปราสาท
ต้องขึ้นรถไฟไปที่ Füssen
และต่อรถเมล์ไปยังจุดขายตั๋ว

P7140622

ส่วนมากนักท่องเที่ยวจะใช้ตั๋วที่เรียกว่า Bayern Ticket (Bavaria Ticket)
โดยที่สามารถกดซื้อได้ที่ตู้ซื้อตั๋วปรกติ ราคาเริ่มต้นที่ 22 Euro สำหรับคนหนึ่งคน
และ +4 Euro ทุกๆคนที่เพิ่มขึ้น สูงสุด 5 คน

วัน จ-ศ ใช้เดินทางได้ตั้งแต่ 9 โมงเช้า
เสาร์ – อา ได้ตลอดวัน

P7140626

รถไฟใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง
ในที่สุดก็มาถึงปลายทาง

P7140627

แต่ถ้าจะไป ควรขึ้นรถเที่ยวเช้าๆ (แนะนำ 6:52AM) เพื่อให้ไปถึง Fussen ก่อน 10 โมง
หลังจากถึง Fussen ก็เดินออกไปขึ้นรถเมล์ต่อ
ทุกคนที่ลงพร้อมเราก็ไปที่เดียวกันนั่นแหละ
รถเมล์แน่นเปรี๊ยะทุกคัน

P7140628

รถเมล์สามารถซื้อตั๋วกับคนขับได้
เราซื้อไปกลับทีเดียวเลย
ราคาก็ไม่ได้ต่างจากแยกซื้อตอนไปและกลับ แค่ตัดปัญหายุ่งยากที่อาจเกิดขึ้น

รถเมล์จะเอาเราไปปล่อยที่บริเวณที่ขายตั๋ว ซึ่งอยู่ตีนเขา
การเข้าชมตัวปราสาท ต้องไปกับไกด์เท่านั้น ซึ่งก็คือต้องไปซื้อตั๋ว
ไกด์มีหลายภาษา
พวกเราคนไทยก็คงต้องไปกับไกด์ภาษาอังกฤษ
ซึ่งมีรอบค่อนข้างน้อย

P7140630

เราไปถึงสิบโมงกว่า แถวซื้อตั๋วยาวมาก
ต่ออยู่กว่าครึ่งชั่วโมง ถึงได้ซื้อ
ดังนั้นแนะนำให้จองล่วงหน้าทางเวบไซต์ไปก่อน
อย่ามึนๆไปซื้อหน้างานแบบพวกเราเด็ดขาด เสียเวลาโดยใช่เหตุ

P7140863

ถ้าทำการจองมาล่วงหน้าแล้ว ก็เข้าช่อง Reservation
ไม่มีคิวเลย สะดวกสบายกว่ามาก

P7140634

เห็นเวลาปัจจุบันตรงจอด้านขวาบน กับเวลาของรอบทัวร์ แล้วเข้าใจแล้วใช่ไหม
ว่าทำไมถึงย้ำว่าควรจองมาล่วงหน้า
นี่ต่อแถวมาตั้งแต่สิบโมงครึ่ง
11:11 พึ่งเกือบจะได้ซื้อ แล้วรอบเร็วสุดที่ว่างคือ 15:25
บ้าหรือเปล่า ?

P7140635

วันนี้เราคงทำบุญมาดี
พอถึงคิว มันเด้งรอบ 12:55 มาให้เลือก
ทั้งๆที่ไม่มีบอกตรงจอโทรทัศน์เมื่อกี้
ไม่รู้ทำไม แต่เราก็รีบบอกป้าคนขาย ว่าเอารอบนี้ทันที

P7140629

การเดินทางขึ้นไปที่ปราสาท มีสามทางให้เลือก
นั่งรถม้า แพงสุด
นั่งรถเมล์ ถูกลงมา
และเดิน…
การนั่งรถม้าและรถเมล์ ก็ยังต้องเดินขึ้นเขาต่อไปเองอีกระยะ
ไม่มีแบบไปเกยตรงปากทางเลยนะครับ

P7140639

 และแน่นอน เราเลือกที่จะขึ้นรถบัส
แล้วค่อยเดินลง เพื่อรักษาสถาพขา ที่ย่ำแย่มากแล้ว
จากการตะลุยในวันที่ผ่านๆมา

P7140642

ค่านั่งรถบัสก็ไม่แพงมาก รถแน่นเปรี๊ยะเหมือนเดิม
ต้องต่อคิวรอ เต็มไปคันสองคัน กว่าจะได้ขึ้น
แนะนำให้เผิ่อเวลาเอาไว้ด้วย

เกือบลืม ห้องน้ำแถวนี้เก็บตังหมด
ถ้าจะเข้าฟรีก็ต้องเข้าในร้านอาหาร
ตอนแรกเราซื้อแซนวิชด์เพื่อจะเอาเงินทอนไปเข้าห้องน้ำ
แต่เหลือบไปเห็นว่าในร้านมีห้องน้ำ เลยประหยัดไปได้
และได้นั่งพักกินแซนวิชด์เติมพลังอีกด้วย

P7140646

หลังจากขึ้นมาถึงป้ายรถเมล์ด้านบนแล้ว
แนะนำให้เดินไปที่สะพาน Marienbrücke ก่อน
เพื่อชมวิว

จำนวนคนที่สะพาน ก็จะเพิ่มๆลดๆ ตามรอบของรถบัส
คนมาใหม่ก็แห่มาดูแล้วก็ไป
ถ้าเรามีเวลา ก็รอช่วงที่คนชุดเก่าไป คนชุดใหม่ยังไม่มา
จำนวนคนบนสะพานจะไม่แน่นมาก

รูปด้านบนคือช่วงที่คนที่มาบัสคันเดียวกัน เดินไปพร้อมกัน
สภาพสะพานไม่ต่างจากที่เที่ยวกลางคืนตอนพีค

P7140690

และนี่คือ Ultimate Goal ของเรา
แค่รูปนี้รูปเดียว ก็คุ้มแล้ว กับการมาทริปนี้
One of a kind จริงๆ นอยชวานชไตน์ ..
อย่าลืมกดดูรูปใหญ่ด้วยนะ

รีวิวตอนนี้ ก็จากกันตรงนี้แหละเนอะ
ช่วงบ่ายยังมีอีกมาก เดี๋ยวเจอกันใหม่

สรุปทริปโตเกียว

การไปเที่ยวญี่ปุ่นเป็นเรื่องที่ผมคิดไว้นานแล้ว แต่ด้วยข้ออ้างหลายๆ อย่าง เช่นว่า ไม่มีตังค์บ้าง เวลาไม่เหมาะบ้าง ไม่รู้ภาษาบ้าง ไม่มีคนไปด้วยบ้าง ก็เลยไม่ได้ไปสักที จนกระทั่งอยู่มาวันหนึ่ง มีน้องที่ออฟฟิศทักมาว่าการบินไทยมีโปรโมชั่นลดราคาอยู่ พอเข้าไปลองกดดูราคา กดเลือกวันดูสักพักก็ตัดสินใจได้ว่า ถ้ารออยู่ก็ไม่ได้ไปสักที ลุยเลยละกัน

สรุปก็ได้ตั๋วการบินไทย ไป-กลับ กรุงเทพ-นาริตะ มาในราคา 20,540 บาท เดินเรื่องเอกสารวีซ่า จองที่พักเสร็จเรียบร้อย ก็เลยกลายมาเป็นทริปลุยเดี่ยว ตั้งแต่วันที่ 6-16 มิถุนายนที่ผ่านมา

สรุปทริป

  • 6 มิถุนายน
    • ตอนกลางวันยังไปทำงานอยู่ ตอนเย็นรีบกลับมาเอาสัมภาระที่บ้านแล้วจับแท็กซี่ไปสุวรรณภูมิ เครื่องออก 23:50 ไม่มีดีเลย์อะไร
    • หลับยาว
  • 7 มิถุนายน
    • ถึงนาริตะตอน 8 โมงเช้า ตามเวลาท้องถิ่น นั่งรถไฟเข้าเมือง ไปที่พักที่จองไว้แถว Asakusa
  • 8-14 มิถุนายน
    • เที่ยวๆๆ อยู่ในโตเกียวนี่แหละ
  • 15 มิถุนายน
    • เปลี่ยนบรรยากาศออกไปจังหวัด Chiba ข้างๆ โตเกียว
  • 16 มิถุนายน
    • ช่วงเช้าแวะเก็บตก โน่นนั่นนี่
    • ช่วงบ่ายรีบนั่งรถไฟไปสนามบิน เครื่องออกจากนาริตะ 17:25 ถึงกรุงเทพ 21:55

สรุปค่าใช้จ่าย

  • ค่าตั๋วเครื่องบิน = 20,540 บาท (โดนการบินไทยหักหลัง พอจองตั๋วไปแล้วไม่นานก็ดันมีโปรถูกกว่า 2,000 ออกมา)
  • ที่พัก นอน hostel แบบเตียงรวม 9 คืน = 6,600 บาท
  • กินอยู่ / เดินทาง / เที่ยว นั่งรถไฟ + เดินเป็นหลัก กินของถูกๆ จ่ายค่าเข้า museum บ้าง ตกราวๆ วันละ 1,500 บาท คูณสิบวัน = 15,000 บาท
  • ค่าเช่า pocket-wifi สิบวัน = 3,300 บาท

รวมทั้งหมดก็ประมาณ 45,000 บาท ไม่รวมช้อปปิ้ง

EUROPe in REWiND #003.2

ช่วงบ่ายวันนี้เราแวะไปที่ Munich Residenz
โดยเดินจาก Central Station ไป

P7130461

ระหว่างทางไป เราก็เจอกับขบวนการรักหมีขาว
มาประชาสัมพันธ์ตรง Karlsplatzใครสนใจก็ไปเยี่ยมเค้าได้ที่ http://www.savethearctic.org/

โดยรวมคือการเรียกร้องให้มีการประกาศบริเวณมหาสมุทรอาร์คติกให้เป็นเขตคุ้มครองธรรมชาติของโลก
เพราะปัจจุบันมีธุรกิจประมงและการขุดเจาะน้ำมัน
เข้าไปรุกรานพื้นที่ส่วนนี้มากขึ้นเรื่อยๆ
และยังเป็นสาเหตุให้น้ำแข็งละลายมากขึ้นอีกด้วย
โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของ Greanpeace นะฮะ

P7120179

Munich Residenz เคยเป็นที่อยู่ของผู้ปกครองรัฐบาวาเรียมานมนาน
ภายใน Munich Residenz ประกอบไปด้วยสามส่วนหลัก ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม คือ
Residenz Museum
Treasury
Cuvilliés-Theatre

เหมือนเดิม ถ้าอยากมาดูสนุกๆ ก็เข้าแค่อันแรก
ถ้ามีเวลามากขึ้นก็มี Combination Ticket แบบดูสองอันแรก
และ Combination Ticket แบบดูได้ครบสามอัน
ราคาก็แพงขึ้นไปตามลำดับ
การดูทั้งสามส่วน ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง

P7130484

เหมือนเดิม เราซื้อแบบดูครบสามที่
มาทั้งที จะดูน้อยๆไปทำไม เสียเที่ยว XD

P7130466

เนื่องจากตอนนี้เวลาบ่ายสามโมงแล้ว
เวลาฉิวเฉียดจะดูไม่ทันมากๆ
เจ้าหน้าที่จึงแนะนำให้ไปดู Cuvilliés-Theatre ก่อน

P7130467

Cuvilliés-Theatre นั้น ว่าง่ายๆก็คือโรงหนังส่วนตัวของ Royal Family
ใช้ในการดูหนังและจัดการแสดงต่างๆ
เพื่อให้ชนชั้นสูงได้รับชม

ส่วนต่อไปคือ Treasury ซึ่งจัดแสดงสมบัติต่างๆที่ถูกสะสมมาโดยกษัตริย์หรือผู้ปกครองรัฐ
โดยหลักคือราชวงศ์ Wittelsbach ที่เป็นผู้ปกครองรัฐบาวาเรียมาเป็นเวลายาวนาน
นับย้อนหลังไปได้ถึงปี คศ. 1180 นู่น

ดูของแต่ละชิ้นแล้ว ได้แต่ทึ่งในความสวยงาม

P7130489
The Palatine Crown or Bohemian Crown is the oldest surviving crown of England.

P7130500

Reliquary Crown of Henry II

P7130498

Cross of Queen Gisela

P7130529

ลองกดขยายเข้าไปดู แทบจะหัวใจวายเพราะจำนวนของเพชร

P7130525

The Crown of the King of Bavaria is a part of the Bavarian Crown Jewels

สวยตระการตาอย่างเหลือเชื่อ
ถ่ายรูปออกมาได้แค่นี้
มงกุฎอันนี้เป็นส่วนหนึ่งของ set แต่ถ่ายรูปทั้งเซทออกมาแล้วไม่สวย
เพราะเงากระจกสะท้อนเยอะ และแสงก็น้อยด้วย

P7130519

Statuette of St George

อันนี้สวยมากกก และถือเป็นไฮไลท์ชิ้นนึงเลยทีเดียว

เน้นย้ำ ให้กดขยายดูรายละเอียดของชิ้นงานเหล่านี้
น่าทึ่งมากๆ
คนสมัยก่อนเค้าทำกันได้ยังไงเนี่ย ?

ส่วนสุดท้ายที่เข้าไปดูคือ Residenz Museum
ซึ่งเป็นส่วนจัดแสดงงานศิลปะตามห้องต่างๆ

P7130560

อย่างห้องนี้ ชื่อว่า Antiquarium (The Hall of Antiquities)
เป็นห้องขนาดใหญ่ที่ใช้เก็บผลงานศิลปะต่างๆ
โดยมีการตกแต่งภายในแบบเรเนสซอง  (Renaissance)
ห้องมีความยาวถึง 66 เมตร

P7130572

ส่วนห้องนี้คือ The Baroque Ancestral Gallery ซึ่งเป็นห้องรวมรูปวาดบรรพบุรุษของตระกูล
โดยตกแต่งสไตล์บาโรค (Baroque)

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ห้องนี้คือ Reiche Kapelle (Ornate Chapel) ซึ่งเป็นห้องบูชาส่วนตัว
ของ Duke Maximilian I

P7130612

หลังจากดู Museum เรียบร้อย เค้าก็ไล่เราออกมาพอดี เพราะได้เวลาปิด
ฉิวเฉียดมากๆ เกือบเก็บทุกห้องไม่ทัน -*-
สามชั่วโมงหมดไปไวเหมือนโกหก

เราจึงเดินออกมาข้างนอก แล้วไปกินอาหารอิตาเลียนกันที่ร้าน Vapiano
ร้านนี้เป็นร้านบริการตัวเอง
มีสาขาในหลายๆประเทศ รสชาติพอกินได้ ราคาไม่แพงมาก

P7130611

กินกันอิ่มแล้วก็กลับโรงแรม
หมดไปอีกหนึ่งวัน ง่ายๆแบบนี้แหละ

EUROPe in REWiND #003.1

วันที่สามละนะ
เนื่องจากเวลาที่นี่มัน -5 ชั่วโมง
เลยตื่นมาตอนตีห้า
นั่นแหละ ไม่ต้องนับ ปรกติตื่นสาย
ถ้าเป็นคนทั่วไปอาจจะลุกมาตีสองแทน

เราเลยเดินเข้าเมือง ถ่ายรูปตอนไม่มีคน
เป็นกิจกรรมอีกอย่าง ที่ขอแนะนำคนไปเที่ยวยุโรปให้ทำ
ตื่นเช้าๆเถอะครับ แล้วเดินไปข้างนอก
คุณจะมีความสุข

P7130310

โปรแกรมวันนี้ เราจะไปสองที่คือ
Nymphenburg Palace (Schloss Nymphenburg)
และ Munich Residenz (Münchner Residenz)

วันนึง ไปแค่สองที่
คิดว่าน้อย จริงป่ะ
แต่ขอบอกว่า สองที่นี้ ใช้เวลาวันนึง เที่ยวได้ไม่ครบนะครับ
ถ้าจะเอาให้ครบจริงๆ ต้อง 1 วันครึ่ง

แต่สำหรับคนไม่สนใจศิลปะมาก หนึ่งวันก็พอดีๆแล้วล่ะ
เย็นๆมีเวลาไปช๊อปต่อได้ด้วย

P7130357

เนื่องจากเราเดินทางน้อย (แต่เดินเท้าเยอะ !)
ก็เลยซื้อ Single Ticket ครั้งละ 2.6 Euro ต่อคน

P7130459

นั่ง Tram สาย 17 มาจาก Central Station
ซัก 20-30 นาทีก็ถึง ป้ายชื่อเดียวกับสถานที่
คนลงเพียบ ยังไงก็ไม่น่าจะหลง

P7130381จากป้าย Tram กลิ้งเข้ามานิดนึงก็ถึงสระน้ำข้างหน้า
สวยน้ำตาไหลพราก T_T

P7130362

สระน้ำข้างหน้า เป็นที่อยู่อาศัยของหงส์และเป็ดน้ำจำนวนมาก
เราเสียเวลาอยู่ตรงนี้เกือบ 30 นาที เก็บภาพความน่ารักของพวกเค้า
แต่บนพื้นหญ้าริมสระ นี่เต็มไปด้วยมูลของน้องเป็ดน้องหงส์
ยังไงก็ต้องเหยียบไปอ่ะนะ :(

P7130392

หลุดจากด่านสระน้ำมาได้ ก็มาถึงตัวจริงเสียงจริงซะที
ที่นี่เปิด 9 โมงเช้านะจ๊ะ

P7130409P7130410

ตั๋วที่เราซื้อมาคือ Combination Ticket ที่สามารถดูของได้ครบชุด
ถ้ามีเวลาเกิน 2 ชม. กับใจสู้และพร้อมที่จะเดินหลายกิโลเมตรได้ ก็จัดเลย
ถ้าใครมีเวลาน้อยกว่า 2 ชม. แนะนำให้ซื้อตั๋วปรกติ ดูแค่ Palace พอ

ราคาตั๋วเปลี่ยนได้ทุกปี แนะนำให้ดูผ่านเวบไซต์ดีกว่า
เขียนในนี้เดี๋ยวนานๆไปข้อมูลจะผิดพลาด

P7130403

ข้างใน Nymphenburg Palace ห้ามถ่ายรูป
มีแค่ห้องแรกที่ถ่ายได้ ก็จะมีรูปแค่นี้แหละ

P7130400

Chandeliers ชัดๆซักรูป

P7130414

หลังจากชมตัว Palace เสร็จ
ก็เดินออกไปชม Marstallmuseum

P7130423

เป็น Museum เก็บรถฟักทอง ของ Royal Family และคนมีเงิน
ส่วนมากใช้เฉพาะในเทศกาลและงานเฉลิมฉลอง

P7130455

เสร็จแล้วก็เดินไปเที่ยวสวน หลัง Palace ซึ่งกว้างมากกกก
เดินกันขาลาก ตรงนี้แค่เป็นส่วนนึงเท่านั้น

P7130438

บรรยากาศสวยๆเช่นนี้ ถ้าไม่เดินเป็นกิโล คงไม่ได้เห็น

P7130429แกงค์แม่เป็ดและลูกๆ
น้ำใสมากๆ ทำไมเค้ารักษาธรรมชาติได้ดี
ต่างกับคนไทยจัง

P7130450

หลังจากเดินอยู่เกือบ 2 ชม. ก็เริ่มรู้ตัวว่าเวลาไม่พอ
พึ่งเดินได้แค่ครึ่งสวนเอง
เรายังต้องกลับไปดู Munich Residenz อีก ซึ่งก็ต้องใช้เวลาอีกประมาณ 3 ชม.
ทำให้จำใจต้องเดินออกมาจากพงไพร กลับสู่ Palace
เสียดายจริงๆ….

ขากลับก็เดินออกไปขึ้น Tram สาย 17
ไป Central Station

จบแล้ว ครึ่งแรกของวัน

EUROPe in REWiND #002.5

กลับมาเรื่องเที่ยวกันต่อ
เขียนไปๆ เริ่มรู้สึกว่าทำไมมันเยอะขนาดนี้
เที่ยววันแรกก็ปาเข้าไป 5 ตอนแล้ว

P7120184

ต่อจากตอนที่แล้ว เราแวะไปที่ Odeonsplatz
เดินจากตรงนั้นมาแว๊บเดียว ก็จะเจอ Max-Joseph-Platz
ที่เห็นด้านหน้าเราคืออนุสาวรีย์ King Maximilian I Joseph
และมี National Theatre Munich
หรือ Bavarian State Opera เป็น background

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ระหว่างนั่งพักขา ก็ถ่ายรูป Panorama สักหน่อย

P7120210

จากนั้นก็ได้เวลา 5 โมงพอดี เราเลยกลับไปที่ Marientplatz
เพื่อดูนาฬิกาเต้นรำ
ที่เที่ยวทั้งหมดอยู่ใกล้กันมาก เดินไปเดินมาได้สบาย

P7120251 P7120232

ข้างๆ Marientplatz ก็จะมี St. Peter’s Church Munich ตั้งอยู่
เราสามารถปีนบันได้ขึ้นไปชมวิวได้
ค่าขึ้นคนละ 1.5 Euro
ไม่สูงมาก น่าจะ 2-300 ขั้น
ไม่ต้องรีบเดิน แม้จะไม่มีคน ก็ค่อยๆขึ้น ตามกำลังของเรา
แล้วจะไม่เหนื่อย

ข้างบนสามารถมองเห็นวิวได้ 360 องศา
แต่มุมที่ดีทีสุด น่าจะเป็นด้านที่มองกลับมาที่ Marientplatz
ซึ่งจะเห็น Town Hall และ Frauenkirche

ถ้ากดดูที่รูปด้านบน ก็จะเห็นความวุ่นวายของ Marientplatz ที่เล่าไว้ตอนก่อนหน้า

P7130268

อันนี้คือปลาบู่ที่อยู่บนน้ำพุ Fischbrunnen

เสร็จจากชมวิวมุมสูงแล้ว เราก็มุ่งสู่จุดหมายสุดท้ายของวัน
นั่นก็คือ โรงเบียร์ Hofbräuhaus

P7120254

สำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเรา
ถึงแม้จะรู้ว่าเป็นร้าน Tourist Trap ก็คงจำต้องมา
โรงเบียร์แห่งงนี้มีชื่อเสียงมากในหมู่นักท่องเที่ยว
เพราะบรรยากาศในร้าน และขาหมูกับเบียร์

บริเวณตรงกลางร้านจะมีการเล่นดนตรี
ทำให้โต๊ะแน่นมาก และมักจะไม่มีที่นั่งเหลือ
นอกจากนั้น โต๊ะของเค้าจะมีขนาดใหญ่ นั่งได้ตัวละ 10 กว่าคน
ถ้าเราไม่ได้ไปเป็นแกงค์ ก็คงต้องไปร่วมแชร์กับคนอื่น
และมีโอกาสที่จะไม่มีพนักงานมา service สูง
จะทำให้เสียอารมณ์เปล่าๆ

ดังนั้นจึงขอแนะนำให้ ไปนั่งไกลๆ มุมสงบเงียบ
จะได้การบริการที่ทั่วถึงกว่า
แล้วค่อยเดินไปดูตรงกลางเอา

P7120264

เบียร์แก้วนี้ขนาด 1 ลิตร
กินไม่ไหว ก็มีแก้วเล็กให้สั่งเหมือนกัน

P7120266

ขาหมูแห้งดี ไม่มีมัน
ขาดก็แค่น้ำจิ้มซีฟู๊ดนั่นแหละ

P7120260

เบียร์เค้าไม่ใส่น้ำแข็งให้นะ
เพราะฉนั้น ถ้ากินช้า ก็ให้เอาที่รองแก้วแบบนี้
ปิดฝาแก้วไว้
สงสัยจะช่วยเก็บความเย็นได้
ที่รองแก้วมีเหลือเฟือ วางให้ที่โต๊ะ

มื้อนี้กินเบียร์หนึ่ง โค้กหนึ่ง
ขาหมู และไส้กรอก
รวมทิปแล้ว 31 Euro
ก็จัดว่าไม่เลว

และแล้วการผจญภัยวันแรกก็จบลง
กลับไปถึงโรงแรม อาบน้ำแล้วก็หลับเป็นตายด้วยความเหนื่อย
และผลจาก Jet Lag
เจอกันใหม่พรุ่งนี้ สวัสดี

EUROPe in REWiND #002.4

พักครึ่งกันด้วยเรื่องอื่นๆบ้าง
เริ่มจาก Sim Internet ก็แล้วกัน

เนื่องจากเราเป็นคนที่ใช้ Technology ค่อนข้างเยอะ
และมีการเตรียมทริปมาอย่างดี
ก็เลยจะไม่ค่อยนิยมการพกสิ่งพิมพ์ติดตัว
เช่น แผนที่, หนังสือนำเที่ยว
แต่จะเก็บข้อมูลเอาไว้ในรูปของ Digital File
และใช้ Google Maps
ดังนั้นจึงเป็นการดีที่จะมี Internet ใช้
มีไว้อุ่นใจกว่า

ในเยอรมัน การซื้อ Prepaid Sim จะยุ่งยากนิดหน่อย
คือต้องมีการโทรไป Activate ก่อนการใช้
ต่างกับเมืองไทย ที่ซื้อเสร็จ เสียบใส่เครื่องใช้ได้เลย
และการ Activate นั้น บางทีก็ไม่มีภาษาอังกฤษ
จบป่ะ

เพราะฉนั้น ก่อนจ่ายเงินต้องแน่ใจว่าร้านเค้าจะช่วยเราทำเรื่อง Activation ให้
สำหรับการซื้อซิม ไม่ต้องไปร้านของแท้ เอาแค่ร้านข้างทางก็พอ
มีเพียบ แถวสถานี Central Station
ขอแค่อย่าอ้ำอึ้ง ถ้าไม่เอา ไม่แน่ใจ ให้พูด ให้ถาม
ตราบใดที่เงินยังอยู่กับเรา เราก็ยังไม่โดนต้ม

สำหรับเยอรมัน ราคา Prepaid Sim ก็จะแพงหน่อย
เท่าที่เดินถาม จะมีราคาตามนี้
10 Euro ได้ 3G 200 MB
20 Euro ได้ 3G 1 GB
30 Euro ได้ 3G 5 GB

โปรทั้งหมดต่อ 30 วัน
หลังจากใช้หมด ความเร็วจะเหลือ 32Kb/s
สำหรับการใช้งานทั่วไป
200 MB ก็มากเกินพอแล้ว

ปล. คนที่พัก Hotel Royal
ร้านขายซิม อยู่ตรงข้ามโรงแรมเลย
จะสะดวกไปไหน ?

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ซิมที่ซื้อมาเป็นโปร CallYa  ของ Vodafone

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ทีนี้ หลังจากใส่ซิมไป
เปิดเครื่อง และทำ Activation เรียบร้อย (ร้านทำ)
ก็ให้เรา restart เครื่องหนึ่งที
พอเครื่องมันเปิดใหม่ มันจะถาม PIN 4 หลัก
อันนี้เป็นสิ่งที่บ้านเราไม่มีเหมือนกัน
PIN มันจะมากับ Package ซิม
ก็แค่กดเลขแล้วกด OK ก็เสร็จ ไม่มีอะไรซับซ้อน
แค่อย่าลืม กับอย่าทำแพคเกจหายก็พอ
เพราะมันจะถามทุกครั้งที่เราเปิดเครื่องใหม่

สรุป จ่ายไป 10 Euro
ก็เล่นเนทได้สบาย 5 วันนี่เหลือๆ
ปล. อันนี้คือที่โรงแรมมี Wifi
เราจะใช้เนทจาก Sim ต่อเมื่ออยู่ข้างนอกเท่านั้น

ถ้าโรงแรมไม่มี Wifi ให้ อาจจะต้องพิจารณาซื้อแพคเกจแพงขึ้น
ตามความเหมาะสม

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

10 Euro = 400 บาท
เทียบกับโปรตามรูปด้านล่าง ราคา 499 บาท/วัน
ซึ่งน่าจะยังไม่รวม VAT
และใช้ Network เดียวกันซะด้วย (Vodafone ในเยอรมัน)
มีใครยังอยากเปิด Roaming อีกไหม ?

ปล. ถ้าคุณกลัวใช้เนทเกิน 200MB
ลงทุนซื้อ 30 Euro ไป ก็แค่ 1200 บาท
เทียบกับ roaming ของค่ายมือถือ ก็ยังประหยัดไปมากอยู่

IR_TMH_info_eng(1)

ปล 2.
อันตรายอีกอย่างของ
การซื้อ Roaming ของค่ายมือถือ
เค้าจะกำหนดตายตัว ว่าคุณต้อง Roaming กับใคร
ถ้าเลือกค่ายผิด
ก็อาจจะเจอปัญหาแบบนี้
http://topicstock.pantip.com/mbk/topicstock/2012/05/T12070595/T12070595.html

เพราะฉนั้น เลิกเถอะครับ
การเปิด Roaming น่ะ
ไปซื้อซิม Local
ได้มากกว่า
แถมประหยัดเงินไปซ๊อปได้อีกเพียบ ;)

EUROPe in REWiND #002.3

จาก Town Hall เราก็ลัดเลาะสู่ Viktualienmarkt

ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นตลาด
ที่นี่คือแหล่งซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าแห่งใหม่
ที่ย้ายมาจาก Marienplatz นั่นเอง

PS - P7120105

พื้นที่ตรงนี้ดูจากสภาพ ก็เหมือนตลาดนัด
ที่ปิดวันอาทิตย์
ตรงข้ามกับบ้านเรา
ถ้าแวะมาที่นี่ วันอาทิตย์ จะเจอแต่ความว่างเปล่า ไร้ผู้คน

P7120109

ผู้คนมากมาย มานั่งกินเบียร์ตรงนี้
เรียกว่าที่นั่งหายากยิ่งกว่าทอง
จากสายตา คือที่เต็ม 100% แบบคนที่นั่งอยู่
ไม่มีทีท่าอยากจะลุกเลยสักโต๊ะ

ส่วนเสาแบบนี้ เห็นได้ทั่วไป
อาจจะเป็นลักษณะเฉพาะของบาร์วาเรียก็ได้
ไม่รู้จริงๆว่าเค้าเอาไว้ทำอะไร
หาข้อมูลไม่เจอ

P7120115

สินค้าที่ขายก็มีตั้งแต่ของทีระลึก งานฝีมือ
ผัก ผลไม้ ไอศครีม น้ำปั่น
เบียร์ ไส้กรอก ดอกไม้ ขนมปัง
ชีส เนย แฮม และอาหารทะเลสดๆ

P7120111

เราเลยตัดสินใจร่วมวงกับคนส่วนใหญ่
ด้วยการซื้อเชอรี่และราสเบอรี่ มานั่งกิน

P7120120

ประเทศนี้เค้าจะมีน้ำดื่มฟรีตามที่ต่างๆ
อันนี้เป็นเป็ดพ่นน้ำ

P7120108

หลังจากพักเหนื่อยกันได้ที่แล้ว
ก็เคลื่อนทัพต่อไปยัง Odeonsplatz
ซึ่งมี Field Marshal’s Hall (Feldherrnhalle)
เป็นอนุสาวรีย์เชิดชูเกียรติทหารกล้า
อนุมัติการสร้างโดย King Ludwig I

P7120131

ตั้งอยู่ข้างๆกัน คือ The Theatine Church of St. Cajetan (Theatinerkirche St. Kajetan)
ซึ่งถูกสร้างขึ้นในแบบไฮ บาลโรค (high-Baroque style)
ส่วนทางด้านในนั้นตกแต่งด้วยศิลปะแบบร็อคโคโค่ (Rococo style)
เดี๋ยวดูจากรูปจะเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน
ระหว่างศิลปะสองแบบนี้ ซึ่งเกิดคนละช่วงกัน

P7120133

ศิลปะแบบ high-Baroque style นั้นเกิดมาพร้อมกันกับศาสนาคริสต์
นิกายโรมันคาทอลิก
โดยจะเห็นได้จากการมีรูปปั้นเทพสอดแทรกอยู่
และมีโครงสร้างที่อลังการ

P7120144

ส่วนศิลปะแบบ Rococo นั้นเน้นสีนวลๆ
เน้นเส้นโค้งแบบ C และ S
และใช้ความโค้งของธรรมชาติเช่นเปลือกหอย หรือใบไม้
เป็นแรงบันดาลใจ
ช่วงเป็นศิลปะที่งดงาม ตระการตามากๆ

แค่เดินเข้าไปก็ซาบซึ้งในความงามแล้ว

P7120151

เพดานนี่งามสุดๆ กรุณากดดูรูปใหญ่
เพื่อสัมผัสความงดงาม
ที่คนรุ่นก่อนได้สร้างไว้

P7120152

ส่วน Altar …
สวยไม่มีที่ติจริงๆ
กดดูรูปใหญ่กันด้วยนะคร้าบ

หลังจากซาบซึ้งกันพอแล้ว
เราก็เดินออกมาด้านนอก ชมท้องฟ้าของฤดูร้อนกันต่อ

P7120173

เจอฟ้าแบบนี้ ยังจะอยากมาเที่ยวยุโรปหน้าหนาวกันอีกหรือ ?

จะว่าไป บางทีก็เข้าใจนะ มายุโรป
คนส่วนใหญ่ก็จะจินตนาการถึงอากาศเย็นและหิมะ
แต่ถ้ามาตอนหน้าร้อน อากาศแถวนี้ก็เหมือนหน้าหนาวเมืองไทย
หิมะก็ไม่เห็นแม้แต่เงา
อาจจะทำให้ผิดหวังกันบ้าง

วันนี้ยังไม่หมด
แต่จะบอกว่า พวกข้อมูลที่อธิบายไป
เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และศิลปะ
เขียนเอาเอง จากความจำและการอ่านๆแปลๆแบบงูๆปลาๆ
อาจจะถูกบ้างผิดบ้าง
ถ้าเซียนๆเข้ามาก็อย่าว่ากันเลยนะ :)

EUROPe in REWiND #002.2

post นี้เปิดฉากการเที่ยวยุโรปอย่างเป็นทางการ(intro มาเกือบสิบตอน)
อยากดูรูปชัดๆ ก็กดที่รูปนะครับ มันจะเปิดรูปใหญ่ขึ้นมา

เดินมาจากโรงแรมแค่ 5 นาที ก็มาถึง Karlsplatz
จุดเริ่มต้นของ City Center แห่งนคร Munich

ร้อนๆแบบนี้ น้องหมายังทนไม่ไหว ต้องไปขอรับน้ำเย็นๆกะเค้าบ้าง

PS - P7120060

ถัดจาก Karlsplatz ก็จะเป็น Karlstor
ประตูเมืองชั้นใน ฝั่งตะวันตก
หนึ่งในประตูเมืองซึ่งปัจจุบันมีเหลืออยู่สามอัน
อีกสองอันคือ Sendlinger Tor และ Isartor
แต่ไม่ได้เดินไปดู เพราะลืม -..-

PS - P7130299PS - P7120070

เดินเลยประตูเมืองมาหน่อยเดียว ก็จะเจอกับ
St. Michael’s Church แต่ก็ไม่ค่อยมีอะไร
ประกอบกับรูปที่ถ่ายมาจากข้างในเบี้ยวๆบูดๆ
เรียกว่าพลาดนั่นแหละ
เลยไม่มีอะไรให้ดู

PS - P7120071

ออกจากโบสถ์มาเจอสิงโตตัวนี้ ยื่นมือมาให้จูบ
จริงๆน่าจะเป็นสัญลักษณ์ของร้านอาหารข้างหลังนะ ไม่ค่อยแน่ใจ

PS - P7120073

เดินไปอีกยี่สิบก้าว
ก็เจอ Attraction น่าสนใจอันแรก ซึ่งก็คือ
Frauenkirche หรือ Cathedral of Our Dear Lady
ดันปิดซ่อมด้านหน้าไปแถบนึง น่าเสียดาย
ไม่เป็นไร เข้าไปดูด้านในแทนละกัน

PS - P7130463

ของเด็ดมันอยู่ตรงนี้
Legendary Devil’s Footprint
เค้าว่ากันว่า ตอนสร้างโบสถ์แห่งนี้
คนสร้างทำสัญญากับปีศาจ ว่าจะสร้างให้ไม่มีหน้าต่างเลย
เพื่อแลกกับการที่ปีศาจจะไม่มารบกวนการสร้างโบสถ์
ปีศาจก็ตกลง แล้วก็ไปนอนตีพุงพักผ่อน

ทีนี้พอสร้างเสร็จ ปีศาจกลับมาดู พบว่าโบสถ์มีหน้าต่างเพียบ
คนสร้างก็แปลงร่างเป็นศรีธนญชัย บอกว่า
ถ้าเจ้ายืนตรงนั้น เจ้าก็จะไม่เห็นหน้าต่างมิใช่หรือ
ซึ่งตรงที่ปีศาจยืนนั้น จะมองไม่เห็นหน้าต่างเลยจริงๆ
ปีศาจได้ฟังดังนั้น จึงฟิวส์ขาดและกระทืบพื้นด้วยความโกรธ
ฝากเป็นรอยเท้าเอาไว้นั่นเอง
ปล. เรื่องนี้เล่าจากความจำ ที่ไปอ่านมา ผิดถูกยังไง อย่าได้ใส่ใจมากนัก

PS - P7120075

งานกระจกสี (Stained Glass) ในโบสถ์ช่างงดงามยิ่งนัก
อยากจะขโมยมาติดที่บ้าน
แนะนำให้กดดูรูปใหญ่ แบบ 100%
สวยมากๆ ชอบสุดๆ สงสัยชาติที่แล้วเป็นช่างทำกระจก

PS - P7120077

ในโบสถ์เค้าจะมีเทียนให้จุด
แล้วก็หยอดตู้บริจาคให้เค้าด้วย
คล้ายๆดอกบัวกะธูปเทียนสำหรับใช้เวียนเทียนของเรา

PS - P7120080

เดินต่อไปอีกนิด ก็จะถึง New town hall หรือ Neues Rathaus
ด้านหน้า Town Hall คือ Marienplatz

PS - P7120102

เดิม Marienplatz เป็นลานประจำเมือง
ใช้ทำทุกอย่าง ตั้งแต่เป็นตลาด จัดงานพิธี
แต่เมื่อเวลาล่วงไป เมืองเริ่มใหญ่ขึ้น ขนาดของ Marienplatz ก็เล็กลงไป
ไม่เพียงพอต่อความต้องการ
ทางการจึงย้ายตลาด ไปอยู่อีกที ซึ่งเดี๋ยวเราจะเดินไป

ครั้งนี้ดวงไม่ดี
ที่มีการสร้างเวทีอยู่ตรง Marienplatz
เลยไม่มีมุมถ่ายรูปสวยๆ

PS - P7130311

ตรงด้านหน้า Town Hall จะมี
เสาสูงๆอยู่ เป็นอนุสาวรีย์
ซึ่งก็คือ  The column of St. Mary (Mariensäule)
ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะจาก
การขับไล่อำนาจปกครองของชาวสวีดิช
ออกไปจากอาณาจักรได้
ตรงมุมฐาน 4 ด้านมีรูปปั้นเทวดาตัวน้อย
กำลังปราบสัตว์ร้ายต่างๆ คือสิงโต
cockatrice (สัตว์ในตำนาน ตัวเป็นมังกร หัวเป็นไก่)
มังกร และ งูพิษ
ซึ่งสื่อถึงชัยชนะเหนือสงคราม
โรคติดต่อ ความหิวโหย และสิ่งนอกรีตต่างๆ ตามลำดับ
ส่วนผู้หญิงสีทองด้านบนคือ Virgin Mary

PS - P7120082

ด้านหน้า Town Hall ยังมีน้ำพุเล็กๆน่ารัก อยู่อีกมุม เรียกว่า Fischbrunnen
เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวชอบมานั่งพักผ่อน

PS - P7120090

ทุกๆเวลา 11 โมง, เที่ยง
และ ห้าโมงเย็น (เฉพาะในหน้าร้อน)
ตัวตุ๊กตาที่นาฬิกาของ Town Hall จะเต้นดุ๊กดิ๊กได้
เป็นเรื่องเป็นราว
อย่าลืมแวะไปดู

วันที่สองยังไม่จบนะ มีต่ออีก
นี่แค่เดินมาหน่อยเดียวเอ๊ง
เจอกันตอนต่อไป

EUROPe in REWiND #002.1

เครื่องลงที่ Frankfurt am Main Airport ประมาณ 5:40 AM
เวลาที่เยอรมัน ต่างกับประเทศไทย -5 ชั่วโมง
เราเลยไม่ง่วงแม้แต่นิดเดียว

ใช้เวลาไม่นานก็หลุดจาก ตม. ออกมาได้
อย่างแรกที่ต้องทำก็คือ Activate ตั๋วรถไฟ EURail (เหมือนกับ JR Pass ของญี่ปุ่น)
ก็แค่ไปที่ห้องตั๋ว EURail แล้วยื่นเอกสารการที่ได้จากตอนซื้อให้เค้า
ไปตอนเช้า ไม่ค่อยมีคน รอแป๊บเดียวก็ถึงคิว
แค่นาทีสองนาทีก็เสร็จแล้ว พร้อมใช้
ไม่เหมือน JR ที่ต่อแถวรอกันเป็นชั่วโมงเลย
หลังจากนั้นเราก็รีบชิ่งไปขึ้นรถไฟรอบ 6:53 AM ไปจุดหมายแรกทันที นั่นก็คือ..

มิวนิคนั่นเอง
ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง 30 นาที
ถึงตอนนี้ท้องเริ่มร้อง
เลยซื้อขนมปังไส้แฮมไปกินระหว่างทาง

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

EURail ที่ซื้อมาเป็นแบบ 2nd class
ที่นั่งก็สบายดี ไม่คับแคบ
แต่บางจังหวะคนก็แน่น ที่นั่งหายากนิดนึง
ถ้าใครอยากสบายตอนนั่งรถไฟ ก็คงต้องลงทุนซื้อตั๋วแบบ 1st class
ซึ่งจะมีคนน้อยกว่ามากและที่นั่งก็จะกว้างกว่าด้วย

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

10:30 AM ก็มาถึง Munich Central Station หรือ München Hauptbahnhof
ถ่ายรูปรถไฟไว้สักหน่อย

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
อันนี้เป็นรถไฟ ICE ย่อมาจาก Inter-City Express หรือรถด่วนระหว่างเมือง
ก็จะวิ่งเร็วสุดๆ เทียบตามมาตราฐาน EURail เค้า (แต่ถ้าเทียบกับ JR Nozomi นี่คงไม่เร็วมากอ่ะนะ)
สภาพเหมือนผ่านศึกมาอย่างหนัก

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

เหตุผลที่เลือกมาหน้าร้อน เพราะสิ่งนี้แหละ
อุณหภูมิช่างเป็นมิตรกับกะเหรี่ยงเอเซียอย่างเรายิ่งนัก

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

หลังจากหันซ้ายหันขวา และหมุนตัวอยู่พักนึง
เราก็คลำทางมาโรงแรมถูก ตามลายแทงที่เวบเค้าให้ไว้
โรงแรมแห่งแรกที่เราเลือกคือ Hotel Royal
เดินแค่สามนาทีจากสถานีรถไฟหลัก
ราคาเป็นมิตร ห้องพักสะอาด อาหารเช้าเป็นเลิศ
พนักงานยิ้มแย้มแจ่มใส พูดอังกฤษชัดแจ๋ว
แหม น่าจะได้ค่าโฆษณานะเนี่ย

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ในห้องมีพัดลมให้ด้วย
เวิร์คสุดๆ
สภาพห้องไม่ได้เคลียร์ของ เละพอควร 55
+++++++
หลังจากเชคอิน เอาของเก็บ อาบน้ำอาบท่า เรียบร้อยแล้ว
ท้องก็ร้องโครกๆ เลยเดินไปสถานี Hauptbahnhof เพื่อดับความหิว
ขอบอกว่าไก่ร้านตรงนี้อร่อยมาก เค็มๆหน่อย กินกับ French Fried นี่เยี่ยมไปเลย
จานนี้ 6.6 Euro เป็นไก่ครึ่งตัว กินได้สองคนอิ่มกำลังดี

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

EUROPe in REWiND #001

วันแรก เป็นวันแห่งการเดินทาง
เริ่มต้นด้วยการขึ้น BTS ไปต่อ ARL แบบ City Line เพื่อไปสุวรรณภูมิ
วันนี้เดินทางด้วย JetStar สายการบิน Low Cost ของ Qantas
ตั๋วซื้อแบบ 1 แถม 1 มา ตกคนละ 1,600 บาท รวมน้ำหนักกระเป๋าแล้ว

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

JetStar ใช้เครื่อง A320 คล้ายๆ Air Asia
ที่นั่งก็พอไหว แค่สองชั่วโมง จะเอาอะไรดีมาก

JetStar

พอมาถึงสนามบิน Changi ที่ Singapore ก็เจอด่าน ตม. คนมหาศาล
Terminal 1 เป็น Terminal เก่า ส่วนใหญ่เป็นสายการบิน Low Cost มาลง

Changi Airport

พอผ่านด่าน ตม. ออกไปได้ก็ต้องรอเวลา Checkin ของ Lufthansa
ซึ่งอยู่ที่ Terminal 2  พอดีมีร้าน Gong Cha ของโปรดขายอยู่ จะเหลือเหรอ ?
ราคาของชานมไข่มุกอยู่ที่ 2.5 SGD

Gong Cha

พอถึงเวลาก็เชคอิน Lufthansa เข้าไปนั่งๆนอนๆ รอเวลาขึ้นเครื่อง
Resting Area ของที่นี่ ต้องยกให้เป็นอันดับหนึ่งจริงๆ

Changi Resting Area

พอถึงเวลา Boarding เราก็รีบแจ้นไปขึ้นเครื่อง
Lufthansa ใช้เครื่อง A380 สำหรับเส้นทางนี้
พอนั่งเสร็จ มีโปรแกรมหนังให้ดูเพลินๆ ก็ดูไปหลับไป จนถึงที่หมาย
จบวันแรกแล้วจ้า วันแห่งการเดินทาง

EUROPe in REWiND #000.7

มาต่อกันตอนสอง

1. แดด
ไปหน้าหนาว หรือ หน้าร้อน แดดแรงพอกัน
ยกเว้นหน้าฝน แดดร่ม แต่ฝนตก เปียกเป็นลูกหมาตกน้ำ แถมหนาวอีก
เที่ยวก็ไม่สนุก ถ่ายรูปไม่สวย
จงเอาครีมกันแดดไปด้วย ทั้งหน้า ทั้งตัว
เอาร่มไปด้วย
เอาแว่นกันแดดดีๆไปด้วย อันละร้อยไม่เอา มันกรองแสงไม่ได้จริง
ไม่แนะนำ ช่วยลงทุนซื้อของแท้ซักอันนะ
คือ ไปเที่ยวเนี่ย ยังไงก็ดำแน่นอน ทำใจไว้เลย

2. เสื้อผ้า
ขึ้นกับไปหน้าไหน
หน้าหนาว ก็ลำบากหน่อย ต้องพกเสื้อผ้าไปมากขึ้น
แนะนำให้หาเสื้อแคชเมีย์ไปด้วย แพงหน่อย ตัวละหลายพัน
พวกนี้ดูบางยังกับกระดาษ แต่กันหนาวได้ดีกว่าเสื้อหนาวปาหี่ ที่แต่ทำจากวัสดุห่วยๆ
ขายกันเยอะแยะในเมืองไทย

เสื้อหนาวตัวไหนกันลมได้ ยิ่งดี ช่วยชีวิตได้เยอะ

ส่วนถ้าไปหน้าร้อน มันร้อนจริงจัง
เสื้อยืด กางเกงขาสั้น ก็พอแล้ว
ถ้ากลัวขาดำก็เอายีนส์ไป

ส่วนคุณผู้หญิงที่มักจะเอา prop ไปเต็มสูบ
ตามนิสัยไทยแท้
ไปทั้งที ต้องสวยใส่บูท ก็ไม่ว่ากัน

3. รองเท้า
เลิกเถอะครับ พวกเอารองเท้า Onitsuka Tiger ไปเที่ยว
หรือรองเท้าเท่ห์ๆ พื้นบางๆอื่นๆ
เห็นปุ๊บก็รู้ปั๊บว่าเป็นชาวทัวร์ ที่ไม่เคย Backpack เดินทางเอง
ถ้าจะไปลุย Backpack แบบนี้ เอาพวกร้องเท้าผ้าใบพื้นหนาไปดีกว่า
Nike, ADIDAS, New Balance, PUMA บางรุ่น
จะช่วยเซฟฝ่าเท้านุ่มๆได้เยอะ

4. Sim Internet สำหรับ Smart Phone
ยุค Social Network สิ่งนี้คงเป็นปัจจัย 5 ไปเรียบร้อย
แนะนำว่าอย่าเปิด Roaming ไป มันแพงงงงงงง
วันละสี่ห้าร้อย ไปสิบวัน ห้าพัน แพงไปมั้ย
ไปซื้อ Prepaid Sim ที่ปลายทางเถอะครับ
แค่ 10 EURO ก็ใช้ได้ไม่หมดแล้ว
รายละเอียดเรื่องซิม เดี๋ยวมีบอกตอนรีวิวทริป

5. มิจฉาชีพ
จงอย่าทำตัวรวย อย่าอวดรวย
ไปเที่ยว ทำตัวจนๆไว้ จะรอดชีวิตจากพวกมิจฉาชีพได้
พวกกระเป๋า เสื้อผ้า เครื่องประดับราคาแพง เก็บไว้บ้านเถอะครับ
ครั้งนี้ขนาดทำตัวบ้านๆ ยังเจอมิจฉาชีพกับตัวเองเลย

6. อาหารการกิน
ถ้าเป็นคนไม่คุ้นกับอาหารฝรั่ง ให้พกมาม่าคัพไปด้วย ช่วยได้เยอะ
พกกาต้มน้ำเล็กไปด้วย สะดวกดี
ถ้าไม่มีก็ไปขอน้ำร้อนโรงแรมได้
กินอาหารตามร้าน แชร์กันได้ แต่บอกเค้าหน่อยว่าขอสั่งอย่างเดียวกินสองคน
หรือสองอย่างกินสามคน
เค้าชินกับกระเหรี่ยงแล้ว ส่วนใหญ่ก็จะไม่ว่าอะไรหรอก
บางร้านแยกจานมาให้เลยด้วยซ้ำ

7. ทิป
กินอาหารนอกบ้าน ถ้าไม่ใช่ร้านบริการตัวเอง
ต้องให้ทิปทุกครั้ง ประมาณ 10% ของค่าอาหาร
ฝรั่งเค้าไม่มี Service Charge
ถ้าไม่ให้ทิป เค้าก็คงทำอะไรเราไม่ได้ แต่น่าจะด่าพ่อตามหลัง
ไม่ดีหรอกครับ ให้ไปเถอะ มันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ

8. ร้านค้าปิดวันอาทิตย์ ที่เที่ยวบางที่ปิดวันจันทร์
บ้านเค้าไม่มี 7-11 นะ พวกร้านขายของชำ ทุ่มนึงหรือสองทุ่มร้านปิดหมดแล้ว
วันอาทิตย์ไม่เปิด วันเสาร์เย็นที่ super market คือสงคราม
จะซื้อของต้องแพลนดีๆ

ส่วนที่เที่ยว ไปดูเวบไซต์เค้าก่อน ว่าปิดบ้างหรือเปล่า
เดี๋ยวไปเจอวันที่ปิด จะต้อนไก่เข้าเล้าไม่ทัน
แถมเสียเวลาอีก

9. คนชอบถ่ายรูป

Cloud Sky

Blue Sky

ถ้าไปตอนหน้าฝน เมฆเยอะ Low Season โรงแรมถูก ถ่ายรูปมาก็แบบรูปบน
กับไปตอนหน้าร้อน High Season โรงแรมแพงกว่า
เมฆน้อย แดดร้อน ตัวดำ แต่รูปออกมาแบบด้านล่าง
ส่วนหน้าหนาว น่าจะแดดแรง เมฆน้อย คนน้อย
มีหิมะเพียบ รูปสวย แต่หนาวสุดๆ จนแทบไม่อยากขยับตัวออกไปข้างนอก
อยากได้รูปแบบไหน เลือกได้

ทิปอื่นๆคิดไม่ออกแล้ว ไว้คิดออกระหว่างทาง จะสอดแทรกในรีวิวไปเลยแล้วกันนะ

EUROPe in REWiND #000.6

เกร็ดความรู้ เล็กน้อยๆ เล่าสู่กันฟัง

1. น้ำเปล่าแพง และมีสองแบบ
แถบยุโรป น้ำเปล่าเค้าจะขายแพงมาก แพงกว่าเบียร์อีก
ขวด 500ml ที่เราซื้อกัน 7-10 บาท เค้าขาย 100+
ส่วนขวดใหญ่ 1.5 ลิตร ขวดละ 12 Euro+ คูณเอาละกันว่ากี่บาท
น้ำที่ขายจะมีสองแบบ คือน้ำเปล่าธรรมดา แบบที่เรากิน เค้าเรียก Still Water
กับอีกแบบ ที่เป็นโซดา เรียกว่า Gas Water
เวลาไปซื้อ ดูด้วยตานี่แยกกันไม่ออกเลยว่าเป็น Gas หรือ Still
ถามคนขายให้ดีๆก่อน เดี๋ยวซื้อผิด

แต่เอ๊ะ ซื้อน้ำเปล่าน่ะ ซื้อทีเดียวพอนะ
กินเสร็จ เก็บขวดไว้ด้วย แล้วเติมน้ำก๊อกเอา
ก๊อกน้ำในโรงแรมนี่แหละ ก็เปิดให้เป็นแบบเย็น ทิ้งไว้แป๊บนึง
แล้วก็รองใส่ขวดเลย กินได้
แต่ก็ไม่ทุกประเทศ
เยอรมัน ออสเตรีย โอเค
เชค ให้ต้มก่อน น้ำมันมีกลิ่นนิดนึง

ตอนเช้าก่อนออกจากโรงแรม ก็เติมน้ำให้เต็มขวด
ตอนกลางวันแวะร้านอาหาร ก็เติมซะให้เรียบร้อย

เราคนไทยอาจจะรู้สึกแปลกๆนิดนึง ที่จะกินน้ำก๊อก
เพราะที่บ้านเกิดเมืองนอน แค่คิดจะกินน้ำก๊อกก็สยองแล้ว
แต่ที่นู่นกินได้ รับรอง

2. โค้ก ราคาต่างกันเป็นเท่าตัว เป๊ปซี่ถูกกว่า 30%
ซื้อโค้ก 500ml ที่ super market ราคา 1 Euro
ซื้อโค้ก 500ml ที่ร้านขนมปังหรือร้าน takeout ราคา 1.8 Euro
ซื้อโค้ก 500ml ที่ตู้กด ราคา 2 Euro
ซื้อโค้ก 300ml ใส่แก้วในร้านอาหาร ราคา 3 Euro
มันจะต่างอะไรขนาดนั้น … แต่ก็รู้แล้วใช่มะ ว่าอยากกินโค้ก ซื้อที่ไหน

ส่วนเป๊ปซี่ ตามร้านไม่ค่อยมีขาย
ที่ super market ขวด 500ml ราคา 0.7 Euro
แต่ขอโทษ ขายไม่ออกเลย เหลือเต็ม shelf :)

3. ห้องน้ำ ไม่ฟรีนะจ๊ะ
คนเราก็ต้องเข้าห้องน้ำเป็นธรรมดา แต่มันไม่ฟรีเสมอไป
บางประเทศ บางที่ มีฟรี เช่นในร้านอาหาร ใน Mc
แต่บาง Mc ก็เก็บตัง โดยเฉพาะร้านตรงที่เที่ยว คนเยอะๆ

แล้วถ้าเก็บตัง มันก็จะเป็นแบบต้องหยอดเงิน
ไม่ได้มีคนเก็บเงิน
แล้วมันต้องใช้เหรียญ และมันก็ไม่มีที่แลกเหรียญให้เรา
ไม่ใช่ BTS นี่นะ
ถ้าเกิดปวดมากๆ จะทำไง
เพราะฉนั้น..

4. จงมีเศษเหรียญติดตัวเสมอ
นั่นแหละ เหรียญ 0.5 Euro, 1 Euro, 2 Euro ให้มีเก็บไว้อย่างละเหรียญ แยกไว้เลย
ถ้าไปสองคนก็ให้มีเก็บไว้มากขึ้น
มันจำเป็นต้องใช้ในการเข้าห้องน้ำ
หรือใช้ล๊อคเกอร์ ตามที่เที่ยว
เค้าไม่ให้เราสะพายเป้เข้าไป เราต้องไปฝากกระเป๋าไว้
แล้วต้องหยอดเงิน เพื่อไขกุญแจล๊อค
เกิดไม่มีเหรียญ ก็ปิดล๊อคไม่ได้ แล้วใครจะช่วยอะไรได้
ปล. พอเรา unlock ล๊อคเกอร์ มันก็คืนเหรียญเรามานะ
แค่เก็บเป็นมัดจำไว้

5. Starbucks + Mc มี Free Wifi
ถ้าไม่ได้ซื้อซิม
แล้วอยากเล่นเนทกลางทาง
ก็เดินไป Mc
ถ้าไม่มีก็ไป Starbucks ซึ่งมันอาจจะมีให้ Register นิดหน่อยก็ทำไป
ไม่ได้ยากอะไร ดีกว่าลงแดงตาย

6. การเรียกให้เก็บเงิน ไม่ใช่คำว่า Check Bill
และก็ไม่ใช่การทำนิ้ววนๆที่โต๊ะด้วย
ฝรั่งไม่เข้าใจ
ปรกติควรใช้คำว่า Check Please หรือ Bill Please

7. กดเงินผ่าน ATM ให้เลือกตู้ที่ไม่เสียค่าธรรมเนียม
เวลาไปเที่ยว ก็ควรพกบัตรเครดิตไปด้วย สองใบ เผื่อใบนึงมีปัญหา รูดไม่ผ่าน
และ ATM หนึ่งใบ ปรกติเค้าก็จะแนะนำให้ใช้ของ ธ. กรุงเทพกัน
เวลากดเงินสด เค้าจะคิดเรทของวีซ่า + ค่าประกันอัตราและเปลี่ยน 2%
และมีการเก็บค่าธรรมเนียม 100 บาท จากธนาคาร
ทีนี้ บางที ธนาคารปลายทาง มันก็เก็บค่าธรรมเนียมด้วย
จะรู้ได้ยังไงว่ามันมีค่าธรรมเนียม
ข้อมูล insider บอกมาว่า ถ้าพอกดเงินจำนวนเสร็จ
ก่อนที่มันจะบ้วนเงินออกมาให้เรา
เครื่อง ATM มันจะถามเราว่าการทำ Transaction นี้อาจจะมี Fee นะ
ยูโอเคไหม แสดงว่ามันจะเก็บเงิน ก็ตอบ No ซะ
แล้วไปใช้ตู้ของธนาคารอื่น
แค่นี้แหละ

ทีนี้ บางคนอาจจะถามว่าจะไปกด ATM ทำไม
แลกเงินไปสิ
คือเงินบางประเทศ ไม่มีให้แลกในเมืองไทย (ตามร้าน Grey Market ดังๆ)
เช่น Czech Koruna หรือ Hungarian Forint
ก็ต้องไปแลกที่นู่น หรือ กด ATM เอา
การไปแลกตังที่นู่น ถ้าไม่ศึกษาดีๆ โดนฟันหัวแบะนะฮะ
กด ATM เอาเหอะ สบายใจกว่าเยอะ

เรื่องเกร็ดความรู้
ยังมีต่อตอนสอง โปรดติดตาม

EUROPe in REWiND #000.5

EURail หัวใจของการเดินทาง

พอดีเราไม่ค่อยมั่นใจในการเช่ารถขับ
เลยเที่ยวด้วยรถไฟ
แต่เห็นคนไทยหลายกลุ่ม ไปเที่ยว 4-5 คน เช่ารถขับ
ผลัดกันขับ ดูสนุกดี
การขับรถทำให้ซอกแซกไปในที่ๆ รถไฟไปไม่ถึงได้
และยังทำให้ประหยัดค่าเดินทางได้มาก
ก็ลองพิจารณาดู

สำหรับคนที่จะพึ่งรถไฟ
ตั๋ว EURail คือเพื่อนที่แสนดี

มันจะมีตั๋วหลายแบบ เช่น คอมโบสองประเทศ คอมโบสามประเทศ
และอื่นๆให้เลือกซื้อ ลองเข้าไปดูในเวบไซต์ก่อน
สิ่งที่อยากจะบอกคือรถไฟทุกสายไม่ได้วิ่งเร็วเท่ากัน
ถ้าเที่ยวใน Core Network
เส้นสีม่วงในรูป ก็จะเจอรถไฟวิ่งเร็ว และส่วนมากตรงเวลา
ถ้าเที่ยวเส้นสีแดง ก็เป็นรถไฟรางเดี่ยว ดีเลย์ประจำ วิ่งช้า เชื่อถือไม่ค่อยได้ ควรระวัง

7-31-2013 12-02-05 AM

จากรูปการเที่ยว Frankfurt – Munich – Salzburg – Vienna – Budapest เป็นเส้นทางที่เหมาะจะใช้รถไฟ
แต่ถ้าเราแวะเมืองอื่นที่เป็นเส้นสีแดงเยอะๆ
แนะนำให้ใช้รถไฟสำหรับเส้นทางหลัก และรถ BUS สำหรับเส้นสีแดง (ถ้ามี)

เรื่องวิธีการเดินทาง ไม่มีสูตรตายตัว
เพราะบางที่ บางเวลา มันมีตั๋วพิเศษ (เช่น Weekend Ticket) ที่ราคาถูกกว่า EURail
ตัวอย่างคือ Bayern Ticket ของมิวนิค ที่ใช้เดินทางไป Fussen
เราก็ควรจะสลับมาใช้ตั๋วที่ดีกว่า ตามความเหมะสม

และบางเส้น การเดินทางด้วยรถไฟ ก็ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก

7-31-2013 12-21-24 AM

ลองดูตัวอย่างนี้
รูปด้านบนคือเวลาสั้นที่สุดที่จะเดินทางจากเมืองสู่เมือง
ลองดูเวลาจาก Frankfurt – Paris = 3 ชั่วโมง 55 นาที
เทียบกับ Frankfurt – Praha (Prague) = 9 ชั่วโมง 15 นาที ( Frankfurt – Munchen – Praha)
ทั้งๆที่ดูระยะทางไม่ต่างกัน
หรืออย่าง Munchen (Munich) – Venezia (Venice) = 7 ชั่วโมง 5 นาที
แค่คิดว่าต้องนั่งรถนานขนาดนั้น ก็เซ็งแล้วใช่ไหมล่ะ
ออก 9 โมงเช้า ถึงบ่าย 4 โมง สรุปแค่เดินทางก็เสียเวลาไปวันนึงฟรีๆ
เห็นแบบนี้ ถ้าจะเที่ยว อิตาลี ฝรั่งเศส
ก็ควรบิน Low Cost ข้ามประเทศเอาแทนการนั่งรถไฟ
เห็นด้วยไหมครับ ?

จะไปเที่ยวเองก็ต้องศึกษาให้ดี
จะได้วางแผนการเดินทางที่ประหยัด และมีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งเวลา และค่าใช้จ่าย

Tip ‘n Trick #3 : รถไฟขัดข้อง รางซ่อม เดินรถไม่ได้กระทันหัน

ตรงนี้ คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในยุโรปคงเข้าใจดี
เรานั่งรถไฟอยู่ดีๆ วิ่งปรกติมาครึ่งทางแล้ว
พอมาถึงสถานีนึง มันจอดนานผิดปรกติ
เสร็จแล้วเจ้าหน้าที่ก็เริ่มประกาศเสียงตามสาย เป็นภาษาท้องถิ่น ที่เราไม่เข้าใจ
เสร็จแล้วคนก็เริ่มทยอยลงๆๆๆไป แต่บางคนก็นังนั่งอยู่
รอแล้วรอเล่า มันก็ไม่ประกาศอะไรที่เป็นภาษาอังกฤษออกมา
แล้วสรุปชีวิตเราจะเป็นไงต่อ ? รถมันจะวิ่งหรือไม่วิ่ง ?
ดีเลย์แบบนี้ ถ้าต้องไปต่อรถไฟอีกขบวน ก็มีสิทธิ์ตกรถแหงๆ ทำไงดีๆๆๆ

ขอบอกว่ามันเป็นเรื่องปรกติครับ
เจอแบบนี้ให้รีบถามคนแถวนั่นทันที ว่าเกิดอะไรขึ้น
จงอย่ากลัว จงกลัวว่าจะตกรถที่ต้องไปต่อมากกว่ากลัวที่จะถามคำถามง่ายๆ

รู้ไว้ก่อน จะได้ไม่สติแตกตอนมันเกิดขึ้น
ถ้าคุณเที่ยวยุโรปด้วยรถไฟ คุณจะต้องเจอเหตุการณ์แบบนี้ซักวันนึงแน่นอน

EUROPe in REWiND #000.4

โรงแรมที่ซุกหัวนอน

ขั้นต่อไปของการวางแผนเที่ยว ก็คือศาสตร์ในการหาที่พัก
เริ่มด้วยการจองโรงแรม จะขอแบ่งการจองเป็น 2 อย่างคือ
1. จองเพื่อขอ VISA ; 2. จองเพื่อไปพักจริง

เวบที่ใช้จองโรงแรมที่ใช้จะมี booking.com, hostelworld.com และ website ของโรงแรมเอง

ขั้นแรก สำหรับการขอวีซ่า ให้จองโรงแรมผ่าน booking.com
เพราะจองแล้วไม่ต้องจ่ายเงินสักบาท
จองโรงแรมไหนก็ได้ ไม่ค่อยสำคัญ ขอแค่อยู่ในเมืองตามแผนการท่องเที่ยว
ถ้าแผนบอกว่าจะอยู่เมือง A แต่จองโรงแรมที่เมือง B แล้วสถานทูตตรวจเจอคงจะซวย
ที่สำคัญคือให้จองแบบที่มี condition free cancellation เอาไว้ยกเลิกทีหลัง
ตอนได้วีซ่าแล้ว หรือเผื่อมีปัญหาเกิดขึ้น

การจองเพื่อขอวีซ่า จริงๆแล้วก็สามารถจองโรงแรมที่เราอยากไปพักจริงๆได้เหมือนกัน ไม่ได้มีข้อห้ามนะ

ทีนี้พอได้วีซ่า ถ้าอยากเปลี่ยนโรงแรม ก็ค่อยมายกเลิกของเก่าแล้วจองของใหม่
รอบนี้ก็เอาแบบไม่ต้องมี free cancellation แล้ว เพราะไปแน่ๆ
ราคาจะถูกลงพอควร

Trick ‘n’ Tip #2 : หลักการจองโรมแรม

>  จองโรงแรมใกล้สถานีรถไฟ หรือ ใกล้ป้ายรถเมล์ ที่มีรถสายหลักผ่าน
การเป็นนัก Backpack ถ้าไม่อึดพลังควายมากๆ ก็ไม่ควรหาเรื่องใส่ตัวด้วยการพักโรงแรมไกลๆ
เดินทางลำบาก ลากกระเป๋าเข้าซอยเป็นกิโล
หรือต้องนั่ง Taxi ไป เพราะไม่มีรถเมล์ผ่าน

การจองโรงแรมใกล้สถานี มีข้อดีนับไม่ถ้วน
เช่น ประหยัดเวลาเดินทาง
ประหยัดค่าเดินทาง
มีของกินขายถึงดึก มี supermarket

> จองโรงแรมที่มีลิฟท์
ลองนึกสถาพห้องพักอยู่ชั้นสาม แล้วต้องยกกระเป๋าขึ้นไปเอง
สยองนะ ยกของหนัก ปวดหลังเอาง่ายๆด้วย อย่าเลยๆ

> อ่าน comment ใน booking.com ประกอบเยอะๆ
โรงแรมมีอะไรไม่ดี จะมีคนมาด่ากราดไว้เรียบร้อยแล้ว
ก็ลองไปอ่านดู ว่ารับได้ไหม
ส่วนใหญ่ฝรั่งก็จะมาด่าเรื่องต่างกับเรา
เช่นฝรั่งผู้ดีกับออซซี่ มักจะบ่นเรื่องไม่มีเครื่องต้มน้ำ สำหรับทำชาร้อนกิน
หรือบ่นว่าโรงแรมไม่มีแอร์ นอนไม่หลับ (Summer ของเค้า ตอนกลางคืนนี่เย็นกว่าแอร์บ้านเราอีก)
ข้อเสียของเค้า เราอาจจะไม่สนใจ ถึงแม้โรงแรมได้เรทติ้งไม่ดีมาก
แต่บางทีเจอฝรั่ง troll เราก็จะได้รู้ไว้
ข้อมูลดีๆมีมากมายอยู่ใน customer comment จงไปอ่านซะ

> เทียบราคาหลายๆเวบ
ส่วนใหญ่ booking.com จะราคาถูก แต่ก็ควรเชคการจองผ่านหน้าเวบของโรงแรมโดยตรงด้วย
บางทีจะถูกกว่าอีกนิดนึง หรือมีแถมอาหารเช้า อะไรแบบนี้

> สมัครสมาชิก mail ของโรงแรมไว้ เช่น Accor Group หรือ mail ของ booking.com, hostelsoworld
เพราะบางที พอใกล้ๆวัน แล้วมีโรงแรมขายห้องไม่หมด
มันจะเอามาลดแลกแจกแถม
ถ้าเราเจอของดี เราก็กด cancel ที่ booking.com ซะ
แล้วมาสอยพวกลดพิเศษพวกนี้ บางทีถูกลงไปคืนละหลายสิบ EURO นะเออ

> สำหรับคนกลัวโรงแรมผีสิง หรือ ไม่มั่นใจในการจองโรงแรมธรรมดาๆ
แนะนำให้ใช้เครือ ibis
เพราะราคาจะไม่แพงมาก บริการดี ห้องสะอาด มาตราฐานสูง
และส่วนใหญ่ location จะพอใช้ได้ทีเดียว

> สุดท้าย ท้ายสุด
Early Bird is King
ยิ่งจองเร็วยิ่งถูก ท่องไว้เลย
ปรกติการจองโรงแรม ถ้าต่ำกว่า 3 เดือนล่วงหน้า
ราคาก็จะแพงใช้ได้ทีเดียว
มันจะมาถูกอีกทีตอนเหลือ 2 อาทิตย์นั่นแหละ
เหตุผลก็ตามข้อด้านบน

ถึงตอนนี้แล้ว พร้อมจะลุยกันหรือยัง ?

EUROPe in REWiND #000.3

ว่ากันเรื่องแผนการท่องเที่ยว 

ตั๋วเครื่องบินมีแล้ว ก็แสดงว่าเรามีวันเวลาที่ไปตามความฝัน
กะเวลาที่ต้องย้อนกลับมาสู่โลกแห่งความจริงเรียบร้อย

ทีนี้ก็ต้องมาคิดว่า จะไปเมืองไหนบ้าง เมืองละกี่วัน และนอนที่เมืองไหน
สำหรับทริปนี้ ตอนแรกก็ตัดสินใจระหว่าง ฝรั่งเศส-สวิส กับ ออสเตรีย-เชค อยู่หลายวัน
สุดท้ายก็เลือกข้อหลัง เพราะน่าจะเที่ยวง่ายกว่า และถูกกว่า
ไว้ปีกกล้าขาแข็ง แล้วค่อยไปสู้กับเมืองโจรชุม อย่างปารีสก็แล้วกัน

รายละเอียดทริปคร่าวๆ

วันที่ แผน พักที่ เดินทางโดย
Day#1 นั่งรถไฟยิงยาว Frankfurt ไป Munich > เดินเที่ยวในเมือง Munich EURail
Day#2 Schloss Nymphenburg + Munich Residenz Munich
Day#3 Day Trip @Fussen ดูปราสาท Neuschwanstein Munich Baryern Ticket
Day#4 Day Trip @Innsbruck (Austria) Munich Eurail
Day#5 นั่งรถไฟไป Salzburg (Austria) > เดินเที่ยวในเมือง > Hohensalzburg Salzburg EURail
Day#6 ขึ้นเขา Untersberg > ตะลุย Schloss Hellbrunn + Salzburg Zoo Salzburg
Day#7 นั่งรถ Bus ย้ายเมืองไป Hallstatt > เดินเที่ยวในเมือง Hallstatt Bus
Day#8 นั่งรถไฟไป Vienna > เดินเที่ยวในเมือง > St. Stephen’s Cathedral Vienna EURail
Day#9 Hofburg Palace + Kunsthistorisches museum Vienna
Day#10 Schloss Schönbrunn + Belvedere Vienna
Day#11 นั่งรถตู้ไป  Cesky Krumlov > เดินเที่ยวในเมือง Cesky Krumlov CZShuttle
Day#12 นั่งรถ Bus ไป Prague > เดินเที่ยวในเมือง > Clarles Bridge Prague Student Agency
Day#13 Prague Castle > St. Vitus Cathedral > จุดชมวิว Letna Park Prague
Day#14 นั่งรถ Bus ไป Nurnberg และต่อรถไฟไป Frankfurt Airport EURail

Plan

รูปข้างบนนี้เป็นเส้นทางคร่าวๆ
จุด A หายไปเพราะทับกันจุด J ที่ Frankfurt

ทริปนี้ แผนเที่ยวค่อนข้างติส เพราะเข้าดูพระราชวัง และพิพิธพันธ์ เป็นจำนวนมาก
สำหรับคนไม่สนใจประวัติศาสตร์ ภาพวาด และความสวยงามของสิ่งก่อสร้างมากนัก
ก็น่าจะใช้เวลาในแต่ละเมือง และงบประมาณ น้อยกว่าที่เราใช้ไป
ครั้งนี้ค่าเข้าชมสถานที่ น่าจะเป็นหลักหมื่นต่อคน

ทริปของเรา ไม่มีการเผื่องบซื้อของ ไม่มีการเผื่อเวลาซื้อของ
และไม่มีตรงไหนในแผนบอกว่าเป็นเวลาเดินช๊อป
สำหรับนักช๊อป ต้องขออภัย ที่เราคงเดินคนละเส้นทางกัน

EUROPe in REWiND #000.2

จุดเริ่มต้นอยู่ตรงไหน ?
ถ้าจะถามว่าเวลาไปเที่ยว นอกจากความฝันแล้ว
ความจริงมันเริ่มที่ตรงไหน
ก็บอกได้ตรงนี้เลย ว่ามันคือ “ตั๋วเครื่องบิน”
เพราะถ้าไม่มีตั๋ว สิ่งที่เหลือทั้งหมดก็คงเริ่มไม่ได้
รอบนี้จองโปรโมชันของ Lufthansa ที่เปิดมาช่วงปลายปีที่แล้ว บินจาก Singapore ไปยุโรป
ตอนนั้นเลือกแค่ว่าจะไปลงที่ Frankfurt เพราะราคาถูกที่สุด
เนื่องจาก Frankfurt เป็น Hub หลักของ Lufthansa ถ้าเลือกไปเมืองอื่นคือต้องต่อเครื่องและเสียเงินเพิ่มอีก
ด้วยความงกเลยไม่เอา
ด้านล่างนี่แหละคือรูปโฆษณาของโปรที่จองไป

Lufthansa Promotion

Lufthansa Promotion

Tip ‘n’ Trick #1 : การจองตั๋วเครื่องบิน
จริงๆแล้วหลักการจองตั๋วเครื่องบิน ควรอิงจากแผนเที่ยวมากกว่า
Perfect Scenario เลยคือการบินไปเมืองเริ่มต้น
และบินกลับจากเมืองสุดท้าย โดยที่ไม่ต้องย้อนมากลับที่เมืองเริ่มต้น หรือถ้าจะต้องกลับมา
ก็ควรบินกลับด้วย Low Cost Airline
เช่น เที่ยว อิตาลี สวิส ฝรั่งเศส
ก็ควรบินไปอิตาลี กลับจากฝรั่งเศส
หรือ
บินไปอิตาลี แล้วบินจากฝรั่งเศสกลับมาอิตาลี ต่อแล้วเครื่องกลับ
แต่การทำแบบนี้ กับการเที่ยวแบบประหยัด ก็จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
เพราะเมืองไปกับเมืองกลับ มักจะต้องบินคนละสายการบิน
และมักจะไม่มีโปรพร้อมๆกัน
เวบไซต์ที่ใช้หาตั๋วราคาโปรก็เช่น cheapticket หรือ skyscanner
และเพจ facebook ดีๆอย่าง Ar-pae.com และอื่นๆอีกมาก
**********
กลับมาเรื่องของเรากันต่อ
ทีนี้พอจองโปร บินจาก Singapore แล้ว
เราก็มีภาระในการตามล่าหาโปร Low Cost จากกรุงเทพไปสิงคโปร์อีก
โชคดีที่ JetStar มีโปร 1 แถม 1
ก็เลยจองกรุงเทพ – สิงคโปร์ ได้ในราคาประหยัดอีก ประมาณ 1,600 บาทต่อคน
จากนั้นก็ต้องหาตั๋วกลับ สิงคโปร์ – กรุงเทพ
รอบนี้ขี้เกียจรอ เลยจอง Air Asia ไปเลย น่าจะประมาณ 2,500 บาท ต่อคน
อันนี้เป็นตัวอย่างที่ไม่ดี เพราะถ้ารอดูไปเรื่อยๆ อาจจะมีตั๋วถูกโผล่มาก็ได้
อ้อ เกือบลืมบอกว่าการจองตั๋วพวกนี้ จองล่วงหน้า 6 เดือนขึ้นไป
การจะรอหาตั๋วถูก ในช่วงระยะเวลาใกล้ๆ ก็จะเสี่ยงพอควร
แต่เราก็มักจะเห็นบ่อยๆ ที่สายการบิน มีโปรลดแลกแจกแถม ช่วงท้ายๆ (เพราะขายที่ไม่หมด)
เช่นจองวันนี้ บินวันพรุ่งนี้ถึงสิ้นเดือนหน้าเป็นต้น
ใครชอบสูตรไหน ก็ลองดูแล้วกันนะครับ

« Previous Entries Next Entries »