Tiger Translate 2010

งาน Tiger Translate ประจำปี 2010 จัดเป็นครั้งที่ 3 แล้ว เป็นงานศิลปะแนว street art + คอนเสิร์ต คราวนี้จัดที่ลานจอดรถหลัง Esplanade รัชดา บัตรราคา 500 บาท แลกเบียร์ได้ 1 แก้วใหญ่ ถ้าเป็นบัตรฟรีที่ได้จากสื่อต่างๆ จะแลกเบียร์ไม่ได้ แต่ในงานก็มีซุ้มเบียร์ให้ซื้อได้ทั้งแบบเหยือก / refill / แก้ว / กระป๋อง

บรรยากาศในงานมีส่วนจัดแสดงพวก street art ให้คนไปถ่ายรูปเล่นได้

xP1020314

เวทีมีสองชั้น เวลาสลับวงที่จะเล่น ก็จะสลับเวที ทำให้ไม่เสียเวลารอเซ็ตเครื่องดนตรี

Stage

เวทีด้านบนเป็นวง มหาจำเริญ ลำบากคนอยู่แถวหน้า มองขึ้นไปลำบาก

xP1020155

Flure เล่นเวทีด้านล่าง ถ่ายรูปง่ายหน่อย

Flure

คนดูเยอะใช้ได้

xP1020180

วงไฮไลท์ของงานนี้คือ Placebo จากประเทศอังกฤษ

Placebo

การ์ดตรวจเข้มมาก สั่งห้าม “กล้องใหญ่” ถ่าย

Security

แต่เนื่องจากใช้กล้องที่หน้าตาไม่เหมือนกล้องใหญ่ แค่ถอดเลนส์อันใหญ่ออก เอาเลนส์แพนเค้กใส่ ก็หน้าตาออกมาเป็นกล้องธรรมดาแล้ว ถ่ายต่อได้

Placebo

หลังจาก Placebo แล้วก็มี Paradox + Suharit เล่นต่อ ก็เป็นอันจบงาน ขอบคุณเบียร์ Tiger สำหรับการสนับสนุน

xP1020292

จริงๆ แล้วมีวงอื่นอีกที่เล่น ได้แก่ Moderndog, ริค, Abuse the Youth, ลุลา แต่ไม่ได้ถ่ายรูปมา ส่วนรูปอื่นๆ ดูได้จาก flickr set Tiger Translate 2010

จบงานแล้วไปต่อที่ ข้าวมันไก่ รัชดาซอย 3 อิ่มแล้วกลับบ้านนอน สบายใจ

ข้าวมันไก่ รัชดาซอย 3

เมื่อก่อนเคยอาศัยอยู่ในซอยนี้ มีร้านข้าวมันไก่ที่อร่อย เปิด 24 ชม.​ สามารถฝากท้องได้เวลาหิว จนวันเสาร์ที่ผ่านมาไปงาน Tiger Translate ที่ Esplanade จนตอนงานเลิก ดึกแล้วรู้สึกหิวพอดี ก็เลยแวะไปกิน

ไก่ตัวอ้วนๆ มีเต็มตู้

ข้าวมันไก่

ข้าวมันไก่มาแล้ว

ข้าวมันไก่

ถ้าสั่งสองจาน มีน้ำซุปกระดูกไก่แถมด้วย (ถ้าจานเดียว จะได้แค่น้ำซุปถ้วยเล็ก ไม่มีกระดูก)

ข้าวมันไก่

ที่จริงร้านนี้ก็มีข้าวไก่ทอดด้วย แต่ไม่อร่อยเท่าข้าวมันไก่ธรรมดา ราคาก็จานละ 30 บาท ไม่แพงไร้สาระเหมือนร้านตรงประตูน้ำ ความอร่อยไม่แพ้กัน

รัชดาซอย 3 เป็นซอยอยู่ข้างๆ สถานทูตจีน ถ้าเข้ามาจากทางถนนรัชดา จะเจอสี่แยกแรกที่มี 7-11 อยู่ตรงหัวมุม ร้านข้าวมันไก่นี้อยู่ตรงสี่แยก ฝั่งที่มีร้านเช่าวีซีดี (อย่าสับสน! เพราะหัวมุมอีกฝั่งก็มีร้านข้าวมันไก่อีกร้านเหมือนกัน)

Wordpress query caching in Memcached

มีปัญหาเรื่อง performance ของ wordpress อยู่เรื่องนึง ที่น่าหงุดหงิดใจมานานแล้ว คือในตอนที่ใช้ memcached มาทำเป็น cache backend ให้ wordpress เพื่อลดภาระของ database มันก็ช่วยได้เยอะอยู่ แต่ก็ยังมีบาง query ที่ตัว wordpress มันไม่ยอม cache ให้ ดังเช่น query ด้านล่างนี้

SELECT SQL_CALC_FOUND_ROWS  wp_posts.* FROM wp_posts  WHERE 1=1 
AND wp_posts.post_type = 'post' AND (wp_posts.post_status = 'publish') 
ORDER BY wp_posts.ID ASC LIMIT 0, 1

เป็น query เจ้าปัญหาที่ถูกเรียกทุกครั้ง ทั้งๆ ที่ query อื่นถูก cache ไว้หมดแล้ว ทำให้ 1 request ที่เข้ามา ต้องมีการ query อย่างน้อย 1 query เสมอ ซึ่งดูเหมือนไม่เยอะเท่าไหร่ แต่ถ้าเว็บใหญ่ๆ ในระดับที่มีคนเข้าชั่วโมงละเป็นหลายหมื่น มันก็ทำให้ database ร่วงได้เหมือนกัน (อันนี้ยังไม่นับเรื่อง stampeding requests)

เมื่อมาลอง debug + ไล่โค้ดไปเรื่อยๆ ก็เจอเข้ากับ default filter ตัวหนึ่งของ wordpress ที่เพิ่มเข้ามาตอน wordpress 2.8 ที่ชื่อว่า start_post_rel_link มีหน้าที่แทรกแท็ก link เข้าไปที่ส่วน head ของหน้านั้นๆ ประมาณนี้

<link rel='start' title='Current Post Title'
href='http://www.pittaya.com/CurrentPostTitle/' />

แค่นี้แหละ ที่ต้องทำให้มี query ทุกๆ ครั้งที่เปิด (ซึ่งเป็น query ประเภท using filesort ที่ประสิทธิภาพห่วยอีกด้วย)

วิธีเอาออกก็ไม่ยากอะไร แค่ไป remove filter ออก โดยใส่โค้ดตามนี้ไว้ใน functions.php ของ theme ที่ใช้

remove_action('wp_head', 'start_post_rel_link', 10, 0);

แค่บรรทัดเดียวเท่านั้น ทำให้ลดโหลดของ database ลงไปได้มหาศาล สมกับคำโปรโมทของ wordpress ที่ว่า “โค้ดเป็นดั่งบทกวี”

เพียงแต่บทกวีบรรทัดนี้เสียเวลาเขียนอยู่ตั้ง 3 ชั่วโมง

New Parliament

วันก่อนไปดูนิทรรศการ “รัฐสภาแห่งใหม่” ที่หอศิลป์ตรง MBK เป็นงานจัดแสดงผลงานที่มีคนส่งเข้าประกวดในโครงการประกวดแบบรัฐสภาแห่งใหม่ที่เค้าเตรียมจะสร้างกัน

โปสเตอร์หน้าตาแบบนี้

poster

สำหรับโครงการ รัฐสภาแห่งใหม่ อันนี้มีการตัดสินกันไปเรียบร้อยตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ในงานนี้จะมีภาพการออกแบบของคนที่ส่งเข้าประกวดมาแปะๆ ให้ดูกัน มีอยู่หลายสิบแบบ แล้วก็จะมีแบบที่ผ่านเข้ารอบจำนวน 5 แบบ ที่เอามาสร้างเป็นโมเดลจำลองให้ดูกัน

อันนี้ก็เป็นแบบหนึ่งที่เข้ารอบ หน้าตากลมๆ ผมว่าดูโบราณไปหน่อย

New Parliament

เนื่องจากสถานที่ที่จะสร้างรัฐสภาแห่งใหม่นี้มีด้านหนึ่งติดแม่น้ำ หลายๆ แบบที่ส่งเข้ามาก็จะออกแบบให้ดูสวยเวลามองจากอีกฝั่งเข้ามา อย่างอันนี้มีทรงสูงเด่นขึ้นไป (แต่ไม่รู้เอาไว้ใช้ประโยชน์อะไร)

New Parliament

แบบส่วนใหญ่ที่เห็น จะเน้นว่าต้องมีอะไรไทยๆ แปะอยู่ บางแบบทำได้กลมกลืนกับส่วนที่เหลือก็ดูโอเคดี แต่บางอันที่เหมือนเอามาแปะไว้เฉยๆ มันก็ไม่เข้ากันเสียเลย

New Parliament

อันนี้ดูได้อารมณ์มั่นคงดี แต่ตรงกลางหน้าตามันคล้ายๆ Louvre ไปหน่อย

New Parliament

ข้างล่างนี่เป็นแบบที่ชนะการประกวด ชื่อผลงานว่า “สัปปายะสภาสถาน” มีแนวคิดว่าเป็นการเอาธรรมะเข้ามาช่วยแก้วิกฤตทางการเมืองเนื่องจากความเสื่อมทางศีลธรรม

New Parliament

เอาแค่เรื่องหน้าตาอย่างเดียวมันก็สวยงามดี ยกเว้นไอ้สีเหลืองๆ ข้างบนที่เอามาแปะไว้ทำไมก็ไม่รู้ จะออกแบบรัฐสภาให้หน้าตาออกมาเหมือนวัดทำไม แค่การเอาความเชื่อของศาสนาใดศาสนาหนึ่งมายึดโยงเข้ากับสิ่งก่อสร้างที่ควรจะเป็นของประชาชนทุกคนโดยไม่เกี่ยงเรื่องศาสนาและความเชื่อ มันก็ผิดตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว

ลองดูความเห็นของนักวิชาการด้านนี้โดยตรง

“เขาจัดวางพื้นที่ของ ประชาชนไว้เป็นเรื่องสาธารณ์ซึ่งมีโลกุตระที่ศักดิ์สิทธิ์ มีความพิเศษ คอยอยู่เหนือ คอยข่มคุณอยู่ แบบนี้มันไม่เห็นเอื้ออะไรกับเรื่องสิทธิพลเมือง อำนาจของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยแบบที่พูดไว้เลย”

“…แบบที่ขอให้ได้ เห็นเจดีย์ ขอให้ได้เห็นจั่ว ขอให้ได้เห็นองค์ประกอบลายไทยสักหน่อย แล้วก็ร่วมกันหลอกตัว เอง ภูมิใจว่า เอ้อ นี่เราได้เห็นความเป็นไทยทางสถาปัตยกรรมแล้ว”

แบบรัฐสภาใหม่ ความหมายเดิมๆ – สัมภาษณ์ ชาตรี ประกิตนนทการ, คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

นอกจากอันนี้แล้วก็ยังมีนิทรรศการอีกอันหนึ่ง ชื่อว่า Trans-Cool Tokyo เป็นงานแสดงศิลปะร่วมสมัยจากญี่ปุ่น โปสเตอร์ตามด้านล่าง

trans-cool

มีของเจ๋งๆ ข้างในเยอะดี (แต่เค้าไม่ให้ถ่ายรูป) มีงานตัวจริงของ Yoshitomo Nara ด้วย

ช่วยดับอารมณ์ความขุ่นมัวที่ได้จากการไปเดินดูนิทรรศการแรกได้เป็นอย่างดี

Tautology Club

“Listen up! The first rule of Tautology Club is the first rule of Tautology Club”

จาก xkcd ตอน Hornor Societies มีการพูดถึง Tautology Club (ชมรมสัจนิรันดร์) เอาไว้ ตอนนี้ใน facebook ก็มีคนมาตั้งกลุ่ม Tautology Club ขึ้นมาตามในเนื้อเรื่องแล้ว

คำว่า Tautology (สัจนิรันดร์) ก็คือ ประพจน์ที่มีค่าความเป็นจริงทุกกรณี เป็นเรื่องคณิตศาสตร์ ม.4 ใครจำไม่ได้ก็ไปทบทวนตำราเก่ากันเอาเองนะ

ใครชื่นชอบก็ไปเข้าร่วมเป็นสมาชิกได้ ขณะที่เขียนตอนนี้มีสมาชิก 8,000 กว่าคนแล้ว ถ้ามีคนเข้าร่วมกลุ่มนี้ 1,000,000 คน กลุ่มนี้ก็จะมีสมาชิก 1,000,000 คนนะ

วิธีแก้ปัญหา iphone อืด

nexus one

จบ…

(ลอกมุกมาจาก kohsija)

Palio เขาใหญ่

Palio เป็นสถานที่ช้อปปิ้ง กินเที่ยว สไตล์อิตาเลียน แต่ดันไปตั้งอยู่แถวเขาใหญ่ เป็นแหล่งถ่ายรูปที่ใหม่ สำหรับชาวกรุงผู้นิยมออกทริปถ่ายรูปนอกสถานที่ เจ้าของเดียวกับ Primo Posto ร้านกาแฟชื่อดังที่ตกแต่งสไตล์เดียวกัน

จะว่าไปแล้ว Palio ก็เหมือนกับ Primo Posto ขยายร่าง จากร้านกาแฟกลายเป็นศูนย์การค้า มีของเก๋ๆ ถูกจริตนักท่องเที่ยวชนชั้นกลางขายเพียบ ตั้งแต่โปสการ์ด เสื้อผ้า ของแฮนด์เมด ของแต่งบ้าน กาแฟสด พิซซ่า ไอศครีม ฯลฯ

ป้าย Palio Shop เป็นร้านอะไรไม่รู้ จำไม่ได้

ร้าน Palio Shop

มุมสวยๆ มีให้ถ่ายรูปเยอะ (แต่ต้องคนหลบคนหน่อย)

มุมถ่ายรูปใน Palio

ของน่ารักๆ สำหรับดูดเงินสาวๆ

สินค้าใน Palio

มีเบียร์ยี่ห้อแปลกๆ ขายด้วย สนนราคาก็ขวดละ 100+

เบียร์ที่มีขายที่ Palio

ขาดไม่ได้สำหรับร้านโปสการ์ด พร้อมตู้ไปรษณีย์

Palio ก็มีตู้ไปรษณีย์

การเดินทางไป Palio ก็ไม่ลำบากเท่าไหร่นักสำหรับคนมีรถขับ ออกจากกรุงเทพไปประมาณ 100 กว่ากิโล บนถนนธนะรัชต์ ใกล้โรงแรมจุลดิศ รายละเอียดเพิ่มเติมดูได้จากเว็บ official

สรุปแล้ว Palio ก็เป็นสถานที่ที่เหมาะกับการไปถ่ายรูปบรรยากาศสไตล์ทัสคานีเก๋ๆ โดยไม่ต้องถ่อไปไกลถึงอิตาลี อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพนัก แต่บรรยากาศก็ไม่ค่อย chill เหมือนของจริงเท่าไหร่ เพราะนักท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะ (ทั้งที่ร้านมันยังเปิดไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ) ถ้าจะมา แนะนำให้มาช่วงเช้า คนจะน้อยกว่าและแสงสวย เหมาะกับการถ่ายรูปมากกว่า

หมายเหตุ: รูปทั้งหมด ถ่ายด้วย Panasonic Lumix GF1 ฟอร์แมตเป็น RAW แล้วเอามาปรับในโปรแกรม SilkyPix Studio (แถมมากับกล้อง) ดูภาพเพิ่มเติมได้ที่ Flickr set

Angry YouTube Hitlers

คิดว่าหลายๆ คนคงจะเคยดูคลิป ฮิตเลอร์โวยวายในแบบต่างๆ กันมาแล้วไม่มากก็น้อย เช่น ฮิตเลอร์เล่น twitter, ฮิตเลอร์เกลียด BB แต่บางคนอาจจะยังไม่รู้ว่า ฉากนี้จริงๆ แล้วมันมาจากหนังเยอรมันปี 2004 เรื่อง Downfall (มันถึงได้เว้าเยอรมันกันตลอดคลิป)

ตัวอย่างคลิป เผื่อคนไม่เคยดู

ล่าสุด ผู้กำกับหนังเพิ่งออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้

As for the idea of such a serious scene being used for laughs, Hirschbiegel thinks it actually fits with the theme of the movie. “The point of the film was to kick these terrible people off the throne that made them demons, making them real and their actions into reality,” he says. “I think it’s only fair if now it’s taken as part of our history, and used for whatever purposes people like.” He adds, “If only I got royalties for it, then I’d be even happier.”

IMHO, การล้อเลียนได้ การทำให้ตลกได้ ทำให้เราเห็นกันว่าคนคนนั้น หรือสิ่งนั้น ที่ถูกหยิบมาล้อเลียนเป็นสิ่งที่เท่าเทียมกันกับเรา ถึงได้รู้สึกขำกับสิ่งที่เห็น ในกรณีนี้ ฮิตเลอร์ก็เป็นคนเหมือนกัน ต้องกิน ต้องขี้ มีจังหวะที่สิ้นหวัง ไม่ได้มีเฉพาะด้านที่เป็นจอมเผด็จการอย่างเดียว

ส่วนสิ่งที่มีแต่ด้านดี ไม่มีข้อบกพร่อง ทนเห็นการถูกนำมาล้อเลียนไม่ได้ ก็สมควรจะกราบกันต่อไป

Nexus One

ถ่ายรูปไว้ เนื่องในโอกาสได้ไปยลโฉม Nexus One ตัวจริงเสียงจริง

กล่องสีขาว สไตล์กูเกิล ขนาดใหญ่กว่ากล่อง iPhone พอสมควร

Nexus One

ตัวเครื่องแปะยี่ห้อ Google ชัดเจน ส่วนกล้องนั่นความละเอียด 5 ล้าน pixel

Nexus One

มีซองใส่แถมมาให้ด้วย สกรีนลายเจ้าหุ่น Android

Nexus One

ไม่มีคู่มือเป็นเล่มๆ มาให้ มีแค่กระดาษบอกวิธีใช้แผ่นเดียว

Nexus One

หน้าจอ AMOLED ความละเอียด 800×480 pixel ทำเอา iPhone ดูด้อยไปถนัดตา

Nexus One

ฟีเจอร์ใหม่ที่เป็น Animated wallpaper ตอบสนองการกดของผู้ใช้ (ให้มันเปลือง CPU cycle เล่นๆ)

Nexus One

ทดสอบบราวเซอร์ เปิดเว็บ mthai.com ได้ว่องไว

Nexus One

ตอนแกะกล่องออกมาทีแรกยังใช้ภาษาไทยไม่ได้ เจ้าของเครื่องเค้าจัดการ root แล้วจับฟอนต์ภาษาไทยใส่เข้าไปแล้ว ถึงได้เปิดเว็บภาษาไทยได้

ลูบคลำตัวจริงแล้วก็ยิ่งอยากได้

Silom Festival 2010

ถ้าหากใครยังพอจำความได้ เมื่อหลายปีก่อน ถนนสีลมจะมีปิดถนนทุกวันอาทิตย์ ไม่ได้มีคนใหญ่คนโตที่ไหนจะนั่งรถผ่าน แต่เป็นเทศกาลที่จัดกันเป็นประจำ มีคนมาเปิดร้านขายของข้างทาง มีดนตรีเปิดหมวก มีของกินเร่ขาย เดินได้สบายๆ แดดไม่ร้อนเพราะว่ามีแนวรถไฟฟ้า BTS บังแดดให้ จนอยู่มาวันนึงเค้าก็เลิกจัดไปเฉยๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นที่สาเหตุอะไร

แต่ปีนี้เค้าก็กลับมาจัดงานปิดถนนกันใหม่ (แต่ปิดแค่วันเดียว) ชื่อว่างาน Silom Festival 2010 จัดตั้งแต่สายๆ จนเลิกตอนเที่ยงคืน พอดีกว่าจะว่างไปเดินก็ปาเข้าไปสี่ทุ่มแล้ว แต่คนก็ยังมีอยู่หนาแน่นพอสมควร

Silom festival

ในงานก็มีทั้งเวทีมวย เวทีคอนเสิร์ต เปิดร้านขายของ อย่างในรูปนี่คือร้านน้องแพททริก ว่าแต่เด็กนี่คือใครงั้นหรือ ทำไมคนมุงดูกันเยอะจริง

Silom festival

งานนี้ได้ ช้าง เป็นสปอนเซอร์หลัก ดังนั้นภายในงานจะมีซุ้มขายน้ำดื่มตราช้างอยู่เป็นระยะๆ ส่วนเบียร์ก็มีให้เลือก 3 ยี่ห้อคือ ช้าง, อาชา และ Federbrau ซึ่งก็รู้ๆ กันอยู่ว่าควรจะเลือกอะไร

Federbrau

มีเรื่องที่ตะหงิดใจอยู่นิดนึงคือว่า มีอยู่บูธหนึ่งเค้ามาขาย VCD สารคดีข่าว, เหตุการณ์ต่างๆ ที่เป็นเรื่องน่ากลัวๆ หน่อย มีโฆษณาตัวโตด้วยว่า “เรื่องจริงทุกแผ่น”

Truth?

แต่ลองสังเกตดูดีๆ ภาพที่เขียนว่า พฤษภาทมิฬ น่ะ มันใช่ภาพตอน พฤษภา 2535 จริงเหรอ? เท่าที่จำได้ ภาพแบบนั้นมันคือตอน 6 ตุลา 2519 ไม่ใช่หรือ? เริ่มสงสัยว่า เอาจริงๆ แล้ว VCD บูธนี้มันจะเชื่อถือได้ไหมเนี่ย

สรุปภาพรวมของงาน จะดูเป็นทางการ เมื่อเทียบกับคราวก่อนที่เน้นของทำมือ ดนตรีเปิดหมวก ออกแนวสมัครเล่นมากกว่า ส่วนตัวแล้วชอบแบบเก่า แต่งานครั้งนี้มีส่วนที่ชอบคือ มีของกินหลายประเภทให้เลือกมาก ทั้งอาหารอิตาลี ญี่ปุ่น จีน กรีก ฯลฯ ละลานตา เสียดายที่ว่ากินข้าวมาอิ่มแล้วเสียก่อน

Katsu King

ร้าน Katsu King ที่ Digital gateway สยาม ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าต้องเป็นหมูทอด เห็นคนอื่นพูดถึงมานานแล้ว เพิ่งได้มีโอกาสมาลอง

หมูสันนอกทอดสอดไส้ชีส ชิ้นใหญ่พอควร

หมูสันนอกไส้ชีส

มีข้าวให้เติมได้ตลอด

ข้าว

อันนี้เป็นข้าวหน้าเนื้อ สีแดงๆ นั่นคือกิมจิ

ข้าวหน้าเนื้อ

มีไอติมสตรอเบอรี่แถมด้วย

ไอติมสตรอเบอรี่

ร้านนี้มีข้อดีตรงที่ว่า ราคาอาหาร net แล้ว รวมชาร้อน/เย็น ในราคาอาหารชุดไว้เลย ไม่มีบวกเพิ่ม เติมข้าวเติมชาได้ไม่อั้น กินสองคนตกอยู่ที่สี่ร้อยกว่าบาท รู้สึกดีกว่าไปกินร้านที่เมนูเหมือนจะดูราคาถูก แต่แอบชาร์จโน่นนี่เยอะเลย

When did I join Twitter

ถามตัวเองว่า เริ่มใช้ Twitter ตั้งแต่ตอนไหน… คำตอบคือ

When Did You Join Twitter?

16 January 2007 หรือเมื่อ 3 ปีที่แล้วพอดี

ตอนนั้นก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก เปิดเว็บอ่าน TechCrunch แล้วเค้าเขียนว่าน่าจับตามอง ก็เลยลองสมัครใช้งานดู นี่แหละคือพลังของอินเทอร์เน็ต ไม่จำเป็นต้องถ่อไปไกลถึงอเมริกา ก็ได้รู้ข่าวสารบริการใหม่ๆ เพียงแค่เลือกรับสื่อให้ถูกเท่านั้นเอง

แรกเริ่มก็ยังใช้ไม่ค่อยเป็น จนกระทั่งได้เข้าฟัง session ของ @sugree ในงาน BarCamp Bangkok Winter 2008 ถึงได้ซาโตริ

ตอนนี้ก็ยังใช้งานอยู่เรื่อยๆ ไม่ได้ tweet บ่อยมาก หรือว่ามีสาระอะไร แต่ถ้าใครสนใจก็เชิญได้ที่ http://twitter.com/pittaya

Micro Four Thirds Adapter

กล้อง Panasonic Lumix GF1 ที่ใช้อยู่ เป็นกล้องในระบบ Micro Four Thirds ซึ่งข้อดีอย่างหนึ่งของกล้องระบบนี้นอกเหนือจากที่มันมีขนาดเล็กแล้ว ยังอยู่ที่สามารถหา adapter สำหรับใส่เลนส์ได้อีกหลายแบบมาก

สำหรับคนที่ไม่รู้เรื่องกล้อง คือกล้องที่เปลี่ยนเลนส์ได้แต่ละยี่ห้อ จะใช้ได้กับเลนส์แบบที่ทำมาสำหรับยี่ห้อตัวเองเท่านั้น ใช้แบบอื่นไม่ได้ เช่น เลนส์สำหรับกล้อง Nikon ก็เอาไปใส่กล้อง Canon หรือ Leica ไม่ได้ ต้องอาศัย adapter สำหรับแปลงหัวให้ต่อกันได้ ซึ่งกล้องระบบ Micro Four Thirds นี่ดีตรงที่สามารถหา adapter สำหรับใส่เลนส์อื่นได้เกือบทุกแบบ ทำให้มีตัวเลือกในการใช้เลนส์มากขึ้นเยอะ (แต่ก็ขึ้นอยู่กับเงินในกระเป๋าด้วยว่าพอจ่ายค่าเลนส์หรือเปล่า)

เนื่องจากว่ามีเลนส์เก่า 50mm/f1.4 ของกล้อง Nikon อยู่แล้ว หา adapter มาใช้ ก็จะประหยัดค่าเลนส์ไปได้ และที่สำคัญคือ กล้อง Micro Four Thirds มีค่า crop factor อยู่ที่ 2 ทำให้เวลาเอาเลนส์ 50mm มาใช้ จะได้ภาพเหมือนกับใช้เลนส์ความยาวโฟกัส 100mm ในระบบฟิล์ม 135 (ซึ่งเหมาะมากกับการถ่ายภาพคน!)

Adapter ก็หน้าตาประมาณนี้ ใส่เข้ากับเลนส์ Nikon mount F ได้พอดี

Adapter

ทดลองถ่ายคุณบาบูน (mascot ของทีมที่ออฟฟิซ) จะเห็นว่ามี bokeh ทางด้านหลัง ซึ่งจะได้จากการใช้เลนส์ความยาวโฟกัสมากๆ + รูรับแสงกว้างๆ

P1000824

ข้อเสียที่เห็นชัดๆ อย่างเดียวของ adapter พวกนี้คือ เวลาถ่ายต้องเอามือหมุนปรับโฟกัสเอง ยกเว้น adapter บางประเภท เช่น Adapter 4/3 – micro four thirds จะสามารถ auto focus ได้ด้วย (ส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับเลนส์ด้วย)

สำหรับ Adapter Nikon F – micro four thirds มีหลายราคา ตั้งแต่ 1,xxx – 6,xxx บาท หาได้ตามร้านขายอุปกรณ์ถ่ายภาพทั่วไป หรือถ้าเน้นถูกแนะนำให้ดูใน eBay

Twist and Shout

งานนิทรรศการ “สุก-ดิบ อาทิตย์อุไทย” (Twist and Shout) จัดที่ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เมื่อวานเป็นวันสุดท้าย

เป็นงานแนวร่วมสมัย มีของแปลกๆ เยอะดี หลายอย่างก็เป็นของที่พบเห็นอยู่ทั่วไป แต่ไม่ได้มีสถานะเป็นวัฒนธรรมอย่างเป็นทางการ ชอบภาพการ์ตูนภาพใหญ่บนผนังที่รวมด้านมืดหลายๆ อย่างของสังคมญี่ปุ่น (ที่คนไทยอย่างเรารู้ว่ามีอยู่ ผ่านทางการ์ตูน หนัง และนิยาย)

ล่าสุด ตอนนี้มีงาน FOR: Wall Painting Showcase เป็นงาน paint ผนัง มีให้ดูถึงสิ้นเดือนนี้

เดินดูไปถ่ายรูปไปแล้วอยากได้เลนส์ wide เป็นที่สุด

We need change

เสื้อเท่มาก (นายแบบโดย @s0l0m4n)

VV. GET OUT! We need change!

Spaghetti bacon

มีเสียงเรียกร้องให้อัปเดตเมนูอาหารบ้าง หลังจากที่ไม่ได้เขียนมานาน ก็ยอมตามใจผู้อ่านเสียหน่อย

เมนูวันนี้เป็น “สปาเก็ตตี้เบคอน”

สปาเก็ตตี้เบคอนสูตรนี้ ลอกๆ มาจากเมนูเด็ดของร้าน Someday ซอยเอกมัย 21 แต่รสชาติก็ยังไม่เหมือนเสียทีเดียว คงต้องฝึกฝนกันต่อไป วิธีทำมีตามนี้

  • ต้มเส้นในน้ำเดือดตามเวลาที่กำหนดไว้ข้างซอง ใส่เกลือเล็กน้อย
  • ระหว่างรอ ก็หั่นเบคอนเป็นชิ้นๆ สับหอมใหญ่ เตรียมไว้
  • พอเส้นสุก ก็เอามาพักไว้ในตะแกรง
  • ตั้งกระทะ ละลายเนยเค็ม แล้วเอาหอมใหญ่ลงไปผัดให้ใส
  • ใส่เบคอนลงไป ตามด้วยพริกแห้ง ถ้าชอบเห็ดจะใส่เห็ดลงไปด้วยก็ได้ ผัดจนเบคอนเกรียมนิดๆ ปรุงรสด้วยเกลือ
  • ใส่เส้นลงไปผัดด้วยกัน โรยออริกาโน คลุกให้ทั่ว
  • เสร็จแล้ว ใส่จานเสิร์ฟได้

New Camera

ซื้อกล้องใหม่ เป็นยี่ห้อ Panasonic รุ่น Lumix DMC-GF1 ส่วนกล้องตัวเก่าก็ยังอยู่ ไม่ได้ขายทิ้ง แต่ก็รู้สึกว่ามันตอบสนองความต้องการด้านการถ่ายรูปของตัวเองไม่ได้แล้ว

ที่ซื้อมาเป็นกล้องในระบบ Micro Four Thirds มีเลนส์แถมให้ตัวนึงคือ Lumix 20mm/f1.7

P1000123

P1000108

น้ำแข็งไส

เหตุผลที่ไม่ใช้ DSLR ก็เพราะว่ามันหนัก พกพาลำบาก ขัดกับแนวคิดส่วนตัวที่ว่า “กล้องที่เราชอบคือกล้องที่หยิบออกมาถ่ายได้บ่อยๆ” ซึ่ง DSLR มันตอบโจทย์นี้ไม่ได้

ถ้าใครสนใจรุ่นนี้ สอบถามราคาและโปรโมชั่นได้ตามศูนย์ Panasonic ใกล้บ้าน

Avatar

ทนกระแส avatar ไม่ไหว เห็นคนอื่นชมกันมากมายทั้งเพื่อนร่วมงานและใน twitter จนต้องหาโอกาสออกไปดู แต่ก็ดูแค่โรงธรรมดา ไม่ได้ดู 3D (แพงเกิน + ขี้เกียจเบียดกับคนในโรงใหญ่ๆ)

ความรู้สึกหลังดูจบ (spoil เล็กน้อย)

  • ปกติแล้วผมไม่ใช่แฟนหนังของ James Cameron โดยเฉพาะ Titanic นี่ไม่ชอบเอามากๆ มียกเว้นอยู่เรื่องเดียวคือ Terminator 2 เป็นหนังในดวงใจเลย
  • แนวคิดที่พูดถึงความแตกต่างระหว่างมนุษย์กับชาวนาวี เอาเข้าจริงก็ไม่ได้แตกต่างกันมากกว่าคนขาวแตกต่างจากอินเดียนแดงสักเท่าไหร่
  • การแสดงความรักโดยการจูบ หรือการหึงหวงกับการได้เสียกันระหว่างเพศผู้และเพศเมีย พวกนี้ล้วนเป็นแนวความคิดแบบคนขาวทั้งนั้น
  • รู้สึกเหมือนหนังมันกั๊กๆ ไม่สุดไปทางใดทางหนึ่ง จะทำเป็นหนังแอ็คชั่น บทก็อ่อนยวบ เดาได้ทุก step จะทำเป็น scifi ก็ทำได้ไม่ถึง (บาปจากการได้อ่าน Ender series ช่างยิ่งใหญ่นัก ทำให้ดูหนังแนวนี้แล้วรู้สึกว่าความลุ่มลึกมันคนละชั้นกันเลย)
  • ดูๆ ไปก็คิดว่ากำลังดูฉาก CG จากเกม Starcraft + Warcraft (เอา Terran มาสู้กับ Night Elf)
  • หนังที่งานด้าน visual ที่ทำให้ผมอ้าปากค้างได้คือ Terminator 2, Jurassic Park และ The Matrix ส่วนใน Avatar นี่ก็ทำได้สวยดี แต่ไม่รู้สึกว่ามีอะไรใหม่ และกลบข้อด้อยเรื่องบทได้ไม่มิด
  • สังเกตมาหลายเรื่องแล้วว่า เวลาออกแบบหุ่นยนต์แบบให้คนขับได้ มันต้องออกมาหน้าตาแบบนี้หมดเลย ทั้งใน Avatar, The Matrix Revolutions, District 9
  • ไม่ค่อยชอบการดีไซน์มอนสเตอร์ / สภาพแวดล้อม ในเรื่องสักเท่าไหร่ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่อง subjective เหมือนกับที่บางคนชอบ FF7 บางคนชอบ FF8 (ผมเกลียด FF8 และการ design สไตล์นั้นเข้าไส้)

โดยรวมแล้ว ถ้าตัดจุดด้อยที่ว่าเนื้อเรื่องมันเดาได้ออกไป ก็ดูได้สนุกเพลินๆ ดี แต่ถ้าใครสนใจประเด็นเรื่อง Colonialism และความแตกต่างระหว่างเผ่าพันธุ์ แนะนำให้เปิดใจอ่าน Ender’s Game / Speaker for the Dead / Xenocide (แปลและจำหน่ายโดยสำนักพิมพ์ ASK Media) จะเห็นความสนุกมากกว่านี้

โชคดีที่ดูโรง 100 บาท

Making HDR with qtpfsgui

ก่อนหน้านี้เคยลองทำภาพ HDR โดยใช้โปรแกรม Photomatix ก็ใช้งานได้ดีพอสมควร ติดอยู่ตรงที่ว่า ถ้าไม่ซื้อของจริงมันก็จะมีลายน้ำติดอยู่ ดูแล้วไม่สวย

คราวนี้เลยลองโปรแกรมที่เป็น OpenSource บ้าง โดยตัวที่ลองคือ qtpfsgui (มีทั้งบน windows, mac และ linux)

ที่จริงแล้ว qtpfsgui มันเป็น GUI ครอบโปรแกรมชุด pfs tool อีกทีนึง ซึ่งเป็นชุดโปรแกรมสำหรับจัดการเรื่อง HDR ที่นิยมกันมากในหมู่คนทำ image processing แต่การใช้งานมันเป็น command line ก็เลยมีคนทำ GUI มาให้ใช้ ตอนลงโปรแกรมต้องลง Qt ไว้ด้วย ไม่งั้นรันไม่ได้

ลองเล่นดูแล้วก็ได้ผลตามนี้

สรุปแล้ว qtpfsgui ใช้ยากกว่า Photomatix เวลาปรับค่าค่อนข้างลำบาก แต่ค่าเริ่มต้นแบบต่างๆ ที่ให้มาก็ใช้ได้ดีพอสมควร(แนะนำให้ใช้ Tonemapping แบบ Mantiuk หรือ Fattal)

ถ่าย HDR มันเหนื่อยอย่างงี้ ชักอิจฉาคนใช้ Lumix LX-3

Holiday in Cambodia

เพิ่งได้รู้ข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งว่า วงพังค์ชื่อดัง (ในอดีต) อย่าง Dead Kennedys มีซิงเกิลที่ชื่อว่า “Holiday in Cambodia” ด้วย (ซิงเกิลนี้ออกขายในปี 1980 หรือ พ.ศ.2523)

ความน่าสนใจของซิงเกิลนี้คือ ชื่อเพลงบอกว่าเป็น Holiday in Cambodia แต่ปกซิงเกิลกลับใช้ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองไทย ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519

ปกซิงเกิล Holiday in Cambodia

ปกซิงเกิล Holiday in Cambodia

ช่างลักลั่นย้อนแย้งนัก

ที่มา: จากความเห็นในกระทู้หนึ่งใน pantip

ปล. ใครไม่รู้ว่า 6 ตุลา 2519 เกิดอะไรขึ้น โปรดอ่านวิกิพีเดีย

We’re under surveillance

เช้าวันที่ 14 ธันวาคม เข้า scribd แล้วเจอ request แปลกๆ ตามรูป ทำให้เปิดดูอะไรในเว็บไม่ได้เลย

MICT on scribd

มีคนอื่นเจออาการคล้ายๆ กัน แตกต่างกันไปตาม ISP เว็บที่เข้าไม่ได้มีตั้งแต่ flickr, twitter, amazon s3

นี่มันเกิดอะไรขึ้น? MICT กำลังจับตาดูเราอยู่ใช่มั้ย?

I can’t open docx

เป็นเรื่องน่าเบื่อทุกครั้งเวลาที่มีคนส่งไฟล์งานมาให้เป็นไฟล์ .docx, .xlsx, .pptx เพราะคนที่ไม่มี MS Office เวอร์ชันใหม่ๆ ก็จะเปิดไม่ได้ และไม่ใช่ทุกคนจะมีเงินซื้อ Office เวอร์ชันใหม่ ดังนั้นเวลาที่มีคนในออฟฟิซส่งงานมาให้เป็นไฟล์เหล่านี้ ก็อีเมลตอบกลับไปเลยว่า ให้ส่งมาใหม่เป็น format อื่น วิธีตั้ง auto ใน Mail.app ก็ไม่ยากอะไร

ก็ไปเปิด Mail.app > Preference > Rules แล้วเลือกสร้าง Rule ใหม่เข้าไปตามรูป

ตั้งค่าใน Rules ตามนี้

จากนั้นก็เขียน Reply message ตามต้องการ

พยายามเขียนให้สุภาพเข้าไว้

พยายามเขียนให้สุภาพเข้าไว้

ต่อไปนี้ ใครส่งไฟล์เหล่านี้มา ตัว Mail.app ก็จะตอบกลับไปอัตโนมัติ บอกให้ส่งมาใหม่

Key-Value Stores

เว็บ Engine Yard มีบทความน่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องการใช้งาน Key-Value Stores กับ Ruby (เขียน Ruby ไม่เป็นก็อ่านรู้เรื่อง) พูดถึง product หลายๆ ตัวที่กำลังอยู่ในความสนใจ อย่าง Tokyo Cabinet, Redis, Cassandra, MongoDB

ขณะที่เขียน มีให้อ่านทั้งหมด 5 ตอน

Book Fair 2009/2

สรุปคร่าวๆ ของการไปเดินสัปดาห์หนังสือในครั้งนี้

  • คำสาปร้านเบเกอรี่ – รวมเรื่องสั้นของ Haruki Murakami เจ้าเก่า
  • Lord of the Flies – นิยายคลาสสิค ฉบับแปลไทย ชื่อว่า วัยเยาว์อันสิ้นสูญ
  • Children of the Mind – เล่มที่ 4 ใน Ender series ภาคต่อของ Xenocide พิมพ์จำนวนจำกัด
  • ชาตินิยมในแบบเรียนไทย – พูดถึงเรื่องทัศนคติเหยียดหยามประเทศเพื่อนบ้าน ที่ถูกสร้างผ่านแบบเรียนไทย
  • Brave New World – นิยายคลาสสิคอีกหนึ่งเรื่อง เคยมีฉบับแปลออกมาในชื่อ โลกวิไลซ์ เมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว! เล่มที่ซื้อนี้เป็นฉบับแปลใหม่ พิมพ์ใหม่
  • ในเขาวงกต – คราวก่อนซื้อ อ่านผิด ของมุกหอม วงษ์เทศ มาอ่านแล้วติดใจ คราวนี้เลยซื้อเล่มนี้ดูบ้าง
  • Design + Culture 2 – มุมมองเรื่องวัฒนธรรมผ่านทางการออกแบบ เล่มที่สองแล้ว
  • สเต๊ก – หนังสือทำอาหารของสำนักพิมพ์แสงแดด ลดราคาแล้วก็ยังแพง!

ที่ซื้อมาแต่ไม่อยู่ในรูป

  • วารสารอ่าน ปีที่ 2 ฉบับที่ 1

คราวนี้ตั้งใจว่าจะซื้อพวก fiction ให้น้อยลง และพอดีกับที่ว่าพวกการ์ตูนทั้งหลายไม่มีเรื่องที่น่าสนใจออกสักเท่าไหร่ ทำให้ประหยัดเงินไปได้หลายร้อย

ที่จริงแล้วของเก่าที่ซื้อมาเมื่อคราวที่แล้ว ยังอ่านไม่หมดเลย

Katch & MangaKatch

เคยพร่ำรำพันถึงยุคเฟื่องฟูของ Katch เอาไว้นานแล้ว วันนี้ด้วยอารมณ์ Nostalgia หลังจากไปดูหนัง รถไฟฟ้ามาหานะเธอ กลับมาบ้าน คุ้ยกองซีดีเก่า จนค้นพบสมบัติที่เก็บซุกซ่อนเอาไว้

มันคือรวมภาพสแกนจากนิตยสาร Katch และ MangaKatch !

Katch & MangaKatch

เสียดายตรงที่มีไฟล์ไม่ครบทุกเล่ม (แต่เล่มจริงมีหมดนะ)

ปล. เล่มที่ คริส หอวัง นางเอกรถไฟฟ้ามาหานะเธอ ถ่ายลงปก คือ MangaKatch เล่ม 4

I believe that bits exist to be copied

“I believe that we live in an era where anything that can be expressed as bits will be. I believe that bits exist to be copied. Therefore, I believe that any business-model that depends on your bits not being copied is just dumb, and that lawmakers who try to prop these up are like governments that sink fortunes into protecting people who insist on living on the sides of active volcanoes.”

- Cory Doctorow

FYI – แรงบันดาลใจ

Miyabi effect

ช่วงนี้ปริมาณคนเข้าเว็บเนื่องจาก keyword คำว่า “Miyabi” เยอะเป็นพิเศษ ดูจากกราฟแล้วตกใจ

สถิติในช่วงเดือนที่ผ่านมา

สถิติในช่วงเดือนที่ผ่านมา

คงจะเป็นผลมาจากข่าว มิยาบิ มาเรีย โอซาว่า เยือนไทย ร่วมคอนเสิร์ตสุดยอดเร็กเก้ ที่ปลุกกระแส #หื่น ของคนเล่นเน็ตบ้านเรา

แต่คนที่ค้นด้วยคำว่า miyabi แล้วเข้ามาเว็บนี้ หวังจะได้ดูอะไรโป๊ๆ เปลือยๆ คงต้องผิดหวังแหละนะ ไม่เชื่อลองคลิกดู – Miyabi เนื้อเน้นๆ ไม่เซ็นเซอร์

Keyboard attack

กำลังหาวิธีแก้เครียดจากการทำงาน แล้ว @plynoi ก็ชี้ทางสว่าง บอกว่าให้ทำตามอย่างคลิปนี้

ถ้าทำได้จริง คงจะหายเครียดไปเยอะ

Checking wordpress user’s role

วิธีตรวจสอบว่า wordpress user ปัจจุบันว่าเป็น admin หรือไม่ ทีแรกมั่วๆ ไปดูที่ function is_admin() แต่อ่านโค้ดดูแล้วไม่ใช่ อันนั้นมันเอาไว้ดูว่าหน้าปัจจุบัน เป็นหน้า wordpress admin หรือเปล่า

วิธีตรวจสอบที่ถูก คือดูจาก capability ของ user นั้นๆ (reference สำหรับเช็ค capability ของ role ต่างๆ) โดยใช้ function current_user_can() เช็คว่าทำได้หรือไม่

เช่น จะดูว่า user สามารถลบคอมเมนต์ได้หรือไม่ ก็เช็คว่า current_user_can('moderate_comments') หรือถ้าต้องการจะเช็คจริงๆ ว่า user เป็น admin หรือเปล่า ก็ใช้ current_user_can('level_8')

แต่ถ้าสำหรับ wordpress MU จะมี function is_site_admin() ให้ใช้ด้วย

Snow Leopard

About This Mac

เพิ่งลงเสร็จ สดๆ ร้อนๆ

  • สั่งซื้อจาก Apple Store ช่วง pre-order ของมาส่งให้ทาง DHL ไม่เสียค่า shipping ด้วย
  • ใช้เวลาลงประมาณ 45 นาที
  • ได้เนื้อที่ Harddisk คืนมาประมาณ 10 GB
  • iStat Menu เจ๊ง ใช้ไม่ได้ ต้องรอเวอร์ชันใหม่
  • Expose เรียงแบบใหม่ เอา mouse over แล้วมีขอบสีน้ำเงิน ทุเรศมาก
  • Thonburi มีตัวหนา และเว้นวรรคให้แล้ว!

นอกจากนี้ยังไม่ค่อยรู้สึกถึงความแตกต่างเท่าไหร่

Dell Inspiron 13 mini review

Dell Inspiron 13 ตัวใหม่ มีขายในบ้านเราแล้ว มีความเปลี่ยนแปลงจาก spec ของ Inspiron 13 ตัวเก่าเล็กน้อย หน้าตาเปลี่ยนไป และน้ำหนักเบาขึ้น (หมายเลขรุ่นจะเปลี่ยนจาก 1318 เป็น 1320) spec โดยละเอียดก็ตามด้านล่าง

Dell Inspiron 13 : Specification

  • CPU: Intel Core 2 Duo P7350 (Penryn)
  • Memory : 2GB DDR2 800 MHz
  • Graphics : Intel GMA 4500MHD
  • Monitor: 13.3″ at 1366×768
  • Harddisk : 320 GB SATA 5400 rpm
  • Other : 1.3M Webcam, Wifi, Bluetooth
  • Weight: 1.8kg

โลโก้ Dell และ Intel เด่นอยู่บนกล่อง

Dell Inspiron 13

ตัวเครื่องสีแดง แรงสามเท่า (สำหรับ Inspiron 13 ในบ้านเรา มีขายอยู่ 3 สี คือ แดง ดำ ขาว) บอดี้เป็นแบบเคลือบดูมันๆ หน่อย เวลาจับแล้วมีรอยนิ้วมือติด ดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่

Dell Inspiron 13

เทียบขนาดกับเครื่องอื่นๆ ไล่จากบนลงล่าง Acer Aspire One A110, Dell Inspiron 13, Macbook Unibody 13″ จะเห็นว่า body ของ Dell จะหนากว่า Macbook อยู่เล็กน้อย

Dell Inspiron 13

มุมมองจากด้านบน เทียบกับ Aspire One

Dell Inspiron 13

ช่องเสียบต่างๆ ทางด้านขวา เรียงทีละอัน ได้แก่ ExpressCard slot, หูฟัง, ไมโครโฟน, 1394, USB สองช่อง, Combo ที่เสียบได้ทั้ง USB/eSATA, Gigabit LAN แล้วก็ช่องสำหรับล็อค

Dell Inspiron 13

ทางด้านซ้ายมี ที่เสียบปลั๊กไฟ (ตกขอบ ในรูปไม่เห็น), VGA, ช่องระบายอากาศ, HDMI แล้วก็ช่อง CardReader ขณะทำงานอาจจะมีลมอุ่นๆ ออกมาบ้าง แต่โดยรวมถือว่าอุณภูมิไม่สูง พัดลมระบายอากาศก็เสียงเงียบดี

Dell Inspiron 13

คีย์บอร์ดหน้าตาปกติ ลักษณะปุ่มจะเป็นแบนๆ แบบเดียวกับใน Mini 12 กรอบพลาสติกตรงระหว่างจอกับคีย์บอร์ด ดูวัสดุกระจอกไปหน่อย ส่วนจอเป็นแบบ glossy ความละเอียดระดับ 720p (1366×768) ให้สีสันสดใสชัดเจนดี ตรง TouchPad เป็นของ Synaptics ขนาดพอเหมาะ ไม่เล็กจิ๋วเหมือนบางยี่ห้อ ผิวสัมผัสจะสากๆ มือเล็กน้อย ให้ความรู้สึกขณะลากนิ้วได้ดี แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่แบบ Multitouch

Dell Inspiron 13

Adaptor หน้าตาไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ ขนาดค่อนข้างใหญ่เล็กน้อย มีสายรัดเอาไว้มัดตอนม้วนๆ สายไฟด้วย

Dell Inspiron 13

แถม External DVD Drive แบบ eSATA มาให้ด้วย (เป็นแบบ Slot-in มีกระเป่าใส่ และสายพ่วงให้ด้วย) สามารถลง OS ผ่านทางนี้ได้เลย

Dell Inspiron 13

ของแถมเป็นกระเป๋าจาก Dell ใบใหญ่ขนาดใส่ laptop 15″ ได้สบายๆ สงสัยว่าจะไม่อยากทำกระเป๋าหลายขนาด สำหรับเครื่องแต่ละรุ่น เลยทำออกมาแบบเดียวใส่ได้หมด

Dell Inspiron 13

หลังจากลองลง Windows 7 RC (build 7100) ดู พบว่ามองเห็น hardware ได้ครบถ้วน ยกเว้น Bluetooth กับ unknown device อีกตัวนึง อย่างแรกแก้ได้โดยไปโหลด driver for windows vista มาจากเว็บของ Dell เอง (ใช้ได้เหมือนกัน) พอลงเสร็จแล้วก็ใช้งานได้ตามปกติ (เพิ่งเคยใช้ Windows 7 หนแรก พบว่า Control Panel ของมันยุ่งเหยิงมาก) ต่อกับเมาส์ Logitech V470 ได้เลย ส่วน unknown device อีกตัวนึงนี่ยังไม่รู้จะทำยังไงกับมัน

ระบบกราฟิกใช้ GMA 4500MHD (on board) ซึ่งก็เพียงพอสำหรับใช้งานทั่วไป แต่ถ้าจะให้เอาไปเล่นเกมหนักๆ ก็คงไม่ไหว

Spec ตามนี้ ราคาอยู่ที่ 24,590 บาท (ยังไม่รวม VAT) ไม่มี windows แถมมาให้ (มีแต่ Free DOS) ถ้าเอา vista home basic แถมด้วย จะราคาแพงขึ้นมาอีก 2,000 แต่ที่เลือกไม่เอา windows เพราะว่า vista home basic มันอัพเกรดไปเป็น windows 7 แบบฟรีๆ ไม่ได้ เอาเป็นว่ารอ windows 7 ตัวจริงออก (22 ตุลา) หรือไม่ก็ตัว RC ที่ใช้ หมดอายุ แล้วค่อยคิดอีกที

สรุปข้อดีข้อเสียของ Dell Inspiron 13 เท่าที่ลองสัมผัส

ข้อดี:

  • เป็น Core 2 Duo ที่ค่อนข้างเบา และจอใหญ่ เมื่อเทียบกับยี่ห้ออื่น
  • พอร์ตต่อเชื่อมครบครัน มี CardReader ในตัว และไม่ต้องไปซื้อ adapter สำหรับต่อออกจอเหมือนบางยี่ห้อ
  • มีช่องเสียบแรมเหลือให้ช่องนึง เผื่อซื้อมาเพิ่มเองในอนาคต
  • ลำโพงเสียงดังดี

ข้อเสีย:

  • วัสดุบางจุดดูกระจอกไปนิด
  • บางคนอาจจะซีเรียสเรื่อง ไม่มี optical drive ในตัว

ยังไม่ได้ทดสอบเรื่องประสิทธิภาพของแบตเตอรี และยังไม่มีเวลาลองเล่นกับ Ubuntu เจ้าของเครื่องก็เอากลับไปใช้ซะแล้ว

For a new beginning

กุหลาบสีชมพู

ขอให้มีแต่สิ่งดีๆเกิดขึ้นนะ เพี้ยงงงง

Open link from XULRunner

วันก่อนงมหาวิธีทำให้เวลาคลิก link ใน XULRunner แล้วไปเปิดหน้านั้นๆ ใน browser ของเราอยู่นาน สุดท้ายก็ไปดาวน์โหลดโค้ดของ Flickr Uploadr เอามาแกะดู ถึงได้พบดวงตาเห็นธรรม (โค้ดเป็น GPLv2)

1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
function launch_browser(url) {
  try {
    var io = Components.classes['@mozilla.org/network/io-service;1']
      .getService(Components.interfaces.nsIIOService);
    var uri = io.newURI(url, null, null);
    var eps = Components.classes['@mozilla.org/uriloader/external-protocol-service;1']
      .getService(Components.interfaces.nsIExternalProtocolService);
    var launcher = eps.getProtocolHandlerInfo('http');
    launcher.preferredAction = Components.interfaces.nsIHandlerInfo.useSystemDefault;
    launcher.launchWithURI(uri, null);
  } catch (err) {	}
  return url;
}

ทีแรกนึกว่าง่ายๆ แบบเขียนบรรทัดเดียวเสร็จ เอาเข้าจริงแล้วไม่ง่ายเลย

Jojo face

ไปเจอมาจาก บล็อกจ่ากบ (เป็น flash) สำหรับสร้าง avatar ของตัวเองตามแบบในการ์ตูน Jojo

ลองเอามาทำของตัวเอง ได้หน้าตาออกมาประมาณนี้

Jojo avatar

ลองเล่นดูได้ที่ jojoface (เป็นภาษาญี่ปุ่น อ่านไม่ออก แต่พอมั่วเอาได้)

Rajamangala in Panorama

Rajamangala National Stadium

สนามราชมังคลา ในแบบ panorama ถ่ายในวันที่ทีมชาติไทย ลงเตะกับ Liverpool – ดูรูปใหญ่ๆ
(ถ่ายโดยใช้ Ricoh GX100, ต่อภาพด้วย Hugin)

ขอพูดถึงแมตช์นี้เสียหน่อย

  • ผ้าพันคอที่แถมกับบัตร 1,350 ห่วยมาก ถ้าเอามาวางขายข้างนอก ผืนละร้อยนึงยังไม่ซื้อเลย
  • พิธีกรคั่นเวลาของ Tesco Lotus เสียงดังแแล้วยังชอบตะโกนใส่ไมค์อีก น่ารำคาญมาก
  • คนที่ใส่เสื้อแข่งมาดู ส่วนใหญ่จะเป็นเสื้อ Gerrard หรือไม่ก็ Torres เกือบทั้งหมด พวกแปลกๆ ที่เห็นก็จะมี Alonso, Mascherano ประปราย มีคนนึงใส่ Cisse ด้วย เสียดายไม่เจอใครใส่เสื้อ Owen
  • Torres เป็นผู้เล่นที่คนดูกรี๊ดดังที่สุด แค่ลงมาซ้อมก็เสียงเสียงกรี๊ดได้แล้ว
  • รองจาก Torres แล้วดูเหมือนผู้เล่นที่แฟนบอลชาวไทยชื่นชอบมากที่สุด น่าจะเป็น Lucas เพราะเกือบทุกครั้งที่จับบอล จะมีเสียงเชียร์ดังขึ้นมาเสมอ
  • ลีซอเสียบทุเรศมาก
  • ประมาณ​ 10 นาทีสุดท้าย ผู้หญิงวัยรุ่นที่นั่งแถวนั้นเอาแต่ตะโกนชื่อ Alonso อยู่ตลอด ทุกๆ 30 วินาที สงสัยว่ามาดูบอลหรือว่าคอนเสิร์ต
  • บอลเลิก ฝนตก รถติดมาก

Evangelion 2.0 : You Can (Not) Advance

Rebuild of Evangelion ตอนที่ 2 เข้าโรงฉายที่ญี่ปุ่นไปเมื่อเดือนที่ผ่านมา ใช้ชื่อตอนนี้ว่า Evangelion 2.0 : You Can (Not) Advance (ヱヴァンゲリヲン新劇場版: 破) เป็นตอนต่อจากตอนแรก Evangelion 1.0 : You Are (Not) Alone ที่ฉายไปเมื่อไป 2007

จากในตอนแรกที่ดูจากเนื้อเรื่องแล้ว มีจุดที่เปลี่ยนไปจากในเวอร์ชันทีวีบ้างพอสมควร แต่ในตอนที่สองนี้มันมีหุ่นใหม่ ตัวละครใหม่ ศัตรูหน้าใหม่ และเปลี่ยนเนื้อเรื่องใหม่เกือบทั้งหมดเลย!

ลองดู trailer ยั่วน้ำลายกันเสียก่อน

ต่อไปนี้เป็นข้อมูลที่ได้มาจากการดูหนังซูมแบบไม่มีซับ และฟังภาษาญี่ปุ่นไม่ออก – แน่นอนว่า spoil สุดขีด ใครที่ยังไม่อยากรู้ ได้โปรดข้ามไปเลย เราเตือนคุณแล้ว

โปรดฟังอีกครั้ง! นี่คือ Spoil!

Eva 02
เปิดตัว Eva 02 ด้วยการทิ้งตัวลงมาจากเครื่องบิน จัดการเทวทูตได้โดยที่เท้ายังไม่ทันได้แตะพื้น

Adam?
ของที่คาจิเอามาให้เกนโด ในเวอร์ชันทีวีมันจะหน้าตาเหมือนตัวอ่อน แต่ที่เห็นนี่มันคืออะไร?

classic scene
อาสึกะเจอสถานการณ์แบบเดียวกับชินจิเข้าไป

Eva 06
Eva 06 ที่ SEELE ไปแอบสร้างอยู่ที่ฐานทัพบนดวงจันทร์

Angel
เทวทูตตัวที่ตกลงมาจากอวกาศ จากที่รูปร่างเหมือนแผ่นดินน้ำมัน กลายเป็นตัวน่ากลัว มีหัวมีมือด้วย

rei
เรย์จังหน้าแดง!

Eva 03
Eva 03 ตัวที่โดนเทวทูตเข้าควบคุม สังเกตให้ดีว่ามันมี 4 แขน! และเรื่องที่น่าตกใจกว่านั้นคือ คนขับที่อยู่ข้างในไม่ใช่โทจิแต่เป็นอาสึกะ!

Beast mode
Eva 02 ที่ขับโดย Mari สาวแว่นตัวละครใหม่ กำลังอยู่ในโหมด Beast

Tissue
Zeruel เทวทูตแขนกระดาษ มาในมาดใหม่ เป็นแผ่นม้วนๆ ทั้งตัว

400% synchro
Eva 01 อัตราซิงโคร 400% กลายเป็นตัวสีแดงไปแล้ว

3rd impact?
กำลังจะเกิด 3rd Impact งั้นหรือ?

Kaworu
Kaworu ขับ Eva 06 ลงมาจากดวงจันทร์

ถ้าอยากอ่าน spoil เนื้อเรื่องแบบละเอียดหน่อย เชิญที่ wikipedia

นอกจากนี้ก็มีจุดที่น่าสังเกตอยู่ในเรื่องหลายที่เหมือนกัน

  • อาสึกะมีทีท่าว่าชอบชินจิอย่างเห็นได้ชัด
  • เรย์ก็เหมือนจะมีใจให้ชินจิเหมือนกัน
  • ชินจิก็ยังเป็นชินจิคนเดิม
  • Kaworu อยู่ในอวกาศได้โดยไม่ต้องสวมใส่อะไร
  • คาจิยังไม่ตายในตอนนี้
  • Zeruel กิน Eva 00 เข้าไปแล้วมีท่อนล่างงอกออกมาเป็นเรย์
  • ตัวอย่างตอนต่อไปไม่มี Eva series เป็นไปได้ว่าจะไม่ได้โผล่ออกมาให้เห็นแล้ว

สรุปว่า มันส์มาก ขนาดเป็นหนังซูม ฟังไม่ออก ภาพไม่ชัด ยังดูแล้วรู้สึกได้ ถ้าได้ดูในโรงใหญ่คงจะดีไม่น้อย แว่วๆ มาว่าทาง TIGA จะเอาเข้ามาฉายปีหน้า คงต้องตั้งตารอต่อไป

My Love is a Stapler

My Love is a Stapler (ความรักของฉันคือที่เย็บกระดาษ) เพลงจาก K-ON! (けいおん!) อนิเมสุดโมเอะของ season ที่ผ่านมา

เรื่องย่อๆ ของ K-ON! คือเด็กสาวมัธยม 4 คน สมาชิกชมรม K-ON (มาจาก 軽音楽, keiongaku – หมายถึงดนตรีฟังสบาย) ฟอร์มวงดนตรีขึ้นมา และมีเป้าหมายจะไปเล่นที่บูโดกัน (เวทีคอนเสิร์ตนะ ไม่เกี่ยวอะไรกับนักร้องบ้านเรา) แต่เนื้อเรื่องจริงๆ ก็ไม่ค่อยมีอะไร มากไปกว่าการใช้ชีวิตในชมรมของ 4 สาว

จำไม่ได้ว่าเป็นเพราะเหตุผลอะไรถึงไปหาอนิเมเรื่องนี้มาดู แต่ดูแล้วก็ติดอยู่ ทั้งหมด 12 ตอน + 1 ตอนพิเศษ ใช้เวลาไป 2 วันก็ดูจบ ถือเป็นประสบการณ์ครั้งแรกในการดูการ์ตูนโมเอะ ทั้งที่เมื่อก่อนออกจะ anti อยู่นิดๆ ตอนนี้คงถึงเวลาที่จะเปลี่ยนความคิดแล้วสินะ

Transformers : Revenge of the Fallen

transformers

คนอื่นเค้าดูกันไปหมดแล้ว ตอนนั่งอยู่ในออฟฟิซต้องคอยหลบ คอยระวังคนอื่นมา spoil จนกระทั่งเพิ่งได้มาดูเอาเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (โรงธรรมดา ไม่ใช่ IMAX)

Spoiler warning: ความรู้สึกหลังดูจบ

  • ภาคนี้โฆษณาว่ามีหุ่นถึง 42 ตัว แต่เข้าไปดูแล้ว รู้สึกว่าหุ่นที่มีบทจริงๆ มันน้อยกว่าภาคแรกเสียอีก
  • หุ่นในภาคนี้มันแปลงร่างเป็นคนได้ด้วย! สุโค่ย! หลังจากเห็นฉากนี้ก็ทำใจได้เลยว่า ไม่จำเป็นต้องสนใจหาเหตุผลใดๆ ในหนังเรื่องนี้อีกต่อไป
  • หุ่นคู่แฝดสองตัว เป็นตัวละครที่น่ารำคาญเป็นอย่างมาก ไม่เห็นความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องใส่เข้ามานอกจากขายของเล่น และขายรถ
  • Megatron ในภาคที่แล้ว โหดและเก่งมาก แต่ในภาคนี้ดูกระจอกลงไปเยอะ หรือเป็นเพราะว่าซ่อมกลับมาใหม่แล้วไม่เก่งเหมือนเดิม?
  • กลับกัน Optimus Prime เก่งขึ้นอย่างผิดหูผิดตา!
  • ทหารอเมริกันก็เก่งขึ้นมากอย่างผิดหูผิดตาเช่นกัน สามารถรับมือกับหุ่นฝ่าย Depticons จำนวนเกือบโหลได้อย่างสมส้ำสมเนื้อ (เทียบกับ ในฉากเปิดเรื่องภาคแรก หุ่นตัวเดียวทำลายกองทหารได้ทั้งค่าย)
  • เห็นตรงกับ @markpeak ว่าเป็นหนังเชิดชูแสนยานุภาพทางทหารของอเมริกา
  • ช่วงวิ่งหลบระเบิดเป็นระยะทาง 2 ไมล์ เพื่อไปสมทบกับกองทหาร ยาวยืดเยิ่นเย้ออย่างน่าเบื่อหน่ายมาก
  • นางเอก Megan Fox มีไว้เพื่อทำให้ซีนเยิ่นเย้อนี้ ดูมีอะไรน่าสนใจมากขึ้น นอกจากนั้นแล้วก็ไม่ค่อยมีประโยชน์อะไรกับเนื้อเรื่องนัก
  • ฉากที่ดีที่สุดในเรื่อง คือตอนที่ Optimus Prime ลุยกับ Decepticons ในป่าแบบ 1 ต่อ 3
  • ที่จริงแล้ว ผู้กำกับไมเคล เบย์ ทำหนังดูสนุกมาหลายเรื่อง อย่าง The Rock, The Island หรือ Transformers ภาคแรก แต่สำหรับ Transformers ภาคนี้ถือว่าห่วยระดับเดียวกับ Pearl Habor เลย
  • ตบท้ายด้วยประโยคของนักวิจารณ์จาก The Scorecard Review – “the first film is a teenage boy’s wet dream. This sequel is just masturbation.”

ถ้ามีภาค 3 ออกมาคงไม่ไปดูแล้ว ยกเว้นว่าจะได้ คริสโตเฟอร์ โนแลน มากำกับแทน

Firefox 3.5 & Multitouch Macbook

Firefox 3.5 ตัวจริงออกแล้ว ใครสนใจก็ตามไปโหลดกันได้ที่ Getfirefox.com (แนะนำเวอร์ชันภาษาไทย)

feature ใหม่ ที่เพิ่งรู้ว่ามันมีด้วยคือ สนับสนุน multitouch แล้ว ทำให้คนที่ใช้ notebook ที่มีความสามารถ multitouch สามารถใช้งานได้สะดวกขึ้น ตามนี้

  • ลากลง 3 นิ้วพร้อมกัน – ลงมาด้านล่างสุดของหน้า
  • ลากขึ้น 3 นิ้วพร้อมกัน – ขึ้นไปด้านบนสุดของหน้า
  • ลาก 3 นิ้วไปทางซ้าย – ย้อนกลับไปหนึ่งหน้า
  • ลาก 3 นิ้วไปทางขวา – ถัดไปหนึ่งหน้า
  • ถ่าง 2 นิ้วออก – ขยายหน้าเว็บ
  • บีบ 2 นิ้วเข้า – ย่อหน้าเว็บ

แล้วก็มีอีก 2 ท่า ให้เล่นคือ

  • ใช้สองนิ้วหมุนทวนเข็มนาฬิกา – สลับไปแท็บทางซ้าย
  • ใช้สองนิ้วหมุนตามเข็มนาฬิกา – สลับไปแท็บทางขวา

แต่ท่ายาก 2 ท่านี้ ไม่ได้เปิดใช้โดยปริยาย ต้องไปตั้งค่าให้มันผ่านทาง about:config แก้บรรทัด browser.gesture.twist.left และ right ให้เป็นตามรูป

about:config - multitouch settings

ลองเล่นกันดูได้

Kodachrome

ข่าวจาก Jusci ที่ว่า โกดักยกเลิกสายการผลิตฟิล์ม Kodachrome แล้ว อ่านแล้วใจหาย เพราะฟิล์มรุ่นนี้จัดว่าเป็นของคลาสสิค ภาพดังๆ หลายภาพ ถูกถ่ายโดยฟิล์ม Kodachrome นี้ในสมัยที่กล้องฟิล์มรุ่งเรือง

เคยฝากเพื่อนที่ญี่ปุ่นซื้อมาให้เมื่อหลายปีก่อน ตอนนี้ก็ยังเก็บเอาไว้อยู่

กล่องหน้าตาเป็นแบบนี้ 36 รูป ISO 200

Kodachrome

ราคาม้วนละ 850 เยน หมดอายุเดือน 5 ปี 2006

Kodachrome

กลักฟิล์มสีดำ ฝาสีเขียว

Kodachrome

ดูกันชัดๆ ว่าใช้น้ำยา K-14 ในการล้าง

Kodachrome

สองม้วนนี้ถ่ายไปแล้วม้วนนึง แต่หาที่ล้างไม่ได้ เพราะต้องใช้น้ำยา K-14 ซึ่งในบ้านเราไม่มีที่ไหนรับล้าง ก็คงต้องเก็บไว้เป็นที่ระลึกอย่างงี้ต่อไป

« Previous Entries Next Entries »