No matter what they said… Words can’t bring you down..

ข้าวมันไก่ทอด 10 บาทยังอร่อยได้เลย (ข้าวเค็มๆ ไก่ทอดสับมา 4 ชิ้นได้)… ชีวิตจะคิดอะไรมาก… ^ ^

ฉลองบ้านใหม่ของ Foojan Blog….

นานนะเนี่ย กว่าจะรู้วิธีใช้ blog ใน wordpress เนี่ย… หาอยู่ตั้งนาน เพิ่มจะมารู้ว่าชั้นไม่ได้ login… จะไปรู้ได้ยังไงว่ามัน link มาจาก msn messenger แล้วมันจะไม่ login ให้เนี่ย.. ของเก่ายังทำให้เลย นี่แหล่ะน้าาา user experience!!! อย่างน้อย ‘as-is’ function ต้องยังมีอยู่ซิ ไม่งั้นก้อต้อง communicate + workaround ให้ด้วย (รู้สึกเหมือนออกนอกเส้นทางแล้วไงไม่รู้)….

เอาเถอะ… ต่อไปคงจะหัดใช้มันไปเรื่อยๆ… ไม่ได้เขียน blog บ่นมาจะครบครึ่งปีแล้วซินะ… ว่าแต่ มันทำ spell check ให้ด้วย การิ๊ดดด…

ป.ล. ต้อง special thanks to Ja-aye who ชี้ทางสว่างให้… (ชั้นม่ายด้าย log-in!!!!)

Thailand, 2011 – part II

จากที่อ่านข่าวเมื่อวานรู้สึกเครียดแล้ว เจอข่าววันนี้เครียดกว่า

ข่าวแรกจากประชาไท

นายธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล ผู้ออกแบบเว็บไซต์ นปช.ยูเอสเอ  ถูกตัดสินว่ามีความผิดเป็นผู้โพสต์ข้อความหมิ่นประมาทพระมหา กษัตรย์ลงในเว็บไซต์นปช.ยูเอสเอ ตามมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา มีโทษจำคุก 10 ปี และมีความผิดฐานเป็นผู้ให้บริการ ปล่อยให้มีข้อความหมิ่นฯ อยู่ในเว็บไซต์ ซึ่งสามารถลบได้แต่ไม่ลบ ตัดสินให้มีความผิดอีก 3 ปี รวมโทษจำคุก 13 ปี [...] ทั้งนี้ ข้อความที่เข้าข่ายหมิ่นพระมหากษัตริย์มีทั้งหมด 3 ข้อความ ตำรวจตั้งข้อหาว่าเขาคือผู้ที่ใช้ ชื่อว่าเป็น admin ซึ่งโพสต์ข้อความดังกล่าว 2 ข้อความ และเป็นผู้ให้บริการที่ไม่ลบข้อความหมิ่นซึ่งโพสต์โดยผู้อื่นอีก 1 ข้อความ

- ศาลพิพากษาจำคุกผู้ออกแบบเว็บ “นปช.ยูเอสเอ” 13 ปี ผิดม.112-พ.ร.บ.คอมฯ

สมมุติว่าจำเลยเป็นคนที่โพสต์ข้อความเหล่านี้จริงๆ เราสามารถจินตนาการได้ถึงข้อความแบบไหนกัน ที่ทำให้คนคนหนึ่งต้องติดคุกยาวนานถึง 10 ปี ในสังคมที่เจริญแล้วข้อความแบบไหนถึงมีโทษหนักได้ขนาดนี้? หรือว่าระบบกฎหมายของเราเองกันแน่ที่มีปัญหา

อีกข่าวหนึ่งจากข่าวสด

หลังปล่อยงานเพลง “I LIKE THAT BOY” ที่ร่วมกันโปรดิวซ์งานเพลงเองทั้งหมด รวมถึงมิวสิกวีดีโอที่ได้ถ่ายทำไปเรียบร้อย แต่ล่าสุด กิ๊บซี่ วนิดา เติมธนาภรณ์ และกิ๊ฟท์ซ่า ปิยา พงษ์กุลภา ก็ต้องออกมาโต้ชี้แจงกับกรณีที่มิวสิกฯโดนกบว.สั่งแบน เมื่อวันที่ 15 มี.ค. ด้วยในเรื่องของเสื้อผ้ารวมถึงการนำเครื่องแบบอาชีพพยาบาลและตำรวจ มาใช้เล่นในมิวสิกฯ ดูไม่เหมาะสม

- กบว.สั่งแบน MV กิ๊บซี่-กิ๊ฟท์ซ่ายันไม่ได้ดูหมิ่นชุด “พยาบาล-ตำรวจ”

มีสหายท่านหนึ่งให้ความเห็นว่า “แล้วทำไมตะก่อนมึงไม่บอกว่าพวกมันหมิ่นโคโยตี้มั่งวะ”

ลองค้น youtube ก็มีให้ดูด้วย Girly Berry – I like that boy

น่ากลัวว่าพรุ่งนี้จะมีข่าวอะไรที่อ่านแล้วเครียดกว่านี้อีกหรือเปล่า

Thailand, 2011

ข่าวประจำวันที่ 15 มีนาคม 2011

จาก blognone

“ประชาธิปัตย์มาดูแลกระทรวงไอซีทีครั้งแรกในประวัติศาสตร์ นายจุติ ไกรฤกษ์ ส.ส.ประชาธิปัตย์มานั่งเป็นรัฐมนตรีในรอบ 8 ปีที่มีกระทรวงแห่งนี้เป็นรัฐมนตรีคนที่ 8 ท่ามกลางกับดักระเบิดเวลาที่รอวันปะทุมากมาย แต่ 6 เดือนแรกก็ผลักดันนโยบายบรอดแบนด์แห่งชาติสำเร็จเป็นครั้งแรกใน ประวัติศาสตร์ ทำอินเทอเน็ตความเร็วสูงผ่านเคเบิลใยแก้ว ระบบไร้สายผ่านดาวเทียม เพิ่มเส้นทางส่งถ่ายข้อมูลผ่านเคเบิลใต้น้ำเพื่อรองรับข้อมูลผ่านอินเทอเน็ต ที่นับวันจะมากขึ้น และลดความเสี่ยงของภัยธรรมชาติ เช่นแผ่นดินไหวในประเทศญี่ปุ่น ปราบเว็บไซต์ผิดกฎหมายก็ปราบอย่างจริงจังผลงาน 25 เท่าขอรัฐบาลพลังประชาชน”

- แถลงการณ์ข้อเท็จจริงที่ควรรู้ โดย มัลลิกา บุญมีตระกูล ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

จากไทยรัฐ

“แต่ก็นั่นแหละ คนส่วนใหญ่ก็ไม่รู้ ตำนานเมืองโยนกเชียงแสน กล่าวว่า เพราะคนเมืองนี้จับปลาตะเพียนเผือกตัวโตเท่าต้นตาลยาว 7 วา มากิน เกิดอาถรรพณ์ น้ำมากมหาศาลมาจากไหนก็ไม่รู้ ถล่มเมืองหายไปทั้งเมือง

เชื่อแบบโบราณ สึนามิถล่มญี่ปุ่นคราวนี้ เพราะคนญี่ปุ่นชอบกินปลาเป็นอาหารหลัก กินปลาเล็กปลาใหญ่มากๆเข้า ถึงเวลาปลาก็ล้างแค้นเอาคืน”

- เหนือปลาอานนท์

จากประชาไท

“ศ.นพ.ประเวศ กล่าวต่อมาว่า ระบบทุนนิยมก่อให้เกิดหายนะกระทบผู้บริโภคทั้งทางตรงและทางอ้อม นำไปสู่ความรุนแรง ความขัดแย้ง ความตาย ก่อความทุกข์ไปทั่วโลก ทำลายสังคม สิ่งแวดล้อม นำไปสู่โลกร้อน ผ่านการส่งเสริมการบริโภคเกินเลย เกิดภัยพิบัติไปทั่วโลก เช่น พายุ น้ำท่วมฉับพลัน ภาวะแห้งแล้ง ไฟไหม้ แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิดจะเกิดมากขึ้น นำไปสู่การขาดแคลนอาหาร เพราะพื้นที่การผลิตมีน้อยลง เกิดโรคระบาด การจลาจลและสงคราม”

- “หมอประเวศ” ปลุกประชาชนติดอาวุธทางปัญญา ชี้ “ผู้บริโภค” ถูกทำร้ายจากทุกทิศทาง

แต่ละข่าว อ่านแล้วเครียดกับประเทศนี้จริงๆ

Hello world!

Welcome to WordPress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!

Dogtooth

หนังสัญชาติกรีซ ว่ากันด้วยเรื่องของครอบครัวแปลกๆ ครอบครัวหนึ่ง ที่พ่อแม่ขังลูกๆ ของตัวเองเอาไว้ให้อยู่แต่ในบ้าน ด้วยเหตุผลที่ว่า โลกภายนอกเต็มไปด้วยอันตราย ต้องรอให้โตพอที่จะเอาตัวรอดได้เสียก่อนถึงจะออกไปได้ และต้องหาสารพัดวิธีการเพื่อทำให้การหลอกลวงนี้สมเหตุสมผล

วิธีการเหล่านี้มีตั้งแต่การดัดแปลงภาษา สร้างความหมายของคำขึ้นมาใหม่ สอนความเชื่อแปลกประหลาด เพื่อเป็นกฏในการอยู่และปกครองในบ้าน

สิ่งที่ชอบมากๆ ในหนังคือการเอาสังคมขนาดเล็กอย่างครอบครัวมาวิพากษ์สังคมในสเกลที่ใหญ่ขึ้นได้อย่างเจ็บแสบ การปิดหูปิดตาลูกๆ ของตัวเองไว้ด้วยข้ออ้างที่ว่า “ยังไม่โตพอ”, “ยังไม่พร้อม” ในหนังอาจจะดูสุดขั้วในทางหนึ่ง แต่กับสังคมจริงๆ ที่เราอยู่ เราต่างก็ถูกเป่าหูด้วยวาทกรรมเหล่านี้อยู่ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง “หนังเรื่องนี้ไม่สมควรฉาย เพราะขัดกับศีลธรรมอันดี” หรือ “ประชาชนยังไม่พร้อมจะมีประชาธิปไตย”

ตามท้องเรื่อง สิ่งแปลกปลอมที่หลุดเข้ามาในอาณาเขตของบ้าน จะถูกนิยามใหม่โดยพ่อหรือแม่ ผู้ซึ่งมีอำนาจในการตีความสิ่งใดๆ ควรหรือไม่ควรถูกให้ความหมายอย่างไร เช่น แมวเป็นสัตว์อันตราย, ช่องคลอดแปลว่าโคมไฟ, เรียกขวดพริกไทว่าโทรศัพท์ ทำให้เราตระหนักได้เลยว่า ภาษาเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังของชนชั้นปกครองที่ใช้ในการ “ทำให้เชื่อง”​ ลองคิดถึงความหมายของคำว่า “คนดี”, “ประชาธิปไตย”, “ความมั่นคง” ในบริบทของสังคมไทย คำเหล่านี้มันมีความหมายต่างจากสังคมอื่นบ้างไหม?

สิ่งที่น่ากลัวคือตัวพ่อแม่ในเรื่องนี้ เชื่อจริงๆ ว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่เป็นการปกป้องครอบครัวตัวเองจากสิ่งชั่วร้าย เป็นการสร้างความสุขให้กับคนในครอบครัว (ไม่ต้องเหมือนครอบครัวอื่นก็ได้ อยู่กันแบบนี้แหละมีความสุขดีแล้ว) ไม่รู้สึกเลยว่ามันเป็นเรื่องฝืนธรรมชาติ

ในทางหนึ่ง เราสามารถบอกได้ว่าครอบครัวนี้ป่วยไข้อย่างไร แต่หากมองถึงตัวเราเอง เราบอกได้ไหมว่าเรากำลังอยู่ในครอบครัวที่ป่วยไข้ด้วยหรือเปล่า?

Thai OCR in Google Docs

ไปเห็นข่าว Google Docs รองรับ OCR ภาษาไทยแล้ว ก็มาลองเล่นดูเองบ้าง โดยลองตัดเอาข้อความจากหนังสือเล่มหนึ่งมาลองดู ปรับรูปให้เป็นภาพขาวดำ เพื่อให้ OCR ทำงานได้ง่ายขึ้น แต่ลองดูแล้วเหมือนจะไม่ช่วยสักเท่าไหร่

ดูแล้วยังเละเกินกว่าจะใช้งานจริงๆ ได้ จากเท่าที่เคยลองมา ดูเหมือนว่าในงาน OCR ภาษาไทยนี่ยังไม่มีโปรแกรมที่จะใช้งานได้จริงจังสักตัวเลย

Thai OCR in Google Docs

ไปเห็นข่าว Google Docs รองรับ OCR ภาษาไทยแล้ว ก็มาลองเล่นดูเองบ้าง โดยลองตัดเอาข้อความจากหนังสือเล่มหนึ่งมาลองดู ปรับรูปให้เป็นภาพขาวดำ เพื่อให้ OCR ทำงานได้ง่ายขึ้น แต่ลองดูแล้วเหมือนจะไม่ช่วยสักเท่าไหร่

ดูแล้วยังเละเกินกว่าจะใช้งานจริงๆ ได้ จากเท่าที่เคยลองมา ดูเหมือนว่าในงาน OCR ภาษาไทยนี่ยังไม่มีโปรแกรมที่จะใช้งานได้จริงจังสักตัวเลย

Before the Riot

เบียร์วันนี้

Thunder Dome, Feb 15th 2011, before the riot.

in my hand

ช่วงหลังๆ นี่ถ่ายรูปโดยใช้กล้องมือถือบ่อย (ใช้โปรแกรม picplz) เพราะว่าไม่ได้พก Lumix GF1 ตัวที่เคยใช้ สังเกตว่าพฤติกรรมการถ่ายรูปของตัวเองเปลี่ยนไปนิดนึง คือจะเลือกถ่าย object เป็นชิ้นๆ มากกว่าจะคิดเรื่อง compose ให้ดูสวยโดยเฉพาะภาพประเภทหยิบของขึ้นมาถ่าย จะมีค่อนข้างเยอะ

คิดได้ว่าหาแท็กเฉพาะใน flickr ให้มันไปเลยละกัน มาดูทีหลังจะได้สะดวกๆ

ดูเต็มๆ ได้ที่ flickr #inmyhand

My Top 2010 Albums

บันทึกไว้สักหน่อย กับอัลบั้มที่ชอบในปี 2010

Arcade Fire – The Suburb

Belle & Sebastian – Write About Love

Broken Social Scene – Forgiveness Rock Record

Daft Punk – TRON : Legacy Soundtrack

Anamanaguchi – Scott Pilgrim vs. the World : The Game

ปีนี้ฟังเพลงน้อยมาก หรือที่ฟังส่วนมากก็มีแต่เพลงเก่าๆ หวังว่ามีหูฟังใหม่แล้วจะฟังเพลงบ่อยขึ้นกว่านี้

Swipe Gesture in Firefox 4

ใน Firefox 4 จะมีฟีเจอร์ใหม่เพิ่มขึ้นมาตัวนึง ชื่อว่า Firefox Panorama ก็คือการจัดกลุ่มของแท็บต่างๆ ได้ ถ้าใช้งานบน Mac OS X จะสามารถเข้าถึงได้ด้วยการใช้ Cmd-E หรือใช้ Touchpad สามนิ้วเลื่อนจากล่างขึ้นบน (3 fingers swipe up)

ซึ่งฟีเจอร์นี้มันก็สะดวกดี แต่ปกติจะตั้งค่าของ 3 fingers swipe up ให้เป็นเลื่อนไปตำแหน่งบนสุดของหน้า และ 3 fingers swipe down ให้เป็นเลื่อนลงมาล่างสุด ดังนั้น ถ้าอยากได้พฤติกรรมเดิมๆ ก็ต้องเหนื่อยกันเล็กน้อย

วิธีก็คือเข้าไปที่ about:config แล้วเปลี่ยนค่า browser.gesture.swipe.down ให้เป็น cmd_scrollBottom แล้วก็เปลี่ยน browser.gesture.swipe.up เป็น cmd_scrollTop

about:config

ก็จะได้ behavior แบบเดิมๆ กลับมา

Hello world!

Welcome to WordPress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!

อินทรีแดง 2010 [spoil]

บันทึกความรู้สึกหลังจากดู อินทรีแดง ฉบับปี 2010 กำกับโดย วิศิษฎ์ ศาสนเที่ยง มี spoil ถ้ายังไม่ได้ดูกรุณาอย่าเพิ่งอ่าน

  • ก่อนจะได้ดูหนัง ได้ดูคลิปสัมภาษณ์ผู้กำกับชิ้นนึงมาก่อน ทำให้ความอยากดู (และความคาดหวัง) พุ่งขึ้นสูงมาก
  • หนังเปิดเรื่องได้ค่อนข้างซีเรียส วางบทตัวละครได้น่าสนใจ
  • หนังแตะประเด็น อาการสำลักวาทกรรมเรื่องคนดี ตอนต้นเรื่องนิดนึง แต่เสียดายที่ไม่ได้สานต่อ
  • ฉากคอขาด มือขาด เลือดพุ่ง ดูหลอกๆ ซึ่งถ้ามันไปอยู่ในหนังที่จงใจให้เป็นแบบนั้น มันจะดูดีมากๆ แต่ในอินทรีแดง ดูจะไม่เข้ากับบรรยากาศของเรื่องสักเท่าไหร่
  • ปรับอารมณ์ขณะดูไม่ถูก เพราะมีทั้งฉากจริงจัง ฉากหลอนๆ ฉากเซอร์เรียล ฉากบู๊ ฉากตลก จนเอาไม่ถูกว่าตกลงฉากนี้จะให้ขำหรือเปล่า
  • เหมือนหนังจะบอกว่า ประเด็นการเมืองเนี่ย ซีเรียสนะ แต่ฉากบู๊ อย่าไปสนใจความสมจริงมากนักก็ได้
  • คาดว่าเป็นหนังที่คนทำต้อง compromise ต่อทั้ง เจ้าของบทประพันธ์เดิม, สปอนเซอร์, ความต้องการส่วนตัว ทำให้ในที่สุดแล้วหนังไปได้ไม่สุดสักทาง (ยกเว้นด้านโฆษณา ที่ชัดเจนจนทำลายอรรถรสในการดูหนังไปเลย)
  • ฉากขี่มอเตอร์ไซค์ปราบเด็กแว้นเนี่ย จะขายมอเตอร์ไซค์ suzuki ใช่ไหม?
  • ช็อต “การสูบบุหรี่เป็นอันตรายต่อชีวิต” เด็ดมาก
  • เลิฟซีน ออกแนว fantasy มาก สงสัยว่าไม่หนาวกันหรือยังไง
  • การเลือกตั้งปี 2016 ตามท้องเรื่อง พรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งคือ “พรรคเสรีนิยม” ซึ่งถ้าเทียบกับบ้านเราจริงๆ แล้ว เวลา 6 ปีนับจากนี้ ไม่มีทางที่พรรคการเมืองแนวเสรีนิยม จะชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลายได้เด็ดขาด
  • ปกติชอบ ญารินดา อยู่แล้ว แต่ในเรื่องดันเล่นเป็น NGO สายประเวศ ดูแล้วตัดสินใจไม่ถูกว่าจะชอบหรือไม่ชอบดี
  • ก่อนจะดูหนัง ไม่ค่อยนิยมแนวคิดของ วรรณสิงห์ เท่าไหร่ แต่ดันชอบตัวละคร หมวดชาติ ที่วรรณสิงห์เล่นในเรื่อง
  • ผู้กำกับเคยให้สัมภาษณ์ว่า “อินทรีแดงเป็นหนังการเมือง” แต่ประเด็นการเมืองในเรื่องกลับไม่ได้มีความแหลมคมอย่างที่หวังเอาไว้
  • การด่าแต่นักการเมือง ยิ่งเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับกลุ่มอำนาจที่ไม่ได้มีที่มาจากประชาชน ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทยในปัจจุบัน วาทกรรมแบบนี้มีมากเกินพอแล้ว
  • หวังว่าสักวันหนึ่ง จะมีหนังที่พูดถึง “The Gordian Knot” แบบจริงๆ จังๆ (สงสัยว่าถึงปี 2016 ก็ยังอาจจะไม่มีหนังแบบนั้น)

Kindle 3 Review

ในช่วงหลังนี้ สงครามในตลาด E-Book เริ่มดุเดือด ตั้งแต่ที่ Apple เปิดตัว iPad, B&N ลดราคา Nook จนเจ้าตลาดเดิมอย่าง Amazon ต้องออกมาตอบโต้ โดยหั่นราคา Kindle 2 ของตัวเองมาสู้ และเดือนที่ผ่านมาก็ได้เปิดตัว Kindle รุ่นใหม่ ที่ใครๆ ก็เรียกกันว่า “Kindle 3″ ยกเว้นแต่ Amazon เองที่เรียกว่า “Kindle Latest Generation” ในที่นี้ขอเรียกสั้นๆ ตามที่ส่วนใหญ่เค้าเรียกกันว่า Kindle 3 ละกัน

Kindle 3 มีอยู่สองรุ่น คือรุ่น wifi only ราคา 139$ กับรุ่น wifi+3G ราคา 189$ มีสีดำกับสีขาวให้เลือก ความสามารถก็ตามชื่อ คือรุ่น wifi จะใช้งานผ่าน wifi ได้เท่านั้น ส่วนรุ่น wifi+3G จะใช้เครือข่าย Whispernet ที่ Amazon เป็น partner กับเครือข่ายมือถือใหญ่ๆ ทั่วโลก (รวมทั้งเมืองไทยด้วย) ให้ผู้ใช้สามารถใช้ Kindle โหลดหนังสือผ่านเครือข่าย 3G โดยไม่ต้องเสียบซิม ไม่ต้องเสียค่าบริการ

Kindle ตัวที่สั่งซื้อมานี้เป็นรุ่น wifi only เหตุผลคือ เพราะมันถูกกว่า แล้วก็คิดว่าคงจะไม่ค่อยได้ใช้งาน sync หนังสือผ่านเครือข่ายโทรศัพท์สักเท่าไหร่ (ไม่เกี่ยวกับที่ว่าบ้านเรายังไม่มี 3G แต่อย่างใด) ราคาอยู่ที่ 139$ ค่าส่งอีก ประมาณ 10$ และ tax deposit fee อีก 40$ รวมๆ แล้วก็อยู่ที่ประมาณ 200$ ตอนนี้บาทแข็ง คูณแล้วก็ประมาณ 6,000 กว่าบาท จัดส่งมาให้ผ่านทาง DHL สามารถ track ดูสถานะของแท็คเกจได้จากในเว็บเลย ใช้เวลาไม่ถึงอาทิตย์ ก็มาถึงกรุงเทพ

กล่องกระดาษแข็งสีน้ำตาลธรรมดา ไม่ได้หรูหราอย่างยี่ห้อผลไม้ กล่องเล็กและเบากว่าที่คิด

Kindle 3

เปิดกล่องก็เจอ kindle นอนอยู่

Kindle 3

ภายในกล่องประกอบด้วย Kindle, คู่มือ, สายชาร์จ MicroUSB พร้อมหัวต่อสำหรับเสียบกับฝาผนัง (ไม่แน่ใจว่าใช้กับไฟบ้านเราได้หรือเปล่า ยังไม่เคยลอง)

Kindle 3

เทียบขนาดให้ดู จะเห็นว่าขนาดเล็กกว่าหนังสือการ์ตูนเล็กน้อย หน้าจอ 6″ มีขนาดพอๆ กับหนังสือพ็อคเก็ตบุ๊คทั่วไป

Kindle 3

ในการใช้งานครั้งแรก ก็ต้องชาร์จไฟเสียก่อน ในที่นี้ใช้วิธีเสียบสาย MicroUSB เข้ากับ laptop พอเสียบเข้าไปแล้ว OS ก็จะเห็น Kindle เป็น USB Storage ตัวนึง สามารถก็อปปี้ไฟล์ไปใส่ได้ (ทดสอบกับ Mac OS X แต่คิดว่า OS อื่นก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร)

ในการชาร์จแบต Kindle หนึ่งครั้ง จะสามารถใช้งานได้เป็นเวลาถึง 4 สัปดาห์ แต่ถ้าเปิด wifi ตลอด จะอยู่ได้ประมาณ 3 สัปดาห์ (อันนี้ Amazon เค้าบอกไว้ จริงเท็จอย่างไรยังไม่รู้)

สำหรับคนที่ยังไม่รู้ หน้าจอของ Kindle ใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า E-Ink ซึ่งแสดงผลเป็นภาพขาวดำที่ดูสบายตา คล้ายกับอ่านจากหนังสือที่เป็นกระดาษจริงๆ ไม่มีแสงสะท้อนแยงตาเหมือนจอ LCD ตามสเป็คของ Kindle 3 ตัวนี้ ใช้จอ E-Ink ที่ความละเอียด 800×600 แสดงสีขาวดำได้ 16 ระดับ

ด้วยเทคโนโลยี E-Ink นี่เองที่ประหยัดพลังงานในการแสดงผลมาก ทำให้ในการชาร์จหนึ่งครั้ง เราสามารถใช้งาน Kindle ได้นานเป็นสัปดาห์ แต่ข้อเสียของจอ E-Ink นอกจากเรื่องที่แสดงภาพสีไม่ได้แล้วนั้น ก็มีเรื่องที่การเปลี่ยนหน้าจอทำได้ช้า ทำให้ไม่เหมาะจะเอามาแสดงผลภาพเคลื่อนไหว

มาดูตัวเครื่อง Kindle กันบ้าง จะเป็นว่ามีหน้าจอ 6″ มีปุ่มด้านซ้ายขวา ข้างละ 2 ปุ่ม เอาไว้เปิดหน้าถัดไปหรือหน้าที่แล้ว จับตัวเครื่องด้วยมือไหน ก็ใช้ได้เหมือนกัน ด้านล่างมีแป้นคีย์บอร์ดเอาไว้พิมพ์เล็กๆ น้อยๆ และมีปุ่ม 5-way button เอาไว้เลื่อนเคอร์เซอร์ ส่วนท้ายตัวเครื่องมีรูเสียบหูฟัง ช่องเสียบ MicroUSB ปุ่มปรับระดับเสียง และปุ่ม power slide ส่วนด้านหลังมีลำโพง

Kindle 3

ในเว็บของ Amazon จะมีหนังสือฟรีอยู่จำนวนหนึ่ง สามารถโหลดมาอ่านฟรีได้ (ส่วนใหญ่เป็นนิยายเก่าๆ หรือหนังสือที่เป็น public domain) โดยเข้าไปที่หน้าของหนังสือนั้นๆ แล้วเลือก Send to my Kindle แล้วหนังสือจะ sync มาลงยัง Kindle ของเราเอง ถ้าในรุ่นที่เป็น 3G ก็จะสามารถ sync ได้แม้จะไม่ได้ต่อ wifi

ตัวอย่าง โหลด Alice’s Adventures In Wonderland มาอ่าน

Kindle 3

ถ้าหนังสือที่เราอ่าน อยู่ในฟอร์แมต E-Book (.azw หรือ .mobi) จะสามารถปรับขนาดตัวหนังสือตามต้องการได้ ตัวหนังสือจะ reflow เอง

ฟอร์แมตไฟล์ที่ Kindle รู้จัก และเราใช้กันทั่วไปก็มี azw, mobi, pdf, text, html, doc ถ้ารูปภาพก็มี bmp, gif, jpeg, png

ทดลองสร้าง folder ใส่ภาพเข้าไป Kindle จะมอง folder หนึ่ง เหมือนกับเป็นหนังสือ 1 เล่ม เวลาเปิดดูก็จะเปิดดูทีละรูปๆ เหมาะกับการเอามาอ่านการ์ตูนเป็นอย่างยิ่ง ถ้าเกิดว่าตัวหนังสือเล็กเกิน อ่านไม่ออก ก็สามารถเลือกอ่านแนวตะแคงได้ (เลือกได้ว่าจะให้แสดงภาพแบบ fit หน้าจอ, fit ความกว้าง หรือว่า actual size)

Kindle 3

ถ้าไม่ใช้งานสักระยะนึง Kindle จะแสดงหน้า screensaver และล็อคปุ่ม เพื่อป้องกันการกดโดนโดยไม่ตั้งใจ เวลาจะกลับมาอ่านต่อก็เลื่อนปุ่ม power ด้านล่างตัวเครื่อง

Kindle 3

หนังสือของ Amazon จะมีปกให้ดูด้วย (อันนี้เป็น sample อ่านฟรีแค่บทแรกๆ ถ้าติดใจค่อยซื้อทั้งเล่ม)

Kindle 3

ทดสอบอ่าน PDF สามารถเลือกแสดงผลเป็น fit width, 150%, 200% และเลือกระดับความเข้มของตัวหนังสือได้ แต่ไม่สามารถเลือกขยายขนาดตัวหนังสือได้ ต้อง zoom อย่างเดียว

Kindle 3

ในกรณีที่เอามาอ่าน paper วิชาการ ที่ส่วนใหญ่จะแบ่งเป็น 2 คอลัมน์ สามารถใช้ท่า zoom 200% เพื่ออ่านทีละคอลัมน์ได้

Kindle 3

ภาษาไทยในไฟล์ PDF แสดงผลได้ถูกต้อง อ่านได้ไม่มีปัญหา

Kindle 3

แต่ถ้าเป็นไฟล์ประเภท E-book (ในรูปเป็น .mobi) จะแสดงผลโดยใช้ font ที่ติดมากับเครื่อง ซึ่งอ่านภาษาไทยได้ แต่ไม่สวย สระบนยังซ้อนกันอยู่ และการตัดคำยังดูมีปัญหาอยู่

Kindle 3

วิธีการนำเอา E-book หรือเอกสารของเราใส่เข้าไปใน Kindle นอกจากใช้วิธีก็อปปี้ผ่านทาง USB แล้ว ยังมีอีกวิธีหนึ่งคือ ส่งทางอีเมล โดย Kindle ทุกเครื่องจะมีอีเมลประจำเครื่อง (ตั้งค่าได้ เป็น @kindle.com) เราสามารถอีเมลไฟล์เอกสารที่เราต้องการมาที่อีเมลนี้ แล้วเอกสารหรือ E-book นั้นจะถูก sync มาลง Kindle ให้ สำหรับรุ่น wifi จะ sync ได้ฟรี ไม่เสียเงิน แต่ถ้า sync ผ่าน whispernet (สำหรับรุ่น 3G) จะคิดค่า data transfer ด้วย

นอกจากนี้ Kindle ยังมี Web Browser มาให้ในตัวอีกด้วย (engine ข้างในเป็น WebKit) โดยยังเป็นความสามารถแบบ experimental อยู่ สามารถใช้เปิดดูเว็บได้ แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วก็ยังแสดงผลค่อนข้างช้า และการเลื่อนดูทำได้ลำบากเพราะต้องใช้ปุ่มกดเอา ไม่ใช่จอแบบสัมผัส ความรู้สึกคล้ายๆ กับเปิดเว็บบนมือถือที่ไม่ใช่จอสัมผัส

Kindle 3

นอกจากนี้ Kindle 3 ก็มีฟีเจอร์เสริมอื่นๆ เช่น

  • ทำ highlight ข้อความ เก็บเป็น note ไว้ได้ สามารถโพสต์ลง twitter หรือ facebook ก็ได้ด้วย
  • มี dictionary ในตัว อยากรู้ความหมายของคำไหน ให้เลื่อนเคอร์เซอร์ไปที่คำนั้น แล้วจะมีคำแปลขึ้นมาให้ดู (เท่าที่ลอง จะใช้ได้กับไฟล์ E-book เท่านั้น ใช้กับ PDF ได้บ้างไม่ได้บ้าง)
  • ค้นหาคำในหนังสือได้

หลังจากที่ทดลองใช้งานมาได้อาทิตย์กว่าๆ พบว่า

  • น้ำหนักเบามาก เพียงแค่ 0.24 kg ถือมือเดียวอ่านตอนเข้าห้องน้ำได้สบายมาก เทียบกับ 0.68 kg ของ iPad แล้วคนละเรื่องกันเลย
  • หน้าจอ 6″ ใช้อ่าน E-book ได้สบายตาดี แต่ถ้าเน้นการอ่านไฟล์ PDF หรืออ่านการ์ตูน อาจจะเล็กเกินไปสักนิด ถ้าเป็น Kindle DX รุ่นจอใหญ่ น่าจะเหมาะกว่า
  • จอ E-Ink ใช้อ่านในที่แสงน้อยไม่ได้ เพราะจอไม่มีแสงสว่างในตัว (แต่ก็มีอุปกรณ์เสริมเป็นปกใส่พร้อมโคมไฟขนาดเล็กขายอยู่)
  • หนังสือใน Kindle store มีเยอะ โดยเฉพาะนิยาย แต่หนังสือพวก non-fiction ที่ไม่อยู่ในกระแสหลักจะไม่ค่อยมีขายในรูปแบบ E-book เท่าไหร่นัก
  • Kindle store ไม่มีหนังสือภาษาไทยขาย (มันแน่นอนอยู่แล้ว!)
  • ถ้าใครที่ใช้งาน instapaper อยู่ สามารถตั้งให้ส่งบทความเข้าอีเมลของ Kindle เป็นรายสัปดาห์หรือรายวันได้

ถ้าจะให้เปรียบเทียบ Kindle กับ iPad หรือ Android Tablet อื่นๆ อาจจะเทียบกันได้ไม่ตรงนัก เพราะหลักๆ แล้ว Kindle จะเน้นฟังก์ชันด้านการอ่านหนังสือมากกว่า แต่พวก tablet ทั้งหลายจะเน้นการใช้งานมัลติมีเดียเป็นหลัก อ่านหนังสือเป็นของแถม

สรุป – Kindle 3 สเป็กทุกอย่างดีขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้า ราคาถูกลงอยู่ในระดับสมเหตุสมผลสำหรับผู้ใช้ในบ้านเราแล้ว ถ้าเป็นคนที่มี E-book ที่ต้องอ่านเยอะ หรือนิยมอ่านนิยายภาษาอังกฤษ แนะนำว่าซื้อได้เลย ได้ใช้คุ้ม แต่สำหรับคนที่บริโภคเนื้อหาภาษาไทยเป็นหลัก ตอนนี้นอกจากการหาไฟล์ PDF มาอ่านเอง หรือใช้บริการส่งบทความจาก instapaper แล้ว ยังไม่เห็นแหล่งเนื้อหาอื่นเท่าไหร่นัก

ปล. ภาพไม่สวยเพราะใช้กล้องมือถือถ่าย

ปล.2 รีวิว Kindle 2 โดยคุณ quopai

Someday We’ll Know

สักวัน

19 กันยายน 2553 ครบรอบ 4 ปี รัฐประหาร

เบาสมองวันอาทิตย์….

วันนี้สาวๆนัดเจอกันไปเอาการ์ดแต่งงานของแป๋งค่ะ… นัดกันที่ตำนัวตอนเที่ยง ก้อกินๆเม้าส์ๆกันไป แล้วก้อไปแวะเยี่ยมโรงเรียนสอนฟิสิกส์ของจิ๊บ กิน coldstone แล้วก้อ shopping ต่อนิดหน่อย รู้ตัวอีกทีก้อซักสองทุ่ม (เดินนานเหมือนกันนะเนี่ย) ก้อเลยกลับบ้าน… นั่งรถไฟฟ้ากลับ ลงอ่อนนุชแล้วก้อขึ้นรถเมล์ย้อนกลับมาลงพระโขนง…. ก่อนกลับอาม่าก็โทรมาหาเหมือนกัน กลัวขึ้นรถผิดสาย เลี้ยงเข้าอ่อนนุชไปจะลำบาก… ตอนยืนรอก็เลยเล็งๆ เห็นคันนึงวิ่งมาจอดนานหน่อย ก็เลยส่องป้ายรถ (แหม ใครจะไปจำเบอร์ได้ว่า เบอร์ไหนไปไหน) เห็นมันผ่านคลองเตย ก็มั่นใจได้ว่าผ่านบ้านชั้นแน่ๆ (ไม่ค่อยถูกกับการเดาสายรถเมย์ค่ะ 95% วิ่งผ่านบ้านแน่ๆ มี 5% เลี้ยวก่อนถึงบ้าน ยังเคยขึ้นผิดมาแล้วเลย)… นี่คือเหตุการ์บนรถเมล์….
 
…เดินขึ้นตามคิวขึ้นรถเมย์ไป คนพอสมควร ไม่เยอะมาก มีเก้าอี้แต่ไม่ได้นั่ง… แหม ก็แค่สองป้ายเองนินา เสียทรัพยากรพอดี…  นู๋จุ๊บก้อยืนถือกระเป๋าน้องแมว (ใส่เหรียญ) เตรียมหยิบเหรียญสิบให้เต็มที่เลย (ไม่รู้แล้วว่าตอนนี้มันกี่บาท สิบบาทน่าจะพอละนะ รถไม่แอร์)… ผ่านไปป้ายที่หนึ่ง กระเป๋าก็ยืนนิ่งๆ… เอ๊ะ เค้าลืมเก็บตังค์รึป่าวนะ… จนกระทั่งรถข้ามสะพานพระโขนง จะลงป้ายหน้าล่ะ เลยกระดิ๊บไปตรงประตูจะลง… เห็นกระเป๋ายืนอยู่ก็ถามเค้าว่า…
 
นู๋ฟู…              ไม่เก็บเงินเหรอค่ะ….
กระเป๋า…         รถคันนี้ขึ้นฟรีค่ะ
นู๋ฟู…              (ยิ้มทำหน้าอึ้งๆ…)
กระเป๋า…         ไม่เคยขึ้นรถเมล์ฟรีเหรอค่ะ (คนรอบข้างเริ่มหันมามอง)
นู๋ฟู…              ไม่เคยค่ะ… (แหะๆ)
กระเป๋า…         รถจะมีป้ายแดงๆหน้ารถนะค่ะ เป็นรถพิเศษ ขึ้นฟรี…
นู๋ฟู…              (หะหะ)… ค่ะ… (เขินจริงๆ…)
 
นานๆทีจะได้ใช้สิทธิ์เงินภาษีของตัวเองซักที ไม่ค่อยชินแฮะ ฮาฮา…
 

Nothing is coincidence…

 
sometime somewhere we were met…
 
glad to hear you are happy…
glad to see you are happy…
 
I make my own destiny…
for better or worse…
will never regret…
 
sometime somewhere we will meet… again…
 

สยามเปลี่ยนไป….

จริงๆไปครั้งสุดท้ายก็ไม่น่าจะเกินสองเดือนนะ ทำไมอะไรๆมันเปลี่ยนไปเยอะจังเลย… ตั้งแต่มีสวนชื่อ สวนสนุกปลูกฝัน โผล่ขึ้นมาตรงคณะเภสัช…. ซอยตำนัวหายไป (เพราะว่าเค้าปิดถนนก่อสร้างเป็นเพิ่งชั่วคราว(หรือจะถาวรก็ไม่รู้)ให้พวกร้านที่ใต้สยามที่โดนเผามาเปิดกัน)… บ้านคุณหญิงย้ายไปอยู่ตึกสอนพิเศษตึกใหม่… เดินๆไปแล้วรู้สึกเหมือนมันไม่ค่อยจะเป็นที่ที่คุ้นเคยของเราอีกต่อไปแล้วแฮะ แม้ว่าจะมีร้านหน้าตาเดิมๆอยู่ให้เห็นอะนะ (หรือคนเราที่เปลี่ยนไป แก่ไปนะ เอิ๊กๆๆๆ)…. เหมือนสยามคนน้อยลง (คิดไปเองรึป่าว)… แถวนี้เหมือนมีแต่เด็กมัธยม พวกวัยรุ่นหน่อยคงไปสิงที่อื่นแล้วละ ฮาฮา
 
ว่าแล้วก้อหิว (ตอนเที่ยงคืน).. อยากไปกินข้าวผัดชาเล์ตรงมาบุญครองจัง (จำได้ว่าครั้งแรกเพื่อนๆพาไป ดูร้านแล้วไม่ค่อยน่าไว้ใจเลย คิคิ)…
 

การ Retweet แบบที่ (น่าจะ) ถูกวิธี

ตั้งแต่ยุคแรกเริ่มที่ทวิตเตอร์ได้อุบัติขึ้นมาในโลกนี้ ทวิตเตอร์ยังไม่มีฟีเจอร์มากมายอะไร แค่ส่งข้อความ 140 ตัวอักษรไปๆ มาๆ จนกระทั่งอยู่มาวันนึง กลุ่มผู้ใช้ที่อยากจะส่งต่อข้อความ (tweet) ที่ตัวเองเห็น ให้กับบรรดา follower ของตัวเองด้วย จึงเกิดเป็นวัฒนธรรมการ Retweet (RT) เกิดขึ้น โดยผู้ใช้เอง ไม่ได้มาจากการแนะนำของผู้พัฒนาทวิตเตอร์แต่อย่างใด

รูปแบบการ Retweet ที่ใช้กัน ก็จะไม่มีรูปแบบตายตัวแน่นอน แล้วแต่กลุ่ม เช่น มีผู้ใช้ tweet ข้อความตามนี้มา

thainetizen: “การใช้กูเกิลค้นหาข้อมูลอย่างปลอดภัย http://thainetizen.org/node/2533″

แล้วเราเกิดอยากส่งต่อให้คนอื่น ก็อาจจะ retweet ด้วยวิธีแตกต่างกันออกไป เช่น

pittaya: “RT @thainetizen การใช้กูเกิลค้นหาข้อมูลอย่างปลอดภัย http://thainetizen.org/node/2533″

หรือ

pittaya: “การใช้กูเกิลค้นหาข้อมูลอย่างปลอดภัย http://thainetizen.org/node/2533 (/via @thainetizen)”

หรือ

pittaya: “รท @thainetizen การใช้กูเกิลค้นหาข้อมูลอย่างปลอดภัย http://thainetizen.org/node/2533″

แตกต่างกันไปตามแต่ twitter client ที่ใช้ หรือความนิยมในกลุ่มเพื่อนของตัวเอง

ซึ่งการ Retweet นี้ ก็มีข้อดีของมันคือช่วยกระจายข่าวสารให้คนอื่นได้ และยังมีเครดิตบอกแหล่งที่มา แต่ข้อเสียของวิธีการนี้ก็มีอยู่ คือ

  1. ถ้าหาก retweet ต่อกันไปเป็นทอดๆ เนื้อที่ 140 ตัวอักษร จะไม่พอต่อข้อความทั้งหมด ทำให้คนที่จะ retweet ต้องตัดต่อข้อความ เพื่อให้พอดีใน 140 ตัวอักษร ซึ่งอาจจะทำให้เนื้อความตกหล่น ไม่ครบถ้วนอย่างที่ผู้ส่งสารต้นทางต้องการ
  2. เรื่องความเป็นส่วนตัวในกรณีที่ว่า ถ้าเจ้าของข้อความเป็นผู้ใช้แบบ protected เกิด tweet ข้อความอะไรออกมา แล้วถูกผู้ใช้แบบ public นำไป retweet ต่อ อาจจะเป็นการเปิดเผยข้อความที่เจ้าของไม่อยากให้เป็น public ก็ได้ เช่น สมมุติว่า A เป็นผู้ใช้แบบ protected ส่วน B เป็นผู้ใช้แบบ public

    A: “คู่แข่ง ipod touch http://twitpic.com/24maof”
    B: “RT @A คู่แข่ง ipod touch http://twitpic.com/24maof”

    กรณีนี้ follower ทั้งหลายของ B ก็จะเห็นข้อความของ A ด้วย ซึ่ง A อาจจะไม่ต้องการให้เปิดเผยข้อความนี้ก็ได้

  3. บางข้อความที่อาจจะได้รับความนิยมล้นหลาม อาจจะมีคน retweet หลายครั้ง เราก็จะเห็นทุกครั้ง ทั้งๆ ที่เราได้อ่านไปแล้ว เช่น คนที่เรา follow อยู่ retweet ข้อความนี้กัน 10 คน เราก็จะเห็นข้อความเดิมๆ ซ้ำกัน 10 ครั้ง
  4. Fake Retweet เช่น เราอาจจะโดนเพื่อนแกล้ง หรือผู้ไม่หวังดี สร้างความเสื่อมเสีย โดยการแก้ไขข้อความของเรา เช่น

    D: “Twitter for Android เวอร์ชันใหม่ออกแล้ว โหลดได้ที่ http://bit.ly/bhodGa”
    E: “RT @D Twitter for Android เวอร์ชันใหม่ออกแล้ว โหลดได้ที่ http://evil.com/malware

    อาจจะนำพาผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ไปสู่เว็บไม่พึงปรารถนาได้

วันหนึ่ง ทีมงาน twitter เล็งเห็นปัญหาเหล่านี้ จึงได้สร้างฟีเจอร์ retweet แบบ official มาให้ใช้ เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ (อ่านเหตุผลอย่างละเอียดได้จาก blog ของ Evan Williams) โดยหลักการของ official retweet มีอยู่ว่า

  • ข้อความที่ถูก retweet จะไม่สามารถแก้ไขได้ (ป้องกัน fake retweet)
  • จะ retweet ข้อความของผู้ใช้ที่ protect ไว้ไม่ได้ (แก้ปัญหาเรื่องความเป็นส่วนตัว)
  • retweet ที่ซ้ำๆ กัน จะถูกจัดกลุ่มให้เป็นก้อนเดียวกัน (แก้ปัญหาความน่ารำคาญ)

วิธีการใช้ official retweet ก็แสนง่าย แค่กดลิงก์ที่เขียนว่า “Retweet” ตามตัวอย่างในรูป แต่ถ้าข้อความไหนที่ไม่มีลิงก์นี้ให้กดแปลว่าเจ้าของข้อความเค้า protect ไว้นั่นเอง

Sample tweet

เวลามีคน retweet ข้อความอะไรมา ก็จะแสดงใน timeline ของเราตามแบบข้างล่างนี้ แค่หนเดียว ไม่น่ารำคาญ รวมทั้งยังแสดงภาพของเจ้าของข้อความ เป็นการให้เครดิตและสืบสาวต้นตอได้ด้วย

RT

สำหรับผู้ใช้โปรแกรม Twitter client เจ้าต่างๆ ปัจจุบันน่าจะรองรับความสามารถ official retweet นี้กันทั้งหมดแล้ว อย่างเช่นในภาพ เป็นโปรแกรม Echofon for Mac

แต่ถึงแม้ว่า Official retweet นี้จะช่วยแก้ปัญหาหลายๆ อย่าง แต่ก็ยังมีหลายคนที่ชอบ retweet กันด้วยวิธีเก่าอยู่ เหตุผลหนึ่งคือ “สามารถใส่ข้อความของตัวเองเข้าไปได้” เช่น

F: “หมูฉึกๆ ! http://www.youtube.com/watch?v=70ukUfkXt5Q”
G: “RT @F หมูฉึกๆ ! http://www.youtube.com/watch?v=70ukUfkXt5Q << น่ารักงุงิ

เป็นกรณีที่พบเห็นกันมาก ซึ่งวิธีนี้ข้อเสียก็อย่างที่บอกไปแล้วคือเรื่องความเป็นส่วนตัวของคนที่ protect timeline ซึ่งโดยมารยาทที่ดีแล้ว เราก็ไม่ควรจะไป retweet ข้อความที่เจ้าของไม่ปรารถนาจะให้เป็น public (นอกเสียจากว่าเจ้าของข้อความจะยินยอม)

ข้อเสียอีกอย่างหนึ่งคือ สมมุติเราเห็นเฉพาะข้อความของ @G เราจะบอกไม่ได้เลยว่าตรง “น่ารักงุงิ” เป็นข้อความต้นฉบับจาก @F หรือเป็นข้อความที่ @G เอามาใส่เอง ยิ่งถ้าเกิดมีการ “คุยกัน” ด้วยการ retweet เยอะๆ สุดท้ายมันจะอ่านไม่รู้เรื่อง เช่น

A: “RT @C: RT @A: RT @C: @A ถึงไหนแล้วจ๊ะ // ถึงบ้านแล้วจ้ะ คริคริ~ << โห ไวจัง หุหุ~ … มีคนมาส่ง >//<”

แนะนำว่า ถ้าจะตอบข้อความของคนอื่น ให้ใช้ “Reply” แทน “Retweet” จะเหมาะสมกว่า

เรื่องการใช้ Reply หรือ Retweet แบบไหนเหมาะสมกว่า อ่านได้จากบล็อกของ @tewson

สรุปกันดื้อๆ ตรงนี้ว่า ส่วนตัวก็ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญ หรือ social network guru อะไร แค่คิดว่าการใช้ทวิตเตอร์ตามแบบที่เสนอมานี้ น่าจะช่วยให้การใช้งานสะดวกสบายขึ้น แต่สุดท้ายแล้วการเลือกจะใช้วิธีไหนก็เป็นวิจารณญาณของแต่ละบุคคล คงไปบังคับกันไม่ได้

ยินดีแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเรื่องนี้กับทุกท่านครับ เชิญได้ที่กล่อง comment ด้านล่างเลย

ย่อรูปลง Facebook

ความห่วยของ Facebook อย่างหนึ่งคือ รูปภาพที่อัปโหลดขึ้นไป จะถูกย่อขนาดลงให้เหลือกว้างxยาวไม่เกิน 720 pixel แถมยัง quality ลดลงอีกด้วย ลองเอารูปถ่ายเดียวกันอัปโหลดขึ้น Facebook เทียบกับ Flickr จะเห็นความแตกต่างด้านคุณภาพอย่างชัดเจน

ดังนั้น ถ้าเราเอาไฟล์ภาพคุณภาพสูงอัปโหลดขึ้น Facebook มันก็ออกจะเสียเวลา เปลือง bandwidth ไปซะเปล่าๆ เรามาย่อรูปกันก่อนอัปโหลดดีกว่า

ย่อรูปด้วย sips

บน Mac OS X มีคำสั่งชื่อว่า sips เอาไว้สำหรับย่อรูป วิธีใช้งานก็ตรงไปตรงมา เช่นถ้าจะย่อรูปให้เหลือกว้างxยาว ไม่เกิน 720 pixel ก็ใช้คำสั่งตามนี้

$ sips -Z 720 photo.jpg

ลดคุณภาพด้วย jpegoptim

แค่การลดความละเอียดภาพอย่างเดียว อาจจะยังได้ไฟล์ไม่เล็กพอ ก็มีคำสั่ง jpegoptim สำหรับ optimize ภาพ JPEG ให้มีขนาดเล็กลงได้ แต่พอดีคำสั่งนี้ไม่มีติดมากับ OS X ถ้าต้องการใช้งาน ก็ลงผ่าน fink จะง่ายที่สุด

$ sudo fink install jpegoptim

วิธีใช้ jpegoptim ก็ระบุคุณภาพของภาพที่ parameter -m เช่น

$ jpegoptim -f -m80 --strip-all photo.jpg

เวลาจะย่อทีละหลายๆ ภาพก็เขียน bash script สักเล็กน้อย

$ for f in *.jpg do; sips -Z 720 "$f"; jpegoptim -f -m80 --strip-all "$f"; done

ลองทำตามขั้นตอนนี้ สามารถย่อภาพ JPEG จำนวน 450 รูป ขนาดรวม 750 MB ให้เหลือแค่ 28 MB ได้ อัปโหลดขึ้น Facebook ไม่นานก็เสร็จ

What a month!!!

อาทิตย์ที่ 1 ไข้ขึ้น เป็นหวัดค่ะ (เริ่มจากการนอนน้อยไปหน่อย…)
อาทิตย์ที่ 2 ไปตรวจสุขภาพ (ก้อถามหมอแล้วนะ ว่าเป็นหวัดตรวจสุขภาพได้มั้ย)
อาทิตย์ที่ 3 ไปตรวจเรื่องภูมิแพ้… แต่เจอไซนัสแทน… (เอ๊ะ ก้อก่อนหน้านี้นู๋เพิ่งเป็นหวัดมานิค่ะ)
อาทิตย์ที่ 4 ติดตามผลไซนัส
อาทิตย์ที่ 5 เป็นหวัดรอบที่สอง (ติดเข้ากั๊ตมา.. จำได้เพราะว่าได้ยาแก้หวัดแบบใหม่มา)
อาทิตย์ที่ 6 ขาเดี้ยง (ชั้นไปเตะใครในฝันมานะ จำไม่ได้จริงๆ)
อาทิตย์ที่ 7 เป็นหวัดรอบที่สาม… (ติดอาม่ามา… ทำไมมันติด loop แบบนี้นะ..)
 
การิ๊ดดดด นู๋ไม่ไปหาหมอแล้วค่ะ รู้สึกว่าทำไมช่วงนี้ใกล้ชิดหมอขนาดนี้นะ…
 

Pladib Revisited

ไปร้านปลาดิบอีกครั้ง หลังจากที่ไม่ได้ไปมานานมาก (กินบ่อยไม่ได้ เดี๋ยวจน)

เริ่มด้วยเครื่องดื่ม

asahi

ยำทะเลดิบ

ยำทะเลดิบ

สลัดเป็ดย่าง

สลัดเป็ดย่าง

พิซซ่าหน้า spicy salami กับเห็ด

pizza

ทูน่าน้ำมันงา

ทูน่าน้ำมันงา

ปิดท้ายด้วย Hoegaarden

hoegaarden

ครั้งนี้ใช้กล้องคนละตัวกับคราวก่อน ถ่ายในสภาพแสงน้อยได้ดีกว่าเดิม ดูน่ากินขึ้นเยอะ

Hong Kong Trip 2010

ช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปฮ่องกง ถ่ายรูปมาเยอะแต่ดองไว้นาน เพิ่งจะได้เอามาขึ้น blog ก็วันนี้ ซึ่งครั้งนี้เป็นการมาฮ่องกงหนแรก ไม่รู้อะไรเลย ก็อาศัย blog ของ plynoi เป็น guideline แล้วที่เหลือก็มั่วๆ เอา

เริ่มต้นที่สุวรรณภูมิ รองท้องด้วย เบอร์เกอร์คิง #weloveburgerking

xP1030135

ใช้เวลาไม่นานก็ไปถึง Hong Kong Airport

xP1030145_1

เจอโฆษณา ironman 2

ironman

ภารกิจแรกที่ไปถึงสนามบินคือ มองหาร้านขายซิมใส่มือถือ บอกคนขายว่าเอาซิมที่ใช้แต่ data อย่างเดียว เค้าก็ให้ซิมของ 3 มา (Operator ชื่อว่า 3) เป็น 3G แบบ prepaid เอาใส่ Nexus One ปุ๊บ ตั้งค่า APN เรียบร้อยก็ใช้ได้เลย เป็นประสบการณ์ 3G ครั้งแรกเลยทีเดียว

จัดการเรื่องโทรศัพท์เสร็จแล้วก็ขึ้น Airport Express เข้าสู่ตัวเมือง

xP1030149

พอมาถึงที่พักแถว Tsim Sha Tsui เก็บข้าวของเสร็จ ก็ต้องเข้างานสัมมนาทันที ไม่มีเวลาเที่ยว กว่าจะได้ออกมาอีกทีก็ตอนเย็นแล้ว เดินผ่านถนนสายนักท่องเที่ยว มีร้านบรรยากาศออกแนวเยาวราช

xP1030183

ร้านขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ข้างถนนก็มีเยอะ แต่ใน guide ทั้งหลายจะบอกว่า “อย่าซื้อแถวนี้เด็ดขาด” มีโอกาสโดนต้มสูงมาก

xP1030174

อาหารเย็นวันแรกเป็นต้มเครื่องในอะไรสักอย่าง เรียกไม่ถูก อร่อยดี

xP1030192

ต่อด้วยเมาเท่นดิว ซื้อจาก 7-11

xP1030194

Ootoya ก็มีเหมือนบ้านเรา แต่ไม่รู้ว่าเมนูเหมือนกันหรือเปล่า

xP1030202

เดินไปจนถึงอ่าว เห็นเกาะฮ่องกงอยู่อีกฟาก (ด้านที่ถ่ายคือเกาะเกาลูน)

xP1030212

รถขายไอศกรีม เห็นแล้วนึกถึงหนัง Fallen Angels

xP1030260

ป้ายบอกทางคนเดิน มีอยู่ทั่วไปตามบริเวณที่มีก่อสร้าง

xP1030268

จบวันแรก กลับที่พักใช้ wifi tethering เล่นเน็ตผ่าน 3G ได้อย่างเนียน

xP1030170

วันรุ่งขึ้นมีสัมมนาตั้งแต่เช้าจดเย็น ออกมาเดินได้ก็ตอนค่ำอีกแล้ว เป้าหมายคราวนี้คือ Chungking Mansion

xP1030307

Chungking Mansion เป็นอาคารเก่าแก่ มีทั้งร้านขายค้า และที่พักราคาถูก มีพวกแขกอาศัยอยู่เยอะ และเป็นที่อยู่ของ เหลียงเฉาเหว่ย ในหนังเรื่อง Chingking Express

xP1030308

ข่าวเรื่องประเทศไทยก็มีให้ดูที่ฮ่องกง

xP1030319

แวะไปเดินห้าง Elements เจอร้านที่ขายกล้อง Olympus ด้วย

xP1030340

ลองขึ้นรถไฟใต้ดินของที่นี่ดู สภาพก็สะอาด สว่างไสวดี พอๆ กับบ้านเรา แต่สถานีกว้างขวางและมีร้านขายของอยู่เยอะ

xP1030328

ที่แตกต่างมากคือรถไฟของฮ่องกงมีหลายสาย ครอบคลุมแทบทุกพื้นที่ มีกระทั่งวิ่งลอดอุโมงค์ใต้น้ำเพื่อไปยังอีกเกาะหนึ่ง

xP1030349

ออกมาเจอฝนตกเฉอะแฉะ

xP1030360

ตามถนนจะมีตัวหนังสือบอกให้ระวังรถ

xP1030385

เดินตาม Google Maps บนมือถือ จนมาถึงที่หมายที่ California Tower สังเกตได้ว่าการระบุตำแหน่งโดยใช้ GPS ที่ฮ่องกงนี่จะไม่ค่อยแม่นนักใน step แรก คือการระบุตำแหน่งจาก mobile cell site บางทีห่างจากตำแหน่งจริงไปเป็นกิโล ตรงนี้บ้านเราค่อนข้างดีกว่า แต่ถ้าล็อคตำแหน่งกับดาวเทียมได้ก็จะได้พิกัดแม่นยำดี ถ้าใครคิดจะไปเดินโดยหวังพึ่ง Google Maps อย่างเดียวอาจจะลำบากหน่อย

xP1030386

ซึ่งฝั่งตรงข้ามของ California Tower ที่เมื่อก่อนเคยเป็นร้าน Midnight Express (ที่ Fei Wong ขายอาหารรอบดึกในหนัง Chungking Express) ตอนนี้มันกลายเป็น 7-11 ไปซะแล้ว

xP1030390

ถ่ายรูปจบแล้วก็มุ่งหน้าลงรถไฟใต้ดิน

xP1030394

แวะร้านอาหารรอบดึก สังเกตในทีวีมีข่าวเมืองไทยด้วย

xP1030409

ข้าวเนื้ออบชีส ชามใหญ่มาก สังเกตว่าร้านข้าวในฮ่องกงส่วนใหญ่จะให้ข้าวเยอะแบบนี้เกือบทุกร้าน

xP1030411

จบไปอีกวันนึง กลับที่พัก วันรุ่งขึ้นเป็นสัมมนาวันสุดท้าย เลิกเย็นเหมือนเดิม ออกมาก็มืดแล้ว ไปเดินแถว Avenue of Stars ที่มีแสดงแสงสีเสียง แต่ดูแล้วก็เฉยๆ ไม่น่าสนใจนัก มาดูรอยมือคนดังน่าสนใจกว่า

xP1030477

รูปปั้น Bruce Lee ขนาดเท่าตัวจริง คนต่อคิวถ่ายรูปเยอะมาก

bruce lee

Starbucks มีแทบทุกมุมถนน พอๆ กับ McDonald

xP1030493

บรรยากาศริมน้ำ

xP1030498

ถนนบนเกาะฮ่องกงยามค่ำคืน ไม่ค่อยมีรถวิ่ง

xP1030552

วันรุ่งขึ้นไม่มีสัมมนาแล้ว ได้ออกมาถ่ายรูปเวลากลางวันได้เสียที

xP1030589

พี่ที่ไปด้วยกันพาไปกินติ่มซำ

xP1030591

โฆษณาอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 1000M ขณะที่บ้านเรายังโฆษณา 4M กันอยู่เลย

xP1030613

แวะชม Hong Kong Museum of Art ไม่ค่อยมีอะไรมาก เป็นพวกหม้อไหจานชาม ตัวอักษรจีน ซะเยอะ

xP1030626

ธนาคารกรุงเทพ สาขาฮ่องกง

xP1030639

ตามตรอกซอกซอยในเกาะฮ่องกง บางที่ก็มี Graffiti แบบนี้เหมือนกัน

xP1030647

ลักษณะของเกาะฮ่องจะเป็นภูเขา ถ้าเดินลึกเข้าไปในเกาะ ก็จะเหมือนเดินขึ้นเขา เดินไปเดินมาทะลุไปเจอตลาดสด

xP1030648

ป้ายหน้าร้านเชิญชวนให้อุดหนุนมาก

xP1030659

เดินมาถึงพิพิธภัณฑ์ ดร.ซุนยัดเซ็น

xP1030678

ที่มาถึงที่นี่เพราะอย่างอื่นไม่รู้จะไปเดินดูอะไร และเพิ่งดูหนัง “5 พยัคฆ์พิทักษ์ซุนยัดเซ็น” ก็เลยมาเดินดูเอาความรู้ ภายในจะมีจัดแสดงประวัติ ดร.ซุนยัดเซ็น และเหตุการณ์การปฏิวัติ เป็นแบบพิพิธภัณฑ์ทั่วไป ไม่มี multimedia อะไรหรูหรา (ข้างในห้ามถ่ายรูป)

xP1030674

ออกมาแล้วก็แวะขึ้นรถรางชมวิว

xP1030699

ลงจากรถราง ผ่านไปเจอตึกนี้เข้าพอดี

xP1030709

ที่นี่คือตึก Police Headquarter (เห็นแล้วนึกถึงหนัง Infernal Affairs)

xP1030706

ลงรถไฟฟ้าไปต่อที่ Tung Chung กะว่าจะขึ้นกระเช้าไปดูพระพุทธรูปใหญ่ แต่สภาพอากาศไม่เป็นใจ

xP1030721

ทำให้มีเวลาเหลือก่อนจะกลับไปที่สนามบิน ตอนนี้ก็เลยหาของกินที่ outlet ใกล้ๆ

xP1030729

ที่ outlet ก็มีของแบรนด์เนมทั่วไปอย่าง Citychain, Adidas, Nike ฯลฯ ไม่มีอะไรน่าสนใจมาก

xP1030760

นั่งรถไฟฟ้าไปสนามบินเพื่อเตรียมตัวกลับ ข้อดีของฮ่องกงคือ เราสามารถ check in ล่วงหน้าได้ที่สถานีรถไฟฟ้าในตัวเมือง ทำให้สามารถเดินเที่ยวได้โดยไม่ต้องแบกกระเป๋าหนัก

shopping carts

บริเวณที่รอขึ้นเครื่องมีเต้าเสียบให้ชาร์จ laptop, มือถือ ได้ด้วย สุวรรณภูมิน่าจะเอาเป็นตัวอย่าง

charging point

ที่นั่งบนเครื่องว่างเยอะมาก เพราะขากลับเป็นช่วงที่มีเคอร์ฟิวพอดี แต่กลับถึงสุวรณภูมิก็เรียกแท็กซี่ไปส่งบ้านได้ปกติ แค่ห้ามแวะกลางทาง

xP1030802

จบแล้ว รูปที่เหลือดูได้จาก Flickr set : Hong Kong 2010

มิตรใหม่ อาหารยูนนาน

มื้อสุดท้ายที่เชียงใหม่ จบลงที่ร้าน มิตรใหม่ อาหารยูนนาน เป็นร้านแนวคนจีนแก่ๆ พาครอบครัวมากิน ไม่เหมาะกับวัยรุ่นสักเท่าไหร่

บรรยากาศหน้าร้าน

มิตรใหม่

สั่งชาร้อน จะมาให้เป็นกาแบบนี้

tea

ผัดผักกับแฮมยูนนาน

ผัดผักกับแฮมยูนนาน

ต้มผักโขม

ต้มผักโขม

กับข้าวให้ปริมาณค่อนข้างเยอะ ทำให้ถ้ามาแค่สองคนจะสั่งหลายอย่างไม่ได้ ไม่งั้นกินไม่หมด ก็เลยมีแค่สองอย่าง กินกับข้าวสวย รสชาติอาหารอร่อยแปลกลิ้นดี เสียตรงที่ว่าช้ามาก สั่งกับข้าวไปสองอย่างต้องรอเกินครึ่งชั่วโมงกว่าจะได้ ทั้งๆ ที่มีลูกค้าแค่ 2-3 โต๊ะ

พิกัดร้านอยู่บนถนนราชมรรคา ใกล้ประตูท่าแพ


ดู Chiangmai ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า

ศรีสุแพรว

ทริปทัวร์กิน ณ เชียงใหม่ ยังไม่จบ คราวนี้ย้ายทำเลไปแถว มช. กันบ้าง เป็นร้านห้องแถวคูหาเดียว อยู่ด้านหลัง มช. ชื่อร้าน ศรีสุแพรว

ดูจากหน้าร้านก็เป็นร้านอาหารธรรมดา มีขายเหล้า เบียร์ บุหรี่ ตอนที่ไปก็มีฝรั่งมานั่งกินเบียร์กันตั้งแต่ตอนบ่าย

ภายในร้าน

เมนูนี้ที่ร้านเรียกว่า เนื้อฟองดู แต่พอสั่งมาแล้วก็สงสัยว่ามันฟองดูยังไง

เนื้อฟองดู

ที่ร้านจะเอาเตาไฟฟ้ามาตั้งน้ำมันแล้วให้เราเอาเนื้อที่หมักแล้วลงทอดเอง

เนื้อในน้ำมัน

จะเอาผักบุ้งลงทอดด้วยก็ได้ ระวังน้ำมันกระเด็นด้วย

ผักบุ้ง

ทอดสุกออกมาแล้วก็จะได้ประมาณนี้ ป้าคนขายบอกว่าที่จริงแล้วจะให้ที่ร้านทอดให้ก็ได้ ถ้าเกิดว่าขี้เกียจทอดเอง

เนื้อสุก

อันนี้เมนูเสริม เป็นกบทอดกระเทียม กรุบๆ ดี รสชาติคล้ายๆ ไก่

กบทอดกระเทียม

รวมๆ แล้วรสชาติก็โอเค ไม่ถึงกับพลาดไม่ได้ คิดเสียว่ามาลองทอดเนื้อกินเอง

พิกัดร้านอยู่บนถนนสุเทพ หลัง มช.


ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น

มีแถมอีกนิด ขี้เกียจแยกเป็นอีก entry นึง

ร้านของกรมปศุสัตว์ อยู่ตรงข้ามกับสวนสัตว์เชียงใหม่ มีขายผลิตภัณฑ์จากนม ทั้งนมกล่อง นมถุง และไอศกรีม

นม

ที่ลองคราวนี้คือ ไอศกรีมนม มีให้เลือกเฉพาะรสเบสิกหน่อยอย่าง รสวานิลลา รสช็อกโกแลต

ไอศครีมนมสด

แต่กินแล้วผิดหวัง นึกว่าจะมีรสนมเข้มข้น แต่กลายเป็นเหมือนมีส่วนผสมของครีมกับนมน้อยเกินไป เลยรู้สึกเหมือนกินไอศกรีมราคาถูก (จริงๆ แล้วมันก็ราคาถูกน่ะแหละ) แนะนำว่าถ้าอยากลองไอศกรีมรสนมอร่อยๆ ให้กิน Um…Milk ของฟาร์มโชคชัยดีกว่า อร่อยกว่าเยอะ

Hinlay

ร้านต่อไปในเชียงใหม่ที่แนะนำคือร้าน Hinlay เป็นอาหารฟิวชั่น แนวอินเดีย+พม่า

ป้ายหน้าร้าน

Welcome

ร้านขนาดไม่ใหญ่นัก แต่จัดบรรยากาศได้ดีมาก อยู่ติดกับสวน มีต้นไม้ร่มรื่นดี

curry house

สำรวจเมนู

menu

Mango Chutney (ไม่รู้ว่าภาษาไทยเรียกว่าอะไร)

Mango chutney

โรตี เอาไว้กินกับอย่างอื่น (หรือจะสั่งข้าวก็ได้)

Roti

สลัดอะไรสักอย่าง

salad

แกง Hinlay เนื้อ

Hinlay

ผักโขม

spinach

Rogun Josh อันนี้เป็นเนื้อแพะ (หรือว่าแกะก็ไม่รู้)

Rogun Josh

Vindaloo ถ้วยนี้เป็นหมู

Vindaloo

อาหารส่วนใหญ่จะเป็นแนวแกงกะหรี่ หอมเครื่องเทศเข้มข้น ถึงจะดูหน้าตาคล้ายๆ กัน แต่ว่าแต่ละอย่างก็อร่อยแตกต่างกันไปคนละแบบ ราคาไม่แพง ถือเป็นร้านแนะนำเลยสำหรับคนที่กินเครื่องเทศและเนื้ออื่นๆ ได้

พิกัดร้านอยู่แถววัดเกตุ เปิดวันจันทร์-เสาร์ ปิดวันอาทิตย์


ดู Chiangmai ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า

Artist Cloud

ไปเจอเว็บ Last.fm Tools เป็นเว็บที่เอาข้อมูลการฟังเพลงจาก Last.fm ของเรามาทำ visualize สวยๆ

ลองใช้งาน Artist Cloud ดู (ศิลปินที่ฟังบ่อย)

อันที่เป็นตัวคันจิใหญ่ๆ นั่นคือ Shiro Sagisu คนทำ soundtrack ของ Evangelion

ไก่ทอดเที่ยงคืน

ร้านอาหารรอบดึกขึ้นชื่ออีกร้านหนึ่งของเมืองเชียงใหม่ มีความพิเศษตรงที่เปิดขายตอนเที่ยงคืน ทำให้วันที่คิดจะกินร้านนี้ ต้องพยายามกินข้าวเย็นให้น้อยสักนิด จะได้มีพื้นที่ในท้องเหลือพอสำหรับมื้อดึก

ตอนที่ไปถึงร้านเพิ่งเปิดขายพอดี อาหารที่ขายในร้านเป็นของทอดทั่วไป กินกับน้ำพริกหนุ่มและข้าวเหนียว

จานแรกเป็นไก่ทอดกับไส้อั่ว

ไก่ + ไส้อั่ว

ไส้อ่อนทอดสำหรับคนนิยมเครื่องใน กินแล้วกรุบๆ ดี

ไส้อ่อน

หมูสามชั้นทอด เพิ่มปริมาณไขมันยามดึก

หมูสามชั้น

ผัก และน้ำพริก

ผัก + น้ำพริก

ผู้ร่วมอุดมการณ์

theniw + sweetener

รวมๆ แล้วรสชาติอาหารก็อร่อยดี แต่ไม่ถึงกับเลิศอย่างที่หวัง (และเคยได้ยินเสียงร่ำลือมา) ถ้าชอบกินของทอด ไม่กลัวอ้วน ชอบน้ำพริกหนุ่ม น่าจะหาโอกาสลองไปชิมดู

พิกัดร้านอยู่บนถนนกำแพงดิน ตรงนั้นจะมีอยู่สองร้าน ขายของแบบเดียวกัน ของแท้ให้สังเกตว่าจะมีคนต่อคิวซื้อกลับไปกินที่บ้านเยอะกว่า


ดู Chiangmai ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า

อ๋องทิพย์รส

อาหารรอบดึกขึ้นชื่อในเชียงใหม่ที่ได้มีโอกาสไปลองชิมในครั้งนี้ ที่แรกคือร้านอ๋องทิพย์รส

หน้าร้านมีป้ายชื่อ อ๋องทิพย์รส ชัดเจน

อ๋องทิพย์รส

ร้านนี้มีชื่อเล่นที่คนเรียกกันคือ ก๋วยเตี๋ยวหัวนม เพราะว่าลูกชิ้นที่นี่เป็นลูกชิ้นปลาลูกเล็กๆ ขนาดใหญ่กว่าเม็ดบัวลอยสักหน่อย

อันนี้เป็นเส้นหมี่ลูกชิ้น

เส้นหมี่ลูกชิ้น

ร้านนี้รสชาติของอาหารก็ธรรมดาไม่ได้โดดเด่นอะไร แต่จุดขายของร้านคือวิธีรับออเดอร์ของเจ้าของร้าน ที่ใช้ภาษาไม่เหมือนใคร พยายามฟังจับใจความก็ฟังไม่ออก คาดว่าเป็นภาษาที่พัฒนาขึ้นมาใช้เองในร้านสำหรับรับออเดอร์โดยเฉพาะ

อยากลองไปฟังดู เชิญที่พิกัดด้านล่าง


ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น

ข้าวซอยอิสลาม

ห่างหายไปหลายวัน กลับมาบล็อกเรื่องของกินที่เชียงใหม่ต่อ

นอกจากข้าวซอยแม่สายที่ได้กินไปในมื้อก่อนแล้ว ก็มีข้าวซอยอีกสูตรหนึ่งที่มีคนแนะนำมา นั่นคือร้านข้าวซอยอิสลาม ตั้งอยู่แถวๆ ถนนเจริญประเทศ ซอย 1

บรรยากาศภายในร้านดูบ้านๆ

ร้านข้าวซอยอิสลาม

อันนี้เป็นข้าวซอยเนื้อ จุดแตกต่างจากข้าวซอยทั่วไปคือ ไม่มีกะทิ และน้ำซุปจะมีรสชาติของเนื้อเข้มข้น

ข้าวซอยอิสลาม

เครื่องเคียงตามมาตรฐาน

เครื่องเคียง

เป็นร้านอิสลามก็ต้องมีข้าวหมกให้สั่งด้วย จานนี้เป็นข้าวหมกแพะ

ข้าวหมกแพะ

ที่สั่งมาสองอย่าง ก็อร่อยทั้งสองอย่าง แต่เนื่องจากต้องการเก็บท้องไว้กินร้านอื่นต่อ เลยต้องจำใจหยุดไว้แค่นี้

พิกัดร้านตามแผนที่ด้านล่าง


ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น

ต๋อง อาหารเมือง

หลังจากที่ไปกินข้าวซอยกันในบล็อกคราวที่แล้ว ก็ขี่มอเตอร์ไซค์ต่อ มาทำภารกิจที่คนมาเที่ยวเชียงใหม่ส่วนใหญ่ต้องกระทำกันคือ ไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์อันเป็นหน้าเป็นตาของจังหวัดที่สวนสัตว์เชียงใหม่

หลินปิง

เจ้าหน้าที่บอกว่า ช่วงบ่ายหลินปิงจะเอาแต่นอน ไม่ค่อยทำอะไร ถ้ามาช่วงเช้าจะมีอะไรให้ดูมากกว่า

ออกจากสวนสัตว์มาตอนเย็น ถึงเวลาหาของกิน มื้อนี้ก็ทำตามคำแนะนำของบ้านอ้ายหล้า ที่บอกว่า อาหารเมืองอร่อยๆ ให้ไปที่ร้านต๋อง ถนนนิมมานฯ ซอย 13

เมนูแรกคือ ออเดิร์ฟเมือง สั่งจานเดียวได้หลายอย่างดี

ออเดิร์ฟเมือง

ลองดูแบบครบๆ จะมีทั้งผักลวก ไส้อั่ว แคปหมู จิ้น ไข่ต้ม หมูยอ มาพร้อมกับน้ำพริกให้เลือกจิ้ม

ออเดิร์ฟเมือง

มีผักสดให้กินเป็นเครื่องเคียง กรอบ เย็น และสดดี

ผัก

จานนี้คือ ส้าเนื้อสะดุ้ง จะออกกึ่งสุกกึี่งดิบ มีรสเลือดเข้มข้น

ส้าเนื้อสะดุ้ง

อันนี้ชื่อว่า แกงแคเห็ดถอบ เป็นเห็ดแบบที่ไม่เคยเห็นในเมืองกรุง (ถ้าใครรู้ว่าในกรุงเทพ มีขายที่ไหนโปรดแจ้งด้วย จะเป็นพระคุณ)

แกงแคเห็ดถอบ

ดูเห็ดถอบกันชัดๆ

แกงแคเห็ดถอบ

ลักษณะของเห็ดถอบ จะเป็นลูกกลมๆ เคี้ยวแล้วกรุบๆ ในแกงถ้วยนี้พอเคี้ยวเห็ดให้แตก จะมีน้ำแกงร้อนๆ ไหลออกมาด้วย

ที่ร้านจะมีทั้งส่วนที่นั่งในร้าน และที่นั่งในสวน บรรยากาศคล้ายๆ พวกร้านอาหารริมถนนนราธิวาส แต่อาหารอร่อยกว่า และราคาถูกกว่ากันประมาณครึ่งนึง

ปิดท้ายด้วยพิกัดร้าน ตามแผนที่ด้านล่าง


ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น

ข้าวซอยแม่สาย

ข้าวซอยแม่สาย เป็นร้านข้าวซอยเล็กๆ อยู่ไม่ไกลจากบ้านอ้ายหล้าที่ไปพัก ไม่แน่ใจว่าเป็นร้านชื่อดังหรือเปล่า เพราะไม่เห็นมีพวกนักท่องเที่ยวมากินนัก ลูกค้าส่วนใหญ่ก็ดูจะเป็นคนในท้องที่ แต่ตอนที่ถามที่บ้านอ้ายหล้าว่า อยากกินข้าวซอยอร่อยๆ เค้าก็แนะนำให้มาที่นี่

ร้านนี้มีทั้งข้าวซอยเนื้อ และข้าวซอยไก่ให้เลือก

ข้าวซอยเนื้อ

หรือถ้าใครอยากจะกินขนมจีนน้ำเงี้ยวก็มีเหมือนกัน (แต่ไม่ได้สั่ง เพราะเป้าหมายหลักของมื้อนี้คือข้าวซอย)

ข้าวซอยไก่+เนื้อ

รสชาติก็จัดว่าอยู่ในขั้นอร่อยกว่าข้าวซอยทั่วๆ ไปที่เคยกิน ราคาก็ไม่แพง

เครื่องเคียง

ใครอยากลองชิม ก็ลองกันดูได้ แผนที่ตามนี้เลย


ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น

Banilah, Chiang Mai

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีโอกาสลาพักร้อน หนีไปเที่ยวเชียงใหม่ในช่วง low-season จากที่ก่อนหน้านี้เคยมาเที่ยวตัวเมืองเชียงใหม่แล้ว 2-3 ครั้ง ต่างโอกาสกันไป (ครั้งล่าสุดก็ตอนปี 2008)

ครั้งนี้เดินทางจากกรุงเทพ ด้วยรถนอน gold class จากนครชัยแอร์ (เกือบจะหรู ถ้าหรูสุดต้อง first class แพงกว่ากัน 200 บาท) รถออกจากกรุงเทพ 22.00 ถึงสถานีอาเขต เชียงใหม่ประมาณ 7 โมงเช้า

ที่พักที่จองไว้ เป็น guesthouse เล็กๆ ที่ @bact แนะนำมา อยู่หลังโรงเรียนโสตศึกษา ชื่อว่า บ้านอ้ายหล้า (Banilah) นั่งรถแดงจากสถานีอาเขตไม่นานก็ถึง (พิกัด ใน Google Maps)

บ้านอ้ายหล้า

ตัวตึกมีสามชั้น มีห้องพักทั้งแบบเตียงเดี่ยว เตียงคู่ ห้องแอร์ ห้องพัดลม ราคาตั้งแต่คืนละ 300-600 บาท

บ้านอ้ายหล้า

ในห้องมีทีวี ที่แขวนเสื้อ โต๊ะ โคมไฟ ถังขยะ ห้องน้ำให้ครบครัน สะอาดและเป็นระเบียบดี มีถังขยะแยกของรีไซเคิลด้วย

บ้านอ้ายหล้า

ด้านหน้าเปิดเป็นร้านกาแฟเล็กๆ มีอาหารเช้า กาแฟ wifi และแมวอีกหลายตัว!

บ้านอ้ายหล้า

เจ้าของที่พักและทีมงานเป็นกันเองดี แนะนำที่กินที่เที่ยว บริการโทรเรียกรถมอเตอร์ไซค์ รถตุ๊กๆ ให้ด้วย

Cat

ใครสนใจลองไปดูได้ที่เว็บ Banilah.com

QR Code Bookmarklet

บางโอกาสที่อยากจะเปิดหน้าเว็บที่เปิดอยู่ในปัจจุบันดูในมือถือบ้าง แต่เนื่องจากการพิมพ์ URL ลงในมือถือก็ไม่ใช่เรื่องสนุก วิธีที่เคยทำคือ ใช้วิธีย่อ URL ด้วยบริการอย่างพวก bit.ly แล้วพิมพ์ URL ย่อๆ เอา ซึ่งก็ลดจำนวนตัวอักษรที่ต้องพิมพ์ไปได้เยอะ

วันนี้คิดออกอีกวิธีนึงคือ แปลง URL ปัจจุบันให้กลายเป็น QR code ซะ แล้วเอากล้องมาอ่าน ก็จะง่ายดี

วิธีแปลง URL ให้กลายเป็น QR code ได้แบบง่ายๆ คือทำเป็น bookmarklet (โดยใช้บริการสร้าง QR code ของ kaywa.com) ได้ bookmarklet มาตามนี้ ลากไปใส่ใน bookmark toolbar ได้ทันที (คนที่อ่าน blog นี้จาก feed reader อาจจะไม่เห็น)

QR Code

code สั้นๆ สำหรับผู้สนใจ
javascript:document.location='http://qrcode.kaywa.com/img.php?s=8&d='+encodeURIComponent(document.location)

400 Bad Request on Prachatai

หลายคนที่เข้าเว็บประชาไทไม่ได้ มักจะมาจาก 2 สาเหตุหลักๆ คือ

  1. เข้าผ่านทางโดเมน prachatai.com, prachatai.net, prachatai.info, prachatai1.info, prachatai2.info ซึ่ง ศอฉ. บล็อกไปหมดแล้ว เนื่องจากมีเนื้อหาขัดต่อความมั่นคงของ ศอฉ. และรัฐบาล

    วิธีแก้ : เข้าผ่านทาง prachatai3.info หรือถ้าอันนี้โดนบล็อกอีก ก็คงจะเดาได้ว่าให้ลองเข้า prachatai4.info ดู คิดว่าเครื่องบล็อกเว็บของกระทรวงไอซีที ไม่สามารถบล็อกเป็น regular expression /prachatai\d*\.(com|net|info)/i ได้

  2. เข้ามาแล้วเจอข้อความ “400 – Bad Request” ซึ่งเท่าที่บอกต่อๆ กันมาคือ วิธีแก้ให้ไปลบ cookie ของ web browser ทิ้งซะ แล้วจะเข้าได้ (แต่พอเข้าได้สักพัก ไม่นานก็จะเจอปัญหานี้อีก) คาดว่าปัญหามาจากปัญหาเทคนิคการจัดการ cookie ของเว็บประชาไทที่ไม่ครอบคลุมพอ อาจจะด้วยความต้องการป้องกัน DoS หรือลดจำนวนโหลดที่เข้าสู่ server หรืออะไรก็ตาม

    วิธีแก้ : ตั้งค่าให้ web browser ไม่รับ cookie จากเว็บประชาไท ตามวิธีด้านล่าง

ตัวอย่างนี้ใช้ Firefox เป็นตัวอย่าง สำหรับ web browser อื่น คงทำได้คล้ายๆ กัน หรือถ้าใช้ Internet Explorer อยู่ แนะนำให้ดาวน์โหลด Firefox มาใช้แทน

ขั้นแรกก็เข้าไปที่ ปรับแต่ง > ความเป็นส่วนตัว แล้วคลิกที่ ยกเว้น

firefox - ความเป็นส่วนตัว

จากนั้นก็ใส่โดเมนที่เราไม่ต้องการรับ cookie เข้าไป แล้วเลือก “บล็อก”

ยกเว้น - คุกกี้

ต่อไปเวลาเข้า ก็จะไม่เจอ 400 – Bad Request อีก

Evangelion 2.22 : You Can (Not) Advance

จากที่เคยเขียนเรื่อง Evangelion 2.0 : You Can (Not) Advance ซึ่งเป็นตอนที่สองในซีรีย์ Rebuild of Evangelion ไปเมื่อปีที่แล้ว เกือบหนึ่งปีผ่านไป ในที่สุดมันก็ออก DVD / BluRay มาขายแล้ว ในชื่อว่า “Evangelion 2.22

ด้วยพลังของอินเทอร์เน็ตและ bittorrent ทำให้แฟน Evangelion ชาวไทย (และชาติอื่น) สามารถหาไฟล์คุณภาพสูงมาดูได้ในเวลาอันรวดเร็ว ไม่ต้องทนดูหนังซูม ภาพไม่ชัด ไม่มีซับอีกต่อไปแล้ว

ต่อไปนี้ เป็น spoil หากใครยังไม่อยากรู้เนื้อเรื่อง โปรดปิดหน้านี้ซะ!

Evangelion 2.22 : EVA-05

สาวแว่น Mari ตัวละครใหม่ กับ Eva-05

Evangelion 2.22 : EVA-00

EVA-00 วิ่งหน้าตั้ง

Evangelion 2.22 : Mari

ฉากแรกที่ Mari ได้เจอกับ Shinji

Evangelion 2.22 : EVA-03

EVA-03 ที่โดนควบคุมโดยเทวทูต และมีอาสึกะอยู่ข้างใน!

Evangelion 2.22 : Gendo

เกนโด ในสภาพเปื้อนเลือดไปครึ่งตัว

Evangelion 2.22 : Berserk

EVA-01 กลายเป็นตัวแดงแรงสามเท่าไปแล้ว

สิ่งที่สังเกตได้จากการดูภาพเนียนๆ มีซับให้อ่านคราวนี้

  • Pilot ผู้หญิงทั้งสามคน มีชื่อว่า Ayanami, Shikinami, Mikanami ตามการตั้งชื่อเรือรบของญี่ปุ่น
  • อาสึกะชอบชินจิอย่างเห็นได้ชัด
  • เรย์อยากให้ชินจิกับพ่อคืนดีกัน
  • สิ่งที่คาจิเอามาให้เกนโดในต้นฉบับ เป็นตัวอ่อนของอดัม แต่ในเวอร์ชันนี้ เป็นสิ่งที่ถูกเรียกว่า “Key of Nebuchadnezzar” (กุญแจสู่ยานของมอร์เฟียสงั้นเรอะ?)
  • หอกลองจินุส หน้าตาไม่เหมือนเดิม

ที่แน่ๆ จากเมื่อก่อน ถ้าถามว่าชอบตัวละครไหนของ Evangelion มากที่สุด จะตอบว่า Rei หรือ Asuka ก็ไม่ค่อยเต็มปาก เพราะว่าชอบทั้งคู่พอๆ กัน แต่ในตอนนี้มีคำตอบแล้วว่า ต้องเป็น Mari Illustrious Makinami เท่านั้น! สาวแว่นสุดยอด!

Wide angle lens

หลังจากที่ตอนปลายปีที่แล้วซื้อกล้อง Panasonic Lumix GF-1 มาใช้แล้ว ตั้งใจกับตัวเองว่า ถ้ายังผ่อนไม่หมดก็จะยังไม่ซื้อเลนส์เพิ่ม ส่วนหนึ่งก็เพราะเลนส์ Pancake 20mm/f1.7 ที่แถมมาด้วยนั้น ใช้งานได้ดีมากอยู่แล้ว

แต่ด้วยความ obsess กับการถ่ายรูปมุมกว้าง ก็เลยอยากได้เลนส์สักตัวที่ถ่ายได้กว้างๆ หน่อย ซึ่งในตระกูล Micro 4/3 ตอนนี้มีให้เลือกอยู่สองตัวคือ Panasonic Lumix 7-14mm 1:4 กับ Olympus M.Zuiko 9-18mm 1:4-5.6

ตัวแรก spec ดีกว่า ภาพออกมาสวยกว่า ได้มุมกว้างกว่า ส่วนตัวหลัง เล็กกว่า เบากว่า ใส่ filter ปกติได้ และถูกกว่าพิจารณาปัจจัยหลายอย่างแล้ว ก็ไปจบลงที่ Olympus 9-18mm ด้วยเหตุผลหลักเลยคือเรื่องราคา

Olympus 9-18

มีรีวิวเลนส์ตัวนี้ที่ DPreview ด้วย

ตัวอย่างภาพ

xP1030802

xP1030648

xP1030356

xP1030652

ที่ดูเหมือนมี vignette นั่นตั้งใจให้มันมีมาจากตอน process RAW อยู่แล้ว ไม่เกี่ยวกับคุณภาพเลนส์แต่อย่างใดนะ

แล้วฝนก็ไม่ตกลงมา แล้วปาฏิหารย์ก็ไม่มีจริง…

บันทึกวันพุธที่ 19 พฤษภาคม 2553
 
เมื่อทางรัฐบาลได้ตัดสินใจรุกคืบทำการคืนพื้นทีตรงลุมพีนีอย่างจริงๆจัง เวลา 13:45 น. ทางแกนนำเสื้อแดง โดยเริ่มจากนายจตุพร ตามด้วยนายณัฐวุฒิ ได้ขึ้นมาเจรจายุติการชุมนุม และอ้อนวอนให้ประชาชนเดินทางกลับ หลังจากนั้นก็ได้ไปมอบตัวที่สถานีตำรวจแห่งชาติ
 
ดีใจจัง… เรื่องมันจะจบแล้วใช่มั้ย ทำไมไม่ทำแบบนี้ตั้งนานนะ ในเมื่อคุมคนไม่อยู่ เหตุการณ์บานปลายขนาดนี้ ก็ควรจะเลิกตั้งนานแล้วนะ… แต่ก็ยังดี ดีกว่าไม่เลิก.. ดีใจๆ เสาร์อาทิตย์นี้คงจะได้ไปเดินเล่นสยามของเราแล้วใช่มั้ย.. อยาก shopping จังเลย….
 
ผ่านไปได้ซักพัก มีรายงานว่าประชาชนบางกลุ่มก็เริ่มเดินออก แต่ก็มีเสียงปืนไม่ขาดสาย แต่บางกลุ่มก็ไม่ยอมถอย ยังคงเดินหน้าปักหลักตรงนั้นต่อไป… และแล้วเวลาประมาณบ่ายสาม กลุ่มที่ไม่ยอมเลิก ก็จุดไฟเผาห้าง Central World… ผ่านไปหกชม ตอนนี้ไฟลามถึงชั้นบนสุดแล้ว เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าไปดับไฟได้ เนื่องจากยังมีการยิงกันไม่ขาดสายบริเวณนั้น… นอกจากนั้น ยังมีการจุดไฟเผาสถานที่สำคัญอีกหลายที่ เช่น โรงหนังสยาม ตลาดหลักทรัพย์ สถานีโทรทัศน์ช่องสาม.. ธนาคารหลายๆสาขาโดนบุกรุกทำลาย…
 
เสียใจจัง… การเผาบ้านเผาเมือง บุกรุกสถานที่สำคัญ ทำกันไปทำไม… ไม่ได้ดั่งใจแล้วทำลายข้าวของ… เห็นสถานที่ที่เคยไปบ่อยๆอย่าง CTW ถูกเผาทำลายแล้วมันเสียใจ โกรธ… ถ้าเป็นคนดี คงไม่ทำให้คนอื่นเค้าเดือนร้อน คงไมทำร้ายคนไทยกันเอง คงไม่ทำลายทรัพย์สินที่ไม่ใช่ของเรา… พรุ่งนี้ตื่นขึ้นมา จะมีกี่คนที่จะไม่มีที่ทำงาน จะมีอีกกี่คนที่จะตกงาน แล้วจะมีอีกกี่คนที่ต้องล้มละลาย สิ้นเนื้อประดาตัว… เพียงเพราะการกระทำของคนเพียงบางกลุ่ม ที่อาจทำไปเพราะอารมณ์โดยชั่ววูบ หรือเลวโดยสันดาน…
 
ภาวนาให้ฝนตก เผื่อมันจะช่วยดับไฟที่กำลังเผาไหม้ เผื่อมันจะช่วยทำให้ใจของคนเราเย็นลง เผื่อมันจะช่วยทำให้อะไรๆมันดีขึ้น…. แต่แล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีฝน…
 

คำพูดโดนๆ…

วันนี้ได้ฤกษ์อยู่บ้านอีกวัน เพราะว่าสถานการณ์นอกบ้านมันไม่เอื้ออำนวยให้ออกไปลัลล้าได้… เป็นวันที่น่าเซ็งอีกอัน เพราะอยู่บ้านเปิดทีวีก็มีแต่รายงานข่าวเศร้าๆ… การชุมนุมเพื่อการเมืองมันก็ไม่ได้ผิดอะไรหรอกนะในความคิดของเรา แต่การปล้นสดมภ์ พังร้าน7-11… การทำลายข้าวของราชการ ของชาวบ้าน… การยิงทหาร ลากเค้าลงมาซ้อม ทั้งๆที่ทหารมีอาวุธ แต่เค้าไม่ได้มีจิตใจทำร้ายคุณซักนิด… การบุกรุกโรงพยาบาล การห้ามไม่ให้คนป่วยไปรักษา (หนำซ้ำยังลากเค้าลงมาทำร้ายต่อ)… …. มัน "ผิด" แม้ว่าคุณจะมีเหตุผลใดๆมาอธิบายก็ตาม เหตุผลมันอาจจะทำให้ศาลพิจารณาลดหย่อนโทษให้ในบางกรณี แต่มันไม่ได้เปลี่ยนแปลงความจริงว่าเป็นการกระทำที่ "ผิด" แต่อย่างไร… …
 
นี่หรือคือประชาธิไตยที่คุณอยากได้… นี่หรือคือประเทศไทยที่คุณอยากให้เป็น… หากคุณคิดว่าไม่ใช่ เหตุใดคุณจึงไม่ออกมากล่าวตักเตือน อย่างน้อยแสดงความคิดเห็นว่าไม่เห็นด้วย ไม่สนับสนุน… แม้ว่ากลุ่มคนที่ทำตัวเช่นนั้นคุณจะเรียกพวกเขาว่าไม่ใช่คนของคุณ…
 
"ในบ้านเมืองนั้น  มีทั้งคนดีและคนไม่ดี
ไม่มีใครจะทำให้คนทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด
การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี
หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดีให้คนดี  ได้ปกครองบ้านเมือง
และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้"
 
พระบรมราโชวาทในพิธีเปิดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ
ณ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2512
 
 
นี่ยังไม่ได้พูดถึงหัวข้อที่ขึ้นเลยใช่มั้ยเนี่ย… จริงๆแล้วมันเริ่มจากการหาช่องทีวีไร้สาระดู แล้วก้อดันบังเอิญเปิดมาเจอช่องสามจัดงานนาฎราช ซึ่งเป็นการประกาศผลรางวัลของคนทีวีและวิทยุ ที่รูปแบบงานดูแปลกออกไปอีกงาน แต่ hi-light ที่ทำให้ถึงกับอึ้งไปคือตอนที่พงษ์พัฒน์ขึ้นไปกล่าวบนเวทีหลังจากได้รับรางวัลดาราสมทบชายยอดเยี่ยม ดังนี้…
 
"เป็นรางวัลที่ได้รับบทบาทจากผู้ที่เป็นพ่อ ก็ขออนุญาติพูดถึงพ่อนิดนึง
 
พ่อเป็นเสาหลักของบ้าน
บ้านของผมหลังใหญ่ ใหญ่มาก เราอยู่กันหลายคน
ผมเกิดมาในบ้านหลังนี้สวยงามมากแล้ว สวยงามและอบอุ่น
แต่ว่าจะเป็นแบบนี้ได้ บรรพบุรุษของพ่อ
เสียเหงื่อ เสียเลือด เอาชีวิตเข้าแลก กว่าจะได้บ้านหลังขึ้นนี้มา
จนมาถึงวันนี้ พ่อคนนี้ ก็ยังเหนื่อยที่จะดูแลบ้าน
และก็ดูแลความสุขของทุกทุกคนในบ้าน
ถ้ามีใครสักคน โกรธใครมาก็ไม่รู้
ไม่ได้ดั่งใจเรื่องอะไรมาก็ไม่รู้ แล้วก็พาลมาลงที่พ่อ
เกลี่ยดพ่อ ด่าพ่อ คิดจะไล่พ่อออกจากบ้าน
ผมจะเดินไปบอกกับคนคนนั้นว่า
ถ้าเกลียดพ่อ ไม่รักพ่อแล้ว จงออกไปจากที่นี่ซะ
เพราะที่นี่คือบ้านของพ่อ เพราะที่นี่คือแผ่นดินของพ่อ
 
ผมรักในหลวงครับ
และผมเชื่อว่าทุกคนที่อยู่ในที่นี้รักในหลวงเหมือนกัน
พวกเราสีเดียวกัน ศีรษะนี้มอบให้พระเจ้าแผ่นดิน"
 
นั่นซินะ… ก่อนหน้านี้ไม่เคยคิดว่าจะมีใครพูดได้ตรงใจมากที่สุด… คุณจะโกรธใคร เกลียดใครก็ช่าง คุณจะเลือกใคร ชอบใคร มันเป็นเรื่องของการเมือง… แต่จงอย่าได้มาแตะต้องพระเจ้าแผ่นดินอันเป็นที่รัก… คุณอาจจะเห็นดีเห็นงามกับคนที่เอื้อประโยชน์ให้เพียงชั่วครั้งชั่วคราว… มันเปรียบไม่ได้หรอกกับคนคนหนึ่งที่ทำเพื่อประชาชนมายาวนานกว่าหกสิบปี ถ้าคุณไม่รู้จริงจงอย่าพูด ถ้าคุณทำไม่ได้ก็อย่ามาวิจารณ์… นี่คือสังคม นี่คือการอยู่ร่วมกัน… หากคุณไม่สามารถปรับตัวให้อยู่กับคนส่วนใหญ่ได้ ไม่สามารถเคารพบูชาสิ่งที่คนเหล่านั้นเค้าเทิดทูนขึ้นไว้เหนือเกล้าได้… ง่ายๆ ก็จงอย่าอยู่…
 

« Previous Entries