TRIM Enabler for Lion

OS X Lion doesn’t support TRIM for non-Apple SSDs. This is how to fix.

TRIM Enabler for Lion

Why Data Mining Won’t Stop Terror

“Security is always a trade-off, and for a system to be worthwhile, the advantages have to be greater than the disadvantages.”

-Bruce Schneier

Why Data Mining Won’t Stop Terror

OS X Lion and 3 fingers swipe in Firefox

มีฟีเจอร์สำคัญอันหนึ่งในการใช้ Firefox บน Mac OS X ที่ใช้มาจนชิน ขาดแทบไม่ได้แล้วคือ การใช้ 3 นิ้ว เลื่อนไปทางซ้าย เพื่อถอยหลัง แทนการกดปุ่ม back และเลื่อนไปทางขวา แทนการกดปุ่ม forward

จนกระทั่งเมื่อคืนที่ upgrade จาก Mac OS X Snow Leopard ไปเป็น Lion แล้วพบว่ามันทำท่าแบบนี้เหมือนเก่าไม่ได้แล้ว!

ลองเช็คกับเว็บเมืองนอกแล้วก็เจออาการเดียวกันหมด จนมีคนไป file bug ไว้เรียบร้อยแล้ว

วิธีแก้ขัดตอนนี้คือ ไปตั้งค่า Trackpad ใหม่ ให้ตรง Swipe between pages เป็น “Swipe left or right with *three* fingers” ตามรูป เท่านี้ก็จะได้ behavior แบบเดิมๆ กลับมาแล้ว

ตั้งค่า Trackpad ใหม่

ส่วนการเลื่อน 3 นิ้วขึ้น/ลง เพื่อกระโดดไปบนสุด/ล่างสุดของหน้า ยังไม่ได้รับการแก้ไข

ใครอยากติดตามเรื่องความเข้ากันได้ของ Firefox กับ OS X Lion ให้ดูที่ bug นี้ และถ้ามีการแก้ไขอันไหนได้แล้วอยากลอง ให้ไปโหลด Firefox Nightly มาเล่นดู

Trip 2011 – part 10

วันนี้กินมื้อเช้าเสร็จ (รวมอยู่ในค่าที่พักแล้ว ช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้เยอะอยู่) ก็เดินทางออกจากบาธช่วงสายๆ ย้ายเมืองไปที่เมืองเบอร์มิงแฮม (Birmingham – ถ้าสำเนียงอังกฤษจริงๆ จะอ่าน เบอ-มิง-กัม) การเดินทางก็ใช้บริการรถไฟเหมือนเดิม นั่งจากสถานี Bath Spa ไปต่อรถที่สถานี Bristol Temple Meads เพื่อไปลงที่สถานี Birmingham New Street

สถานี Bristol Temple Meads

เบอร์มิงแฮมเป็นเมืองอุตสาหกรรม ตั้งอยู่ใจกลางเกาะอังกฤษ (แถบนี้เรียกกันว่า Midland) เป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของอังกฤษรองจากลอนดอน และเป็นเมืองที่แทบไม่มีสถานที่ท่องเที่ยวอะไรเลย

รถไฟเที่ยวที่นั่งมาถึงสถานี Birmingham New Street ตอนเกือบบ่ายโมง แต่ Hostel ให้เช็คอินได้ตอนหลังบ่ายสาม ก็เลยเดินแบกเป้ โต๋เต๋อยู่แถว City Centre ไปขอแผนที่จาก Tourist information centre แล้วก็หาของกินไปพลางๆ

มื้อกลางวันง่ายๆ ที่ Pret A Manger

เพราะเป็นเมืองที่ไม่มีอะไรให้เที่ยวเท่าไหร่ ตรง City Centre ก็เป็นร้านแบรนด์เนมซะเยอะ เลยไม่ได้มีกิจกรรมอะไรมาก จนกระทั่งใกล้ๆ ได้เวลาค่อยเดินไปหาที่พักและเช็คอิน

เก็บข้าวของเสร็จในที่พักเรียบร้อยแล้ว ก็รีบแจ้นออกมาขึ้นรถบัสไป Villa Park เพื่อดูบอลพรีเมียร์ลีกนัดสุดท้ายของฤดูกาล ระหว่าง Aston Villa กับ Liverpool เหตุผลหลักเลยของการมาที่เมืองที่ไม่มีอะไรให้เที่ยวเมืองนี้

ตอนรอรถบัสก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าต้องนั่งสายไหน แต่เห็นแฟนบอล Villa กลุ่มใหญ่ยืนรอรถอยู่ ก็เดินตามเค้าไป ยังไงก็ไม่หลงทางแน่ แต่จังหวะนี้ก็ต้องทำตัวลีบๆ เจียมตัวตามสไตล์แฟนบอลทีมเยือน พอดีว่าไม่กล้าใส่เสื้อ Liverpool มา ก็เลยยังดูเหมือนเป็นนักท่องเที่ยวทั่วไป ไม่เตะตาแฟนบอลเจ้าถิ่นเท่าไหร่

นั่งรถบัสออกมาจากตัวเมืองได้นิดนึง ก็ถึงสนาม Villa Park ซึ่งเป็นสนามเหย้าของ Aston Villa เป็นสนามที่มีความจุกว่า 42,789 ที่นั่ง จัดว่าเป็นหนึ่งในสนามฟุตบอลอังกฤษที่ขนาดค่อนข้างใหญ่ พอๆ กับ Anfield และ Stamford Bridge (สนามเล็กๆ อย่าง Carrow Road จุได้ 27,033 ที่นั่ง ส่วนสนามใหญ่อย่าง Old Trafford, Wembley จุได้ 75,957 และ 90,000 ที่นั่งตามลำดับ)

ตามทางมีขายของที่ระลึก ด้านหลังนั่นคือสนาม Villa Park

ทางขึ้นสแตนด์ Holte End "The 12th Man"

บอลเตะสี่โมงเย็น ตอนที่มาถึงก็เกือบได้เวลาแล้ว เลยต้องรีบขึ้นไปที่นั่ง ไม่ทันได้เดินซื้อของที่ระลึกอะไร

ปัญหาในการมาดูบอลนัดนี้มีอยู่นิดนึงคือว่า เป็นแฟนทีมเยือนแต่ตอนซื้อตั๋วมันไม่มีตั๋วตรงสแตนด์ทีมเยือน มีแต่สแตนด์ทีมเจ้าบ้าน ทำให้นัดนี้ ได้เข้าไปดู Liverpool แต่ห้ามเชียร์แบบออกนอกหน้า ไม่งั้นซวยแน่ ชื่อเสียงฮูลิแกนอังกฤษไม่น้อยหน้าประเทศอื่นในโลกอยู่แล้ว

เข้ามาแล้ว ที่นั่งอยู่ฝั่ง Doug Ellis Stand

ที่นั่งฝั่งทีมเยือน อยู่ติดกันเลยทีเดียว เวลาบอลเตะ จะมีตำรวจมายืนคุมเป็นจุดๆ

การซื้อตั๋วดูบอลในอังกฤษเป็นเรื่องออกจะยากลำบาก โดยเฉพาะของทีมใหญ่ๆ ซึ่งตั๋วมักจะเต็มเสมอ การขายตั๋วจะแบ่งออกเป็นรอบๆ คือ รอบแรก ขายให้เฉพาะโควตาสมาชิกของสโมสรระดับที่อยู่มานาน มีประวัติการเข้าชมหลายนัด เรียกว่าเป็นพวกแฟนเดนตายของสโมสร ส่วนรอบถัดๆ มาก็จะขายให้สมาชิกระดับรองๆ ลงมา จนกระทั่งถ้ามีโควตาเหลือ ถึงเอามาขายให้คนที่ไม่ใช่สมาชิก

บางคนที่มาดูบอลที่อังกฤษ และซื้อตั๋วผีหน้าสนาม โอกาสโดนต้มก็มีอยู่ และจริงๆ แล้วมันก็ผิดกฎหมายของอังกฤษด้วย หลายๆ สโมสรเล็งเห็นปัญหาตรงนี้ ก็เลยเปิดเว็บไซต์สำหรับขายตั๋วแบบถูกกฎหมาย ให้สมาชิกที่ซื้อตั๋วแล้วแต่ไม่ได้ดู เอามาขายต่อให้คนที่ไม่ใช่สมาชิกได้ อย่างของ Aston Villa จะเรียกว่าเป็น Ticket Exchange Program สามารถเข้าไปซื้อผ่านหน้าเว็บได้เลย ตั๋วจะส่งมาให้ที่บ้าน (ส่งมาไทยด้วย!) หรือจะไปรับที่หน้าสนามก่อนบอลเตะก็ได้ ทำให้ได้ตั๋วมาในราคาที่ไม่โดนโก่ง (ได้มาในราคาใบละ 38.2 ปอนด์) และมั่นใจได้ว่าไม่โดนต้ม

แต่ข้อเสียก็คือนี่แหละ ต้องนั่งในสแตนด์เจ้าบ้าน

ฝั่ง North Stand คนก็เข้ามาเต็มความจุ

Holte End เป็นสแตนด์ฝั่งแฟนพันธุ์แท้ เสียงเชียร์ฝั่งเจ้าบ้านส่วนใหญ่จะมาจากทางนี้

ฟุตบอลในอังกฤษนี่เค้าดูกันแบบไม่มีตีปี๊บ ตีกลอง เหมือนบ้านเรา กองเชียร์จะเชียร์กันด้วยการร้องเพลงและปรบมือเป็นหลัก โฆษกสนามจะประกาศแค่ตอนเปลี่ยนตัว ทดเวลาเจ็บ หรือยิงประตูได้เท่านั่น ซึ่งคิดว่าทำให้ (คนตั้งใจดูบอล) สนุกกว่านะ เวลาดูบอลเมืองไทยจะรำคาญเสียงเครื่องดนตรีสารพัดชนิดมาก

ตำรวจยืนกั้นระหว่างแฟนบอลเจ้าถิ่นกับทีมเยือน

ตรงไกลๆ นั่นเป็นจอบอกสกอร์ และมีภาพ replay การทำประตูให้ดู

แฟนบอลวัยรุ่น

แฟนบอลมากันเต็มความจุ 4 หมื่น 2 พันคน ระหว่างที่เกมยังเสมอกันอยู่ 0-0 กองเชียร์ Liverpool ร้องเพลงกันเสียงดังมาก แล้วก็ร้องกันไม่หยุดด้วย สมกับที่ร่ำลือกัน แต่พอโดนยิงลูกแรกเข้าไป เสียงเชียร์ก็เงียบลงทันตาเห็น กลายเป็นกองเชียร์ฝั่งเจ้าบ้านที่คึกคัก ร้องเพลงเสียงดังข่มจนกระทั่งจบเกม Aston Villa เอาชนะ Liverpool ไปได้ 1-0 ดับความฝันไปเล่นบอลยุโรป (จริงๆ ก็โดนดับฝันตั้งแต่นัดที่แล้วที่แพ้คาบ้านแล้ว)

เนื่องจากว่านัดนี้เป็นนัดสุดท้ายของฤดูกาล บอลเตะพร้อมกันหมดทุกคู่ ก็เลยจบพร้อมกันด้วย ในสนามก็มีประกาศผลคู่อื่นๆ จนพอมาถึงผลคู่ที่ Totenham Hotspurs ชนะ Birmingham City อริร่วมเมืองของ Villa ไปได้ ทำให้ Birmingham ต้องตกชั้นไปเล่นลีกต่ำลงไปอีกด้วย จังหวะนี้แฟนบอลเฮกันสนามแทบแตก ทำให้รับรู้เลยว่าความเป็นอริของสองทีมนี้มันฝังลึกจริงๆ (นึกไม่ออกเลยว่าตอนที่ Alex McLeish ย้ายจาก Birmingham มาคุม Villa มันจะแค้นกันขนาดไหน)

จบเกมแล้วนักบอลฝ่ายเจ้าบ้านเดินออกมาขอบคุณกองเชียร์

พอแฟนบอลออกไปหมด ก็เหลือนักท่องเที่ยวถ่ายรูปอยู่เป็นกลุ่มๆ จนเจ้าหน้าที่มาไล่ บอกว่าจะปิดแล้ว

ออกมาเก็บบรรยากาศรอบๆ สนาม อันนี้เป็นสแตนด์ฝั่ง Trinity Road

จุดขายของที่ระลึก ปิดแล้ว อดซื้อ

ตรงที่จอดรถหลังสนาม มีแฟนบอลเกาะรั้วรอขอลายเซ็นนักบอลทั้งทีมเหย้าและทีมเยือนที่ต้องออกจากสนามมาขึ้นรถ อารมณ์ประมาณวัยรุ่นยืนรอนักร้องเกาหลีอะไรงั้น บางคนใจดีก็มาเซ็นให้ บางคนก็เดินขึ้นรถไปเลย

คนนี้ Mark Albrighton นัดนี้เล่นดีเลย ฤดูกาลหน้าตัวจริงแน่นอน (เพราะทั้ง Young ทั้ง Downing โดนขายไปแล้ว)

ถ่ายป้ายสนามก่อนกลับ

ตั๋วพร้อมลายเซ็น Mark Albrighton

ถือเป็นประสบการณ์ได้มาดูบอลอังกฤษถึงถิ่น นักบอลเล่นกันเต็มที่ เทียบกับตอนที่ทีมดังๆ มาเตะโชว์ที่เมืองไทยแล้วคนละเรื่องเลย อันนั้นเล่นกันเหมือนกลัวเหนื่อย

ออกจากสนาม นั่งรถสายเดิมกลับมาในตัวเมือง ถึงเอาตอนประมาณหกโมงกว่าเกือบจะทุ่มนึงแล้ว ปรากฏว่าในเมืองเงียบมาก แทบไม่มีคนเดินไปมาตามถนนเลย คนที่เดินผ่านส่วนใหญ่ก็ท่าทางไม่ค่อยเป็นมิตรเหมือนเมืองอื่น แอบรู้สึกไม่ค่อยปลอดภัยนิดๆ

รูปปั้นวัวตรง Bullring Shopping Centre สังเกตว่าร้านปิดหมดแล้ว ไม่มีคนเลย

มุมยอดฮิตของห้าง Selfridges ใกล้ๆ

Victoria Square นกบินเพียบ แต่ไม่มีคน

รูปปั้น Thomas Attwood นักเศรษฐศาสตร์อังกฤษ อยู่แถวๆ Chamberlain Square

ไม่ว่าจะเดินไปทางไหน ก็ไม่ค่อยจะมีคน แล้วบรรยากาศก็รู้สึกว่าไม่ปลอดภัยเท่าไหร่นัก กลัวว่าถ้ากินมื้อเย็นเสร็จออกจากร้านมาตอนมืดๆ จะอันตราย ก็เลยล้มเลิกความคิดจะเดินหาของกินในเมือง รีบเดินกลับที่พัก ไปต้มมาม่ากินดีกว่า

มีน้ำร้อนให้ก็ไม่ลำบากแล้ว

เป็นอันจบการท่องเที่ยวเมืองเบอร์มิงแฮม วันรุ่งขึ้นก็ไปเมืองอื่นอีกแล้ว!

ลิงก์ตอนเก่าๆ ย้อนหลัง

Trip 2011 – part 9

หลังจากเก็บสถานที่ท่องเที่ยวในลอนดอนไปหลายแห่งแล้ว วันนี้เปลี่ยนบรรยากาศ ย้ายไปที่เมืองบาธ (Bath) ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ อยู่ทางตะวันตก ห่างออกมาจากลอนดอนประมาณ 156 กิโลเมตร และได้รับการจัดเป็นเมืองมรดกโลก โดย UNESCO ด้วย

นอกเรื่อง – ปัจจุบันมรดกโลกที่จัดโดย UNESCO มีทั้งหมด 913 แห่งทั่วโลก – อ้างอิง

การเดินทางไปบาธก็ไม่ยาก นั่งรถไฟจากสถานี London Paddington ประมาณชั่วโมงครึ่งก็ถึงแล้ว

มาลงที่สถานี Bath Spa

บาธเป็นเมืองที่เดินเที่ยวได้ทั่ว ถนนหนทางน่าเดิน มีการแสดงเปิดหมวกให้ดูเป็นระยะๆ

เด็กโชว์กีตาร์

คนนี้โชว์เครื่องดนตรีโบราณ หน้าตาเหมือนกระทะเจาะรู

ป้ายบอกทางไปสถานที่สำคัญ

สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของบาธก็คือ Roman Bath ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงอารยธรรมการอาบน้ำของชาวโรมันที่เคยอาศัยแถวนี้ – ไม่ฟรี เสียค่าเข้า 12 ปอนด์ ราคานี้มี Audioguide ให้ แล้วก็มีโบรชัวร์ภาษาไทยให้ด้วย!

ตรงบริเวณ Roman Bath นี้มีแหล่งน้ำแร่ผุดขึ้นมาจากใต้ดิน พวกคนโรมันโบราณก็เลยมาสร้างเป็นที่อาบน้ำเอาไว้ จนกระทั่งวันที่อารยธรรมโรมันเสื่อมลง ถูกทิ้งร้าง แล้วถึงมีคนยุคหลังมาขุดเจอ พอกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ก็สร้างครอบซากโรงอาบน้ำโบราณเอาไว้ แล้วทำเป็นทางเดินให้นักท่องเที่ยวเดินดู พร้อมมีส่วนแสดงสิ่งของ เครื่องใช้ และเรื่องราวในประวัติศาสตร์ให้ดูตามทางด้วย

โฆษณาด้านในตึกที่ซื้อตั๋ว

บ่ออาบน้ำ มองจากด้านบน

ทางเดินใน Roman Bath เป็น one-way ตามที่เค้าออกแบบไว้ให้เดินแล้ว ไม่ต้องกลัวดูไม่ครบหรือว่าหลงทาง ใช้เวลาประมาณไม่เกิน 2 ชม.ก็เดินหมด ขึ้นอยู่กับว่าจะดูรายละเอียดมากแค่ไหน

แบบจำลองโรงอาบน้ำสมัยยังสมบูรณ์ดีอยู่

ข้าวของที่ขุดเจอ

ทางเดินข้างในก็จะผ่านจุดต่างๆ เช่นจุดที่เป็นห้องปั๊มน้ำ ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า ฯลฯ แต่ละห้องก็เหลือซากอยู่นิดเดียว แต่ต่อเติมของใหม่เข้าไปเยอะ

เดินผ่านมาหลายห้อง จนกระทั่งถึงบ่ออาบน้ำหลัก

คนแต่งคอสเพลย์เป็นชาวโรมันโบราณ ให้นักท่องเที่ยวมาชักภาพคู่ (ฟรี ไม่เก็บเงิน)

ระวังพื้นลื่น

จะว่าไปแล้ว บาธนี่ก็เป็นเมืองท่องเที่ยวที่หลายๆ อย่างถูกทำให้เป็น commercial ไปหมด พิพิธภัณฑ์ทั้งหลายเสียค่าเข้า แล้วก็ออกจะโฆษณาเกินจริงไปหน่อย ดูแล้วอาจจะรู้สึกไม่ค่อยคุ้ม บางอย่างก็ติดจะดู fake ไปบ้าง แต่บรรยากาศโดยภาพรวมก็เป็นเมืองที่น่ารักดี

บรรยากาศตามท้องถนนคนเดิน

นักดนตรีเปิดหมวกเยอะมาก มีทุกมุมเมือง

เดินมาจนถึงแม่น้ำ Avon ซึ่งเป็นแม่น้ำสายที่ไหลผ่านกลางเมือง จะเจอกับ Pulteney Bridge ซึ่งเป็นสะพานที่มีอาคารร้านค้าอยู่บนตัวละพานเลย

Pulteney Bridge และแม่น้ำ Avon

บนสะพานเจอ Cafe น่านั่งร้านนึง ก็เลยแวะฝากท้องมื้อกลางวัน

มื้อนี้ไม่หิวมาก กินพออยู่ท้อง

อันนี้เป็น Quiche มั้ง

ขนมปัง แฮม ชีส ผัก ธรรมดาๆ

แหล่งท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งของอังกฤษคือ Stonehenge อยู่ไม่ไกลจากเมือง Bath นัก แต่ไม่มีรถสาธารณะวิ่งผ่าน ถ้าจะไปเที่ยวก็ต้องซื้อทัวร์ไป มีหลายยี่ห้อให้เลือก ที่เลือกซื้อก็เป็นของ Scarper Tours เพราะเวลา match พอดี ถึงเวลาก็ไปรอขึ้นรถที่ข้างๆ Bath Abbey

ผ่านสวนสวยๆ มีคนมาปิคนิค

จุดขึ้นรถนำเที่ยวก็อยู่ข้างๆ Bath Abbey นี่แหละ

รถนำเที่ยวก็เป็นรถตู้คันใหญ่หน่อย ทัวร์กลุ่มหนึ่งมีประมาณ 16 คน นั่งในรถได้สบายๆ คนขับรถทำหน้าที่เป็นไกด์ไปด้วย ระหว่างทางที่ขับไป Stonehenge ถ้าผ่านจุดน่าสนใจก็จะบรรยาย เล่าประวัติให้ฟัง ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงก็ถึง Stonehenge

ทิวทัศน์ข้างทางก็ไม่ค่อยจะมีอะไรเท่าไหร่ เส้นทางขึ้นอยู่กับทัวร์ที่ซื้อ บางเจ้าก็จะผ่านหลายที่หน่อย หรือมีแวะจอดให้ลงเที่ยวด้วย ส่วนทัวร์ที่ซื้อเป็นแบบถูก ผ่านแค่ไม่กี่จุด มีผ่านหมู่บ้านเก่า ผ่านฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ฟาร์มหมูออแกนิค ที่เป็นของแปลกคือ Hill Figure รูปม้าขาว แต่มันอยู่ไกลนิดนึง นั่งรถผ่านแล้วเห็นลิบๆ พอเป็นรูปม้า กับอีกอย่างหนึ่งคือ Crop circle ซึ่งช่วงที่ไปมันไม่มีให้ดู ก็เลยอด

บรรยากาศข้างทางก็บ้านนอกดีๆ นี่เอง

เบียร์รสขิงจาไมก้า ซื้อติดมากิน พบว่าไม่มีรสแอลกอฮอลล์สักนิดเดียว

มาถึงสิ่งมหัศจรรย์ของโลกแล้ว

กองหินตั้งอยู่ได้ มหัศจรรย์จริงๆ เลย!

บริเวณ Stonehenge จะมีถนนให้เดินวนรอบ แล้วก็มีรั้วเตี้ยๆ กั้นไว้ไม่ให้เดินเข้าไปใกล้มาก นักท่องเที่ยวก็เดินวนชักภาพได้จากระยะไกลเท่านั้น เข้าไปปีนป่ายหินไม่ได้ โชคดีที่วันที่ไปอากาศเป็นใจ ท้องฟ้าใส เมฆสวย แดดไม่แรง มีฝูงแกะเล็มหญ้าอยู่ลิบๆ เหมาะกับการถ่ายรูปมาก

ถัดออกมาเป็นจุดบริการนักท่องเที่ยว มีจุดขายตั๋วเข้าชม ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ห้องน้ำ ที่จอดรถ เรียกได้ว่าครบวงจร

มีป้ายบอกราคาและเวลาปิดเปิดครบ

Welcome to Stonehenge

ทัวร์จอดให้เดินเที่ยว ถ่ายรูปอยู่ชั่วโมงนึง แล้วก็กลับ พอกลับมาถึงแล้วก็เดินไปดู Royal Crescent ต่อเลย

ทางเดินในเมือง

มีร้านน่ารักๆ เยอะดี ถ้าผู้หญิงมาเที่ยวคงชอบกัน

ถึง Royal Crescent แล้ว ลักษณะเป็นอาคารรูปครึ่งวงกลม ทอดยาวประมาณ 200 เมตรได้

ด้านหน้าเป็นสนามหญ้ากว้างใหญ่ มีคนพาหมามาเดินเล่น มานั่งปิคนิค กันเป็นกลุ่มๆ

จบจาก Royal Crescent แล้วก็ได้เวลาอาหารเย็น ลองถามพนักงานที่ Hostel ดูว่า อยากกิน Fish & Chips อร่อยๆ เค้าแนะนำให้มาที่ร้านชื่อ Seafoods

จานนี้เป็นปลา Haddock ทอดกรอบกำลังดี แป้งบางกำลังเหมาะ บีบมะนาว กินกับ chips

อันนี้เป็นแซลมอนกับสลัด กรอบอร่อยไม่แพ้กัน

สรุปว่าร้านนี้ ปลาอร่อย ทอดกรอบกำลังดี ไม่มีอมน้ำมัน ติดตรง chips ที่ยังธรรมดาไปหน่อย รวมสองจานบวกเบียร์ดำอีกหนึ่ง pint ราคาอยู่ที่ 20 ปอนด์ อิ่มกำลังดี

กินเสร็จแล้วเดินเที่ยวต่ออีกหน่อยเพื่อให้อาหารย่อย

ป้ายโฆษณาหน้าผับที่จะมีถ่ายทอดนัดชิง Champions League

แม่น้ำ Avon และ Pulteney Bridge จากอีกด้านหนึ่ง

เดินเลียบแม่น้ำไปทาง Pulteney Bridge ได้ มีนกนางนวลเยอะเลย

มีทางเดินเล็กๆ ให้กลับขึ้นมาบนตัวละพานได้ ถ้าไปไหนต่อไม่ถูกก็ดูเอาจากป้าย

เสร็จแล้วก็เดินกลับเข้าที่พัก เป็นอันจบไปอีกหนึ่งวัน ยังเหลือที่เที่ยวอื่นในเมืองอีกที่ยังไม่ได้ไป แต่ด้วยเวลาที่จำกัด วันรุ่งขึ้นก็ต้องไปเมืองอื่นแล้ว

ลิงก์ตอนเก่าๆ ย้อนหลัง

Trip 2011 – part 8

บันทึกการไปเที่ยวอังกฤษ ต่อจากตอนที่แล้ว ยังอยู่เที่ยวในลอนดอนต่อ

การวางแผนการท่องเที่ยวยาวๆ หลายวัน ในยุคนี้มันก็มีตัวช่วยอยู่หลายอย่าง มีอยู่เว็บนึงที่ใช้ได้ดีมากคือ TripIt

TripIt สามารถบันทึกแผนการเดินทางได้ว่าวันไหนจะพักที่ไหน เดินทางไปไหนยังไง เหมาะกับคนที่วางแผนการเดินทางไปหลายที่ใน trip เดียว สิ่งที่เป็น killer feature ของเจ้านี่คือ เราสามารถ forward อีเมล confirm การจองตั๋วเครื่องบิน, ตั๋วรถไฟ, หรือที่พัก เข้าไปยัง address ของ TripIt แล้วตัวระบบจะเอาข้อมูลใส่ลง plan ของเราให้อัตโนมัติ และ plan นี้เราสามารถเปิดดูได้ผ่านทางหน้าเว็บ หรือ App บน Android / iPhone / iPad ก็ได้ ทำให้การเดินทางคล่องตัวขึ้นเยอะ

ตัวอย่าง Plan มีข้อมูลที่พัก เวลา การเดินทาง แผนที่ พยากรณ์อากาศให้ครบครัน

เว็บ TripIt นี่ใช้ฟรี App ก็โหลดฟรีด้วย ใครจะเดินทางก็ลองเล่นดูได้

เริ่มต้นการเดินทางจากที่พักแถวสถานีรถไฟ King’s Cross ถ้าคนที่เคยดูหนัง Harry Potter จะเห็นว่า หน้าตามันไม่เหมือนในหนัง เพราะจริงๆ แล้วในหนังเลือกถ่ายทำภายนอกที่สถานี St.Pancras ซึ่งอยู่ติดกันแทน (ห่างกันแค่ข้ามถนน ชั้นใต้ดินก็แชร์สถานี underground ร่วมกัน) อาจจะเพราะเหตุผลว่า St.Pancras มันสวยกว่า

สถานี King's Cross

ตอนที่ไปเที่ยวช่วงเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา สถานี King’s Cross มีการปรับปรุงซ่อมแซมหลายจุด เพื่อเตรียมตัวเป็นเจ้าภาพงานโอลิมปิก 2012 ทำให้ชานชาลา 9 3/4 โดนปิดซ่อมไปด้วย แต่ทางสถานีก็เห็นใจแฟนๆ หนังสือทำกำแพงเลียนแบบ เอามาให้ถ่ายรูปแก้ขัดกันไปได้ ถ้าไปแล้วหาไม่เจอลองถามพนักงานแถวนั้นดู แค่อ้าปาก ยังไม่ทันจะถามอะไร เค้าเห็นว่าเป็นนักท่องเที่ยวก็ถามสวนมาเลยว่า “Harry Potter ใช่มั้ย?” คงเจอแบบนี้มาเยอะจนเบื่อ

โฆษณาในสถานี ไม่ต้องมีแถบดำคาดแล้วบอกว่าสุราเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

Kindle ที่นี่ขาย 111 ปอนด์ (รุ่น Wi-Fi) กับ 152 ปอนด์ (รุ่น 3G)

สำหรับแผนการเที่ยวลอนดอนวันนี้ เริ่มต้นตอนเช้าที่ St.Paul’s Cathedral เป็นวิหารที่สร้างตามสถาปัตยกรรมแบบ Baroque ซึ่งก็เป็นสไตล์ที่นิยมในยุโรปอยู่ยุคหนึ่ง ที่ประเทศอื่นก็มีสิ่งก่อสร้างหน้าตาคล้ายๆ แบบนี้เหมือนกัน การเดินทางก็นั่ง tube ไปลงที่สถานี St.Paul’s

ต้นไม่ในสวนครึ้มทีเดียว

ด้านหน้าวิหารมีเด็กมาทำกิจกรรมวาดรูปด้วย

เนื่องจากด้านในวิหารต้องเสียค่าเข้า (14.5 ปอนด์) และห้ามถ่ายรูปด้วย ก็เลยเดินวนถ่ายรูปรอบๆ ก็พอ

จากวิหาร St.Paul’s เดินมาทางแม่น้ำเทมส์เรื่อยๆ ก็จะเจอกับสะพาน ชื่อว่า Millenium bridge ซึ่งเปิดใช้งานในปี 2000 และถูก Death Eater ทำลายทิ้งไปในฉากเปิดเรื่อง Harry Potter ภาค 6

เดินออกมาจาก St.Paul's แล้ว

สะพาน Millenium Bridge โดมที่เห็นนั่นคือโดมของวิหาร St.Paul's

วิวแม่น้ำเทมส์ ถ่ายจากบนสะพาน

อีกฟากหนึ่งของสะพาน Millenium Bridge เป็นโรงไฟฟ้าเก่า ที่ถูกเอามาปรับปรุงให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะ ชื่อว่า Tate Modern

อีกฟากหนึ่งของสะพานเป็น Tate Modern

เข้าฟรีอีกแล้ว

บรรยากาศภายใน สมกับเป็นโรงไฟฟ้าเก่า โถงตรงนี้เรียกว่า Turbine Hall

ผลงานที่จัดแสดงที่ Tate Modern นี่ก็เป็นไปตามชื่อ คือเป็นผลงานยุค Modern / Contemporary art ตั้งแต่ยุค 1900 เป็นต้นมา มีงานของทั้ง Monet, Matisse, Picasso ไปจนถึง Warhol

ส่วนจัดแสดงงานอยู่สองข้างของห้องโถงแต่ละชั้น ตรงกลางเป็นบันไดเลื่อน

Whaam! กับ Unique Forms of Continuity in Space

บางช่วงเวลา จะมีไกด์บรรยายที่มาที่ไป ประวัติและเกร็ดของงานเด่นๆ ให้ฟรีด้วย (ภาษาอังกฤษแบบฟังไม่ยาก) ขนาดของพิพิธภัณฑ์ไม่ใหญ่มาก คนไม่เยอะเท่า British Museum เดินได้สบายๆ แต่อาจจะเจอกลุ่มเด็กนักเรียนมาทัศนศึกษา

เดินดูเสร็จแล้วก็ออกมาเดินข้างนอก หาของกินมื้อเที่ยงโดยเดินเลียบแม่น้ำเทมส์มาทางทิศตะวันออกเรื่อยๆ เพื่อไป Borough Market

ลานด้านหน้า Tate Modern เป็นสนามหญ้าให้คนพักผ่อนได้

เจอจุดจอดจักรยานเช่าอีกแล้ว

ถึง Borough Market แล้ว

Borough Market เป็นตลาดขายของกินนานาชนิด การเข้าไปเดินในช่วงที่กำลังหิวจะรู้สึกว่า น่ากินไปเสียหมดทุกอย่าง

แผนที่บอกโซนตลาด

เนื้อหมูป่าดี หรือเนื้อกวางดี

แกงมาเลย์ แกงไทย แกงอินเดีย มีขาย มีให้ชิม

ปลาทูน่า ปลากระโทงแทง ปลากะพง ปลาแซลมอน

เห็ดหลากชนิด

เครื่องดื่มมากมาย

พื้นที่โฆษณา

ร้านนี้ขายเนื้อด้วย ขายเบอร์เกอร์ด้วย

ร้านส่วนใหญ่ใน Borough Market จะออกแนวตลาดสด ไม่มีโต๊ะนั่ง ต้องซื้อออกมาหาที่นั่งว่างๆ ตรงโซนที่เค้าจัดไว้ให้นั่งกินอาหารเอาเอง

อาหารกลางวันเป็น เบอร์เกอร์เนื้อวัว ใส่ไข่ดาวด้วย

อันนี้เบอร์เกอร์เนื้อแกะใส่เห็ด

อิ่มท้องแล้วก็นั่ง tube ไปลงที่สถานี Charing Cross เพื่อไปยัง National Gallery และ National Portrait Gallery

ภาพเขียนที่จัดแสดงใน National Gallery มีงานของพวกบิ๊กเนมเพียบ ทั้งของศิลปินอังกฤษ, ดัทช์, อิตาลี, ฝรั่งเศส ฯลฯ ไล่มาตั้งแต่ Da Vinci, Michelangelo, Raphael (ขาด Donatello อีกคนก็ครบขบวนการเต่านินจาแล้ว), Vermeer, Rembrandt, Renoir, Van Gogh, Delacroix ฯลฯ ถ้าจะไปแล้วมีเวลาน้อยแนะนำให้เลือกดูเฉพาะ 30 ภาพไฮไลท์ ที่เว็บ National Gallery คัดเลือกมาให้ วันที่ไปมีปิดห้องเล่นดนตรี (เปียโน / โอเปรา) ให้คนดูได้ชมฟรีด้วย

ค่าเข้าฟรี แต่น่าเสียดายตรงที่ว่าข้างในเค้าห้ามถ่ายรูป เลยถ่ายมาลง blog ไม่ได้ แต่ถ้าใครอยากดูสามารถเปิดดูได้จากเว็บ Google Art Project ก็ได้ไม่ต้องบินไปดูถึงลอนดอน

ถ้าใครมี iPhone หรือ iPad สามารถโหลด App ของ Natioan Gallery มาช่วยเป็นไกด์ก็ได้ ราคา $2.99

โฆษณา National Portrait Gallery ในสถานี Charing Cross

ด้านหน้าของ National Gallery อยู่ติดกับ Trafalgar Square เลย

ใกล้ๆ กับ National Gallery ก็ยังมีอีกพิพิธภัณฑ์หนึ่งคือ National Portrait Gallery เป็นที่รวมภาพเขียนบุคคลของอังกฤษ มีทั้งราชวงศ์ อำมาตย์ นักการเมือง นักวิทยาศาสตร์ ศิลปิน และคนดังต่างๆ ความสวยงามของภาพอาจจะสู้ของ National Gallery ไม่ได้ แต่ถ้าไล่ดูตามลำดับเวลามาเรื่อยๆ ก็จะได้เห็นความเป็นมาของอังกฤษมากกว่า

ค่าเข้าฟรี ภายในห้ามถ่ายรูป มี App นำเที่ยวบน iPhone / iPad ราคา $1.99

จบแล้วก็ออกมาถ่ายรูปเล่นแถว Trafalgar Square

นับถอยหลัง London Olympic 2012

รูปปั้นสิงโต เสาหินด้านหลังนั่นคือ Nelson's Column

ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ ชอบปีนขึ้นไปถ่ายรูป

มีคนโบกธงชาตซีเรีย น่าจะประท้วงอะไรสักอย่าง

มื้อเย็นก็เดินไปฝากท้องที่ China Town เป็นร้านที่มีสหายที่เคยอาศัยอยู่ในลอนดอนแนะนำมา ชื่อร้าน Misato

Misato เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นเล็กๆ ขนาดคูหาเดียว แต่ดูจะเป็นร้านที่มีชื่อเสียง ตอนที่ไปถึงมีคนยืนรอคิวหน้าร้านประมาณสิบคนได้

ยืนรอคิวหน้าร้าน ก็ถ่ายรูปเล่นไปพลางๆ

ยืนทนอากาศหนาว รอคิวสักพักนึงก็ได้เข้าไปนั่งในร้าน (สังเกตว่าในลอนดอน คนส่วนใหญ่จะ obsess กับการเข้าคิวมาก ไปที่ไหนก็เจอคนเข้าคิวตลอด บ้านเราน่าจะเอาอย่าง) ในร้านคนเยอะ โต๊ะค่อนข้างเบียด พนักงานเสิร์ฟส่วนใหญ่น่าจะเป็นคนไทย

ข้าวสเต็กไก่เทริยากิ

เต้าหู้อะไรสักอย่าง จำชื่อไม่ได้

ชุดปลาดิบ

เบียร์วันนี้ : Sapporo

สรุปราคาก็พอๆ กับร้านอื่นใน China Town แต่จุดเด่นของ Misato คือให้เยอะมาก กินจนอิ่ม แต่รสชาติก็ค่อนข้างธรรมดา ประมาณฟูจิบ้านเรา เมื่อกลับไปถามสหายคนเดิมว่าทำไมแนะนำร้านนี้ คำตอบที่ได้ก็คือ เพราะว่าเค้าให้เยอะน่ะแหละ

จบไปอีกหนึ่งวัน กลับที่พักเตรียมตัวออกเดินทางไปอีกเมืองหนึ่งวันพรุ่งนี้

รวมลิงก์ตอนเก่าๆ

Trip 2011 – part 7

เที่ยวอังกฤษกันต่อ ตอนที่ 7 แล้ว ลิงก์ไปตอนเก่าๆ อยู่ท้ายตอนครับ

ที่แรกที่จะไปวันนี้คือ British Museum พิพิธภัณฑ์ชื่อดังของอังกฤษ เพราะที่นี่เป็นแหล่งรวมของหายากที่อังกฤษไปขนมาจากประเทศอาณานิคมของตัวเอง+ประเทศอื่นๆ ทั่วทุกมุมโลก ตั้งแต่ยุคสมัยที่ตัวเองยิ่งใหญ่ มีของแปลกๆ เยอะขนาดที่ว่าเดินทั้งวันก็ดูไม่หมด รวมของที่จัดแสดงทั้งหมดกว่าแปดล้านชิ้น

วิธีการเดินทางก็นั่ง tube ไปลงที่สถานี Holborn แล้วเดินต่ออีกหน่อยนึงก็จะถึง

เริ่มต้นที่สถานี St.Pancras

ขึ้นลงบันไดเลื่อน ให้ชิดขวาเสมอ

สังเกตว่าในสถานี tube ของลอนดอนจะมีป้ายบอกตลอดว่า ให้ยืนชิดขวา หรือเดินชิดกำแพงด้านใดด้านหนึ่ง เพื่อความเป็นระเบียบและทำให้คนที่เร่งรีบมีทางเดิน ไม่ต้องไปกลัวว่าจะมีพวกคนเดินเอ้อระเหยขวางทาง มีอยู่หนนึงเจอนักท่องเที่ยวยืนสองคนขวางตรงบันไดเลื่อน ทำเอาคนที่กำลังรีบ (หลายคน) ถึงกับต้องตะโกนบอกให้หลีกทาง

เห็นแล้วก็อยากให้บ้านเราเป็นอย่างนั้นบ้าง อย่างน้อยตรงบันไดเลื่อนก็ติดป้ายไว้สักหน่อยว่าให้ยืนชิดด้านไหนสักด้านก็ยังดี

ร้านขายของน่ารัก ระหว่างทางเดินไป British Museum

ของที่ระลึก เกาะกระแส Royal Wedding ที่เพิ่งผ่านไป

มาถึงด้านหน้า British Museum แล้ว

British Museum ก็เหมือนพิพิธภัณฑ์ส่วนใหญ่ของอังกฤษ นั่นคือไม่เก็บค่าเข้า ส่วนใครจะบริจาคก็แล้วแต่ศรัทธา

เข้ามาข้างในแล้วก็จะเป็นตรงที่เรียกว่า The Great Court

ด้านในพิพิธภัณฑ์จะแบ่งเป็นโซนคร่าวๆ ตามอารยธรรมต้นกำเนิดสิ่งของ เช่นกรีก โรมัน อียิปต์ เอเชีย เลือกดูได้ตามความสนใจ แต่ถ้าเวลาน้อยก็ควรเลือกดูเฉพาะงานชิ้นเด่นๆ ในเว็บของพิพิธภัณฑ์มีคู่มือให้ว่า ถ้ามีเวลาน้อยควรดูอะไรบ้าง หรือถ้าเวลาเยอะขึ้นมาหน่อย ควรดูอะไร

Turquoise serpent จากอาณาจักร Aztec

โมอาย

มัมมี่สภาพสมบูรณ์มาก

ของเด็ดประจำ British Museum อย่างหนึ่งคือส่วนของมัมมี่และอารยธรรมอียิปต์โบราณที่มีเยอะมากๆ จนเห็นแล้วอดสงสัยไม่ได้ว่าที่อียิปต์มันจะยังเหลืออะไรไว้ให้จัดแสดงอยู่อีกบ้างไหม

แมวอียิปต์

ชุดหมากรุกทำจากงาช้าง

เดินดูจนหิว ได้เวลาหาของกิน อันที่จริงแล้วในพิพิธภัณฑ์มันก็มีของกินขาย แต่ก็ด้วยเหตุผลเดิมๆ คือมันแพง ออกมาหากินข้างนอกดีกว่า ก็ไปลงเอยที่ร้านอาหารจีนราคาถูกใกล้ๆ (จำชื่อไม่ได้แล้ว)

ผับหลายแห่งเริ่มเปิดให้จองโต๊ะ สำหรับมานั่งดูนัดชิง UCL

ข้าวหน้าเป็ดย่างหมูแดง

จานนี้จำไม่ได้ว่าเรียกว่าอะไร หน้าตาคล้ายๆ ผัดเปรี้ยวหวานบ้านเรา มีชามะนาวอยู่ในเซตด้วย

ซุปข้างขวารวมอยู่ในเซตด้วย แต่ซุปข้าวโพดด้านซ้ายไม่รวม

เติมพลังเสร็จแล้วก็กลับเข้ามาเดินใน British Museum ต่อ

ตัวอักษรอียิปต์โบราณ

ดรามาในสมัยก่อน

หนังสือโป๊ญี่ปุ่น

กระโหลกแก้ว

ถ้วยพลัง Y

โปรแกรมของวันนี้ หลังจากเดิน British Museum จบแล้วก็คือไปดูคอนเสิร์ตของ Explosions in the Sky ที่ The Roundhouse ระหว่างรอให้ถึงเวลาก็เดินเล่น ชักภาพไปเรื่อยๆ

ป้ายสถานี London Underground ใครมาเที่ยวก็ต้องถ่ายไว้

จักรยานเช่า สนับสนุนโดยธนาคาร Barclays (ที่เป็นสปอนเซอร์บอลพรีเมียร์ลีกน่ะแหละ)

ตู้โทรศัพท์สีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ของลอนดอน ส่วนใหญ่ข้างในจะเหม็นฉี่ แล้วก็มีโฆษณาแบบนี้

ที่นี่คนมาผับกันตั้งแต่กลางวัน ถ้าที่นั่งข้างในเต็ม ก็ออกมายืนกินข้างนอกได้

ร้านหนังสือสำหรับเกย์และเลสเบี้ยน

ร้านนี้สวยดี แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าขายอะไร

ใกล้เวลาคอนเสิร์ตจะเริ่ม ก็เดินทางไปที่ The Roundhouse ซึ่งเป็นที่จัดคอนเสิร์ต หน้าตาตัวตึกเป็นโดมกลมๆ  ขนาดน่าจะเล็กกว่าอินดอร์สเตเดี้ยมหัวหมากบ้านเราสักเล็กน้อย อยู่ทางตอนเหนือของลอนดอน หลุดจากโซนแหล่งท่องเที่ยวออกมาหน่อย การเดินทางก็นั่ง tube ไปลงสถานี Chalk farm

Graffiti แถว Chalk Farm

มาถึงที่ The Roundhouse ก็เอาบัตรเครดิตใบที่ใช้ซื้อตั๋วยื่นให้ที่ counter ออกตั๋ว เค้าก็จะตรวจสอบรายชื่อแล้วเอาตั๋วมาให้ ใช้ผ่านเข้าไปในโซนจัดคอนเสิร์ต ตรงนี้ห้ามเอาเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์เข้า ให้ไปซื้อกินข้างในเอาเอง (pint ละประมาณ 4 ปอนด์)

ด้านในก่อนเข้าไปใน hall มีของที่ระลึกทั้งของ Roundhouse เองและของทางวงขาย

บรรยากาศด้านนอก มีแต่คนกินเบียร์รอ

เข้าไปใน hall แล้ว เห็นโครงสร้างทรงกลมของตัวอาคาร

ซื้อตั๋วช้า ได้แถวหลังสุดเลย

Explosions in the Sky เป็นวง post-rock จาก Texas เพลงที่เล่นเป็นเพลงบรรเลงทั้งหมด แล้วก็มีหลายเพลงที่ถูกเอาไปประกอบรายการทีวีบ้าง สารคดีบ้าง ตัวอย่างหนังบ้าง ล่าสุดที่เห็นก็ในคลิป At the Gates of Wembley ที่บาร์เซโลนาใช้เป็นคลิปโปรโมทนัดชิง UCL ปีนี้

คอนเสิร์ตนี้ซื้อตั๋วผ่านเว็บ แต่เพิ่งมาซื้อเอาตอนที่จัดโปรแกรมท่องเที่ยวชัวร์แล้วว่าวันที่มีคอนเสิร์ต จะอยู่ที่ลอนดอน ถึงค่อยซื้อตั๋ว ผลที่ได้ก็คือได้แถวหลังสุดนั่นเลย ค่าตั๋ว 20 ปอนด์

หลังจากวงเปิดเล่นเสร็จไปแล้ว Explosions in the Sky ขึ้นเวทีมา มีพูดคุย ทักทาย สวัสดีคนดูเล็กน้อย แล้วก็เล่นรวดเดียวจบ ไม่มีพัก ไม่มีคุยอะไรกับคนดูเลย (มันเป็นธรรมชาติของวงแนวนี้หรือเปล่า?) เล่นจบ ขอบคุณคนดูนิดหน่อยแล้วก็กลับไปเลย

ก้มหน้าก้มตา เล่นกันอย่างเดียว

สถานที่ดี ระบบเสียง-แสงดี

คอนเสิร์ตจบ คนกลับบ้าน

โฆษณาคอนเสิร์ต iTunes Festival วงดังๆ เพียบ

ออกจาก Roundhouse มาก็มืดแล้ว นั่ง tube กลับที่พัก โปรแกรมวันต่อไปยังมีอีกเยอะ

รวมลิงก์ตอนเก่า

How to Monitor Process on Windows Using Batch File

พอดีเมื่ออาทิตย์ที่แล้วได้โจทย์มาว่า ต้องการตรวจสอบว่ามี process บาง process รันอยู่บนวินโดวส์หรือเปล่า ถ้าไม่มี ให้ส่งเสียง alarm เตือน

ทีแรกก็คิดว่าใช้พวก Visual Basic เขียนโปรแกรมเล็กๆ ง่ายๆ ก็ใช้ได้ แต่ด้วยความที่ไม่มี Visual Studio บวกกับจำได้ว่าวินโดวส์มันมีคำสั่ง taskkill เลยคิดว่าน่าจะมีคำสั่งที่ใช้ตรวจสอบรายการ process ที่รันอยู่ในระบบด้วยเหมือนกัน

เปิด Command Prompt แล้วพิมพ์

help

ก็พบว่าคำสั่งที่ต้องการ มันอยู่ก่อนหน้าคำสั่ง TASKKILL นั่นเอง คำสั่งนั้นก็คือ TASKLIST

จากนั้นก็ใช้ความรู้เก่า + คิดอะไรไม่ออกถามกู(gle) ได้ออกมาเป็น batch file ง่ายๆ แบบนี้ สมมติว่าต้องการตรวจสอบว่าโปรแกรม Notepad รันอยู่หรือไม่ ถ้าไม่รันให้เรียกมันขึ้นมา ทำได้แบบนี้

@echo off
tasklist | find /I "notepad.exe"
if errorlevel 1 start notepad

อันนี้เป็นแบบง่ายๆ คือแค่เช็ค exit status ของคำสั่ง find ว่ามันหาคำว่า notepad.exe จากผลลัพธ์ของคำสั่ง tasklist เจอหรือไม่ ถ้าหาเจอ errorlevel จะเป็น 0 แต่ถ้าหาไม่เจอ errorlevel จะเป็น 1 ซึ่งจะเข้าเงื่อนไข If และจะเรียกโปรแกรม Notepad ให้เรา

แน่นอนว่าเราสามารถประยุกต์ใช้ต่อได้ เช่น ถ้าต้องการให้มีเสียง alarm ก็เปลี่ยนจากการเรียก notepad เป็นเรียกโปรแกรมเล่นไฟล์เสียงแทน และถ้าต้องการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องก็ตั้ง Scheduled Task ให้รัน batch file นี้ตามช่วงเวลาที่เรากำหนดได้ ฯลฯ

Trip 2011 – part 6

หลังจากห่างหายจากการเขียน blog ไปนาน พบว่าการเขียน blog นี่มันใช้พลังเยอะพอสมควร ขนาดว่า wordpress เวอร์ชันใหม่ๆ มันเนียนกว่าเดิมมากแล้ว ยังรู้สึกเหนื่อย หรือจะเป็นเพราะ facebook/twitter ทำให้เสียนิสัยไปแล้ว?

รวมลิงก์ตอนเก่า

จากตอนที่แล้ว จบจากเที่ยวเมืองนอริช ก็กลับมาเที่ยวลอนดอนอีกครั้งโดยใช้บริการรถไฟเหมือนเดิม

สถานีรถไฟของเมืองนอริช

ชานชาลา

วิธีการซื้อตั๋วรถไฟในอังกฤษก็ไม่ยาก แค่เข้าไปซื้อตั๋วจากในเว็บ เลือกวันเวลาให้ถูกต้อง จ่ายเงินให้เรียบร้อย แล้วระบบจะให้รหัสรับตั๋วมา พอมาถึงที่สถานีรถไฟ ก็เอาบัตรเครดิตที่ใช้จ่ายเงิน เสียบเข้าไปที่ตู้อัตโนมัติ กดรหัสรับตั๋ว แล้วเครื่องก็จะออกตั๋วมาให้ สะดวกและรวดเร็ว เท่าที่เดินทางมา จะมีตู้แบบนี้ทุกสถานี แต่จะมีตู้ของบริษัทเดินรถบางเจ้าที่ไม่รับบัตรเครดิตของประเทศด้อยพัฒนาอย่างเราๆ ทางออกคือเอารหัสไปรับกับพนักงานที่ช่องขายตั๋ว (ดังนั้นควร print อีเมลยืนยันพร้อมรหัสที่ได้รับตอนจองตั๋วแล้วติดมาด้วย)

หน้าตาตั๋วรถไฟ ถ้าเปลี่ยนขบวนก็จะได้มาหลายใบหน่อย และจะมีใบที่เป็นใบเสร็จติดมาด้วย

รถไฟมาถึงลอนดอนที่สถานี London Liverpool Street แต่ว่าที่พักอยู่แถว King’s Cross ก็ต้องนั่ง tube ต่อมาเอง แฟนๆ นิยาย Harry Potter คงจะคุ้นชื่อกันอยู่

สถานี St.Pancras อยู่ติดกับสถานี King's Cross

ที่พักมีกาต้มน้ำร้อนให้ แปลว่าสามารถต้มมาม่ากินเองได้!

ปกติ Hostel ในลอนดอนจะให้เช็คอินได้ประมาณหลังบ่ายสองหรือบ่ายสามเป็นต้นไป แต่ถ้ามาถึงก่อนเวลาก็สามารถฝากสัมภาระไว้ที่ hostel ก่อน ออกไปเดินเที่ยว แล้วกลับมาค่อยรับกุญแจเข้าห้องก็ได้

โปรแกรมของบ่ายนี้คือไป Sommerset House เพื่อไปดู Courtauld Gallery

Somerset House อยู่แถวๆ สะพาน Waterloo ใกล้ tube สถานี Temple

ลานกว้างของ Somerset House

มีรูปหัวสัตว์ประดับตกแต่ง

Courtauld Gallery เป็น gallery ขนาดกำลังเหมาะ เดินสบายๆ งานส่วนใหญ่เป็นงานยุค Impressionism / Post-Impressionism มีงานของคนดังๆ หลายคนทั้ง Van Gogh, Renoir, Degas, Manet, Seurat, Cézanne, Gauguin ฯลฯ ภาพดังๆ ก็มีหลายภาพ เสียค่าเข้าคนละ 6 ปอนด์ ถ้าเป็นคนชอบงานศิลปะยุคนั้น ถือว่าพลาดไม่ได้

รูปใกล้สุดคือ Self-Portrait with Bandage Ear ของ Van Gogh

The Luncheon on the Grass ของ Manet

จากซ้ายไปขวาเป็นงานของ Manet, Degas และ Renoir

เดินดูจนจบแล้วออกมาเดินข้างนอกต่อ อากาศไม่ค่อยเป็นใจเท่าไหร่ ฝนตกปรอยๆ ตามปกติของลอนดอน

ผ่านตึกอะไรก็ไม่รู้ของ BBC

ผ่านมหา'ลัยชื่อดัง LSE : London School of Economics

ลอนดอนเป็นเมืองที่ดีอย่างนึงคือ สถานที่ท่องเที่ยวอยู่กันเป็นกระจุก สามารถเดินถึงกันได้ไม่ลำบาก ถ้ามีแผนที่ดีๆ ก็ไม่น่าหลงทาง หรือจะใช้ Google Map ก็ได้ แต่ระวังด้วยว่าเครือข่าย 3G นี่บริโภคแบตเตอรี่อย่างตะกละตะกรามมาก ถ้ามีแบตสำรองติดตัวไว้ด้วยก็จะดี

เดินต่อจาก LSE มาประมาณ 400 เมตร ก็จะถึง Covent Garden ซึ่งเป็นจัตุรัสขายของ มีร้านค้าทั้งในร่มและ outdoor

Cafe ใน Covent Garden

มีนักดนตรีเปิดหมวก ขายซีดีด้วย รับบริจาคด้วย

แวะกิน Paella (ข้าวผัดสเปน) รองท้อง

ตลาดขายของสดชื่อ Apple Market แต่ไปถึงเอาตอนตลาดวายแล้ว

บรรยากาศร้าน outdoor

เป้าหมายจริงๆ ของการมา Covent Garden นี่คือ การมาสักการะสถานที่สำคัญแห่งหนึ่ง

ด้านหน้าของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์

หัวมุมใกล้ๆ

ที่นี่คือ Apple Store สาขาที่ใหญ่ที่สุดในโลก

บันไดวนอันเป็นเอกลักษณ์

เต็มไปด้วยเหล่าสาวก

ราคาสินค้าในร้านก็ไม่ต่างจากในหน้าเว็บ Apple Store UK ก็คือแพงกว่าเมืองไทยเกือบทุกอย่างน่ะเอง ถ้าอยากจะซื้อสินค้า Apple ซื้อบ้านเราถูกกว่า ยกเว้นจะอยากซื้อของที่ไม่มีขายในบ้านเรา อย่างพวก AppleTV อะไรงี้ แต่ก็ทำใจกับราคาหน่อย

ต่อจากนั้นก็ไม่มีอะไรมาก เดินเล่น ถ่ายรูป แล้วหาของกินถูกๆ

บรรยากาศหลังฝนเพิ่งหยุดตก

Royal Opera House

ร้าน The Cult Entertainment Megastore ขายของคัลท์ทั้งหลาย เดินผ่านแล้วคิดถึง @rerngrit ก่อนเป็นคนแรก

ตรงนี้เป็นแยกที่ถนน 7 สายมาตัดกัน โรงละครด้านหลังเล่นเรื่อง Chicago

ร้านขายหนังสือ เกาะกระแสนัดชิง UCL ระหว่างแมนยูกับบาร์เซโลนา

มาลงเอยเอาที่ร้านจีนแถว Soho ชื่อ Cafe de Hong Kong

ค่าเสียหายสองคน 16.70 ปอนด์

เดินผ่านร้านอาหารจีน ที่หน้าร้านมีโฆษณาภาษาไทยด้วย

แท็กซี่ลอนดอน อย่าเผลอขึ้นเชียว แพงมาก (ถ้าเมืองอื่นราคาจะถูกกว่า ขึ้น 2-3 คน ก็พอคุ้มอยู่)

วงเวียน Piccadilly Circus มีสัญลักษณ์เด่นเป็นกามเทพแผลงศร

มีนักแสดงเปิดหมวก

Lillywhites ร้านขายอุปกรณ์กีฬาชื่อดัง ไปถึงก็ปิดเสียแล้ว ไม่ได้เดิน

ทางลง tube สถานี Piccadilly Circus

นั่ง tube กลับที่พัก เตรียมตัววันต่อไป

Trip 2011 – part 5

บันทึกการเที่ยวอังกฤษต่อจากตอนที่แล้ว

หลังจากออกจากลิเวอร์พูล เมืองต่อไปที่จะไปคือนอริช การเดินทางก็เป็นรถไฟเหมือนเดิม โดยนั่งรถไฟจากลิเวอร์พูลกลับลงมาที่ลอนดอน, นั่ง tube จาก สถานี Euston ไปสถานี Liverpool Street แล้วต่อรถไฟไปนอริช (ตอนแรกอาจจะงงๆ เล็กน้อยเพราะชื่อสถานีว่า Liverpool street แต่ดันอยู่ในลอนดอน)

สถานี London Liverpool Street

เมืองนอริช (Norwich) อยู่ในแคว้น Norfolk ตั้งอยู่ทางตะวันออกของเกาะอังกฤษ ถือเป็นเมืองใหญ่ในภูมิภาคแถบนั้น ในนิยาย Never Let Me Go ของ Kazuo Ishiguro กล่าวถึง Norfolk ไว้ว่า

Norfolk was England’s “lost corner,” where all the lost property found in the country ended up.

ซึ่งถ้าใครได้อ่านนิยายหรือดูหนัง ก็อาจจะมีอารมณ์ร่วมนิดนึง แต่ที่ไปคราวนี้ไม่ได้ไปแถบที่ติดชายทะเลอย่างในหนัง แต่ไปเดินเที่ยวในตัวเมืองเสียเป็นส่วนใหญ่ วึ่งเป้าหมายแรกก็คือสนาม Carrow Road ของสโมสร Norwich City FC ที่เพิ่งจะได้เลื่อนชั้นขึ้นมาอยู่พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลหน้า

ป้ายบอกทางชัดเจน โดยสนามจะอยู่บนถนน Carrow Road

มาถึงสนามแล้ว

Norwich City FC หรือที่บ้านเราเรียกกันว่าทีมเจ้านกขมิ้นเหลืองอ่อน เคยเล่นอยู่ในลีกสูงสุดของอังกฤษเมื่อสมัยนานมาแล้ว (ถ้าจำไม่ผิดก็เป็นยุค ย.โย่ง เอกชัย นพจินดา ยังพากษ์บอลอยู่) จนมาถึงยุคตกต่ำเมื่อสักสิบปีที่แล้ว ต้องตกชั้นไปอยู่ลีกรองลงมา กระทั่งฤดูกาลล่าสุด สามารถจบที่อันดับสองของลีกแชมเปี้ยนชิพ ทำให้ได้โควตากลับขึ้นมาเล่นพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง

เนื่องจากเป็นสโมสรเล็กๆ ทำให้ไม่มีทัวร์สนามหรือพิพิธภัณฑ์เหมือนสโมสรใหญ่ หลังจากสอบถามทางเจ้าหน้าที่ดู เค้าบอกว่าในเมื่อไม่มีทัวร์สนาม ก็อนุญาตให้เดินเข้าไปดูได้เลย

วิวในสนาม เก้าอี้สีเหลือง-เขียว

ความจุสนามประมาณ 27,000 ที่นั่ง

ร้านขายของที่ระลึกเล็กๆ ไม่ใหญ่เท่าสโมสรดัง

สัญลักษณ์สโมสรบนรั้ว

จบทัวร์สนามบอลแล้วก็กลับเข้าเมืองเพื่อไปทำธุระอื่นต่อ

เจอโฆษณาชวนดื่มนม

ธุระที่ว่าคือ เอา Adapter iPad ไปเปลี่ยน เพราะก่อนออกมาจากเมืองไทย สอบถามที่ร้านเมืองไทยแล้วว่า ถ้าจะเปลี่ยนก็ต้องส่งไปสิงคโปร์ รอตัวใหม่ 2 อาทิตย์ถึงจะมาส่ง ซึ่งก็ไม่ทันกับเวลามาเที่ยว ดังนั้น เอามาเข้าร้าน Apple Store แล้วเปลี่ยนตัวใหม่ได้ของเลยจะง่ายกว่า

iPad 2 ขนาดยักษ์ หน้าร้าน Apple Store

ทดสอบอาการที่ Genius Bar

พนักงาน Apple คุยรู้เรื่องดี หลังจากทดสอบแน่ชัดว่า Adapter เสีย ก็เปลี่ยนตัวใหม่ให้เลย รวมเวลาแล้วไม่เกินครึ่ง ชม. (เสียเวลาทดสอบซะนาน) ออกจาก Apple Store มาก็เดินเที่ยวไปเรื่อย ก่อนจะหาที่กินมื้อเย็น

ตึก Forum สวยดี ข้างในมีห้องสมุด

โบสถ์เก่า กับตู้โทรศัพท์สีแดงแบบอังกฤษ

ติดกับโบสถ์เป็นร้านขายเบียร์ซะงั้น

ฝากท้องมื้อเย็นที่ร้าน Belgian Monk เฟรนข์ฟรายอร่อย จิ้มกับมายองเนสรสอ่อนๆ เข้ากันดีมาก

อันนี้ถ้าจำไม่ผิด น่าจะเป็นเนื้อกวาง

หอยแมลงภู่ซอสไวน์ขาว อร่อยมาก ซดน้ำจนหมดหม้อ

อันนี้จำไม่ได้เหมือนกันว่าไส้กรอกเนื้ออะไร แต่อร่อย

สรุปว่า Belgian Monk นี่อร่อย ใครมาแถวนี้ไปกินได้เลย แนะนำ

กินเสร็จเดินต่อมาแถว Elm Hill เป็นถนนเก่าๆ เดินเข้าไปแล้วเหมือนได้ย้อนยุค มีร้านขายของน่ารักๆ อยู่เยอะเหมือนกัน

บรรยากาศแถว Elm Hill

เห็นหมีเต็มร้าน

ทะลุ Elm Hill ก็เดินเล่นต่อไปเรื่อย เพราะยังมีแรงเหลือและยังไม่มืด

Norwich Playhouse มีแสดงละครเป็นประจำ

The Bicycle Shop (สังเกตจักรยานบนชั้นสอง) ไม่ใช่ร้านขายจักรยาน แต่เป็น Cafe บรยากาศน่ารักดี มีทั้งกาแฟและเครื่องดื่มมึนเมาขาย

อันนี้ขำๆ ดี

เดินเที่ยวจนกระทั่งเริ่มมืด ก็กลับไปพักผ่อน วันรุ่งขึ้นต้องไปเมืองอื่นต่ออีก

Trip 2011 – part 4

ไปเที่ยวอังกฤษต่อจากตอนก่อนหน้านี้

เริ่มตอนเช้าด้วยอาหารเช้าจาก hostel รวมอยู่ในค่าที่พักแล้ว สำหรับ hostel ที่มีบริการอาหารเช้า มักจะมีเมนูเหมือนๆ กันคือ ซีเรียล นม ขนมปัง กาแฟ โยเกิร์ต กินได้ไม่อั้นจนกว่าจะหมดช่วงอาหารเช้า

อาหารเช้า รวมในค่าที่พักแล้ว

โปรแกรมช่วงเช้าคือ ไปเยือนสนาม Anfield เป็นที่พลาดไม่ได้สำหรับแฟนหงส์อยู่แล้ว วิธีการเดินทางก็ไปขึ้นรถบัสที่ท่ารถกลางเมือง แล้วนั่งออกนอกเมืองไปประมาณ 10 นาทีก็ถึง

เดินไปขึ้นรถเมล์ ผ่านสถานีรถไฟที่มาลงเมื่อวานด้วย

รถจอดหน้าสนามเลย

ทางเข้าทั้งทัวร์ชมพิพิธภัณฑ์ และร้านขายของที่ระลึก

รูปปั้น Bill Shankly ยอดกุนซือในอดีต

จุดขายตั๋วปิด ฤดูกาลนี้ไม่มีเตะที่สนามนี้แล้ว เพราะนัดสุดท้ายที่เหลือลิเวอร์พูลจะออกไปเยือนแอสตันวิลลา

สื่อเสื้อแดง

ช่วงนี้กำลังโปรโมทชุดแข่งใหม่ สวยดี แต่ไม่ได้ซื้อมา

วันที่ไปเที่ยวนั้น ไม่มีทัวร์สนาม เพราะว่า Standard Charter ที่เป็นสปอนเซอร์ของสโมสร เหมาสนามไปจัดกิจกรรมอะไรสักอย่าง ทำให้ได้เข้าแค่พิพิธภัณฑ์อย่างเดียว T_T

ทางเข้าพิพิธภัณฑ์

ด้านในก็จะเป็นประวัติสโมสร ตำนานนักเตะ/ผู้จัดการทีมในยุครุ่งเรือง แล้วก็มีถ้วยรางวัลต่างๆ ที่เคยได้มา หรือถ้าใครอยากจะถ่ายรูปคู่กับถ้วย UEFA Champions League ก็ได้ มีถ้วยกับฉากให้ถ่าย มีพนักงานทำ photoshop ให้ แต่เสียเงิน มีห้องนึงสำหรับฉายสารคดีเส้นทางสู่ Istanbul ปี 2005 ให้ดูด้วย

ถ้วย FA Cup ปีไหนก็ไม่รู้

การกลับมาอีกครั้งของ Kenny Dalglish

เดินออกมาจากพิพิธภัณฑ์ เลี้ยวไปหน่อยนึงจะเจอร้านอาหารของสโมสร ด้านหน้าจะมีรอยสตั๊ดของนักเตะติดผนังประดับไว้ อารมณ์คงคล้ายๆ พวกดาราประทับรอยมือลงบนปูน

รอยสตั๊ดของตำนานหงส์คนถัดไป

ด้านหน้าสนามแบบเต็มๆ

สภาพตึกข้างสนาม ดูโทรมๆ น่ากลัวอยู่เหมือนกัน

ร้านของกินตรงข้ามสนาม

บ้านเรือนแถวสนาม ดูเก่าๆ ถ้าเดินตามถนนนี้ไปเรื่อยๆ แล้วเลี้ยวขวาก็จะเจอ Goodison Park (ไม่ได้ไป)

จบแล้วก็แวะซื้อของกินจากร้านแถวนั้น นั่งรถเมล์สายเดิมกลับเข้าเมือง

นั่งพักกินข้าวในสวน St.John's Garden

เส้นหมี่ผัดเนื้อ ซื้อมาจากร้านจีน

กินข้าวเสร็จแล้วก็เที่ยวต่อ จาก St.John’s Garden ที่แวะกินข้าว เดินต่อไปนิดเดียวก็ถึง Walker Art Gallery เป็นพิพิธภัณฑ์เข้าฟรีอีกเช่นเคย

ด้านหน้าของ Walker Art Gallery

งานศิลปะด้านใน

ของที่ระลึก ราคาตามป้าย

พิพิธภัณฑ์ในอังกฤษนี่ถึงแม้ว่าจะไม่เก็บเงิน แต่ก็จะมีตู้บริจาคตั้งอยู่ พร้อมราคาที่แนะนำว่า อยากได้บริจาคสักเท่าไหร่ ใครจะบริจาคหรือไม่ก็ได้ ถ้าคิดว่าอยากสนับสนุนการดำเนินงานของพิพิธภัณฑ์ ค่าไฟ ค่าพนักงาน ค่าแผนที่แจกฟรี ก็บริจาคได้ตามศรัทธา

ออกจาก Walker Art Gallery เดินไปทาง city centre จะผ่าน St.George’s Hall เป็นอาคารใหญ่ หน้าตาสวยงามดี

St.George's Hall

ย่านช้อปปิ้งเมืองบ้านนอก แต่ก็ยังมี Apple Store

สาขานี้ไม่ต้องต่อคิว

เดินตัดผ่านย่านช้อปปิ้งไปจนถึงท่าเรือ ก็จะถึง Albert Dock แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของ UNESCO เสียด้วย ในกลุ่มอาคารตรงนี้ก็มีทั้งพิพิธภัณฑ์และอู่ต่อเรือเก่า มีจุดถ่ายรูปสวยๆ ถ้าอากาศดี เสียดายที่ว่าวันที่ไปนั่นฝนตกปรอยๆ ถ่ายอะไรก็ออกมาไม่สวย

อู่ต่อเรือ

พิพิธภัณฑ์การเดินเรือ

รูปปั้น Billy Fury อดีตนักร้องดัง

อาคารที่อยู่อีกด้านหนึ่ง

นอกจาก Merseyside Maritime Museum แล้วยังมี พิพิธภัณฑ์ The Beatles กับหอศิลป์ Tate Liverpool ที่อยู่ในโซนเดียวกันนี้ด้วย แต่ไม่ได้ดูสักที่เพราะเวลาไม่เป็นใจ ต้องรีบไปเช็คเอาท์ออกจากที่พัก เพื่อขึ้นรถไฟเพื่อไปเมืองอื่นต่อ

Trip 2011 – part 3

เที่ยวอังกฤษกันต่อจากตอนที่แล้ว – part 1, part 2

โปรแกรมวันนี้เป็นการออกจากลอนดอนแล้วขึ้นเหนือ เป้าหมายอยู่ที่เมืองลิเวอร์พูล การเดินทางก็ต้องไปขึ้นรถไฟที่สถานี London Euston

สถานี London Euston

ระบบรถไฟในอังกฤษจะดำเนินงานโดยเอกชนหลายราย รถของแต่ละเจ้าก็จะไม่เหมือนกัน บางเจ้าก็หรู นั่งสบาย บางเจ้าก็เก่าๆ หน่อย ควรจะวางแผนการเดินทางก่อนล่วงหน้า เพราะถ้าซื้อตั๋วแบบ Advance (ตั๋วล่วงหน้า เปลี่ยนวันเดินทางไม่ได้) จะถูกกว่าตั๋วแบบ Anytime (เดินทางเมื่อไหร่ก็ได้) อยู่เยอะมาก และตั๋ว Advance มักจะหมดเร็ว ทำให้ถ้ามาซื้อเอาทีหลัง ค่าตั๋วอาจจะแพงกว่ากันหลายเท่าตัว

และการเดินทางไปลิเวอร์พูลครั้งนี้ จองตั๋วล่วงหน้า 6 สัปดาห์ ปรากฏว่า ตั๋ว Advance เต็ม! เนื่องจากวันนั้นเป็นวันที่ Totenham Hotspurs สโมสรจากลอนดอน ไปเยือนถิ่นลิเวอร์พูล ทำให้แฟนบอลมากวาดตั๋วล่วงหน้าไปหมดแล้ว

ทางออกที่ไม่ต้องจ่ายแพง คือนั่งรถไฟหวานเย็น แทนที่จะนั่งจากลอนดอนไปลิเวอร์พูลเลย ใช้เวลา 2 ชั่วโมง ก็นั่งรถไฟสายอื่น ที่วิ่งไปทางอื่น และแวะหลายสถานีกว่า (แต่สุดท้ายก็ไปถึงลิเวอร์พูลได้) ใช้เวลาเกือบ 5 ชม. แต่ก็ช่วยประหยัดไปได้หลายพันบาท

ของกินที่เตรียมไปกินระหว่างทาง

ผ่านสถานี Coventry

แวะรอเปลี่ยนรถไฟที่ Birmingham เจอแฟนลิเวอร์พูลด้วย

ในที่สุดก็มาถึง Liverpool Lime Street Station

บรรยากาศภายในสถานี

สำหรับแฟนบอลแล้ว บรรยากาศของวันที่มีบอลเตะนี่มันเยี่ยมจริงๆ ในสถานีมีแฟนบอลเจ้าบ้านใส่เสื้อทีมเดินกันขวักไขว่ ส่วนพวกที่มากันเป็นกลุ่ม ใส่เสื้อขาวๆ เรียบๆ จะเดาได้ว่าเป็นแฟนบอลทีมเยือน (สังเกตดีๆ พวกนี้จะมีพวก มีผ้าพันคอ หรือ prop เล็กๆ ที่ไม่เด่นมาก แต่บ่งบอกว่าเชียร์ทีมอะไร)

ออกจากสถานีก็รีบไปเช็คอินที่พักที่จองไว้ ซึ่งไม่ไกลจากสถานีรถไฟ เดินเอาก็ได้ แต่สภาพอากาศของลิเวอร์พูลค่อนข้างโหดร้ายเมื่อเทียบกับลอนดอน เพราะเป็นเมืองที่อยู่ทางเหนือและติดทะเล ทำให้อากาศค่อนข้างชื้นแฉะ ฝนตก ลมแรง หนาวกว่าลอนดอน

ระหว่างทางเจอผับ มีโฆษณาบอกว่าวันนี้ John Aldridge ตำนานหงส์จะมาที่ร้านด้วย

หลังจากเช็คอินเรียบร้อยแล้ว สอบถามจากพนักงานที่ hostel ได้ความว่า ถ้าจะไปนั่งผับที่มีบอลให้ดู ให้ไปดูที่ผับใกล้ๆ

ภายในผับ ทำเลดี มีทีวีจอใหญ่

ผับของอังกฤษจะแตกต่างจากผับในบ้านเรา โดยคำว่า Pub นั้นย่อมาจาก Public House จะออกไปในลักษณะของร้านที่คนในละแวกนั้นออกมานั่งกันมากกว่าจะเป็นที่สังสรรค์ฟังเพลงอย่างในบ้านเรา มีเสิร์ฟทั้งอาหารและเครื่องดื่ม ถ้าจะสั่งเครื่องดื่มต้องไปต่อคิวรอเองตรงบาร์

ระหว่างที่นั่งจิบเบียร์ รอบอลเตะ เห็นวัยรุ่นกลุ่มหนึ่ง 3-4 คน ใส่เสื้อลิเวอร์พูล รีบกินเบียร์ กินข้าวจนหมด แล้วก็ออกจากร้านไปก่อนบอลเตะ ก็สงสัยว่าทำไม จนกระทั่งบอลเตะ และทีวีในร้านถ่ายทอดคู่ Arsenal ไม่ใช่ Liverpool ถึงได้สงสัย เดินไปถามพนักงาน ได้คำตอบว่า ไม่มีลิขสิทธิ์ถ่ายทอดคู่นั้น ก็เลยต้องรีบซดเบียร์ให้หมดแล้วออกไปหาผับอื่นดู

ออกมาตามหาผับอื่น ท่ามกลางสายฝนปรอยๆ

เดินตามลายแทงที่ hostel ให้มา โชคดีที่ทาง hostel แนะนำผับมาให้หลายที่หน่อย จนมาเจอร้านที่ถ่ายทอดคู่ลิเวอร์พูล

ชื่อผับ The Pilgrim คนเยอะแบบนี้ไม่ผิดแน่

สั่งเบียร์จากบาร์ แล้วต้องยืนกินเพราะไม่มีที่นั่ง

แฟนหงส์เต็มร้าน

บรรยากาศการเชียร์บอลในผับอังกฤษ นับเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ เพราะเกือบทุกคนในร้านพุ่งความสนใจไปที่บอลที่กำลังเตะ และเชียร์ทีมเดียวกันหมดทั้งร้าน ตอนที่มีจังหวะฟาล์ว หรือจังหวะหวาดเสียว จะได้ยินเสียงฮือฮาตลอด แต่เสียดายที่ผลการแข่งขันออกมาไม่เป็นใจ ลิเวอร์พูลแพ้สเปอรส์คาบ้าน โอกาสไปบอลยุโรปหมดสิ้น ทำเอาบรรยากาศหงอยๆ ไปพอควร

ลองคุยกับคนท้องถิ่น (สำเนียงสเกาเซอร์ ฟังยากมาก!) เค้าบอกว่าไม่เป็นไร ฤดูกาลถัดไปจะได้โฟกัสกับบอลในประเทศให้เต็มที่ จำนวนนัดที่ลงเตะน้อยกว่า นักบอลจะได้ไม่ล้า ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นแค่การปลอบใจตัวเองหรือเปล่า

บรรยากาศหงอยๆ นอกร้านหลังบอลจบ

ปกติอยู่เมืองไทยบอลจบก็ดึกแล้ว กลับบ้านได้เลย แต่ลืมไปว่าที่อังกฤษ เวลามันช้ากว่าบ้านเรา ดังนั้นออกจากผับมาแล้วยังสว่างอยู่เลย มีเวลาเดินเที่ยวต่ออีก

ลิเวอร์พูลเป็นเมืองเล็ก ในส่วนตัวเมืองสามารถไปถึงได้หมดในระยะเดินเท้า ทิวทัศน์ก็จะดูเหมือนเมืองบ้านนอกทั่วไปอย่างที่เราเห็นกันในหนังฝรั่ง

สภาพบ้านเรือนทั่วไป

ผนังตึกที่กำลังซ่อมมีภาพหนูของ Banksy ศิลปิน street art ชื่อดังอยู่ด้วย

ถ้าเป็นแถว City Centre ก็จะดูเจริญหน่อย

เดินมาถึงย่านที่มี Pub / Club เยอะๆ

คลับชื่อดัง The Cavern Club

ที่ดังเพราะว่าเมื่อก่อน The Beatles เคยเล่นอยู่ที่นี่

แวะซึมซับบรรยากาศกับ Kronenbourg ขวดเล็ก

ใน The Cavern Club จะเป็นคลับที่อยู่ใต้ดิน มีของที่ระลึกของ The Beatles ขาย ถ้าใครเป็นสาวกสี่เต่าทอง ก็ควรจะมาเหยียบสักครั้ง ถือว่ามาคารวะสถานที่ในตำนาน

ก่อนจะออกมาจากย่านแถวนั้นก็ผ่านหน้า Cafe Sport Bar ซึ่งเป็นร้านที่ Jamie Carragher รองกัปตันทีมลิเวอร์พูลคนปัจจุบันเป็นหุ้นส่วน

หมายเลข 23

ก่อนกลับเข้าที่พัก ก็เดินหาของกิน ซึ่งตอนนั้นร้านส่วนใหญ่ก็เริ่มทยอยปิดกัน ตามผับก็ไม่เสิร์ฟอาหารแล้ว (แต่ยังเสิร์ฟเบียร์อยู่) มาลงเอยเอาร้านฝรั่งเศสเล็กๆ ที่จำชื่อไม่ได้ แต่ราคาโอเคอยู่

พาสต้าอะไรสักอย่าง

อันนี้ก็จำไม่ได้ว่าอะไร

ซุป

ที่จำไม่ได้เพราะว่าก่อนจะมากินมื้อเย็น ก็ซัดเบียร์รวมๆ ไปแล้วประมาณ 4 pint ได้ (2.2 ลิตร) กลับถึงที่พักหลับสบาย

Trip 2011 – part 2

ต่อจากตอนที่แล้ว หลังจากออกจาก Stamford Bridge ก็เจอป้ายน่ารักๆ เข้ากับบรรยากาศ royal wedding ที่เพิ่งผ่านพ้นไป

Will & Kate

จุดท่องเที่ยวถัดไปคือ Victoria & Albert Museum เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เน้นเรื่องของ decorative arts มีของแปลกๆ หลายยุคหลายสมัย แยกให้ดูตามอารยธรรมต่างๆ เข้าฟรี (เฮ!)

ด้านหน้าของ museum

รูปปั้นมีให้ดูจนลายตา

เพอร์เซอุสตัดหัวเมดูซ่า

ห้องหนังสือ

ไม้กางเขนมากมายหลายแบบ

ด้านในของตัวอาคารจะมีเวิ้งสี่เหลี่ยม มีสระน้ำ สนามหญ้า ให้คนมานั่งพักเหนื่อย ซื้อของกินจาก cafe มานั่งกินกันได้ เนื่องจากไม่เสียค่าเข้า ดังนั้นของกินใน cafe ก็ออกจะแพงอยู่สักหน่อย ถ้าซื้อแซนด์วิชจาก M&S ติดมากินเองก็จะประหยัดไปได้เยอะ

สระน้ำ และจุดพักผ่อน

ถัดจาก Victoria & Albert Museum จะมีอีกสองพิพิธภัณฑ์ที่อยู่ใกล้ๆ เดินข้ามถนนก็ถึง ก็คือ Science Museum และ Natural History Museum เนื่องจากว่าเวลาไม่เอื้ออำนวย ทำให้เลือกไปได้แค่ Natural History Museum ที่เดียว (อดไปดูเครื่อง ENIAC ใน Science Museum เลย)

นอกเรื่องสักเล็กน้อย ข้อควรรู้เกี่ยวกับของกินในอังกฤษ

  • น้ำประปาดื่มได้ ควรพกขวดน้ำไปเอง กรอกให้เต็มตั้งแต่ก่อนออกจากที่พัก ถ้าซื้อตามร้าน ราคาขวดละ 1 ปอนด์ขึ้นไป ซื้อไม่ลง
  • ร้าน Mini Mart มีหลายยี่ห้อ (Tesco, M&S, WHSmith ฯลฯ) แต่ละยี่ห้อราคาของก็จะไม่เท่ากัน
  • สหายที่อังกฤษบอกว่า อาหารสำเร็จรูปของ M&S มักจะอร่อยกว่ายี่ห้ออื่น
  • ไม่เห็นมีเบียร์กระป๋องเล็กขาย มีแต่แบบขวดกับแบบกระป๋องยาว (ขนาดเท่า Heineken กระป๋องยาวที่ขายบ้านเรา) ราคาตกประมาณกระป๋องละ 2 ปอนด์ แล้วแต่ยี่ห้อและปริมาณแอลกอฮอลล์ ซึ่งถือว่าถูกมากเมื่อเทียบกับค่าครองชีพ
  • ร้านอาหารทั่วไป ถ้าซื้อมากินนอกร้านจะราคาถูกกว่านั่งกินที่ร้านพอสมควร

กลับมาต่อที่ Natural History Museum ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับธรรมชาติ กำเนิดสัตว์โลก วิวัฒนาการ อะไรพวกนั้น เข้าฟรีเช่นกัน เป็นข้อดีมากๆ สำหรับพิพิธภัณฑ์ในประเทศนี้ เพราะเกือบทั้งหมดเข้าฟรี (ยกเว้นโซนนิทรรศการซึ่งจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ)

ตัวอาคารให้อารมณ์เก่าๆ หน่อย

มีโครงกระดูกไดโนเสาร์ยืนเด่นอยู่กลางโถง

โถงกลางจะให้อารมณ์ขลังๆ ประมาณในหนัง Harry Potter (จริงๆ หนังเค้าถ่ายที่ Oxford นะ)

พิพิธภัณฑ์นี้เด็กเยอะมาก เข้าใจว่าเพราะเนื้อหาที่จัดแสดง ค่อนข้างเหมาะกับเด็กด้วย มีทั้งโซนไดโนเสาร์ และโซนวิวัฒนาการ มีโครงกระดูก มีหุ่นสตัฟฟ์ขนาดเท่าของจริง และการจัดแสดงค่อนข้าง interactive มาก ไม่น่าเบ่ือ

โคตรปลาวาฬ สังเกตตัวที่มีเขา นั่นคือ (Natty) Narwhal น่ะเอง

โซน Earth แสดงว่าโลกประกอบขึ้นจากอะไรบ้าง

พิพิธภัณฑ์ปิดตอนเกือบๆ หกโมง ออกมาแล้วฟ้ายังสว่างจ้า (ช่วง พ.ค.นี่กว่าจะมืดก็หลังสามทุ่ม) ก็หาจุดชมวิวไปเรื่อยๆ โดยนั่งรถไปเริ่มที่สถานี Victoria

โรงละคร Victoria Palace แสดงเรื่อง Billy Elliot

สถาปัตยกรรมแบบ Byzantine ที่ Westminster Cathedral

Westminster Abbey ที่จัดงาน Royal Wedding

เดินทะลุ เข้าไปดูด้านหลังได้ฟรี

ตอนที่ไปเดินเป็นช่วงเย็นแล้ว โบสถ์ปิดแล้ว ก็เลยไม่ได้เข้าไปดู (ต่อให้ยังไม่ปิดก็ไม่แน่ว่าจะดู เพราะค่าเข้าก็แพงอยู่เหมือนกัน) เดินมาทางแม่น้ำเทมส์อีกหน่อยนึงก็จะเห็น landmark สำคัญของลอนดอน นั่นคืออาคารรัฐสภา กับหอนาฬิกา Big Ben

อาคารรัฐสภา

มีรูปปั้น Oliver Cromwell บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์อังกฤษ

ฝั่งตรงข้ามมีคนตั้งเต็นท์ประท้วงเรื่องการส่งทหารไปอัฟกานิสถาน

Big Ben ตั้งอยู่ติดกันเลย

มุมจากสะพาน Westminster Bridge เห็นทั้ง parliament และ big ben

เตรียมระเบิดรัฐสภา

ข้าม Westminster Bridge มาอีกฝั่งหนึ่ง ก็จะเจอ London Eye ซึ่งถ้าไม่จองคิวไว้ก่อน ก็ต้องไปต่อคิวยาวมาก ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็แค่ชิงช้าสวรรค์แหละนะ เสียดายเงินด้วย ก็เลยไม่ได้ขึ้น (ค่าขึ้นประมาณ 19 ปอนด์)

London Eye

บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเทมส์ด้านนี้เรียกว่า Southbank จริงๆ แล้วก็เป็นบริเวณที่บรรยากาศดี น่าเดิน แต่เนื่องจากว่าเริ่มจะมืดแล้ว ก็เลยเดินไปขึ้นอีกสะพานนึง กลับมาฝั่งเดิม

วิวจากแม่น้ำเทมส์ London Eye อยู่ซ้าย Big Ben อยู่ขวา

เดินไปเรื่อยๆ จนถึง Trafalgar Sqaure เป็นจัตุรัสที่เรียกว่าเป็นใจกลางเมืองของลอนดอนเลยก็ว่าได้ วันที่ไปวันนั้นเป็นวันที่มีเตะ FA Cup รอบชิงชนะเลิศระหว่าง แมนยู กับแมนซิตี้ ก็เลยเห็นกองเชียร์เดินกันขวักไขว่ในเมือง

แฟนบอลแมนซิตี้กำลังเขม่นตากล้องที่ใส่เสื้อลิเวอร์พูล

มื้อเย็นวันนี้มีเป้าหมายที่ China Town ซึ่งก็ต้องเดินต่อไปอีก

โรงหนัง Odeon กำลังฉายเรื่อง Thor

โรง Prince Charles Cinema ฉายหนังเก่าของ David Fincher สองเรื่องควบ

ในที่สุดก็มาถึง China Town

เดินวนอยู่พักใหญ่ เจอร้านคิวยาวบ้าง แพงบ้าง จนสุดท้ายมาจบที่ร้านอาหารญี่ปุ่น ชื่อ Taro

ข้าวหน้าไก่ทอดพริก อะไรสักอย่าง

อันนี้ราเมงอะไรก็ไม่รู้ จำไม่ได้

เนื่องจากไม่ได้หาข้อมูลมาก่อน เห็นราคาพอจะโอเคหน่อย คนไม่เยอะมาก ก็เลยเข้าไปลอง สรุปว่ารสชาติค่อนข้างธรรมดา ไม่ค่อยคุ้มเงินเท่าไหร่ ทีหลังควรจะทำการบ้านมาให้มากกว่านี้

อิ่มท้องแล้วสมควรแก่เวลากลับ ก็เดินไปขึ้นรถเมล์แถว Soho ผ่านจุดน่าสนใจนิดหน่อย

Ladbrokes ร้านพนันถูกกฎหมาย

Queens Theatre แสดงเรื่อง Les Miserables

Sex Shop เปิดขายได้อย่างถูกกฎหมาย (แต่ไม่ได้แวะนะ)

นั่งรถเมล์กลับถึงที่พักเป็นอันหมดวัน

(ต่อตอนสามนะ)

 

Trip 2011 – part 1

ช่วงเดือน พ.ค. ได้มีโอกาสไปเที่ยวอังกฤษมาพักนึง ดองไว้นานละ ได้เวลาเขียนสักที

สำหรับคนไทย การเดินทางไปอังกฤษ ขั้นตอนแรกคือต้องมีวีซ่าอังกฤษ (หรือเรียกให้ถูกคือวีซ่าสหาชอาณาจักร)​ เสียก่อน ขั้นตอนการขอวีซ่าท่องเที่ยวคร่าวๆ คือ

  • ยื่นคำร้องออนไลน์ ที่นี่
  • เตรียมเอกสารให้ครบ แล้วเอาไปยื่นตามวันที่นัดไว้
  • หลักฐานทั่วๆ ไปก็มี passport, รูปถ่าย, ใบจองตั๋วเครื่องบิน, หลักฐานการจองที่พัก, bank statement ย้อนหลัง 6 เดือน ถ้าเป็นพนักงานออฟฟิศก็ต้องมีหนังสือรับรองเงินเดือน จากบริษัทด้วย
  • จ่ายเงินค่าวีซ่า 3,952 บาท (อ้างอิง)
  • รอไม่เกิน 15 วันทำการ

แบบละเอียดๆ หน่อยอ่านที่ blog ของ @kengggg

สนามบินหลักของอังกฤษคือ London Heathrow (ตัวย่อ LHR) ถ้าเราเดินทางจากเมืองไทยก็จะมีหลายสายการบินให้เลือก ราคา/คุณภาพ ก็ต่างกันออกไป ให้เลือกกันตามทุนทรัพย์และเวลา ผมเลือกไป EVA Air ตอนมีโปรโมชั่นพอดี บินตรงถึง LHR เลย

ช่วงเตรียมตัวนี่ก็มีเรื่องต้องทำเยอะ เพราะไปหลายเมือง พักหลายที่ ต้องจองที่พัก จองตั๋วรถไฟเยอะ

  • ที่พักระดับ hostel ราคาถูกหาได้จาก hostelworld.com, booking.com
  • ถ้าไปตามเมืองใหญ่ๆ ลองดูที่พักของเครือ easyHotel กับ Travelodge จะห้องค่อนข้างดี และราคาโอเค
  • ที่พัก ยิ่งจองล่วงหน้ายิ่งถูก เที่ยวเดือนพ.ค. จองตั้งแต่เดือนก.พ. ยังมีหลายที่เต็มแล้ว
  • การเดินทางระหว่างเมืองใช้รถไฟ เข้าไปวางแผนล่วงหน้าได้ที่เว็บของ National Rail ยิ่งจองเร็วยิ่งถูก (ตั๋วจองล่วงหน้าอาจจะถูกกว่าซื้อที่สถานีเลยเป็น 10 เท่าก็ได้)

เตรียมตัวทุกอย่างเสร็จสิ้น ออกเดินทางจากสุวรรณภูมิ 12:50 บนเครื่องของ EVA มีจอส่วนตัวให้ดู มีหนังให้เลือกพอสมควรทั้งไทยเทศ (มีกวนมึนโฮ กับอินทรีแดงให้ดูด้วย) ถ้าเป็นหนังพูดอังกฤษจะมีซับจีนให้ ถ้าหนังพูดภาษาอื่นจะมีซับจีนกับอังกฤษ (เหมาะกับคนที่ยังฟังภาษาอังกฤษไม่คล่อง) แต่จอภาพบนเครื่องบินนี่น่าจะเป็นเทคโนโลยีเมื่อสักสิบปีที่แล้ว คนที่อยู่กับโทรศัพท์จอ AMOLED หรือกระทั่ง SLCD เห็นแล้วคงเครียดกันหมด ระบบ touchscreen ก็เรียกได้ว่าแย่กว่าจอ resistive บนมือถือถูกๆ เสียอีก

ใช้เวลาประมาณ 12.5 ชั่วโมงก็ถึง LHR ถ้านั่งเครื่องของ EVA จะมาลงที่ Terminal 3 ซึ่งขนาดกำลังดี ไม่สับสน ออกมาปุ๊บเจอตู้ขายซิมมือถืออัตโนมัติ มีให้เลือกหลากหลายมาก มีทั้งสำหรับคนเน้นโทรในประเทศ เน้นโทรต่างประเทศ หรือเน้น data ก็มี เสียบบัตรเครดิตที่ตู้แล้วกดซื้อได้ทันที

ซิม 3G ของเครือข่าย 3

ที่ซื้อมาใช้เป็น SIM 3G ของ 3 ใช้ได้ 1GB ใน 1 เดือน ราคา 15 ปอนด์ โทรออกไม่ได้ ส่ง sms ไม่ได้ เวลาติดต่อกับเพื่อนก็ใช้ Kik Messenger เอา (บางคนอาจจะใช้ Whatsapp, XMS หรือยี่ห้ออื่นก็ตามชอบใจ ส่วน BBM นี่ไม่มีข้อมูลว่าใช้ยังไง)

รถเข็นของสนามบิน

ที่ LHR Terminal 3 ด้านล่างมีสถานีรถใต้ดินของลอนดอน (เรียกกันทั่วไปว่า Tube) อยู่ด้วย สามารถไปต่อยังจุดต่างๆ ในลอนดอนได้ทั้งหมด การเดินทางโดยใช้ tube ที่สะดวกสุดก็คือซื้อบัตร Oyster ที่เป็น smartcard เติมเงินใส่ไว้ แล้วระบบจะหักเงินให้เอง สะดวกสบายและถูกกว่าซื้อเป็นครั้งๆ นอกจากนี้บัตร Oyster ยังใช้กับ public transportation อย่างอื่นเช่นรถเมล์ หรือ DLR ได้ด้วย

เส้นทางที่สายนี้ผ่าน

สำหรับผู้ใช้มือถือ Android แนะนำโปรแกรมชื่อ Pubtran London (market link) โหลดได้ฟรี สามารถใช้ค้นหาเส้นทาง คำนวณระยะเวลา สำหรับการเดินทางในลอนดอนได้ง่ายๆ มีสถานะบอกหมดว่าสายไหน delay หรือปิดซ่อม

วันแรกมาถึงลอนดอนเอาตอน 19:15 นั่ง tube ไปที่พักแถว Earl’s Court กว่าจะถึง ร้านรวงก็ปิดหมดแล้ว (ร้านค้าในอังกฤษปิดค่อนข้างเร็ว ไม่เหมือนบ้านเรา) จัดการมื้อแรกเป็นของลดราคาที่ซื้อมาจากร้าน Marks & Spencer ที่สนามบิน ก่อนเข้านอน

มื้อแรก จาก M&S

วันรุ่งขึ้น ตื่นเช้ามาเป้าหมายแรกของวันคือ Stamford Bridge การเดินทางก็นั่ง tube ตามสไตล์คนลอนดอน

Earl's Court Station

tube บางสถานีจะอยู่บนดิน แต่เค้าก็ยังเรียกว่า london underground กันอยู่

สภาพภายใน tube

tube ที่ลอนดอนจะเก่ากว่า BTS หรือ MRT บ้านเราอยู่พอสมควร วิ่งก็ไม่ค่อยนิ่มเท่าไหร่ แต่รวดเร็วและทั่วถึงมาก โดยแต่ละเส้นทางจะมีชื่อและสีกำกับเพื่อง่ายต่อการจดจำ ถ้าดูในตัวรถจะเห็นเสาที่จับ ตามสีของเส้นทางด้วย เผื่อคนขึ้นผิดชานชาลาหรือผิดคันจะได้รู้ตัว

ลอนดอนเนอร์

สังเกตว่าคนที่โน่นประมาณครึ่งนึงจะมีอะไรอ่านระหว่างอยู่บน tube ตลอด มีหนังสือพิมพ์บ้าง kindle บ้าง ถ้าคนที่ดูอายุน้อยๆ หน่อยก็มีเห็นกด smartphone บ้างเหมือนกัน แต่ยังน้อยกว่าอ่านหนังสือ

สนาม Stamford Bridge ต้องไปลงที่สถานี Fulham Broadway พอออกมาก็เห็นโฆษณาเสื้อแข่งใหม่ของเชลซี ทำให้แน่ใจว่ามาไม่ผิดสถานีแน่

ทางออกที่สถานี Fulham Broadway

ออกจากสถานีแล้วเดินต่อมาทางตะวันออกอีกหน่อยนึงก็จะถึงสนาม ส่วนถ้าใครจะไปดูรูปปั้นไมเคิล แจ็กสัน ที่สนาม Craven Cottage ของ Fulham ต้องไปทางตะวันตกอีกไกลพอสมควร

ถึงสนามแล้ว

รูปปั้น Peter Osgood ตำนานนักเตะ (ยุคไหนเหรอนั่น)

มีร้านขายของที่ระลึก Chelsea Megastore

สโมสรใหญ่ๆ ในพรีเมียร์ลีก จะมีทัวร์ชมสนามและพิพิธภัณฑ์ด้วย ค่าเข้าประมาณ 16-18 ปอนด์ต่อคน (800-900 บาท) แต่เนื่องจากไม่ได้เป็นแฟนเชลซี ก็เลยไม่ได้เข้าไปดู

มี Museum & Stadium Tour ด้วย

ถ่ายจากข้างนอกสนาม ซูมสุดได้แค่นี้แหละ

ตั๋วผีเป็นอาชญากรรม

เหนื่อยแล้ว ไว้ต่อตอนถัดไปละกัน

FARR

Tags:

I have been using Launchy for a long time. It is a very good keystroke launcher, a best tool for keyboard fanatic. However, it takes too much ram on my Win7 machine and keeps crashing constantly. After googling a while, I found FARR (Find and Run Robot), a highly configurable, full-featured keystroke launcher which brands itself as “The Ultimate Program for Keyboard Maniacs”. This one is less eye-candy than Launchy but definitely a tool for a fanatic. It sports regular expression matching with customizable scoring. Best of all, it takes only a minimal amount of ram.

Try it.

2110497 @Home, first semester

Information

Time: Every Thursday, 13:00 — 16:00
Place: N/A, at the moment.

News (latest first)

Seminar Com Eng I, first semester 2011, Section 6 (ภาคนอก)

News (latest first)

  • 2011-06-13 Student grouping will be available soon

Displaying TIS620 mysql on UTF8 page

Tags:

The ghost from the past is my MySQL database encoded in tis620. Worse, the table and the column itself is labelled as iso-8859-1. Of course, if the web page is to be “viewed” as tis620, all I must to is to simply use

SET NAMES tis620;
SET CHARACTER SET tis620;

In my php code. However, this is not the case because the page itself is utf8.

What comes to help me is iconv. In short, this is what I did.

db_query("SET CHARACTER SET latin1");
$query = "SELECT * FROM table1
$result =  db_query($query);
$number_of_rows = $result->rowCount();
foreach ($result as $record) {
    printf iconv("ISO-8859-11", "UTF-8", $record->comment)
echo '</tr>'."\n";
}
db_query("SET CHARACTER SET utf8");

Rockbox on Android

Rockbox main menu

เมื่อสองสามวันก่อนมีคนมาโพสต์ถามใน xda-developers ว่าโปรแกรมเล่นเพลงบน Android ตัวไหนเวิร์กสุด เข้าไปอ่านเล่นๆ เพราะค่อนข้างมั่นใจว่าคนส่วนใหญ่จะเข้ามาตอบว่า PowerAMP แหงๆ แต่ปรากฏว่ามีคนหนึ่งโพล่งขึ้นมาว่า Rockbox สิครับ เลยเพิ่งรู้ว่า Rockbox for Android ที่เคยบ่นถึงเมื่อชาติปางก่อน มันใช้งานได้แล้ว!

สำหรับคนที่สงสัยว่า Rockbox คืออะไร ขอ quote ข้อความของคุณ Si_NZ ใน thread ข้างบนมาเลยแล้วกัน

I’d say Rockbox is the most powerful. It’s a port of the popular open source firmware for many digital portable players. Supports a huge number of codecs, replaygain, powerful playlist features, and many advanced features for you to explore. Its UI is a bit counter-intuitive if you are a first time user, but once you learned you way around the app, you’ll enjoy it very much.

ตามลิงก์ใน xda-developers ไปที่วิกิ AndroidPort ดู status ในตารางแล้วรู้สึกว่าน่าลองเป็นอย่างยิ่ง เมื่อวานเลยลอง compile Rockbox สำหรับรันบนแอนดรอยด์ตาม instruction ที่มันให้มา ก็พบว่ามันใช้งานได้จริงๆ แต่ค่อนข้างจะเอ๋อๆ หน่อย เช่น เปลี่ยน track แล้วค้าง กดเมนูไม่ขึ้น หรือกด back แล้วไม่ยอมออกจากโปรแกรม ฯลฯ

Rockbox main menu

พอดีวันนี้สงสัยว่าจะมีใครทำธีม Rockbox สำหรับแอนดรอยด์ไหม google ไป google มาไปเจอโพสต์นี้ ข้างในมีลิงก์ให้ดาวน์โหลด daily build กับ theme สำหรับแอนดรอยด์ที่มีขนาดหน้าจอ 480×800 เลยโหลดธีม cabbiev3_480-800 มาลอง ปรากฏว่าอาการเอ๋อๆ ที่เจอเมื่อวานหายไปหมด o_O” เลยเดาเอาว่า default theme ที่มันมากับซอร์สโค้ดมันคงจะเน่าๆ อยู่ เลยทำให้เป็นแบบนั้น

สำหรับเสียงก็เป็นสไตล์ Rockbox เลย คือเรียบๆ ไม่มีการปรุงแต่ง เสียงใสและชัดเจนมาก ถ้าได้ไฟล์คุณภาพดีๆ ละก็ ฟังจาก speaker ด้านหลัง ไม่ต้องเสียบหูฟังก็ยังได้

แน่นอนว่า Rockbox เวอร์ชันแอนดรอยด์นี้มาพร้อม widget ด้วย แต่ลองแล้วพบว่า cover art ยังไม่แสดงผล คงต้องรอการปรับปรุงในเวอร์ชันถัดๆ ไป แต่เท่านี้ก็พอแล้วสำหรับผม ที่อยากได้โปรแกรมเล่นเพลงที่สนับสนุนไฟล์ FLAC, m4a, ape, ฯลฯ ที่ดีและฟรี :)

Rockbox main menu

ปล. เหลืออีกอย่างที่ยังไม่ได้ลองคือ Rockbox + Voodoo sound kernel สงสัยมากว่าเสียงมันจะดีไปกว่านี้ได้อีกไหม 555+

ATI Driver for openSUSE

check it here. Basically, we just need to add a repository of ATI in YaST.

Tags: 

Back to iOS again

เมื่อก่อนนี้ ก่อนที่จะมาใช้มือถือ android ก็เคยใช้ iPhone รุ่นแรกมาก่อน ก็มีความสุข และรู้สึกว่ามันเปลี่ยน lifestyle ของตัวเองไปเลย จนกระทั่งวันที่เบื่อ iPhone แล้วและอยากหาความท้าทายใหม่ๆ ก็ย้ายค่ายไปเล่น Android ดูบ้าง ไปๆมาๆ จนวันนี้ได้กลับมาใช้อุปกรณ์ iOS อีกครั้ง

มันเริ่มที่ว่าอยากลองใช้ tablet แต่ว่าในตลาดตอนนี้ ไม่มี android tablet ที่ราคากับคุณภาพโอเคเลย และ platform Honeycomb เองก็ยังใหม่มากและไม่ mature พอ สุดท้ายก็เลยมาจบที่ iPad 2 กะว่าเอามาใช้รอเวลาจนกว่าจะมี Honeycomb tablet ดีๆ ออกมา (น่าจะสักปีหน้า) ก็เลยซื้อรุ่นถูกสุด (16 GB wifi)

หลังจากลองเล่นดูวันนึง สรุปได้ประมาณนี้
- hardware ทำมาดีตามสไตล์ apple ให้ความรู้สึกที่ดีในการจับถือและใช้งาน
- CPU A5 ทำงานได้รวดเร็ว ไม่รู้สึกถึงอาการช้าหรือหน่วงอะไร
- น้ำหนักเบากว่ารุ่นเดิม แต่สำหรับคนที่ใช้ kindle อยู่แล้ว คงต้องบอกว่ายังเบาไม่พอ
- software ใช้งานง่าย หน้าตาสวยงาม แต่น่าขัดใจสำหรับคนที่เคยอยู่ในโลกของ multitasking มาก่อน พอมาเจอ multitask หลอกๆ แบบบน iOS นี่แล้วหงุดหงิดมาก
- keyboard พิมพ์สะดวกดี แต่ไม่เข้าใจว่าเวลาพิมพ์ภาษาไทยแล้วจะเว้นวรรค ทำไมต้องกด space สองที
- mobile safari ไม่มี tabbed browsing สลับหน้าต่างก็ลำบาก ไม่เหมาะกับคนที่ชอบเปิดเว็บทีละหลายๆ หน้า
- app บน iTunes store มีเยอะจริง แต่ app ที่ทำมาโดยเฉพาะสำหรับ iPad ก็ยังน้อยกว่า iPhone และส่วนใหญ่จะไม่ฟรี
- google map กระจอกมาก เมื่อเทียบกับบน android
- กล้องทำงานได้รวดเร็วดี ถึงแม้ความละเอียดจะน้อยไปสักหน่อย แต่ถ้าใช้งานแค่ระดับอัปโหลดรูปขึ้น Facebook, twitter ก็ไม่มีปัญหาอะไร
- twitter มี official client แต่ facebook ไม่มี ต้องไปใช้ app ชื่อ friendly แทน
- calendar มัน sync กับ google calendar ได้เฉพาะ calendar ของเราเองแต่ sync กับ public calendar อื่นไม่ได้
- contacts sync ต้องต่อกับ iTunes และ sync กับ google contacts ไม่ได้ (แหงอยู่แล้ว)
- ยังไม่ได้ลองเล่นเกมอื่นนอกจาก angry birds ไม่รู้ว่าควรจะซื้อเกมไหนดี แต่เท่าที่ลองเล่นแค่ angry birds ก็จอใหญ่เต็มตา ลื่นดี
- pulse news reader เนียนดี
- dropbox, evernote มี iPad app โหลดฟรี
- ธุรกิจบ้านเราหลายเจ้ามี app ให้โหลดแล้ว เท่าที่กวาดๆ ตาดูก็มีนิตยสารอย่าง mars, FHM, ดิฉัน

ตอนนี้ทดสอบดูเท่านี้ ยังไม่ได้เทสเรื่องดูหนังฟังเพลงสักเท่าไหร่ ความรู้สึกรวมๆ คือ มันใช้งานได้ลื่นดี ไม่มีติดขัด หน้าตาสวยงาม แต่จะมีขัดใจหลายๆ เรื่อง ซึ่งอาจจะเป็นที่ความไม่คุ้นเคย หรือยังมีศรัทธาในตัว iOS ไม่เพียงพอก็เป็นได้

ปล. เขียนและโพสต์ด้วย wordpress for iPad

No matter what they said… Words can’t bring you down..

ข้าวมันไก่ทอด 10 บาทยังอร่อยได้เลย (ข้าวเค็มๆ ไก่ทอดสับมา 4 ชิ้นได้)… ชีวิตจะคิดอะไรมาก… ^ ^

Two (and a half) Months with Nexus S

อัพซะหน่อยก่อนที่บล็อกจะเค็มไปกว่านี้ (ดองไว้นานเกิน)…

เผลอแป๊บๆ ก็ใช้ Nexus S มาได้จะสามเดือนแล้ว ประสบการณ์กับโทรศัพท์มือถือที่ได้ชื่อว่า Pure Google รุ่นที่สองสำหรับผม มีดังนี้

  • Unbrickable เล่นได้ไม่ต้องกลัวพัง เป็นคำจำกัดความที่เหมาะกับมือถือตระกูล Nexus เป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่ว่าจะซนหนักขนาดไหน เอา ROM เอา kernel มาลองเล่นมั่วซั่วยังไง ถ้ายังเข้า bootloader mode ได้ ยังไงมันก็ไม่เจ๊ง หรือถ้าอาการหนักจริงๆ ก็ยังมี Odin เป็นไม้ตายสุดท้ายอีกที
  • การลอง kernel ใหม่ๆ ง่ายและปลอดภัยพอสมควร เพราะไม่จำเป็นต้อง flash boot image ลงไปจริงๆ แค่สั่ง fastboot boot <image file> ก็ใช้งานได้ ถ้าลองแล้วไม่เวิร์กก็ปิด/เปิดเครื่องใหม่หนึ่งรอบ ทุกอย่างกลับมาเป็นเหมือนเดิม ไว้ลองจนพอใจแล้วค่อย flash ก็ได้
  • Freedom ตอนนี้มี ROM ให้เลือกเล่นเยอะแยะเต็มไปหมด หรือถ้าไม่พอใจ เอาซอร์สจาก AOSP มาคอมไพล์ใช้เอง เป็น Android เวอร์ชันส่วนตัว แบบมีเครื่องเดียวในโลกก็ยังได้
  • แหล่งข้อมูลขนาดใหญ่ที่สุดน่าจะเป็นที่ xda-developers ที่มีฟอรัมเกี่ยวกับการพัฒนาซอฟต์แวร์ รวมทั้งแนะนำแอพพลิเคชัน, ถาม-ตอบปัญหาทั่วไป และรีวิว accessories ต่างๆ ด้วย (มีไปร่วมแจมกะเค้า thread นึง :P)
  • แต่แหล่งข้อมูลเชิง developer จริงๆ พวกการคอมไพล์ AOSP, การแก้ไข kernel, การเขียนแอพพลิเคชัน มันจะไปอยู่ในฟอรัม Nexus One ซะมากกว่า กลายเป็นว่าต้องอ่านทั้งสองฟอรัมไปซะงั้น -*- ในฟอรัมของ Nexus S ส่วนใหญ่จะมีรอมสำเร็จรูปให้โหลดไปใช้งานกัน แต่จะหาข้อมูลเชิงเทคนิคค่อนข้างยาก ถามไปก็ไม่ค่อยจะมีคนตอบ (สงสัยคำถาม noob เกิน)
  • Shape does matter เนื่องจากรูปทรงที่แปลกกว่าชาวบ้าน ทำให้หาเคสใส่ค่อนข้างลำบาก และหาที่ถูกใจไม่ค่อยจะได้ เมื่ออาทิตย์ก่อนก็เพิ่งโดน Otterbox ลอยแพ เพราะเหตุผลว่าไม่สามารถออกแบบเคสให้ได้คุณภาพตรงตามมาตรฐานของ Otterbox เอง (แต่จริงๆ อาจจะเป็นเพราะมีจำนวนผู้ใช้ไม่มากพอที่จะคุ้มกับการออกแบบ + ผลิตก็ได้ -_-a) นอกจากนี้เคสส่วนใหญ่ในปัจจุบันออกแบบมาสำหรับรุ่นที่ใช้จอ SAMOLED ทำให้ใส่ไม่พอดีกับรุ่นที่ใช้จอ SLCD ที่มีขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อย
  • Too many variants ตอนนี้ Nexus S มีแตกออกไปหลายตระกูลมาก นอกจากเรื่องจอที่เป็น SAMOLED กับ SLCD แล้วก็ยังขึ้นอยู่กับ provider ด้วย เดี๋ยวนี้พูดแค่ i9020 ยังไม่แน่ใจว่าจะเป็นรุ่นเดียวกันไหม ต้องระบุ i9020T (T-Mobile) หรือ i9020A (AT&T) อีกตะหาก ยังไม่รวมรุ่นของ Sprint และรุ่นที่ขายในประเทศอื่นๆ ด้วย
  • ไม่รู้ว่า Nexus S ในไทยเป็นที่นิยมแค่ไหน แต่รู้สึกหลังจากเปิดตัวแล้วจะเงียบๆ ไป อาจเป็นเพราะมีโทรศัพท์ที่สเปคน่าสนใจกำลังจะเข้ามาอีกเยอะ เช่น Galaxy S2, LG Optimus 2x ฯลฯ

สรุปว่าคิดไม่ผิดจริงๆ ที่เลือก Nexus S เป็นสมาร์ทโฟนเครื่องแรกในชีวิต และยังมีอะไรให้เรียนรู้ได้อีกเยอะ ตอนนี้ถ้าให้เปลี่ยนไปใช้รุ่นอื่นคงต้องคิดกันอีกนาน เพราะโดน spoil ด้วยความง่าย และความเป็นอิสระซะจนเคยตัวแล้ว xD

Book Fair 2011/1

ช่วงหลังๆ นี้ไปงานสัปดาห์หนังสือแล้วได้หนังสือน้อยลงเรื่อยๆ เหตุผลหนึ่งคือหนังสือที่ซื้อมาตั้งแต่ครั้งก่อนๆ ยังอ่านไม่หมด และถ้าจะดองหนังสือแบบนี้ ก็ควรจะปล่อยไว้งานหนังสือคราวต่อๆ ไปค่อยมาซื้อก็ได้ เผื่อจะได้ลดเยอะกว่าตอนที่เพิ่งออก

แต่ถึงขนาดที่คิดได้อย่างนี้แล้ว ไปงานหนังสือคราวนี้ก็ยังได้หนังสือติดมือมาอยู่ดี ไม่นับรวมการ์ตูนก็ตามนี้

Bookfair 2011/1

  • ประวัติศาสตร์ศิลปะ – อ่านเพื่อหาความรู้ใส่ตัวบ้าง
  • อิมเพรสชั่นนิสม์ – แพงไปหน่อย แต่ภาพประกอบเยอะ เขียนละเอียดดี
  • ถอดรหัสพฤติกรรมผู้ดี (Watching the English) – แนวกึ่งๆ มนุษยวิทยา ว่าด้วยเรื่องพฤติกรรมแปลกๆ ของคนอังกฤษ
  • ถิ่น-หลอน – ผลงานเรื่องสั้นเดบิวของนักเขียนหน้าใหม่ที่น่าจับตามองที่สุดคนหนึ่ง
  • แนะนำสกุลความคิดหลังโครงสร้างนิยม – หลังๆ นี้เห็นคนเค้าอ้าง แดร์ริดา, ฟูโกต์ กันเยอะ ก็หามาอ่านไว้จะได้ฟังรู้เรื่อง

พบว่าการไปเดินงานหนังสือหลัง 6 โมงเย็น จะเดินได้อย่างสบายใจกว่าช่วงเวลาอื่นเยอะ

ฉลองบ้านใหม่ของ Foojan Blog….

นานนะเนี่ย กว่าจะรู้วิธีใช้ blog ใน wordpress เนี่ย… หาอยู่ตั้งนาน เพิ่มจะมารู้ว่าชั้นไม่ได้ login… จะไปรู้ได้ยังไงว่ามัน link มาจาก msn messenger แล้วมันจะไม่ login ให้เนี่ย.. ของเก่ายังทำให้เลย นี่แหล่ะน้าาา user experience!!! อย่างน้อย ‘as-is’ function ต้องยังมีอยู่ซิ ไม่งั้นก้อต้อง communicate + workaround ให้ด้วย (รู้สึกเหมือนออกนอกเส้นทางแล้วไงไม่รู้)….

เอาเถอะ… ต่อไปคงจะหัดใช้มันไปเรื่อยๆ… ไม่ได้เขียน blog บ่นมาจะครบครึ่งปีแล้วซินะ… ว่าแต่ มันทำ spell check ให้ด้วย การิ๊ดดด…

ป.ล. ต้อง special thanks to Ja-aye who ชี้ทางสว่างให้… (ชั้นม่ายด้าย log-in!!!!)

Thailand, 2011 – part II

จากที่อ่านข่าวเมื่อวานรู้สึกเครียดแล้ว เจอข่าววันนี้เครียดกว่า

ข่าวแรกจากประชาไท

นายธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล ผู้ออกแบบเว็บไซต์ นปช.ยูเอสเอ  ถูกตัดสินว่ามีความผิดเป็นผู้โพสต์ข้อความหมิ่นประมาทพระมหา กษัตรย์ลงในเว็บไซต์นปช.ยูเอสเอ ตามมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา มีโทษจำคุก 10 ปี และมีความผิดฐานเป็นผู้ให้บริการ ปล่อยให้มีข้อความหมิ่นฯ อยู่ในเว็บไซต์ ซึ่งสามารถลบได้แต่ไม่ลบ ตัดสินให้มีความผิดอีก 3 ปี รวมโทษจำคุก 13 ปี [...] ทั้งนี้ ข้อความที่เข้าข่ายหมิ่นพระมหากษัตริย์มีทั้งหมด 3 ข้อความ ตำรวจตั้งข้อหาว่าเขาคือผู้ที่ใช้ ชื่อว่าเป็น admin ซึ่งโพสต์ข้อความดังกล่าว 2 ข้อความ และเป็นผู้ให้บริการที่ไม่ลบข้อความหมิ่นซึ่งโพสต์โดยผู้อื่นอีก 1 ข้อความ

- ศาลพิพากษาจำคุกผู้ออกแบบเว็บ “นปช.ยูเอสเอ” 13 ปี ผิดม.112-พ.ร.บ.คอมฯ

สมมุติว่าจำเลยเป็นคนที่โพสต์ข้อความเหล่านี้จริงๆ เราสามารถจินตนาการได้ถึงข้อความแบบไหนกัน ที่ทำให้คนคนหนึ่งต้องติดคุกยาวนานถึง 10 ปี ในสังคมที่เจริญแล้วข้อความแบบไหนถึงมีโทษหนักได้ขนาดนี้? หรือว่าระบบกฎหมายของเราเองกันแน่ที่มีปัญหา

อีกข่าวหนึ่งจากข่าวสด

หลังปล่อยงานเพลง “I LIKE THAT BOY” ที่ร่วมกันโปรดิวซ์งานเพลงเองทั้งหมด รวมถึงมิวสิกวีดีโอที่ได้ถ่ายทำไปเรียบร้อย แต่ล่าสุด กิ๊บซี่ วนิดา เติมธนาภรณ์ และกิ๊ฟท์ซ่า ปิยา พงษ์กุลภา ก็ต้องออกมาโต้ชี้แจงกับกรณีที่มิวสิกฯโดนกบว.สั่งแบน เมื่อวันที่ 15 มี.ค. ด้วยในเรื่องของเสื้อผ้ารวมถึงการนำเครื่องแบบอาชีพพยาบาลและตำรวจ มาใช้เล่นในมิวสิกฯ ดูไม่เหมาะสม

- กบว.สั่งแบน MV กิ๊บซี่-กิ๊ฟท์ซ่ายันไม่ได้ดูหมิ่นชุด “พยาบาล-ตำรวจ”

มีสหายท่านหนึ่งให้ความเห็นว่า “แล้วทำไมตะก่อนมึงไม่บอกว่าพวกมันหมิ่นโคโยตี้มั่งวะ”

ลองค้น youtube ก็มีให้ดูด้วย Girly Berry – I like that boy

น่ากลัวว่าพรุ่งนี้จะมีข่าวอะไรที่อ่านแล้วเครียดกว่านี้อีกหรือเปล่า

Thailand, 2011

ข่าวประจำวันที่ 15 มีนาคม 2011

จาก blognone

“ประชาธิปัตย์มาดูแลกระทรวงไอซีทีครั้งแรกในประวัติศาสตร์ นายจุติ ไกรฤกษ์ ส.ส.ประชาธิปัตย์มานั่งเป็นรัฐมนตรีในรอบ 8 ปีที่มีกระทรวงแห่งนี้เป็นรัฐมนตรีคนที่ 8 ท่ามกลางกับดักระเบิดเวลาที่รอวันปะทุมากมาย แต่ 6 เดือนแรกก็ผลักดันนโยบายบรอดแบนด์แห่งชาติสำเร็จเป็นครั้งแรกใน ประวัติศาสตร์ ทำอินเทอเน็ตความเร็วสูงผ่านเคเบิลใยแก้ว ระบบไร้สายผ่านดาวเทียม เพิ่มเส้นทางส่งถ่ายข้อมูลผ่านเคเบิลใต้น้ำเพื่อรองรับข้อมูลผ่านอินเทอเน็ต ที่นับวันจะมากขึ้น และลดความเสี่ยงของภัยธรรมชาติ เช่นแผ่นดินไหวในประเทศญี่ปุ่น ปราบเว็บไซต์ผิดกฎหมายก็ปราบอย่างจริงจังผลงาน 25 เท่าขอรัฐบาลพลังประชาชน”

- แถลงการณ์ข้อเท็จจริงที่ควรรู้ โดย มัลลิกา บุญมีตระกูล ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

จากไทยรัฐ

“แต่ก็นั่นแหละ คนส่วนใหญ่ก็ไม่รู้ ตำนานเมืองโยนกเชียงแสน กล่าวว่า เพราะคนเมืองนี้จับปลาตะเพียนเผือกตัวโตเท่าต้นตาลยาว 7 วา มากิน เกิดอาถรรพณ์ น้ำมากมหาศาลมาจากไหนก็ไม่รู้ ถล่มเมืองหายไปทั้งเมือง

เชื่อแบบโบราณ สึนามิถล่มญี่ปุ่นคราวนี้ เพราะคนญี่ปุ่นชอบกินปลาเป็นอาหารหลัก กินปลาเล็กปลาใหญ่มากๆเข้า ถึงเวลาปลาก็ล้างแค้นเอาคืน”

- เหนือปลาอานนท์

จากประชาไท

“ศ.นพ.ประเวศ กล่าวต่อมาว่า ระบบทุนนิยมก่อให้เกิดหายนะกระทบผู้บริโภคทั้งทางตรงและทางอ้อม นำไปสู่ความรุนแรง ความขัดแย้ง ความตาย ก่อความทุกข์ไปทั่วโลก ทำลายสังคม สิ่งแวดล้อม นำไปสู่โลกร้อน ผ่านการส่งเสริมการบริโภคเกินเลย เกิดภัยพิบัติไปทั่วโลก เช่น พายุ น้ำท่วมฉับพลัน ภาวะแห้งแล้ง ไฟไหม้ แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิดจะเกิดมากขึ้น นำไปสู่การขาดแคลนอาหาร เพราะพื้นที่การผลิตมีน้อยลง เกิดโรคระบาด การจลาจลและสงคราม”

- “หมอประเวศ” ปลุกประชาชนติดอาวุธทางปัญญา ชี้ “ผู้บริโภค” ถูกทำร้ายจากทุกทิศทาง

แต่ละข่าว อ่านแล้วเครียดกับประเทศนี้จริงๆ

Hello world!

Welcome to WordPress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!

Dogtooth

หนังสัญชาติกรีซ ว่ากันด้วยเรื่องของครอบครัวแปลกๆ ครอบครัวหนึ่ง ที่พ่อแม่ขังลูกๆ ของตัวเองเอาไว้ให้อยู่แต่ในบ้าน ด้วยเหตุผลที่ว่า โลกภายนอกเต็มไปด้วยอันตราย ต้องรอให้โตพอที่จะเอาตัวรอดได้เสียก่อนถึงจะออกไปได้ และต้องหาสารพัดวิธีการเพื่อทำให้การหลอกลวงนี้สมเหตุสมผล

วิธีการเหล่านี้มีตั้งแต่การดัดแปลงภาษา สร้างความหมายของคำขึ้นมาใหม่ สอนความเชื่อแปลกประหลาด เพื่อเป็นกฏในการอยู่และปกครองในบ้าน

สิ่งที่ชอบมากๆ ในหนังคือการเอาสังคมขนาดเล็กอย่างครอบครัวมาวิพากษ์สังคมในสเกลที่ใหญ่ขึ้นได้อย่างเจ็บแสบ การปิดหูปิดตาลูกๆ ของตัวเองไว้ด้วยข้ออ้างที่ว่า “ยังไม่โตพอ”, “ยังไม่พร้อม” ในหนังอาจจะดูสุดขั้วในทางหนึ่ง แต่กับสังคมจริงๆ ที่เราอยู่ เราต่างก็ถูกเป่าหูด้วยวาทกรรมเหล่านี้อยู่ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง “หนังเรื่องนี้ไม่สมควรฉาย เพราะขัดกับศีลธรรมอันดี” หรือ “ประชาชนยังไม่พร้อมจะมีประชาธิปไตย”

ตามท้องเรื่อง สิ่งแปลกปลอมที่หลุดเข้ามาในอาณาเขตของบ้าน จะถูกนิยามใหม่โดยพ่อหรือแม่ ผู้ซึ่งมีอำนาจในการตีความสิ่งใดๆ ควรหรือไม่ควรถูกให้ความหมายอย่างไร เช่น แมวเป็นสัตว์อันตราย, ช่องคลอดแปลว่าโคมไฟ, เรียกขวดพริกไทว่าโทรศัพท์ ทำให้เราตระหนักได้เลยว่า ภาษาเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังของชนชั้นปกครองที่ใช้ในการ “ทำให้เชื่อง”​ ลองคิดถึงความหมายของคำว่า “คนดี”, “ประชาธิปไตย”, “ความมั่นคง” ในบริบทของสังคมไทย คำเหล่านี้มันมีความหมายต่างจากสังคมอื่นบ้างไหม?

สิ่งที่น่ากลัวคือตัวพ่อแม่ในเรื่องนี้ เชื่อจริงๆ ว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่เป็นการปกป้องครอบครัวตัวเองจากสิ่งชั่วร้าย เป็นการสร้างความสุขให้กับคนในครอบครัว (ไม่ต้องเหมือนครอบครัวอื่นก็ได้ อยู่กันแบบนี้แหละมีความสุขดีแล้ว) ไม่รู้สึกเลยว่ามันเป็นเรื่องฝืนธรรมชาติ

ในทางหนึ่ง เราสามารถบอกได้ว่าครอบครัวนี้ป่วยไข้อย่างไร แต่หากมองถึงตัวเราเอง เราบอกได้ไหมว่าเรากำลังอยู่ในครอบครัวที่ป่วยไข้ด้วยหรือเปล่า?

Thai OCR in Google Docs

ไปเห็นข่าว Google Docs รองรับ OCR ภาษาไทยแล้ว ก็มาลองเล่นดูเองบ้าง โดยลองตัดเอาข้อความจากหนังสือเล่มหนึ่งมาลองดู ปรับรูปให้เป็นภาพขาวดำ เพื่อให้ OCR ทำงานได้ง่ายขึ้น แต่ลองดูแล้วเหมือนจะไม่ช่วยสักเท่าไหร่

ดูแล้วยังเละเกินกว่าจะใช้งานจริงๆ ได้ จากเท่าที่เคยลองมา ดูเหมือนว่าในงาน OCR ภาษาไทยนี่ยังไม่มีโปรแกรมที่จะใช้งานได้จริงจังสักตัวเลย

Thai OCR in Google Docs

ไปเห็นข่าว Google Docs รองรับ OCR ภาษาไทยแล้ว ก็มาลองเล่นดูเองบ้าง โดยลองตัดเอาข้อความจากหนังสือเล่มหนึ่งมาลองดู ปรับรูปให้เป็นภาพขาวดำ เพื่อให้ OCR ทำงานได้ง่ายขึ้น แต่ลองดูแล้วเหมือนจะไม่ช่วยสักเท่าไหร่

ดูแล้วยังเละเกินกว่าจะใช้งานจริงๆ ได้ จากเท่าที่เคยลองมา ดูเหมือนว่าในงาน OCR ภาษาไทยนี่ยังไม่มีโปรแกรมที่จะใช้งานได้จริงจังสักตัวเลย

ว่าด้วยเรื่อง SEO

หลังๆ blog เป็นอะไรที่แทบไม่มีการ update ตั้งแต่ facebook เกิดฮิตขึ้นมา  วันนี้นั่งอ่านๆ เรื่อง SEO แล้วนึกขึ้นมาได้ว่าไอ้ blog เรามัน pagerank เท่าไรหว่า  พอมาเช็คดูปรากฏว่าได้ PR4   สูงกว่าเว็บของตัวเองและหลายๆ เว็บแบบแปลกๆ ทั้งๆ ที่ blog แทบไม่ update และไม่ได้ทำอะไรเพื่อ SEO เลย   ไอ้เรื่องพวกนี้บางทีมันก็แปลกๆ งงๆ เนอะ
 
edit: จ๊าก  เพิ่งเห็นว่าบางหน้าโดน comment spam ปาไป 2 พันกว่า comment…   มันทำเพื่อ SEO ล้วนๆ เห็นๆ  แถมหน้านั้นโดน de-index จน pagerank หายไปเลย  ไม่ได้เกี่ยวไรกะตูแท้ๆ

edit @ 22 Feb 2011 15:51:03 by AccBLue

Before the Riot

เบียร์วันนี้

Thunder Dome, Feb 15th 2011, before the riot.

Let Android Takes Care of Your Money

K-My Debit Card (Android)

ไม่มีอะไรมาก แค่ช่วงนี้บ้า Android นิดหน่อยเท่านั้น xD

เคยได้ยินเกี่ยวกับบริการ K-My Debit Card ของธนาคารกสิกรไทย ที่ให้ลูกค้าสามารถออกแบบลายบนบัตรเป็นภาพอะไรก็ได้มาเป็นปีแล้ว แต่ยังไม่มีโอกาสได้ใช้บริการเนื่องจากความขี้เกียจเป็นหลัก -*- พอดีปีนี้ได้ฤกษ์เปิดบัญชีกสิกรไทย เลยถือโอกาสทำบัตรเดบิตลาย Android มันซะเลย (ถ้าทำปีที่แล้วได้เป็นลาย Drupal แหงๆ)

ยังไม่รู้ว่าจะได้ใช้หรือเปล่า เอามาถือไว้เท่ๆ ก่อน 555+

Hello, Nexus S

Smart phone เครื่องแรกในชีวิต >_<”

Google Nexus S

เพิ่งได้มาสดๆ ร้อนๆ หลังจากรอคอย(ให้เค้าส่งมาให้)อยู่นานแสนนาน :D สาเหตุที่อยากได้เครื่องนี้ไม่มีอะไรมากนอกจากวลีที่ว่า “Pure Google” (สาวก 555+)

ยังไม่ได้ลองเล่นอะไรทั้งสิ้น แกะห่อพัสดุมาจับถ่ายรูปก่อนเลย xD สำหรับคนที่ไม่รู้จัก หรือสนใจรุ่นนี้อยู่ อ่านรีวิวภาษาไทยแบบละเอียดได้ที่บล็อกนั้น

เห็นว่าในงาน Thailand Mobile Expo 2011 ที่ผ่านมาทาง Samsung ก็เอา Nexus S มาโชว์ด้วย เข้าใจว่าล็อตที่เอาเข้ามาขายในไทยจะเป็นจอแบบ SLCD ไม่ใช่ SAMOLED แบบที่วางขายในอเมริกาตอนนี้ ส่วนราคายังไม่รู้ แต่น่าจะต่ำกว่ารุ่นที่เป็นจอ SAMOLED

พูดถึงราคาของ Nexus S ตัวที่ผมได้มานี้ เป็นค่าเครื่อง + tax + ค่าส่ง + VAT (ภาษีขาเข้า) โดนไปรวมๆ แล้วประมาณ 19,xxx.- บาท ถ้าหิ้วเข้ามาเองจะประหยัดไปได้ประมาณสองพัน โดยส่วนตัวถ้าเครื่องหิ้วราคาประมาณ 19,000 บาท คิดว่าเป็นราคาที่สมเหตุสมผลอยู่ เพราะไม่ต่างจากสั่งเข้ามาเองเท่าไร แถมไม่ต้องรอ + ลุ้นว่าจะโดนภาษี + กลัวว่าจะหายระหว่างขนส่งหรือเปล่าด้วย

Google Nexus S Unboxed

สำหรับคนที่สนใจ ถ้าไม่รีบ แนะนำให้รอเครื่องศูนย์ฯ Samsung ต่างกันที่เป็นจอ SLCD (ซึ่งรีวิวเท่าที่เคยอ่านมาบอกว่าสีสดใสแทบไม่ต่างกัน) และมีประกัน แต่จริงๆ ถ้าไม่ติดว่าต้องเป็น Pure Google ผมว่า Galaxy S2 น่าสนใจกว่าเยอะ :P

in my hand

ช่วงหลังๆ นี่ถ่ายรูปโดยใช้กล้องมือถือบ่อย (ใช้โปรแกรม picplz) เพราะว่าไม่ได้พก Lumix GF1 ตัวที่เคยใช้ สังเกตว่าพฤติกรรมการถ่ายรูปของตัวเองเปลี่ยนไปนิดนึง คือจะเลือกถ่าย object เป็นชิ้นๆ มากกว่าจะคิดเรื่อง compose ให้ดูสวยโดยเฉพาะภาพประเภทหยิบของขึ้นมาถ่าย จะมีค่อนข้างเยอะ

คิดได้ว่าหาแท็กเฉพาะใน flickr ให้มันไปเลยละกัน มาดูทีหลังจะได้สะดวกๆ

ดูเต็มๆ ได้ที่ flickr #inmyhand

2011 Resolutions

  1. หัดขับรถ
  2. มี Android phone เป็นของตัวเอง
  3. หัดเขียนแอพพลิเคชันบน Android
  4. เริ่มธุรกิจอะไรสักอย่าง
  5. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  6. ออมเงินให้ได้ทุกเดือน
  7. ไปเที่ยวที่ต่างๆ ที่ยังไม่เคยไป อย่างน้อย 2 แห่ง

พอละ 7 ข้อ ปีนี้หวังว่าจะทำได้เกินครึ่ง :P

My Top 2010 Albums

บันทึกไว้สักหน่อย กับอัลบั้มที่ชอบในปี 2010

Arcade Fire – The Suburb

Belle & Sebastian – Write About Love

Broken Social Scene – Forgiveness Rock Record

Daft Punk – TRON : Legacy Soundtrack

Anamanaguchi – Scott Pilgrim vs. the World : The Game

ปีนี้ฟังเพลงน้อยมาก หรือที่ฟังส่วนมากก็มีแต่เพลงเก่าๆ หวังว่ามีหูฟังใหม่แล้วจะฟังเพลงบ่อยขึ้นกว่านี้

2010 Resolutions Evaluation

โพสต์ประจำตอนสิ้นปี รีวิวผลงานในรอบปี เทียบกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ตอนต้นปี 2010

  1. FAILED หัดขับรถ ตั้งมันทุกปี และก็ failed ทุกปีเหมือนกัน T_T
  2.    40%   เรียนรู้ Drupal 7 (ติดตั้ง/ใช้งาน/สร้างธีม) ได้แค่ลองติดตั้งและใช้งานเล่นๆ แค่นิดหน่อย ส่วนการสร้างธีมยังไม่ได้แตะ
  3. FAILED ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ไม่ได้ออกกำลังกายเลย xD
  4.   100%   ไปเที่ยวสถานที่ที่ยังไม่เคยไป อย่างน้อย 2 แห่ง ถ้านับกันจริงๆ คงได้ไม่ต่ำกว่า 10 แห่ง สรุปสั้นๆ ว่าเป็นปีแห่งการเดินทาง
  5.    40%   ออมเงินให้ได้ทุกเดือน ทั้งปีมี 12 เดือน เก็บได้จริงๆ ไม่เกิน 5 เดือน =.=
  6.   100%   หัดเล่นฮีโร่ใน DotA ให้ชำนาญอย่างน้อย 10 ตัว ตอนนี้เล่น -random ได้สบายๆ hero ที่เล่นได้ดีไม่ต่ำกว่า 30 ตัว (เรื่องแบบนี้ละขยันนัก -_-a)

เฉลี่ยแล้วก็ได้ประมาณ 47% เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ปีที่แล้วว่าปีนี้จะได้ไม่ถึงครึ่ง xD

สรุปโดยรวมปีนี้ทำอะไรไม่ค่อยจะได้ตามเป้าหมาย ส่วนอันที่ทำได้ก็เกินเป้าไปซะเวอร์ +_+ (ข้อที่ได้ 100% นี่จริงๆ น่าจะเป็น 200% ซะมากกว่า) และก็มีเรื่องเกินความคาดหมายเกิดขึ้นเยอะแยะไปหมด แต่ก็ทำให้ชีวิตมีสีสันดี :D

Our Manga Downloader on GitHub

ฉลองครบรอบการดองบล็อกเป็นเวลา 1 เดือน(กว่าๆ) ด้วยสคริปต์ใหม่ =.=

หลังจาก One Manga ปิดตัวไปเมื่อประมาณเดือนสิงหา ผมก็พยายามเปลี่ยนพฤติกรรมการอ่าน manga มาเป็นอ่านบนเว็บแทน ที่ติดตามหลักๆ ก็จะเป็น mangastream.com และ ourmanga.com แต่ทำอยู่ได้ไม่นานก็ทนไม่ไหว เนื่องจากขี้เกียจคลิกเข้าไปดูทุกวันว่ามันมี manga อะไรอัพเดตบ้าง สุดท้ายเลยได้ Our Manga Downloader มาด้วยประการฉะนี้ :P

สคริปต์ตัวนี้เขียนแบบขี้เกียจ + ขี้โกงสุดๆ เพราะถ้าเป็นสคริปต์ตัวเดิม (onemanga) จะต้องอ่านหน้าเว็บเพจ แล้วค่อย extract ข้อมูลออกมาตามเสต็ป คล้ายๆ การคลิกเข้าไปในเว็บจริงๆ แต่ตัวใหม่ (ourmanga) นี้ใช้ทางลัด อาศัยว่าทางเว็บเค้าเปิดฟีเจอร์แสดงรายชื่อไฟล์ในไดเร็กทอรีเอาไว้ เลยไม่ต้อง parse หน้าเว็บหาลิงก์ให้ยุ่งยาก ใส่ URL ไปตูมเดียวก็ได้หน้าเว็บที่มีแต่ลิงก์ไปยังรูปล้วนๆ xD

ฟีเจอร์ของสคริปต์ลอกมาจาก onemanga ทั้งดุ้น ใครเคยใช้ของเก่าอยู่แล้วก็ไม่น่ามีปัญหา ส่วนวิธีติดตั้งและใช้งานก็เหมือนเดิมเด๊ะ เข้าไปดูใน One Manga Downloader Wiki page ได้เลยครับ (อย่าลืมเปลี่ยน git clone URL เป็นของ ourmanga แทน)

ปล. จริงๆ ไม่ค่อยอยากปล่อยเท่าไร กลัวทางเว็บไหวตัวทัน ปิดฟีเจอร์แสดงรายชื่อไฟล์แล้วต้องมานั่งเขียนสคริปต์ใหม่ T_T แต่จะเก็บไว้ใช้คนเดียวก็กระไรอยู่ ถ้าสคริปต์นี้พอจะมีประโยชน์กับชาวโลกบ้าง ก็ถือว่าคุ้ม :D

« Previous Entries Next Entries »