LoRaWAN Gateway Raspberry Pi

เห็นเว็บ hackster.io เขียน blog เกี่ยวกับ A Coming of Age for LoRaWAN? ว่ามีบอร์ดต่อขยายใช้งานเป็น LoRaWAN gateway อะไรบ้าง เลยอยากจะลองรวบรวมและเขียนเป็นภาษาไทยดูบ้าง ขอเน้นเฉพาะที่ใช้ต่อกับ Raspberry Pi นะครับ

Tindie มี SX1308 Raspberry Pi LoRa Gateway Board โดย Will Whang’s Electronics (ดูเหมือนเว็บ Hackster จะไม่ค่อยพาดพิง Tindie ซึ่งอยู่ในเครือ Hackaday)

Arduino ก็ทำ Arduino PRO Gateway for LoRa เป็น HAT ให้ Raspberry Pi ตอนนี้เปิดพรีออร์เดอร์อยู่

Pi Supply มี https://uk.pi-supply.com/products/iot-lora-gateway-hat-for-raspberry-pi แต่ต้องให้มีคนสั่งซื้อจำนวนมากพอ จึงจะเริ่มผลิตครับ

RAK มี https://www.aliexpress.com/store/product/LoraWAN-Starter-Kit-RAK831-with-Raspberry-Pi-and-WisNode-LoRa-SX1301-Chip-433-868-915MHz-Wireless/2805180_32839320324.html ราคาแล้วแต่ว่าจะหยิบอะไรลงตะกร้าบ้าง

Seeed มีขาย https://www.seeedstudio.com/LoRa-LoRaWAN-Gateway-915MHz-for-Raspberry-Pi-3-p-2821.html ราคาอาจจะแพงไปนิดนะผมว่า

ของไทย มี Micro4You กำลังทำออกขายเหมือนกัน ใช้ของ RAK อันที่จริงก่อนหน้านี้เคยขายผ่าน Tindie เหมือนกัน แต่หยุดจำหน่ายแล้ว

ส่วนบอร์ดที่ใช้ชิป ic880a ดูๆ แล้วมันไม่น่าใช้ความถี่ในไทย 923MHz ได้ ขอข้ามไปนะครับ

Raspberry Pi 3 Model A+ มาแล้ว

คอมพิวเตอร์จิ๋วใหม่ Raspberry Pi 3 Model A+ มาแล้ว ใช้ชิป ARM Cortex-A53 (64-bit) ความเร็ว 1.4GHz มีกระดองโลหะหุ้ม แรม 512MB มี Wi-Fi คลื่น 5GHz  
ราคา 25 ดอลลาร์ จะว่าไปก็คล้าย ๆ Raspberry Pi 3 Model B+ ที่ขนาดเล็กลงมาหน่อย (แต่ก็ยังใหญ่กว่า Raspberry Pi Zero) และไม่มี Ethernet และมี USB ช่องเดียวเพราะไม่มีชิปที่ทำหน้าที่เป็น Ethernet และ USB hub นั้นเอง แต่นั้นก็เป็นไปได้ที่จะต่อใช้งานเป็น USB device

Bangkok Forum 2018 วันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม 2561 (ภาคเช้า)

Bangkok Forum 2018 วันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม 2561 (ภาคเช้า)




photo
Thu, 10/25/2018 - 22:27

Bangkok Forum 2018 วันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม 2561 (ภาคเช้า)

Bangkok Forum 2018 วันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม 2561 (ภาคเช้า)




photo
Thu, 10/25/2018 - 22:27

Bangkok Forum 2018 วันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม 2561 (ภาคบ่าย)

Bangkok Forum 2018 วันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม 2561 (ภาคบ่าย)




photo
Thu, 10/25/2018 - 22:26

Bangkok Forum 2018 วันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม 2561 (ภาคบ่าย)

Bangkok Forum 2018 วันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม 2561 (ภาคบ่าย)




photo
Thu, 10/25/2018 - 22:26

พิธีเปิด Bangkok Forum 2018 วันพุธที่ 24 ตุลาคม 2561

พิธีเปิด Bangkok Forum 2018 วันพุธที่ 24 ตุลาคม 2561




วันพุธที่ 24 ตุลาคม 2561

photo
Wed, 10/24/2018 - 22:29

พิธีเปิด Bangkok Forum 2018 วันพุธที่ 24 ตุลาคม 2561

พิธีเปิด Bangkok Forum 2018 วันพุธที่ 24 ตุลาคม 2561




วันพุธที่ 24 ตุลาคม 2561

photo
Wed, 10/24/2018 - 22:29

Gala Dinner Bangkok Forum 2018 วันพุธที่ 24 ตุลาคม 2561

Gala Dinner Bangkok Forum 2018 วันพุธที่ 24 ตุลาคม 2561




วันพุธที่ 24 ตุลาคม 2561

photo
Wed, 10/24/2018 - 22:28

Gala Dinner Bangkok Forum 2018 วันพุธที่ 24 ตุลาคม 2561

Gala Dinner Bangkok Forum 2018 วันพุธที่ 24 ตุลาคม 2561




วันพุธที่ 24 ตุลาคม 2561

photo
Wed, 10/24/2018 - 22:28

CHECKING IN TO THE OPENING CEREMONY OF THE BANGKOK FORUM ON 24 OCTOBER 2018

CHECKING IN TO THE OPENING CEREMONY OF THE BANGKOK FORUM ON 24 OCTOBER 2018
admin
Mon, 10/22/2018 - 02:44

CHECKING IN TO THE OPENING CEREMONY OF THE BANGKOK FORUM ON 24 OCTOBER 2018

CHECKING IN TO THE OPENING CEREMONY OF THE BANGKOK FORUM ON 24 OCTOBER 2018
admin
Mon, 10/22/2018 - 02:44

MBK

MBK

admin
Thu, 10/18/2018 - 10:05

MBK

MBK

admin
Thu, 10/18/2018 - 10:05

Toyota

Toyota

admin
Thu, 10/18/2018 - 10:00

Toyota

Toyota

admin
Thu, 10/18/2018 - 10:00

Golden Land

Golden Land

admin
Thu, 10/18/2018 - 09:57

Golden Land

Golden Land

admin
Thu, 10/18/2018 - 09:57

Thai Bev

Thai Bev

admin
Thu, 10/18/2018 - 09:53

Thai Bev

Thai Bev

admin
Thu, 10/18/2018 - 09:53

Dr. Supachai Panitchpakdi

Dr. Supachai Panitchpakdi




Supachai Panitchpakdi

admin
Fri, 09/07/2018 - 18:53

Former Director-General of the World Trade Organization (WTO)

Supachai Panitchpakdis career has spanned wide-ranging areas, starting off as an officer of the Bank of Thailand, he became Deputy Finance Minister, Commerce Minister, and twice Deputy Prime Minister. In between he assumed for some years the presidency role of a commercial bank, and chairman of several private corporations including an international insurance company. His international career is noteworthy for the fact that he is the first representative of the developing countries to be appointed Director General of the World Trade Organisation (2002-2005) and follows that up with two terms as Secretary General of the United Nations Conference on Trade and Development (2005-2013). At present he is a board member of the Institute for Cultural Diplomacy in Berlin and a founding member of the Asia-New Zealand Foundation.

Dr. Supachai Panitchpakdi

Dr. Supachai Panitchpakdi




Supachai Panitchpakdi

admin
Fri, 09/07/2018 - 18:53

Former Director-General of the World Trade Organization (WTO)

Supachai Panitchpakdis career has spanned wide-ranging areas, starting off as an officer of the Bank of Thailand, he became Deputy Finance Minister, Commerce Minister, and twice Deputy Prime Minister. In between he assumed for some years the presidency role of a commercial bank, and chairman of several private corporations including an international insurance company. His international career is noteworthy for the fact that he is the first representative of the developing countries to be appointed Director General of the World Trade Organisation (2002-2005) and follows that up with two terms as Secretary General of the United Nations Conference on Trade and Development (2005-2013). At present he is a board member of the Institute for Cultural Diplomacy in Berlin and a founding member of the Asia-New Zealand Foundation.

HZTDywOzcDhgyvjc

HZTDywOzcDhgyvjc
Anonymous (not verified)
Thu, 08/23/2018 - 15:58

UK 2017 #3 – CASTLE COMBE

วันที่สองเริ่มต้นอย่างสดใสด้วยการเจอน้องแมวขนฟูอยู่หน้าบ้าน

วันนี้เราจะขับรถจาก  Bath ไปสู่เขต Cotswolds กัน

P4300654.JPG

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

เขต Cotswolds เป็นเขตที่มีชื่อเสียงในด้านการท่องเที่ยวเนื่องจากประกอบไปด้วยหมู่บ้านเล็กๆจำนวนมาก และบ้านที่สร้างในเขตนี้จะมีลักษณะพิเศษคือตัวบ้านจะสร้างด้วยหินสีน้ำผึ้ง หรือ Limestone ทำให้มีความเป็นเอกลักษณ์ สำหรับจุดหมายแรกของเราคือเมือง Castle Combe ที่อยู่ห่างออกไปไม่ถึง 20 กิโลเมตร  เป็นเมืองเล็กๆน่ารัก หลายๆคนที่เคยลงรีวิวเที่ยวแถวนี้ต่างแนะนำให้แวะที่นี่

ขับรถในเขตนี้ต้องใช้ GPS ของรถเป็นหลัก เพราะโทรศัพท์ไม่มีสัญญาณ 2G 3G 4G หรืออะไรทั้งนั้น การขับรถต้องลัดเลาะไปตามถนนเส้นเล็กๆ ที่ถ้าไม่ตั้ง GPS   ไว้ก่อนนี่ คงนึกว่ามาผิดทาง

DSC05386

จาก Bath ขับรถไม่นานก็มาถึงหมู่บ้าน Castle Combe  พอเจอป้ายแบบนี้ก็หาที่จอดรถกันได้เลย ซึ่งหมู่บ้านเล็กๆแบบนี้ ที่จอดรถมีไม่เยอะ ก็ต้องพกดวงไปด้วยพอสมควร ถ้าไม่มีที่จอดเป็นที่ดีๆ ก็หาที่แปะข้างทางกันไป

ว่าแล้วก็เดินชมหมู่บ้านกันเลยดีกว่า

DSC05395-HDRDSC05400-HDRDSC05406-HDRDSC05418-HDR

บรรยากาศดี น้ำใสมาก นักท่องเที่ยวก็มีเรื่อยๆ ไม่ได้เยอะอะไร

DSC05424-HDRDSC05427-HDRDSC05430-HDRDSC05439-HDR

บ้านตรงนี้เข้าไปไม่ได้ เค้ามีไม้กั้นไว้ คงเป็นส่วนที่เป็นที่อยู่ของคนที่นี่ ไม่อยากให้นักท่องเที่ยวยกแก๊งเข้าไป

DSC05453-HDRDSC05454-HDR

Limestone สีสวยจริงๆ บ้านดูคลาสสิกมาก หมู่บ้าน Castle Comb นี่มีถนนเส้นเดียวตั้งแต่เริ่มจนจบ จำนวนบ้านก็ไม่น่าเกิน 100 หลัง

DSC05477-HDRDSC05478-HDRDSC05487-HDRDSC05493-HDR

ตรงนี้คือสามแยกตรงกลางเมืองแล้ว ทางขวาถ้าเลยที่เห็นไปก็เหมือนจะเริ่มออกนอกตัวเมืองละ ส่วนที่จอดรถในเมืองก็มีเท่าที่เห็นนี่แหละ ถ้าไม่ได้จอดตรงนี้ก็ต้องไปหาที่จอดแปะเอาตามถนนด้านนอกหมู่บ้าน

DSC05499-HDRDSC05520-HDRDSC05507-HDR

แวะเข้ามาโบสถ์ประจำเมืองเสียหน่อย เดินดูรอบๆ บรรยากาศดี๊ดี

DSC05540-HDRDSC05560-HDROLYMPUS DIGITAL CAMERA

เป็ดที่นี่ดูมีความสุขมาก เล่นน้ำกระจาย

เราใช้เวลาอยู่ที่นี่ประมาณหนึ่งชั่วโมง จากนั้นเราก็ออกจาก Castle Comb มุ่งสู่หมู่บ้านถัดไป

 

ใช้ Google AIY Kit กับ Raspberry Pi

ต่อจากการแกะกล่อง Google AIY Kit ก็มาทำการติดตั้งเพื่อใช้งาน (ดองบล็อกมานานเลยเรา) ขั้นแรกก็ต้องประกอบมันเข้ากับ Raspberry Pi ซึ่งในคู่มือที่มาพร้อมกับ AIY มีภาพประกอบค่อนข้างละเอียด ดูในนั้นได้เลยครับ โดยเมื่อประกอบเสร็จแล้วจะได้

จากนั้นก็มาเตรียมระบบปฏิบัติการ ดาวน์โหลดที่ https://dl.google.com/dl/aiyprojects/aiyprojects-latest.img.xz จะได้ image ล่าสุด (ของผมในตอนที่ดาวน์โหลดนั้นได้ไฟล์เป็น aiyprojects-2018-04-13.img.xz) ซึ่งมีโปรแกรมที่ต้องใช้ในการรับคำสั่งเสียงมาให้ในตัวอยู่แล้ว ก็แตกไฟล์ออกด้วยคำสั่ง unxz (ติดตั้งโดย sudo apt-get install xz-utils) จะได้ไฟล์ img แล้วก็เขียนลง SD card ซึ่งอาจใช้โปรแกรม Etcher มาช่วยเขียนได้ เมื่อได้ SD card ที่มีระบบปฏิบัติการแล้ว ขอให้ใช้ adaptor ที่จ่ายกำลังไฟสูงๆ สัก 2A (กับ 5v) ขึ้นไปนะครับ เพราะเรามีบอร์ด AIY มาขอพ่วงใช้ไฟฟ้าด้วย งานนี้ผมใช้ขนาด 3A ครับ

แล้วก็เข้าใช้งาน RPi ผ่านทาง SSH ไปก่อนครับ username:password ยังคงเป็น pi:raspberry โดยผมสแกนหา IP address ของตัว RPi ด้วยคำสั่ง nmap จากนั้นก็สั่ง raspi-config เพื่อไปสั่งยืดขนาดให้ใช้พื้นที่ของ SD card ได้เต็มใบที่ Expand Filesystem นอกจากนี้ยังมีให้ใส่รหัสเข้า Wi-Fi ของที่บ้านก็ทำได้ตามสะดวก จากนั้นแนะนำให้ติดตั้ง remote desktop ด้วยคำสั่ง sudo apt-get install xrdp ที่ RPi ไปด้วย จะได้ใช้งานผ่านโปรแกรมพวก remote desktop ได้ง่ายๆ ซึ่งผมใช้วิธีนี้

เมื่อเข้าไปที่ desktop ของ RPi จะมีไอค่อนที่ desktop เพื่อทดสอบระบบเบื้องต้นว่า ลำโพง ไมโครโฟนของเราทำงานได้ไหม ต่อ Wi-Fi ได้ไหม มีไฟล์ client ID จาก Google ไหม ซึ่งน่าจะยังไม่มีครับ

ดังนั้นเราต้องดาวน์โหลดไฟล์ client ID ซึ่งเป็น JSON เพื่อมาใช้งาน เข้าไปที่หน้าเว็บ Google Cloud ซึ่งก็คือ https://cloud.google.com/ ครับ login ด้วยบัญชี Google ที่เรามี (ถ้ายังไม่มีก็สร้างบัญชี Google ขึ้นมาใหม่) เมื่อเข้าไปได้แล้วก็ให้เลือก New Project แล้วตั้งชื่อ project ของเราครับ

จากนั้นกดที่ปุ่มสามขีดด้านซ้ายบน (บางทีมันถูกเรียกว่าปุ่มแฮมเบอร์เกอร์) ไปที่ APIs & Services -> Dashboard อ้อ ตรง drop-down list ต้องเป็นชื่อโปรเจคที่เราจะทำด้วยนะครับ เผื่อใครมีหลายโปรเจค
จากนั้นที่ช่องค้นหา กรอกคำว่า embedded assistant เพื่อให้เจอ Google Assistant API
ต่อมาก็กดเลือกและ enable เปิดการใช้งานครับ

ขั้นต่อไปมันจะพาไปที่หน้า credentials กดสร้าง credentials เลือก Google Assistant API, Other UI และ User data ตามรูปครับ แล้วกดปุ่มน้ำเงินครับ

จากนั้นก็สร้าง Client ID ง่ายๆ ก็ ชื่อเหมือนโปรเจคครับ จากนั้นจะมีให้กรอกรายละเอียดต่างๆ เช่น e-mail, Product ID เมื่อกรอกครบ ขั้นตอนสุดท้าย จะมีไฟล์ .json ให้ download ครับ

ไฟล์ json ที่ได้มาแล้วนั้น ให้เปลี่ยนชื่อเป็น assistant.json แล้วไปวางไว้ที่ /home/pi ของ Pi ผมใช้งานผ่าน Ubuntu PC เลยใช้คำสั่ง scp จาก PC ได้เลย จากนั้นที่ Pi ไปที่ /home/pi/AIY-voice-kit-python/src/examples/voice แล้วก็เรียกใช้โปรแกรม ./assistant_grpc_demo.py ครับ ซึ่งการเรียกใช้งานครั้งแรกจะมีให้ยืนยันการใช้ credential นั้น โดยต้องเปิด link ที่โปรแกรมแสดงออกมา

แต่เนื่องจากผมใช้ผ่าน desktop ของ Pi ผลคือมันจะเปิด web browser ตาม link นั้นให้เลย ไม่ต้อง copy link ดังกล่าวไปเปิดเอง ก็ให้ login บัญชี Google ของเราตามในหน้าเว็บนั้น แล้ว Allow คืออนุญาตให้ใช้งาน

ถึงตอนนี้เมื่อเรียกใช้งาน ./assistant_grpc_demo.py ครั้งต่อ ๆ ไป ก็ควรจะใช้งานได้ด้วยเสียงแล้วครับ
ถ้าต้องการเพิ่มการรับคำสั่งเสียงให้ shut down คัดลอกไฟล์ assistant_grpc_demo.py ไปยังชื่อใหม่ main.py (หลังจากนี้จะใช้ main.py แทนแล้วนะครับ) แล้วทำการแก้ไข สามารถทำได้โดยคำสั่ง

cd /home/pi/AIY-projects-python/src/examples/voicecp assistant_grpc_demo.py main.py
nano main.py

การแก้ไฟล์ main.py โดยเพิ่มข้อความตามที่ทำแทบสีเหลืองเพื่อให้มันรองรับคำสั่งเสียง power down ครับ

#!/usr/bin/env python3# Copyright 2017 Google Inc.## Licensed under the Apache License, Version 2.0 (the "License");# you may not use this file except in compliance with the License.# You may obtain a copy of the License at##     http://www.apache.org/licenses/LICENSE-2.0## Unless required by applicable law or agreed to in writing, software# distributed under the License is distributed on an "AS IS" BASIS,# WITHOUT WARRANTIES OR CONDITIONS OF ANY KIND, either express or implied.# See the License for the specific language governing permissions and# limitations under the License.

"""A demo of the Google Assistant GRPC recognizer."""

import logging

import aiy.assistant.grpcimport aiy.audioimport aiy.voicehat

import subprocess

logging.basicConfig(    level=logging.INFO,    format="[%(asctime)s] %(levelname)s:%(name)s:%(message)s")

#Google Assistant to "Power Down"def shutit():    subprocess.call('sudo shutdown now', shell=True)def main():    status_ui = aiy.voicehat.get_status_ui()    status_ui.status('starting')    assistant = aiy.assistant.grpc.get_assistant()    button = aiy.voicehat.get_button()    with aiy.audio.get_recorder():        while True:            status_ui.status('ready')            print('Press the button and speak')            button.wait_for_press()            status_ui.status('listening')            print('Listening...')            text, audio = assistant.recognize()            if text:                if text == 'goodbye':                    status_ui.status('stopping')                    print('Bye!')                    break

                if text == 'power down':                    aiy.audio.say('Shutting Down!')                    shutit()                print('You said "', text, '"')            if audio:                aiy.audio.play_audio(audio, assistant.get_volume())

if __name__ == '__main__':    main()

ซึ่งก็คือเมื่อรับเสียงที่เป็นคำว่า power down ก็เรียกคำสั่งเชลล์ให้ปิดเครื่องเลยนั้นเอง และมีการส่งเสียงตอบกลับมาด้วย

ถ้าจะเพิ่มความสามารถให้มันทำงานได้ตั้งแต่ตอนบูตขึ้นมาเลย โดยเราจะเรียกใช้จากไฟล์ main.py นั้น ก็ให้เพิ่มไฟล์ /etc/systemd/system/assist.service เช่นใช้คำสั่ง sudo nano /etc/systemd/system/assist.service ให้มีข้อความตามข้างล่างนี้ครับ

[Unit]Description=Assist @ rebootAfter=sound.target

[Service]ExecStart=/home/pi/AIY-projects-python/src/examples/voice/main.pyUser=piGroup=piStandardOutput=syslogStandardError=syslogSyslogIdentifier=assistEnvironment=DISPLAY=:0

[Install]WantedBy=multi-user.target

จากนั้นก็เปิดใช้งาน ด้วยคำสั่ง

sudo systemctl enable assist.service 
sudo systemctl start assist.service

คลิปเมื่อทดลองใช้งานครับ
https://www.youtube.com/watch?v=HxklMHURVxM

ได้แนวทางจาก
https://aiyprojects.withgoogle.com/voice
https://www.raspberrypi.org/forums/viewtopic.php?t=200460
https://metrocoder.com/google-assistant-shutdown
https://gist.github.com/t1m0thyj/91d525aae9fa885f67b453cedf963d42
https://unix.stackexchange.com/questions/250629/systemd-not-playing-a-sound
https://medium.com/@flame.zaxaou/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99-cloud-speech-api-6b7a05c72752

บอร์ดใหม่ Raspberry Pi 3 Model B+ มาแล้ว

บอร์ดใหม่ Raspberry Pi 3 Model B+ มาแล้ว ขยับจาก Model B ไม่มี + โดยคราวนี้ชิปได้สัญญาณนาฬิกาเร็ว 1.4GHz (Model B เร็ว 1.2GHz) มีแผ่นโลหะบนชิป คงเอาไว้ระบายความร้อน ทางด้านการเชื่อมต่อเร็วขึ้น มีทั้ง Wi-Fi 802.11ac และ Gigabit Ethernet (ต่อผ่าน USB นะครับ ซึ่งเร็วได้สูงสุด 480Mbps ความเร็วเน็ตเลยอาจไม่เต็มที่ที่มันทำได้) มาพร้อมกับ PoE ด้วย ในราคาเดิม 35 ดอลลาร์

ที่มา  https://www.raspberrypi.org/blog/raspberry-pi-3-model-bplus-sale-now-35/

Hardkernel เอามั่ง ทำบอร์ด ODROID-N1 ใช้ชิป Rockchip RK3399 แรม 4GB

นอกจาก RockPro64 ที่ใช้ชิป Rockchip RK3399 แล้ว อีกเจ้า Hardkernel ที่ทำบอร์ดคอมพิวเตอร์จิ๋วมาหลายบอร์ดแล้ว จะออกบอร์ด ODROID-N1 ใช้ชิปตัวเดียวกันนี้บ้างครับ จะมีแรมถึง 4GB เลย และมี SATA3 มาให้ 2 พอร์ต (จริงๆ RockPro64 มีพอร์ต mini PCIe อยู่แล้ว ต่อบอร์ดขยายเพิ่มให้เป็น SATA ก็ได้) ราคา 110 ดอลลาร์ แต่เข้าใจว่าอาจจะแพงกว่าน้ ขึ้นกับขนาดแรม

ดูๆ แล้ว น่าเอามาทำ NAS หรือ full node จัง

ที่มา http://com.odroid.com/sigong/blog/blog_list.php?bid=193
ผ่านทาง https://www.cnx-software.com/2018/02/06/hardkernel-unveils-odroid-n1-board-with-rockchip-rk3399-processor-4gb-ram-dual-sata-and-more/

Pine64 ออกบอร์ดใหม่ๆ มี Pine H64 และ RockPro64 เริ่มต้นที่ 25 ดอลลาร์

Pine64 ผู้ผลิตบอร์ดคอมพิวเตอร์จิ๋ว และเตรียมวางขายบอร์ดรุ่น RockPro64 ใช้ชิปจาก Rockchip เหมือนกับบอร์ด Rock64 แต่ขยับมาใช้ชิป RK3399 ซึ่งมี CPU เป็น ARM Cortex-A72 ขนาดสองแกน และ Cortex-A53 ขนาดสี่แกน และมี GPU Mali-T860MP4 ขนาดสี่แกน รองรับ OpenGL ES1.1/2.0/3.0 และ OpenCL 1.2 มีช่องต่อ PCIe4

RockPro64 มีสามรุ่นย่อย คือขนาดแรม 2GB ราคาคาดว่าไม่เกิน 65 ดอลลาร์ รุ่นแรม 4GB ราคา 79 ดอลลาร์ สองรุ่นนี้จะมาวันที่ 15 มีนาคม และอีกรุ่น RockPro64-AI แรม 4GB แต่แตกต่างออกไปตรงที่ใช้ชิป RK3399 Pro ซึ่งมี Neural Network Processing Unit (NPU) สำหรับประมวลผลด้านปัญญาประดิษฐ์เพิ่มเข้าไป จะมาในราคา 99 ดอลลาร์ในวันที่ 1 สิงหาคม

อีกบอร์ดที่ขายแล้วเมื่อวันที่ 31 มกราคมที่ผ่านมาคือ Pine H64 ใช้ชิป Allwinner H6 ซึ่ง CPU เป็นตระกูล ARM Cortex-A53 ขนาดสี่แกน แบบเดียวกับ Raspberry Pi 3 และ Rock64 ส่วน GPU เป็น Mali-T720 MP2 ขนาดสองแกน เล่นวิดีโอ 4K60 ได้และรองรับ OpenCL 1.1 มีช่องต่อ mini PCIe

Pine H64 มีรุ่นย่อยที่มีแรม 1GB ซึ่งเท่ากับ Raspberry Pi มี แต่ราคาอยู่ที่ 25 ดอลลาร์ ส่วนรุ่นย่อยแรม 2GB และ 3GB ราคาอยู่ที่ 35 และ 45 ดอลลาร์ ตามลำดับ

คู่แข่งของบอร์ดนี้ ก็น่าจะพิจารณาที่ ASUS Tinker Board, FireFly
ที่มา https://forum.pine64.org/showthread.php?tid=5614

ใช้บัตร KTC กำลังขุด HashFlare

HashFlare (link มีได้รับค่าตอบแทน) บริการขุดเหรียญดิจิทัลด้วย cloud ซึ่งถ้าจะซื้อกำลังขุดผ่านบัตรเครดิต ตอนจ่ายเงิน จะต้องกรอกเลขสี่หลักเพื่อการยืนยันการซื้อด้วย ถ้าต้องรอ statement ทางไปรษณีย์ก็รอนาน แต่ถ้าใช้บัตรเครดิต KTC กับแอพ TapKTC แล้ว เมื่อเกิดการใช้จ่าย จะมีแจ้งเตอนทันที และมาดูย้อนหลังได้ และเห็นตัวเลขสี่หลักที่ต้องกรอกในชื่อร้านค้าเลย

เคยทดลองกับบัตร UOB ไม่มีแจ้งเตือนแบบนี้ ซึ่งจะว่าไปเมื่อมีการแจ้งเตือน ก็รู้สึกปลอดภัยกับการใช้บัตรเครดิตเพื่อใช้จ่ายในเรื่องอื่นๆ เหมือนกัน 

Yamaha เปลี่ยนนักเต้น ให้เป็นนักเปียโน ด้วย AI

ไปเจอข่าวว่า Yamaha ใช้ AI เปลี่ยนการร่ายรำของนักเต้นด้วย AI ให้เป็นการเล่นเปียโน (https://www.yamaha.com/en/news_release/2018/18013101/) โดยที่นักเต้นได้รับการติดตั้งเซนเซอร์จับการเคลื่อนไหวที่แผ่นหลัง แล้วสัญญาณจากเซ็นเซอร์นั้นส่งเข้า AI เพื่อตีความออกมาเป็น MIDI เพื่อส่งให้เปียโนเล่น

https://youtu.be/tLFe2AzCodk

ไม่แน่ใจว่า ตัว AI ใช้วิธีเรียนรู้ (supervised) ท่าเต้นไปพร้อมกับเพลง เมื่อเรียนรู้เสร็จก็ได้เวลาแสดงจริง ก็ส่งสัญญาณท่าเต้นไป แล้ว AI ก็จะเขียนเพลงออกมาเป็น MIDI ส่งให้เปียโนเล่น จะเป็นแบบนี้ไหม ในข่าวบอกว่ามีใช้ piano touch น่าจะหมายถึงรองรับการตอบสนองเมื่อกดเบาหนัก (velocity sensitive) ด้วย (อันที่จริงชื่อเดิมของ piano คือ piano et forte โดย piano แปลว่าเบา forte แปลว่าหนัก)

น่าคิดต่อนะครับว่า ถ้าจะนำศิลปะแนวอื่นๆ เช่น การวาดรูป ไปเล่นเปียโนบ้างได้ไหม

เก็บตกจาก Maker Faire Bangkok 2018 เจอ AIS NB-IoT, ASUS Tinker Board

Maker Faire Bangkok 2018 เมื่อวันที่ 20-21 ที่ผ่านมา ผมไปวันที่ 20 นอกจากผมจะได้ซื้อ Google AIY Kit กลับมา ก็ไปเจอสิ่งที่น่าสนใจ เอามาเขียน (หยุดดอง) บล็อก

ไปเจอ AIS NB-IoT เป็นบริการเน็ต NB-IoT สำหรับอุปกรณ์ IoT มีโมดูลขายด้วย ติดต่อผ่านทาง serial port ราคาสองพันมีทอน และได้เน็ตไว้ใช้หนึ่งปี จากนั้นเน็ตวันละบาท

โมดูลมีทั้งที่เป็นแบบ Arduino Shield มีแบบที่คล้ายๆ หัวต่อ ZigBee และแบบที่คล้ายๆ Mini PCIe

ต่อมาก็ไปเจอ ASUS Tinker Board แรม 2 GiB ราคาขายถ้าจำไม่ผิด 2,7xx ราคาขนาดนี้ ถ้าเกินไปอีกหน่อยก็อาจต้องแข่งกับพวก NUC อยู่เหมือนกัน รู้สึกว่าชิปจะเป็นแบบ ARMv7 ยังเป็น 32-bit อยู่นะครับ (Raspberry Pi 3 เป็น ARMv8 64-bit) คอมพิวเตอร์จิ๋วอื่นๆ ก็มีเช่น Ovec Pi จากสำนักงานฯ อาชีวะศึกษา

แกะกล่อง Google AIY ใช้กับ Raspberry Pi สร้างผู้ช่วยด้วยลำโพง

ไปงาน Maker Faire Bangkok 2018 มา ในงานมีขายชุดคิท Google AIY ไว้ต่อกับ Raspberry Pi 3 เพื่อทำ Assistant น่าจะเรียกได้ว่าเป็นลำโพงอัจฉริยะกลายๆ

จ่ายไป 1,500 บาท ได้มาหนึ่งกล่อง

เอากล่องขาวๆ ส่วนที่ห่อหุ้มออก เหลือแต่ที่เป็นกระดาษลัง

ข้างใน มีคู่มือ อ่านดูคร่าวๆ แล้ว เป็นการอธิบายการประกอบ มีภาพประกอบ ละเอียดจนอ่านไม่ครบเลย

เอาคู่มือออก เจอลังกระดาษที่เราจะใช้ทำกล่องใส่ลำโพงของเรา และแน่นอน ลำโพง

ดูว่า ข้างในมีอะไรบ้าง

เดี๋ยวต้องอ่านคู่มือให้ละเอียดก่อนประกอบ

ปุ่มกด แบบตู้เกม แผงวงจรมีสองแผง แผงหนึ่งต่อกับ HAT กับ Raspberry Pi อีกแผงรูู้สึกจะเป็นไมโครโฟน

HO CHI MINH 2017 #4 – DALAT OUTER AREA SIGHTSEEING

เที่ยวดาลัดวันที่สอง วันนี้ได้คนขับรถคนใหม่ ซึ่งเป็นญาติกับคนเมื่อวาน คนใหม่นี่พูดภาษาอังกฤษดีมาก เพราะทำงานในบริษัทอินเตอร์มานานเกือบยี่สิบปี แต่สุดท้ายก็กลับมาอยู่กับลูกเมียที่ดาลัด เลยต้องกลายมาเป็นคนขับ Taxi

อาหารเช้าก็ร้านเดิม เราซื้อขนมปังติดตัวไปด้วย เอาไว้เป็นอาหารกลางวัน จะได้มีความยืนหยุ่นในการเที่ยวมากขึ้น ไม่ต้องตระเวนหาร้านอาหารอีก

DSC02913DSC02915

วันนี้เราจะไปไกลกันหน่อย เมื่อวานเที่ยวในเมืองแล้ว วันนี้ออกนอกเมืองบ้าง เริ่มจากภูเขา LangBiang  อยู่ห่างจากตัวเมืองสิบกว่ากิโล พอไปถึงตีนเขา แล้วต้องเปลี่ยนเป็นรถจี๊บ เสียเงินเพิ่มอีกคนละ 60,000 ดอง

DSC02920DSC02922

ก่อนขึ้นรถจี๊ปก็เดินขึ้นเนินไปถ่ายรูปกับป้ายเสียก่อน ท้องฟ้าโล่งดีมาก คงไม่ต้องบอกว่าร้อนแค่ไหน

DSC02929DSC02933DSC02935DSC02937

ถ้าไม่ขึ้นรถจี๊ป จะเดินขึ้นเขาด้วยขาตัวเองก็ไม่มีใครห้าม แต่ถ้าเป็นนักท่องเที่ยวแล้วอย่าเลย คือไกล

ระหว่างทางนั่งรถขึ้นมาเห็นมีฝรั่งหลายกลุ่มเดินขึ้นด้วยลำแข้งตัวเอง ก็ได้แต่คิดว่าพวกเค้าช่างกล้าดีแท้

DSC02949DSC02951

ขึ้นมาด้านบนจุดชมวิวแล้วจะสามารถมองลงไปเห็นตัวเมืองดาลัดได้

ม้าที่นี่โดนคนเลี้ยงทำสีให้ ก่อนหน้านี้ตรงเนินเขาก่อนขึ้นรถจี๊ปก็แปลงร่างจากม้าเป็นม้าลาย แต่เจ้าตัวนี้โดนแปลงร่างจากม้าเป็นโตเกียวบานาน่า !

DSC02972DSC02987

ลงจากเขา LangBiang ก็มาแวะเก็บสตอเบอรี่กันพอสนุก แต่คิดว่าไปเก็บที่ญี่ปุ่นน่าจะฟินกว่านี้มาก อันนี้ลูกเล็กนิดเดียว

DSC02996DSC02998

เก็บสตอเบอรี่เสร็จแล้วก็ไปที่ Valley of Love ต่อ ตอนนี้ค่าเข้าเปลี่ยนเป็น 100,000 ดองไปแล้ว แต่สามารถขึ้นรถกอล์ฟ และถีบเรือเป็ดได้ฟรี ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

DSC03005DSC03014DSC03018DSC03027DSC03038DSC03114DSC03115

มีซุ้มรูปหัวใจให้ถ่ายรูปกันพอหอมปากหอมคอ จากนั้นก็เดินไปถ่ายรูปมุมมหาชน ตรงใกล้ๆทะเลสาป

เราใช้เวลาตรงนี้กันนานนิดนึง เพราะว่าพักกินข้าวกลางวันด้วย ก็คือขนมปังที่ซื้อมาตั้งแต่ตอนเช้านั่นแหละ

DSC03121

มาถึงที่สุดท้าย ที่ตั้งใจว่าต้องมาให้ได้ก็คือ Linh Phuoc Pagoda

ตรงนี้ถ้าเป็นทัวร์ปรกติจะไม่แวะมา เราเห็นรีวิวในพันทิปแล้วรู้สึกว่าสวยงาม เลยตั้งใจว่าจะต้องมาให้ได้

DSC03127DSC03134DSC03140

วัดนี้ไม่เสียค่าเข้า เดินชมได้ตามความพอใจ คนมาเยอะมากๆ

DSC03154DSC03170DSC03171DSC03204C:DCIM101GOPROGOPR2409.GPRC:DCIM101GOPROGOPR2410.GPRC:DCIM101GOPROGOPR2415.GPRC:DCIM101GOPROGOPR2432.GPR

มาถึงตรงนี้ก็จบโปรแกรมวันนี้แล้ว ไปไม่กี่ที่ แต่ใช้เวลาในสถานที่นานหน่อย ไม่จำเป็นต้องรีบๆเหมือนคนที่ซื้อทัวร์มาเป็นกลุ่ม ชอบตรงนี้แหละ

IMG_20170310_200428.jpg

คืนนี้กินสุกี้แบบไทยที่ร้าน Lien Hoa ที่เดิม คืออร่อยมาก เค้าใช้ต้มยำเพสคล้ายๆที่ใส่มากับมาม่าต้มยำ รสชาติถูกปากคนไทย แนะนำๆ

DSC03270DSC03342DSC03339

กินเสร็จพุงกางก็ต้องไปเดินตลาดย่อยอาหารเหมือนเมื่อวาน แต่ก็ไม่มีอะไรน่าสนใจเท่าไหร่ นอกจากคืนนี้มีเจ้าหน้าที่มาคอยกำกับดูแล คนขายของ ช่วงเจ้าหน้าที่มา พวกหาบแร่แผงลอยก็หายเรียบ สักพักก็ออกมากันใหม่ เหมือนเมืองไทยเป๊ะๆ

DSC03304DSC03315

หมีบราวน์พอรับได้ แต่คิตตี้เหมือนจะผอมเรียวไปนิดนะ

นอกจากนั้นยังเจอน้องคนเมื่อวาน พร้อมกับแกะคู่ใจ ขายขนมพร้อมสิทธิ์การถ่ายรูปเหมือนเดิม

DSC03283DSC03336

ของแบกะดินกับผลไม้นี่ก็คือๆเมืองไทยแหละ เดินดูแต่ไม่ซื้อ

สรุปรวมค่าใช้จ่าย

อาหารเช้า + ขนมปัง 200,000
เหมา Taxi 500,000
Lang Biang (30,000×2) + Jeep (60,000×2) = 180,000
Love Valley (100,000×2) = 200,000
เก็บสตอเบอรี่ 1 โล + แยม 1 ขวด 250,000
อาหารเย็น + ขนมปัง  400,000
รวมวันที่สาม 1,730,000 ดอง ประมาณ 2,682 บาท

จบคืนที่สองในดาลัดแล้ว พรุ่งนี้จะไปต่อที่ Mui Ne

HO CHI MINH 2017 #3 – DALAT INNER AREA SIGHTSEEING

ตอนแรกตั้งใจว่าจะตื่นสัก 8 โมง เพื่อเตรียมตัวออกเที่ยวเมืองดาลัด แต่นอนไปนอนมา ไปตื่นจริงๆตอน 9 โมงซะงั้น กว่าจะจัดการอะไรๆเรียบร้อยก็ 9 ครึ่ง

DSC02457DSC02458

มาที่ล๊อบบี้โรงแรม สำรวจทัวร์มาตราฐาน ก็ตามรูปด้านบน มี 5 แบบ โดยที่คนส่วนใหญ่ถ้ามีเวลาในดาลัดแค่วันเดียว ก็จะเลือกไปแบบแรกสุด คือ Dalat City Tour แต่เราดูรีวิวมาแล้ว ไม่อยากไปแบบนั้น

ด้วยความที่ขี่มอเตอร์ไซด์ไม่เป็นเสียด้วย ก็เลยสอบถามเรื่องการจ้าง Private Taxi ทางโรงแรมแจ้งมาว่า วันแรกรอบใน 700,000 ดอง วันที่สองรอบนอก 800,000 ดอง เออ สองวันล้านห้า แพงเหมือนกันเนอะ นี่แค่คนขับกับน้ำมัน ยังไม่รวมค่าเข้าสถานที่

เราเลยถอยออกมา แล้วไปหาของกินกันก่อน ที่ร้าน Lien Hoa ที่ตั้งอยู่ตรงข้าม Tulip Hotel I



สั่งอาหารจานเดียวมา พบว่าอร่อยเกินคาด กินหมดเกลี้ยง ร้านนี้ผ่านเลย จากนั้นก็ไปลองเรียก Taxi คันเล็กๆที่วิ่งไปมาแล้วต่อราคาเหมาดู  ปรากฎว่าคุยกันไม่รู้เรื่องจ้า เค้าพูดอังกฤษไม่ค่อยได้ ต้องโทรไปหาเพื่อนคนเวียดนามให้คุยแทนหน่อย สรุปได้มาที่ราคาวันแรก 400,000 ดอง วันที่สอง 500,000 ดอง ถูกกว่าเรียกผ่านโรงแรมไปอีกเยอะ

DSC02467

สถานที่แรกที่เราไปคือ Dalat Flower Garden นะ ไปดูดอกไม้กันเถอะ  ค่าเข้าคนละ 30,000 ดอง ดอกไม้มีพอสมควร แต่ไปตอนเที่ยงนี่แดดร้อนสุดๆไปเล้ย

DSC02475

DSC02493

น้ำพุหงส์กับรถม้าซินเดอเรลล่าก็มานะ















เดินดูดอกไม้สักพักก็ต้องคอยหลบแดด มันร้อนจริงๆ ให้ตายเถอะ

DSC02537

ที่นี่เค้าตัดแต่งต้นไม้เก่งเหมือนกันนะ มังกรเค้าก็สวยใช้ได้เลยล่ะ

DSC02572DSC02468

สมควรแก่เวลาและความร้อน เราก็ออกไปเที่ยวที่อื่นต่อดีกว่า การจ้าง Private Taxi เนี่ยคนขับเค้าจะจอดรอเรานะ ไม่ได้หนีไปไหน พอออกไปข้างหน้า พบว่าคนขับก็นอนเล่นมือถือสบายใจอยู่ในรถนั่นแหละ

จากสวนดอกไม้กลางแดด เราเดินทางต่อมาที่ XQ Vietnam เป็นศูนย์จัดแสดงสินค้าที่เกิดจากการนำด้ายมาปักเป็นรูป

DSC02575

ข้างในเป็นห้องแอร์เย็นสบาย ภาพหลายๆภาพเกิดจากผู้ปักที่ฝีมือดีมาก เห็นแล้วน่าชื่นชม

DSC02592

DSC02604DSC02608

รูปเหล่านี้ราคาเป็นหลักร้อยล้านดองทั้งสิ้น

DSC02657

อันนี้คือรูปที่ชอบที่สุด แสงเงาสวยมาก ไม่น่าเชื่อว่าเกิดจากการปัก

นี่ถ้าพวกฝรั่งยุโรปทำของแบบนี้ได้นะ คงมีพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเป็นเรื่องเป็นราว มีคนเข้าดูปีละเป็นล้านๆคน โด่งดังไปทั่วโลก และทำรายได้มหาศาลให้ประเทศไปแล้ว.. เสียดายที่มันอยู่ในเวียดนาม…

DSC02599

เอาจริงๆคือผลงานชิ้นดีๆ มีไม่ถึงสามสิบชิ้น นอกนั้นก็จะลดระดับมาขึ้นธรรมดาๆหน่อย แต่ราคาก็ไม่ได้ถูกนะ เหมือนเดินดูของ Swarovski ยังไงยังงั้น แม้แต่ชิ้นเล็กๆก็ยังมีราคา

ทางเดินด้านในของ XQ นี่ก็ไม่มีการพัฒนา เราไม่รู้ว่าต้องเดินทางไหนก่อน ทางไหนหลัง บางทีเดินๆไปก็เจอทางตัน เห็นทางเดินอีกด้านแต่ไม่รู้ว่าจะเดินไปได้อย่างไรก็มีหลายจุด

พอเดินวนไปวนมาจนคิดว่าไม่มีผลงานสวยๆให้ดูเพิ่มแล้ว ก็ได้เวลาเดินทางสู่ที่ถัดไป

DSC02673

วัด Truc Lam

คืออ่านจากรีวิวที่ไปกับทัวร์ เค้าจะไปจอดส่งที่ Base Station แล้วให้ขึ้น Cable มาที่ตัววัดที่อยู่บนเขา พอเรามาถึง ก็เดินหาสถานี Cable กัน แต่ไม่เห็นเจอแฮะ เดินไปเรื่อยๆกลับเจอตัววัดซะแล้ว

หลังจากพยายามเดินสำรวจหาอยู่สักพัก ก็พบว่ารถ Taxi ของเรามาส่งที่ตัววัดด้านบนเรียบร้อยแล้ว เราไม่ต้องเสียเงินขึ้น Cable Car จ้า






เอาจริงๆตัววัดก็ไม่ค่อยมีอะไรนะ เพราะส่วนที่ให้นักท่องเที่ยวดูได้มีนิดเดียว อีกส่วนที่เป็นด้านในวัดลึกเข้าไปกลับปิดประตูไม่ให้เข้าไปดูซะอย่างงั้น เวร

ถ้ามีให้ดูแค่นี้ เราก็คงได้เวลาเดินทางสู่จุดหมายถัดไป นั่นก็คือน้ำตก Dalanta






ความสนุกของน้ำตกก็คือการนั่ง Roller Coaster ลงไปที่ตัวน้ำตกด้านล่างแค่นั้นแหละ ค่าเข้าแค่ 30,000 แต่ค่า Roller Coaster นี่ 60,000 ดอง ตัวน้ำตกก็ไม่มีอะไรน่าสนใจ รีบลงรีบขึ้นมาดีกว่า

ไปต่อกันที่จุดหมายสุดท้าย Crazy House










ค่าเข้าคนละ 40,000 ดอง เดินเพลินๆดี บางจุดไม่เหมาะกับคนกลัวความสูง และไม่มี safety อะไรทั้งนั้น ปีนขึ้นไปทางเดินประหลาดๆนี่ต้องรับผิดชอบตัวเอง

และแล้วก็หมดโปรแกรมเที่ยววันแรก จากนั้น Taxi ก็มาส่งเราที่หน้าโรงแรม เราก็จ่ายเงินค่าจ้างพร้อมกับนัดแนะเวลาและจุดที่จะให้ Taxi มารับในวันรุ่งขึ้น จากนั้นก็เข้าห้อง อาบน้ำอาบท่า นอนพักกันแว๊บนึง แล้วก็เด้งตัวเองออกมาเดินชมเมืองดาลัดตอนกลางคืน

DSC02831DSC02832DSC02834

น้องคนนี้พาแกะมาด้วยสองตัว เป็นสัตว์เลี้ยงของเค้า น้องเค้าเอาขนมมาขาย แล้วใครซื้อขนมเค้าก็จะให้ถ่ายรูปคู่กับแพะได้ เรียกว่าไอเดียดีทีเดียว

DSC02838

โปเกมอนตัวนี้เดี๋ยวจะไปโผล่กลางตลาด

DSC02837DSC02843

ตอนค่ำๆ คนยังไม่ค่อยเยอะ

DSC02846DSC02849DSC02850DSC02853DSC02867DSC02871DSC02894DSC02909

ดูหน้าตาสตอร์เบอรี่แล้วไม่น่ากิน ไม่ซื้อดีกว่า ส่วนขนมหน้าตาสวยๆเหมือนแพนเค้กนี่ก็ไม่ได้ลองกิน ไม่รู้เป็นไงเหมือนกัน  รวมๆแล้วก็คล้ายๆกับเดินตลาดกลางคืนบ้านเรานี่แหละ แต่กลางคืน ดาลัดอากาศเย็นนะ สิบกว่าองศา  ต้องใส่เสื้อผ้าคนละแบบกับตอนกลางวัน เราใส่ Heat Tech ก็เอาอยู่สบายๆ

อาหารค่ำกินที่ร้าน Lien Hoa หน้าโรงแรม Tulip Iเหมือนเดิม อร่อยทุกอย่าง แล้วก็กลับไปนอนโรงแรมอย่างสบายใจ

สรุปค่าใช้จ่าย

Day#2 – เที่ยวดาลัดรอบใน (เหมา Private Taxi)
เหมา Taxi 400,000
อาหารเช้า + ขนมปัง 200,000
Dalat Flower Garden (30,000×2) = 60,000
น้ำตก Dalanta (30,000×2) + Roller Coaster  (60,000×2) = 180,000
XQ Vietnam (20,000×2) = 40,000
Crazy House (40,000×2) = 80,000
อาหารเย็น 300,000
รวมวันที่สอง 1,260,000 ดอง ประมาณ 1,953 บาท

UK 2017 #2 – SALISBURY, STONEHENGE & BATH

IMG_20170429_124744.jpg

วันนี้เป็นวันแรกของการเดินทาง สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือไปรับรถที่จองไว้ โดยปรกติจะมีรถตู้ของผู้ให้บริการเช่ารถมารับคนตาม Terminal   ไปที่ศูนย์บริการของตัวเอง เราก็แค่ต้องดูไว้ก่อนว่า  Terminal ที่เครื่องบินของเราไปลงจอดนั้น ต้องเดินไปที่จุดที่รถตู้จอดรอยังไง แค่นั้นเอง

P4290391.jpg

P4290395.jpg

ถ้าใครไม่ได้เตรียมซิมมา ก็สามารถกดซื้อซิมแบบ Prepaid ได้ที่ตู้ขายซิมอัตโนมัติในสนามบิน เท่าที่ดูราคาอยู่ระหว่าง 25-30 ปอนด์ ข้อดีคือได้เนทเยอะกว่าแพคเกจของ Sim2Fly
เทียบกันคร่าวๆ ของ Sim2Fly 899 บาท ได้เนท 4GB กับของ Three แถวบนสุด ราคา 30 ปอนด์ (ประมาณ 1,320 บาท) ได้เนท 12GB


Process การรับรถใช้เวลาเยอะเหมือนกัน พนักงานมีแค่สองสามคน แต่ละคิวใช้เวลาจัดการค่อนข้างเยอะอย่างเราเองยังใช้เวลาเป็นสิบนาทีเลย กว่าจะเรียบร้อย ดังนั้นอาจจะต้องเผื่อใจเผื่อเวลาสำหรับตรงนี้ไว้เหมือนกัน สมมติมาถึงจุดรับรถแล้วมีคิวด้านหน้าอยู่หลายคนนี่ทำใจได้เลยว่ารอโคตรนาน

เราจอง Audi A1 มา เป็นเกียร์ Auto Class ต่ำสุด แต่มาถึงแล้วไม่มีรถ พนักงานหารถอยู่นานสองนาน ตอนแรกถามว่าถ้าได้ Mini เอามั้ย เราก็บอกว่าโอเค แต่เค้าหารถมินิเกียร์ออโต้ไม่ได้ สุดท้ายเลยต้องมาลงที่ Mercedes คันนี้ … บอกตรงๆว่าขึ้นไปนั่งแล้วทำอะไรไม่ถูก ไม่เคยขับรถหรูขนาดนี้มาก่อน เกียร์อยู่ตรงไหน ปุ่มอะไรต่างๆอยู่ตรงไหน หาไม่เจอสักอย่าง

หลังจากงมวิธีใช้รถอยู่สิบห้านาที เข้าเกียร์ได้ สตาร์ทรถได้ ดับเครื่องได้ เปิดไฟเลี้ยวติด ก็ได้เวลาออกเดินทางกันเสียที เป้าหมายแรกคือเมืองชื่อ Salisbury

P4290430.JPG

ในช่วงเวลานี้ ข้างทางจะมีทุ่งสีเหลืองเต็มไปหมด เจ้าต้นนี้คือ Rapeseed หรืออาจจะรู้จักกันมากกว่าในชื่อ Canola

ขับรถสบายๆ ผ่านไปสองชั่วโมง ก็ขับรถมาถึง Salisbury โดยเราจอดรถไว้ที่ Old Gorge Mall Car Park (https://goo.gl/maps/LRtksHxyVMU2)  ค่าบริการก็ตามรูป

DSC04806.jpg

ก่อนที่จะเข้าไปจุดหมายแรกของ Trip นี้นั่นก็คือ Salisbury Cathedral เราก็แวะทานแซนวิชด์กันที่ร้านโปรดของคนเขียนซะก่อน ไม่ได้ทานมาเป็นสิบปี คิดถึงมาก

P4290461.JPG
DSC04813DSC04817

ทางเดินไป Salisbury Cathedral หาไม่ยาก มีป้ายบอกทางตลอดแหละ

Salisbury Cathedral สร้างมาตั้งแต่ปี 1220 และสร้างเสร็จในเวลาเพียง 38 ปี ทำให้มหาวิหารแห่งนี้สร้างด้วยศิลปะเพียงแบบเดียวคือกอธิคของอังกฤษตอนต้น ต่างจากการสร้างวิหารที่อื่นๆ ที่มักจะใช้เวลานาน ทำให้มีศิลปะหลายแบบปะปนกันไปตามแนวศิลปะที่คนนิยมในช่วงเวลานั้นๆ ที่นี่ยังเป็นวิหารที่มียอดแหลมสูงที่สุดในอังกฤษอีกด้วย โดยมีความสูงถึง 123 เมตร

DSC04822-HDR.JPGDSC04834-HDR

Salisbury Cathedral นี้ยังเป็นที่เก็บ Magna Carta ซึ่งก็คือเอกสารกฎบัตรที่พระมหากษัตริย์เห็นชอบด้วยซึ่งเป็นต้นแบบของรัฐธรรมนูญในปัจจุบัน โดยเจ้า Magna Carta นี้เป็นของแท้ดั้งเดิม และมีสภาพดีที่สุดในของดั้งเดิม 4 ชิ้นที่เหลืออยู่อีกด้วย

DSC04839-HDR.jpg

นอกจากนั้นแล้ว ที่นี่ยังมีทางเดินที่ติดกับมหาวิหาร ที่เรียกกันว่า Cloister ที่ใหญ่ที่สุดอีก
ถ้ามีเวลาเดินเล่นรอบๆชิลๆ จะดีมาก

DSC04858-HDRDSC04873-HDRDSC04884-HDR.jpg

ภายใจวิหารมีรูปปั้นหน้าตาน่ากลัว ไม่รู้ว่าพยายามจะสื่ออะไร

DSC04980-HDRDSC04990-HDRDSC05005-HDRDSC04973-HDR.JPGDSC04958-HDR.jpgDSC04914-HDR.jpg

จาก Salisbury ก็ได้เวลาเดินทางสู่จุดหมายถัดไปก็คือ Stonehenge

DSC05177-HDROLYMPUS DIGITAL CAMERA
OLYMPUS DIGITAL CAMERA

Stonehenge อยู่ห่างจาก Salisbury แค่ 20 นาทีขับรถ พอจอดรถเรียบร้อย ก็ต้องเอาใบเสร็จที่ซื้อตั๋วล่วงหน้า ไปแลกเป็นตั๋วจริงอีกรอบ เวลาเปิดปิดกับราคาก็ตามรูป แต่ถ้าใครจองตั๋วล่วงหน้ามา ก็จะมีส่วนลดนิดหน่อย แต่ต้องเลือกเวลาเข้าชมเอาไว้เลย ถ้าไม่ซีเรียสเรื่องส่วนลดมา walk-in ก็น่าจะโอเค

หลังจากได้ตั๋วแล้วก็จะสามารถไปขึ้นรถบัส เพื่อเข้าไปที่ตัว Stonehenge ได้

สิ่งที่ Amazing กว่า Stonehenge ที่นี่ก็คือน้องแกะ เวลาจะย้ายที่กินหญ้า มันจะเดินเข้าแถวเรียงหนึ่งกันโดยอัตโนมัติ คือไม่รู้ว่าฝึกสอนกันมายังไง

DSC05275.JPG

DSC05029DSC05060-HDR ดูผิวเผินก็เหมือนหินเรียงๆกันไม่มีอะไร แต่จริงๆแล้ว Stonehenge มีที่มาที่ไปลึกซึ้งจนขี้เกียจอ่านกันเลยทีเดียว เอาเป็นว่า เหล่านักวิชาการได้ตรวจอายุคาร์บอนที่หินแล้ว สามารถบอกได้ว่าไอ้พวกก้อนหินนี่ถูกเอามาตั้งแถวนี้ตั้งแต่ 3,000 ปีก่อนคริสตกาล T_T แล้วก็ต่อเติมกันมาเรื่อยๆจนถึง 1,600 ปีก่อนคริสตกาล

เนื่องจากมันเก่ามาก เลยไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เป็นข้อเขียน ที่จะบ่งบอกได้ว่าตัว Stonehenge เองนั้นถูกสร้างมาเพื่ออะไร แต่จากการขุดดินรอบๆขึ้นมา ก็เจอทั้งกระดูก ข้าวของเครื่องใช้ เหรียญและเงินตราของคนยุคต่างๆ ที่สามารถบอกได้ว่ามีคนอยู่แถวนี้ในช่วงไหนในประวัติศาสตร์บ้าง

ถ้าใครอยากอ่านละเอียด ก็ตามไปที่ http://www.english-heritage.org.uk/visit/places/stonehenge/history/ และ https://en.wikipedia.org/wiki/Stonehenge ต่อได้ตามสะดวก

DSC05246-HDR

หินก้อนนี้มีชื่อว่า Heel Stone ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของ Stonehenge เช่นกัน สูงขึ้นมาจากพื้นดินเกือบ 5 เมตร ในป้ายบอกว่าส่วนที่อยู่ใต้ดินนี่ยาวกว่าที่อยู่บนดินเสียอีก

ทางเดินชม Stonehenge ที่จัดไว้ให้จะมีระยะห่างจากตัวหินไม่เท่ากัน บางจุดใกล้มาก บางจุดไกลมาก และความสวยงามของมุมถ่ายรูปก็จะต่างกันไป โดยส่วนตัวชอบมุมนี้ที่สุด ซึ่งจะอยู่ฝั่งตรงข้ามของจุดที่เข้ามาทีแรก คือเหมือนต้องเดินอ้อมมาด้านหลังนั่นแหละ ที่ชอบเพราะมันดูครบดี ไม่พังๆเหมือนมุมอื่น

DSC05251-HDR.JPG

หลังจากเสียเวลาเดินดูกองหินก้อนนี้อยู่สองชั่วโมง ! ก็ได้เวลาโบกมือลาเสียที จุดหมายถัดไปคือเมือง Bath ซึ่งต้องขับรถไปอีกประมาณ 60 กิโลเมตร ใช้เวลาไปชั่วโมงกว่า มีหลงทางตอนหาทางเข้าที่จอดรถไปบ้างเล็กน้อย

OLYMPUS DIGITAL CAMERAP4290625.JPG

ที่จอดรถที่เราเข้าใช้บริการคือ Charlotte Street Car Park (https://goo.gl/maps/15moHknVVbm) ซึ่งมีค่าบริการตามนี้  ต้องเตือนไว้อย่างนึงว่าเครื่องหยอดเหรียญไม่รับธนบัตร ดังนั้นต้องเตรียมเหรียญไว้ล่วงหน้า ไม่งั้นเสร็จแน่ๆ

เราไม่รู้ไง ไปถึงแล้ว อ้าวชิบหาย ซวยแล้ว มีเหรียญไม่พอค่าจอด (4 ชม. 5.4 ปอนด์) จะขอแลกเหรียญกับคนที่มาจอดเหมือนกันก็ไม่มีใครมีเลย เดินหาตู้ที่รับแบงค์ก็ไม่มี .. ทำไงล่ะทีนี้
สุดท้ายคือโชคดี ที่เห็นป้ายสีเขียวๆนี่แหละ บอกว่าหลัง 6 โมงเย็นค่าจอดมันแค่ 1.5 ปอนด์ ก็เลยยืนรอไปอีกสิบนาที แล้วค่อยหยอดตังเอา Parking Ticket  …  ฟิ้ว รอดตาย



กว่าจะได้เดินเที่ยวก็ปาเข้าไปหกโมงสิบห้าแล้ว สถานที่ท่องเที่ยวในเมืองทุกอย่างปิดหมดจ้า ได้แต่เดินชมเมืองอย่างเดียว

เริ่มจาก The Circus เป็นวงเวียนธรรมดาๆนี่แหละ แต่มีต้นไม้ใหญ่อยู่ 5 ต้นตรงกลาง เลยดูสวยดี
ต่อมาเป็น The Royal Crescent ที่เป็นตึกสร้างเป็นครึ่งวงกลม ขนาดใหญ่มาก พร้อมมีสนามหญ้าขนาดใหญ่ยิ่งกว่าอยู่หน้าตึก ทำให้คนชอบมานั่งเล่นพักผ่อนหย่อนใจกันอยู่ที่นี่
จากนั้นก็เดินเข้าในตัวเมืองทะลุไปอีกด้าน เพื่อไปที่ Bath Abbey ถัดไปอีกหน่อยจะเป็น Pulteney Bridge

DSC05288-HDRDSC05296-HDRDSC05321-HDRDSC05340-HDRDSC05366-HDRDSC05353-HDR

เดินไปเดินมา เหนื่อยเหมือนกันนะเนี่ย สิ่งที่เราไม่ได้ไปดูคือ Roman Bath เพราะมันปิดไปเรียบร้อยแล้ว แต่ส่วนตัวเคยมาดูแล้วหนนึง รู้สึกงั้นๆ เมื่อไม่มีอะไรทำแล้ว เราก็เดินไปสู่ร้านอาหารที่เล็งไว้

DSC05337-HDRDSC05345-HDR

หาข้อมูลมาได้ความว่าร้าน The Scallop Shell นั้นดีงาม ฝรั่งชมกันว่าควรมากิน ดังนั้นเราก็มา ร้านหอยเชลล์นั้นขาย Fish & Ship ง่ายๆเลย

มาถึงพบกับคนแน่นเต็มร้าน ยิ่งมั่นใจว่าน่าจะอร่อยจริง แต่เราขี้เกียจต่อคิวรอโต๊ะ เลยซื้อแบบ Take Away ไปกินที่บ้านพักดีกว่า สรุปได้ว่ารสชาติโอเค ใครผ่านมาแถวนี้ลองแวะกินได้ ไม่ผิดหวัง

DSC05377DSC05372OLYMPUS DIGITAL CAMERAOLYMPUS DIGITAL CAMERA

มาถึงบ้าน AirBNB ที่จองไว้ เป็นบ้านสไตล์จอร์เจียนเก่าๆ เจ้าของน่าจะไม่ค่อยอยู่ดูแล (https://goo.gl/maps/BQApFEpkoL62) ที่พักอยู่ไกลจากเมือง ไม่เหมาะกับคนไม่ขับรถ ที่จอดรถมีให้หน้าบ้าน สภาพภายในบ้านเก่าๆโทรมๆตามรูป ถือเป็นบ้านพักในทริปที่โอเคน้อยที่สุดแล้ว

IMG_20170430_092558.jpg

GOPR2717.jpgIMG_20170430_092349.jpgIMG_20170430_092428.jpg

ทริปวันแรกก็จบลง พรุ่งนี้ไปต่อตอนหน้า

UK 2017 #1 – PREPARATION

ตั๋วเครื่องบิน
ทุกทริปเริ่มด้วยการจองตั๋วเครื่องบิน ไม่งั้นจะไปได้ไงล่ะ ใช่มะ ครั้งนี้ดวงดีได้ตั๋วลดราคาของสายการบิน Qatar ช่วงหลังสงกรานต์  ราคาแค่คนละ 19,000 บาท บอกได้เลยว่าราคาดีงาม

IMG_20170428_211800.jpg

แผนเที่ยว
29 เมษา – เครื่องลง รับรถเช่า เที่ยว Salisbury Cathedral, Stonehenge, Bath
DSC04858-HDR











30 เมษา – ขับรถเที่ยว Cotswolds แวะ Castle Combe, Bibury และ Bourton-on-the-Water จากนั้นขับรถต่อไปเมือง York












1 พฤษภา – เที่ยวในเมือง York จากนั้นขับรถต่อไป Edinburgh แล้วก็คืนรถเช่า














2-3 พฤษภา – เที่ยวในเมือง Edinburgh จากนั้นนั่งรถไฟกลับ London














4-8 พฤษภา – เที่ยว London และรอบๆ














9 พฤษภา – บินกลับ

เช่ารถขับ
หาข้อมูลจากเหล่าผู้เชี่ยวชาญในการเช่ารถขับเที่ยวในประเทศแถบนี้หลายต่อหลายคน  ได้รับคำตอบสรุปได้ประมาณนี้

  1. ให้เช่ากับเจ้าใหญ่ แบบมีชื่อเสียงคุ้นหู ตัวอย่างก็เช่น AVIS, Europcar อะไรแบบนี้ เอาง่ายก็เข้าเวบ https://www.rentalcars.com/ ไปลองค้นดู ทุกยี่ห้อในนี้ถือว่าโอเค
  2. ให้ซื้อประกันแบบ 0 Excess เพิ่ม แปลว่าถ้าเกิดอะไรขึ้น เราไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกเลยแม้แต่นิดเดียว อันนี้เป็นการซื้อความเสี่ยง เพราะค่าประกันแบบ 0 Excess อาจจะวันละไม่กี่ปอนด์ แต่ถ้าเกิดรถมีรอยถลอกนิดเดียว อาจจะโดนเรียกเก็บเงินเพิ่มตามหลังมา 2-300 ปอนด์ แล้วโอกาสที่เราจะ dispute ชนะก็ริบหรี่มาก สำหรับตรงนี้มันจะมีประกันหลายส่วน เท่าที่เห็นคือ 0 Excess แล้วก็จะมีประกันกระจกรถ กับประกันลากรถ (ในกรณีรถเสียหรือชนจนไปต่อไม่ได้) บางยี่ห้อก็รวมกัน บางยี่ห้อก็แยกกัน เอาว่าเลือกซื้อกันตามชอบใจ แต่อย่างน้อยที่สุดต้องซื้อประกัน 0 Excess เพิ่มไว้ก่อน
  3. ให้เลือกรถใหญ่ๆ ใส่กระเป๋าเดินทางในกระโปรงท้ายรถได้ จะได้ไม่ล่อตาล่อใจพวกขโมยทุบกระจกรถเอาของ มีคนไทยโดนทุบกระจกเอาของมีค่าไปเยอะแยะ อ่านจากพันทิบได้
  4. เกียร์ออโต้ได้ก็ดี
  5. เช่าจากที่นึง ไปคืนรถอีกที่นึง มีค่า One Way Charge ด้วยนะ แพงใช้ได้เลย
  6. ศึกษาวิธีเติมน้ำมันของรถคันนั้นๆไว้ด้วย อันนี้คือประสบการณ์ส่วนตัว เนื่องจากคิดว่าการเติมน้ำมันเป็นเรื่องง่าย ก็เคยใช้แต่รถญี่ปุ่นนี่เนอะ พอไปนู่น ทำไม่เป็นตั้งแต่เปิดฝาถังน้ำมันแล้ว 555 ไว้เล่าละเอียดตอนหลังละกัน ”<br

ขุดเหรียญ Monero ผ่าน pool ด้วย Raspberry Pi

Monero (XMR) เป็นอีก cryptocurrency หนึ่ง สามารถขุดด้วย Raspberry Pi แต่ hash rate ก็ไม่เยอะนะครับ งานนี้จะใช้ Raspberry Pi 3 และระบบปฏิบัติการ Raspbian โดยเข้าใช้งานเป็น root คำสั่งทั้งหมดก็
sudo -i

apt install autoconf libcurl4-openssl-dev libjansson-dev openssl libssl-dev gcc gawk automake git libssl1.0-dev -y

git clone https://github.com/lucasjones/cpuminer-multi.git

cd cpuminer-multi/

./autogen.sh

./configure CFLAGS=”-Ofast -mtune=cortex-a53 -mcpu=cortex-a53 -mfloat-abi=hard -mfpu=neon-fp-armv8 -mneon-for-64bits -ffast-math” CXXFLAGS=”-Ofast -mtune=cortex-a53 -mcpu=cortex-a53 -mfloat-abi=hard -mfpu=neon-fp-armv8 -mneon-for-64bits -ffast-math”

make –always-make

รอนานเอาเรื่องเหมือนกันนะครับ เราจะได้โปรแกรม minerd มาขุด XMR ผ่าน pool ได้ ถ้าใช้ MinerGate (Link ได้รับการสนับสนุน) เราสามารถขุด XMR พร้อมๆ ไปกับ FCN ได้ด้วย ก็สั่ง
./minerd -a cryptonight -o stratum+tcp://fcn-xmr.pool.minergate.com:45590 -u xxxx@mmmm.com -p x

เปลี่ยน xxxx@mmmm.com เป็น e-mail ที่เราสมัครกับ MinerGate ด้วยนะครับ ตามภาพนั้นยังขุดแค่ XMR อยู่ อันที่จริง MinerGate รองรับหลายสกุลเงินที่ขุดด้วย minerd อยู่เหมือนกัน หรือถ้าใช้ pool เจ้าอื่น ก็ดูคู่มือจากเจ้านั้นๆ นะครับ

HO CHI MINH 2017 #2 – FROM BANGKOK TO DALAT



เราเริ่มต้นการเดินทางที่สนามบินดอนเมือง Terminal 1 ซึ่งเป็น Terminal สำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ น่าเศร้าใจเหมือนกันที่ Facility ของที่นี่มีน้อยมาก และอยู่ในสภาพเสื่อมโทรม ไม่ได้เป็นหน้าเป็นตาของประเทศเอาเสียเลย

ของกินใน Terminal 1 มี Fuji, McDonald’s, Starbucks, S&P ประมาณนี้ มีน้อยกว่า Terminal 2 ที่เป็นส่วนของเที่ยวบินในประเทศเยอะ ฝั่งนั้นเค้าทำใหม่ มีของกินมากมาย แถมมีร้าน 7-11 เสียด้วย




บินจากกรุงเทพมาเวียดนามก็แว๊บเดียว เร็วกว่าออกจากบ้านไปทำงานเสียอีก

มาถึงสนามบินก็ขึ้นรถเมล์เบอร์ 152 ไปลงตรงถนนฟามงูเหลา (Phạm Ngũ Lão) รีวิวส่วนมากจะให้ลงตรงตลาดเบนถัน คือจะบอกว่าลงตรงนั้นอ่ะ มันเดินไกล ถ้าจะไปตรง VietSea หรือท่ารถยี่ห้อเฟืองจาง (Phoung Trang) กับ The Sinh Tourist  ลงฟามงูเหลาดีกว่าเยอะ

ในรีวิวทั้งไทยและเทศจะบอกว่ารถเมล์ 152 มีถึงแค่ 6 โมงเย็นนิดๆ แต่ตอนเดินออกมาจากสนามบินนั่นก็ประมาณ 18.20 แล้ว รถเมล์ 152 ก็ยังมีอยู่นะ อาจจะเป็นรถเที่ยวท้ายๆ หรือไม่เค้าก็ขยายเวลาการเดินรถ อันนี้ก็ไม่อาจจะบอกได้

IMG_20170308_180022IMG_20170308_183855

ส่วนค่าโดยสารที่บอกว่า บางทีเอากระเป๋าใหญ่ๆขึ้นรถจะโดนเก็บเพิ่มอีกเท่าตัว จาก 5,000 เป็น 10,000 ดอง นั่นก็ไม่เห็นเจอ ทั้งขาไปขากลับ โดนแค่ 5,000 ดองตลอด ทั้งๆที่ก็มีฝรั่งขึ้นมาพร้อมเป้ backpack ใบมหึมา วางกินที่นั่งไปสามที่ ก็จ่ายแค่ 5,000 ดอง

อีกเรื่องนึงที่อยากแนะนำคือ App + Web ของรถเมล์ในโฮจิมินห์ เค้าทำไว้ดีมาก บอกป้าย บอกเส้นทางของรถเมล์ได้หมด ไปโหลดที่นี่เลย https://busmap.vn/?locale=en คือหลายๆอย่างเค้าก้าวล้ำกว่าเมืองไทยไปแล้วนะ

เราจองรถเที่ยว 5 ทุ่มของเฟืองจางเอาไว้ ตอนแรกว่าจะจองของ The Sinh เพราะราคาถูกกว่านิดนึง แต่สุดท้ายตัดสินในว่าอยากจะหาของกินชิลๆไม่รีบ ก่อนไปขึ้นรถ เลยเปลี่ยนใจไปซบรถสีส้มแทน เป็นการจอง Online ล่วงหน้าผ่าน Website ของเค้าที่ https://futabus.vn/en-US ราคาคนละ 210,000 ดอง

พอไปถึงออฟฟิสของเฟืองจางเราต้องเอาเมล์ยืนยันการซื้อตั๋วล่วงหน้าไปแลกเป็นตั๋วขึ้นรถเสียก่อน โดยที่เราจองไว้สองเที่ยวคือวันนี้ จากโฮจิมินห์ไปดาลัด และวันกลับจากมุยเน่มาโฮจิมินห์  แต่เจ้าหน้าที่ไม่รับแลกตั๋ววันกลับ บอกให้เราไปแลกตั๋วที่ออฟฟิศเฟืองจางในมุยเน่เอาเอง (คือไม่ดี !!! เพราะเราพักไกลจากออฟฟิศเค้า แล้วจะไปแลกยังไง ตอนไหนฟระ ?!)

ในทางกลับกัน เราจองรถบัสนั่งจากดาลัดไปมุยเน่ของ The Sinh Tourist เอาไว้ แต่กลับแลกเป็นตั๋วขึ้นรถได้เลยจากที่โฮจิมินห์นี่แหละ เออ การจัดการของ The Sinh Tourist นี่ดีกว่านะ

ปล. เนื่องจากเราไม่ได้จองทัวร์แบบสำเร็จรูปของ Vietsea ที่คนไทยชอบใช้ อันนั้นเค้าจะรับฝากกระเป๋าเดินทางได้ ทำให้เราต้องลากกระเป๋าเดินทางไปหาข้าวกินด้วย

IMG_20170308_211432.jpg

พอจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ก็ได้เวลาอาหาร เราเดินข้ามฝั่งจากตรงซอย Đề Thám  ไปยังศูนย์อาหารฝั่งตรงข้าม มีทางเลือกหลากหลายเลยล่ะ ดูเอาจากภาพได้เลย





เลือกกันสักพัก ก็ตกลงใจกันได้ว่ากินอาหารลาวน่าจะเวิร์คสุด ร้านชื่อ KHAO LAO โดยที่ร้านเค้ามีสโลแกนว่า “อาหารลาวทันสมัย” อาหารจานที่ถูกใจที่สุดคือ “ส้มตำลาว” รสชาติได้ที่มาก เลยเบิ้ลไปซะสอง มื้อนี้ซัดกันไป 800,000 ดอง อิ่มสบายใจ

พิกัดร้านก็ตามนี้ ต้องเดินลงบันไดไปชั้นใต้ดินนะ

กินอาหารแล้ว ยังเหลือเวลาอีก ก็เลยไปหาที่นั่งสบายๆ ก็หนีไม่พ้นร้าน Highlands Coffee ที่อยู่ตรงหัวมุมซอย Đề Thám นั่นแหละ






เครื่องดื่มที่นี่ราคาสูงเหมือนกัน อย่างเรากินโมฮิโต้ ราคาแก้วละ 59,000 ดอง รสชาติเหมือนกินยาสีฟันคอลเกตเลยแฮะ ไม่ได้ล้อเล่น รสชาติแบบนั้นจริงๆ !!

สำหรับการไปขึ้นรถของเฟืองจาง ต้องนั่งรถตู้จากออฟฟิศเค้า ไปจุดจอดรถตรง District 5 เสียก่อน เค้าจะบอกให้เราไปขึ้นรถตู้ประมาณ 30 นาทีก่อนรอบรถของเรา กรณีนี้ก็คือ 10:30 จ้ะ

DSC02448IMG_20170308_233450

ขึ้นรถตู้เบียดเสียดไปถึงจุดต่อรถ ที่โคตรโทรม ห้องน้ำโคตรสกปรกเหม็นมาก อ่านจากรีวิว มีแต่คนบอกว่าเจ้าหน้าที่ตรงนั้นเค้าจะไม่พูดอังกฤษ แต่เราไปถามเจ้ที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะ เป็นคนใช้คอมพิวเตอร์ เค้าก็บอกได้นะว่า your bus will come at eleven thirty !

เออ ที่เราไปคุยกับเจ้แกก็เพราะเค้าจะมีการแจกน้ำขวดกับผ้าเย็นให้คนละชุด โดยต้องเอาตั๋วไปโชว์ให้ดู ไม่งั้นก็คงไม่ได้คุย หลังจากนั้นพอมีรถทัวร์มาจอด เราก็ต้องยื่นตั๋วให้เจ้าหน้าที่ผู้ชายดูทุกครั้งอยู่ดี ประมาณ 11:30 รถ Sleeper Bus ของเราก็มารับจริงตามที่เจ้แกบอกไว้

รายละเอียดเรื่องรถรีวิวอื่นคงบอกไว้เยอะแล้ว เราขอเสริมประมาณนี้

  • เตียงด้านบน แถวกลางไม่มีช่องแอร์ แถวซ้ายขวามีช่องแอร์เป่าหนาวขั้วโลก สามารถหมุนปิดได้ แต่ก็ยังหนาวอยู่ดี
  • ผ้าห่มเค้ามีให้ แต่โคตรเหม็นสาบ !!!  เอาผ้าห่มไปเองเหอะ ไม่งั้นต้องเลือกระหว่างหนาวตาย กับเหม็นสาบผ้าห่มตาย  ดีที่เราอ่านรีวิวอื่นมาแล้ว เลยเอาผ้าห่มไปเอง รอดตายสบายใจ ”<br

HO CHI MINH 2017 #1 – TRIP SUMMARY

ทริปไปเวียดนามแบบไม่ได้ตั้งใจมาอีกแล้ว หลังจากที่ปีก่อนได้ไปฮานอย ปีนี้เปลี่ยนมาเป็นโฮจิมินห์บ้าง

คือเส้นทางเที่ยว โฮจิมินห์ – ดาลัด – มุยเน่ เนี่ยเป็นเส้นทางยอดฮิต แบบว่า 99% ของคนไปโฮจิมินห์ก็เที่ยวแค่นี้ มีรีวิวเป็นร้อยเป็นพันให้อ่าน เอาว่าเราจะรีวิวในแบบที่เราเที่ยว คิดว่าเหมาะกับคนบางกลุ่มที่มีข้อจำกัดเหมือนเราคือ

“เที่ยวแบบ backpack แต่ขี่มอเตอร์ไซด์ไม่เป็น ไม่อยากซื้อทัวร์เที่ยวในดาลัด  อยากเที่ยวแค่บางที่แบบตามใจฉัน อยากใช้เวลาเที่ยวกับแต่ละสถานที่แบบไม่เร่งรีบ กินเต็มที่ไม่ประหยัด”

การแลกเงินเราแลกเป็น USD  แล้วเอา USD ไปแลกเป็นดองที่โฮจิมินห์ คำนวนแล้วคุ้มกว่าแลกจากบาทเป็นดองอยู่นิดหน่อย

การเตรียมตัวไป ดาลัด (เดือนมีนาคม)

  • ไม่มีฝน
  • อากาศกลางวันร้อน กลางคืนหนาว อุณหภูมิ High-Low ต่างกัน 10+ องศา (12-25องศา ประมาณนี้)
  • ตอนกลางวันแดดร้อนมาก ไม่ค่อยมีเมฆ เตรียมแว่นกันแดด + หมวก + ครีมทากันแดด ไปให้พร้อม เสื้อยืดกางเกงยีนส์ หรือขาสั้นก็ตามสะดวก รองเท้าผ้าใบใส่สบายๆจะดีกว่ารองเท้าแตะ
  • ตอนกลางคืนอากาศเย็น 10 กว่าองศา เปลี่ยนจากเสื้อยืดเป็นเสื้อ Heattech ก็ชิลละ
  • ไปเก็บสตอเบอรรี่ได้

การเตรียมตัวไป มุยเน่ (เดือนมีนาคม)

  • ร้อน ตายไปข้าง …. เสื้อยืด กางเกงขาสั้น รองเท้าแตะ จะเวิร์คสุด

หวังว่ารีวิวนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้ที่เข้ามาอ่านนะครับ

แผนการเที่ยวคร่าวๆก็เป็นดังนี้






Day#1 – ถึงโฮจิมินห์ตอนค่ำๆ เดินทางจากสนามบินเข้าเมือง กินข้าวเย็น แล้วต่อ Sleeper Bus ไปดาลัด
รถเข้าเมือง 5,000
อาหารเย็น 800,000
กาแฟ 59,000
Sleeper Bus โฮจิมินห์ ดาลัด 420,000
รวมวันแรก 1,284,000 ดอง ประมาณ 1,990 บาท
https://nont.wordpress.com/2017/03/25/ho-chi-minh-2017-2-from-bangkok-to-dalat/





Day#2 – เที่ยวดาลัดรอบใน (เหมา Private Taxi)
เหมา Taxi 400,000
อาหารเช้า + ขนมปัง 200,000
Dalat Flower Garden 60,000
น้ำตก Dalanta 60,000
Roller Coaster 120,000
XQ Vietnam 40,000
Crazy House 80,000
อาหารเย็น 300,000
รวมวันที่สอง 1,260,000 ดอง ประมาณ 1,953 บาท
https://nont.wordpress.com/2018/01/19/ho-chi-minh-2017-3-dalat-inner-area-sightseeing/






Day#3 – เที่ยวดาลัดรอบนอก (เหมา Private Taxi)
อาหารเช้า + ขนมปัง 200,000
เหมา Taxi 500,000
Lang Biang + Jeep 180,000
Love Valley 200,000
เก็บสตอเบอรี่ 1 โล + แยม 1 ขวด 250,000
อาหารเย็น + ขนมปัง  400,000
รวมวันที่สาม 1,730,000 ดอง ประมาณ 2,682 บาท
https://nont.wordpress.com/2018/01/20/ho-chi-minh-2017-4-dalat-outer-area-sightseeing/

Day#4 – เช้านั่งรถบัสไปมุยเน่ บ่ายเที่ยว Sand Dune (ซื้อทัวร์ The Sinh Private Jeep)
Checkout โรงแรม = 135,000 + 50$
รถบัส The Sinh Tourist ไปมุยเน่ 240,000
อาหารกลางวัน 120,000
Private ทัวร์ Sand Dune 240,000
จี๊ปทะเลทราย 400,000
อาหารเย็น + Taxi  1,100,000
รวมวันที่สี่ 1,995,000 ดอง +50$  ประมาณ 3,092+1750 = 4,842 บาท

Day#5 – เช้านอน Sleeper Bus กลับโฮจิมินห์ บ่ายเที่ยวในโฮจิมินห์ ค่ำๆไปสนามบิน แล้วบินกลับกรุงเทพ
Checkout โรงแรม 900 บาท
Sleeper Bus มุยเน่ โฮจิมินห์ 240,000
อาหารกลางวันร้าน Pho 2000 = 230,000
Starbucks 150,000
รถเมล์ไปสนามบิน 10,000
ฺBurger King ในสนามบิน 194,000
รวมวันที่ห้า 824,000 ดอง ประมาณ 1,278 + 900 = 2,178บาท

รวมค่าใช้จ่าย 1990 + 1953 + 2682 + 4842 + 2178 = 13,645  บาท
ตกคนละ 6,822 บาท 50 สตางค์ ไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบิน

 

 

 

 

 

HANOI 2016 # 6 — HANOI แวะดูวิวก่อนกลับบ้าน

รถไฟพาเรากลับจาก Lao Cai มาส่งที่ Hanoi แต่เช้า(มาก) เรานั่ง Taxi กลับมาที่ออฟฟิศของเอเจ้นท์เพื่ออาบน้ำอาบท่าและฝากของ จากนั้นก็ออกเที่ยว

เริ่มแรกก็แวะไปตรงสะพานแดงก่อนเลย วันแรกๆเราแวะมาตอนกลางคืนแล้ว วันนี้แวะมาตอนเช้าๆบ้าง บรรยากาศช่วงเช้าดูเงียบเหงา





นักท่องเที่ยวยังมาไม่เยอะ เลยมีโอกาสเก็บภาพสวยๆ





จากนั้นเราก็ไปหาของกิน ลงเอยที่ร้านเฝอร้านนึง ท่าทางอร่อยใช้ได้ มีคนเวียดนามมากินเรื่อยๆ เราตกลงปลงใจนั่งทาน สั่งเฝอเนื้อกับเฝอหมูอย่างละชาม หลังจากปรุงด้วยพริกและมะนาวที่เค้ามีให้ ได้รสชาติเฝอที่อร่อยมาก ซดซะเกลี้ยงชาม ระหว่างกินเราก็คอยสังเกตุคนรอบๆด้วย ว่าเค้าจ่ายเงินกันคนละเท่าไหร่ เพราะดูท่าทางคนขายของร้านนี้คงพูดภาษอังกฤษไม่ได้แน่

หลังจากนั้นเพื่อความชัวร์ เราถามคนเวียดนามที่นั่งกินข้างๆเรา เค้าก็บอกมาราคานึง น่าจะ 30,000 ดอง

ทีนี้พอเราลุกไปจ่ายเงินกับลุงเจ้าของร้าน แกทำมือบอกว่าชามละ 40,000 ดอง เราก็เฮ้ย ! นั่นไง โดนเข้าแล้ว !! เราเลยพยายามทำมือว่า 30,000 สิ ลุงแกก็ทำมือชี้ๆว่าเนื้อ 30,000 หมู 40,000 !!! เวรละ ไม่มีทางรู้แล้วว่าจริงมั้ย เลยยอมจ่ายไป 70,000 ตามระเบียบ…

นี่ขนาดเตรียมการอย่างดี ยังโดนจนได้ T-T

เป้าหมายต่อไปก็คือ Lotte Center Hanoi ซึ่งมีดาดฟ้าชมวิว เราวางแผนกันมาอย่างดี ว่าต้องนั่งรถเมล์ไป สาย 9 นะ จะได้ไม่ต้องเสี่ยงโดน Taxi ขี้โกงเอาเปรียบ ทีนี้เราก็ไปขึ้นรถจากตรงป้ายรถเมล์ใหญ่ระหว่างทะเลสาปกับ Old Town เจอสาย 9 มาปุ๊บ โดดขึ้นทันใด.. ตามข้อมูล ประมาณ 20 นาทีก็ถึง

นั่งรถไปสักพัก เออ นานเว้ย … 40 นาทีแล้วยังไม่ถึง … สรุปว่าสาย 9 มันเป็นสายวงกลม เราดันขึ้นรถวนผิดด้าน !!! แทนที่จะใกล้เลยอ้อมโคตรไกล

ตอนกลับเราข้องใจ เลยแวะไปดูที่ท่ารถ แล้วก็พบกับความจริง .. ว่าขึ้นผิดด้านจริงด้วย.. ตอนขาไปเราไม่ได้ดูเอง อ่อนหัดยิ่งนัก !




เอาล่ะ ถึง Lotte Center แล้ว เข้าไปข้างในกันเลย ตามป้าย Observation Desk ไปเลย ชั้นใต้ดินๆ ลุย !







เข้าไปในตึกชั้น B1F นิดนึงก็จะเจอทางเข้าอยู่ด้านซ้ายมือ เดินเข้าไปเลย จากนั้นก็ไปซื้อตั๋วก่อน คนละ 230,000 ดอง .. คือแพง..

พอซื้อตั๋วเสร็จก็จะได้ผ่านเข้าไปขึ้นลิฟท์ ในลิฟท์จะมี Visual Effect ด้วย ดูกันเพลินๆ แว๊บเดียวก็ถึงดาดฟ้าแล้วล่ะ

ช่วงที่เราไปใกล้วันฮาโลวีนไง ก็มีจัด Theme ตามเทศกาลกันไป

ข้างบนไม่มีคนเลย โล่งมาก.. ก็แน่ล่ะ วันธรรมดาช่วงเช้า ใครจะมาล่ะ …

dsc00704gopr1430


Viewing Platform เป็นกระจกยื่นออกไปจากตัวตึก .. ตอนนี้มันเป็นของเราแต่ผู้เดียว !

กระจกอย่างหนามาก มองไปข้างล่างก็เสียวอยู่เหมือนกันนะเนี่ย

dsc00787gopr1445

เราถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนานสักพักก็หิวข้าว ข้างบนนี้มีร้าน Lotte ที่เป็นร้านขายไก่ทอดคล้ายๆ KFC อยู่ด้วย ก็แวะกินซะเลย




ไก่ทอดก็ไม่ได้อร่อยมากหรอกนะ แต่ก็ไม่ต้องเดินออกไปไหนไง กินกันตายไปละกัน รอไก่นานมาก นี่ขนาดมีลูกค้าแค่ไม่กี่คนเองนะ

dsc00717

ตามประสาวิวมุมสูงของเมืองธรรมดาๆ ไม่มีอะไรน่าสนใจหรอก ไม่เหมือนที่เมืองโคโลญจน์ เยอรมัน อันนั้นเค้ามีวิวโบสถ์สวยเวอร์

ถ่ายรูปจนพอใจ ท้องอิ่มแล้ว เราก็โบกมือลา Lotte Center

ขากลับขึ้นรถสาย 9 เหมือนเดิม แต่คราวนี้ขึ้นถูกด้านแล้ว ไม่นานก็กลับมาถึงตรง Old Town

ก่อนกลับก็ต้องแวะไปทานไอติมรสมะนาวยอดฮิตสักหน่อย ร้านอยู่ใกล้ๆกับป้ายรถเมล์นี่แหละ วันรุ่นเพียบ

ได้เวลาโบกมือลาฮานอยกันแล้ว เราเดินไปขึ้นรถสาย 86 ไปสนามบิน


img_20161024_152112img_20161024_151942


รถนั่งสบาย แอร์เย็น พอไปถึงสนามบินก็แวะกิน BK กัน เพื่อใช้เงินดองให้หมด เพราะเหลือกลับบ้านไปก็คงไม่ได้ใช้อะไรแล้ว

วันนี้คนกลับเยอะมาก เครื่องบินเต็มเอี๊ยดดดดด คนไทยมาเที่ยวช่วงวันหยุดยาวเยอะเป็นเรื่องปรกติ …

ได้เวลาบ๊ายบายจริงๆเสียที เจอกันใหม่ทริปหน้าคร้าบ

« Previous Entries