RDC 2015

Arduino (Jun 6, 2015)

ตัวอย่างโปรแกรมคุม Servo 1

ตั้งจุดเริ่มต้นให้กับ Servo

#include <Servo.h>
Servo servo0,servo1,servo2;
 
void setup()
{
 
  //ให้ servo 0 คุม pin หมายเลข 8
  servo0.attach(8);
  servo0.write(60); // ตั้งค่าให้ servo 0 ชี้ไปที่มุม 60 องศา
 
  //ให้ servo 1 คุม pin หมายเลข 9
  servo1.attach(9);
  servo1.write(90); // ตั้งค่าให้ servo 1 ชี้ไปที่มุม 60 องศา
 
  //ให้ servo 2 คุม pin หมายเลข 10
  servo2.attach(10);
  servo2.write(30); // ตั้งค่าให้ servo 2 ชี้ไปที่มุม 60 องศา
 
}
 
void loop()
{
}

ตัวอย่างโปรแกรมคุม Servo 2

ตั้งจุดเริ่มต้นให้กับ Servo แล้วขยับทีละตัวไป 30 องศา

#include <Servo.h>
 
Servo servo0,servo1,servo2;
 
void setup()
{
  servo0.attach(8); //ให้ servo 0 คุม pin หมายเลข 8
  servo0.write(60); // ตั้งค่าให้ servo 0 ชี้ไปที่มุม 60 องศา
  servo1.attach(9); //ให้ servo 1 คุม pin หมายเลข 9
  servo1.write(90); // ตั้งค่าให้ servo 1 ชี้ไปที่มุม 60 องศา
  servo2.attach(10); //ให้ servo 2 คุม pin หมายเลข 10
  servo2.write(30); // ตั้งค่าให้ servo 2 ชี้ไปที่มุม 60 องศา
  digitalWrite(13, LOW);
 
  delay(1000);
  digitalWrite(13, HIGH);
  servo0.write(90);
 
  delay(2000);
  digitalWrite(13, LOW);
  servo1.write(120);
 
  delay(3000);
  digitalWrite(13, HIGH);
  servo2.write(60);
 
 
 
}
 
void loop()
{
}

ตัวอย่างโปรแกรมคุม Servo 3

หมุน Servo ไปมา

#include <Servo.h>
 
Servo servo0;
Servo servo1;
Servo servo2;
 
int offset0;
int angle0;
int dir0;
 
int offset1;
int angle1;
int dir1;
 
int offset2;
int angle2;
int dir2;
 
void setup()
{
  offset0 = 60;
  angle0 = 0;
  dir0 = 1;
  offset1 = 90;
  angle1 = 0;//ภาษาไทย
  dir1 = 1;
  offset2 = 30;
  angle2 = 0;
  dir2 = 1;
 
  servo0.attach(8);
  servo0.write(offset0 + angle0);
  servo1.attach(9);
  servo1.write(offset1 + angle1);
  servo2.attach(10);
  servo2.write(offset2 + angle2);
 
//  servo0.write(90);
//  servo1.write(90);
//  servo2.write(90);
}
 
void loop()
{
//  return;
    servo0.write(offset0 + angle0);
    servo1.write(offset1 + angle1);
    servo2.write(offset2 + angle2);
    angle0+=dir0;
    angle1+=dir1;
    angle2+=dir2;
    if( angle0 > 30 || angle0 < -30 )  dir0 = -dir0;
    if( angle1 > 30 || angle1 < -30 )  dir1 = -dir1;
    if( angle2 > 30 || angle2 < -30 )  dir2 = -dir2;
 
    delay(20);
}
File attachments: 

KYUSHU 2014 : FUKUOKA, THE BEGINNING AND THE END

จาก Huis Ten Bosch มาเราก็มุ่งสู่จุดเริ่มต้นที่เมือง Fukuoka ขั้นแรกก็คือต้องคืนรถที่เช่ามาเสียก่อน ซึ่งก็ไม่มีอะไรยุ่งยาก เราแค่ต้องเติมน้ำมันให้เต็มก่อนคืนเท่านั้น

พอคืนรถเสร็จ ก็ขนกระเป๋าไปเชคอินที่โรงแรม โดยเราเลือกจอง Toyoko Inn Hakata-guchi Ekimae No.2 เอาไว้ ที่จองสาขา 2 เพราะราคาถูกกว่าสาขา 1 แค่นั้นเอง ตัวโรงแรมอยู่ใกล้สถานี Hakata มากๆ  ให้ความสะดวกกับการเดินทางอย่างดี

สำหรับอาหารเย็นเราเล็งไว้ว่าจะไปกินเกี๊ยวซ่ากันที่ร้าน Tetsu Nabe


Tetsu Nabe ~ 鉄なべ

มี 3 สาขา เวลาเปิดปิดต่างกัน แต่สาขาที่ไปกินอยู่ที่ Tenjin ปิด 5 ทุ่ม

http://www.tetsunabe.jp/index.php


20141203-PC039158 20141203-PC039156 20141203-PC039155

เราเลือกไปกินที่สาขา Tenjin PARCO เพราะน่าจะเดินทางสะดวกกว่าสาขาอื่น ร้านอยู่ในห้าง PARCO ที่ติดกับสถานีรถไฟ Tenjin เลย หาไม่ยาก

เกี๊ยวซ่ารสชาติก็งั้นๆนะ ร้านนี้รู้สึกธรรมดาไปหน่อย

20141203-PC039159 20141203-PC039164

จากนั้นเรากลับโรงแรม ผ่านสถานี Hakata เลยแวะลองกินชอคโกแลตของร้าน GODIVA สักหน่อย แก้วนิดเดียว แต่ราคาแพงเอาเรื่อง

20141203-PC039154 20141203-PC039153

ระหว่างเดินกลับโรงแรม พบว่าบริเวณสถานีมีการประดับไฟเตรียมฉลองคริสมาสต์ด้วย

และคืนแรกก็จบแค่นี้ เพราะเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว

20141205-PC059381

วันต่อมาเราเลือกซื้อ FUKUOKA TOURIST CITY PASS เพื่อใช้ในการเดินทางไป Dazaifu และใช้ในการตระเวณเที่ยวรอบเมือง

 

20141204-PC049168
20141204-PC049174
20141204-PC049173
20141204-PC049175
20141204-PC049166

การเดินทางไป Dazaifu ก็ง่ายๆ โดยไปต่อรถ NISHITETSU ที่สถานี NISHITETSUFUKUOKA ซึ่งอยู่ติดกับสถานี Tenjin

รถไฟ NISHITETSU DAZAIFU TRAIN เป็นรถขบวนตกแต่งพิเศษ เพื่อให้เข้ากับ Theme ดอกบ๊วยของวัด

20141204-PC049176

พอถึงสถานี Dazaifu ก็ต้องเดินต่อ โดยข้างหน้าสถานีมีร้านขายของเต็มไปหมด

20141204-PC049178

มีร้านขายของฝากของ Ichiran Ramen ด้วย (ปล. ที่นี่ไม่ขายราเมนเป็นชามๆ ขายแต่ของฝาก)

20141204-PC049181

เป้าหมายอยู่เบื้องหน้า แต่กว่าจะถึงต้องฝ่าหลายด่านเหลือเกิน

20141204-PC049188 20141204-PC049187

เริ่มจากตัวการ์ตูนอันปังแมน

20141204-PC049182

จุดถ่ายรูป

20141204-PC049194 20141204-PC049195

ร้าน Starbucks ที่มีการตกแต่งโดดเด่นเป็นอันดับต้นๆของโลก

20141204-PC04919720141204-PC049200

ขนมแป้งๆ ไม่รู้เรียกว่าอะไร ที่มีขายหลายร้านมาก รสชาติไม่ได้อร่อยสักเท่าไหร่

20141204-PC049228

ผ่านด่านมาได้หลายอันแล้ว ยังต้องเจอวัวที่ต้องถ่ายรูปคู่อีก แถวก็ย๊าวยาววว

20141204-PC049201

เอาล่ะ เดินข้ามสะพานไป อีกนิดเดียวเอง

20141204-PC049208

จุดหมายอยู่เบื้องหน้าแล้ววววว

20141204-PC049214 20141204-PC049209

แต่อุปสรรคยังไม่หมดไป ยังมีวัวให้ถ่ายรูปเพิ่ม แถมน้องวัวโดนแกล้งเอาเหรียญยัดจมูกเสียอีก

20141204-PC049218

เอาล่ะ ใกล้ความจริงมากๆแล้วจ้าาา

20141204-PC049222

ถึงจนได้ Dazaifu Tenmangu เราก็ไปไหว้สักทีสองทีแล้วก็ได้เวลาเดินกลับ

20141204-PC049234

แวะถ่ายรูปใบไม้แดงกลุ่มเดียวของแถบนี้

เราแวะไปดู Komyozenji ด้วย แต่มันปิดเพราะอะไรก็ไม่ทราบได้ งงเหมือนกัน เพราะปรกติเค้าเปิดทั้งปี ไหงมาปิดวันที่เราไปนะเนี่ย

จาก Dazaifu เราก็ย้อนกลับไปหาของอร่อยกินกันที่ Tenjin


 

Hyotan Sushi (ひょうたん寿司)

ร้านเฮียวตัน สาขาสถานี Tenjin หลังห้าง VIORO ร้านอยู่ริมถนนเลย

เปิด 11:30 am – 2:30 pm, 4:30 – 9:00 pm

 


20141204-PC049301

ร้านอยู่ริมถนน หาไม่ยาก หน้าตาแบบนี้

20141204-PC049303

เดินเข้าไปจะมีบันไดขึ้นไปชั้นสอง ก็จะเจอทางเข้า

20141204-PC049262 20141204-PC049258

ที่นั่งมีทั้งแบบเป็นโต๊ะ และเป็นเค้าเตอร์

20141204-PC049261 20141204-PC049259 20141204-PC049255 20141204-PC049253

บนกำแพงมีเมนูอาหารเต็มไปหมด แต่อ่านไม่ออก

เมนูที่ให้สั่งก็เป็นญี่ปุ่นล้วน แต่มีรูป และมีการแบ่งราคาเอาไว้อย่างชัดเจนดูง่าย

20141204-PC049265 20141204-PC049282

เอาซูชิมาแบบเซตมาก่อน แถมปลาไหลมาด้วย

20141204-PC049283

 

อันนี้จำไม่ได้ว่าคร๊อกเก้ไส้อะไร

20141204-PC049297

ขาปูหิมะ

20141204-PC049279

 

ไข่แซลมอน

20141204-PC049277

 

และสิ่งที่ขาดไม่ได้ โอโทโร่

20141204-PC049293

จัดรวมๆมาอีกหน่อย มีหลายแบบ

20141204-PC049287

ที่ถูกใจสุดคือหอยเป๋าฮื้อ (Abalone) ที่มาตัวเป็นๆขยับไปมา พอบีบมะนาวใส่มันก็ดิ้นดุ๊กดิ๊กและตายอย่างรวดเร็ว ต้องรีบกินทันทีก่อนเนื้อมันจะแข็งตัวเกินไปแล้วไม่อร่อย

มื้อนี้ให้ผ่าน ซูชิอร่อยมาก ราคาย่อมเยา แนะนำให้ไปลองกันนะ

20141204-PC049307

กินเสร็จก็กลับสู่โหมดเดินทาง จุดหมายถัดไปอยู่ไม่ไกลมาก

20141204-PC049309

ไปสถานี Gion เพื่อเดินต่อไปยัง Kushida Shrine

จากตัวสถานี Gion ก็ต้องเดินนิดหน่อย ไม่นานก็ถึง

20141204-PC049311

เป็น Shrine ที่ค่อนข้างฮิตทีเดียว นักท่องเที่ยวมากันไม่ขาดสาย

20141204-PC049319

มีศาลเจ้าอยู่ด้านใน

20141204-PC049334

ก็ไหว้ขอพรกันได้ตามสะดวก

20141204-PC049341

ข้างๆมีอะไรสักอย่าง เข้าใจว่าอันนี้จะเปลี่ยนแบบทุกปี ไม่รู้ว่าเรียกว่าอะไรเหมือนกัน

20141204-PC04934220141204-PC049356

นอกนั้นก็มีถังเหล้าสาเกเรียงกันดูสวยงาม หลากหลายแบบ อ่านไม่ออกสักอัน

20141204-PC049363 20141204-PC049364

ต่อจาก Kushida Shrine เราก็เดินเตร็ดเตร่ไปเรื่อยๆ

20141204-PC049366

อันนี้คุณแม่อยากมา เป็น Fukuoka City Office ที่มีการ design ตึกกลมกลืนกับธรรมชาติ ได้รางวัลด้วย ไอเดียเจ๋งเหลือเชื่อ

20141204-PC049369

สุดท้ายก็ไปเดินเล่นที่ Canal City ห้างใหญ่สุดของเมืองนี้

20141204-PC049380 20141204-PC049375 20141204-PC049374

และแวะกิน Ichiran Ramen กันอีกรอบ ส่งท้ายทริปแสนสุข

หลังจากนี้เราก็กลับที่พักไปนอนพักผ่อน และบินกลับกรุงเทพในวันถัดไป

ทริปเที่ยวภูมิภาคคิวชูครั้งนี้ก็จบบริบูรณ์ พร้อมความสุขกับความทรงจำดีๆมากมาย  หวังว่าจะมีทริปแบบนี้อีกครั้งในเร็ววัน

 

KYUSHU 2014 : ONE PIECE Ride Cruise ~FOR THE NEW WORLD~

Huis Ten Bosch นอกจากจะเป็น Theme Park สไตล์เนเธอแลนด์แล้ว ก็ยังมีอีกมุมหนึ่งซึ่งเป็นจุดขายของที่นี่เช่นกัน มันคือส่วนที่เป็นมุมของการ์ตูน One Piece ซึ่งเป็นมังงะที่โด่งดังมากในประเทศญี่ปุ่น รวมถึงไทยด้วยแหละ แฟนๆการ์ตูนต่างคงอดไม่ได้ที่ต้องมาตรงนี้ เพราะมันเป็นที่เดียวที่มีเรือ Thousand Sunny ให้นั่งจริงๆ

20141203-PC038822
20141203-PC038821
20141203-PC038820
20141203-PC039078

ส่วนของ One Piece จะเป็นส่วนที่ต้องใช้ตั๋วเข้าประตูใหญ่มาแตะเข้าอีกครั้ง พอเดินเข้าไปตรงที่เป็นส่วนจัดแสดงของ One Piece จะมีร้านขายของพวก Merchandise ซึ่งเป็นจุดสำหรับซื้อตั๋วขึ้นเรือด้วย

เรือ Thousand Sunny จะเปิดให้ขึ้นเป็นรอบเวลาโดยจะมีรอบประมาณทุกหนึ่งชั่วโมง ก็ต้องกะเวลาให้ดีๆ เพราะเวลาค่อนข้างจำกัด

20141203-PC039056

 

20141203-PC039051

ตรงนี้แหละคือร้านขายตั๋วขึ้นเรือ และ Merchandise มีนางเงือกเคมี่ต้อนรับอยู่ด้านหน้า

20141203-PC038835

พอได้ตั๋วขึ้นเรือแล้วก็พร้อมลุย !!

20141203-PC039050

ออกจากร้านก็เดินไปที่เรือได้เลย อยู่ฝั่งตรงข้ามเยื้องๆกัน

20141203-PC03901320141203-PC039012

Thousand Sunny จะออกเดินทางเป็นรอบๆ โดยเริ่มรอบแรกตอน 10 โมง และไปจบที่รอบ 5 โมงเย็น โดยที่จะไม่มีรอบเที่ยง ค่าเข้าถ้าจำไม่ผิดคือ 1,100 เยนต่อคน (อาจจะขึ้นราคาได้เรื่อยๆ)

คำแนะนำตรงนี้คือให้รีบขึ้นเรือไปถ่ายรูปเสียก่อน เพราะมีเวลาจำกัด ส่วนรูปภายนอกค่อยมาถ่ายทีหลังได้

20141203-PC03900920141203-PC038860

นอกจากนั้นยังมีเรือ Mini Merry ให้เช่าถีบเล่นอีกด้วย

20141203-PC038859

ใกล้ๆเรือก็จะมีน้องมูมอร์ทำหน้าน่ารักลอยอยู่

20141203-PC038861

พอเข้าไปภายในเรือสิ่งแรกที่เจอคือร้านขายของที่ระลึก มีทั้งแบบที่เป็น “Ship Only” คือมีขายแต่ในเรือ และแบบธรรมดาที่ไปซื้อร้านข้างนอกได้

20141203-PC038864

มีมุมตู้หมุนไข่จำนวนมาก เสียดายที่ไม่มีเวลาเล่นเลย

20141203-PC038865 20141203-PC038867

เริ่มแรกเลยเป็นส่วนของยูซุป

20141203-PC038869

ต่อไปก็เป็นส่วนของซันจิ พ่อครัวตัวแสบ

20141203-PC038870

ดูเหมือนจะมีขายอาหารบนเรือด้วย แต่เราไม่ได้ซื้ออะไร (เวลาน้อย)

20141203-PC038868 20141203-PC038873

นอกจากนั้นก็มีห้องนั่งเล่น และปืนใหญ่ประดับอยู่

20141203-PC038872 20141203-PC038881

ส่วนต่อมาเป็นมุมของ โทนี่ โทนี่ ช๊อปเปอร์ ! เจ้ากวางสุดน่ารัก

20141203-PC038882 20141203-PC038883 20141203-PC038884

แอบมีมุมขายของอีกแล้ว แต่ไม่รู้ว่าไก่ย่างกับไอติม One Piece นี่จะหากินได้ที่ไหน (เดิมเข้าใจว่ามีร้านอาหาร One Piece ด้วย แต่ปิดตัวไปแล้ว)

20141203-PC038886

คนที่ไม่มีมุมของตัวเอง แต่ยืนคิดอยู่คนเดียวก็คือสาวน้อยนิโก้ โรบิน

20141203-PC038888

ก่อนออกจากห้องใต้เรือไปข้างนอกก็เจอตรา Thousand Sunny

20141203-PC038891

พอออกมาข้างนอกแล้วหันหลังไป เห็นใครยืนอยู่ข้างบนนั้น

20141203-PC038893

แต่โซโรมาแอบอยู่ข้างๆเรือทำไม เก็บตัวเหมือนเดิม

20141203-PC038900 20141203-PC038901

ขึ้นมาที่ดาดฟ้านด้านหลังเพื่อกับเจ้าบรูคกระดูกผี

20141203-PC038902 20141203-PC038904

ในห้องด้านหลังคงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากนามิ

20141203-PC038903 20141203-PC038968

นามิอยู่กับอาหารมากมายที่ซันจิเตรียมไว้ให้ และก็ทากสื่อสาร เดนเดน มูชิ

20141203-PC038913

ตรงด้านหลังมีห้องเข้าไปไม่ได้ และแอบเห็นต้นส้มของนามิ ที่เป็นตัวแทนของเบลเมล

20141203-PC038970

ดูกันชัดๆอีกมุม

20141203-PC038944

 

20141203-PC038947

จากด้านหลังมาสู่ด้านหน้าเรือกันบ้าง มีเฟรงกี้ยืนประจำการอยู่

20141203-PC038932 20141203-PC038933

ใครอยากลองขับเรือ Thousand Sunny นี่แหละคือโอกาสของจริงแล้ว :D

20141203-PC038914 20141203-PC038915

และที่ขาดไม่ได้ คงเป็นคนนี้ ลูฟฟี่ ดี มังกี้ V 2.0

20141203-PC038939

เอาล่ะ พาทัวร์รอบเรือแล้ว ทีนี้ก็ได้เวลาออกเดินทาง

20141203-PC038938

เจ้า Thousand Sunny จะออกเดินเรือไปในอ่าว และวนกลับมา ใช้เวลาประมาณ 20 นาที

20141203-PC038942

พอออกเรือไปแล้วจะเห็น Huis Ten Bosch อยู่ไกลๆแบบนี้

20141203-PC038852

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว พอเรือกลับมาเทียบท่า พนักงานก็จะมาไล่เราลง T-T

ความฝันจบลงในเวลาอันรวดเร็ว

20141203-PC038842

ถึงตอนนี้ค่อยมาถ่ายรูปเรือข้างนอกให้หนำใจ ไม่มีกำหนดเวลา

20141203-PC039043
20141203-PC039042
20141203-PC039048
20141203-PC039041
20141203-PC039047
20141203-PC039038
20141203-PC039045
20141203-PC039039
20141203-PC039040
20141203-PC039044
20141203-PC039046

ตอนนี้ก็มาไล่เก็บตัวละครที่อยู่ข้างนอกเรือกันบ้าง

20141203-PC03905220141203-PC039055

ตาทราฟังก้า ลอว์ มาแอบอยู่ในร้านขายของที่ระลึก

20141203-PC038833 20141203-PC038834

กัปตันคิดยืนอยู่ที่ทางเดินสักที่ หาไม่ยาก

20141203-PC038829

ใกล้ๆกับเจ้าคิด มีอะไรสักอย่างที่เหมือนโรงหนังอยู่

20141203-PC039082 20141203-PC039083

ข้างในมีเรือ Thousand Sunny ย่อส่วนกับหีบสมบัติ

20141203-PC039085

ไกลลิบๆตรงร้านอาหารมีเจ้าลาบูนอยู่

20141203-PC038823

ที่ใหญ่มากจนน่าประทับใจคือแฟรงกี้โชกุน ตัวใหญ่มากๆจนอยากเอาเข็มไปจิ้มให้แตก

20141203-PC039077 20141203-PC039071

นอกจากนั้นตรงร้านขายของฝากจะมีตู้ให้หยิบตุ๊กตาด้วย แต่เนื่องจากเราเล่นไม่เป็น เลยไม่เสียตังฟรีจะดีกว่า

จากที่ไปเก็บมาทั้งหมด เทียบกับรีวิวที่อ่านๆมาจาก Pantip ดูเหมือนจะขาด บาโทโลเมียว คุมะ กับเรือของมิฮอค  ตัวคุมะนี่ไม่น่าจะพลาด อาจจะถูกเอาออกไปแล้ว แต่เรือของมิฮอคอาจจะคลาดสายตาไปเองก็ได้

หวังว่าโพสนี้จะเป็นประโยชน์กับแฟนๆ One Piece คนอื่นๆที่อยากไปสัมผัส ขอรับรองว่าท่านจะไม่ผิดหวังแน่นอน

Love Live One Piece !!!

KYUSHU 2014 : HUIS TEN BOSCH, NAGASAKI

สถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งซึ่งเป็น highlight ลำดับต้นๆของคิวชูอีกแห่งนึงก็คือ Huis Ten Bosch สถานที่ซึ่งเป็น Theme Park ที่จำลองบรรยากาศของประเทศเนเธอแลนด์ โดยที่ในช่วงปลายปี จะมีการจัด Light Up ตอนกลางคืนด้วย


HIUS TEN BOSCH

เบอร์โทรศัพท์ : 0570-064-110

เปิดตลอดปี แต่เวลาต่างกัน ต้องตรวจสอบที่เวบไซต์ http://english.huistenbosch.co.jp/

ค่าเข้าชมมีหลายแบบ และปรับเปลี่ยนได้เรื่อยๆ เชคที่ http://english.huistenbosch.co.jp/guide/passport/

 


20141202-PC028540

การเดินทางไป Huis Ten Bosch ทำได้สะดวกทั้งทางรถยนต์และทางรถไฟ สำหรับรถยนต์ก็ขึ้นทางด่วน Kyushu Expressway แล้วไปแยกเข้า Nagasaki Expressway หรือถ้าไปรถไฟ ก็มีรถไฟขบวน JR LTD. EXP HUIS TEN BOSCH วิ่งตรงจาก Hakata Station ที่ Fukuoka  ในเวลาไม่ถึงสองชั่วโมงดี

แน่ล่ะ ทริปนี้เราเช่ารถขับก็ต้องไปด้วยรถยนต์อยู่แล้ว และเราก็เลือกโรงแรม Okura Hotel Huis Ten Bosch เป็นที่พักในคืนนี้ ตัวโรงแรมนั้นตั้งอยู่ติดกับสถานีรถไฟ และติดกับทางเข้า Huis Ten Bosch  ก็ต้องเรียกว่าเป็น Perfect Hotel สำหรับการมาเที่ยวตรงนี้แหละ  คือถ้าเทียบราคากับโรงแรมอื่นแล้ว อันนี้จะอยู่กลางๆ ไม่แพง และที่แน่ๆไม่ถูก

20141203-PC039148

ถ้าเดินทางมาโดยรถไฟ ก็แค่ข้ามสะพานหน้าสถานีรถไฟมา ก็ถึงโรงแรมแล้ว

20141203-PC039151

เชื่อว่าคงไม่มีใครพลาดมุมนี้ ตัวโรงแรมดูสวยงามจริงๆ และเข้ากับ Theme ของตัวสวนสนุกได้เป็นอย่างดี  ถึงแม้โรงแรมนี้จะใหญ่โต แต่ก็อย่าได้วางใจ เพราะมันมักจะเต็มก่อนเวลา ใครอยากไปให้จองแต่เนิ่นๆเลย ยิ่งถ้าเป็นหน้าท่องเที่ยวนี่ยิ่งต้องรีบ

20141203-PC039146

สำหรับเราที่เป็นแขกของโรงแรม จะมีที่จอดรถให้สบายๆหน้าโรงแรมเลย ส่วนหน้าโรงแรมก็ดูดีมากๆ

20141203-PC03874520141203-PC038746

นอกจากโรงแรมจะอยู่ใน Perfect Location แล้ว ยังต้องยอมรับอีกว่า อาหารเช้าของที่นี่เป็นเลิศจริงๆ  มีเสิร์ฟเมลอนญี่ปุ่นหอมหวานไม่อั้น เรานี่หยิบกันสี่ห้ารอบเลยครับ  แล้วอีกอย่างก็มีข้าวธัญพืชและผงโรยข้าวแบบนี้ ซึ่งบอกตรงๆว่าชอบสุดๆ ถึงขนาดต้องหาซื้อผงโรยข้าวกลับบ้านด้วย

ความดีของโรงแรมยังไม่จบแค่นี้ เพราะมันมีร้าน Family Mart อยู่ข้างล่างจ้า เหมือนกับโรงแรมใน Takachiho เลย สุดยอด Life Saving เวลาอยากกินข้าว ขนมและน้ำในราคาย่อมเยา

20141202-PC028549

ห้องที่เราจองเป็นห้องแบบ Double/Twin ธรรมดาๆ และไม่ได้มีวิวอะไร แต่ที่โรงแรมก็มีห้องใหญ่ๆสำหรับครอบครัว หรือห้องที่มีวิวสวยๆให้เลือกสรร ในราคาที่เพิ่มขึ้นนะ เอาจริงๆแค่ห้องแบบนี้ก็หรูสุดๆในทริปแล้วจ้า

20141202-PC028546

เนื่่องจากเราเป็นแขกของโรงแรม จึงได้สิทธิในการซื้อตั๋วเข้า Huis Ten Bosch แบบ 1.5 วัน ที่จะเริ่มจาก 15:00 ของวันแรก และวันถัดไปเต็มวัน ส่วนนักท่องเที่ยวปรกติ จะไม่ได้สิทธิแบบนี้ ต้องซื้อตั๋วเป็นแบบ 1/2/3 วัน

20141202-PC028553

พอได้ตั๋วแล้วก็จงอย่าช้า รีบเข้าไปชมโดยพลัน โดยเดินจากโรงแรมห้าสิบเมตรก็ถึงประตูทางเข้าของสวนสนุกแล้ว

20141202-PC02855520141202-PC028554

สำหรับที่ขายตั๋วปรกติจะใหญ่โตแบบนี้ แต่ก็นึกไม่ออกเหมือนกัน ว่าจะมีวันไหน ที่มีคนเข้าชมล้นหลามจนบูทขายตัวเปิดใช้เต็มพิกัดไหม

20141203-PC038755

ผ่านเข้าส่วนตรวจตั๋วมาก็เจอกับ Mascot ที่เป็นดอกทิวลิป แต่ช่วงนี้คงไม่มีให้ดูอ่ะนะ

20141202-PC028561

นอกจากนั้นก็มีกังหันลม ทำให้มีความรู้สึกว่าเหมือนได้ไปเหยียบเนเธอแลนด์ยังไงยังงั้น

20141203-PC039144

20141203-PC039142

ด้านหน้ายังมี Teddy Bear Museum ให้แวะดูประวัติความเป็นมาของหมีเทดดี้อีกด้วย

20141202-PC028566
20141202-PC028565
20141202-PC028578
20141202-PC028570

ช่วงนี้เป็นช่วงปลายปีเลยมีการจัดแต่งบ้านซานตาครอสด้วย นอกจากนั้นยังมี Snowman และรองเท้าไม้สัญลักษณ์ของคนดัชท์อีกด้วย

20141202-PC028584

ผ่านเข้าไปอีกก็จะมีหอนาฬิกา

20141203-PC038788 20141203-PC038789

แต่ที่ขาดไม่ได้คือการนั่งเรือเที่ยวชมด้านใน เพราะใน Huis Ten Bosch มันกว้างมากๆ เราจึงเลือกที่จะนั่งเรือจากด้านหน้า ไปถึงด้านหลัง เพื่อประหยัดแรงขา และด้วยความที่ตอนเราขึ้นเรือมันเช้ามาก ทั้งเรือจึงเป็นของพวกเรา ไม่มีคนอื่นมาด้วยเลย เราเลือกที่จะไปนั่งท้ายเรือที่เป็น Open Air ซึ่งพบว่ามันยอดมาก ได้รูป Selfie สวยๆมาหลายรูป

20141203-PC038817นั่งเรือจนไปถึงด้านหลังเพื่อเข้าดูวิวจากหอคอย

20141203-PC039092 20141203-PC039089 20141203-PC039098

วิวก็สวยโอเคอยู่ มองเห็นสวนสนุก ท่าเรือ และโรงแรมที่เป็นวิลล่า

20141203-PC039101

นอกจากเรือแล้ว ภายในก็มีรถไฟรับส่งวิ่งเสียด้วย แต่ไม่ได้ขึ้น ไม่แน่ใจว่าเปิดให้ขึ้นตรงไหนยังไงบ้าง

20141203-PC039138

และก่อนที่เราจะไปถึงงาน Light Up เราก็ไม่ลืมที่จะแวะชมใบไม้แดงในนี้ด้วย ซึ่งก็มีประปราย

20141202-PC028587พอท้องฟ้ามืดลง ก็ได้เวลาเตรียมตัวเอนจอย Light Up แล้ว เนื่องจากตอนนี้เป็นช่วงเข้าหน้าหนาว แค่ห้าโมงเย็นก็เริ่มมืดแล้ว

20141202-PC028645
20141202-PC028637
20141202-PC028599
20141202-PC028605
20141202-PC028590
20141202-PC028615
20141202-PC028607
20141202-PC028620
20141202-PC028617
20141202-PC028635
20141202-PC028613
20141202-PC028725
20141202-PC028656
20141202-PC028727

ตัว Light Up นั้นทำได้ค่อนข้างดี คนเดินดูเพียบเลย จะติดก็แค่อากาศที่หนาวมากกกกกก เนื่องจากอาทิตย์ที่เราไปเกิดอากาศแปรปรวนทั่วญี่ปุ่น วันแรกที่เราไปถึงอุณหภูมิประมาณ 20 สบายๆ และวันต่อมาก็มีความกดอากาศต่ำมาจากเมืองจีน ทำให้อุณหภูมิลดลงเกิน 10 องศาภายในไม่กี่วัน  วันที่เราอยู่ Huis Ten Bosch นี่เจอไป 2 องศา  เราไม่ได้เตรียมเสื้อหนาวและอุปกรณ์อื่นๆไปรองรับอากาศระดับนี้ ก็มือชา เท้าชากันไป

หลังจากช่วงที่เราไป จำได้ว่ามีหิมะตกในภูมิภาคคิวชูด้วย และมีบางคนไปเจอหิมะในภูมิภาคอื่นแบบ Surprise ทำให้ขับรถไม่ได้อีกด้วย

20141202-PC028707 20141202-PC028669

ตกค่ำๆก็จะมีการเดินพาเหรดซะหนึ่งรอบ ก็แนะนำให้ไปดักหาจุดที่ถ่ายรูปได้สวยๆซะก่อนเลย

20141202-PC028720

ตอนนี้เราก็ขอลาไปเท่านี้ แต่การเที่ยว  Huis Ten Bosch ของเรายังไม่จบลง ตอนต่อไปเราจะแนะนำจุด Climax ของทริป (สำหรับคนวางแผน) นั่นก็คือการไปขึ้นเรือ Thousand Sunny  เรือของโจรสลัด  Straw Hat Pirates จากการ์ตูนเรื่อง One Piece จ้า

KYUSHU 2014 : KUMAMOTO เมืองแห่งคุมะมง

คนร้อยทั้งร้อยที่มาเยือนคิวชูคงไม่มีใครพลาดไม่ได้แวะมา Kumanoto เมืองชื่อดังในแถบนี้

บึ่งรถจาก Takachiho มาทั้งบ่าย ก็เพื่อจะมาเจอรถติดใน Kumamoto  โดยเฉพาะเมื่อไฟแดงมันถี่ยิ่งกว่า 7-11 เสียอีก เป็นสิ่งที่บอกว่าการขับรถในเมืองใหญ่ของญี่ปุ่นนั้นควรหลีกเลี่ยงด้วยประการทั้งปวง

พอมาถึง Kumamoto เราก็ออกไปจัดอาหารทันที อย่างแรกนั้นคือ… MK สุกี้นะคร้าบบบบ

20141201-PC018245

ผิดๆๆๆๆๆ ไม่ใช่ดิ มาจากเมืองไทยเพื่อกิน MK  นี่มันล้อเล่นกันชัดๆ

เอาใหม่ เรามาเพื่อสิ่งนี้จ้า

20141201-PC018247

Ichiran Ramen ราเมนข้อสอบ สุดฮิตของคนไทยนะฮาว์ฟฟ รอบนี้พาคุณพ่อคุณแม่มาลองโดยเฉพาะ

20141201-PC018260
20141201-PC018254
20141201-PC018264
20141201-PC018256
20141201-PC018255
20141201-PC018253
20141201-PC018263
20141201-PC018251
20141201-PC018248
20141201-PC018262

โชคดีมากที่ตอนไปทานร้านไม่แน่นเหมือนสาขาในโตเกียว พอเลือกคูหากันได้ เราตั้งใจทำข้อสอบกันมากๆ แต่ละคำตอบที่กาลงไปในกระดาษคิดแล้วคิดอีก  และถ้าไปกินอย่าลืมใส่ความเผ็ด > 10X ด้วยนะ คนไทยกินยังไงก็ไม่รู้สึก

ผลสอบก็คือได้เต็มทุกคนนะ เต็มพุงสุดๆ

20141201-PC018284

ยัง ยังไม่พอ กินของคาวแล้วต้องต่อด้วยของหวาน ร้านที่เล็งไว้คืออามามิยะ ที่ตั้งอยู่ในย่าน Kamitori Shopping Arcade


 

Amamiya (あまみや)

เบอร์โทรศัพท์ : 0963-23-1136

ร้านนี้เปิดทุกวันตั้งแต่ 11:30 น.

วันจันทร์ปิดเร็วหน่อย ปิด 18:00 น.

วันอังคาร-พฤหัสและวันอาทิตย์ ปิด 22:00 น.

ส่วนวันศุกร์กับเสาร์ปิด 23:00 น

 


 

เราเดินหาร้านอยู่แป๊บนึง ไม่เจอสักที เลยตัดสินใจถามเด็กนักเรียนแถวนั้น น้องๆเค้าก็พาเดินไปส่งหน้าร้านซึ่งห่างจากจุดที่เรายืนไป 20 เมตร และเดินผ่านมาแล้วสองรอบ ที่เราหาไม่เจอเพราะหน้าร้านเป็นอย่างที่เห็น ไม่มีอะไรอ่านออกสักอย่าง

20141201-PC018272
20141201-PC018270
20141201-PC018271
20141201-PC018273

เมนูของร้านนี่น่ารักดี ชวนให้อยากกินไปซะทุกอันเลย เสียดายที่เรามีโอกาสลองแค่ครั้งเดียว

20141201-PC018276 20141201-PC018277

นอกจากหน้าตาดีแล้ว ยังอร่อยมากกกๆอีกด้วย ถ้ามีโอกาสกลับไป ร้านนี้ต้องอยู่ในลิสต์แน่นอน

พอกินกันอิ่มแล้ว ก็พากันเดินออกมาชื่นชมย่าน Arcade ที่ใหญ่ที่สุดใน Kumamoto ที่ชื่อว่า Kamitort และ Shimotori

20141201-PC018265

ต้องยอมรับว่าย่าน Arcade ของญี่ปุ่นนี่มันน่าเดินกว่าของไทยมาก ด้วยความกว้าง และลักษณะพื้นที่  รวมถึงความหลากหลายของสินค้า ตอนนี้เราแยกกันเดิน โดยผู้หญิงไปร้าน ส่วนผู้ชายก็ไปร้าน ABC-MART

20141201-PC018285

เดินอยู่พักนึง เสียเงินกันไปพอหอมปากหอมคอ ก็เดินกลับโรงแรม โดยเราพักที่โรงแรม toyoko-inn สาขา Kumamoto-jyo Toricho Suji ซึ่งอยู่ใกล้ย่าน Arcade และ Kumamoto Castle มากๆ  เวบของโรงแรมก็นี่เลย http://www.toyoko-inn.com/e_hotel/00126/

20141201-PC018287

ห้องหับก็ใช้ได้ นอนสบายตามมาตราฐาน

20141202-PC028289

วันต่อมาเราออกเดินทางแต่เช้า เพื่อไปเยี่ยมชมสถานที่สำคัญของเมือง นั่นก็คือ Kumamoto Castle

20141202-PC028291

ไหนๆมาถึงเมืองแล้วไม่นั่งรถรางของเค้าก็เสียดาย เราเลยประหยัดพลังโดยนั่งรถรางเสียหนึ่งป้าย

20141202-PC028516

จากนั้นก็ลงและเดินไปยังทางเข้า ซึ่งก็ไกลจากป้ายรถรางพอสมควร

20141202-PC028295

ช่วงนี้ต้นซากุระ (คิดว่านะ) ใบโกร๋นมาก ไม่เหลืออะไรให้ดูแล้ว

20141202-PC028297

พอเข้าประตูไป เราก็ต้องหาทางเดินไปยังหน้าปราสาท ซึ่งก็อ้อมไกลอยู่  นึกถึงแต่ก่อนตอนรบกัน ฝ่ายเข้าตีปราสาทนี่คงเหนื่อยสุดๆ กว่าจะเข้าถึงด้านในได้

20141202-PC02844120141202-PC028435

ข้างหน้าปราสาทมีซามูไรยืนต้อนรับเราอยู่ด้วยหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส และนอกจากนั้นยังมีเจ้าตุ๊กตาปราสาทคุมาโมโต้ เดินป้วนเปี้ยนไปมาให้ถ่ายรูปอีกด้วย เจ๋งไปเลย

20141202-PC028303

และถ้าไม่ได้ถ่ายภาพมุมมหาชนอันนี้มาคงรู้สึกผิดเหมือนกัน เค้าจัดมุมไว้ให้ดีมาก เอาใจนักท่องเที่ยวสุดๆ

20141202-PC028452

แต่เอาจริงๆแล้ว มุมที่สวยที่สุดกลับเป็นมุมนี้ ที่มีใบแปะก๊วยสีเหลืองอร่ามร่วงอยู่เต็มพื้นที่

20141202-PC02849820141202-PC028514

เราเข้าไปชมข้างในตัวปราสาท แล้วมองออกมาเห็นลานตรงนี้ ที่มีใบแปะก๊วยอยู่เต็มไปหมด เลยเล็งทางเดินไว้ แล้วแวะมาตอนขากลับ บอกได้อย่างเดียวว่ามันสวยเวอร์ๆ

20141202-PC028519

เอาล่ะ ตอนนี้ใกล้จะเที่ยงแล้ว ท้องร้องหนักมาก เลยได้เวลามุ่งหน้าสู่ร้านที่เล็งไว้เพื่อทานข้าวกลางวัน


Katsuretsu Tei 

ร้านนี้เปิดบริการทุกวันตั้งแต่ 11:30 – 22:00 น. เซตมื้อกลางวันสั่งได้ถึง 16:00 น.
มี 2 สาขา คือ HQ และ สาขา Minamikumamoto

http://foodpassports.blogspot.com/search/label/Location%3A%20Japan%20-%20Kumamoto

http://katuretutei.jimdo.com/%E5%BA%97%E8%88%97%E6%83%85%E5%A0%B1-%E5%8D%97%E7%86%8A%E6%9C%AC%E5%BA%97/


20141202-PC028522

Katsuretsu Tei  อยู่ไม่ไกลจากปราสาทมากนัก เดินมาสักสิบนาทีก็ถึง เรารีบมาตอนร้านเปิดใหม่ๆ ก่อนช่วงที่คาดว่าคนส่วนใหญ่จะเข้ามา

20141202-PC028526

20141202-PC028528

เนื่องจากร้านพึ่งเปิดไม่ถึงสิบนาที คนเลยยังไม่เยอะ เราก็เลือกโต๊ะที่มุมดี ดูนั่งสบาย และก็เริ่มพยายามดูว่ามีอะไรน่ากินบ้างในเมนู

20141202-PC028534
20141202-PC028531
20141202-PC028529
20141202-PC028532
20141202-PC028538
20141202-PC028533

เนื่องจากไม่ได้เป็นเซียนทงคัตซึ แต่ก็ยังบอกได้ว่าร้านนี้อร่อยสมชื่อ กินจนจุกเลย 555

หลังจากกินเสร็จ เราก็ต้องโบกมือบ๊ายบายคุมาโมโต้ สู่จุดหมายถัดไป..

KYUSHU 2014 : TAKACHIHO GORGE, MIYAZAKI เพชรเม็ดงามแห่งคิวชู

สำหรับที่พักในเมือง Takachiho เราเลือก Hotel Grateful Takachiho ซึ่งน่าจะเป็น Business Hotel เพียงอันเดียวในเมืองเล็กๆที่ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยว ที่พักอื่นๆในเมืองนี้ส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะของเรียวกังไม่ใช่โรงแรม ทำให้มีราคาค่อนข้างสูงเกินจากงบประมาณที่ตั้งไว้ นอกจากนั้น ในเมืองที่ค่อนข้างเล็กเช่นนี้ การที่โรงแรมมีร้าน Family Mart ตั้งอยู่ที่ชั้นล่างติดกับตัวโรงแรม  ถือเป็น Killer Point ที่ทำให้เราตัดสินใจเลือกโรงแรมนี้อย่างง่ายดาย

20141130-PB307844


Hotel Grateful Takachiho (ホテル グレイトフル高千穂)

เบอร์โทรศัพท์ : 0982-72-4111

มีที่จอดรถ และมีร้าน Family Mart อยู่ชั้น 1 ของโรงแรม

http://takachiho-kanko.info/en/stay/index.php#main

http://www.h-takachiho.com/ (เวบของโรงแรมเป็นภาษาญี่ปุ่น)


การจองโรงแรมสามารถทำได้ผ่านระบบ Online ที่เวบของโรงแรมโดยตรง ลำบากเพียงแค่มันเป็นภาษาญี่ปุ่นทั้งหมด

เราพยายามใช้ Google Chrome กดจองอยู่นานแต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะบางทีพอแปลภาษาออกมาแล้วทำให้เวบมันอ่านได้ แต่กดไม่ได้ สุดท้ายต้องพึ่งเพื่อนชาวญี่ปุ่นช่วยจองให้แทน

20141130-PB307720

ห้องของโรงแรมค่อนข้างมาตราฐาน สมกับราคาและความคาดหวัง พอเชคอินเสร็จท้องก็เริ่มหิวหนัก เพราะไม่ได้กินข้าวมาจาก Aso ทำให้ร้าน Family Mart กลายเป็นตัวช่วยชีวิตอีกครั้ง เราลงไปซื้อข้าวแบบจัดเต็มขึ้นมากินบนห้อง อิ่มสบายไปอีกมื้อ

เนื่องจากเรามีโปรแกรมต้องไปดูโชว์ตอนทุ่มครึ่ง จึ่งต้องรีบกินรีบแต่งตัว และมุ่งสู่ Takachiho-jinja

20141130-PB307727

การแสดงที่เราจะไปดูเค้าเรียกว่า Yokagura (夜神楽)  หรือ Kagura Dance ซึ่งเป็นการแสดงแบบพื้นบ้าน เพื่อแสดงความเคารพต่อ Shinto God

20141130-PB307757

การแสดงจะมีทุกวัน เริ่มตั้งแต่เวลา 2 ทุ่มเป็นต้นไป มีค่าเข้าชมคนละ 700 เยน และสามารถซื้อบัตรได้ที่หน้างานเลย

เราก็คิดว่า การแสดงแบบนี้ ในจังหวัดที่อยู่ห่างไกลคงจะไม่ค่อยมีคน แต่ที่ไหนได้ ตอนเราไปถึงเกือบสองทุ่ม มีคนนั่งอยู่เต็มเพียบครับท่าน เรียกว่าแทบไม่มีที่เหลือให้นั่งแล้วด้วยซ้ำ สุดท้ายเลยต้องนั่งดูตรงเกือบประตูทางเข้า ไกลมาก T_T  ก็เลยขอเตือนก่อน ว่าถ้าอยากดูแบบติดเวที ควรรีบไปก่อนเวลา ซัก 1 ทุ่มครึ่ง น่าจะดีกว่า

20141130-PB307737

ดูจากรูปเอาเองละกัน ว่าคนเยอะแค่ไหน กางเต็มพื้นที่ห้องโถงเลย

20141130-PB307805
20141130-PB307756
20141130-PB307831
20141130-PB307775

การแสดงยาวประมาณ 1 ชั่วโมง แบ่งเป็น 4 ช่วง ดูเพลินๆ ไม่ได้มีสาระอะไร (เพราะฟังไม่รู้เรื่อง) ตอนท้ายมีติดทะลึ่งนิดๆ

20141130-PB307841

พรุ่งนี้เราจะย้อนกลับมาดูตัวศาลเจ้าอีกครั้ง ส่วนวันนี้พอจบการแสดง เราก็ขับรถกลับที่พักไปนอนเอาแรง

ข้ามมาเช้าวันถัดไป เราก็มุ่งหน้าสู่ Takachiho Gorge เพื่อพายเรือชมน้ำตก ซึ่งถือเป็นเพชรเม็ดงามในการมาเที่ยวคิวชูรอบนี้เลยทีเดียว


Takachiho Gorge (高千穂峡)

เบอร์โทรศัพท์ : 0982-72-2269

มีที่จอดรถแต่ไม่เยอะและเก็บเงินค่าจอด ควรรีบไปแต่เช้าที่สุดเท่าที่ทำได้เพราะที่จอดอาจจะเต็ม และเรือเช่ามีไม่มาก ถ้าเรือหมดต้องรอคิวนาน

นอกจากนั้น ถ้าน้ำในลำธารน้อยไปหรือเชี่ยวไป เค้าจะปิดบริการอีกด้วย

ปล. สำหรับคนว่ายน้ำไม่เป็น และกลัวจมน้ำตายเพราะเรือคว่ำ >>> น้ำตื้นมากๆ ไม่ต้องกลัวจมน้ำตายหรอก และน้ำโคตรจะนิ่ง  ถ้าใครตกน้ำได้นี่เหลือเชื่อสุดๆ

ค่าเช่าเรือ 30 นาที 2000 เยน เรือขึ้นได้มากสุดลำละ 3 คน

เปิด 8:30 -16:30 แต่ช่วงหน้าร้อนเปิด 7:30 -18:00

http://takachiho-kanko.info/en/sightseeing/

http://takachiho-kanko.info/en/

http://www.japan-guide.com/e/e8050.html


20141201-PC018121

ตามที่วางแผนมาเราจะไปถึง Takachiho Gorge เช้ามาก เพราะโรงแรมเราอยู่ใกล้ๆ ขับรถไปสิบนาทีก็ถึง :D

ถึงจะไปเช้าอย่างไร ก็จะมีคนไปเช้ากว่าเราเสมอ ที่จอดรถเต็มไปสัก 70% แล้วตอนไปถึง ดังนั้นเราจึงรีบลงไปตรงจุดเช่าเรือพายทันที

20141201-PC018138

บรรยากาศจากด้านบนก็ยังสวย แต่เดี๋ยวเราจะได้สัมผัสบรรยากาศแบบใกล้ๆ Ring Side เลยทีเดียว

20141201-PC018130

ตอนแรกก็พายเรือไม่ค่อยเป็น พายยังไงก็ไม่ไป แต่ใช้เวลาสักพักก็เริ่มเรียนรู้และทีนี้เราก็พร้อมแจวสู่น้ำตก

20141201-PC018075

ถ้าไปในช่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสีพอดี หุบเขานี้ก็จะมีใบไม้สีแดงแซมๆ ทำให้ได้วิวที่สวยมากๆ

แต่ถึงใบไม้จะยังเขียวๆอยู่ วิวที่ได้เห็นก็สุดจะบรรยาย ถ่ายภาพมายังไงก็ไม่สวยประทับใจเท่า

20141201-PC018001

เราพายผ่านน้ำตกไปอีกด้าน แล้วก็ย้อนกลับมา จำได้ว่าใช้เวลาไปนานมาก คนที่ลงเรือมาพร้อมๆกับเราเค้าคงขึ้นฝั่งหมดแล้ว แต่เราเสียเวลาเรียนรู้วิธีพายเรือไปหนึ่งยก แถมพอพายเป็นแล้วก็ต้องเรียนรู้วิธีเบรก วิธีเลี้ยว วิธียูเทิร์นเรืออีก

มุมอีกด้านนึงก็สวย แต่ไม่เท่ามุมแรก

20141201-PC018063

ในลำธารก็มีเป็ดน้อยเต็มไปหมด และมีนักท่องเที่ยวกลุ่มนึง ซื้อขนมมาเลี้ยงเป็ด เราเลยรีบพายไปใกล้ๆเค้า เพราะจากที่เห็น เป็ดทั้งบางพากันว่ายมารุมเรือลำนั้นอย่างรวดเร็ว ไม่รู้มันสื่อสารกันยังไงนะว่าตรงนี้มีของกิน

20141201-PC018026

ไม่มีเป็ดตัวไหนสนใจเราเลย พวกมันรีบว่ายผ่านเราไปเหมือนเป็นก้อนหินก้อนนึง ;_;

เป็ดพวกนี้มันเห็นแก่กินจริงๆเล้ยยย

20141201-PC018106

ถึงตอนนี้ก็ได้พายเรือวนไปวนมาประมาณสองรอบแล้ว เลยหันมาถ่ายภาพมุมอื่นๆ ที่ไม่ใช่น้ำตกเสียบ้าง

พอทุกคนพายเรือจนพอใจ (หมดแรง) แล้ว พวกเราก็เอาเรือไปคืน และขึ้นกลับไปข้างบนเพื่อเดินเที่ยวในบริเวณรอบๆต่อ

20141201-PC018107

20141201-PC018116

พอมาลองดูเวลาจากรูปที่ถ่าย จริงๆแล้วเราก็ใช้เวลาพายเรือไปประมาณชั่วโมงนึง แต่ถ้าจำไม่ผิด เจ้าหน้าที่เค้าก็ไม่ได้เก็บเงินเพิ่มนะ คงเพราะเป็นวันที่ไม่ค่อยมีคน และมีเรือเหลือเพียบเลย ก็หยวนๆกันไป

ระหว่างทางเดินขึ้นมาก็เจอต้นไม้แดงต้นนึง กำลังสวยพอดี

20141201-PC018129

ทางเดินด้านบนหลักๆก็จะมีจุดที่เอาไว้ชมวิวของน้ำตกเบื้องล่าง  ตรงนี้เป็นอีกจุดที่จะได้รูปมุมมหาชน ของคนไม่ยอมพายเรือ

20141201-PC018151 20141201-PC018149

ที่ประหลาดคือมีบ่อน้ำอยู่บ่อนึง ขนาดใหญ่มาก และข้างในบ่อน้ำมีปลาหน้าตาคล้ายฉลามตัวเล็กๆเพียบเลย แต่อ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ออก เลยไม่รู้ว่าเค้าพยายามจะบอกอะไร ฉลามจริงหรือปลาหน้าตาคล้ายๆ (จริงๆปลาน้ำจืดแบบนี้ น่าจะไม่ใช่ฉลามหรอก)

20141201-PC018146

เดินๆไปอีกก็เจอก้อนหินใหญ่ก้อนนึง มีเชือกผูกเอาไว้รอบ น่าจะเป็นอะไรสักอย่างที่สำคัญ

พอหมดหินก้อนนี้ ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีอะไรแล้ว เราก็เลยออกเดินทางสู่จุดหมายถัดไปที่แวะไปมาหนึ่งรอบแล้วเมื่อวาน นั่นก็คือ Takachiho Shrine


Takachiho Shrine (高千穂神社)

เบอร์โทร : 0982-72-2413

ที่จอดรถฟรี มีเหลือเฟือ ค่าเข้าฟรี

http://takachiho-kanko.info/sightseeing/detail.php?log=1336615324 (ภาษาญี่ปุ่น)

http://www.japan-guide.com/e/e8053.html


20141201-PC018171
20141201-PC018162
20141201-PC018155
20141201-PC018173
20141201-PC018168

ตัว Shrine ก็ไม่ได้มีอะไรน่าสนใจ มีแค่ตำนานของเทพเจ้าเก่าแก่ที่เล่าต่อกันมาซึ่งเราไม่ใช่คนญี่ปุ่นอาจจะไม่ค่อยอิน เลยเดินถ่ายรูปเล่นนิดหน่อยก็ออกเดินทางต่อ

ต่อจาก Takachiho Shire ยังมีอีกจุดที่เป็นสถานที่น่าไปของที่นี่ นั่นคือ Amano Iwato Shrine


Amano Iwato Shrine & Amano Yasukawara ( 天岩戸神社 & 天安河原)

เบอร์โทร : 0982-74-8239

มีที่จอดรถฟรี และไม่เสียค่าเข้าชม

http://amanoiwato-jinja.jp/ (ภาษาญี่ปุ่น)

http://www.japan-guide.com/e/e8054.html


20141201-PC018184

Amano Iwato Shrine เป็นสถานที่อีกอันที่เป็นศาลเจ้าเก่าแก่ แต่ส่วนที่น่าสนใจของที่นี่ไม่ใช่ตัวศาลเจ้า

เนื่องจากตัวศาลเจ้าอยู่ไกลออกไปจากตัวเมือง เลยต้องใช้เวลานิดนึง

ระหว่างทางเราจอดรถถ่ายรูปวิว Rays of God ได้พอดี

20141201-PC018190
20141201-PC018188
20141201-PC018187
20141201-PC018194
20141201-PC018197

ทางเข้าศาลเจ้าจะเป็นทางเดินแคบๆ สุดลูกหูลูกตา และอย่างที่บอก จุดที่ต้องไปดูคือถ้ำที่อยู่ด้านในศาลเจ้า ซึ่งต้องเดินเข้าไปอีกเยอะเหมือนกัน พอเดินมาถึงส่วนที่เป็นศาลเจ้า ก็จะมีป้ายแผนที่โดยรวมให้ดูด้วย

และดูเหมือนที่นี่จะมีความเชื่อเกี่ยวกับตำนานอันนี้เหมือนกันหมด (เรื่องเดียวกับ Kagura Dance)

20141201-PC018193

ผ่านไปเจอใบไม้แดงต้นเล็กๆ ก็อดไม่ได้ต้องเก็บภาพสวยๆมา

20141201-PC018219

ทางที่เดินเข้าไปก็ไม่ซับซ้อน มีคนเดินสวนประปราย เป็นตัวบอกว่าเรามาถูกทางแล้ว

20141201-PC018220

เดินไปจนสุดก็จะเจอถ้ำที่เป็นจุดที่มีศาลเจ้าอีกอันหนึ่งตั้งอยู่ เข้าใจว่าถ้ำอันนี้มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องเล่าโบราณด้วย

เสร็จแล้วก็เดินย้อนกลับมาทางเดิน เป็นอันเสร็จพิธี หลังจากนี้เราก็ขับรถอีกยาว เพื่อเข้าสู่เมืองหลักของคิวชูที่ชื่อ Kumamoto

KYUSHU 2014 : KUSASENRIGAHAMA, KUMAMOTO

ได้ชาร์จพลังเต็มที่มาจาก Kikuchi Gorge แล้ว เป้าหมายถัดไปก็คือ Mount Aso ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่่ยวยอดฮิตของ Kumamoto แต่ด้วยความโชคร้าย ภูเขาไฟ Aso เกิดปะทุขึ้นมาในช่วงเดือนสิงหาคมส่งผลให้เค้าประกาศปิดไม่ให้ขึ้นเยี่ยมชมปล่องภูเขาไฟอีกเลยนับจากนั้น ส่วนเวบตรวจสอบสถานะการท่องเที่ยวไปดูได้ที่ http://www.aso.ne.jp/~volcano/info.html

ถึงแม้จะรู้แล้วว่าไม่ได้ขึ้นไปดูปล่องภูเขาไฟ แต่เราก็ยังมีจุดหมายอีกอันที่อยากจะไปก็คือทุ่งหญ้า Kusasenrigahama ที่อยู่ตรงข้ามกับ Aso Volcano Museum

ระหว่างขับรถไปเราเจอหมอกลงหนามาก มีบางช่วงต้องขับรถทั้งๆที่มองเห็นแค่ไม่ถึง 10 เมตร ยอมรับว่าช่วงนั้นเกร็งมาก เพราะมองไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น

20141130-PB307622

ระหว่างทางที่ขับรถไป มีแต่ทุ่งหญ้าสีทองเต็มไปหมด และส่วนใหญ่ก็จะมีหมอกหนาอยู่ด้านหลัง ลองจินตนาการว่าหมอกพวกนั้นมันมาอยู่ตรงถนนพอดี ก็คงนึกออกว่าทำไมมันน่ากลัวมากๆ 20141130-PB307644

บางจังหวะหมอกโดนพัดออกไป ก็จะมองเห็นเมืองด้านล่างได้ชัดเจน 20141130-PB307626

ถ่ายรูปรถคู่ใจเอาไว้สักหน่อย สีถูกใจจริงๆ 20141130-PB307683

หลังจากผ่านหมอกมาอย่างหนัก เราก็มาถึง Aso Volcano Museum จนได้  ซึ่งตอนนี้ร้างมาก เข้าใจว่าพอไม่สามารถชมปล่องภูเขาไฟได้ นักท่องเที่ยวเกือบทั้งหมดก็หายไป ร้านรวงที่เคยเปิดขายก็พากันปิดหมด ตอนแรกตั้งใจว่าจะหาของกินตรงนี้ เลยผิดแผนและต้องหอบท้องว่างๆต่อไป


Kusasenrigahama (草千里ケ浜)

เวลานำทางให้ใส่เบอร์ของ Aso Volcano Museum แทน : 0967-34-2111

เปิดตลอดเวลา ไม่มีค่าเข้าชม (ก็แน่ล่ะ มันเป็นทุ่งหญ้า)

ที่จอดรถมีเยอะมาก และฟรี

http://kumanago.jp/en/spots/detail/430000000210.html


20141130-PB307667

ระหว่างนี้ก็ชื่นชม Kusasenrigahama  ในสภาพหมอกหนามาก และเฉอะแฉะ  แล้วก็ไม่เห็นมีม้ายืนเล็มหญ้าอยู่สักตัว 20141130-PB307687

ตอนนี้ยังมีเวลานิดหน่อย ก็ได้แต่เฝ้ารอว่าฟ้าจะเปิดหรือเปล่า

เมื่อทำใจได้ว่าฟ้าไม่เปิดแน่ๆ ก็คงต้องถ่ายรูปทั้งแบบนี้ เลยจัดพาโนมาซักรูป เสร็จแล้วก็ขับรถกันต่อ ได้เวลาลงเขา มุ่งสู่จุดหมายสุดท้ายของวัน

20141130-PB307707

ระหว่างทางไปก็มีจุดจอดรถให้สามารถถ่ายรูปวิวได้อีกเป็นระยะๆ 20141130-PB307706

จุดหมายถัดไป อยู่ไกลเหมือนกัน ต้องขับรถไปอีกเกือบ 2 ชั่วโมง

ตอนหน้าเจอกันที่เมือง Takachiho  ซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัด Miyazaki

KYUSHU 2014 : KIKUCHI KEIKOKU, KUMAMOTO

เช้าวันถัดมายังมีภารกิจการกินอาหารเช้าที่ Sanga Ryokan อีกหนึ่งมื้อ โดยต้องไปทานที่อาคารส่วนกลาง

พอไปถึงทางเรียวกังก็จัดอาหารและที่นั่งเอาไว้ให้พร้อมแล้ว

20141130-PB307471

อากาศที่เรียวกังตอนเช้าค่อนข้างเย็น ทำให้การอาบน้ำใน Onsen นั้นฟินสุดๆ

20141130-PB307473

อาหารที่จัดไว้ให้ก็เป็นอาหารเช้าแบบเรียบง่ายที่ไม่หนักท้อง

20141130-PB307474

อันนี้เป็นผักนึ่ง กับถั่ว

20141130-PB307493

มิโซซุป  ไม่มีอะไรพิเศษ ในชุดอาหารมีเครื่องเคียงอย่างอื่นอีกพอควร เรียกว่ากินอิ่มไม่แพ้มื้อเย็นเลย

20141130-PB307501

พอทานข้าวเช้าเสร็จ ก็ได้เวลาเชคเอาท์ และเดินทางไปจุดหมายหลักของวันนี้ นั่นก็คือ Kikuchi Keikoku


Kikuchi Keikoku (菊池渓谷)

Kikuchi Keikoku หรือ Kikuchi Gorge  เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ โดยคำว่า Gorge ถ้าแปลตรงๆก็คือช่องแคบระหว่างหุบเขาที่มีแม่น้ำไหลผ่าน ด้วยความที่ลักษณะพื้นที่ของ Gorge จะค่อนข้างชื้นและเป็นช่วงแคบๆยาวๆ ทำให้พื้นที่ส่วนนี้มักจะมีความสมบูรณ์ทางธรรมชาติขั้นสูงสุด

ที่นี่เปิดให้เข้าชมตั้งแต่ 8:30 – 17:00  ในช่วงเดือนเมษายน – พฤศจิกายน และปิด ตั้งแต่เดือน ธันวาคม – มีนาคม

ค่าเข้า  ผู้ใหญ่ 100 เยน เด็กเข้าฟรี

เบอร์โทร สำหรับใส่ใน Navigation System : 0968-25-7223

เวบไซต์เผื่อหาข้อมูล (สามอันแรกเป็นภาษาญี่ปุ่น ให้เอา Google Chrome/Google Translate แกะเอานะ)

http://kikuchikanko.ne.jp/modules/group/index.php?cid=7

http://keikoku.exblog.jp/

http://kikuchikeikoku.jimdo.com/

http://www.hellojapan.asia/en/travel-guide/kikuchikeikoku-valley.html


ด้วยความที่ถนนในแถบชนบทมักเป็นถนนเลนเดียว และบังคับวิ่งไม่เกิน 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง แถมไม่ให้แซงซะด้วย เราใช้เวลาขับรถเกือบสองชั่วโมงกว่าจะถึงจุดหมาย

ตอนหลังมาดูพบว่าที่ใช้เวลานาน เพราะระบบ Navigation System ของรถนั้นพาไปอ้อม -__-‘ จริงๆแล้วเราควรใช้เวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมงถ้าไปถูกทาง

สำหรับที่จอดรถของ Kikuchi Keikoku จะมีประมาณ 3 ที่ โดยที่มีลานจอดส่วนกลาง ที่น่าจะจอดฟรี แต่จะต้องเดินไกล และผ่านทางลาดชัน ตอนแรกเราก็ว่าจะจอดรถที่ตรงนี้ แต่ดันหลงทางหาไม่เจอ เลยได้ไปจอดรถอีกที่ ซึ่งเรียกว่าลานจอด#1 จะอยู่ใกล้ทางเข้าที่สุด ไอ้ที่ใกล้ที่สุดนี่ก็ยังต้องเดินประมาณ 300 เมตร และเสียค่าจอดประมาณ 300 เยน ถ้าไปจอดลาน#2 จะไกลกว่านี้อีกแต่ค่าจอดก็ถูกลง

ตอนเราไปถึง ฝนตกพอดี ทำให้ต้องกางร่มลุยฝนไปตลอดทาง ตอนแรกก็คิดว่าโชคไม่ค่อยดี แต่ไปๆมาๆ บรรยากาศตอนฝนตกนี่แหละ สุดคลาสสิกเลยล่ะ

20141130-PB307502

เนื่องจากเราไปเที่ยวกันวันที่ 30 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นวันทำการสุดท้าย และเลยผ่านช่วง Peak ของใบไม้แดงมาแล้ว เลยดูเงียบเหงานิดนึง

รูปนี้คือเดินจากที่จอดรถมาจนเกือบถึงทางเข้า ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม จะเห็นว่ามีเจ้าหน้าที่ใส่ชุดคลุมกันฝนคอยดูแลคนข้ามถนนอยู่

20141130-PB307504

พอข้ามถนนเข้ามาเรียบร้อยแล้ว ก็เดินผ่านป้ายแผนที่ขนาดใหญ่ โดยสามารถไปดาวโหลดแผนที่จาก http://kikuchikanko.ne.jp/modules/group/index.php?lid=63&cid=7

20141130-PB307506

เส้นทางเดินเที่ยวที่เค้าแนะนำจะมี 2 แบบคือ

1. แบบสั้น ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 30 นาที

2. แบบยาว ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 60 นาที

ถ้าใครลงทุนเดินทางมาเที่ยวถึงตรงนี้แล้ว จะเลือกเดินแค่ 30 นาทีก็คงแปลกๆอยู่นะ …

20141130-PB307510

ตรงบูทซื้อตั๋วเค้าจะมีไม้เท้าให้หยิบไปใช้ด้วย เพราะต้องเดินทางไกลและขรุขระ การมีไม้เท้าช่วยค้ำยันสักอันจะทำให้การเข้าป่าสะดวกขึ้นมาก แต่ถ้าใครแรงดีๆและทรงตัวเก่งๆเวลาเดินบนโขดหิน ไม่ต้องเอาไม้เท้าก็ได้

ระหว่างเดินเข้าไปฝนก็ยังตกตลอดเวลา ทำให้บรรยากาศอึมครึมหน่อยๆ ร้องเท้านี้เปียกเละไปหมด

20141130-PB307515

แต่บรรยากาศช่วงฝนตกปรอยๆนี่สวยจับใจเลย ถ่ายรูปมายังไงก็ไม่เหมือนของจริง เพราะไม่สามารถถ่ายทอดบรรยากาศที่เต็มไปด้วยน้ำค้างได้

20141130-PB307522

ได้ไปเดินในสถานที่แบบนี้ ทำให้รู้สึกได้ว่าชีวิตของเราช่างอยู่ห่างไกลธรรมชาติเหลือเกิน

20141130-PB307525

ทางเดินทอดยาวเต็มไปด้วยความชุ่มชื่นของต้นไม้และผืนป่า

20141130-PB307536

20141130-PB307547

ไม่ว่าจะหันไปมองทางไหน ก็เจอแต่ความชุ่มชื่นสดใสของธรรมชาติ

20141130-PB307542

20141130-PB307551

ลำธารมีน้ำตกเป็นช่วงๆ  และเนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงที่ผ่านฤดูใบไม้ร่วงมาแล้วบางส่วน ทำให้พื้นเต็มไปด้วยเศษใบไม้

20141130-PB307560

ในช่วงที่น้ำน้อยๆ เห็นว่าสามารถเดินไปเล่นน้ำตกได้ใกล้ๆ

20141130-PB307577

ต้นไม้ที่นี่ทอดยาว และดูมีอายุ  แต่ละต้นดูอยู่กันอยากสุขสงบ ปราศจากการรบกวนของผู้คน

20141130-PB307581

ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เจอแต่ต้นไม้ใบหญ้า และบรรยากาศรื่นรม

20141130-PB307587

เหมือนกับได้เข้ามาเดินในอีกโลกใบนึง ที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน

20141130-PB307596

ภาพนี้เป็นมุมที่ชอบที่สุด จำได้ว่าถ่ายมาจากส่วนที่สุดเขตสำหรับเดินเที่ยวแล้ว หลังจากนี้ไม่มีทางเดินเข้าไปอีก เราได้แต่มองและคิดว่าข้างในนั้น ที่ไม่ได้มีมนุษย์ไปรบกวน จะเป็นอย่างไรถ้าได้เห็นได้สัมผัส

20141130-PB307617

20141130-PB307620

รู้ตัวอีกทีก็ถึงทางเดินขากลับ ซึ่งเป็นทางเดินที่ไม่ได้ผ่านลำธารเหมือนขามา แต่เค้าจะให้เดินตามถนนที่ทำไว้เลียบลำธาร สำหรับคนและรถได้สัญจรไปมา

Kikuchi Gorge เป็นที่ๆไม่ทำให้เราผิดหวังเลย ถึงแม้มันจะไม่ได้มีอะไรยิ่งใหญ่ที่จะทำให้มันเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจสำหรับคนทั่วไป แต่เชื่อว่าทุกๆคนที่ได้มา จะได้ซึบซับสิ่งที่เรียกว่าธรรมชาติอย่างแท้จริง และปลดปล่อยตัวเองออกจากพันธนาการที่เรามี ที่เราใช้ชีวิตอยู่ทุกวันในประเทศไทย ที่เรียกได้ว่า อยู่ห่างไกลจากสิ่งนี้เหลือเกิน..

EUROPE 2015 : KEUKENHOF, LISSE, NETHERLANDS

หลังจากที่ได้ไปเที่ยวยุโรปมาหลายครั้ง  ก็ยังตั้งคำถามกับตัวเองเสมอว่า “เราไปเที่ยวมาพอหรือยัง?”  “เราไปทุกที่ๆเราอยากไปแล้วหรือเปล่า?” คำตอบที่ได้ยินจากในใจ หลังจากไปเที่ยวมาเมื่อปีที่แล้วคือ “ยัง เรายังไม่เคยไป Keukenhof เลย” นั่นคือต้นกำเนิดของทริปนี้ :) P4191315 Keukenhof เป็นสวนจัดแสดงดอกไม้ที่ใหญ่มากๆเป็นอันดับต้นๆของโลก และมีชื่อเสียงมากในฐานะสวนจัดแสดงดอกทิวลิป  โดยปรกติจะเปิดให้เข้าชมได้ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงกลางเดือนพฤษภาคมของทุกปี ช่วงเวลาที่มีการแนะนำให้ไปเที่ยวคือประมาณกลางเดือนเมษายน เพราะมีโอกาสที่จะเป็นช่วงที่ดอกทิวลิปกำลังจะบานมากที่สุด คล้ายๆกับการเดาเวลาไปเที่ยวชมซากุระของญี่ปุ่นนั่นแหละ ตั๋วเข้าชมสามารถซื้อ Online ได้เลยจากเวบหลัก ซึ่งมีขายทั้งแบบตั๋วเข้า Keukenhof อย่างเดียวและยังสามารถซื้อเป็นแบบ Combo Ticket ที่รวมบริการรถบัสที่วิ่งรับส่งจากสนามบิน Schiphol ได้ สำหรับคนที่พักใน Amsterdam แนะนำให้ซื้อเป็นตั๋ว Combo ไปจะดีกว่า โดยวิธีการเดินทางคือ ขึ้นรถไฟจากสถานี Amsterdam Central ไปสนามบิน Schiphol (อันนี้จ่ายเอง) หลังจากไปถึง Schiphol แล้วให้เดินไปที่จุดขึ้นรถเบอร์ 858 ที่จะพาไปสู่ประตูทางเข้า Keukenhof (ซึ่งอันนี้รวมอยู่ในตั๋ว Combo) P4191317 รถบัสน่าจะใช้เวลาประมาณ 30 นาทีจาก Schiphol ไป Keukenhof พอไปถึงปลายทางก็เดินเข้าประตูสวนได้เลย แนะนำอย่างมากให้ไปให้เช้าที่สุดเท่าที่ทำได้ เพราะนักท่องเที่ยวนี่มหาศาลจริงๆ อย่างเรานี่คือไปขึ้นรถบัสเที่ยวแรกตอน 8 โมงเช้ากันเลยทีเดียว P4191318 ข้างใน Keukenhof กว้างสุดๆ แต่ก็สามารถเดินให้ทั่วสวนได้ในครึ่งวัน สำหรับการมาที่นี่ แนะนำให้เผื่อเวลาเอาไว้ทั้งวันเลยจะดีกว่า ถ้าแบ่งเวลาไปที่อื่นด้วยก็น่าเสียดาย ภาพบรรยากาศตอนเดินเข้าสวนไปตอนเช้าๆนี่ดีมาก คนน้อยและสดชื่น ดอกไม้ยังมีหยดน้ำค้างเกาะอยู่เลย P4191376 บรรยากาศเกินบรรยายมากๆ  แต่พอหลัง 10 โมงไป พอทัวร์กับนักท่องเที่ยวกลุ่มตื่นสายเริ่มลง ก็กลายเป็นจราจลไปทันที P4191569 Theme ของการจัดสวนดอกไม้ปีนี้เป็นของ “Vicent van Gogh” เพื่อนเป็นการแสดงความเคารพให้ศิลปินเอกของเนเธอแลนด์ KEUKENHOF 22 เนื่องจากเราถ่ายรูปดอกไม้มาเยอะมาก และก็คงไม่มีคำบรรยายใดๆ ที่เหมาะสมไปกว่าความสวยงามของดอกไม้เหล่านั้น จากนี้ขอเชิญรับชมกันด้วยรูปภาพล้วนๆ KEUKENHOF 20  KEUKENHOF 18 KEUKENHOF 17 KEUKENHOF 16 KEUKENHOF 15 KEUKENHOF 14 KEUKENHOF 13 KEUKENHOF 12KEUKENHOF 19 KEUKENHOF 11 KEUKENHOF 10 KEUKENHOF 09 KEUKENHOF 08 KEUKENHOF 07 KEUKENHOF 06KEUKENHOF 23 KEUKENHOF 05 KEUKENHOF 04 KEUKENHOF 03 KEUKENHOF 02 KEUKENHOF 01 KEUKENHOF 21ถ่ายรูปมาหมดแม๊กมากๆ :D P4191768 ส่วนตัวชอบทิวลิปแบบนี้มากที่สุดเลย P4191919 พอดูข้างในเสร็จ ก็เดินออกจาก Keukenhof แล้วเดินต่อไปยังสวนทิวลิปข้างๆ (ใช้เวลาประมาณ 15 นาที) P4191921ไปเจอลุงคนนึงเล่นว่าวอยู่ ท่าทางมีความสุขมาก ก่อนจะจบ จากกันด้วย Tip เล็กๆน้อยๆในการเที่ยว Keukenhof

  1. ไปให้เช้าที่สุด ถ่ายรูปให้เยอะที่สุดตอนคนน้อยๆ
  2. เตรียมพกของกินไปเอง กินข้าวไปชมสวนไปให้ฟีลดีมากๆ
  3. ไม่ต้องนั่งเรือในสวน ไม่ค่อยคุ้มค่า
  4. สวนทิวลิปข้างนอก Keukenhof มีนิดเดียว ที่เห็นคนไปถ่ายมาแล้วสวยๆนั่นคือจัดมุมอย่างดี
  5. ถ่ายรูปช่วงเช้า แดดสวยกว่าช่วงบ่ายมากๆ

และแล้วก็จบไปอีกทริปจนได้ …  ไว้เจอกันใหม่ทริปหน้า

EUROPE 2015 : ZAANSE SCHANS & REDLIGHT DISTRICT, AMSTERDAM, NETHERLANDS

ภาคกลางคืนของ Amsterdam นับเป็น Tourist Attraction ระดับต้นๆของเมืองนี้เลย ใครๆก็อยากมาเห็นว่าย่านโคมแดงที่มีชื่อเสียงจะเป็นยังไงบ้าง

Red Light District เป็นย่านที่อยู่ระหว่าง  Old Church (The Oude Church) และ New Church (Nieuwmarkt)  ซึ่งจะมีคนที่ทำอาชีพโสเภณีมาเต้นเรียกแขกอยู่ภายในห้องกระจก ที่ประดับด้วยไฟสีแดง ว่ากันว่า ผู้ที่ให้บริการนั้นมีหลายหลายแบบมาก ทั้งเชื้อชาติ อายุ และแม้กระทั่งเพศ  ถ้าใครอยากใช้บริการก็ต่อรองราคากันได้จากตรงห้องกระจกเลย

เข้าใจว่าอาชีพโสเภณีถือเป็นอาชีพที่ถูกต้องตามกฏหมาย ดังนั้นจึงไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครมาจับผิดอะไร

P4191924

เริ่มแรกออกมาจากโรงแรมก็มืดๆแล้ว เดินผ่านสถานี Amsterdam Central เพื่อมุ่งไปสู่หัวถนน Damrak

P4191930

ระหว่างทางเดินออกมาก็แวะถ่ายรูป Church of Saint Nicholas สักหน่อย

 

P4191931

จากนั้นก็มุ่งหน้าไปตามถนน Damrak  เรื่อยๆ จนถึง Dam Square

จริงๆแล้ว Dam Square เป็นจุดที่เราจะต้องมาดู Royal Palace Amsterdam กัน แต่พอเดินไปถึง เรากลับเจอสิ่งที่น่าสนใจกว่านั้น

P4191933

มันคืองานวัดฮะ แบบมีม้าหมุน มีชิงช้าสวรรค์ และร้านรวงมากมาย เช่นร้านยิงเป้า ร้านสอยดาว ตู้หยิบตุ๊กตา และร้านขายสายไหม !

P4191936

สายไหมนี่ขายได้เรื่อยๆ

P4191941

อันนี้ดูน่ากลัวดี หมุนแรงใช้ได้เลย

P4191939

งานวัดก็คงขาดชิงช้าสวรรค์ไม่ได้สินะ

P4191945

ตุ๊กตามีเยอะมากๆ อย่างตัวใหญ่ๆแบบนี้ ไม่รู้ว่าต้องเล่นอะไรยังไงถึงจะได้

P4191948

เรายืนดูเครื่องเล่นด้านหลังชิงช้าสวรรค์อยู่พักนึง มันเป็นเครื่องเล่นที่ดูแล้วโหดสุด คือมีที่นั่งคล้ายๆเฮอริเคน แต่จังหวะและความแรงในการหมุนนี่โหดกว่าเยอะมาก ตอนยืนดูก็ได้แต่ปลงในสังขาร เพราะจะให้มาเล่นของเล่นพวกนี้ตอนอายุขนาดนี้ก็คงไม่ค่อยไหวแล้ว รู้สึกโอเคที่ตอนเด็กๆเล่นมาแล้วนิดหน่อย เลยไม่ต้องมาเสี่ยงชีวิตตอนแก่

จาก Dam Square เราก็เลี้ยวเข้าสู่ย่านโคมแดงเสียที

P4191954

เราพบว่าย่าน Red Light นี่คนเยอะมากกกก และคิดว่าเกือบทั้งหมดนี่เป็นเป็นนักท่องเที่ยวเหมือนๆเรานั่นแหละ  จากการที่ได้เดินผ่านไปตามตู้ต่างๆ ก็พบว่าผู้หญิงในตู้นี่คงไว้สำหรับคนที่มีรสนิยมเฉพาะทางจริงๆ หาคนสวยไม่ได้เลย

อีกอย่างย่านนี้ เค้าบอกไว้ในเวบเลยว่า ห้ามถ่ายรูปพวกผู้หญิงในตู้นะ ไม่งั้นอย่าหาว่าไม่เตือน .. เราเลยได้แต่เดินดู แล้วก็มาถ่ายบรรยากาศไว้เฉยๆ เอาเถอะ ก็ดีแล้วล่ะ ถ้าถ่ายรูปมาได้ก็คงไม่กล้าลงอยู่ดี

เราเดินวนไปวนมาอยู่สองรอบ ก็คิดว่าพอแล้วและเดินกลับที่พัก  พอเดินหลุดออกจากย่าน Red Light ถนนก็เงียบสงัดลงทันที กลายเป็นว่าย่าน Red Light เป็นย่านที่ให้ความรู้สึกว่าปลอดภัยที่สุดไปซะงั้น

ต่อมาเราจะตัดไปวันสุดท้ายเลย ที่เราขึ้นรถไฟไปเมืองข้างๆ Amsterdam เพื่อถ่ายรูปกับกังหันลม

 

P4201955

Zaanse Schans เป็นจุดหมายยอดฮิตของคนอยากดูกังหันลม ตอนที่ค้นหาข้อมูลก็ไม่ได้คิดหรอกนะ ว่าที่นี่มันจะยอดฮิตขนาดนี้ คือแค่อยากจะไปดูกังหันลมแบบที่เดินทางง่ายๆใช้เวลาไม่เกินสองสามชั่วโมง ตอนอ่านรีวิวดูก็ยังนึกว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวเล็กๆ น่าจะคนไม่เยอะ แต่พอไปถึง อื้ม คนเยอะกว่าที่คิด และมีทัวร์มาลงด้วย ! ไม่ใช่แล้วป่ะ !?

หลังจากนั้นก็เห็นว่าเพื่อนใน Facebook อีก 3 คนที่ไปเที่ยว Amsterdam ก็แวะไปเมืองนี้เหมือนกันหมด  .. เอ่ม

P4201962

ที่คนเยอะคงเพราะการเดินทำได้ง่ายมากๆ ขึ้นรถไฟจาก Amsterdam Central ไปที่สถานี Koog-Zaandijk ซึ่งอยู่ห่างไปไม่ถึง 20 นาที  และมีรถออกทุกๆ 15 นาที อะไรจะสะดวกขนาดนี้

พอไปถึงสถานี แล้วเดินต่อไปอีกสัก 10 นาทีก็ถึง ไม่ได้ไกลอะไร  พอถึงตัวเมือง ทุกคนคงไม่พลาดมุมนี้ ที่ถ่ายจากสะพานไปเห็นกังหันลม 5 อัน

 

P4201963

ข้ามสะพานมาแล้วเลี้ยวซ้ายไปตามทางเดิน ก็จะนำไปสู่เจ้ากังหัน 5 อันเมื่อกี้

น้ำตรงนี้เน่ามาก เพราะเป็นที่สุดระยะคลอง ทำให้ขยะใบไม้ลอยมาติดเต็มไปหมด

 

P4201974

เดินไปตามฝูงมหาชน ก็จะพบบ้านกังหันเก่าๆ ที่บางอันก็เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้เข้าไปดูได้ โดยจ่ายเงินเล็กน้อย แต่เราก็ไม่เสียตังหรอกเพราะคิดว่าไม่น่ามีอะไร

GOPR6268

บรรยากาศค่อนข้างดี ถึงแม้จะคนเยอะ แต่ก็เป็นหมู่บ้านชนบทที่เต็มไปด้วยพื้นที่สีเขียว

P4201994

ถ้าใครอยากขี่จักรยานเล่น ก็สามารถเช่าจักรยานได้จากร้านที่สถานีรถไฟเลยนะ

เราใช้เวลากับ Zaanse Schans ไม่นาน เพราะต้องรีบกลับไปจุดหมายถัดไป

GOPR6330

จุดหมายสุดท้ายของเราคือบริเวณถนน Wijdesteeg  ที่เพจอาแปะเคยเรารูปมาลง ดูแล้วสวยดี เลยอยากมาเห็นของจริง

หลังจากนี้เราก็ต้องรีบแจ้นไปเอากระเป๋าจากโรงแรม เพื่อไปขึ้นรถไฟกลับไป Frankfurt แล้ว ทำให้ไม่ได้ถ่ายรูปอะไรอีก

P4201995

จำนวนจักรยานที่จอดอยู่บริเวณอาคารจอดใกล้กับสถานีนี่น่าจะเป็นหลักหลายพันคัน แต่จักรยานที่นี่ต่างจากเทรนด์ที่บ้านเราคนละเรื่องเลย ที่นี่เค้าใช้จักรยานจ่ายตลาดเก่าๆโทรมๆ  เพราะถ้าใช้แบบราคาเป็นแสนคงโดนขโมยภายในไม่กี่วินาทีที่จอดทิ้งไว้แน่ๆ

โพสหน้าจะปิดท้ายทริปกันด้วย Keukenhof  ทุ่งทิวลิปที่เจ๋งสุดในโลก

EUROPE 2015 : RIJKSMUSEUM & VAN GOGH MUSEUM, AMSTERDAM, NETHERLANDS

วันนี้เราจะเน้นเที่ยวในตัวเมือง Amsterdam เป็นหลัก โดยที่เริ่มจาก Rijksmuseum เป็นที่แรก พิพิธภัณฑ์นี้เป็นที่ๆถือว่าเจ๋งสุดแล้วใน Amsterdam Rijksmuseum  มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากกว่าปีละ 2 ล้านคน ผลงานที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะมีตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 18 ขึ้นมา โดยผลงานที่สำคัญของที่นี่เป็นงานของ Rembrandt, Frans Hals และ Johannes Vermeer

P4181258

เราโชคดีมากกกก ที่ช่วงที่เราไปมีการจัดแสดง Special Exhibition “Late Rembrandt” ซึ่งเป็นการจัดแสดงผลงานของแรมบลังด์ในช่วงท้ายๆ ซึ่งถือเป็นช่วงที่เทคนิคการวาดภาพของเค้าถึงจุดสูงสุด

Google Rembrandt

เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2013 ที่ผ่านมา Google ก็ได้มีการเปลี่ยน Logo เพื่อให้ความเคารพกับแรมบลังด์ ในวันคล้ายวันเกิดปีที่ 407 ของเค้า

ส่วนตัวแล้วรู้สึกดีใจสุดๆที่ได้มีโอกาสชมผลงานชองแรมบลังด์ collection ใหญ่ขนาดนี้  จริงๆแล้วภาพที่นำมาจัดแสดงส่วนใหญ่ เป็นภาพที่ไม่ได้อยู่ใน Rijksmuseum แต่กระจายอยู่ตามที่ต่างๆทั่วโลก เพื่อจัด Exibition  Late Rembrandt  นี้ ทางพิพิธภัณฑ์ทำการขอยืมภาพจากเจ้าตัวจริงมาแสดงชั่วคราว และพอหมดงาน ก็จะต้องส่งคืนสถานที่ที่เป็นเจ้าของไป

การเตรียมตัวไปเที่ยวที่นี่ก็ไม่ยาก อย่างแรกคือขอแนะนำให้ซื้อตั๋วแบบ Online ให้เรียบร้อยเพื่อหลีกเลี่ยงคิวจำนวนมหาศาลบานตะไทที่หน้าทางเข้า  สำหรับตั๋วเข้าชมงาน Special Exhibition  จะมีราคาแพงกว่าปรกติ ถ้าจำไม่ผิด รู้สึกจะราคาคนละ 25 ยูโร นอกจากนั้นตัวพิพิธภัณฑ์เองมีการจัดทำ App Audio Guide ให้โหลดฟรีจากทั้ง Google Play และ App Store  ถึงแม้ว่าตัว App จะต้องมีเนทตลอดเวลาถึงจะใช้งานได้ แต่ตัว Rijksmueum ก็มี Free Wifi ให้ใช้เต็มพื้นที่ เพราะฉนั้นไม่ต้องกลัวอะไรทั้งสิ้น ถือ Smartphone ลง App ให้เรียบร้อย ไปพร้อมกับแบตเต็มๆกับหูฟังก็พอแล้ว คุณภาพของ Audio Guide ของที่นี้คือดีที่สุดในโลกแล้ว เต็ม 10 ให้ 10 เต็ม 100 ให้ 100 เลย เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับพิพิธภัณฑ์ทั่วโลกควรเอาเป็นแบบอย่าง

การเดินทางไปยัง Rijksmuseum ก็ไม่ยาก ให้ขึ้น Tram#2 หรือ #5 จากสถานี Amsterdam Central แล้วก็ตามคนส่วนใหญ่ไป เพราะเท่าที่เห็นกว่าครึ่งก็ลงที่ป้าย Rijksmuseum อยู่แล้ว

P4181267

พอผ่านด่านตรวจตั๋วแล้วก็ต้องเอากระเป๋าไปฝากไว้เสียก่อนโดยเค้าให้เอากล้องเข้าไปถ่ายรูปได้  แต่บอกตรงๆ ถึงแม้เราจะเป็นคนที่ชอบถ่ายรูป แต่พอเข้าไปดูงานพวกนี้ ตอนยืนอยู่ข้างหน้าภาพไม่ค่อยมีความอยากยกกล้องมาถ่ายเลย เพราะสิ่งที่อยู่ตรงหน้านั้นมันยิ่งใหญ่เกินกว่าจะถ่ายออกมาได้

P4181263

แรมบลังด์มี Self Portrait พอสมควร เป็นภาพจากช่วงอายุต่างๆของเค้า  (รูปนี้ยืมมาจาก Mauritshuis, The Hague)

P4181270

อย่างรูปนี้ถ่ายเอง เป็นรูปชื่อ The Conspiracy of the Batavians under Claudius Civilis ที่แสดงการจัดตั้งกองกำลังลับ เพื่อทำการต่อต้านอำนาจปกครองรัฐในขณะนั้นๆ รูปนี้ขอยืมมาจาก Nationalmuseum, Stockholm

P4181294

รูป Masterpiece ที่เป็น Permanent Collection ของที่นี่คือ The Night Watch ซึ่งเป็นรูปวาดของกองกำลังรักษาความสงบที่จะออกเดินตรวจตราความเรียบร้อยของเมืองในขณะนั้น ตัวแรมบลังด์เองเป็นคนที่ชอบวาดภาพจากแรงบันดาลใจรอบๆตัว อย่างรูปนี้ก็เป็นการถ่ายทอด Snapshot หนึ่งๆ ที่เค้าไปเจอมาออกมาเป็นภาพวาด แต่สิงที่ทำให้แรมบลังด์ดังมากๆนั้น นอกจากฝีมือและเทคนิคการวาดที่สุดยอดแล้ว ยังเป็นเรื่องของมุมมองของภาพที่ไม่แข็งทื่อเหมือนรูปวาดของศิลปินคนอื่นๆ อย่างในภาพนี้ดูมีชีวิตชีวามากถ้าเปรียบเทียบกับภาพวาดในยุคเดียวกัน

P4181297

พวกพิพิธภัณฑ์งานศิลปะนี้ ในโอกาสปรกติจะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว แต่สำหรับงาน Late Rembrandt นี้เต็มไปด้วยคนดัชท์ ถามว่ารู้ได้ไง ก็ให้ดูที่คู่มือที่เค้าแจกมาด้วย มันจะแยกตามภาษา แต่ละภาษาจะมีสีต่างกัน และคนเกือบทั้งหมดถือคู่มือภาษาดัชท์จ้า คนถือภาษาอังกฤษหาแทบไม่เจอ สงสัยเพราะเป็นวันอาทิตย์

P4181260

รูป Man in Armour ยืมมาจาก Kelvingrove Art Gallery and Museum, Glasgow

รูประดับ Masterpiece อีกรูปคือรูป The Jewish Bride  อันนี้ที่คาดกันว่าเป็นรูปของพ่อที่กับลูกสาวที่กำลังจะแต่งงานออกเรือน ได้แสดงความรักและห่วงใยให้กันก่อนจะมีการส่งตัวให้เจ้าบ่าว หรืออีกแนวคิดนึงคือสองคนนี้เป็นคนรักกัน อะไรประมาณนี้ แต่คนก็มักจะยอมรับแนวคิดแรกมากกว่า

 

นอกจากนั้นก็มีรูป Lucretia ซึ่งฆ่าตัวตายเพราะถูกข่มขืนมา จึงทนมีชีวิตอยู่ไม่ได้ รูปนี้ขอยืมมาจาก Minneapolis Institute of Arts

The Anatomy Lesson of Dr. Deijman   น่าเสียดายที่ถาพนี้ถูกไฟไหม้เสียหายไปเกือบหมด เหลือแค่เท่าที่เห็น งานของแรมบลังด์ยังมีอีกมาก ยกเอามาให้ดูได้ไม่หมด สนใจไปดูเพิ่มได้ที่ Wikipedia และ Google Art Project รักจริงๆเลย ขอบอก… P4181277

งานอีกชิ้นใน Rijksmuesum ที่ขาดไม่ได้ก็ต้องเป็นอันนี้ฮะ “The Milk Maid” ของ Johannes Vermeer ที่ช่างสวยสดงดงาม ตัว Vermeer นั้นเป็น  Perfectionist  ภาพของแกแต่ละภาพจึงละเอียดละออทุกรูขุมขน ทุกทิ่งทุกอย่างถ่ายทอดความจริงเหมือนตาเห็นไม่มีผิดเพี้ยน  ช่างเป็นบุญตาที่ได้เห็น

P4181298

ดูจำนวนคนที่รุม The Milk Maid เอาละกัน เข้าใจว่าไม่ถึงระดับ Monalisa แต่ก็ถือว่าเป็น Masterpiece ของที่นี่เลยล่ะ

สำหรับรูป Masterpiece ของ Vermeer จริงๆนั้นเป็นรูป Girl with a Pearl Earring ที่อยู่ที่ Mauritshuis ในกรุง Hague แต่ก็ไม่ได้ไปดูของจริง เพราะลองวางแผนคร่าวๆแล้ว คงต้องมีเวลาอีกหนึ่งวันเต็มๆ เพื่อเดินทางไปกลับ เลยตัดใจไว้โอกาสหน้าละกัน

P4181302 ผ่านไปเกินครึ่งวัน ท้องร้องหนักมาก เราจึงออกมาหาของกินข้างนอก เพื่อเตรียมตัวมุ่งสู่สถานที่ถัดไปที่อยู่ใกล้ๆกัน นั่นคือ Van Gogh Museum อย่าลืมซื้อตั๋ว Online เหมือนเดิม จะได้ไม่ต้องต่อแถวให้เสียเวลา ที่นี่ห้ามถ่ายรูป  แต่เค้าให้เอากล้องเข้าไปได้ เพราะมีมุมที่จัดให้ถ่ายรูปได้โดยเฉพาะ

เชื่อว่าคนส่วนใหญ่คงรู้จัก Vincent Willem van Gogh กันจากงาน The Starry Night ที่ขณะนี้เป็นสมบัติของ Museum of Modern Art  ที่กรุง New York

นอกจากนั้น บางคนอาจจะรู้จักแวนโก๊ะในฐานะที่เค้าเป็นศิลปินที่มีปัญหาทางจิตอย่างหนักที่ถึงกับตัดหูข้างขวาของตัวเอง หลังจากทะเลาะกับโกแกงเพื่อนสนิทที่สุดของเขาเพื่อแสดงความขอโทษ

แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าแวนโก๊ะนั้นใช้ชีวิตเป็นศิลปินวาดภาพเพียง 10 ปี  โดยเฉลี่ยแล้วว่ากันว่าเค้าวาดภาพได้ถึง 1 ภาพต่อ 1 วันเลยทีเดียว  และยิ่งกว่านั้นแวนโก๊ะเป็นศิลปินไส้แห้งสุดๆ ในขณะที่เค้ามีชีวิตอยู่ ผลงานของเค้าไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครให้มูลค่า และเค้าไม่มีเงินที่จะจ้างคนอื่นมาเป็นแบบให้เลย ทำให้รูปส่วนใหญ่ของเค้า เป็นรูป Self Portrait ตัวเอง และด้วยรูป Self Portrait นี้เอง เป็นสิ่งที่แวนโก๊ะใช้ฝึกฝีมือการวาดรูปและทดลองเทคนิคใหม่ๆอยู่ตลอด

P4181274 ในช่วงแรกที่แวนโก๊ะเริ่มวาดภาพใหม่ๆ แนวทางการวาดของเขายังเป็นแนวมืดๆ ชาวนาๆ ซึ่งสะท้อนความเป็นอยู่ที่ยากจนของเขาในขณะนั้น ดูอย่างภาพ The Potato Eaters ซึ่งเค้าตั้งใจวาดอย่างมาก และตั้งใจจะใช้เป็นใบเบิกทางของเค้าเพื่อเข้าสู่วงการวาดรูป  เทคนิคการวาดแตกต่างจากภาพในช่วงหลังอย่างมาก ภาพนี้หลังจากวาดเสร็จ เค้าก็ส่งภาพไปให้น้องชายซึ่งเป็นคนขายผลงานศิลปะอยู่ในปารีสดู แต่ก็ได้รับการวิจารณ์อย่างหนัก ว่าภาพมันห่วยสิ้นดี

เค้าผิดหวังอย่างมาก และตัดสินใจที่จะเข้าเรียนคอร์สวาดรูปอย่างถูกต้องที่ Antwerp และหลังจากนั้นจึงย้ายไปอยู่ปารีสกับน้องชาย ช่วงนี้เอง เป็นจุดเปลี่ยนผันของชีวิต เพราะเค้าได้เรียนรู้เทคนิคใหม่ๆ และพัฒนาแนวทางการวาดภาพของเค้าจนเป็นอย่างที่เราเห็นกันในภาพยุคหลังๆ

ผลงานสำคัญๆของเค้าก็เช่นสองภาพนี้ อันแรกคือ เก้าอี้ของโกแกง และอันต่อมาคือ เก้าอี้ของแวนโก๊ะ

P4181306

อันต่อมาที่ขาดไม่ได้ก็คงเป็น The Sunflowers ซึ่งอยู่ที่ National Gallery กรุง  London (รูปนี้ถ่ายมาจากในพิพิธภัณฑ์ เป็นมุมที่เค้าจัดไว้ให้ถ่ายรูปแล้วก็เอาไปลง Social Media ของเราเอง เพื่อประชาสัมพันธ์ไปในตัว)

หลังจากแวนโก๊ะตัดหูตัวเองตอนที่ทะเลาะกับโกแกงและต้องพักฟื้นอยู่ในโรงพยาบาลเกือบหนึ่งปี เค้าก็ยอมรับว่าตัวเองมีปัญหาทางจิต และยอมเข้าไปอยู่ที่สถานพักฟื้นใน Saint-Rémy ประเทศฝรั่งเศส หลังจากนั้นอาการทางจิตของเค้าก็ขึ้นๆลงๆ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย

วันที่ 27 กรกฎาคม 1890 แวนโก๊ะพยายามฆ่าตัวตายด้วยการยิงตัวเอง แต่ดันไม่ตายเพราะกระสุนไม่โดนอวัยวะสำคัญ ปัญหาที่หนักกว่าคือลูกปืนที่ยิงนั้นฝังอยู่ในร่างของเขาไม่ได้ทะลุออกมา และตอนนั้นไม่มีแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเพียงพอที่จะทำการผ่าตัดนำออกมา ทำให้เกิดการอักเสบภายในซึ่งเป็นสาเหตุที่แท้จริงทีทำให้แวนโก๊ะเสียชีวิตในอีก 29 ชม. ถัดมา

หลังจากแวนโก๊ะตาย น้องชายซึ่งผู้ช่วยประคับประคองชีวิตของแวะโก๊ะเรื่อยมาก็ตั้งใจว่าจะโปรโมทงานของพี่ชายให้ประสบความสำเร็จให้ได้ แต่โชคชะตาเล่นตลก เพราะน้องชายดันมาตายในปีถัดมา สุดท้ายคนที่ทำให้ผลงานของเค้าเป็นที่รู้จักระดับโลกคือภรรยาของน้องชายนั่นเอง

แวนโก๊ะมีความฝันที่จะแสดงให้โลกเห็นถึงมุมมองของเค้าผ่านภาพวาดมาตลอดชีวิต ถึงแม้ในวันที่เค้าจบชีวิตลง ความปรารถนาของเค้าจะยังไม่เป็นผลสำเร็จ แต่ในปัจจุบัน เค้าได้กลายเป็นศิลปินคนสำคัญของยุค Post-Impressionist ไปเสียแล้ว และสิ่งที่เค้าทำเป็นแรงบันดาลใจให้คนอีกจำนวนมาก

Post นี้ค่อนข้างหนักไปทางศิลปะซะมาก ถ้าใครอ่านมาถึงตรงนี้ได้  ขอแสดงความยินดีด้วยที่น่าจะเป็นคนที่สนใจเรื่องพวกนี้เหมือนกัน ;) ไม่งั้นคงปิดจอหนีไปแล้ว หลังจากเราออกมาจาก van Gogh Museum ก็ค่อนข้างกรอบ เราจึงเดินทางกลับโรงแรมเพื่อพักผ่อน ก่อนจะลุยเที่ยวภาคกลางคืนต่อ

EUROPE 2015 : ANTWERP & BRUSSELS, BELGIUM

วันนี้เรามีแผนเดินทางกันยาว ในช่วงเช้าเริ่มจากออกจาก Ghent ไป Antwerp  เสียก่อน

P4171158

จุดหมายแรกของเราคือสถานีรถไฟ Antwerp Central ที่เค้าว่ากันว่าสวยงามมากนะฮะ

P4171223

ก่อนออกเดินเที่ยว Antwerp เราก็ฝากกระเป๋าเอาไว้ที่สถานีเสียก่อน ค่าฝาก Locker ขนาดใหญ่ที่สุด สามารถใส่กระเป๋าเดินทางขนาด 28 นิ้วได้ 2 ใบสบายๆอยู่ที่ 5 ยูโรต่อ 24 ชั่วโมง

วิธีใช้ Locker ก็ง่ายมาก เอาของใส่ Locker ที่ว่างอยู่ จากนั้นก็ปิดตู้ไป แล้วหยอดเงินตรงแป้นคอนโทรลของมัน จากนั้นเครื่องจะพิมพ์ Slip ออกมาให้ โดยที่ใน Slip จะมี Barcode อยู่ ตอนมาเอาของคืนก็แค่เอา Barcode ไปสแกนตรงแป้นคอนโทรล ประตูก็จะเปิดออก

P4171192

ฝากกระเป๋าเสร็จเราก็ไปเอาแผนที่เมือง Antwerp จาก Tourist Information ในสถานี แล้วก็ลุยกันเลย

Antwerp เป็นเมืองที่ City Center อยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟมากนัก โดยที่สามารถเดินตรงออกจากหน้าสถานีออกไปได้เลย ง่ายเหลือเชื่อ เราไปช่วงเช้าๆ คนยังไม่เยอะมาก ร้านรวงก็พึ่งเริ่มเปิดกัน

P4171190

เป้าหมายแรกของเราอยู่ไม่ไกล วันนี้ตั้งใจจะมาเยี่ยมบ้านของ Peter Paul Rubens ซึ่งเป็น Flemish Baroque painter ที่มีชื่อเสียง งานของเค้ามีอยู่ทั่วไปในเบลเยี่ยม เราได้เห็นมาบ้างแล้วจาก Ghent แต่ละรูปคนนี่กล้ามเป็นมัดสวยงาม แต่ที่นี่คือบ้านที่รูเบนใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวจนถึงวาระสุดท้าย  ซึ่งปัจจุบันกลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงผลงานส่วนตัวของเค้า โดยที่ช่วงที่เราไป มีงาน  “Rubens in Private” ที่จัดแสดงผลงานที่รูเบนวาดภาพสมาชิกในครอบครัวของเค้า

ถึงแม้จะเป็นสถานที่เล็กๆ แต่เจ้าหน้าที่ของ Tourist Information บอกเราว่า “มันจะแน่นนะยู ยูควรซื้อตั๋วไปจากตรงนี้เลย”  แต่ตอนนั้นเราไม่แน่ใจ ว่าโดนหลอกหรือเปล่า เราจึงไม่ได้ซื้อ

พอไปถึง มีคนต่อซื้อตั๋วอยู่ซัก 10 คน ก็แสดงว่าไม่แย่มากนัก เราเลยไปต่อแถวด้วย

P4171188

พอผ่านประตูเข้ามา ก็จะเจอกับโถงอันนี้ บรรยากาศภายในโถงดูเงียบเหงาชอบกล

P4171173
P4171179
P4171180

รูเบนเป็นคนที่ชอบวาด Self Portrait ของตัวเอง โดยที่ในรูปสามอันนี้ เป็นรูปของตัวเองในช่วงอายุที่ต่างกัน

P4171181

ผลงานในบ้านของรูเบนน่าสนใจมากๆ เดินดูได้เป็นชั่วโมงๆเลย

สิ่งที่ทำให้รูเบนต่างจากศิลปินคนอื่นๆ ก็คือเค้าเป็นคนที่มีเงิน และมีชีวิตครอบครัวที่มีความสุข ผิดจากศิลปินในสมัยนั้นที่ส่วนที่มากจะไส้แห้ง ไม่มีเพื่อน หรือเป็นโรคจิตอ่อนๆบ้าง  นอกนั้นก็มีพวกศิลปินเมาเหล้า กับต้องใช้ยา หรือชอบชกต่อยกับคนอื่นเพราะเซลฟ์เกิน เวลามีคนมาวิจารณ์ผลงาน

P4171165

ดูเสร็จก็ออกมาที่สวนหลังบ้าน ดูใหญ่โตดี

ผลงานอื่นๆของรูเบนสามารถไปดูได้ที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Peter_Paul_Rubens#Selected_works

พอออกมาจากบ้าน เราพบว่าแถวต่อคิวซื้อตั๋วยาวเวอร์มาก น่าจะสามสิบคนได้ T_T รู้สึกโชคดีที่มาแต่เช้า ไม่งั้นคงเสียใจที่ไม่ซื้อตั๋วมาตั้งแต่สถานีรถไฟ

GOPR6092

ออกจากบ้านของรูเบนเราก็เดินต่อไปยัง Cathedral of Our Lady Antwerp  ซึ่งเป็นโบสถ์ประจำเมือง

P4171197

P4171204

ภายในโบสถ์ประกอบไปด้วยงานของรูเบนหลายชิ้น โดยผลงานเด่นๆคือ The Raising of the Cross (รูปบน) และ The Descent from the Cross  (รูปล่าง)

P4171200

นอกจากนั้นยังมี Assumption of the Virgin Mary  ที่อยู่ตรง Altar อีกด้วย

แต่ยังไงก็ยังชอบ Version ของ Titian ที่อยู่ที่เวนิสมากกว่าอยู่ดี

P4171218

ออกจากโบสถ์เราก็กลับมาที่สถานีรถไฟ เพื่อเอากระเป๋าเดินทางและขึ้นรถไฟต่อไปยัง Brussels

P4171224

เป้าหมายของเราคือสถานี Brussels Central ที่อยู่ใจกลางเมือง

P4171257

หน้าสถานี Central ถึงแม้จะไม่สวยเท่า Antwerp แต่ก็ดูน่าสนใจทีเดียว

P4171227

ถึงตอนนี้เราโคตรหิว วางแผนไว้ว่าจะไปทานหอยแมงภู่อบหม้อดินที่เค้าว่ากันว่าอร่อย ร้านที่มีคนแนะนำมาคือ Chez Leon

P4171226

ราคาก็ประมาณนี้ เป็นเมนู Mussels & Fries ซึ่งเป็นอาหารยอดฮิตของนักท่องเที่ยว เพราะรวมอาหารขึ้นชื่อทั้งสองชนิดของเบลเยี่ยมเข้าไว้ด้วยกัน

ถ้าเดินไปตามซอกซอยร้านอาหาร แล้วเจอป้ายโฆษณาว่า อาหารแบบนี้ราคาแค่ 10 12 ยูโร จงอย่าเข้าไปร้านพวกนั้นเด็ดขาด มันเป็นร้านหลอกหากินกับนักท่องเที่ยวและก็มีอยู่เพียบเลยซะด้วย แนะนำให้กินกับร้านที่มีคนแนะนำมาเท่านั้นนะ

P4171233 P4171231

พออาหารมา เราก็ซัดอย่างรวดเร็วด้วยความหิว อร่อยใช้ได้ เรียกว่าพอฟัดพอเหวี่ยงกับบ้านเราเลย

P4171240

พออิ่มได้ที่ ก็ต้องรีบทำเวลา ตรงไปยัง Grand Palace ทันที

P4171254

จากนั้นก็ไปดูเจ้า Manneken Pis ที่คงไม่มีใครพลาด ถ้ามาถึง Brussels แล้ว

GOPR6114

ไม่เคยขาดแคลนนักท่องเที่ยวเลย เจ้าเด็กนี่ถ้ามันมีชีวิตจิตใจมันคงอายเหมือนกัน ที่มีคนรุมดูรุมถ่ายรูปตลอดวัน

GOPR6117

จากนั้นเราก็ชีพจรลงเท้ากันต่อ ด้วยการขึ้นรถไฟจาก Brussels Central ไปที่ Brussels Midi และต่อรถไฟความเร็วสูง Thalys ของฝรั่งเศส เพื่อเดินทางไปยังจุดหมายสุดท้ายของทริปนี้ นั่นก็คือ Amsterdam

GOPR6119

พอมาถึง Amsterdam เราก็เลือกพักที่โรงแรม iBis Amsterdam Centre ซึ่งอยู่ติดกับสถานีรถไฟ ประหยัดพลังงานไปได้เยอะ ตอนแรกเราเปรียบเทียบระหว่างนอน Hostel กับที่นี่ แต่พบว่าราคาเกือบเท่ากัน เลยทำให้ตัดสินใจเลือกได้ไม่ยาก

ครั้งนี้เราโชคดีที่ได้ห้องสำหรับคนพิการ ทำให้ห้องมันใหญ่โตมโหราฬมากๆ ต่างจากห้องที่พักมาในเมืองก่อนหน้านี้ ที่จะเล็กๆ ขนาดพอดีตัว  โดยเราจะอยู่ที่นี่เป็นเวลา 3 คืน

พรุ่งนี้เรามีโปรแกรมไปดูพิพิธภัณฑ์ระดับโลกถึง 2 ที่ ขอนอนเอาแรงก่อนล่ะ

Removing Offending Key in known_hosts

บางทีเวลาเรา ssh ไปที่เครื่องอื่น จะเจอ error ประมาณนี้

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@
@    WARNING: REMOTE HOST IDENTIFICATION HAS CHANGED!     @
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@
IT IS POSSIBLE THAT SOMEONE IS DOING SOMETHING NASTY!
Someone could be eavesdropping on you right now (man-in-the-middle attack)!
It is also possible that the RSA host key has just been changed.
The fingerprint for the RSA key sent by the remote host is
a7:a8:f2:97:94:33:58:b7:9d:bc:e0:a6:6b:f7:0a:29.
Please contact your system administrator.
Add correct host key in /home/pi/.ssh/known_hosts to get rid of this message.
Offending key in /home/pi/.ssh/known_hosts: 12
Permission denied (publickey,password).

แปลว่า key ที่เครื่องเราเคยจำไว้ มันไม่ตรงกับ key ที่เครื่องปลายทางใช้อยู่ ถ้ามั่นใจว่าเป็นเครื่องที่เราต้องการ connect เข้าไปจริงๆ ไม่ได้โดน MITM ละก็ ให้ลบ key เก่าที่อยู่ในไฟล์ ~/.ssh/known_hosts ทิ้ง เพื่อให้เครื่องเราบันทึก key ใหม่นี้แทน

ปกติที่ทำคือ vi ~/.ssh/known_hosts แล้วไปลบออกดื้อๆ แต่ช่วงนี้ลง firmware Raspberry Pi ใหม่บ่อยๆ เวลา ssh เข้าไปครั้งแรกมันจะฟ้องทุกครั้ง (เพราะเป็น IP เดิม แต่ key เปลี่ยน) เลยลอง google ดู พบว่ามีวิธีแก้แบบคำสั่งเดียวจบอยู่สองแบบ

จากตัวอย่างข้างบน สมมติว่า ssh มันฟ้องว่า key ที่มีปัญหาอยู่บรรทัดที่ 12 ให้เลือกใช้คำสั่งใดคำสั่งหนึ่งข้างล่างนี้

Elegant way:

ssh-keygen -R 12

Geekier way:

sed -i '12d' ~/.ssh/known_hosts 

EUROPE 2015 : GHENT, BELGIUM

หลังจากผิดหวังกับ Bruges มา เราก็หวังว่า Ghent จะเป็นเมืองที่ถูกจริตกับเรามากกว่า

การเดินทางจาก Bruges มา Ghent ใช้เวลาแค่ประมาณ 1 ชั่วโมงโดยรถไฟ IC  ตอนแรกที่วางแผน เราจัดทริปมา Ghent แค่เป็น Half Day Trip เท่านั้น และจองโรงแรมที่ Bruge ไว้ 2 คืน แต่พอใกล้ๆวันจะมาเที่ยว หาข้อมูล ปรับปรุงแผนเที่ยวไปเรื่อยๆ เราก็เปลี่ยนแผน โดยเปลี่ยนมานอนที่ Ghent แทน 1 คืน ด้วยเหตุผล 2 อย่างคือ 1. ประหยัดค่ารถไฟ เพราะไม่ต้องเดินทางไป-กลับ 2. ค่าโรงแรมที่ Ghent ก็เท่าๆกับที่ Bruges

เนื่องจาก Ghent เป็นเมืองที่ City Center อยู่คนละที่กับสถานีรถไฟ เราจึงจองโรงแรม ibis Gent Centrum St Baafs Kathedraal ซึ่งอยู่ตรงใจกลาง Center พอดิบพอดี โรงแรมนี้มีสิ่งพิเศษอย่างหนึ่งคือเราสามารถ Check-in online ได้ … นั่นแหละ คือเชคอินผ่านเนท ก่อนเดินทางไป และพอไปถึงก็รับกุญแจเข้าห้องพักได้เลย เลิศที่สุด

เราเชคอินโรงแรมก่อนออกจาก Bruges และพอเดินทางไปถึง พนักงานก็เตรียมคีย์การ์ดไว้รอเราเรียบร้อยแล้ว เป็นแนวคิดที่ Amazing จริงๆ

P4161029

การเดินทางไปยังโรงแรม/City Center ก็ขึ้นรถรางสาย 1 เลย  ระวังแค่อย่าขึ้นผิดด้านก็พอ เดี๋ยวจะไม่ถึง โรงแรม iBis อยู่ใกล้ๆป้าย Korenmarkt  ต้องเดินประมาณสามนาที

GOPR6069

ห้องโรงแรมก็ตามมาตราฐาน iBis เล็กๆ แต่อยู่แล้วสบายตัว สบายกระเป๋า

หลังจากเอากระเป๋าเข้าห้องเสร็จ เราก็ออกเดินทางสู่จุดหมายแรก นั่นคือ Saint Bavo’s Cathedral

P4161031

จุดหมายแรกอยู่ไกลมาก ประมาณสามสิบก้าว จากประตูโรงแรม เสียดายที่ภายนอกของ  Saint Bavo’s Cathedral กำลังซ่อมแซม สภาพเลยเป็นอย่างที่เห็น แต่ช่างเถอะ เพราะของจริง มันอยู่ด้านใน ที่นี่เป็นที่ๆยังไงก็ต้องมาดูให้ได้ เพราะโบสถ์นี้เป็นสถานที่จัดแสดงภาพวาด The Adoration of the Mystic Lamb อันมีชื่อเสียง

GOPR6076

The Adoration of the Mystic Lamb ถูกวาดโดยสองพี่น้อง Jan van Eyck  และ Hubert Van Eyck แต่ความจริงว่าใครเป็นคนวาดส่วนไหนบ้าง ยังไม่สามารถบอกได้แน่นอน ภาพวาดถูกใส่ไว้ในกระจกอย่างหนาตราช้าง และภายในห้องแสดงนี้ห้ามถ่ายรูป แต่ก็ไม่ได้มีเจ้าหน้าที่มาคอยจ้องนักท่องเที่ยวมากนัก เราเห็นมนุษย์ป้าและมนุษย์ลุงหลายคนยกกล้องขึ้นมาถ่ายหน้าตาเฉย (ด้วยความหน้าบาง เราเลยถือกล้อง GoPro และกดถ่ายมาแบบเนียนๆ แต่ทำแบบนี้ไม่ดีนะครับ ห้ามเลียนแบบ)

P4160949

ลำพังแค่ฝีมือ ภาพวาดนี้ก็ดังพลุแตกอยู่แล้ว แต่มันมีเหตุการณ์อื่นอีก ที่ทำให้มันโคตรดัง ถึงแม้จะเป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นก็ตาม

เมื่อวันที่ 10 เมษายน 1934 ภาพ “The Just Judges” ซึ่งคือภาพด้านล่างซ้าย และภาพ “St John the Baptist” ซึ่งเป็นภาพที่อยู่ด้านตรงข้าม (ตอนปิด Altarpiece) ได้ถูกขโมยไป โดยโจรผู้นี้ ได้ส่งจดหมายถึง Bishop of Ghent เพื่อเรียกค่าไถ่ภาพที่หายไปเป็นเงินถึง 1,000,000 ฟรังเบลเยี่ยม ถ้าคิดเป็นเงินไทยตอนนี้กว่ามากกว่า 16 ล้านบาทเข้าไปแล้ว

ในวันที่ 30 เมษายน เพื่อแสดงความตั้งใจดี (ภาษาอังกฤษใช้คำว่า show good faith) เจ้าโจรผู้นี้ก็ได้ส่งใบรับฝากของมาให้  ซึ่งเมื่อตำรวจไปดูว่าของนั้นเป็นอะไร ก็พบว่าเจ้าโจรได้นำภาพ “St John the Baptist” เก็บใส่กล่องอย่างดี แล้วไปฝากไว้ที่จุดรับฝากกระเป๋าเดินทางที่สถานี Brussels North

ว่ากันว่าตอนแรก Bishop จะยอมจ่ายเงินแล้ว แต่ รมต. ยุติธรรม บอกว่า “ที่นี่ไม่ใช่อเมริกา เราไม่เจรจากับพวกโจร” และบอกโจรไปว่า จะยอมจ่ายแค่ 250,000 เท่านั้น แต่โจรผู้นี้ก็ไม่ได้ส่งข้อความอะไรมาอีก

ผ่านไป 7 เดือน จนถึงวันที่ 25 พฤศจิกายน 1934 นาย Arsène Goedertier ซึ่งประสบเหตุหัวใจวาย ได้บอกกับทนายของเขาก่อนตายว่า “ข้าเป็นคนเดียวที่รู้ว่าภาพวาดอยู่ที่ไหน จงไปดูในลิ้นชักด้านขวาที่โต๊ะเขียนหนังสือของข้าสิ ข้อมูลอยู่ที่นั่น”

หน่วนสืบสวนไปตรวจสอบ และพบหลักฐานหลายชิ้น ที่บ่งบอกได้ว่า นายคนนี้ เป็นคนส่งจดหมายเรียกค่าไถ่แน่นอน แต่ก็ไม่มีหลักฐานว่าแกเป็นขโมยจริงๆ เพราะคนๆนี้ รวย และไม่มีแรงจูงใจใดๆ แถมแก่แล้ว ตามองไม่ค่อยเห็นในตอนกลางคืนอีกด้วย คงไม่สามารถเข้าไปขโมยภาพวาดในความมืดได้

ตั้งแต่นั้นมา ก็ไม่มีหลักฐานใดๆ หรือมีข้อความจากโจรส่งมาอีก .. จนถึงวันนี้ภาพ “The Just Judges” ก็ยังคงเป็นภาพในตำนานที่ยังมีแนวโน้มว่ามวลมนุษย์ชาติ จะไม่ได้มันคืนมาอีกแล้ว

P4160956

จะบอกว่าภาพถ่าย 2 ภาพที่เป็นตอนที่ Altarpiece ปิดและเปิดนี้  เป็นภาพที่ถ่ายจากรูปเลียนแบบขนาดเท่าของจริงที่อยู่ในโบสถ์  ไม่ได้ถ่ายจากของจริงนะ มีแค่รูปมัวๆอันแรกเท่านั้น ที่แอบถ่ายมา  โดยภาพเลียนแบบนี้จะอยู่ในห้องนึงของโบสถ์ และสามารถเข้าไปได้แค่คนที่ซื้อตั๋วเข้าไปดูของจริงแล้วเท่านั้น .. นับเป็นโชคดีมากๆ ที่เราผ่านไปเห็น เพราะมีไกด์ฝรั่งกับลูกทัวร์สองคนยืนดูอยู่ เราเลยเปิดประตูเข้าไปบ้าง แต่หลังจากนั้นนักท่องเที่ยวคนอื่นเดินผ่านมาด้อมๆมองๆ แต่ไม่มีใครกล้าเปิดประตูเข้ามาอีกเลย  เราเลยมีโอกาสเปิดปิดภาพ และถ่ายรูปได้ตามใจชอบ  .. รู้สึกนอนตายตาหลับ ~*

P4160943

โบสถ์นี้เป็นแบบ Gothic จึงไม่ได้มีอะไรน่าสนใจมากนัก หลังจากชื่อชมภาพ The Adoration of the Mystic Lamb จนพอใจแล้ว เราก็ออกมาหาข้าวกิน

P4160971

แถวนั้นมีร้าน McDonald’s และร้านอาหารชื่อ EXKI เราจึงเลือกกินอย่างหลัง ตามความตั้งใจที่จะไม่กิน Mc และก็ไปนั่งกินตรงสนามหญ้าใกล้ๆ Saint Nicholas’ Church ซึ่งเป็นจุดหมายถัดไปหลังอาหาร

P4160978

ข้างๆสนามหญ้าก็มี Het Belfort van Gent หรือหอระฆังอยู่ จากรูปจะเห็นว่ามีฝรั่งนั่งกินข้าวเหมือนเราหลายกลุ่มเลย บรรยากาศดีมาก

P4161035

Saint Nicholas’ Church ช่างเป็นโบสถ์ที่ไม่มีอะไร ข้างในดูจนมาก เก่าๆผุพังไปหมด แถมไม่มีผลงานอะไรสำคัญมาดึงดูดนักท่องเที่ยวอีกด้วย

P4160981

เราจึงใช้เวลาอยู่ที่นี่ไม่นาน หลังจากนี้ก็จะเป็นการเดินเล่นชิลๆ เพราะสถานที่สำคัญเราดูไปเกือบหมดแล้ว

P4160997

ถัดมาอีกแค่นิดเดียว ก็จะเป็น St Michael’s Bridge และจุดเดินเล่นชมวิว

GOPR6089

เราเดินเล่นไปเรื่อยๆจนถึง Gravensteen ซึ่งเป็นปราสาทของท่านเค้าน์ แต่ดูแล้วไม่มีอะไร แถมค่าเข้าชมแพง เราเลยถ่ายรูปมาเฉยๆ สำหรับคนสนใจเหมือนว่าภายในจะมีพิพิธภัณ์ฑ์แสดงเครื่องทรมาณคนน่ะ

P4160970

วนไปวนมาก็กลับมาที่เดิมอีกครั้ง เราเลยเดินกลับโรงแรมเพื่อไปพักผ่อน

P4161048

บังเอิญผ่านไปเห็นร่าน Moochie เลยแวะกินเสียหน่อย

P4160940

สุดท้ายก็กลับมาหน้าโรงแรม เราเข้าไปนอนพักเอาแรง และก็หลับกันจริงจังมาก จนถึงมืดๆ ถึงค่อยออกมาถ่ายรูปเล่นอีกครั้ง

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ครั้งนี้ลองถ่าย Bracketed Photo ดูบ้าง แล้วเอามารวมกันเป็นรูป HDR

และแล้วการเที่ยว Ghent เมืองเล็กๆก็จบแค่นี้ พรุ่งนี้เราจะไปลุยเมืองใหญ่กันบ้าง

EUROPE 2015 : BRUGES, BELGIUM

เนื่องจากเราพักโรงแรมติดกับสถานีรถไฟที่ COLOGNE เราจึงวางแผนเดินทางไป BRUGES เอาไว้ค่อนข้างเช้า โดยการเดินทางจะเริ่มจากการขึ้นรถ ICE ไปยังสถานี Brussels-Midi เสียก่อน แล้วต่อรถไฟ IC ไปที่ BRUGES

การนั่งรถไฟ ICE ในช่วงแรกไม่มีปัญหาอะไร รวดเร็วและสบาย แต่แล้วพอเราไปต่อรถไฟ IC นี่แหละ ก็เจอกับ..

GOPR6007

พระเจ้าช่วย รถไฟมันแน่นมากกกกกกกกกกกกกก ถึงกับมีคนขึ้นรถไฟไม่ได้เพราะมันล้นออกนอกประตูไปแล้ว  เราก็ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้คือสภาพปรกติหรือเปล่า หรือมันมีอะไรพิเศษกันแน่ แต่ที่แน่ๆ เราเลยต้องยืนบนรถไฟปลากระป๋อง 1 ชั่วโมงเต็ม

P4150686

พอไปถึง Bruges ซึ่งเป็นเมืองที่ City Center อยู่คนละที่กับสถานีรถไฟ เราก็เดินทางไปฝากของไว้ที่ที่พักก่อนเป็นอันดับแรก โดย Hostel ที่จองไว้วันนี้คือ Lybeer Travellers’ Hostel ซึ่งอยู่ใกล้ๆ City Center

GOPR6063

ที่ Hostel นี้ไม่มีลิฟท์ และบันไดขึ้นลงแคบมาก ..  ข่าวร้ายคือเราได้ห้องพักชั้น 3  แปลว่าต้องถือกระเป๋าขึ้นสองรอบ แต่พอแบกกระเป๋าขึ้นมาแล้ว มาเจอว่าห้องเราจริงๆแล้วอยู่ชั้น 3 ครึ่ง .. มันเป็นชั้นยกระดับต่อไปอีก ทำให้ต้องแบกกระเป๋าเดินทางขึ้นอีกครึ่งชั้น  ดีนะที่กระเป๋าไม่ได้หนักมาก ไม่งั้นอาจจะสิ้นใจตายก่อน

GOPR6067

ที่พักมี Wifi ให้ใช้และตัวสัญญาณทั่วถึงดี ด้านล่างมีห้อง Common Room ขนาดใหญ่ พร้อมครัวอยู่ด้านหลัง แต่ไม่มีอาหารเช้าให้

P4150937

ตอนไปถึงไม่ได้ถ่ายรูปหน้าโรงแรมไว้ อันนี้กลับมาถ่ายตอนกลางคืน

P4150686

พอเก็บของเสร็จ ก็ไม่รอช้า ออกเดินเที่ยวกันเลย แต่เอ๊ะ .. ต้องหาซื้อซิมการ์ดก่อน ถ้าจำไม่ผิดซื้อยี่ห้อ Base  ราคา 10 ยูโร ได้ 3G รวม 1 GB จัดว่าไม่ค่อยแพง

ที่เราคิดว่าเมืองนี้จะเป็นเมืองเล็กๆเงียบสงบ ก็เพราะเมืองนี้ต่อต้านร้านอาหารแฟรนไชด์อย่างมาก อย่าง McDonald’s ก็พึ่งได้เปิดสาขาที่ Bruges เมื่อเดือนธันวาคมปี 2014 เอง  แต่พอได้มาเห็นสถาพเมืองกับตาตัวเอง ก็คิดว่านี่มันไม่ใช่แล้ว ถ้าคนเยอะและวุ่นวายขนาดนี้ ยอมให้มีทุกยี่ห้อเลยดีกว่ามั้ย คือไม่รู้จะต่อต้านไปเพื่ออะไร

P4150693

เห็นรูปขนาดของมวลมหานักท่องเที่ยวหรือเปล่าว่ามันเยอะขนาดไหน ได้ข่าวว่าไป Heidelberg กับ Cologne ยังไม่มีนักท่องเที่ยวหนาแน่นขนาดนี้เลยนะ

P4150713

เมื่อเห็นจำนวนนักท่องเที่ยวที่เป็นกรุ๊ปทัวร์จำนวนมหาศาลขนาดนั้น พวกเราจึงถอดใจและพากันเดินหลบไปเก็บภาพมุมมหาชนเงียบๆกันก่อนดีกว่า แต่สภาพของต้นไม้ที่มุมมหาชนตอนนี้แห้งเหี่ยวสุดๆ ไม่เหลือความสวยงามเลยแม้แต่น้อย

P4150855
P4150797
P4150732
P4150749
P4150716

เมื่อผิดหวังจากมุมมหาชนแล้ว ก็ต้องมุ่งหน้าสู่จุดหมายถัดไป นั่นก็คือ Church of Our Lady Bruges ที่มีผลงานศิลปะชิ้นสำคัญอยู่ ระหว่างทางจะมีมุมถ่ายรูปทางด้านหลังโบสถ์ ตรงสะพานข้ามคลองเล็กๆ ใกล้ๆกับ Gruuthusemuseum

P4150781

ภายในโบสถ์นี้มีงานสำคัญอยู่สองชิ้น อันแรกคือรูปแกะสลักหินอ่อน Madonna and Child ของ Michelangelo ซึ่งเป็นผลงานที่ถูกสร้างขึ้นหลังจากรูปแกะสลัก Pieta ที่ตั้งอยู่ในมหาวิหาร St. Peter ที่กรุงโรมเพียงเล็กน้อย  ถือเป็นงานศิลปะชิ้นสำคัญที่มาซ่อนอยู่ในเมืองห่างไกล และดูเหมือนนักท่องเที่ยวจะไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ด้วย

Credit รูปจาก http://www.trabel.com/brugge/bruges-ourlady.htm

งานชิ้นที่สองเป็นโลงศพของ  Charles the Bold ผู้ซึ่งเป็น Duke of Burgundy คนสุดท้ายของตระกูล และ duchess Mary  ลูกสาวที่เสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากการตกจากหลังม้า  น่าเสียดายที่งานทั้งสองชิ้นอยู่ในช่วงซ่อมบำรุงและไม่เปิดให้เข้าชม

P4150868

พอบ่ายแก่ๆเราก็เดินย้อนกลับเข้าเมืองไปยัง Basilica of the Holy Blood เพื่อเข้าไปดูโบสถ์ข้างใน ที่มีคนบอกว่าสวย

P4150837

ด้านในมีสองชั้น ชั้นล่างเป็นโบสถ์แบบ Romanesque และด้านบนเป็นโบสถ์แบบ Gothic โดยที่โบสถ์นี้มี Relic ชิ้นสำคัญที่เป็นขวดแก้วขนาดเล็กที่ใช้บรรจุของเหลว ภาษาอังกฤษเรียกว่า ‘Vial’ ส่วนที่มันสำคัญก็เพราะเค้าเชื่อกันว่าของเหลวที่บรรจุอยู่ในขวดแก้วนั้นเป็นเลือดของพระเยซู

Credit รูปจาก Wikipedia

เอาจริงๆ เค้าก็พิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นเลือดของพระเยซูจริงหรือไม่ เพราะไม่มีบันทึกหรือเรื่องราวเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้เลย และตัวขวดแก้วอันนี้ ก็ไม่เคยถูกเปิดนับจากวันที่ถูกนำมาไว้ที่นี่ซึ่งก็ย้อนไปถึงศตวรรษที่ 12 นู่น

คนที่อยากเข้าไปดูตัวขวดแก้วอันนี้จะต้องไปต่อแถว แล้วบาทหลวงเค้าจะเรียกเข้าไปทีละคนสองคน ให้เอามือแตะที่ตู้กระจกสี่เหลี่ยม ที่บรรจุเจ้า Vial อันนี้ไว้ จากนั้นบาทหลวงก็จะสวดอะไรสักอย่าง แล้วเราก็เอามือออกได้ พร้อมกับหยอดเงินบริจาคที่่กล่องข้างๆ ตอนเราไปดู ไม่ได้คิดว่ามันจะมีให้บริจาคด้วย และเศษเหรียญก็ใช้จนเกือบหมดแล้ว  พอเค้าให้บริจาค ควักกระเป๋าออกมามีเหรียญ 1 กับ 5 cent แค่นั้นเอง (เทียบเป็นเงินไทยก็ 1 กับ 5 สตางค์) เลยรีบหยอดรีบลงดีกว่า -__-”

P4150842
P4150861
P4150865

จากนั้นเราก็เดินเที่ยวเล่นไปเรื่อยๆ ถ่ายรูปไปตามทาง บริเวณที่เราเดินไป มันอยู่เลย  City Center มาประมาณแค่ 1 ช่วงตึก แต่นึกว่าเมืองร้าง

มีคุณลุงจูงหมาแก่พอกันออกมาเดินเล่น แล้วก็ยืนคุยกับคนที่ผ่านไปมาแถวนั้นอย่างคุ้นเคย เหมือนว่าชีวิตคนท้องถิ่นจะเริ่มตอนเย็นๆ ช่วงที่ฝูงนักท่องเที่ยวเริ่มออกจากเมืองนี้ไปที่อื่นกันแล้วยังไงยังงั้น

P4150803

ค่ำนี้เราได้จองร้านอาหารเอาไว้ตอน 2 ทุ่ม  อีกนานกว่าจะถึงเวลา เราเลยเดินกลับโรงแรม พร้อมกับหาอะไรกินรองท้องไปด้วย

P4150812

ระหว่างทางก็แวะไปกินโยเกิร์ตที่ร้าน Moochie ซึ่งเป็นร้านแฟรนไชด์ที่มีอยู่ในเมืองหลักๆของเบลเยี่ยม มีโยเกิร์ตค่อนข้างหลากหลาย พร้อม Topping ผลไม้น่าอร่อยมากมาย

P4150915
P4150911
P4150909
P4150896
P4150893
P4150891
P4150888
P4150887
P4150921

ใกล้เวลานัดเราก็ออกจากโรงแรม และเดินไปยังร้าน Park Restaurant  ซึ่งเป็นร้านอาหารอันดับหนึ่งของ Bruges ในเวบ TripAdvisor จากที่ลองดูแล้ว คุณภาพอาหารไม่ผิดหวัง แต่ก็ไม่ได้อร่อยคุ้มค่าหรอก ถ้ากลับไปเมืองไทยนี่ราคานี้ไปกิน Sunday Brunch โรงแรมดีๆได้สบายเลย วันที่ไปทานเหมือนจะมีคนไทยไปทานอาหารที่ร้านนี้ด้วยอีก 2 โต๊ะ แต่เค้าดูเป็นผู้ดีกินไวน์กันนะ เราแต่งตัวโคตรนักท่องเที่ยวเลย แถมยังกินแต่น้ำส้มกับโค้ก ^^”

ถ้าใครสนใจไปทานก็สามารถจองโต๊ะล่วงหน้าจากเวบไซต์ของเค้าได้โดยตรง

P4150928

กินอาหารเย็นมาซะอิ่มแปล้ ระหว่างทางกลับโรงแรม ก็ต้องผ่านมุมมหาชนอีกครั้ง แต่ยังไงๆไม่สามารถถ่ายให้สวยได้ เพราะต้นไม้ก็เหี่ยว และน้ำก็ไม่นิ่งด้วย เป็นคลื่นๆถ่ายสะท้อนน้ำออกมาไม่ค่อยโอเค อีกอย่างที่ไม่สามารถถ่ายให้ดูดีได้น่าจะเพราะเรายังอ่อนด้อยเรื่องเทคนิคการถ่ายรูปกลางคืนมากกว่า คงต้องฝึกฝนกันต่อไป

เอาล่ะ ก็หมดแค่นี้สำหรับเมือง Bruges .. โดยรวมก็ไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่อ่ะนะ

EUROPE 2015 : COLOGNE, GERMANY

P4140448

เช้าวันที่ 2 เราก็ออกมาขึ้นรถเบอร์ 33 เบอร์เดิม เพื่อไปต่อรถไฟที่ Heidelberg HBF วันนี้เราเผื่อเวลาเอาไว้เหมือนเดิมและหวังว่าจะไม่ตกรถไฟซ้ำสอง

P4140450

จะว่าไป Heidelberg ก็มีสถานีรถไฟที่ค่อนข้างใหญ่ เพราะมีหลาย Platform เหมือนกัน รถไฟที่จองไว้เป็น ICE ที่วิ่งจาก Mannheim ไปที่ Cologne เพราะฉนั้นก่อนอื่นเราต้องขึ้นรถไฟ Regional ไปที่ Mannheim เสียก่อน

P4140449

รอไม่นานรถ S3 ที่จะพาเราไปยัง Mannheim HBF ก็มา  จาก Heidelberg ไปถึง Mannheim ใช้เวลาเพียงแค่ 16 นาที และเรามีเวลาเปลี่ยนรถแค่ 7 นาที เพื่อย้ายมวลสารจาก S3 ไปที่ ICE ที่อยู่คนละ Platform กัน

P4140452

รถด่วน ICE พาเรามาถึง Cologne HBF ในเวลา 90 นาที ไม่ได้หลับบนรถไฟเท่าไหร่กลัวเดี๋ยวจะหลับเลยป้าย เนื่องจากเมื่องนี้เป็นเมืองที่ City Center อยู่ติดกับสถานีรถไฟ เป็นโอกาสดีที่จะจองโรงแรม ibis ซึ่งเป็นส่วนนึงของสถานีรถไฟ จากรูปจะเห็นว่าสามารถเดินเข้าไปที่โรงแรมได้โดยตรงจากภายในสถานี

P4140454

เชคอินเสร็จ ก็เที่ยงๆพอดี ท้องร้องโครกคราก มื้อนี้เราเลือกกิน KFC ซึ่งมีร้านอยู่ในสถานี สะดวกรวดเร็ว และไม่แพง

GOPR5962

ออกจากโรงแรมมา ก็จะเจอ Cologne Cathedral อยู่ใกล้ๆ  แต่เดี๋ยวเราค่อยเจอกันนะ ตอนนี้ขอไปทำภารกิจที่สำคัญกว่าก่อน

P4140465

ว่าแล้วเราก็เดินไปยังสะพาน Hohenzollernbrücke เพื่อข้ามไปจุดหมายแรกในเมือง Cologne  ระหว่างทางก็เจอแม่กุญแจแห่งรักมากมายจนนึกว่าเห็บเกาะหูน้องหมาซะอีก ระหว่างที่เดินไปตามสะพาน เห็นมีคนเอาใบปลิวมาเสียบไว้ตามแม่กุญแจ เราเลยไปหยิบดูว่ามันคืออะไร ปรากฏว่ามันคือใบปลิวโฆษณารับทำแม่กุญแจจ้า สามารถสั่งทำพิเศษได้หลายแบบมากๆ

P4140467

จุดหมายแรกคือตึก KölnTriangle ซึ่งมีจุดชมวิวอยู่ที่ชั้นดาดฟ้าเป็นกระจก 360°   โดยที่มีลิฟท์บริการจากชั้นล่างตรงไปยัง Observation Desk  สิ่งที่ต้องบอกอีกอย่างคือเวลาเปิด-ปิด ที่ลงไว้ในเวบเหมือนจะไม่ตรงกับความจริง เพราะช่วงหน้าหนาว October 1 – April 30 ในเวบบอกว่าเปิดถึง 8PM แต่จริงๆแล้วเปิดถึงแค่ 6PM นะ

P4140506

ข้างบน Observation Desk จะเป็นประมาณนี้ มีห้องน้ำให้ใช้งานด้วย

P4140510

สำหรับมุมยอดฮิต ก็คงไม่ต้องบอก เพราะมันต้องเป็นมุมที่มองตรงไปที่ Cologne Cathedral แน่นอน

P4140480

ตรงกระจกก็จะมีรูปกับชื่อกำกับ ว่าสิ่งที่เราควรมองในกระจกแต่ละใบคือสิ่งปลูกสร้างหน้าตาแบบไหน

P4140507

ถ้าเทียบกับเมือง Heidelberg แล้วการมาเก็บภาพมุมเด็ดของที่นี่ ถือว่าใช้ความพยายามต่างกันมากกกกกก

P4140533

พอเก็บภาพจนพอใจแล้ว ก็ได้เวลาลงมาเก็บภาพมุมด้านล่างต่อ อันนี้เป็นมุมมหาชนของคงไม่อยากเสียตัง

P4140540

ช่วงบ่ายเรามีโปรแกรมไปดูงานศิลปะกันที่ Wallraf-Richartz Museum ซึ่งก็อยู่ไม่ไกลจาก City Center โดยรวมถือว่างานไม่ค่อยน่าประทับใจ  มีงานจากศิลปินที่น่าสนใจเพียงแค่เล็กน้อย เทียบคุณภาพของงานที่จัดแสดงกับค่าเข้าชมแล้วคิดว่าคงไม่แนะนำให้ใครไปดู  Collection ของที่นี่จะแบ่งเป็น 4 ยุคคือ Middle Age, Baroque, 19th Century และ Drawing  โดยแบ่งจัดแสดง 1 ชั้นต่อ1 ยุค

พอตกเย็น เราก็มุ่งหน้าสู่หัวใจของ Cologne นั่นก็คือตัว Cathedral นั่นเอง

P4140547

ตัววิหารเองไม่ได้เก็บค่าเข้าชม แต่เปิดรับบริจาคแทน และเปิดทำการตั้งแต่ 6 โมงเช้าไปจนถึง 19.30 หรือ 21.00 แล้วแต่ฤดูกาล สามารถตรวจสอบข้อมูลเพิ่มได้จาก http://koelner-dom.de/index.php?id=19167&L=1

จากเวลาเปิดปิดที่ผิดปรกติมากๆ ทำให้ควรจัดโปรแกรมมาเที่ยวที่นี่ไว้อันแรกหรืออันท้ายสุดไปเลย แล้วเอาเวลาช่วงกลางวันไปเที่ยวอย่างอื่น ที่มันเปิดช้าปิดเร็วแทน

P4140558

Cologne Cathedral เป็นศิลปะแบบ Gothic ทำให้การตกแต่งด้านในไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น ส่วนกระจกสี ที่ถือเป็นสีสันของโบสถ์ Gothic ก็มีบานนี้ ที่ออกจะน่าสนใจ ดูเหมือนทีวีซ่าๆ หรือกราฟฟิกของเกม 8 บิต

P4140548 P4140553

กระจกสีส่วนหนึ่งก็เป็นการบอกเล่าเรื่องเกี่ยวกับพระเยซู ซึ่งมีทั้งตอนเกิดและตาย

P4140557

พื้นบางส่วนก็มีลวดลายน่าสนใจ

GOPR5996

พอชื่นชมบรรยากาศภายในมหาวิหารเสร็จแล้ว ก็ได้เวลาไปเดินชิลที่ Shopping Street ที่อยู่ติดกันกับโบสถ์ เดินไปนานสองนาน ก็ไม่ได้อะไร เพราะไม่ได้ตั้งใจซื้อของอยู่แล้ว เราจึงย้อนกลับมาที่โรงแรม เพื่อเอาของเข้าห้อง

GOPR6004

โรงแรม ibis จะอยู่ติดกับสถานีรถไฟ ที่เห็นเป็นอาคารสีเหลืองๆนั่นแหละ

P4140566

Cologne HBF เป็นสถานีที่คนคึกคักตลอดๆ

P4140567

หันหลังจากหน้าสถานีมา ก็จะเจอมุมแบบนี้

P4140569

ถึงแล้ว ibis Hotel Köln am Dom

GOPR6005

ภายในห้องก็เล็กๆปรกติ แต่ facility ทุกอย่างเพียบพร้อม  นอนสบายสุดๆไปเลย หลังจากเอาของเข้าห้อง อาบน้ำอาบท่ากับเรียบร้อย ก็ได้เวลาออกหาของกินมื้อเย็น โดยที่ครั้งนี้ เราตั้งเป้าว่าจะไม่กิน Junk Food อย่าง McD หรือ BK พอลองเปิดหาร้านที่น่าจะใช้ได้ ในบริเวณใกล้เคียงใน App TripAdvisor ก็จิ้มได้ร้านนี้มา

P4140573

P4140579 P4140582 P4140585

ไม่ต้องคิดมาก สั่งเบียร์ก่อนเลยจ้า ส่วนอาหารก็สั่งไส้กรอกกับปลามาลอง รสชาติก็งั้นๆ

P4140682

พอตกกลางคืนก็ออกมาเก็บภาพสถานีในความมืดอีกสักรอบOLYMPUS DIGITAL CAMERA

พยายามใช้เทคนิคถ่ายรูปให้สามารถลบคนที่เดินไปเดินมาได้ โดยการถ่ายรูปหลายๆใบ จากเวลาต่างกัน แล้วค่อยเอามารวมกันในคอมทีหลัง แต่สุดท้ายก็ต้องยอมแพ้ เพราะคนบางกลุ่มมันยืนแช่อยู่ที่เดิมเป็นสิบนาที -_-” ไม่เข้าใจว่าทำไมมันไม่เดินไปที่อื่นกันบ้างนะ

การเที่ยว Cologne ก็จบเพียงเท่านี้

EUROPE 2015 : HEIDELBERG, GERMANY

HEIDELBERG จะว่าไปก็เป็นเมืองมหาวิทยาลัย ไม่ได้มีอะไรที่ยิ่งใหญ่มากๆ แต่มีจุดน่าสนใจอยู่ที่วิวของปราสาท (Heidelberg Castle) และสะพานข้ามแม่น้ำ Neckar (Alte Brucke)

ณ. เวลาสิบเอ็ดโมงครึ่ง หลังจากเหนื่อยกับการตกรถไฟ เจ้ารถไฟ IC ก็พาพวกเรามาถึง Heidelberg HBF จนได้  จากตัวสถานี ภารกิจแรกก็คือต้องขึ้นรถเมล์ไปที่โรงแรม ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆกับ City Center ก่อน

OLYMPUS DIGITAL CAMERA OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ป้ายรถเมล์+Tram อยู่ตรงหน้าสถานี ด้าน Burger King  ถ้าออกมาแล้วไม่เจอ Burger King แสดงว่าผิดด้าน ตอนนี้เราต้องขึ้นรถเมล์สาย 33 ไปที่ป้าย Rathaus/Bergbahn ซึ่งใช้เวลาประมาณ 15 นาที สำหรับค่าตั๋วรถเมล์ ปี 2015 เค้าเปลี่ยนจากตั๋ว Single แบบเที่ยวเดียวเป็นตั๋วแบบเวลาโดยเวลาน้อยที่สุดคือ 60 นาที (ในเวลานี้ขึ้นรถกี่รอบก็ได้)  และก็เปลี่ยนราคาจากประมาณ 1.5 ยูโร ไปเป็น 3 ยูโร …. เซ็งมั้ยล่ะ

สำหรับโรงแรมที่เราเลือกพักที่นี่คือ Lotte – The Backpackers ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับสถานีขึ้นรถกระเช้าไปที่ Heidelberg Castle

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
OLYMPUS DIGITAL CAMERA

รายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ที่ http://www.lotte-heidelberg.de/en/home.html พอเข้าไปเชคอิน ก็พบว่าวันนี้มีคนไทยหลายกลุ่ม เข้าพักที่โรงแรมนี้ด้วย  จะเรียกว่าเป็นคนไทยทุกห้องก็คงได้

ห้องที่เราเลือกเป็นแบบ Double Bed Private แชร์ห้องน้ำ สภาพห้องเป็นเหมือนห้องใต้หลังคา และขอบอกว่าที่นี่ไม่มีลิฟท์นะ ต้องถือกระเป๋าขึ้นไปเอง ถ้ามีปัญหาด้านสุขภาพคงไม่เหมาะ นอกจากนั้นก็มี Wifi ให้ใช้ มีห้องครัว แล้วก็มีอาหารเช้าแบบง่ายๆให้กิน (กาแฟ + ซีเรียล) ข้อดีที่สุดของที่นี่ คืออยู่ใกล้สถานที่ท่องเที่ยวทุกที่ๆตั้งใจจะไป

DCIM103GOPRO

หน้าตาห้องก็เป็นแบบนี้ ห้องแคบๆ แค่พอมีเตียงและที่รอบๆเตียงนิดหน่อย

ตอนแรกเราตั้งใจจะขึ้นรถกระเช้าจากหน้าโรงแรมไปที่ Heidelberg Castle แต่ป้าเจ้าของ Hostel บอกเราว่า “โอ๊ย อย่าขึ้นเลย รถกระเช้าน่ะ ยูเดินเอาดีกว่า นิดเดียวเอง”  พร้อมกับหยิบแผนที่ออกมาวาดให้ดู  “นี่ๆ เดินแบบนี้นะ” แกเริ่มสอนเราอย่างชำนาญ  เราก็เชื่อแก  .. ก็งี้แหละนะ วันแรก แรงยังดี ;)

สำหรับ Heidelberg Castle นี่จะเรียกว่าปราสาทก็กะไรอยู่ ควรเรียกว่าซากปราสาทมากกว่า เพราะสภาพเละเทะมาก นอกจากนั้นปราสาทนี่ต้องเที่ยวช่วงเช้า เพราะถ้าเป็นช่วงบ่าย การถ่ายรูปมุมสวยๆจะเป็นรูปย้อนแสง สำหรับคนชอบถ่ายรูปอย่างเรา ถือเป็นความผิดพลาดอย่างร้ายแรง ถ้าเจอมุมสวยๆย้อนแสง

P4130323

ทางเดินขึ้น-ลงของ Heidelberg มีอยู่สองทาง ทางแรกคือทางชันน้อยแต่ไกล กับอีกทางคือทางชันมาก (เป็นบันได) แต่ระยะทางสั้นกว่า

P4130325 P4130324

เราลองหันไปหันมาเปรียบเทียบทางเดินสองด้าน แล้วสุดท้ายก็ ..

P4130264

เลือกเดินทางชันน้อยแต่ไกลดีกว่า เพราะคิดว่าขึ้นบันไดคงไม่สุนทรีย์เท่าเดินชิลๆกินลมหรอก ไอ้ที่ว่าชันน้อย นี่เดินจริงก็เมื่อยใช่เล่นนะ  พอเดินขึ้นไปถึงด้านบน เรารีบตรงไปตรงจุดชมวิวที่เป็น Terrace ใหญ่ๆ ซึ่งเป็นจุดถ่ายรูปปราสาทที่ดีมากจุดนึง และต้องพบกับความผิดหวัง เพราะตรงบริเวณนั้นดันซ่อมแซม ทำให้ไม่สามารถเข้าไปตรงมุมสุดของ Terrace ที่ตั้งใจมาเก็บภาพได้  นอกจากนั้นจุดชมวิวที่ทำทดแทน ยังโดนนั่งร้านบังซะอีก เกือบหมดโอกาสเก็บรูปงามๆเลยทีเดียว

P4130273

จากรูปที่กดมาเป็นสิบ ดูเหมือนจะมีแค่รูปนี้ ที่ดูพอใช้ได้แค่อันเดียว

P4130309

สะพาน Alte Brucke

P4130311

กำแพงปราสาทหนามากๆ รู้สึกว่าตรงนี้จะมีประวัติศาสตร์เกี่ยวข้อง แต่จำไม่ได้ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร

คนส่วนใหญ่ที่ขึ้นมาเที่ยวที่ Heidelberg Castle นี่มักจะซื้อตั๋วเข้าชมปราสาท ที่ไม่ได้เป็นปราสาท แต่เหมือนกับเอาผิวหน้าของปราสาทด้านในมาให้ดูมากกว่า และมีการเข้าไปชมโรงผลิตเบียร์ กับพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับยา แต่เราไม่ได้เข้าไปดู เพราะความสวยงามของที่นี่ มันไม่ใช่ตรงนั้น

หลังจากเก็บภาพเรียบร้อย เราก็เดินลงเขา กลับไปที่โรงแรม โดยครั้งนี้เลือกเดินทางบันไดดูบ้าง พบว่าเป็นทางเดินที่ค่อนข้างหดหู่ ไม่เจอวิวอะไรเลย ดีแล้วที่ตัดสินใจไม่ขึ้นมาทางนี้

P4130333

แผนที่ของ Heidelberg ส่วนที่เป็นที่ท่องเที่ยวก็มีตามนี้

ช่วงบ่าย ก็ได้เวลาเดินถนน Shopping Street ของเมืองชื่อ Hauptstraße เสียที

P4130336

Hauptstraße เป็นถนนที่ตรงยาวจาก KornMarkt ไปจนถึง Bismarckplatz รวมระยะทางกว่า 2 กิโลเมตร ประกอบไปด้วนร้านรวงมากมายล่อให้นักท่องเที่ยวจับจ่ายใช้สอย  จุดมุ่งหมายหลักตอนนี้คือหาของกิน ซึ่งก็ไปจบที่ร้าน Nordsee  ซึ่งมี Fish & Chip แบบง่ายๆ ราคาไม่แพงขาย

จุดมุ่งหมายต่อมาก็คือการซื้อ Sim สำหรับเล่นเนท เราไปซื้อกันจากร้าน Base ราคา 10 ยูโร จะได้ 3G จำนวน 1GB แต่ปัญหาใหญ่คือซื้อซิมแล้ว ก่อนจะใช้ได้ จะต้องทำการ Register เสียก่อน เราเลยขอให้ทางร้านทำให้ พร้อมกับได้รับคำตอบว่า ทำไม่ได้จร้า ไม่มีเนทฮะ

สุดท้ายเลยต้องไปใช้เนทที่ Starbucks ทำ พร้อมกับใช้สกิลการเดาคำขั้นสูงสุด เพราะเวบ Register เป็นภาษาเยอรมันล้วนจ้า T_T ใช้เวลาอยู่สักพักเราก็ทำสำเร็จ .. เอาล่ะ พร้อมลุยต่อกันเสียที

P4130328

ในตัวเมือง Heidelberg เองก็มีจุดถ่ายรูปสวยๆอยู่หลายที่เหมือนกัน เริ่มจากมุมมหาชนแรก รูปพระแม่ตรงกลาง KornMarkt ที่มีวิวข้างหลังเป็น Heidelberg Castle

P4130334

ต่อมาก็เป็นมุมแห่งความสุขที่ Marktplatz ที่มีนักท่องเที่ยวนั่งทานอาหารด้านหลัง Church of the Holy Spirit

P4130377

ที่ขาดไม่ได้เลย ก็คงเป็นสะพาน Alte Brucke และท่าน Carl Theodor ผู้สั่งให้เปลี่ยนสะพานนี้จากที่สร้างด้วยไม้และพังทุกครั้งที่น้ำท่วม ให้เป็นสะพานหิน ที่ทนอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้

P4130350

ไม่ว่าสะพานดังๆที่ไหนในประเทศแถบนี้ ก็จะมีกุญแจแห่งรักโผล่มาซะทุกที่ไป เหลือเชื่อจริงๆ

P4130362

ที่ปลายอีกด้านของสะพาน จะเป็นเส้นทางไปสู่ถนน Schlangenweg ที่เป็นทางเดินขึ้นสู่เส้นทางนักปราชญ์ (Philosophenweg) ซึ่งเป็นจุดชมวิวที่สำคัญที่สุดของเมืองนี้  เส้นทางนี้เป็นเส้นทางสุดโหด เพราะเป็นเส้นทางที่แคบและชันมาก นักท่องเที่ยวทั้งหลายต่างบอกเอาไว้ใน TripAdvisor ว่าถ้าคุณจะมา คุณต้องเตรียมตัวให้พร้อม

P4130363

เกริ่นมาซะดี เตรียมตัวมาพร้อมมากๆ เพื่อมาพบว่ามัน “ปิดซ่อม” จ้า …. เซ็งไหมล่ะฮะ

พอเส้นทางนี้ปิดซ่อม ทำให้เราต้องเดินอ้อมไปไกลโพ้นทะเล เพื่อขึ้นสู่จุดชมวิว  ซึ่งยังไงก็ต้องไป เพราะถ้าไม่ได้ไปตรงนั้น ก็เหมือนมาไม่ถึงเมือง Heidelberg ยังไงยังงั้น

P4130366

ก่อนจะไป Philosophenweg  ก็หันกลับมาชักภาพ Heidelberg Castle สักรูปก่อน

P4130348

รวมถึง Old Bridge Gate ที่ทุกคนคงต้องถ่ายรูปน่ะนะ

P4130383

P4130381

รวมไปถึงคู่หูคู่ฮานี่ด้วย ลิงกับหนู และก็เหมือนเดิม ต้องมีอะไรสักอย่างให้นักท่องเที่ยวได้ลูบสนุกๆ

P4130413

กว่าจะได้รูปนี้เพียงรูปเดียว เราต้องเดินกันประมาณเกือบครึ่งชั่วโมง เพื่อขึ้นไปให้ถึงจุดชมวิวที่ Philosophenweg  ถึงแม้ทางเดินจะชันและไกล แต่เมื่อได้เห็นวิวนี้แล้ว มันโคตรคุ้มค่า อากาศตรงจุดชมวิวก็ดีมากๆอีกด้วย มีลมพัดเอื่อยๆตลอด อากาศบริสุทธิ์แบบที่สามารถหายใจเข้าปอดได้เต็มที่

..หากแม้ได้กินอาหารรสเลิศ แต่ความสุขนั้นก็ไม่ได้หอมหวานไปถึงหัวใจเหมือนกับยืนมองวิวตรงนี้

P4130442

ปิดท้ายด้วยรูปถ่ายสะพานตอนกลางคืน ตอนเดินออกไปถ่ายโคตรหนาว แถวกลัวโดนปล้นด้วย (อันนี้คิดไปเอง) เพราะจากที่หันซ้ายหันขวาด้วยความหวาดระแวง ดูแล้วมีแต่คนมาวิ่ง หรือมาออกกำลังกายตอนกลางคืนมากกว่า

P4130437

อันนี้ใส่ filter แล้วเหมือนปราสาทไฟไหม้ เลยลงไว้ขำๆ

ก็จบแล้วสำหรับเมือง Heidelberg และพรุ่งนี้เราจะไป COLOGNE กันต่อ

ทดสอบ

ทดสอบทดสอบ

EUROPE 2015 : JOURNEY TO FRANKFURT

การเดินทางในวันแรกค่อนข้างเยอะ เพราะเราบินสามรอบกว่าจะถึงปลายทาง เริ่มตั้งแต่ กรุงเทพ-สิงคโปร์, สิงคโปร์-อบูดาบี และ อบูดาบี-แฟรงเฟิร์ต แต่ก็ไม่ได้เหนื่อยอะไร เพราะเป็นการบิน Short Haul และ Medium Haul  ซึ่งจะไม่ทรมาณร่างกายมากนัก

บินเที่ยวแรก เราเดินทางด้วยสายการบิน TIGER AIR จากสนามบินสุวรรณภูมิ ข้อดีของการเดินทางด้วยสายการบินนี้ คือเค้าให้น้ำหนักขึ้นเครื่องได้ 10 กิโล (เทียบกับสายการบิน Low Cost อื่นๆ จะให้แค่ 7 กิโล) และที่ดียิ่งขึ้นคือยังมีตั๋วราคาไม่แพงเหลือให้ซื้อ เนื่องจากเราต้องเดินทางวันที่ 12 เมษายน ทำให้ราคาตั๋ว กรุงเทพ-สิงคโปร์ ของสายการบินอื่น พุ่งไปที่เกือบ 5 พันบานต่อคนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ยกเว้นเพียงแค่อันนี้ ยังมีราคา 2 พันกลางๆให้จับจอง

2015-04-12 09.47.08 2015-04-12 09.57.13

ก่อนออกจากกรุงเทพ เราก็ซัด Burger King กันเต็มท้อง แล้วกะว่าจะไปกินชานมไข่มุกของ Gong Cha กันที่สนามบิน Changi ต่อ แต่พอไปถึง ก็พบว่าร้าน Gong Cha ถูกเปลี่ยนเป็น SubWay ไปซะแล้ว พอเดินไปถามเจ้าหน้าที่ ก็ได้รับคำตอบว่า ย้ายออกไปแล้วจ้า เสียดายอย่างยิ่ง T_T  สุดท้ายเลยต้องไปฝากท้องที่ McDonald’s อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

2015-04-12 16.31.45

อันนี้น่าจะต้องยกประโยชน์ให้กับสายการบิน Etihad  ที่มี Counter Early Checkin สำหรับคนมาถึงสนามบินไวกว่าปรกติ ทำให้สามารถเชคอินได้ ไม่ต้องรอเคาเตอร์ปรกติตามเวลาปรกติ ทำให้เราได้เชคอิน 5 ชั่วโมงก่อนเวลาบิน ไม่เคยเห็นของแบบนี้ที่เมืองไทย ไม่แน่ใจว่าเพราะไม่เคยไปก่อนเวลา หรือมันไม่มีบริการแบบนี้กันแน่

2015-04-12 16.42.45

เชคอินเสร็จเรียบร้อย ได้ Boarding Pass ทั้งเที่ยว สิงคโปร์-อบูดาบี กับ อบูดาบี-แฟรงเฟิร์ต มาในทีเดียว

2015-04-12 18.12.47

สนามบินชางยีก็ยังเป็นสนามบินที่ดีกว่าสุวรรณภูมิหลายขุม ดูอย่าง Rest Area ที่มีให้นักเดินทางผ่อนคลายเวลารอเครื่องบินเป็นต้น ที่ชางยีมีเก้าอี้นอนให้สามารถนอนได้จริงจัง มี Wifi ให้เล่นทั่วบริเวณ และยังมีปลั๊กไฟให้เสียบใช้งานอย่างทั่วถึงมากๆ

2015-04-12 19.53.00

เครื่องของ Etihad เที่ยวนี้ที่นั่งเป็นแบบ 3-4-3 โดยที่ท้ายๆลำ พิ้นที่แคบลงทำให้เหลือ 2-4-2   เราได้นั่งตรงที่เป็น 2 ที่ก็เลยสบายหน่อย ไม่ต้องเบียดกับมนุษย์คนอื่น  ที่นั่งมีจอส่วนตัวให้ใช้งาน พร้อมปลั๊กไฟ ถือว่าโอเคมาก ไม่งั้นเล่นเกมบนมือถือแบตหมดเกลี้ยงแน่นอน ส่วนอาหารที่จัดให้บนเครื่องจะเป็นแบบฮาลาลทั้งหมด (ก็แน่ล่ะ สายการบินแขก)  ทุกเที่ยวจะประกอบไปด้วยตัวเลือกสามอย่าง 1 อาหารธรรมดา ทำจากไก่, 2 อาหารแขก ส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อ และ 3 อาหารมังสวิรัติ (Vegetarian)

การต่อเครื่องที่อบูดาบีไม่ยากเย็น เพราะทางเดินมีอยู่นิดเดียว เสียแค่คนเยอะมากๆ ย้ำว่ามากจริงๆ  เทียบกับคราวก่อนไปต่อเครื่องที่โคลอมโบ นี่สบายกว่าเยอะ

พอมาถึงแฟรงเฟิร์ต พบว่า ตม. คนเยอะมากๆ มีแถวรออยู่หน้าเราประมาณ 300 คน ขดเป็นงูสปริงเลย ต้องใช้เวลาประมาณชั่วโมงนึงกว่าจะออกมาได้ และพบว่าเที่ยวบินของเรา ซึ่งลงประมาณ 7 โมงเช้า เป็นเที่ยวบินสุดท้ายที่มีกำหนดการใช้ ตม. ส่วนนี้  เพราะหลังจากเรามาถึง ก็ไม่มีมนุษย์หน้าไหนมาต่อหลังเราอีกเลย

พอออกมาจาก ตม. เจอก็แต่ความว่างเปล่า และพนักงานทำความสะอาดหน้าตาเบื่อหน่าย เพราะอยากจะเข้าไปทำความสะอาดห้องน้ำตอนที่เราเข้าไปทำธุระ แปรงฟัน ล้างหน้าล้างตา ซ้ำร้าย ห้องน้ำหญิงนี่แย่กว่า เพราะพี่แกเล่นเปิดห้องน้ำเอาดื้อๆ  ได้ยินคนไทยกลุ่มที่ออกมาทีหลังบ่นกันอุป เพราะเข้าห้องน้ำไม่ได้  พอทำธุระเสร็จเดินออกจากส่วน Arrival ได้แบบฉลุยๆ เพราะไม่มีเจ้าหน้าที่เหลือแล้ว

เครื่องของ Etihad ลงที่ Terminal 2 โดยเราต้องขึ้นรถบัสจาก Terminal 2 ไปยัง Terminal 1 เพื่อไปต่อรถไฟไปยังจุดหมายแรก นั่นคือเมือง Heidelberg จุดจอดรถบัสหาง่ายมาก อยู่หน้าทางออก Terminal 2 เลย มีป้ายบอกชัดเจน (จากรูปมองเห็นนิดหน่อย)

เนื่องจากเราค่อนข้างออกมาสายกว่าที่คาดไว้มาก ทำให้ต้องรีบขึ้นรถ รีบทุกอย่าง แทนที่จะได้เดินชิลๆ ชื่นชมกับสิ่งรอบข้าง พอไปถึง Terminal 1 เราก็ออกตามหาร้านขายซิมการ์ดเป็นอันดับแรก เจอแค่ร้าน O2 ซื่งขายซิมที่ราคามหาโหด 40 ยูโร เราจึงไม่ได้ซื้อ และตัดสินใจตรงไปรอรถไฟเลยดีกว่า  แต่ถึงแม้จะไปรอก่อน เราตกรถไฟกันตั้งแต่ขบวนแรกแบบงงๆ…

แผนของเราคือเราจองรถไฟ ICE (Inter City Express) เอาไว้เรียบร้อยแล้ว เป็นรถไฟรอบ 9.20AM ที่วิ่งจาก Frankfurt Airport ผ่านไปที่ Mannheim HBF ซึ่งเราก็จะไปต่อรถไฟ Regional ไปที่ Heidelberg จากตรงนั้น พอเวลาประมาณ 9.10 ก็มีรถไฟคันก่อนหน้ามาจอดที่ Platform ที่เรารออยู่ แต่ไอ้รถไฟเจ้ากรรมมันจอดแล้วไม่ออกไปจากสถานี ค้างอยู่แบบนั้น !!! แล้วพนักงานรถไฟก็ออกมาจับกลุ่มคุยกันหน้าตาเฉยเมย  เวลาผ่านไปจน 9.20 เราก็เริ่มรู้สึกถึงความซวยแล้ว… ระหว่างนั้นก็มีเสียงตามสายประกาศอะไรสักอย่าง เสียงอู้อี้จนฟังไม่ออก

จากนั้นเราจึงไปถามเจ๊พนักงานคนนึง ว่าไอ้รถไฟที่เรารออยู่มันจะมาไหม ชีบอกว่า มาๆ รอตรงนี้แหละ  ระหว่างนั้นก็มีผู้ชายอีกคนรอขึ้นรถเที่ยวเดียวกัน ก็หันมาคุยกันว่า เฮ้ย ประเทศนี้มันมีรถไฟเลทด้วย แต่ทำไมพนักงานมันเฉยเมยจังฟระ ?! เราเห็นว่าน่าจะรอดแล้ว จึงพากันกลับมานั่งรถที่เดิม  สักพักตาผู้ชายคนที่ต้องไปกับเรา มันก็เดินขึ้นบันไดเลื่อนหายไป ….. เอาแล้ว เกิดอะไรสักอย่างขึ้นแน่ๆ … เราจึงรีบวิ่งไปถามพนักงานอีกคน ..  เป็นผู้ชาย  มันก็บอกว่า ไปอีก Platform เลยจ้า วินาทีนั้น Panic มาก เพราะไอ้รถไฟคันที่ว่า มันวิ่งมาจอดสักพักแล้ว เราเลยรีบวิ่งขึ้นบันไดเลื่อนเพื่อข้ามไป หวังว่าจะทัน ขณะที่เราเหลืออีกประมาณ 5 วินาที จะลงไปถึง Platform ใหม่ รถไฟคันนั้นมันก็ปิดประตู แล้ววิ่งจากเราไป ต่อหน้าต่อตา…

สรุปว่าตกรถไฟ …  ตั๋วที่ซื้อมา เป็นแบบ Point-to-Point แปลว่าถ้าตกรถไฟ ก็โยนทิ้งได้เลย สุดท้ายเลยต้องไปซื้อตั๋วรถไฟใหม่ โดนไป 30 ยูโร แล้วราคานี้ก็ได้แค่รถไฟที่เป็นแบบ IC  (ซึ่งช้ากว่าที่จองมาทีแรก)  ทำให้ไปถึง Heidelgerg ช้ากว่ากำหนดไปชั่วโมงครึ่ง T_T  จังหวะนั้นรู้สึกเซ็งสุดๆ

เสียดายที่ไม่มีเนทใช้ ไม่งั้นเราคงไม่พลาดรถไฟ เพราะตัว APP ของ DBBahn มันจะมีบอกหมดว่า รถไฟเข้า Platform ไหน  กี่โมง อะไรยังไงบ้าง ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงแบบนี้เกิดขึ้น

OLYMPUS DIGITAL CAMERA ถ้าจำไม่ผิด เหมือนขบวนนี้แหละที่เป็นรถไฟเจ้าปัญหา ส่วนที่รถไฟมันจอดค้างอยู่นั้น เป็นเพราะมีลุงคนนึงเป็นลมหรืออะไรไม่รู้ แต่ตอนที่เราไปซื้อตั๋วชุดใหม่อยู่นั้น แกโดนหามใส่เปลพยาบาลผ่านไป…

OLYMPUS DIGITAL CAMERAแทนที่จะได้นั่งรถไฟ ICE สุดหรู เรากลับต้องมานั่งรถ IC แบบนี้ ถามว่าแย่มากไหม ก็ไม่มาก แต่เสียความรู้สึก ระหว่างนี้เราก็พยายามนั่งหลับ เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมเที่ยว เมื่อรถไฟไปถึงจุดหมายปลายทาง

EUROPE 2015 : TRIP SUMMARY

หลังจากที่ได้ไปเที่ยวยุโรปมาแล้ว 2 ครั้งในปีที่ผ่านๆมา ปีนี้เราก็ยังมุ่งมั่นเก็บตกสถานที่ในฝันของเราต่อไป

หวยรอบนี้มาลงเมื่อเพจอาแปะโพสต์แจ้งข่าวว่าสายการบิน Etihad มีโปรบินไป FRANKFURT แบบ MULTI CITIES คือบินจาก สิงคโปร์ ไป แฟรงเฟิร์ต และกลับจาก แฟรงเฟิร์ตสู่กรุงเทพ ซึ่งทั้งไปและกลับเป็นการไปต่อเครื่องที่เมือง ABU DHABI ในช่วงวันหยุดสงกรานต์ !

ราคาที่เสนอมานั้นค่อนข้างดีมากๆ คือคนละ 17500 บาท จากนั้นก็ไปหาตั๋วเครื่องบิน กรุงเทพ-สิงคโปร์ เพิ่มเอาเอง รวมแล้วเสียเงินไปไม่ถึง 20,000 บาท กับการค่าเครื่องบินครั้งนี้

สำหรับสายการบินที่เราเลือกบิน กรุงเทพ-สิงค์โปร์ก็คือ TIGER AIR เพราะดูราคาแล้วถูกที่สุดในเวลานั้น

แผนการท่องเที่ยวคร่าวๆรอบนี้เป็นดังนี้

  1. HEIDELBERG, GERMANY
  2. COLOGNE, GERMANY
  3. BRUGES, BELGIUM
  4. GHENT, BELGIUM
  5. ANTWERP, BELGIUM
  6. BRUSSELS, BELGIUM
  7. AMSTERDAM, NETHERLANDS

เนื่องจากตั๋วโปรค่อนข้างบีบเราเรื่องวันเดินทางไปกลับ ทำให้ปีนี้ตกลงใจไปแค่ 8 วัน ต่างจากปีก่อนๆ ที่ไปยาว 15 วัน วีซ่าก็ไปขอที่เนเธอแลนด์ ได้แบบ MULTIPLE มา เสียดายที่พึ่งมาแจกเอาปีนี้ ถ้าได้จากรอบก่อนๆ จะประหยัดเงินไปได้หลายพันบาทอยู่

โรงแรมรอบนี้เน้นที่เครือ ibis รวมกับ Hostelworld ..  โดยปรกติเมืองท่องเที่ยวจะมีสองแบบ คือ City Center อยู่รอบสถานีรถไฟหลักของเมือง กับ City Center อยู่คนละที่กับสถานีรถไฟหลัก  หลักการเลือกที่พักง่ายๆก็คือ ถ้าเมืองไหนเป็นแบบแรก ก็ให้เลือกพัก ibis เพราะเครือนี้ จะมีโรงแรมอยู่ติดกับสถานีรถไฟเสมอๆ และราคาไม่แพง ข้อเสียอย่างเดียวของการพัก ibis คือต้องจองแล้วจ่ายเงินเลย (ถ้าเป็นการจองผ่านเวบ ibis ตรง ซึ่งก็แนะนำให้จองตรงนะ)

ต่อมา ถ้าเมืองไหน เกิดสถานที่ท่องเที่ยวอยู่คนละที่กับสถานีรถไฟ ก็ต้องไปพักใน City Center ซึ่งตรงนี้ ibis บางทีก็ไม่มีสาขารองรับ ทำให้ต้องไปหาที่พักที่ Hostelworld .. มาถึงตรงนี้ เราก็จะเลือกโรงแรมที่มี Private Room เป็นหลัก ส่วนห้องน้ำจะมีแบบ Ensuite หรือเป็นแบบแชร์ไม่ค่อยสน เพราะฝรั่งไม่ค่อยอาบน้ำ ยังไงแชร์ก็เหมือนไม่แชร์

สำหรับทริปนี้ แบ่งได้ตามนี้

HEIDELBERG = Type 2 = พัก Hostel ใน City Center

COLOGNE = Type 1 = พัก ibis

BRUGES = Type 2 = พัก Hostel ใน City Center

GHENT = Type 2 = พัก ibis ใน City Center

AMSTERDAM = Type 1 = พัก ibis

ปรกติแล้ว ค่าโรงแรมวันศุกร์และเสาร์ จะแพงเป็นพิเศษ ครั้งนี้เราซวยที่ตารางเที่ยวไปตก AMSTERDAM วันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์  ทำให้ต้องจ่ายค่าที่พักแพงมหาศาล เพราะ AMSTERDAM จัดเป็นเมืองที่ค่าโรงแรมแพงมากอยู่แล้ว เจอแบบนี้เรียกว่าดับเบิ้ลความแพงไปเลย… แต่ทำไงได้ วันที่มันบังคับมาแบบนี้

อื่นๆพวกค่ารถไฟ  เราก็จองแบบ Point-to-Point ล่วงหน้าไปเลย จะได้ราคาดีมาก เช่น 19/29/39 ยูโร อะไรแบบนี้ และทางที่ดี ให้เลือกที่นั่งไปด้วยเลย เสียเงินเพิ่มนิดหน่อย ดีกว่าขึ้นไปรถขบวนแน่นๆ แล้วพบว่าที่เต็ม ไม่มีที่ให้นั่งอ่ะนะ

การจองแบบ Point-to-Point ล่วงหน้านี้ทำให้ประหยัดไปได้มากกกก เพราะถ้าซื้อตั๋ว EUrail ก็แพงอยู่แล้ว หรือไปซื้อเอาดาบหน้า ราคาจะ x2 x3 กันเลยทีเดียว ยกตัวอย่างเช่น รถไฟ ICE  Amsterdam-Frankfurt จองล่วงหน้า คนละ 39 ยูโร แต่ถ้าไปซื้อวันนั้นๆเลย คนละ 110 ยูโร ..  อ่วม

สำหรับตั๋วเข้าพิพิธภัณฑ์ จองได้ก็จองไป เพราะแถวซื้อตั๋วบางที่ก็โหดใช่เล่น ถึงประเทศแถบนี้จะถือว่าจิ๊บๆถ้าเทียบกับฝรั่งเศสหรืออิตาลี แต่ก็อย่าไปเสียเวลาต่อแถวเลย ซื้อล่วงหน้าไปเถอะ

เอ้า ถึงตอนนี้ เตรียมทุกอย่างเรียบร้อย พร้อมแล้วก็ลุยกันเลย…

Booster and Truevisions Cable

I have been having problems with the cable signal since I moved in my new house. Well, it was not that bad, I mean most of the time I can watch my favorite channels without any problems. But sometimes the signal dropped on certain channels and I got mosaic pictures or only heard sounds without any pictures.

The cable company told me I had too many outlets and too long coaxial cable inside the house, and recommended that I put in a “booster” to help. The situation was acceptable to me at the time so I went on without it.

Lately the signal got worse, I got mosaic picture too often, and sometimes I even got a “no signal” screen. So I thought it’s the timei to install a booster. However, calling a cable guy in to fix that would be too expensive so I decided to do that myself. I tried to search for information but could not find much so I decided to share it here. Note that I have a digital cable (TrueVisions) as in coaxial cable from the tap in front of my house, not a satellite feed.

What you need: a booster (of course), cables, and connectors. A booster can also be called an amplifier.

Buying a booster: first thing when you look for a booster is its operating frequency band. Usually the channels in the higher frequency range are more likely the ones having signal problems because higher frequency signal suffers more loss in the cable. So look for a booster in UHF range, from 300-1000MHz. It’s gonna be hard to find one that operates up to 1000MHz, especially in Thailand. I couldn’t find one either (the one I got was up to 870MHz), but I was told some shops carry such model.

Now you will see terms such as multi-band/wide-band/UHF-only. They are technical terms regarding how it works. A multi-band booster has filters in it and lets you adjust signal strength in each band (VL, VH, U). A wide-band booster covers its all frequency range. I got a wide-band and it’s working fine.

A booster with gain and slope adjustment knob is better as you can adjust the signal to best suit your needs. Please note, however, to correctly adjust gain/slope you may need a special equipment. Cable company engineers usually carry this tool, and they can help you fine tune your booster in case you are unable to.

Now you need a short cable with F-type connectors on both end. You can ask the shop you buy the booster to make one for you. They usually have excess cable, and may give you one for free, or for a small amount of money.
 

The installation is easy. You just put the booster in before the splitter, i.e. cable from company <---> booster <---> splitter <----> cable box. That’s it.

Minibian Initial Setup

Minibian คือ Raspbian image ที่ตัด package ส่วนใหญ่ออกให้เหลือเท่าที่จำเป็นในการบูตระบบขึ้นมาบน Raspberry Pi เท่านั้น มีข้อดีคือกินพื้นที่ SD card น้อย บูตเร็ว และกิน RAM น้อยกว่า Raspbian image ปกติ และยังคงใช้ package เดียวกันกับที่อยู่ใน official Raspbian repository

แต่ในการใช้งานทั่วไปจริงๆ เรายังคงต้องมีการติดตั้งแพ็กเกจพื้นฐานบางอย่างที่ Minibian ตัดออก เลยคล้ายๆ เป็นพิธีกรรมว่าเวลาติดตั้ง Minibian ใหม่ ต้องทำตามขั้นตอนต่อไปนี้ ถึงจะได้ Raspberry Pi ที่เหมาะกับการใช้งานของคนทั่วไป รายละเอียดส่วนใหญ่ลอกมาจาก Lightweight Raspbian Distro Minibian Initial Setup แต่มีการดัดแปลง/เพิ่มเติม ตามความต้องการใช้งานของผมเอง

default ssh user เวลาล็อกอินเข้าไปใช้งานครั้งแรก

username: root
password: raspberry

ใน guide ข้างบนแนะนำให้เปลี่ยน password ของ root แต่จริงๆ ไม่ต้องเปลี่ยนก็ได้ เพราะเราจะ disable password ของ root ไปเลยในตอนท้าย

ติดตั้ง tools พื้นฐานสำหรับการตั้งค่าและอัพเดต package ตอนนี้ยังไม่ควรลงอะไรมาก เพราะเนื้อที่ filesystem เราจะยังมีน้อยอยู่

apt-get update
apt-get install sudo rpi-update raspi-config bash-completion usbutils dosfstools -y
apt-get remove initramfs-tools -y

ขยายเนื้อที่ filesystem ให้เต็มความจุ SD card, ตั้งค่า shared memory, overclock, เลือก time zone, เปลี่ยน hostname, ฯลฯ

raspi-config
reboot

อัพเดต firmware

rpi-update
reboot

อัพเดต package

apt-get dist-upgrade -y

สร้าง user ใหม่ สำหรับใช้แทน root

adduser pi
usermod -aG sudo pi

ลอง logout แล้ว ssh กลับเข้ามาด้วย user ที่สร้างใหม่ ถ้าโอเคแล้วก็ปิดการใช้งาน user root

sudo passwd root -d

ติดตั้ง editor ใหม่ อันนี้อาจจะเป็น nano, emacs, หรือ vim แล้วแต่ความชอบส่วนตัว

sudo apt-get install vim-nox

เพื่อความชัวร์ เข้าไปแก้ไฟล์ /etc/ssh/sshd_config ปิดการ remote ด้วย root อีกที

PermitRootLogin no

Welcome to Ghost

You’re live! Nice. We’ve put together a little post to introduce you to the Ghost editor and get you started. You can manage your content by signing in to the admin area at <your blog URL>/ghost/. When you arrive, you can select this post from a list on the left and see a preview of it on the right. Click the little pencil icon at the top of the preview to edit this post and read the next section!

Getting Started

Ghost uses something called Markdown for writing. Essentially, it’s a shorthand way to manage your post formatting as you write!

Writing in Markdown is really easy. In the left hand panel of Ghost, you simply write as you normally would. Where appropriate, you can use shortcuts to style your content. For example, a list:

  • Item number one
  • Item number two
    • A nested item
  • A final item

or with numbers!

  1. Remember to buy some milk
  2. Drink the milk
  3. Tweet that I remembered to buy the milk, and drank it

Want to link to a source? No problem. If you paste in a URL, like http://ghost.org - it’ll automatically be linked up. But if you want to customise your anchor text, you can do that too! Here’s a link to the Ghost website. Neat.

What about Images?

Images work too! Already know the URL of the image you want to include in your article? Simply paste it in like this to make it show up:

The Ghost Logo

Not sure which image you want to use yet? That’s ok too. Leave yourself a descriptive placeholder and keep writing. Come back later and drag and drop the image in to upload:

Quoting

Sometimes a link isn’t enough, you want to quote someone on what they’ve said. It was probably very wisdomous. Is wisdomous a word? Find out in a future release when we introduce spellcheck! For now - it’s definitely a word.

Wisdomous - it’s definitely a word.

Working with Code

Got a streak of geek? We’ve got you covered there, too. You can write inline <code> blocks really easily with back ticks. Want to show off something more comprehensive? 4 spaces of indentation gets you there.

.awesome-thing {
    display: block;
    width: 100%;
}

Ready for a Break?

Throw 3 or more dashes down on any new line and you’ve got yourself a fancy new divider. Aw yeah.


Advanced Usage

There’s one fantastic secret about Markdown. If you want, you can write plain old HTML and it’ll still work! Very flexible.

That should be enough to get you started. Have fun - and let us know what you think :)

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เดินเล่นใน Kokura

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เดินเล่นใน Kokura

หลังจากกินราเมงหมูดำที่ Yukuhashi มาในตอนที่แล้ว ก็นั่งรถไฟกลับมาที่สถานี Kokura เพื่อมาเดินเล่นแถวนั้นบ้าง

Kokura เป็นย่านศูนย์กลางของเมือง Kita Kyushu (คิวชูเหนือ) เป็นฮับการเดินทาง และศูนย์กลางเศรษฐกิจของแถบนี้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เดินเล่นใน Kokura

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เดินเล่นใน Kokura

ด้านหน้าของสถานี Kokura มีรูปปั้นของกัปตันฮาร์ล็อคตั้งอยู่ด้วย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เดินเล่นใน Kokura

ใกล้ๆ กันก็มี เมเทล กับ เท็ตสึโอะ จากเรื่อง กาแล็คซี่เอ็กซ์เพรส 999

การ์ตูนทั้งสองเรื่องนี้เป็นผลงานเด่นของ Matsumoto Leiji นักเขียนการ์ตูนชื่อดังที่มีพื้นเพเป็นคนคิวชูนี่เอง ถ้าใครที่ไม่เคยอ่านการ์ตูนสองเรื่องนี้ อาจจะเคยเห็น MV Interstella 5555 ของ Daft Punk ซึ่งก็เป็นฝีมือการออกแบบคาแรกเตอร์ของ Matsumoto Leiji นี่เหมือนกัน

จากสถานี เดินข้ามสะพานลอยมาอีกฟากหนึ่งจะเจอตึก AruAru City ซึ่งเป็นแหล่งรวมร้านค้าเกี่ยวกับพวกอนิเม/เกม

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เดินเล่นใน Kokura

ช่วงที่ไปกำลังมีโปรโมทงาน Summer Festival ที่มีวงโลคอลไอดอล Pajama Farm ✓13 มาร่วมงานด้วย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เดินเล่นใน Kokura

บรรยากาศข้างในก็คล้ายๆ กับแถว Akihabara มีเครื่องเล่นเกม มีร้านค้าขายหนังสือการ์ตูน ฟิกเกอร์ สินค้าอนิเมทั้งหลาย ฯลฯ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เดินเล่นใน Kokura

อันนี้เป็นรถแต่งจาก GoodSmile Racing

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เดินเล่นใน Kokura

โฆษณาเซนต์เซย่า Legend of Sanctuary ภาคที่เป็น CG ที่ฉายโรงบ้านเราไปแล้วน่ะแหละ

ตึก AruAru City นี่ถ้าขึ้นไปถึงชั้น 6 จะเจอ Manga Museum ให้เข้าไปเดินดูได้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เดินเล่นใน Kokura

ค่าเข้าสำหรับผู้ใหญ่ 400 เยน พนักงานที่เฝ้าอยู่ แต่งคอสเพลย์เป็นเมเทลด้วย (ไม่กล้าขอถ่าย)

ใน museum ก็จะมีจัดแสดงกรรมวิธีในการผลิตมังงะ แล้วก็ผลงานของ Matsumoto Leiji ให้ดูเป็นส่วนใหญ่ คำบรรยายเกือบทั้งหมดเป็นภาษาญี่ปุ่น

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เดินเล่นใน Kokura

เข้าไปปุ๊บ ด้านหน้าก็เจอกัปตันฮาร์ล็อคเลย ตัวใหญ่พอๆ กับที่อยู่หน้าสถานี Kokura

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เดินเล่นใน Kokura

ตรงไหนที่ถ่ายรูปได้จะมีสัญลักษณ์บอก

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เดินเล่นใน Kokura

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เดินเล่นใน Kokura

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เดินเล่นใน Kokura

ขนาดของ museum ก็ออกจะเล็กอยู่ เดินแป๊บเดียวก็หมดแล้ว ผลงานที่จัดแสดงเกือบทั้งหมดก็เป็นงานของ Matsumoto Leiji

ส่วนแสดงผลงานนี่ออกจะเงียบเหงาด้วยซ้ำ ไม่ค่อยมีคนเดินเท่าไหร่ แต่พอพ้นไปแล้วจะเป็นส่วนห้องสมุดมังงะ มีมังงะให้อ่านเยอะมากมายหลายเรื่องมาก มีที่นั่งที่นอนให้อ่านได้ตามสะดวก ในโซนนี้จะมีทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่มานั่งอ่านมังงะกันอยู่เยอะพอสมควร

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เดินเล่นใน Kokura

เดินออกมาจากตึก AruAru City แล้วก็รู้สึกว่าแถวนี้ไม่ค่อยมีอะไรแล้ว นั่งรถไฟไปเก็บตกที่เหลือในตัวเมือง Fukuoka ดีกว่า

EUROPE 2014 : VENICE, SAN MARCO

จุดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวหลักของ Venice ก็คงเป็น San Marco Square ที่ประกอบไปด้วยสถานที่สำคัญหลายอัน เริ่มด้วย Basilica di San Marco, Bridge of Sigh และ Doge’s Palace

20140409-EURO2014-VENICE-370

Basilica di San Marco

เริ่มด้วยที่เที่ยวสุดฮิตที่ทุกคนต้องมาเยือน นั่นก็คือมหาวิหาร San Marco สภาพตอนที่ไปเที่ยวคือปิดซ่อมด้านหน้าไปเยอะมาก >.< เสียใจที่สุด การเดินทางไป San Marco แบบง่ายสุดๆคือขึ้นเรือสาย 1 ซึ่งเป็นเรือหวานเย็นจอดทุกป้ายทำให้คนแน่นและเสียเวลามาก ถ้านั่งเรือสาย 1 จากสถานีรถไฟ (Venezia Santa Lucia) ท่า Ferrovia ไป San Marco ใช้เวลาร่วม 1 ชั่วโมงได้ ทางเลือกอีกทางที่ดีกว่าคือนั่งเรือสาย 2 แบบพิเศษ ซึ่งจะออกจากท่า Ferrovia ไปจอดที่ Rialto Bridge ไม่แวะระหว่างทาง ใช้เวลาแค่ 12 นาที จากนั้นเดินต่อไปอีกแว๊บเดียวก็ถึง San Marco แล้ว ขอเน้นอีกทีว่าให้นั่งสาย 2 แบบ “พิเศษ” ที่ไป Rialto Bridge นะ ก่อนขึ้นก็ถามเจ้าหน้าที่ก่อนก็ได้ ปรกติแล้ว San Marco เปิดให้เข้าชมตั้งแต่ 9:45AM เป็นต้นไป ส่วนเวลาปิดก็จะแล้วแต่ฤดูกาล หน้าร้อนปิดช้า หน้าหนาวปิดเร็ว ตามสไตล์สถานที่ท่องเที่ยวในยุโรป สิ่งที่สำคัญมากๆของการเตรียมตัวเข้าชม San Marco ก็คือ “ห้ามสะพายเป้”  ไม่มีข้อยกเว้น และไม่มีจุดรับฝากของตรงทางเข้า ดังนั้นควรเอาสัมภาระทั้งหลายไปฝากที่จุดฝากของเสียก่อน ตามแผนที่อันนี้ san marco ก่อนจะเข้าไปดูข้างใน เรามาทำความรู้จักกับงานของศิลปะของ Venice กันก่อนสักเล็กน้อย โดยศิลปะที่ใช้ในการตกแต่งมหาวิหารแห่งนี้เป็นแบบ Byzantine  ที่ได้รับอิทธิพลมาจากอาณาจักร Constantinople ซึ่งอยู่ฝั่ง Eastern Europe (เมือง Constantinople ปัจจุบันคือเมือง Istanbul ประเทศ Turkey)  โดยศิลปะแบบ Byzantine จะเน้นการเอาเศษหินหรือเศษแก้วขนาดเล็กที่มีสีสันสวยงามหลายๆชิ้น มาเรียงต่อกันให้เป็นรูปที่ต้องการ เราเรียกการทำแบบนี้ว่า Mosaic

20140408-EURO2014-VENICE-2

San Marco Facade

ภาพนี้คือรูปของซุ้มประตูด้านหน้าที่ไม่โดนปิดไปด้วยนั่งร้าน แสดงให้เห็นถึงความสวยงามอย่างที่สุดของ Byzantine Mosaic ดูเผินๆนึกว่าภาพวาดยังไงยังงั้น

20140408-EURO2014-VENICE-4

San Marco Facade

San Marco ถูกสร้างในช่วงศตวรรษที่ 11 ซึ่งเป็นจังหวะที่ Venice มีความเจริญสูงมาก เนื่องจากมีการค้าขายกับต่างชาติ สถานที่สำคัญภายใน San Marco แบ่งเป็น 4 อย่างคือ Basilica, Museum, Pala d’oro และ Treasury  โดยที่ Basilica ดูฟรี และ 3 อันหลัง ต้องมีการจ่ายค่าเข้าชมเพิ่มเติม ถ้าจะให้เรียงลำดับความน่าสนใจ ก็คงแนะนำให้ข้ามตัว Treasury ไป และเสียเงินดู Museum กับ Pala d’oro

20140408-EURO2014-VENICE-10

San Marco Dome

ตัว Basilica ไม่มีอะไรพิเศษ เพราะ San Marco ถูกสร้างด้วยสไตล์ Gothic ที่ไม่มีการตกแต่งอะไรอลังการภายใน ส่วนที่น่าสนใจที่สุดคือหลังคาของโดม ที่เป็น Mosiac ขนาดใหญ่ 20140408-EURO2014-VENICE-16 การตกแต่งภายในทั้งหมดล้วนเป็น Mosaic สีทอง โดยที่ภายในมหาวิหารจะมีการ Light Up เพื่อโชว์ความสวยงามของ Mosaic นี้เป็นช่วงๆ พอมีแสงแล้วดูสวยขึ้นอีกเยอะมาก 20140408-EURO2014-VENICE-9 Pala d’oro เป็นฉากหลังของ Alter แบบ Byzantine ที่ว่ากันว่าเป็นชิ้นที่สมบูรณ์ที่สุด ก่อนเข้าดูจะต้องเสียตังก่อน ประมาณ 2 € เนื่องจากเค้าห้ามถ่ายรูป เราจึงแอบถ่ายรูปมาได้เท่านี้

Pala D'oro

Pala D’oro

แอบไปขโมยรูปตัวเต็มของ Pala D’oro มาจาก Internet จะเห็นว่าตัว Altar มันใหญ่มาก และทองอร่ามสุดๆไปเลย เท่าที่ดูรูปทั้งหมด ไม่มีใครถ่ายรูปออกมาได้สวยกว่าของจริงแม้แต่คนเดียว   คงเป็นเพราะเค้าห้ามถ่ายรูปเลยไม่มีใครสามารถเก็บภาพจัดเต็มกลับบ้านมาแชร์ได้ 20140408-EURO2014-VENICE-13 Museum เป็นส่วนที่ใช้เวลามากที่สุด อย่างแรกที่คงไม่มีใครพลาดก็คือรูปปั้นม้า 4 ตัวที่เรียกว่า The Horses of Saint Mark  ม้าที่อยู่ใน Museum นี่เป็นของจริง ส่วนชุดที่ถูกตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ด้านหน้าให้ตากลมตากแดดเป็นตัวก๊อปปี้นะ ส่วนอื่นๆใน Museum ก็จะมีการนำ Mosaic เก่าๆมาจัดแสดง มีหลายๆอันที่ดูแล้วสวยถูกใจอย่างมาก อยากขโมยกลับมาติดข้างฝาที่บ้าน ถ้าดูข้างในเบื่อแล้วก็สามารถเดินออกมาที่ Balcony ด้านหน้าโบสถ์เพื่อดูวิวตรง San Marco Square ได้อีกด้วย เป็นส่วนที่รู้สึกว่าเสียเงินแล้วคุ้มที่สุด 20140408-EURO2014-VENICE-19 ออกมาตรงระเบียงก็ยืนพักชมวิว San Marco Square อย่างสบายใจสักหน่อย 20140408-EURO2014-VENICE-45 อันนี้ดูเหมือนเป็น Mosaic มังกร  7 หัว แต่ดูไปดูมาเริ่มไม่ค่อยแน่ใจว่าเป็นมังกร เพราะมันพ่นน้ำ แทนที่จะพ่นไฟ -_-” กว่าจะดูครบทุกส่วน ก็ใช้เวลาหมดไปเกินครึ่งวัน เลยต้องไปหาของกินรองท้องที่ McDonald’s  ถึงตอนนี้เริ่มรู้สึกถึงความอนาถาของการมา Backpack แต่ก็ต้องทนต่อไป เพราะไม่มีงบกินหรู 20140408-EURO2014-VENICE-103 ออกมาจากมหาวิหาร ก็จะพบกับหอระฆัง แต่ไม่ได้ขึ้นไป หอระฆังนี้เป็นหอใหม่ที่สร้างขึ้นมาตอนปี 1902 แทนของเก่าที่ถล่มลงมาแบบไรัสาเหตุ 20140408-EURO2014-VENICE-91 ตรง San Marco Square ก็จะมีฝูงนกพิราบเต็มไปหมด เด็กฝรั่งคนนี้ไปอุ้มเล่นอย่างสนุกสนาน (ต้องเอาข้าวสารไปล่อด้วย) นึกถึงว่าถ้าเป็นคนไทย พ่อแม่คงไม่ยอมให้ลูกไปเล่นกับนกพิราบแบบนี้เป็นแน่แท้ เพราะกลัวติดเชื้อโรค แต่ดูขุ่นแม่ของเด็กคนนี้ กลับยิ้มอย่างมีความสุข พอๆกับลูกสาวตัวเองเลย ;) เป็น moment ที่น่ารักมาก 20140409-EURO2014-VENICE-374 หันมาอีกด้านก็จะเจอทางเดินทางมหาวิหารไป Doge’s Palace เป็นทางเดินสุดคลาสสิกสำหรับผู้ที่ขอบถ่ายรูป เพราะมีเสาเรียงกันเป็นจำนวนมาก รูปแบบนี้ต้องถ่ายช่วงเย็นๆ หรือเช้ามากๆ เพราะตอนกลางวันก็จะมีนักท่องเที่ยวนั่งๆนอนๆอยู่แถวนี้เต็มไปหมด 20140408-EURO2014-VENICE-131 Doge’s Palace เป็นที่ทำงานของ Doge (โดจิ) ซึ่งเป็นตำแหน่งเจ้าเมืองของ Venice มีอำนาจเต็มที่ในการทำงาน คนที่จะมาเป็น Doge จะต้องผ่านกระบวนการคัดเลือกที่ซับซ้อนมาก เพื่อป้องกันการโกง นอกจากตำแหน่งนี้จะกำหนดคุณสมบัติไว้สุดโหดแล้วและผู้ที่ได้เป็นจะต้องย้าย มาอยู่ที่ Doge’s Palace แบบถาวรแถมยังไม่ได้รับเงินเดือนเลยอีกด้วย ทำให้คนที่มาเป็นมักเป็นผู้สูงอายุใกล้ม่องแล้ว มีหลายครั้งหลายคราที่ Doge กลับบ้านเก่าไปหลังจากรับตำแหน่งเพียงไม่นาน และตำแหน่งนี้ไม่มีกำหนดเวลาแปลว่าได้รับเลือกแล้วก็เป็นไปจนตายนั่นแหละ ในปัจจุบันไม่มี Doge แล้วนะ เพราะตำแหน่งนี้ถูกยกเลิกไปในปี 1797 โดยนโปเลียน ราคาค่าเข้าชม Doge’s Palace ค่อนข้างแพงเมื่อเทียบกับที่อื่นในอิตาลี สำหรับคนที่อยากจะอินมากขึ้นจะมีทัวร์พิเศษที่เรียกว่า SECRET ITINERARIES TOUR ซึ่งจะพาไปชมบางห้อง ที่ไม่เปิดให้คนทั่วไปเข้าชมอีกด้วย 20140408-EURO2014-VENICE-108 เนื่องจากภายใน Doge’s Palace ห้ามถ่ายรูป เราจึงไม่มีอะไรมารีวิวต่อ ดังนั้นจะไปต่อกันที่ Bridge of Sigh ละกัน -_-”  มันเป็นสะพานที่เชื่อมคุกกับ Doge’s Palace และนักโทษจะต้องเดินผ่านตรงนี้ซึ่งเป็นจุดสุดท้ายที่จะได้เห็นโลกภายนอกก่อน จะถูกขังลืม ดังนั้นเค้าเชื่อว่านักโทษก็จะมองออกมาแล้วถอนหายใจ ปลงกับชีวิตที่กำลังจะมาถึง เป็นที่มาของชื่อสะพานอันโด่งดัง รูปข้างบนคือยืนอยู่บนสะพาน แล้วถ่ายรูปออกไปตรงมุมที่เป็นจุดชมวิวสะพานจากด้านนอก 20140408-EURO2014-VENICE-225 วิวจากด้านนอกก็จะเป็นประมาณนี้แหละ ถ้าไม่มีตำนานพิเศษ เจ้าสะพานอันนี้คงไม่มีอะไรน่าสนใจเท่าไหร่ 20140408-EURO2014-VENICE-210 หน้าตาของ Doge’s Palace ก็ประมาณนี้

20140408-EURO2014-VENICE-205
20140408-EURO2014-VENICE-232
20140408-EURO2014-VENICE-63
20140408-EURO2014-VENICE-213
20140408-EURO2014-VENICE-198

ชมความสวยงามของสถานที่สำคัญรอบๆ San Marco เรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาเดินทางไปที่อื่นบ้าง ก็ไปขึ้นเรือหมายเลข 1 เพื่อชม Grand Canal (นั่งยาวถึงสถานีรถไฟ Venezia Santa Lucia) โพสหน้าเราจะเก็บตก สถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆของ Venice และเกาะ Murano กัน

ทดสอบ

ทดสอบบบ

TEST

TEST

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ราเมงหมูดำ Kanedaya

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ราเมงหมูดำ Kanedaya

ทริปคิวชูวันที่ 7 วันนี้เป็นรายการเก็บตกก่อนที่จะเดินทางกลับในวันรุ่งขึ้น เมืองเด่นๆ ในแถบคิวชูเหนือก็ไปมาเกือบหมดแล้ว วันนี้ก็เลยลองเปลี่ยนบรรยากาศไปแถวที่ไม่ดังบ้าง

เป้าหมายแรกคือออกนอกเกาะคิวชูไปที่ Shimonoseki จังหวัด Yamaguchi ฟังดูเหมือนไกล แต่จริงๆ แล้วก็แค่นั่งรถไฟข้ามช่องแคบไปนิดเดียว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ราเมงหมูดำ Kanedaya

เริ่มต้นที่สถานี Hakata เหมือนเคย ผมนั่งรถไฟสาย Limited Express Sonic ไปลงที่ Kokura แล้วต่อ JR Sanyo Line มุดอุโมงค์เชื่อมช่องแคบเพื่อไปจุดหมายที่สถานี Shimonoseki

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ราเมงหมูดำ Kanedaya

เช้านี้ไม่ได้ซื้อข้าวกล่องขึ้นมากินบนรถ เพราะว่าตั้งใจจะไปซื้อข้าวกล่องหน้าปลาปักเป้าชื่อดัง Deluxe Fukusushi ที่สถานีปลายทาง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ราเมงหมูดำ Kanedaya

ถึงสถานี Shimonoseki แล้ว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ราเมงหมูดำ Kanedaya

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ราเมงหมูดำ Kanedaya

รอบๆ สถานี Shimonoseki มีตึกสวยๆ เหมาะแก่การถ่ายรูป

ผมเดินหาร้านขายข้าวกล่องแต่ไม่มีข้าวกล่องที่ตั้งใจจะซื้อ ก็เลยไปถามที่ tourist information แถวนั้น ได้ความว่าข้าวกล่องหน้าปลาปักเป้าที่อยากกิน มีขายเฉพาะเสาร์อาทิตย์เท่านั้น ก็เท่ากับว่านั่งรถไฟมาเสียเที่ยว T-T

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ราเมงหมูดำ Kanedaya

ข้าวกล่องหน้าตาแบบในรูป (ภาพจาก ที่นี่)

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ราเมงหมูดำ Kanedaya

จำใจต้องกินข้าวปั้นจากมินิมาร์ทรองท้อง + นั่งรถกลับมาสถานี Kokura

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ราเมงหมูดำ Kanedaya

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ราเมงหมูดำ Kanedaya

ถึงจะผิดหวังจะข้าวหน้าปลาปักเป้า แต่ก็ยังไม่ล้มเลิกความพยายามในการหาของกิน จากสถานี Kokura ผมนั่งรถขบวน Sonic ไปลงสถานี Yukuhashi (14 นาที)

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ราเมงหมูดำ Kanedaya

ถึงสถานี Yukuhashi แล้ว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ราเมงหมูดำ Kanedaya

หน้าสถานีมีสัญลักษณ์หน้าตาแปลกๆ

Yukuhashi นี่สถานีดูใหญ่โต แต่ในตัวเมืองค่อนข้างเงียบถึงเงียบมาก ไม่ค่อยมีรถราวิ่งให้เห็น คนส่วนใหญ่ที่เจอก็เป็นคนแก่มากกว่าวัยทำงาน

เดินตรงจากสถานีมาประมาณ 1 กิโลนิดๆ ก็จะเจอกับร้านราเมงเล็กๆ ขนาดห้องเดียว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ราเมงหมูดำ Kanedaya

ร้านราเมง Kanedaya เปิด 11 โมงตรง ผมมาเร็วไปราวๆ 10 นาที ก็เดินเตร็ดเตร่แถวนั้นอยู่พักนึง กลับมาอีกทีร้านก็เปิดพอดี

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ราเมงหมูดำ Kanedaya

ข้างในเป็นร้านเล็กๆ มีเคาท์เตอร์แล้วก็โต๊ะนั่งกินอีกนิดหน่อย ดูแล้วรับลูกค้าได้ไม่น่าเกิน 15 คน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ราเมงหมูดำ Kanedaya

แต่ดูแล้วก็เป็นร้านดังใช้ได้ มีลายเซ็นคนดัง (มั้ง) เต็มร้านเลย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ราเมงหมูดำ Kanedaya

เมนูในร้าน มีเท่านี้แหละ มีราเมงกับท็อปปิ้งให้เลือก ผมก็สั่งไม่เป็นเลยเลือกของมาตรฐานที่เค้าแนะนำกัน คือราเมงหมูดำ (ส่วนท็อปปิ้งอ่านไม่ออก เลยไม่ได้สั่ง)

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ราเมงหมูดำ Kanedaya

ราเมงมาแล้ว น้ำซุปขาวข้นตามสไตล์ของราเมงแถบนี้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ราเมงหมูดำ Kanedaya

หมดอย่างรวดเร็ว

สรุปสั้นๆ ว่าเป็นราเมงที่อร่อยที่สุดในทริปนี้แล้ว เส้นราเมงเหนียวกำลังดี หมูอร่อย น้ำซุปเข้มข้น สมกับเป็นราเมงที่ได้คะแนนรีวิวใน tabelog สูงที่สุดใน Fukuoka (แต่เช็คดูล่าสุดหล่นไปอยู่อันดับ 5 แล้ว)

ถ้าได้มาแถวนี้ แนะนำว่าไม่ควรพลาด แต่ถ้าจะถ่อมาจาก Hakata อาจจะดูลำบากเกินไปหน่อย (นั่งรถชั่วโมงกว่า เดินอีกกิโลนึง)

รายละเอียดเพิ่มเติม เวลาปิดเปิด ดูได้จากใน tabelog

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เนื้อย่าง Tanka

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เนื้อย่าง Tanka

พอกลับจาก Yufuin มาถึงตัวเมือง Fukuoka แล้ว ก่อนจะกลับที่พักก็แวะทานข้าวเย็นสักหน่อย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เนื้อย่าง Tanka

ร้านที่แวะชื่อ Tanka อยู่แถวระหว่างสถานี Yakuin กับสถานี Watanabedori เปิด 6 โมงเย็นถึงตี 3 (ข้อมูลจาก tabelog) อาหารเป็นแนวๆ เนื้อย่างหลายแบบ เท่าที่เห็นคนส่วนใหญ่ที่มากินก็เป็นพวกพนักงานออฟฟิศ

ที่ร้านไม่มีเมนูภาษาอังกฤษ แต่รายการอาหารหลายๆ อย่างก็เป็นตัวคะตะกะนะ อ่านไม่ยากเท่าคันจิ และพอเดาๆ มั่วๆ ไปได้ พนักงานก็พยายามช่วยเหลือดี

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เนื้อย่าง Tanka

ระหว่างรออาหารที่สั่ง ก็มีของทานเล่นมาให้กินรอไปพลางๆ อันนี้เป็นคล้ายๆ เนื้อเปื่อย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เนื้อย่าง Tanka

อย่างแรกเป็นเมนูที่พนักงานบอกว่าคนนิยมสั่ง เป็นเนื้อ + ลิ้น ย่างเสียบไม้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เนื้อย่าง Tanka

มีน้ำจิ้มให้สามอย่าง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เนื้อย่าง Tanka

ย่างมาได้กำลังดีเลย ข้างนอกสุก ข้างในยังแดงนิดๆ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เนื้อย่าง Tanka

สั่งกิมจิมากินตัดรสด้วย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เนื้อย่าง Tanka

อันนี้จำชื่อไม่ได้ แต่เป็นเนื้อส่วนลิ้น เข้าใจว่าย่างเกลือ จะจิ้มซอสหรือบีบมะนาวก็อร่อย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เนื้อย่าง Tanka

จานนี้เป็นโฮรุมง (เครื่องใน) เคี้ยวสนุกดี

ราคารวมทั้งหมด (มีเบียร์สดอีกแก้วนึง) 4,050 เยน ก็รู้สึกว่าแพงนิดนึงแต่ก็อร่อยสมราคาอยู่ ถ้าเกิดว่าอ่านเมนูออกคงจะได้สั่งอะไรมากกว่านี้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

เที่ยวเมือง Yufuin ต่อจากตอนที่แล้ว หลังจากกินข้าวเสร็จก็ถึงเวลาเดินเที่ยวในตัวเมือง จากแผนที่จะเห็นว่าถนนหลักของเมืองจะมีอยู่เส้นเดียว ร้านค้าทั้งหลายจะตั้งเรียงรายอยู่สองฟากถนน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

แผนที่เมือง Yufuin ขอมาจากจุดบริการนักท่องเที่ยวที่สถานี

ถ้าคนที่มาเที่ยวแบบมาเช้าเย็นกลับ เดินเฉพาะถนนสายหลักนี่ก็พอ เพราะนอกจากส่วนนี้ไปแล้วก็บ้านนอกญี่ปุ่นดีๆ น่ะเอง เต็มไปด้วยทุ่งหญ้า ป่าเขา และลำคลอง แต่สำหรับคนที่มาแบบนอนเรียวกังค้างคืน ที่พักพวกนั้นจะอยู่กระจายออกไปรอบนอกหน่อย

ความรู้สึกตอนที่เดินในตัวเมืองคือจะได้อารมณ์คล้ายๆ อำเภอปาย จ.แม่ฮ่องสอน คือส่วนนักท่องเที่ยวนี่ร้านค้าแข่งขันเท่ แข่งกันมีกิมมิคเรียกลูกค้าสุดๆ แต่โซนที่ไม่ใช่ที่ท่องเที่ยวก็จะเป็นคนท้องถิ่นอยู่กันแบบบ้านๆ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

เดินผ่านโรงอาบน้ำสาธารณะชื่อ Shitanyu อยู่ใกล้ๆ ทะเลสาบ Kirinko น่ะแหละ อยากลองเข้าไปแช่น้ำร้อนดูบ้าง แต่งง ไม่รู้จ่ายเงินยังไง เข้าตรงไหน ก็เลยเดินผ่านไป

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

เดินต่อมาอีกเจอ Marc Chagall Museum พิพิธภัณฑ์จัดแสดงงานของศิลปินรัสเซีย ตึกหน้าตาสวยดีเลย ติดทะเลสาบ แต่ก็ยังงงๆ อยู่ว่ามาตั้งพิพิธภัณฑ์อะไรอยู่ตรงนี้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

มี Museum shop และ Cafe ใกล้ๆ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

ตรงนี้เหมือนจะเป็นโซนขายของรำลึกอดีตของคนญี่ปุ่น มีของเล่นเก่าๆ ใบปิดหนังเก่า

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

มีให้ถ่ายคู่กับอุลตร้าแมน + หุ่นเหล็กหมายเลข 28 ด้วย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

มาถึงส่วนถนนคนเดิน ร้านค้าเพียบ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

ไอติมสนูปปี้รสชาเขียว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

ร้านขายเหล้าและอื่นๆ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

บรรยากาศมันปายมาก

ผมไม่ได้กะว่าจะซื้อของฝากหรือของที่ระลึกอะไรติดมือไปด้วยอยู่แล้ว ก็เลยไม่ได้ใช้เวลากับร้านค้าสักเท่าไหร่ แต่ตั้งใจว่ามาแล้วจะลองแช่ออนเซ็นในเมืองนี้ดู ซึ่งต้องเดินออกไปรอบนอกของตัวเมืองหน่อย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

รอบนอกเมืองก็บ้านนอกดีๆ นี่เอง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

พื้นที่รอบนอกส่วนใหญ่เป็นนาข้าว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

เรียงกังหลายๆ แห่งใน Yufuin นี่จะเปิดให้คนที่ไม่ใช่แขกเข้าไปแช่น้ำร้อนได้ด้วย ผมเลือกเรียวกัง Musoen ที่มีบ่อแบบ outdoor ให้แช่ ค่าบริการ 700 เยน (+ผ้าเช็ดตัวราคา 200 เยน) การใช้งานก็เหมือนออนเซ็นญี่ปุ่นปกติ มีห้องล็อกเกอร์สำหรับเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ (แบบบ้านๆ หน่อย) แล้วก็อาบน้ำล้างตัวก่อนลงบ่อ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

ที่ Musoen นี่บรรยากาศดีเลย มีสวนมีต้นไม้ร่มรื่น ตอนแช่น้ำร้อนเห็นวิวท้องฟ้า ก้อนเมฆ และภูเขา Yufu อยู่ไกลออกไปลิบๆ ติดอยู่ตรงที่ว่าอยู่ห่างจากตัวเมืองออกมาเยอะหน่อย ตอนเดินมาเล่นเอาหอบแฮ่ก ดูในแผนที่เหมือนจะพอเดินได้ แต่จริงๆ แล้วมันเป็นทางขึ้นลงเนินเขา จะเหนื่อยกว่าปกติ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

ยอดเขา Yufu มีเมฆปกคลุม

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

มีแต่ทุ่งนาจริงๆ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

เดินกลับมาถึงสถานี Yufuin ฝนก็เริ่มเทลงมา

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

ในสถานีมี Waiting Room ก็นั่งรอฝนซา

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

ระหว่างเดินเล่นรอรถไฟขากลับ ไปเจอกับเบียร์ท้องถิ่น ขวดนี้ 600 เยน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

เพิ่งเห็นว่าถ้าเดินไปจนสุดชานชาลาจะมีที่ให้แช่เท้าด้วย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

แต่ไม่มีเวลาแช่ เพราะรถไฟมาแล้ว เป็น Yufuin no Mori เหมือนตอนขามา

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

อันนี้ซื้อจากมินิมาร์ทในเมือง เอามากินบนรถ เป็นซันโตรี่ผสมโค้ก อร่อยดี

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : เที่ยวตัวเมือง Yufuin

เจอรถไฟ JR สีเหลือง สวยดี

ข้อแนะนำตอนนั่ง Yufuin no Mori คือขามา ถ้านั่งติดหน้าต่างฝั่งขวา จะมองเห็นน้ำตกที่มีชื่อเสียงของแถบน้ำด้วย จังหวะนั้นรถไฟจะชะลอให้มีโอกาสดูด้วย ถ้าขากลับก็ให้นั่งฝั่งซ้าย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

วันที่ 6 ในเกาะคิวชู ตามโปรแกรม วันนี้จะนั่งรถไฟไปเที่ยว Yufuin เมืองน้ำพุร้อนชื่อดังของญี่ปุ่น แต่ก่อนเดินทางก็ต้องหาของกินเสียก่อน ผมเลือกไปกินร้านปลาดิบที่อยู่ใน Fukuoka City Fish Market Center คือดูชื่อแล้วเหมือนจะเป็นตลาดปลา แต่พอไปจริงๆ แล้วดูเหมือนสหกรณ์ประมงอะไรงี้มากกว่า ไม่มีตลาดสดอะไรให้ดู

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

ลงรถไฟที่สถานี Akasaka แล้วเดินต่ออีกราวๆ 700 เมตร หน้าตึกมีป้ายชัดเจน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

ร้าน Hakata Uogashi อยู่ชั้นล่างของตึกเลย (รีวิวจาก tabelog)

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

ร้านไม่ใหญ่มาก มีโต๊ะนั่งกิน หรือนั่งที่เคาท์เตอร์ก็ได้ บนผนังมีราคาอาหารให้ดู ราคาไม่แพงเลย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

ผมสั่ง Ikura Kaizendon เป็นข้าวหน้าปลาดิบรวม + ไข่ปลา อันนี้ราคา 980 เยน ปลาสดอร่อยไม่ผิดหวัง

จบจากมื้อเช้าแล้วก็ได้เวลาไปขึ้นรถไฟเพื่อไป Yufuin สักที

Yufuin เป็นเมืองท่องเที่ยวในจังหวัด Oita เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงเรื่องน้ำพุร้อนอีกเมืองนึงนอกจาก Beppu (ที่ดังกว่าและนักท่องเที่ยวเยอะกว่า) การเดินทางจาก Fukuoka แบบสะดวกสุดสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างเราๆ ก็คือนั่งรถไฟ ใช้เวลาประมาณ 2 ชม.10 นาที โดยรถที่มีให้บริการจะมีรถขบวน Yufu ที่เป็นรถ Limited Express ธรรมดา กับรถไฟท่องเที่ยวขบวน Yufuin no Mori วิ่งเส้นทางเดียวกัน ถ้ามี JR Pass ก็สามารถใช้ได้เลย

สำหรับรถขบวน Yufuin no Mori เป็นรถที่คนนิยมนั่งกันทำให้ต้องจองล่วงหน้า ไม่งั้นจะไม่มีที่นั่ง ควรจะเผื่อเวลาไว้สัก 3-4 วัน ของผมก็จองตั๋วไว้ตั้งแต่วันแรกๆ ที่มาถึงเลย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

รถ Yufuin no Mori เข้าเทียบชานชาลาที่สถานี Hakata แล้ว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

เป็นรถที่โด่งดังใช้ได้เลย พอเทียบชานชาลาปุ๊บ ก็มีคนมารุมถ่ายรูปกันเต็ม สังเกตจากเงาสะท้อนบนกระจกได้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

ขบวนนี้ถึง Yufuin 11:34

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

มีเมนูอาหารให้สั่งด้วย สมกับเป็นรถไฟท่องเที่ยว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

ภายในรถไฟตกแต่งด้วยไม้สีอ่อน เบาะนั่งสีเขียวเข้ม ให้ความรู้สึกผ่อนคลายดี บนรถไฟมีพนักงานสาวคอยให้บริการแบบเดียวกับแอร์โฮสเตสบนเครื่องบินด้วย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

ผมสั่งข้าวกล่อง Yufuin no Mori (ชื่อเดียวกับขบวนรถ) เอาไว้ไปกินมื้อกลางวันที่ Yufuin ราคา 1,030 เยน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

มีแจกโปสการ์ดพร้อมประทับตราว่าได้มาจริงๆ นะ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

ห้องคนขับกับส่วนผู้โดยสารเป็นประตูกระจก สามารถเดินไปดู+ถ่ายรูปได้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

พนักงานประจำขบวนเอาป้ายกับหมวกมาให้ มีบริการถ่ายรูปให้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

มาถึงสถานี Yufuin แล้ว เจอสิ่งก่อสร้างหน้าตาแปลกๆ เข้าใจว่าเป็นที่พักผู้โดยสารเฉพาะของขบวน Seven Stars รถไฟท่องเที่ยวระดับหรูหรา

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

ก้าวออกมาจากสถานี Yufuin ก็เจอวิวสวยๆ เลย มีถนนมุ่งเข้าตัวเมือง ร้านค้าเรียงรายสองข้างทาง มีภูเขา Yufu เป็นฉากหลัง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

ใครใคร่นั่งรถม้าก็มีให้บริการ (ไม่รู้ราคา)

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

แผนที่เมือง Yufuin (เอามาจาก japan-guide) จะเห็นว่าออกจากสถานีแล้วจะมีถนนสายหลักมุ่งหน้าไปที่ทะเลสาบ Kirinko สองข้างทางนี่ก็จะเป็นร้านค้ามากมายสำหรับนักท่องเที่ยว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

แต่ผมยังไม่อยากเจอคนเยอะๆ ก็เลยเดินมาทางถนนอีกเส้นหนึ่งที่ไปทะเลสาบ Kirinko เหมือนกัน ชมธรรมชาติและบรรยากาศเมืองในหุบเขา

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

น้ำใส ไหลเย็น เห็นเป็ด

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

เดินมาสักกิโลนึงก็จะถึงทะเลสาบ วิวสวยเลยทีเดียว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

ผมเดินอ้อมทะเลสาบมาทางศาลเจ้าเล็กๆ ดูเงียบสงบดี มีมุมให้นั่งกินข้าว ก็ได้โอกาสกินข้าวกล่องที่ซื้อมา

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

ข้าวกล่องหน้าตาแบบนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นพืชผักแปลกๆ ที่ไม่รู้จักชื่อ กินแล้วไม่ค่อยถูกปากเท่าไหร่ แอบเสียดายเงินอยู่

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : นั่งรถไฟ Yufuin no Mori

วิวตอนมองกลับไปอีกฟากหนึ่งของทะเลสาบ

ตอนถัดไปจะเดินเที่ยวในตัวเมือง Yufuin ครับ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

จบจากดูนิทรรศการที่ Contemporary Art Museum แล้วก็ไปต่อที่ปราสาท Kumamoto ท่ามกลางท้องฟ้ามืดครึ้ม

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

มองไปไหนก็เจอแต่คุมะมง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

ทางเข้าปราสาท ค่าเข้า 500 เยน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

ด้วยโครงสร้างของปราสาทกำแพงด้านนอกจะเป็นกำแพงหิน มีทางเดินขึ้นเนินซับซ้อน เพื่อให้ป้องกันข้าศึกที่มาบุกได้ง่าย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

ผ่านส่วนทางเข้าที่ซับซ้อนแล้วก็จะมาเจอตัวปราสาท Kumamoto สักที

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

ด้านหน้าปราสาทเป็นลานกว้าง ถ่ายรูปกันได้ตามสะดวก

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

ตรงมุมของลานกว้างมีหอสังเกตการณ์ ขึ้นไปดูได้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

ดูวิวออกไปทางนอกปราสาท

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

ทางเดินภายในดูเก่าๆ ขลังๆ ดี

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

อันนี้เป็นทางเดินใต้ดิน ดูใหม่หน่อย คงเพิ่งมาทำทีหลัง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

มีจุดให้ชักภาพ

ก่อนจะขึ้นปราสาท Kumamoto ผมไปเดินส่วนที่เป็นตำหนัก Honmaru ก่อน ซึ่งในส่วนนี้จะเป็นอาคารทำจากไม้ทั้งหลัง บูรณะขึ้นมาจนดูใหม่กิ๊ง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

ดูเหมือนในการ์ตูนเลย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

ตัวตำหนัก Honmaru ก็ดูสวยเนี้ยบดี แต่ถ้าเทียบกับของปราสาทนาโงย่าที่เคยไปมาแล้ว ดูอันนี้จะอลังการน้อยกว่านิดนึง

ต่อไปก็เข้าไปดูในตัวปราสาท Kumamoto ซึ่งก็จัดแสดงเหมือนปราสาทญี่ปุ่นทั่วไป มีส่วนนิทรรศการ มี artifact เก่าๆ ให้ดู ซึ่งบางทีพอจัดพื้นที่เป็นแบบนี้แล้วมันรู้สึกเหมือนข้างในไม่ใช่ปราสาท เหมือนเป็นตึกธรรมดามากกว่า

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

มีตัวปลาที่ปกติจะประดับอยู่บนหลังคาให้ดู

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

แผนที่เมืองในสมัยก่อน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

ขึ้นมาถึงชั้นบนสุด มีจุดให้ชมวิว เท่านี้แหละ

หลังจากที่เคยไปปราสาทอื่นมาแล้วสองที่ (นาโกย่า กับอินุยามะ) พอมาเจอปราสาท Kumamoto นี่ก็เริ่มจะเบื่อๆ หน่อยแล้ว เพราะไม่มีอะไรแตกต่างกันมากนัก ยกเว้นอินุยามะที่เป็นปราสาทดั้งเดิม ไม่เคยถูกทำลายแล้วสร้างขึ้นมาใหม่ ก็จะมีสภาพเก่าๆ บันไดชัน ทางเดินแคบ ดูแล้วขลังกว่าปราสาทสร้างใหม่เยอะ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

ก่อนกลับ แวะถ่ายรูปกับฮิโกะมะรุคุงได้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

กลับไปเดินแถว Kamitori-Shimotori ที่เป็นย่านช้อปปิ้งแทน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

ร้านสวยๆ ขายของน่ารักๆ เยอะตามสไตล์ญี่ปุ่น

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

ถ่ายชิโนดะซัง พรีเซ็นเตอร์ Chulip ด้านหลังติดขนมโดราเอมอนมาด้วย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

คนเพียบ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

โฆษณาเน็ตคาเฟ่

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

บรรดาสินค้าคุมะมง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

อันนี้โฆษณาร้านโบว์ลิ่งมั้ง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

ถนน Showa dori ทางเท้ากว้าง มีต้นไม้สองข้างทาง บรรยากาศดี

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

กลับมาถึงสถานี Kumamoto แล้ว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

นั่งชินคันเซ็นกลับ Hakata

พอกลับมาถึงสถานี Hakata แล้วผมเดินต่อไปที่ห้าง Canal City เพราะมีมินิไลฟ์ของ Katahira Rina ให้ดู ซึ่งทีแรกก็ไม่รู้จักหรอกว่าเป็นใคร

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

ลองฟังดูแล้วเพลงก็เพราะดีเลยนะ เล่นสด กีตาร์ตัวเดียว มีเพลงให้ฟังบน YouTube ด้วย

ดูจบแล้วก็ไปนั่งร้าน Yatai เหมือนเคย วันนี้เป็นร้านชื่อ Hanayama (花山) อยู่แถวๆ Showa Dori ใกล้สถานี Tenjin

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

เกี๊ยวซ่า

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

ไข่ห่อเมนไทโกะ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : ปราสาท Kumamoto

ขาดไม่ได้คือเบียร์เย็นๆ

หมดไปอีกหนึ่งวัน

KYUSHU 2014 : SANGA RYOKAN, KUROKAWA ONSEN

ได้เวลาเดินทางเข้าสู่ Kurokawa Onsen, เมืองพักผ่อนอาบน้ำร้อนชื่อดังญี่ปุ่น

Kurokawa Onsen (黒川温泉)

Kurokawa ตั้งอยู่ในเขตเมือง Aso จังหวัด Kumamoto โดยเป็นเมืองเล็กๆที่เต็มไปด้วยที่พักแบบเรียวกัง และบ่อน้ำพุร้อน ทั้งแบบที่เป็นแบบส่วนตัว และที่เปิดให้คนนอกสามารถเข้าไปลองอาบน้ำดูได้  รายละเอียดเพิ่มเติมลองไปดูได้ที่เวบ japan-guide

PB297274

เรียวกังที่จองไว้ในครั้งนี้คือ  Sanga Ryokan ซึ่งเป็นเรียวกังที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงในแถบนี้ และได้คะแนนเป็นอันดับสองในเวบ TripAdvisor  ตัวเรียวกังมีห้องหลายแบบ หลายขนาด ให้เลือก รองรับได้ตั้งแต่ 2-10 คน

Sanga Ryokan มีที่จอดรถให้แขกที่เข้าพักนำรถมาจอดได้ฟรี  เดินจากที่จอดรถลงมาตามทางเดินก็จะเจอกับอาคารหลักหน้าตาแบบนี้

PB297360

เนื่องจากที่พักนี้อยู่ไกลจากตัวเมืองมาก ทำให้ Pocket Wifi ที่เช่ามา ซึ่งใช้สัญญาณของ AU (KDDI) กลายเป็นก้อนหินไร้ค่าไป แต่ทางเรียวกังมี Free Wifi ให้ใช้งานที่อาคารหลักแห่งนี้ ไม่ต้องกลัวว่าจะขาดการติดต่อกับ Social Network

หลังจาเชคอินเสร็จ เจ้าหน้าที่ก็จะพาไปแนะนำห้องพัก ซึ่งเราก็พบว่าเจ้าหน้าที่พูดภาษาอังกฤษได้น้อยมาก ไม่สามารถสื่อสารอะไรที่ยากๆได้ ทำให้ต้องใช้ Google Translate ช่วยเป็นวุ้นแปลภาษานิดหน่อย

PB297365

ห้องที่จองชื่อ Ho-no-ki เป็นห้องขนาด 8+8 เสื่อ นอนได้ 4-8 คน โดยข้อดีของห้องนี้คือมี Outdoor Private Onsen  โดยในห้องกลาง มีโต๊ะอุ่นขาให้นั่ง หนาวๆแบบนี้ รู้สึกมีความสุขสุดๆที่ได้ใช้

PB297369

เดี๋ยวคืนนี้เจอกัล

PB297372

Sanga Ryokan มีรถรับส่งระหว่างตัวเรียวกัง และ Town Center ให้เรียกใช้ฟรี เนื่องจาก Kurokawa เป็นเมืองท่องเที่ยวขนาดเล็กมาก จึงมีร้านกินข้าวให้เลือกไม่มากนัก ดูจาก tabelog แล้วก็เลยตัดสินใจเลือกกินร้านข้าวแกงกะหรี่ ชื่อ Warokuya (八六屋) โดยทางร้านจะมีสามสูตรให้เลือก เราเลือกกินแกงกะหรี่เนื้อม้า และแกงกะหรี่เนื้อหมูดำ นอกจากนั้นยังมีเบคอนทอด และไก่ทอด ที่เป็น Local Product ด้วย

PB297309

โดยสรุปอาหารรสชาติงั้นๆ ตามสไตล์เมืองโคตรเล็ก ที่น่าสนใจที่สุดคือในร้านข้าวแกงกะหรี่ มี Kumamon ตัวใหญ่นั่งอยู่ด้วย อดไม่ได้ที่จะต้องเลือกนั่งโต๊ะนี้ แล้วแชะรูปที่ระลึก

PB297290

นอกจากนั้นยังมีของที่ระลึกของ Kumamon ขายอยู่ด้วย ซึ่งเราก็ไม่ได้ซื้อะไรมาสักอย่าง

PB297303

ในตัวเมืองเดินสัก 15 นาทีก็หมดแล้ว มีร้านที่น่าสนใจเป็นร้านขายขนมหวาน, ของที่ระลึก และร้านขายขนมเซมเบ้

PB297355

PB297352

หลังจากเดินเสร็จ ก็ให้มาบอก Town Center ให้โทรบอกเรียวกัง ว่าจะกลับแล้ว เค้าจะจัดการโทรบอกให้ ระหว่างรอรถตู้มารับกลับ เจอแกงค์เด็กญี่ปุ่นถือเครื่องเล่นเกมมาคนละเครื่อง และนั่งเล่นกันอย่างเมามัน

PB297350

ส่วนป้ายอันนี้เหมือนจะเป็นตั๋วอาบน้ำแร่ของ Kurokawa ที่ถูกใช้งานไปแล้ว คนก็เอามาแขวนทิ้งไว้ที่ศาลเจ้า ไม่ได้นำกลับไปด้วย

PB297346

กลับมาถึงห้องพัก ก็อาบน้ำอาบท่า และเตรียมตัวทานอาหารเย็น

PB297404

ไฮไลท์ของการเข้าพักครั้งนี้คืออาหารเย็นของ Sanga Ryokan ที่เค้าภูมิใจเสนออย่างมาก โดยมีชื่อว่า Kaiseki ซึ่งเป็นชุดอาหารที่รวบรวม Local Product ที่มีชื่อเสียงของ Kumamoto 12 ชนิดเข้าด้วยกัน อาหารของที่นี่จะไม่ได้เสิร์ฟที่ห้องพัก แต่ให้มาทานที่อาคารกลาง สามารถนัดเวลาทานข้าวเย็นได้ตอน 6 โมง, 6 โมงครึ่ง หรือหนึ่งทุ่ม

PB297412

เพื่อเพิ่มอรรถรสในการทานอาหาร เราสั่งเบียร์ Local ของที่นี่มาทานด้วย

PB297420

อาหารชุด Kaiseki อย่างแรกคือ Kinkan Shu เป็นสาเกที่ทำมาจากส้มจี๊ด

PB297415

โดยที่สาเกจะเสิร์ฟพร้อมอาหารอย่างที่ 2 คือ สลัดผักคลุกหนังปลาปักเป้า (Puffer Fish Skin & Vegetable Salad)

PB297414

และอาหารอย่างที่สามคือ Karasumi Daikon , ผลบัวหิมะ (Yacon) ที่รูปร่างเหมือนหัวไชเท้าเล็กๆ  , รากบัว, ปลา Smelt (Burduck Nanbanzuke) , Awafu Gengaku ไม่รู้อะไร, ไข่หวาน, Salmon Roll แล้วก็ผักดอง (Kikuimo Kinpira)

PB297416PB297425

อันต่อมา #4 เป็นซุปเกี๊ยวปู (Habutae Soup)

PB297424

ต่อด้วย #5 อาหารที่อยากกินมาก ซาชิมิเนื้อม้า (Basashi) อาหารขึ้นชื่อของ Kumamoto โดยสรุปคือเนื้อมาจะค่อนข้างเหนียว แปลกลิ้นดี ทางเรียวกังแนะนำให้กินเนื้อม้าพร้อมขิง, ต้นหอม และโชยุ

PB297428

PB297430

#6 เป็นปลาเทร้าต์เผาเกลือ (Yamame-Trout grilled with salt) เสิร์ฟพร้อมแปะก๊วย (Ginkgo nut) แซลมอนชีส (Salmon cheese roll)  รากบัวยัดไส้มัสตาร์ด (Karashi-Renkon)และขิง (Hajikami ginger)

PB297432

#7 ไข่ตุ๋น (Soft shell turtle chawan-mushi) ถ่ายถ้วยมา เพราะคงน่าสนใจกว่ารูปไข่ตุ๋นเป็นแน่แท้

PB297440

#8 Main Course .. เนื้อย่าง (Aso Beef Steak) พร้อมผักชนิดต่างๆ จัดมาแบบ Medium … อร่อยเหาะ

PB297442

#9 & #10 ข้าวและซุปมิโซ

PB297455

#11 ผักดอง

PB297454

#12 ผลไม้ตามฤดูกาล

PB297458

เมนู เผื่อคนสนใจ

PB297419

กินเสร็จ ทำได้แค่อย่างเดียวคือกลิ้งกลับห้อง จากนั้นก็ได้เวลาอาบน้ำที่ออนเซนกลางแจ้งให้สมกับที่จ่ายเงินไป พรุ่งนี้ยังมีอาหารเช้า Kaiseki รอเราอยู่อีกหนึ่งมื้อ ส่วนวันนี้ขอนอนก่อนล่ะ

PB297466


 

ร้านแกงกะหรี่ Warokuya (八六屋)

เบอร์โทร : 0967-44-0283
เวบไซต์  : http://www.okyakuya.jp/blog/shop/warokuya/index.html
เปิด 10 โมงเช้า – 6 โมงเย็น (Last Order 5.30)  ปิดวันพฤหัส


 

Sanga Ryokan

เบอร์โทร : 0967-44-0906
เวบไซต์  : http://www.sanga-ryokan.com/en/

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

ตามโปรแกรมวันนี้จะเป็นการไปเก็บตกในเมือง Kumamoto ที่วันก่อนมีเวลาแค่ตอนเย็นนิดเดียว ปกติเริ่มจากที่ Hakata ถ้านั่งชินคันเซ็นไปก็ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง แต่ช่วงเช้าวันนี้มีเหตุผลให้ต้องออกนอกเส้นทางเล็กน้อย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

แทนที่จะนั่งชินคันเซ็นตรงไป Kumamoto เลย ผมขึ้นรถ Ltd. Express Midori ที่มุ่งหน้าไปทาง Nagasaki แทน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

Midori Express ขบวนที่นั่งนี่เป็นตู้ที่พ่วงกับขบวนที่มุ่งหน้าไปยังสวนสนุกเฮาส์เท่นบอสช์ (Huis Ten Bosch) ด้วย ซึ่งสวนสนุกนี่จะเป็น theme หมู่บ้านยุโรป เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งที่ขึ้นชื่อของ Nagasaki แต่ถ้าจะไปต้องมีเวลาทั้งวันเต็มๆ ถึงจะพอเที่ยวได้ทั่ว (ซึ่งไม่มี)

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

เป้าหมายคือสถานี Takeo-Onsen ใช้เวลาเดินทาง 1 ชม. 8 นาที

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

กาแฟดำรองท้อง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

ร้านขายอุด้ง/โซบะ แบบยืนกินตามสถานี

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

สองข้างทางก็เป็นบ้านนอกคิวชู มีแต่ทุ่งหญ้าทุ่งนา

เหตุผลของการมาที่สถานี Takeo-Onsen นี่คือมาตามหาข้าวกล่อง Calbi Yakiniku 極上カルビ焼肉弁当 ที่มีขายเฉพาะที่สถานีนี้เท่านั้น ความพิเศษของข้าวกล่องนี่คือเป็นข้าวกล่องที่ชนะการประกวดข้าวกล่องของภูมิภาคคิวชูปีล่าสุด

พอถึงสถานี Takeo-Onsen แล้วผมจะมีเวลาตามหาร้าน + ซื้อข้าวกล่อง 11 นาที ก่อนจะนั่งรถ Ltd. Express Midori อีกขบวนนึงย้อนกลับทางเดิมไปถึงสถานี Shin-Tosu เพื่อขึ้นชินคันเซ็นไป Kumamoto ตามเป้าหมายเดิม

อาจจะดูยุ่งยากหน่อย แต่ด้วยระบบรถไฟของญี่ปุ่นที่มีระเบียบ มีข้อมูลชัดเจน และตรงต่อเวลา ถ้าทำการบ้านมาให้ละเอียดหน่อย ก็ไม่ใช่เรื่องลำบากอะไรนัก

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

ในที่สุดก็ได้มาในราคา 1,620 เยน ถือว่าเป็นข้าวกล่องที่ค่อนข้างแพงเลยเมื่อเทียบกับที่อื่นๆ ก็อาศัยจังหวะที่นั่งรถย้อนกลับเป็นโอกาสกินได้เลย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

เปิดกล่องมาหน้าตาแบบนี้ ยังอุ่นๆ อยู่เลย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

ส่วนรสชาติก็สมกับที่ได้อันดับหนึ่ง เนื้อปรุงรสมาดี ย่างได้พอเหมาะ รสชาติจะเข้ม+น้ำมันเยอะไปนิดนึงแต่กินกับข้าวญี่ปุ่นแล้วจะเข้ากันกำลังดี

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

หลังจากกินเสร็จ และมาถึงสถานี Shin-Tosu แล้วก็ต่อชินคันเซ็นไป Kumamoto ใช้เวลาแค่ 34 นาทีเท่านั้น สรุปว่าออกจาก Hakata 7:30 ไปหาข้าวเช้ากินที่ Takeo-Onsen แล้วก็ยังไปถึง Kumamoto ได้ตอน 10:05 ยังมีเวลาเที่ยวอีกเต็มๆ วัน และค่าตั๋วรถไฟไปๆ มาๆ ทั้งหมดนี่สามารถใช้ JR Pass ผ่านได้หมด

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

มาถึงสถานี Kumamoto เดินผ่านร้านขายข้าวกล่องก็เจอข้าวกล่องอายุยะซันไดที่ตามหาเมื่อวันก่อน วางขายต่อหน้าต่อตา แต่เพิ่งกินข้าวเช้าไปหมาดๆ ก็ต้องตัดใจ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

การเดินทางใน Kumamoto ถ้าใช้รถรางจะราคาเดียวเที่ยวละ 150 เยน ใช้บัตร Suica จ่ายก็ได้ สะดวกดี แต่ถ้าใครคิดว่าจะนั่งมากกว่า 3 เที่ยว แนะนำให้ซื้อ Day Pass ราคา 500 เยนจะคุ้มกว่า สำหรับผมคิดคร่าวๆ แล้วนั่งไม่เกิน 3 เที่ยวแน่ๆ เลยไม่ได้ซื้อ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

ที่แรกของวันนี้คือมา Kumamoto Contemporary Art Museum ที่มีแสดงนิทรรศการการออกแบบความสุขของ Eiji Mitooka อยู่พอดี

สำหรับคนที่ไม่รู้จัก Eiji Mitooka เป็นนักออกแบบ นักวาดลายเส้น และทำงานเป็นที่ปรึกษาให้กับ JR คิวชู ผลงานเด่นของเค้าคือการออกแบบรถไฟท่องเที่ยวหลายขบวนในภูมิภาคนี้ ในนิทรรศการก็จะมีทั้งผลงานลายเส้น แบบจำลอง รวมทั้งข้าวของเครื่องใช้ที่ใช้กันจริงๆ บนรถไฟ ที่มีการออกแบบโดยคำนึงถึง experience ของผู้ใช้งาน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

แบบจำลองของรถไฟขบวน Yufuin no Mori ที่นำเอารถไฟ Kiha รุ่นเก่ามาดัดแปลงเป็นรถไฟท่องเที่ยว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

ของใช้จาก Seven Stars รถไฟขบวนหรูหราอลังการเจ็ดดาว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

ที่นั่งแบบต่างๆ จากรถไฟหลายๆ ขบวน ที่ออกแบบหน้าตาต่างกัน วัสดุต่างกัน ซึ่งจะให้สัมผัสในการใช้งานแตกต่างกันไป

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

มีตัวอย่างงานออกแบบให้ดู

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

เจ้าแมวทามะ นี่ก็ผลงานของ Mitooka

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

โปสเตอร์บอกว่านิทรรศการต่อไปที่จะจัดคือแสดงผลงานของ Yoshitaka Amano ที่เราคุ้นเคยลายเส้นกันมาจากเกม Final Fantasy น่ะเอง น่าดูมากๆ แต่ไม่มีโอกาส

KYUSHU 2014 : ชมใบไม้แดงที่ Kiyomizu-dera เมือง Miyama, Fukuoka

คนส่วนใหญ่ถ้าได้ยินชื่อวัด Kiyomizu ก็คงนึกถึงวัดน้ำใสที่เกียวโต แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า ที่เมือง Miyama ในจังหวัด Fukuoka ก็มีวัดชื่อนี้กับเค้าด้วยเหมือนกัน

PB297208

เมือง Miyama อยู่ทางใต้ของ Fukuoka โดยอยู่ประมาณกึ่งกลางระหว่าง Fukuoka กับ Kumamoto .. การเดินทางไปวัด Kiyomizu นี้คงเป็นไปได้แค่ทางเดียวคือขับรถยนต์ เพราะตัววัดอยู่ลึกเข้าไปบนภูเขา ที่จอดรถของวัดมีค่อนข้างเยอะ ถึงจะไม่เต็ม แต่ก็ดูเนืองแน่น

PB297122

เนื่องจากอาณาเขตของวัดอยู่ในภูเขา ในแต่ละบริเวณประกอบไปด้วยสถานที่ที่อยู่ในระดับความสูงต่างกัน จึงทำให้ใบไม้เปลี่ยนสีไม่เท่ากัน บางส่วนพึ่งเปลี่ยนสี บางส่วนกำลังสวย และบางส่วนร่วงไปหมดแล้ว

โปรแกรมเที่ยวที่นี่ จะแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกที่เข้าไปถึงคือเขตที่เปิดให้ชมสวน ซึ่งมีค่าบริการ 300 ¥ ซึ่งก็ไม่ได้รู้สึกว่าคุ้มค่าอะไร แค่มาถึงแล้วก็ต้องเข้าไปดูเท่านั้นเอง

PB297153

ข้างหน้าจุดชมสวนมีต้นแปะก๊วยตันใหญ่ โกร๋นแล้ว

PB297130

PB297185

ส่วนที่สอง คือการเดินไปตัววัดจริงๆ ซึ่งอยู่บนเขา ซึ่งโชคดีที่มีทัวร์ JR อะไรสักอย่างของคนญี่ปุ่นจัดโปรแกรมที่นี่ ทำให้มีป้ายบอกทางเดินเที่ยวตลอดเวลา ซึ่งเราก็เดินตามทางป้ายไปเรื่อยๆ ถือว่าเป็นโชคดีมาก เพราะวัดนี้ไม่มีข้อมูลท่องเที่ยวภาษาอังกฤษให้ศึกษาก่อนมา ถ้าไม่เจอทัวร์นี้ก็คงไม่รู้ว่าต้องเดินไปตรงไหนบ้าง

เดิน เดิน เดินเข้าไป
คุณลุงคุณป้าชาวญี่ปุ่นเค้าเดินเร็วมาก มีเหรอเราจะยอมแพ้
เห็นบันไดแบบนี้แล้วนึกถึงดอยสุเทพ …

PB297223

ธรรมชาติของที่นี่ยังสมบูรณ์มากๆ

PB297214

พอเดินขึ้นไปถึงตัววัดจริงๆ ก็เหลือแต่ใบไม้ร่วงเต็มพื้น กับต้นไม้โกร๋นๆให้ดู

PB297253

ข้างบนเจอน้องหมาญี่ปุ่นนอนหลับอยู่ในบ้านของตัวเอง ท่าทางสบายเวอร์

PB297263

ช่างน่าแปลกใจตรงที่ ใบไม้บางส่วนก็ยังพึ่งเริ่มเปลี่ยนสีเอง ทั้งๆที่ต้นที่อยู่ห่างกันไป 30 เมตรร่วงโกร๋นไปหมดแล้ว

PB297260

ระหว่างทางลง เจอมุมสวย

PB297268

เที่ยวที่นี่ใช้เวลาไป 2 ชั่วโมงครึ่ง ก็สามารถเดินออกมาที่ลานจอดรถเหมือนเดิมได้ โปรแกรมต่อไปก็คือมุ่งหน้าสู่ Kurokawa Onsen เมืองที่ตั้งหน้าตั้งตาจะมาเยือนตั้งแต่เริ่มวางแผนทริปนี้


วัด Kiyomizu-dera (吉山 清水寺)

http://www.e-kiyomizu.or.jp/
เบอร์โทร 0944-63-7625
ค่าชมสวน 300 ¥
มีที่จอดรถ ฟรี

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของ Nagasaki จะเป็นคาบสมุทรติดทะเล อยู่ไม่ไกลจากเกาหลี และด้วยความที่เป็นเมืองท่าที่มีการติดต่อค้าขายกับต่างชาติเยอะ ทำให้ได้รับอิทธิพลจากทั้งเมืองจีนและฝรั่งตะวันตก

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ถัดจาก China town ตามแผนคือไปต่อที่ Glover Garden ที่เป็นบ้านเก่าของพ่อค้าชาวสก๊อต ตั้งอยู่บนเนินเขา แต่ระหว่างทางก็มีจุดน่าสนใจคือ Oranda Dori หรือถนนฮอลแลนด์ จะเป็นถนนสไตล์ตะวันตก ถ้าใครเคยไปมาเก๊าจะได้อารมณ์คล้ายๆ กัน แต่ที่นี่จะชิลๆ คนน้อย สงบกว่า ผมแวะร้านขายของที่ระลึกแถวนี้ ได้ magnet ติดมือกลับมาอันนึง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เดินตาม Oranda Dori ไปเรื่อยๆ แล้วจะเจอกับ Oranda zaka หรือที่ตามไกด์บุ๊คจะเรียกว่า Dutch Slope เป็นเนินที่เมื่อก่อนเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของพ่อค้าต่างชาติโดยเฉพาะชาวดัทช์ เดินสบายๆ ไม่ชันมาก บรรยากาศร่มรื่นดี

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เจอคนวาดรูปด้วย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ป้ายทางขึ้นเนินมีหลายจุด

เดินซอกแซกไปเรื่อยๆ ไม่นานก็จะเห็น Glover Garden อยู่บนเนินลิบๆ ผมเดินจนเจอ Glover Sky Road ซึ่งเป็นคล้ายๆ ลิฟท์แนวเฉียงพาขึ้นไปจนเกือบถึงยอด

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ทางขึ้นหน้าตาแบบนี้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ขึ้นมาถึงยอดแล้วมองลงไปข้างล่างวิวดีมาก โชคดีที่วันนี้อากาศเป็นใจ ถ่ายท้องฟ้าออกมาได้ใสกว่าวันอื่น

จากแถวนั้น เดินอีกนิดเดียวจะเจอทางเข้า Glover Garden แล้ว (มีทางเข้าหลายทาง อันนี้เป็นทางด้านหลัง)

ข้อมูลคร่าวๆ ของ Glover Garden คือเป็นบ้านพักและสวนเก่าของพ่อค้าชาวตะวันตก ที่เอามาทำเป็น open air museum มีจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้สมัยก่อนให้ดู ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ค่อยน่าสนใจนัก ทีแรกก็เกือบจะไม่ได้รวมที่นี่เข้าไว้ในโปรแกรมแล้ว แต่ว่าพอได้มาจริงๆ ดันชอบซะงั้น คือบรรยากาศมันร่มรื่นดี อาคารสวย สวนสวย วิวดี มีมุมให้ถ่ายรูปเยอะ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ซื้อตั๋วแล้วเค้าจะให้แผนที่มาด้วย (รวมในราคา 610 เยน) ซึ่งดีมาก เพราะพื้นที่ของ Glover Garden ถือว่าใหญ่ มีอาคารหลายหลัง ทางเดินในสวนก็ดูจะงงๆ หน่อย ถ้าไม่มีแผนที่อาจจะหลงทางได้ง่ายๆ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

จากประตูหลัง เข้ามาปุ๊บก็เจออาคารหลังใหญ่ มีบ่อปลาด้านหน้า

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ขึ้นไปบนอาคารชั้นสอง มองลงมาเห็นวิวเป็นขั้นบันไดลงไป มีท่าเรือ Nagasaki เป็นฉากหลัง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

มีที่ให้เช่าชุดคอสเพลย์เป็นชาวตะวันตกย้อนยุคด้วย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ในสวนมีร้านอาหารบรรยากาศดี มีดนตรีสดเล่น เท่าที่อ่านป้ายดูเห็นว่าจัดงานแต่งแถวนี้ก็ได้ด้วย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

น้ำตกในสวน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

อาคารหลัก หันหน้าเข้าหาท่าเรือ Nagasaki เป็นตำแหน่งที่วิวดีที่สุดเลย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

มีคล้ายๆ โต๊ะหินเขียนบอกทิศทางของสถานที่ต่างๆ คิดว่าถ้าเป็นพ่อค้ามาทำมาค้าขายแถวนี้ ได้ดูวิวท่าเรือจากตรงนี้ก็คงจะเหมาะดี

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ด้านในมีจำลองให้ดูว่าชาวตะวันตกสมัยนั้นเค้าใช้ชีวิตในญี่ปุ่นกันยังไง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

รูปปั้นเจ้าของที่ Thomas Glover ชาวสก๊อตหน้าตาเป็นแบบนี้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ที่พื้นในสวนมีหินรูปหัวใจด้วย ถ้าใครตาดีมีเวลาว่างก็ลองมองหาดู

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

พอออกจาก Glover Garden แล้วจะเจอถนนลาดลงจากเนิน สองข้างทางเป็นร้านค้าดักรอนักท่องเที่ยวตามสูตร

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ร้านนี้ด้านหน้าเท่ดี แต่ไม่รู้ว่าข้างในขายอะไร

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

See you again

จุดสุดท้ายที่จะไปวันนี้คือขึ้นกระเช้าไปชมวิวบนเขา Inasa ซึ่งถ้าจะให้ดีก็ควรขึ้นไปให้ถึงจุดชมวิวก่อนพระอาทิตย์ตก จะได้เห็นวิวทั้งตอนสว่างและตอนมืด

ผมก็กะเวลาออกจาก Glover Garden เผื่อเวลานั่งรถรางมาลงที่สถานี Takaramachi แล้วต้องเดินต่อมาที่จุดขึ้นกระเช้าอีกราวๆ 1 กิโลด้วย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

จากสถานี Takaramachi เดินไปจุดขึ้นกระเช้า ปกติจะใช้เวลาประมาณ 15 นาที แต่ผมดันเดินไปผิดทาง (ป้ายบอกทางมันดูงงๆ หน่อย) กว่าจะรู้ตัวก็อ้อมไปไกลโข ถ้าใครมาเอง ให้ดูป้ายและเช็คกับ GPS ในมือถือให้ดี

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ถ้าเดินมาถูกทางจะเจอศาลเจ้า และสถานีขึ้นกระเช้าก็จะอยู่ในศาลเจ้านั่นแหละ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ค่าตั๋วไป-กลับ 1,230 เยน อันนี้จะไม่เหมือนตอนไปขึ้นเขา Aso เพราะที่นี่สูงมาก เดินกลับลงไปเองไม่ไหว ถ้าไม่นั่งกระเช้าลงมาก็มีแต่เรียกแท็กซี่อย่างเดียว (แล้วจะจ่ายแพงทำไม)

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ผมไปช่วงที่คนยังไม่เยอะมาก กระเช้าจะออกทุกๆ 20 นาที ถ้าเป็นเวลาที่คนเยอะ จะออกทุกๆ 15 นาทีแทน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

วิวตอนที่กำลังขึ้น สูงและชันกว่าตอนขึ้นที่ Aso มากๆ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ขึ้นมาถึงสถานีด้านบนแล้ว จะเห็นวิวด้านนึงเป็นภูเขา อีกด้านนึงเป็นที่ราบที่มีตัวเมืองอยู่

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เดินตามไฟสีฟ้าๆ นี่ไปจะเจอกับอาคารที่เป็นจุดชมวิว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ถึงแล้ว ถ้าใครขับรถขึ้นมาหรือมากับทัวร์ รถจะจอดอยู่แถวนี้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

วิวด้านหนึ่งเห็นตัวเมืองและท่าเรือ ลมเย็นสบายดีมาก

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

วิวอีกด้านหนึ่งเห็นทะเล มีเกาะน้อยใหญ่อยู่ไกลๆ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

พอเริ่มมืดก็จะเห็นแสงไฟสวยงาม

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ฝั่งที่เป็นอ่าวและท่าเรือ พอมืดแล้วมีไฟสวยงาม จนต้องเบียดกับมหาชนในการหาตำแหน่งถ่ายรูป (ที่นี่ไม่ให้ใช้ขาตั้ง ต้องเอากล้องวางไว้กับราวกั้นแล้วพยายามกดด้วยมือนิ่งๆ แทน)

ว่ากันว่าจุดชมวิวที่นี่สวยติดอันดับ 1 ใน 3 ของญี่ปุ่นเลยทีเดียว

ชมวิว+ถ่ายรูปจนพอใจแล้วก็ได้เวลากลับ นั่งกระเช้าลงมา เดินต่อไปสถานีรถราง แล้วนั่งต่อมาที่สถานีรถไฟ กินเวลาเยอะพอสมควร ถ้าใครที่มาแล้วพักที่เมืองอื่นให้เช็คเวลารถไฟเที่ยวกลับให้ดีๆ ด้วย เพราะรถไฟหมดเร็ว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ผมนั่ง Ltd. Express กลับ Hakata ก็ใช้เวลาเกือบๆ 2 ชม.

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เนื่องจากมองการณ์ไกลไว้แล้วว่าอาจจะไม่มีเวลาหาอะไรกินตอนค่ำ ผมก็เลยซื้อข้าวกล่อง “คาคุนิเมชิ” เตรียมไว้ตั้งแต่ตอนกลางวัน (ราคา 800 เยน ซื้อตามในการ์ตูน ตะลุยกินข้าวกล่องรถไฟ เหมือนเดิม)

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

หน้าตาจะเป็นหมูสามชั้นปรุงรสคล้ายๆ พะโล้ อร่อยดีทีเดียว เสียแต่ว่าซื้อไว้นานเกิน จนรสชาติออกจะชืดๆ ไปหมดแล้ว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

กว่าจะถึงสถานี Hakata ก็หมดแรงจะไปเดินต่อที่อื่นแล้ว สรุปว่ากลับที่พักเพื่อวางแผนสำหรับวันรุ่งขึ้น เตรียมตัวไปเก็บตกในตัวเมือง Kumamoto

KYUSHU 2014 : Tomimatsuunagiya Kuroda honten ร้านปลาไหลเทพเจ้า

วันนี้เราจะพาไปที่ Tomimatsuunagiya Kuroda honten ร้านปลาไหลเทพเจ้า (ตั้งเอง) ที่เมือง Kurume

เริ่มจากเชคอินโรงแรม จ่ายเงินค่าห้อง เอาของเก็บในห้อง และอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ (จนถึงตอนนี้ คือไม่ได้อาบน้ำมาเกือบ 24 ชั่วโมงแล้ว)

ใครก็ตามที่มาพักโรงแรมเครือ toyoko-inn ก็ควรทำสมาชิกไว้สักหน่อย ค่าสมัคร 1500 ¥ (ลดเหลือ 1000 ¥ สำหรับคนอายุมากกว่า 60 ปี)  โดยใช้ลดค่าโรงแรมได้ 5% ในวันจันทร์-เสาร์ และ 10% ในวันอาทิตย์

ระบบจอดรถทั้งหมดของ toyoko-inn จะเป็นแบบออโต้ คือเราเอารถเข้าไปจอดเข้าซองในโรงรถที่เค้าทำระบบไว้ แล้วระบบมันจะยกรถไปเก็บให้เอง หลังจากนั้นเราจะได้การ์ดมาใบนึง พอตอนมารับรถ ก็เอาการ์ดเสียบไปตรงประตูโรงรถ แล้วระบบมันจะไปเอารถเรามาวางไว้ให้ โดยเสียค่าจอดรถวันละ 500 ¥

ร้านอาหารที่ดูโอเคที่สุดใน criteria ที่ตั้งใจไว้ คือ มีที่จอดรถ, เปิดถึงดึกๆ, คนไม่น่าจะแน่นเกินไป, ไม่ใช่อาหารดิบ และได้คะแนนใน tabelog.com เยอะ ก็คือร้าน Tomimatsuunagiya  (tabelog.com นี่เป็นเวบรวบรวมร้านอาหารยอดฮิตของคนญี่ปุ่น พร้อมมีเรทติ้ง คอมเม้นต์ รูป และข้อมูลของร้านอย่างละเอียด ใครเป็นคนรักจะตะลุยกินอาหารญี่ปุ่นแล้วไม่รู้จักเวบนี้ ถือว่าสอบตกอย่างแรง เสียอย่างเดียว คือเวบนี้เป็นภาษาญี่ปุ่นล้วนๆ ก็ต้องพึ่ง google translate + chrome แกะลายแทงเอานะ) นอกจากนั้นร้านนี้ยังได้รับโหวตเป็นร้านอาหารอันดับหนึ่งใน Kurume จากเวบ TripAdvisor อีกด้วย

ร้าน Tomimatsuunagiya อยู่ห่างจากโรงแรมไปประมาณ 10 กิโลเมตร ร้านตั้งอยู่บนถนนริมแม่น้ำ ที่ดูเปลี่ยวๆหน่อย แต่พอจอดรถเสร็จ ลงจากรถเท่านั้นแหละ กลิ่นปลาไหลย่าง ก็ลอยเข้ามาเตะจมูกอย่างจัง ทำเอาลืมความไกลของร้านไปในบัดดล

PB287117

เมนูหลักๆก็จะมีข้าวหน้าปลาไหลอยู่สองแบบ คือแบบมีข้าวขาวใส่ถ้วย พร้อมกับปลาไหลใส่จานราดน้ำซอส กับอีกแบบคือคลุกข้าวกับน้ำซอส แล้วใส่ปลาไหล+ไข่เจียวซอยโปะหน้า

PB287103

นอกจากนั้นก็มีการสั่งปลาไหลเป็นตัวๆ สำหรับคนมากินกันเป็นครอบครัว และไม่อยากแยกสั่งเป็นชุดของตัวเอง

ดูจากเมนูแล้ว ก็เข้าใจได้ว่า ตัว Signature ของร้านนี้คงหนีไม่พ้นรูปฝั่งขวามือ ทีนี้มันมีสองราคาคือ 2,200 ¥ และ 3,000 ¥  ก็เลยถามพนักงาน เค้าก็บอกมา(เป็นภาษาญี่ปุ่น) ก็เลยเดาเอาว่าใส่ปลาไหล 1 ตัว กับ 2 ตัว

PB287100

ระหว่างรออาหาร ทางร้านมีการเสิร์ฟของกินเล่นเป็นก้างปลาไหลทอด แล้วเอามาคลุกกับเกลือนิดหน่อย เค็มๆกรอบๆอร่อยดี

PB287107

ถึงตอนนี้แต่ละคนก็เลือกสั่งตามขนาดกระเพาะของตัวเอง กล่องสีอ่อนคือใส่ปลาไหลตัวเดียว กล่องสีเข้มคือ 2 ตัว

PB287108

ส่วนถ้าไม่สั่งแบบ Signature ก็จะได้ปลาไหลเป็นจานแบบนี้ พร้อมข้าวขาวใส่ถ้วยมาให้

PB287111

ปลาไหลที่เห็นนี่คือ 1 ตัว และใต้ข้าวจะมีปลาไหลอีกตัวสอดไส้อยู่ข้างใน

สรุปคะแนน ร้านนี้เอาไป 10 เต็ม 10
ปลาไหลอร่อยมาก ไม่รู้สึกมันๆเลี่ยนๆเหมือนข้าวหน้าปลาไหลในเมืองไทย


รายละเอียดร้านค้า

富松うなぎ屋 黒田本店  (Tomimatsuunagiya Kuroda honten)
เบอร์โทร   0942-26-3608
เปิด 10:00-21:00
มีที่จอดรถ ฟรี

KYUSHU 2014 : Fukuoka & Akizuki Castle Ruins

ตอนแรกเริ่มจากเดินทางถึง Fukuoka, กินข้าว, รับรถเช่า และเดินทางไปดูใบไม้แดงที่ Akizuki Castle Ruins

การเดินทาง

เครื่องบินของ JetStar ก็คงไม่ต้องบรรยายอะไรกันมาก เนื่องจากเป็น Low Cost Airline บินตรงกรุงเทพ-ฟุกุโอกะ จัดมาด้วยเครื่อง AirBus 320 นั่งแบบ 3-3  ออกเดินทางจากกรุงเทพ 2:30 ถึง Fukuoka 9:30 วันเดียวกัน

พอเครื่องจอดที่สนามบิน ไม่มีงวงช้างให้เดิน ต้องขึ้นรถบัสเข้ามาที่ Terminal หลัก จากนั้นผ่าน ตม. มาด้วยความรวดเร็ว ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นเพราะเป็นภูมิภาคเล็ก คนมาเที่ยวไม่มากนัก การเดินทางเข้าเมือง ต้องนั่งรถ Shuttle Bus ฟรีของสนามบิน จากหน้าประตู International Terminal ไปที่ Domestic Terminal เพื่อต่อ Subway โดยค่า Subway จาก Airport ไปสถานี Hakata ซึ่งเป็นสถานีหลักของ Fukuoka ก็คนละ 260 ¥

มีเรื่องกวนใจนิดหน่อยกับตู้ซื้อตั๋วรถไฟของที่นี่ เนื่องจากตู้มันให้เลือกซื้อตั๋วได้แค่ทีละ 1,2 หรือ 3 คน  ทีนี้ พอเราไปกัน 4 คน ก็เลยต้องกดซื้อ 2 ที  ซึ่งการซื้อตั๋วรถไฟแต่ละรอบ เราก็จะไม่สามารถหยอดเงินให้พอดีกับค่ารถไฟได้ สุดท้ายแล้วมีเหรียญทอนมาเป็นกระบุง

มาถึงตรงนี้ไม่ได้ถ่ายรูปอะไรสักอย่าง เพราะยังคงวุ่นวายกับการพาทัวร์ลูกเป็ดเดินทางเข้าเมือง ที่แย่กว่านั้นคือกระเป๋าเดินทางเสียหายจากการขนส่ง ซิปหลักโดนกระแทกหลุดไปทั้งยวง กระเป๋าอยู่ใสสภาพที่ไม่รู้ว่าจะปิดเปิดซิปได้อีกกี่รอบ ทำให้ต้องไปซื้อกระเป๋าเดินทางใบใหม่ที่ห้างในสถานี Hakata ได้กระเป๋าเดินทาง Samsonite ใบใหม่มา ราคาไม่ได้แพงมาก แถมซื้อแล้วได้ Tax Refund อีกด้วย

พอจัดการความวุ่นวายเรื่องกระเป๋าเสร็จ ก็ได้เวลาไปกินอาหารมื้อแรกกันสักที  ตามโปรแกรมร้านที่เลือกไว้คือ ซูชิซานมัย ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆกับสถานี Hakata ถ้าให้เทียบระดับความดีของร้านจากเต็ม 10 ร้านนี้ก็เอาไปแค่ 3 คะแนนพอ เพราะเนื้อปลาคุณภาพเหมือนกินปลาดิบที่ฟูจิยังไงยังงั้น

โอโทโร่

โอโทโร่ดูไม่อร่อยเลย

ราคาซูชิไม่แพง

ซูชิหลายๆแบบรวมกัน

PB286926

ข้อมูลร้านซูชิซานมัย
ชื่อญี่ปุ่น : すしざんまい 博多駅前店
เวบไซต์ http://www.kiyomura.co.jp/
เบอร์โทร 092-433-2840


เช่ารถ

ครั้งนี้จองรถมากับ Toyota Car Rental ซึ่งเป็นบริษัทเช่ารถของ Toyota โดยตรง (https://rent.toyota.co.jp/)
เวบไซต์มีแต่ภาษาญี่ปุ่น ถ้าไม่มีคนที่อ่านภาษาญี่ปุ่นออกทำการจองให้ ก็อาจจะต้องจองกับเจ้าอื่น เช่น

1. เวบที่มีภาษาอังกฤษเช่น tocoo (http://www2.tocoo.jp/en/index?) ซึ่งเวบ tocoo จะมีรถให้เลือกเป็นกลุ่ม เช่น city car, hybrid car แต่ไม่สามรถเลือกรุ่นหรือยี่ห้อแบบเจาะจงได้

2. จองรถกับโตโยต้า แต่ผ่าน Agency เช่น http://www.easyandsave.com/

ข้อดีของการจองเอง ผ่านเวบไซต์ของทางญี่ปุ่นโดยตรงและชำระด้วยบัตรเครดิตล่วงหน้า คือเค้าจะให้ส่วนลด 5%

ครั้งนี้เราจอง Toyota Aqua ซึ่งเป็นรุ่น Hybrid เหตุผลสำคัญที่เลือกรุ่นนี้สองอย่างคือ ค่าเช่าถูกกว่า Prius และ อยากลองรถ Hybrid ว่าประหยัดแค่ไหน

ตอนไปรับรถ ก็อย่าลืมขอซื้อ Kyushu Expressway Pass (KEP) ด้วย โดย KEP คือการจ่ายค่าทางด่วนแบบเหมาเป็นจำนวนวัน ซึ่งถ้าใช้ทางด่วนเยอะๆ จะถูกกว่าจ่ายเป็นครั้งๆไปค่อนข้างมาก ครั้งนี้ซื้อ 6 วัน 6,500 ¥ โดยหลังจากซื้อ KEP แล้ว มันก็จะมาในรูป ETC Card นี่แหละ (ปล. ETC Card = EasyPass )

สรุปค่าใช้จ่ายเรื่องรถได้ตามนี้
– ค่าเช่ารถ 6 วัน + ประกัน 50,000 ¥
– ค่า KEP 6 วัน 6,500 ¥
– ค่าน้ำมัน 40 L = 6,200 ¥
รวมแล้วเท่ากับ  62,700 ¥
ประมาณเป็นเงินไทย 18,000 บาท

ค่าใช้จ่ายอันนี้ยังไม่รวมค่าจอดรถ  และยังไม่รวมค่าปรับ ที่อาจจะโดนหักตามหลังมา :D

PB286961


การขับรถในญี่ปุ่น

เอาสรุปคร่าวๆ ประมาณนี้
– ต้องมีใบขับขี่สากล ไปทำได้ที่ขนส่งทางบก ไม่ต้องสอบอะไรเพิ่ม มอบอำนาจให้คนอื่นไปทำแทนได้ ค่าใช้จ่ายประมาณ  5-600 บาท
– ญี่ปุ่นขับรถพวงมาลัยขวา เพราะฉนั้นคนไทยก็ขับได้สบาย
– ในเมืองจำกัดความเร็ว 40-60 ถ้าเป็นทางด่วนน่าจะ 110 แต่เท่าที่ขับตามคันอื่น ก็รู้สึกได้ว่าคนที่นี่ก็ขับเร็วกว่าข้อกำหนดนิดหน่อย
– ที่จอดรถส่วนใหญ่เสียเงิน แต่ก็ไม่แพงมาก
– คนญี่ปุ่นเปลี่ยนเลนน้อยมาก และแทบจะไม่ขับแซงกันเลย ทำให้ขับรถแล้วไม่เครียด จะเครียดอย่างเดียวก็คือซิ่งไม่ได้นี่แหละ
– การใส่สถานที่ปลายทางของ GPS ให้ใส่เป็นเบอร์โทรศัพท์จะง่ายที่สุด  GPS มันเทพมากๆ นำทางเชื่อถือได้เกือบ 100% (เท่าที่เจอกับตัว มีนำทางผิดเหมือนกัน)


 Akizuki Castle Ruins (秋月城跡)

ประเดิมจุดหมายแรกด้วยจุดชมใบไม้แดงของ Fukuoka ที่เมือง Asakura ซึ่งเป็นจุดที่ต้องขับรถไปเท่านั้น เวลาไปให้ใช้ GPS นำทางไปที่จอดรถใกล้ๆ ชื่อว่า 秋月駐車場管理組合 ที่เบอร์  094-625-1114 จากนั้นเดินต่อไปประมาณ 500 เมตร ใบไม้แดงตรงจุดนี้เป็นจุดที่สวยที่สุดในทริปนี้เลย

ทางเดินไปปราสาท

PB286975

เท่าที่สังเกตุดู คนที่มาเที่ยวตรงนี้ส่วนหนึ่งเป็นคณะทัวร์ของแม่บ้านชาวญี่ปุ่น ซึ่งก็สะท้อนวัฒนธรรมของเค้าออกมาได้เป็นอย่างดี เกี่ยวกับว่าโดยปรกติ สามีจะทำงานนอกบ้าน และภรรยาจะอยู่บ้านเป็นแม่บ้าน เวลาสามีไปกินข้าวกับเพื่อน ก็จะไม่พาภรรยาไปด้วย และภรรยาก็จะมีก๊วนแม่บ้าน มาซิ่งข้างนอกด้วยกันเอง

ไม่แน่ใจว่าคู่แต่งงานรุ่นใหม่ ยังมีวัฒนธรรมแบบนี้หรือเปล่า

Gingko x Maple

PB287018 PB287092


หลังจากดูใบไม้แดงจนพอใจ (มืดแล้ว) ก็เดินทางออกจาก Akizuki ไปโรงแรม โดยคืนนี้จะนอนที่ Toyoko Inn Nishitetsu Kurume-eki Higashi-guchi ในเมือง Kurume  ซึ่งห่างออกไปประมาณ 35 กิโลเมตร

ปิดท้ายโพสต์ด้วยรูปน้องแมวแสนรู้  พอเรายกกล้องขึ้นถ่าย ก็หันมามองกล้องซะงั้น  -___-”

PB287042

KYUSHU 2014 : Trip Summary

ถ้าปล่อยเวลาให้ผ่านไปนานๆเดี๋ยวจะลืมรายละเอียด ขอเริ่มเขียน Trip Summary ก่อนเลยละกันนะ

แผนเที่ยว (28/11 – 5/12)

Day 1 : ถึง Fukuoka 9:30 กินข้าวกลางวัน และไปรับรถเช่า จากนั้นขับไปที่ Akizuki Castle Ruin เพื่อดูใบไม้แดง กินข้าวเย็นที่ร้านปลาไหล Tomimatsunagiya แล้วพักที่ Toyoko Inn Nishitetsu Kurume-eki Higashi-guchi

Day 2 : ไปวัด Kiyomizu-dera ที่เมือง Miyama จังหวัด Fukuoka เพิ่อดูใบไม้แดง จากนั้นมุ่งหน้าสู่ Kurokawa Onsen เข้าพักที่ Ryokan Sanga

Day 3 : ไปดูธรรมชาติที่ Kikuchi Gorge แล้วไปดูทุ่งหญ้า Kusasenri-ga-hama ที่ Aso (ตอนแรกจะขึ้นไปดูปล่องภูเขาไฟด้วย แต่เนื่องจากมันดันปะทุ เค้าเลยปิดห้ามเข้า) จากนั้นขับรถไปที่เมือง Takachiho  พักที่ Hotel Grateful Takachiho

Day 4 : ไปพายเรือดูน้ำตกที่ Takachiho Gorge จากนั้นแวะดูถ้ำที่ Amano Iwato Shrine แล้วยิงยาวไปที่ Kumamoto พักที่ Toyoko Inn Kumamoto-jyo Toricho Suji

Day 5 : เที่ยว Kumamoto Castle กินข้าวหมูชุบแป้งทอดที่ Katsuretsu Tei  แล้วขับรถต่อไปที่ Huis Ten Bosch ดู Kingdom of Light พักที่ Hotel Okura JR Huis Ten Bosch

Day 6 : เดินเล่นใน Huis Ten Bosch ดูเรือ One Piece แล้วกลับ Fukuoka เพื่อคืนรถ พักที่ Toyoko Inn Hakata-Guchi Ekimae No.2

Day 7 : นั่งรถไฟเที่ยว Dazaifu, กลับมาเดินเที่ยว Kushida Shrine แล้วพาลูกทัวร์ช๊อปปิ้งที่ Canal City พักที่เดิม

Day 8 : กลับบ้าน

การเดินทาง

ซื้อโปรโมชัน JetStar ไป Fukuoka ตั้งแต่เปิดให้จองวันแรกช่วงเดือนกุมภาพันธ์  ได้ราคาประมาณคนละ 9000 บาท (เลือกที่นั่ง,โหลดกระเป๋าขาไป 15 กิโล, ขากลับ 20 กิโล, อาหาร 2 ชุด)

การเดินทางใน Kyushu จากทั้งหมด 7 วัน เช่ารถขับ 6 วัน และเดินทางใน Fukuoka ด้วยรถไฟอีก 1 วัน รถที่เช่าเป็นรุ่น Toyota Aqua ซึ่งเป็นรถ Hybrid ขนาดเล็ก ขับรถไปทั้งหมด 826 กิโลเมตร ใช้น้ำมันไป 40 ลิตร เฉลี่ยก็ 20 กิโลลิตร

ค่าทางด่วนซื้อเป็น Kyushu Expressway Pass (KEP) แบบเหมา 6 วัน

โรงแรมที่พัก

เนื่องจากแผนการเดินทาง ย้ายเมืองทุกวัน ทำให้ต้องจองโรงแรมถึง 6 ที่  โดยส่วนใหญ่เราจะเลือกพักที่ toyoko-inn ก่อนเป็นอันดับแรก และพักที่อื่น ถ้าไปอยู่ในเมืองชนบทมากๆ

ค่าใช้จ่าย

เนื่องจากเป็นทริปแบบครอบครัว ไม่ได้เน้นประหยัด คร่าวๆน่าจะอยู่ที่ 40,000 บาทต่อคน รวมทุกอย่างแล้ว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

โปรแกรมการเดินทางวันนี้ จะไปอีกจังหวัดหนึ่งในเจ็ดจังหวัดของภูมิภาคคิวชูที่คนไทยคุ้นชื่อกันดี ซึ่งก็คือจังหวัด Nagasaki น่ะเอง

คนไทยส่วนใหญ่ที่เคยได้ยินชื่อ Nagasaki ก็มักจะมาพร้อมกับชื่อจังหวัด Hiroshima และเรื่องของระเบิดนิวเคลียร์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งตอนแรกผมเองก็รู้อยู่เท่านั้นเหมือนกัน จนกระทั่งได้มาค้นข้อมูลก่อนเดินทางถึงได้พบว่า Nagasaki ก็เป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่มีอย่างอื่นน่าสนใจเยอะอยู่ทีเดียว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

เริ่มเดินทางจาก Hakata Station เช่นเคย แต่ Nagasaki ไม่มีชินคันเซ็นผ่านทำให้คราวนี้ต้องนั่งรถด่วน Limited Express มาแทน ใช้เวลาเกือบๆ 2 ชม.กว่าจะถึงสถานี Nagasaki

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

มื้อเช้าเป็นข้าวกล่อง Ika Sanmai ซื้อตุนไว้ก่อนจากร้านในสถานี Hakata

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

เป็นข้าวกล่องที่รวมเมนูปลาหมึก (Ika) ไว้หลากหลายชนิด กล่องนี้ 1,200 เยน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

ระหว่างทาง ผ่านสถานี Saga ซึ่งเป็นอีกจังหวัดหนึ่งในคิวชู แต่ไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจมากนัก ก็เลยตัดสินใจไม่ได้แวะในทริปนี้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

นั่งมาสอง ชม.ก็ถึง Nagasaki แล้ว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

พอออกมาจากประตูทางเข้าชานชาลาแล้ว จะมี Tourist Information Center อยู่ สามารถเข้าไปขอแผนที่ + ซื้อ Pass สำหรับเดินทางได้เลย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

ผมซื้อตั๋ววันสำหรับนั่งรถราง ราคา 500 เยน ก็จะได้มาเป็นแผ่นพับแบบนี้ มีวันที่ปั๊มบอกไว้ว่าซื้อวันไหน ถ้าไม่ซื้อตั๋ววัน ค่าโดยสารก็เที่ยวละ 120 เยน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

แผ่นพับด้านในทำดีมาก มีเส้นทางรถรางครบถ้วน มีภาษาอังกฤษ มีบอกหมดว่าสถานที่ท่องเที่ยวแต่ละแห่งให้ลงที่สถานีไหน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

รถรางหน้าตาเรโทรได้ใจมาก แต่ก็วิ่งได้ดี ไม่มีปัญหา

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

จุดแรกของวันนี้คือ Nagasaki Atomic Bomb Museum พิพิธภัณฑ์ที่มีเรื่องราวเหตุการณ์การทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ ลงรถรางที่สถานี Hamaguchimachi เดินต่ออีกหน่อยก็ถึง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

ก่อนจะถึง Atomic Bomb Museum จะผ่านอีกตึกนึงซึ่งมีรูปปั้นสีทองอยู่ข้างหน้า อ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ออก ไม่รู้ว่ามีความหมายอะไร แต่ให้เดาก็น่าจะเป็นเรื่องสันติภาพ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

ทางที่เดินมาจากสถานี Hamaguchimachi มันเหมือนจะอ้อมหน่อยๆ มาโผล่จุดชมวิวของ museum ก่อน จะมีภาพเปรียบเทียบให้ดูว่าสภาพหลังถูกระเบิดกับสภาพปัจจุบันต่างกันยังไง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

สุดท้ายก็มาโผล่ที่ทางเข้าด้านหน้า museum จนได้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

เข้าไปข้างในจะเจอนกกระเรียนพับหลากรูปแบบ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

ตั๋วเข้าชม ราคา 200 เยนเท่านั้น

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

ภายในส่วนแสดงงาน มีรายละเอียดเรื่องพลังทำลายล้างของระเบิด มีแบบจำลองให้ดูว่ารัศมีการทำลายล้างไปไกลถึงไหน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

มี artifact ที่เหลือมาจากช่วงเวลานั้น เช่นนาฬิกาที่หยุดเดินตอนเวลาที่ระเบิดลงพอดี ขวดแก้วที่หลอมละลายด้วยความร้อน เศษโครงสร้างอาคารต่างๆ รวมถึงผลกระทบที่มีต่อผู้คน ผู้รอดชีวิตต้องทรมานกับอะไรบ้าง ฯลฯ มีป้ายภาษาอังกฤษกำกับเกือบทุกชิ้น

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

แผนที่แสดงจำนวนระเบิดนิวเคลียร์ที่สะสมกันไว้ทั่วโลก

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

Timeline เรื่องสถานการณ์นิวเคลียร์โลก มีตั้งแต่ยุคเริ่มสร้าง ยุคสงครามเย็นที่แข่งขันกันสะสมระเบิด จนมาถึงปัจจุบัน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

ออกมาจาก Museum แล้วจะมีทางให้เข้าไป Peace Hall ที่สร้างเพื่อรำลึงถึงคนที่ตายไปในเหตุการณ์ครั้งนั้น ข้างในเป็นโถงใหญ่ ให้เข้าไปสงบจิตสงบใจ รำลึกถึงผู้ตายเงียบๆ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

ออกมาจาก museum แล้ว ใกล้ๆ กันจะมีลานกว้าง มีแท่งดำๆ นี่คือ Hypocenter หรือตำแหน่งที่ระเบิดตกลงมา

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

เดินต่อไปอีกหน่อยจะเจอ Peace Park เป็นอีกที่หนึ่งที่สร้างเพื่อรำลึกเหตุการณ์ ป้ายที่อยู่ตรงน้ำพุด้านหน้า เป็นบทกวีของเด็กอายุ 9 ขวบที่มีชีวิตรอดจากการทิ้งระเบิด แปลได้ทำนองว่า “ฉันกระหายน้ำแทบทนไม่ไหว บนผิวน้ำเต็มไปด้วยคราบน้ำมัน แต่เพราะฉันต้องการน้ำมาก ฉันจึงดื่มมันลงไปทั้งอย่างนั้น”

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

ระหว่างเดินเข้าไปทั้งสองข้างทาง จะมีสถาปัตยกรรม/รูปปั้นแปลกๆ ตั้งอยู่ บ้างก็เป็นของญี่ปุ่น บ้างก็ต่างชาติส่งมาให้ ส่วนตรงปลายสุดของสวนเป็นลานกว้าง มีรูปปั้นใหญ่ยักษ์ตั้งอยู่

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

รูปปั้นสันติภาพนี่มือข้างนึงชี้ขึ้นไปบนฟ้า บอกทิศทางที่ระเบิดตกลงมา มืออีกข้างผายออกเป็นสัญลักษณ์บอกถึงสันติภาพ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

ในอดีต Nagasaki เป็นเมืองท่าสำคัญ มีการติดต่อค้าขายกับต่างชาติทั้งตะวันตกและจีน ทำให้ได้รับอิทธิพลพวกนี้เข้ามาเยอะ และย่าน China Town ของ Nagasaki ก็ถือเป็นหนึ่งในย่านคนจีนที่น่าสนใจที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

พอลองเดินดูจริงๆ แล้วกลับรู้สึกว่าไม่ค่อยมีอะไรมาก คือของขายก็เหมือนย่านคนจีนทั่วไป บริเวณก็ไม่ใหญ่มาก เทียบกับเยาวราชบ้านเราแล้วยังถือว่าเล็กกว่ากันเยอะ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

ไม่รู้ว่ามาเดินตอนบ่ายๆ เป็นช่วงที่ไม่ใช่เวลาคึกคักของย่านนี้หรือเปล่า นอกจากร้านขายของที่ระลึกกับร้านขายอาหาร/ขนม ก็ไม่มีอะไรน่าสนใจเท่าไหร่

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของย่านนี้น่าจะเป็น “จัมปง” อาหารขึ้นชื่อของ Nagasaki เป็นอาหารหน้าตากึ่งๆ ราเมง กึ่งๆ ราดหน้า ผมค้นใน tabelog ดู ก็มาลงเอยที่ร้าน Kouzanrou 江山楼

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

หน้าตาดูดี ในราคา 864 เยน เป็นจัมปงมาตรฐาน อร่อยคุ้มราคา น้ำซุปเข้มข้น มีกลิ่นหอมของปลาหมึก หอยและอาหารทะเล เส้นนุ่มกำลังดี ชามนี้ซดจนเกลี้ยง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

ร้านหน้าตาแบบนี้ มีเมนูพร้อมอาหารจำลองให้ดูหน้าร้าน ไม่ต้องกลัวสั่งผิด ภายนอกดูเป็นภัตตาคารอาหารจีนสุดๆ เข้าไปข้างในร้านก็ดูใหญ่โต มี space เยอะ ผิดวิสัยร้านอาหารในญี่ปุ่น

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

นอกจากของกินแล้ว China Town ของ Nagasaki ก็ไม่ค่อยจะมีอะไรให้เดินดูนัก รีบทำเวลา ไปจุดอื่นที่น่าสนใจดีกว่า

« Previous Entries Next Entries »