บอร์ดใหม่ Raspberry Pi 3 Model B+ มาแล้ว

บอร์ดใหม่ Raspberry Pi 3 Model B+ มาแล้ว ขยับจาก Model B ไม่มี + โดยคราวนี้ชิปได้สัญญาณนาฬิกาเร็ว 1.4GHz (Model B เร็ว 1.2GHz) มีแผ่นโลหะบนชิป คงเอาไว้ระบายความร้อน ทางด้านการเชื่อมต่อเร็วขึ้น มีทั้ง Wi-Fi 802.11ac และ Gigabit Ethernet (ต่อผ่าน USB นะครับ ซึ่งเร็วได้สูงสุด 480Mbps ความเร็วเน็ตเลยอาจไม่เต็มที่ที่มันทำได้) มาพร้อมกับ PoE ด้วย ในราคาเดิม 35 ดอลลาร์

ที่มา  https://www.raspberrypi.org/blog/raspberry-pi-3-model-bplus-sale-now-35/

Hardkernel เอามั่ง ทำบอร์ด ODROID-N1 ใช้ชิป Rockchip RK3399 แรม 4GB

นอกจาก RockPro64 ที่ใช้ชิป Rockchip RK3399 แล้ว อีกเจ้า Hardkernel ที่ทำบอร์ดคอมพิวเตอร์จิ๋วมาหลายบอร์ดแล้ว จะออกบอร์ด ODROID-N1 ใช้ชิปตัวเดียวกันนี้บ้างครับ จะมีแรมถึง 4GB เลย และมี SATA3 มาให้ 2 พอร์ต (จริงๆ RockPro64 มีพอร์ต mini PCIe อยู่แล้ว ต่อบอร์ดขยายเพิ่มให้เป็น SATA ก็ได้) ราคา 110 ดอลลาร์ แต่เข้าใจว่าอาจจะแพงกว่าน้ ขึ้นกับขนาดแรม

ดูๆ แล้ว น่าเอามาทำ NAS หรือ full node จัง

ที่มา http://com.odroid.com/sigong/blog/blog_list.php?bid=193
ผ่านทาง https://www.cnx-software.com/2018/02/06/hardkernel-unveils-odroid-n1-board-with-rockchip-rk3399-processor-4gb-ram-dual-sata-and-more/

Pine64 ออกบอร์ดใหม่ๆ มี Pine H64 และ RockPro64 เริ่มต้นที่ 25 ดอลลาร์

Pine64 ผู้ผลิตบอร์ดคอมพิวเตอร์จิ๋ว และเตรียมวางขายบอร์ดรุ่น RockPro64 ใช้ชิปจาก Rockchip เหมือนกับบอร์ด Rock64 แต่ขยับมาใช้ชิป RK3399 ซึ่งมี CPU เป็น ARM Cortex-A72 ขนาดสองแกน และ Cortex-A53 ขนาดสี่แกน และมี GPU Mali-T860MP4 ขนาดสี่แกน รองรับ OpenGL ES1.1/2.0/3.0 และ OpenCL 1.2 มีช่องต่อ PCIe4

RockPro64 มีสามรุ่นย่อย คือขนาดแรม 2GB ราคาคาดว่าไม่เกิน 65 ดอลลาร์ รุ่นแรม 4GB ราคา 79 ดอลลาร์ สองรุ่นนี้จะมาวันที่ 15 มีนาคม และอีกรุ่น RockPro64-AI แรม 4GB แต่แตกต่างออกไปตรงที่ใช้ชิป RK3399 Pro ซึ่งมี Neural Network Processing Unit (NPU) สำหรับประมวลผลด้านปัญญาประดิษฐ์เพิ่มเข้าไป จะมาในราคา 99 ดอลลาร์ในวันที่ 1 สิงหาคม

อีกบอร์ดที่ขายแล้วเมื่อวันที่ 31 มกราคมที่ผ่านมาคือ Pine H64 ใช้ชิป Allwinner H6 ซึ่ง CPU เป็นตระกูล ARM Cortex-A53 ขนาดสี่แกน แบบเดียวกับ Raspberry Pi 3 และ Rock64 ส่วน GPU เป็น Mali-T720 MP2 ขนาดสองแกน เล่นวิดีโอ 4K60 ได้และรองรับ OpenCL 1.1 มีช่องต่อ mini PCIe

Pine H64 มีรุ่นย่อยที่มีแรม 1GB ซึ่งเท่ากับ Raspberry Pi มี แต่ราคาอยู่ที่ 25 ดอลลาร์ ส่วนรุ่นย่อยแรม 2GB และ 3GB ราคาอยู่ที่ 35 และ 45 ดอลลาร์ ตามลำดับ

คู่แข่งของบอร์ดนี้ ก็น่าจะพิจารณาที่ ASUS Tinker Board, FireFly
ที่มา https://forum.pine64.org/showthread.php?tid=5614

ใช้บัตร KTC กำลังขุด HashFlare

HashFlare (link มีได้รับค่าตอบแทน) บริการขุดเหรียญดิจิทัลด้วย cloud ซึ่งถ้าจะซื้อกำลังขุดผ่านบัตรเครดิต ตอนจ่ายเงิน จะต้องกรอกเลขสี่หลักเพื่อการยืนยันการซื้อด้วย ถ้าต้องรอ statement ทางไปรษณีย์ก็รอนาน แต่ถ้าใช้บัตรเครดิต KTC กับแอพ TapKTC แล้ว เมื่อเกิดการใช้จ่าย จะมีแจ้งเตอนทันที และมาดูย้อนหลังได้ และเห็นตัวเลขสี่หลักที่ต้องกรอกในชื่อร้านค้าเลย

เคยทดลองกับบัตร UOB ไม่มีแจ้งเตือนแบบนี้ ซึ่งจะว่าไปเมื่อมีการแจ้งเตือน ก็รู้สึกปลอดภัยกับการใช้บัตรเครดิตเพื่อใช้จ่ายในเรื่องอื่นๆ เหมือนกัน 

Yamaha เปลี่ยนนักเต้น ให้เป็นนักเปียโน ด้วย AI

ไปเจอข่าวว่า Yamaha ใช้ AI เปลี่ยนการร่ายรำของนักเต้นด้วย AI ให้เป็นการเล่นเปียโน (https://www.yamaha.com/en/news_release/2018/18013101/) โดยที่นักเต้นได้รับการติดตั้งเซนเซอร์จับการเคลื่อนไหวที่แผ่นหลัง แล้วสัญญาณจากเซ็นเซอร์นั้นส่งเข้า AI เพื่อตีความออกมาเป็น MIDI เพื่อส่งให้เปียโนเล่น

https://youtu.be/tLFe2AzCodk

ไม่แน่ใจว่า ตัว AI ใช้วิธีเรียนรู้ (supervised) ท่าเต้นไปพร้อมกับเพลง เมื่อเรียนรู้เสร็จก็ได้เวลาแสดงจริง ก็ส่งสัญญาณท่าเต้นไป แล้ว AI ก็จะเขียนเพลงออกมาเป็น MIDI ส่งให้เปียโนเล่น จะเป็นแบบนี้ไหม ในข่าวบอกว่ามีใช้ piano touch น่าจะหมายถึงรองรับการตอบสนองเมื่อกดเบาหนัก (velocity sensitive) ด้วย (อันที่จริงชื่อเดิมของ piano คือ piano et forte โดย piano แปลว่าเบา forte แปลว่าหนัก)

น่าคิดต่อนะครับว่า ถ้าจะนำศิลปะแนวอื่นๆ เช่น การวาดรูป ไปเล่นเปียโนบ้างได้ไหม

เก็บตกจาก Maker Faire Bangkok 2018 เจอ AIS NB-IoT, ASUS Tinker Board

Maker Faire Bangkok 2018 เมื่อวันที่ 20-21 ที่ผ่านมา ผมไปวันที่ 20 นอกจากผมจะได้ซื้อ Google AIY Kit กลับมา ก็ไปเจอสิ่งที่น่าสนใจ เอามาเขียน (หยุดดอง) บล็อก

ไปเจอ AIS NB-IoT เป็นบริการเน็ต NB-IoT สำหรับอุปกรณ์ IoT มีโมดูลขายด้วย ติดต่อผ่านทาง serial port ราคาสองพันมีทอน และได้เน็ตไว้ใช้หนึ่งปี จากนั้นเน็ตวันละบาท

โมดูลมีทั้งที่เป็นแบบ Arduino Shield มีแบบที่คล้ายๆ หัวต่อ ZigBee และแบบที่คล้ายๆ Mini PCIe

ต่อมาก็ไปเจอ ASUS Tinker Board แรม 2 GiB ราคาขายถ้าจำไม่ผิด 2,7xx ราคาขนาดนี้ ถ้าเกินไปอีกหน่อยก็อาจต้องแข่งกับพวก NUC อยู่เหมือนกัน รู้สึกว่าชิปจะเป็นแบบ ARMv7 ยังเป็น 32-bit อยู่นะครับ (Raspberry Pi 3 เป็น ARMv8 64-bit) คอมพิวเตอร์จิ๋วอื่นๆ ก็มีเช่น Ovec Pi จากสำนักงานฯ อาชีวะศึกษา

แกะกล่อง Google AIY ใช้กับ Raspberry Pi สร้างผู้ช่วยด้วยลำโพง

ไปงาน Maker Faire Bangkok 2018 มา ในงานมีขายชุดคิท Google AIY ไว้ต่อกับ Raspberry Pi 3 เพื่อทำ Assistant น่าจะเรียกได้ว่าเป็นลำโพงอัจฉริยะกลายๆ

จ่ายไป 1,500 บาท ได้มาหนึ่งกล่อง

เอากล่องขาวๆ ส่วนที่ห่อหุ้มออก เหลือแต่ที่เป็นกระดาษลัง

ข้างใน มีคู่มือ อ่านดูคร่าวๆ แล้ว เป็นการอธิบายการประกอบ มีภาพประกอบ ละเอียดจนอ่านไม่ครบเลย

เอาคู่มือออก เจอลังกระดาษที่เราจะใช้ทำกล่องใส่ลำโพงของเรา และแน่นอน ลำโพง

ดูว่า ข้างในมีอะไรบ้าง

เดี๋ยวต้องอ่านคู่มือให้ละเอียดก่อนประกอบ

ปุ่มกด แบบตู้เกม แผงวงจรมีสองแผง แผงหนึ่งต่อกับ HAT กับ Raspberry Pi อีกแผงรูู้สึกจะเป็นไมโครโฟน

HO CHI MINH 2017 #4 – DALAT OUTER AREA SIGHTSEEING

เที่ยวดาลัดวันที่สอง วันนี้ได้คนขับรถคนใหม่ ซึ่งเป็นญาติกับคนเมื่อวาน คนใหม่นี่พูดภาษาอังกฤษดีมาก เพราะทำงานในบริษัทอินเตอร์มานานเกือบยี่สิบปี แต่สุดท้ายก็กลับมาอยู่กับลูกเมียที่ดาลัด เลยต้องกลายมาเป็นคนขับ Taxi

อาหารเช้าก็ร้านเดิม เราซื้อขนมปังติดตัวไปด้วย เอาไว้เป็นอาหารกลางวัน จะได้มีความยืนหยุ่นในการเที่ยวมากขึ้น ไม่ต้องตระเวนหาร้านอาหารอีก

DSC02913DSC02915

วันนี้เราจะไปไกลกันหน่อย เมื่อวานเที่ยวในเมืองแล้ว วันนี้ออกนอกเมืองบ้าง เริ่มจากภูเขา LangBiang  อยู่ห่างจากตัวเมืองสิบกว่ากิโล พอไปถึงตีนเขา แล้วต้องเปลี่ยนเป็นรถจี๊บ เสียเงินเพิ่มอีกคนละ 60,000 ดอง

DSC02920DSC02922

ก่อนขึ้นรถจี๊ปก็เดินขึ้นเนินไปถ่ายรูปกับป้ายเสียก่อน ท้องฟ้าโล่งดีมาก คงไม่ต้องบอกว่าร้อนแค่ไหน

DSC02929DSC02933DSC02935DSC02937

ถ้าไม่ขึ้นรถจี๊ป จะเดินขึ้นเขาด้วยขาตัวเองก็ไม่มีใครห้าม แต่ถ้าเป็นนักท่องเที่ยวแล้วอย่าเลย คือไกล

ระหว่างทางนั่งรถขึ้นมาเห็นมีฝรั่งหลายกลุ่มเดินขึ้นด้วยลำแข้งตัวเอง ก็ได้แต่คิดว่าพวกเค้าช่างกล้าดีแท้

DSC02949DSC02951

ขึ้นมาด้านบนจุดชมวิวแล้วจะสามารถมองลงไปเห็นตัวเมืองดาลัดได้

ม้าที่นี่โดนคนเลี้ยงทำสีให้ ก่อนหน้านี้ตรงเนินเขาก่อนขึ้นรถจี๊ปก็แปลงร่างจากม้าเป็นม้าลาย แต่เจ้าตัวนี้โดนแปลงร่างจากม้าเป็นโตเกียวบานาน่า !

DSC02972DSC02987

ลงจากเขา LangBiang ก็มาแวะเก็บสตอเบอรี่กันพอสนุก แต่คิดว่าไปเก็บที่ญี่ปุ่นน่าจะฟินกว่านี้มาก อันนี้ลูกเล็กนิดเดียว

DSC02996DSC02998

เก็บสตอเบอรี่เสร็จแล้วก็ไปที่ Valley of Love ต่อ ตอนนี้ค่าเข้าเปลี่ยนเป็น 100,000 ดองไปแล้ว แต่สามารถขึ้นรถกอล์ฟ และถีบเรือเป็ดได้ฟรี ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

DSC03005DSC03014DSC03018DSC03027DSC03038DSC03114DSC03115

มีซุ้มรูปหัวใจให้ถ่ายรูปกันพอหอมปากหอมคอ จากนั้นก็เดินไปถ่ายรูปมุมมหาชน ตรงใกล้ๆทะเลสาป

เราใช้เวลาตรงนี้กันนานนิดนึง เพราะว่าพักกินข้าวกลางวันด้วย ก็คือขนมปังที่ซื้อมาตั้งแต่ตอนเช้านั่นแหละ

DSC03121

มาถึงที่สุดท้าย ที่ตั้งใจว่าต้องมาให้ได้ก็คือ Linh Phuoc Pagoda

ตรงนี้ถ้าเป็นทัวร์ปรกติจะไม่แวะมา เราเห็นรีวิวในพันทิปแล้วรู้สึกว่าสวยงาม เลยตั้งใจว่าจะต้องมาให้ได้

DSC03127DSC03134DSC03140

วัดนี้ไม่เสียค่าเข้า เดินชมได้ตามความพอใจ คนมาเยอะมากๆ

DSC03154DSC03170DSC03171DSC03204C:DCIM101GOPROGOPR2409.GPRC:DCIM101GOPROGOPR2410.GPRC:DCIM101GOPROGOPR2415.GPRC:DCIM101GOPROGOPR2432.GPR

มาถึงตรงนี้ก็จบโปรแกรมวันนี้แล้ว ไปไม่กี่ที่ แต่ใช้เวลาในสถานที่นานหน่อย ไม่จำเป็นต้องรีบๆเหมือนคนที่ซื้อทัวร์มาเป็นกลุ่ม ชอบตรงนี้แหละ

IMG_20170310_200428.jpg

คืนนี้กินสุกี้แบบไทยที่ร้าน Lien Hoa ที่เดิม คืออร่อยมาก เค้าใช้ต้มยำเพสคล้ายๆที่ใส่มากับมาม่าต้มยำ รสชาติถูกปากคนไทย แนะนำๆ

DSC03270DSC03342DSC03339

กินเสร็จพุงกางก็ต้องไปเดินตลาดย่อยอาหารเหมือนเมื่อวาน แต่ก็ไม่มีอะไรน่าสนใจเท่าไหร่ นอกจากคืนนี้มีเจ้าหน้าที่มาคอยกำกับดูแล คนขายของ ช่วงเจ้าหน้าที่มา พวกหาบแร่แผงลอยก็หายเรียบ สักพักก็ออกมากันใหม่ เหมือนเมืองไทยเป๊ะๆ

DSC03304DSC03315

หมีบราวน์พอรับได้ แต่คิตตี้เหมือนจะผอมเรียวไปนิดนะ

นอกจากนั้นยังเจอน้องคนเมื่อวาน พร้อมกับแกะคู่ใจ ขายขนมพร้อมสิทธิ์การถ่ายรูปเหมือนเดิม

DSC03283DSC03336

ของแบกะดินกับผลไม้นี่ก็คือๆเมืองไทยแหละ เดินดูแต่ไม่ซื้อ

สรุปรวมค่าใช้จ่าย

อาหารเช้า + ขนมปัง 200,000
เหมา Taxi 500,000
Lang Biang (30,000×2) + Jeep (60,000×2) = 180,000
Love Valley (100,000×2) = 200,000
เก็บสตอเบอรี่ 1 โล + แยม 1 ขวด 250,000
อาหารเย็น + ขนมปัง  400,000
รวมวันที่สาม 1,730,000 ดอง ประมาณ 2,682 บาท

จบคืนที่สองในดาลัดแล้ว พรุ่งนี้จะไปต่อที่ Mui Ne

HO CHI MINH 2017 #3 – DALAT INNER AREA SIGHTSEEING

ตอนแรกตั้งใจว่าจะตื่นสัก 8 โมง เพื่อเตรียมตัวออกเที่ยวเมืองดาลัด แต่นอนไปนอนมา ไปตื่นจริงๆตอน 9 โมงซะงั้น กว่าจะจัดการอะไรๆเรียบร้อยก็ 9 ครึ่ง

DSC02457DSC02458

มาที่ล๊อบบี้โรงแรม สำรวจทัวร์มาตราฐาน ก็ตามรูปด้านบน มี 5 แบบ โดยที่คนส่วนใหญ่ถ้ามีเวลาในดาลัดแค่วันเดียว ก็จะเลือกไปแบบแรกสุด คือ Dalat City Tour แต่เราดูรีวิวมาแล้ว ไม่อยากไปแบบนั้น

ด้วยความที่ขี่มอเตอร์ไซด์ไม่เป็นเสียด้วย ก็เลยสอบถามเรื่องการจ้าง Private Taxi ทางโรงแรมแจ้งมาว่า วันแรกรอบใน 700,000 ดอง วันที่สองรอบนอก 800,000 ดอง เออ สองวันล้านห้า แพงเหมือนกันเนอะ นี่แค่คนขับกับน้ำมัน ยังไม่รวมค่าเข้าสถานที่

เราเลยถอยออกมา แล้วไปหาของกินกันก่อน ที่ร้าน Lien Hoa ที่ตั้งอยู่ตรงข้าม Tulip Hotel I



สั่งอาหารจานเดียวมา พบว่าอร่อยเกินคาด กินหมดเกลี้ยง ร้านนี้ผ่านเลย จากนั้นก็ไปลองเรียก Taxi คันเล็กๆที่วิ่งไปมาแล้วต่อราคาเหมาดู  ปรากฎว่าคุยกันไม่รู้เรื่องจ้า เค้าพูดอังกฤษไม่ค่อยได้ ต้องโทรไปหาเพื่อนคนเวียดนามให้คุยแทนหน่อย สรุปได้มาที่ราคาวันแรก 400,000 ดอง วันที่สอง 500,000 ดอง ถูกกว่าเรียกผ่านโรงแรมไปอีกเยอะ

DSC02467

สถานที่แรกที่เราไปคือ Dalat Flower Garden นะ ไปดูดอกไม้กันเถอะ  ค่าเข้าคนละ 30,000 ดอง ดอกไม้มีพอสมควร แต่ไปตอนเที่ยงนี่แดดร้อนสุดๆไปเล้ย

DSC02475

DSC02493

น้ำพุหงส์กับรถม้าซินเดอเรลล่าก็มานะ















เดินดูดอกไม้สักพักก็ต้องคอยหลบแดด มันร้อนจริงๆ ให้ตายเถอะ

DSC02537

ที่นี่เค้าตัดแต่งต้นไม้เก่งเหมือนกันนะ มังกรเค้าก็สวยใช้ได้เลยล่ะ

DSC02572DSC02468

สมควรแก่เวลาและความร้อน เราก็ออกไปเที่ยวที่อื่นต่อดีกว่า การจ้าง Private Taxi เนี่ยคนขับเค้าจะจอดรอเรานะ ไม่ได้หนีไปไหน พอออกไปข้างหน้า พบว่าคนขับก็นอนเล่นมือถือสบายใจอยู่ในรถนั่นแหละ

จากสวนดอกไม้กลางแดด เราเดินทางต่อมาที่ XQ Vietnam เป็นศูนย์จัดแสดงสินค้าที่เกิดจากการนำด้ายมาปักเป็นรูป

DSC02575

ข้างในเป็นห้องแอร์เย็นสบาย ภาพหลายๆภาพเกิดจากผู้ปักที่ฝีมือดีมาก เห็นแล้วน่าชื่นชม

DSC02592

DSC02604DSC02608

รูปเหล่านี้ราคาเป็นหลักร้อยล้านดองทั้งสิ้น

DSC02657

อันนี้คือรูปที่ชอบที่สุด แสงเงาสวยมาก ไม่น่าเชื่อว่าเกิดจากการปัก

นี่ถ้าพวกฝรั่งยุโรปทำของแบบนี้ได้นะ คงมีพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเป็นเรื่องเป็นราว มีคนเข้าดูปีละเป็นล้านๆคน โด่งดังไปทั่วโลก และทำรายได้มหาศาลให้ประเทศไปแล้ว.. เสียดายที่มันอยู่ในเวียดนาม…

DSC02599

เอาจริงๆคือผลงานชิ้นดีๆ มีไม่ถึงสามสิบชิ้น นอกนั้นก็จะลดระดับมาขึ้นธรรมดาๆหน่อย แต่ราคาก็ไม่ได้ถูกนะ เหมือนเดินดูของ Swarovski ยังไงยังงั้น แม้แต่ชิ้นเล็กๆก็ยังมีราคา

ทางเดินด้านในของ XQ นี่ก็ไม่มีการพัฒนา เราไม่รู้ว่าต้องเดินทางไหนก่อน ทางไหนหลัง บางทีเดินๆไปก็เจอทางตัน เห็นทางเดินอีกด้านแต่ไม่รู้ว่าจะเดินไปได้อย่างไรก็มีหลายจุด

พอเดินวนไปวนมาจนคิดว่าไม่มีผลงานสวยๆให้ดูเพิ่มแล้ว ก็ได้เวลาเดินทางสู่ที่ถัดไป

DSC02673

วัด Truc Lam

คืออ่านจากรีวิวที่ไปกับทัวร์ เค้าจะไปจอดส่งที่ Base Station แล้วให้ขึ้น Cable มาที่ตัววัดที่อยู่บนเขา พอเรามาถึง ก็เดินหาสถานี Cable กัน แต่ไม่เห็นเจอแฮะ เดินไปเรื่อยๆกลับเจอตัววัดซะแล้ว

หลังจากพยายามเดินสำรวจหาอยู่สักพัก ก็พบว่ารถ Taxi ของเรามาส่งที่ตัววัดด้านบนเรียบร้อยแล้ว เราไม่ต้องเสียเงินขึ้น Cable Car จ้า






เอาจริงๆตัววัดก็ไม่ค่อยมีอะไรนะ เพราะส่วนที่ให้นักท่องเที่ยวดูได้มีนิดเดียว อีกส่วนที่เป็นด้านในวัดลึกเข้าไปกลับปิดประตูไม่ให้เข้าไปดูซะอย่างงั้น เวร

ถ้ามีให้ดูแค่นี้ เราก็คงได้เวลาเดินทางสู่จุดหมายถัดไป นั่นก็คือน้ำตก Dalanta






ความสนุกของน้ำตกก็คือการนั่ง Roller Coaster ลงไปที่ตัวน้ำตกด้านล่างแค่นั้นแหละ ค่าเข้าแค่ 30,000 แต่ค่า Roller Coaster นี่ 60,000 ดอง ตัวน้ำตกก็ไม่มีอะไรน่าสนใจ รีบลงรีบขึ้นมาดีกว่า

ไปต่อกันที่จุดหมายสุดท้าย Crazy House










ค่าเข้าคนละ 40,000 ดอง เดินเพลินๆดี บางจุดไม่เหมาะกับคนกลัวความสูง และไม่มี safety อะไรทั้งนั้น ปีนขึ้นไปทางเดินประหลาดๆนี่ต้องรับผิดชอบตัวเอง

และแล้วก็หมดโปรแกรมเที่ยววันแรก จากนั้น Taxi ก็มาส่งเราที่หน้าโรงแรม เราก็จ่ายเงินค่าจ้างพร้อมกับนัดแนะเวลาและจุดที่จะให้ Taxi มารับในวันรุ่งขึ้น จากนั้นก็เข้าห้อง อาบน้ำอาบท่า นอนพักกันแว๊บนึง แล้วก็เด้งตัวเองออกมาเดินชมเมืองดาลัดตอนกลางคืน

DSC02831DSC02832DSC02834

น้องคนนี้พาแกะมาด้วยสองตัว เป็นสัตว์เลี้ยงของเค้า น้องเค้าเอาขนมมาขาย แล้วใครซื้อขนมเค้าก็จะให้ถ่ายรูปคู่กับแพะได้ เรียกว่าไอเดียดีทีเดียว

DSC02838

โปเกมอนตัวนี้เดี๋ยวจะไปโผล่กลางตลาด

DSC02837DSC02843

ตอนค่ำๆ คนยังไม่ค่อยเยอะ

DSC02846DSC02849DSC02850DSC02853DSC02867DSC02871DSC02894DSC02909

ดูหน้าตาสตอร์เบอรี่แล้วไม่น่ากิน ไม่ซื้อดีกว่า ส่วนขนมหน้าตาสวยๆเหมือนแพนเค้กนี่ก็ไม่ได้ลองกิน ไม่รู้เป็นไงเหมือนกัน  รวมๆแล้วก็คล้ายๆกับเดินตลาดกลางคืนบ้านเรานี่แหละ แต่กลางคืน ดาลัดอากาศเย็นนะ สิบกว่าองศา  ต้องใส่เสื้อผ้าคนละแบบกับตอนกลางวัน เราใส่ Heat Tech ก็เอาอยู่สบายๆ

อาหารค่ำกินที่ร้าน Lien Hoa หน้าโรงแรม Tulip Iเหมือนเดิม อร่อยทุกอย่าง แล้วก็กลับไปนอนโรงแรมอย่างสบายใจ

สรุปค่าใช้จ่าย

Day#2 – เที่ยวดาลัดรอบใน (เหมา Private Taxi)
เหมา Taxi 400,000
อาหารเช้า + ขนมปัง 200,000
Dalat Flower Garden (30,000×2) = 60,000
น้ำตก Dalanta (30,000×2) + Roller Coaster  (60,000×2) = 180,000
XQ Vietnam (20,000×2) = 40,000
Crazy House (40,000×2) = 80,000
อาหารเย็น 300,000
รวมวันที่สอง 1,260,000 ดอง ประมาณ 1,953 บาท

UK 2017 #2 – SALISBURY, STONEHENGE & BATH

IMG_20170429_124744.jpg

วันนี้เป็นวันแรกของการเดินทาง สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือไปรับรถที่จองไว้ โดยปรกติจะมีรถตู้ของผู้ให้บริการเช่ารถมารับคนตาม Terminal   ไปที่ศูนย์บริการของตัวเอง เราก็แค่ต้องดูไว้ก่อนว่า  Terminal ที่เครื่องบินของเราไปลงจอดนั้น ต้องเดินไปที่จุดที่รถตู้จอดรอยังไง แค่นั้นเอง

P4290391.jpg

P4290395.jpg

ถ้าใครไม่ได้เตรียมซิมมา ก็สามารถกดซื้อซิมแบบ Prepaid ได้ที่ตู้ขายซิมอัตโนมัติในสนามบิน เท่าที่ดูราคาอยู่ระหว่าง 25-30 ปอนด์ ข้อดีคือได้เนทเยอะกว่าแพคเกจของ Sim2Fly
เทียบกันคร่าวๆ ของ Sim2Fly 899 บาท ได้เนท 4GB กับของ Three แถวบนสุด ราคา 30 ปอนด์ (ประมาณ 1,320 บาท) ได้เนท 12GB


Process การรับรถใช้เวลาเยอะเหมือนกัน พนักงานมีแค่สองสามคน แต่ละคิวใช้เวลาจัดการค่อนข้างเยอะอย่างเราเองยังใช้เวลาเป็นสิบนาทีเลย กว่าจะเรียบร้อย ดังนั้นอาจจะต้องเผื่อใจเผื่อเวลาสำหรับตรงนี้ไว้เหมือนกัน สมมติมาถึงจุดรับรถแล้วมีคิวด้านหน้าอยู่หลายคนนี่ทำใจได้เลยว่ารอโคตรนาน

เราจอง Audi A1 มา เป็นเกียร์ Auto Class ต่ำสุด แต่มาถึงแล้วไม่มีรถ พนักงานหารถอยู่นานสองนาน ตอนแรกถามว่าถ้าได้ Mini เอามั้ย เราก็บอกว่าโอเค แต่เค้าหารถมินิเกียร์ออโต้ไม่ได้ สุดท้ายเลยต้องมาลงที่ Mercedes คันนี้ … บอกตรงๆว่าขึ้นไปนั่งแล้วทำอะไรไม่ถูก ไม่เคยขับรถหรูขนาดนี้มาก่อน เกียร์อยู่ตรงไหน ปุ่มอะไรต่างๆอยู่ตรงไหน หาไม่เจอสักอย่าง

หลังจากงมวิธีใช้รถอยู่สิบห้านาที เข้าเกียร์ได้ สตาร์ทรถได้ ดับเครื่องได้ เปิดไฟเลี้ยวติด ก็ได้เวลาออกเดินทางกันเสียที เป้าหมายแรกคือเมืองชื่อ Salisbury

P4290430.JPG

ในช่วงเวลานี้ ข้างทางจะมีทุ่งสีเหลืองเต็มไปหมด เจ้าต้นนี้คือ Rapeseed หรืออาจจะรู้จักกันมากกว่าในชื่อ Canola

ขับรถสบายๆ ผ่านไปสองชั่วโมง ก็ขับรถมาถึง Salisbury โดยเราจอดรถไว้ที่ Old Gorge Mall Car Park (https://goo.gl/maps/LRtksHxyVMU2)  ค่าบริการก็ตามรูป

DSC04806.jpg

ก่อนที่จะเข้าไปจุดหมายแรกของ Trip นี้นั่นก็คือ Salisbury Cathedral เราก็แวะทานแซนวิชด์กันที่ร้านโปรดของคนเขียนซะก่อน ไม่ได้ทานมาเป็นสิบปี คิดถึงมาก

P4290461.JPG
DSC04813DSC04817

ทางเดินไป Salisbury Cathedral หาไม่ยาก มีป้ายบอกทางตลอดแหละ

Salisbury Cathedral สร้างมาตั้งแต่ปี 1220 และสร้างเสร็จในเวลาเพียง 38 ปี ทำให้มหาวิหารแห่งนี้สร้างด้วยศิลปะเพียงแบบเดียวคือกอธิคของอังกฤษตอนต้น ต่างจากการสร้างวิหารที่อื่นๆ ที่มักจะใช้เวลานาน ทำให้มีศิลปะหลายแบบปะปนกันไปตามแนวศิลปะที่คนนิยมในช่วงเวลานั้นๆ ที่นี่ยังเป็นวิหารที่มียอดแหลมสูงที่สุดในอังกฤษอีกด้วย โดยมีความสูงถึง 123 เมตร

DSC04822-HDR.JPGDSC04834-HDR

Salisbury Cathedral นี้ยังเป็นที่เก็บ Magna Carta ซึ่งก็คือเอกสารกฎบัตรที่พระมหากษัตริย์เห็นชอบด้วยซึ่งเป็นต้นแบบของรัฐธรรมนูญในปัจจุบัน โดยเจ้า Magna Carta นี้เป็นของแท้ดั้งเดิม และมีสภาพดีที่สุดในของดั้งเดิม 4 ชิ้นที่เหลืออยู่อีกด้วย

DSC04839-HDR.jpg

นอกจากนั้นแล้ว ที่นี่ยังมีทางเดินที่ติดกับมหาวิหาร ที่เรียกกันว่า Cloister ที่ใหญ่ที่สุดอีก
ถ้ามีเวลาเดินเล่นรอบๆชิลๆ จะดีมาก

DSC04858-HDRDSC04873-HDRDSC04884-HDR.jpg

ภายใจวิหารมีรูปปั้นหน้าตาน่ากลัว ไม่รู้ว่าพยายามจะสื่ออะไร

DSC04980-HDRDSC04990-HDRDSC05005-HDRDSC04973-HDR.JPGDSC04958-HDR.jpgDSC04914-HDR.jpg

จาก Salisbury ก็ได้เวลาเดินทางสู่จุดหมายถัดไปก็คือ Stonehenge

DSC05177-HDROLYMPUS DIGITAL CAMERA
OLYMPUS DIGITAL CAMERA

Stonehenge อยู่ห่างจาก Salisbury แค่ 20 นาทีขับรถ พอจอดรถเรียบร้อย ก็ต้องเอาใบเสร็จที่ซื้อตั๋วล่วงหน้า ไปแลกเป็นตั๋วจริงอีกรอบ เวลาเปิดปิดกับราคาก็ตามรูป แต่ถ้าใครจองตั๋วล่วงหน้ามา ก็จะมีส่วนลดนิดหน่อย แต่ต้องเลือกเวลาเข้าชมเอาไว้เลย ถ้าไม่ซีเรียสเรื่องส่วนลดมา walk-in ก็น่าจะโอเค

หลังจากได้ตั๋วแล้วก็จะสามารถไปขึ้นรถบัส เพื่อเข้าไปที่ตัว Stonehenge ได้

สิ่งที่ Amazing กว่า Stonehenge ที่นี่ก็คือน้องแกะ เวลาจะย้ายที่กินหญ้า มันจะเดินเข้าแถวเรียงหนึ่งกันโดยอัตโนมัติ คือไม่รู้ว่าฝึกสอนกันมายังไง

DSC05275.JPG

DSC05029DSC05060-HDR ดูผิวเผินก็เหมือนหินเรียงๆกันไม่มีอะไร แต่จริงๆแล้ว Stonehenge มีที่มาที่ไปลึกซึ้งจนขี้เกียจอ่านกันเลยทีเดียว เอาเป็นว่า เหล่านักวิชาการได้ตรวจอายุคาร์บอนที่หินแล้ว สามารถบอกได้ว่าไอ้พวกก้อนหินนี่ถูกเอามาตั้งแถวนี้ตั้งแต่ 3,000 ปีก่อนคริสตกาล T_T แล้วก็ต่อเติมกันมาเรื่อยๆจนถึง 1,600 ปีก่อนคริสตกาล

เนื่องจากมันเก่ามาก เลยไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เป็นข้อเขียน ที่จะบ่งบอกได้ว่าตัว Stonehenge เองนั้นถูกสร้างมาเพื่ออะไร แต่จากการขุดดินรอบๆขึ้นมา ก็เจอทั้งกระดูก ข้าวของเครื่องใช้ เหรียญและเงินตราของคนยุคต่างๆ ที่สามารถบอกได้ว่ามีคนอยู่แถวนี้ในช่วงไหนในประวัติศาสตร์บ้าง

ถ้าใครอยากอ่านละเอียด ก็ตามไปที่ http://www.english-heritage.org.uk/visit/places/stonehenge/history/ และ https://en.wikipedia.org/wiki/Stonehenge ต่อได้ตามสะดวก

DSC05246-HDR

หินก้อนนี้มีชื่อว่า Heel Stone ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของ Stonehenge เช่นกัน สูงขึ้นมาจากพื้นดินเกือบ 5 เมตร ในป้ายบอกว่าส่วนที่อยู่ใต้ดินนี่ยาวกว่าที่อยู่บนดินเสียอีก

ทางเดินชม Stonehenge ที่จัดไว้ให้จะมีระยะห่างจากตัวหินไม่เท่ากัน บางจุดใกล้มาก บางจุดไกลมาก และความสวยงามของมุมถ่ายรูปก็จะต่างกันไป โดยส่วนตัวชอบมุมนี้ที่สุด ซึ่งจะอยู่ฝั่งตรงข้ามของจุดที่เข้ามาทีแรก คือเหมือนต้องเดินอ้อมมาด้านหลังนั่นแหละ ที่ชอบเพราะมันดูครบดี ไม่พังๆเหมือนมุมอื่น

DSC05251-HDR.JPG

หลังจากเสียเวลาเดินดูกองหินก้อนนี้อยู่สองชั่วโมง ! ก็ได้เวลาโบกมือลาเสียที จุดหมายถัดไปคือเมือง Bath ซึ่งต้องขับรถไปอีกประมาณ 60 กิโลเมตร ใช้เวลาไปชั่วโมงกว่า มีหลงทางตอนหาทางเข้าที่จอดรถไปบ้างเล็กน้อย

OLYMPUS DIGITAL CAMERAP4290625.JPG

ที่จอดรถที่เราเข้าใช้บริการคือ Charlotte Street Car Park (https://goo.gl/maps/15moHknVVbm) ซึ่งมีค่าบริการตามนี้  ต้องเตือนไว้อย่างนึงว่าเครื่องหยอดเหรียญไม่รับธนบัตร ดังนั้นต้องเตรียมเหรียญไว้ล่วงหน้า ไม่งั้นเสร็จแน่ๆ

เราไม่รู้ไง ไปถึงแล้ว อ้าวชิบหาย ซวยแล้ว มีเหรียญไม่พอค่าจอด (4 ชม. 5.4 ปอนด์) จะขอแลกเหรียญกับคนที่มาจอดเหมือนกันก็ไม่มีใครมีเลย เดินหาตู้ที่รับแบงค์ก็ไม่มี .. ทำไงล่ะทีนี้
สุดท้ายคือโชคดี ที่เห็นป้ายสีเขียวๆนี่แหละ บอกว่าหลัง 6 โมงเย็นค่าจอดมันแค่ 1.5 ปอนด์ ก็เลยยืนรอไปอีกสิบนาที แล้วค่อยหยอดตังเอา Parking Ticket  …  ฟิ้ว รอดตาย



กว่าจะได้เดินเที่ยวก็ปาเข้าไปหกโมงสิบห้าแล้ว สถานที่ท่องเที่ยวในเมืองทุกอย่างปิดหมดจ้า ได้แต่เดินชมเมืองอย่างเดียว

เริ่มจาก The Circus เป็นวงเวียนธรรมดาๆนี่แหละ แต่มีต้นไม้ใหญ่อยู่ 5 ต้นตรงกลาง เลยดูสวยดี
ต่อมาเป็น The Royal Crescent ที่เป็นตึกสร้างเป็นครึ่งวงกลม ขนาดใหญ่มาก พร้อมมีสนามหญ้าขนาดใหญ่ยิ่งกว่าอยู่หน้าตึก ทำให้คนชอบมานั่งเล่นพักผ่อนหย่อนใจกันอยู่ที่นี่
จากนั้นก็เดินเข้าในตัวเมืองทะลุไปอีกด้าน เพื่อไปที่ Bath Abbey ถัดไปอีกหน่อยจะเป็น Pulteney Bridge

DSC05288-HDRDSC05296-HDRDSC05321-HDRDSC05340-HDRDSC05366-HDRDSC05353-HDR

เดินไปเดินมา เหนื่อยเหมือนกันนะเนี่ย สิ่งที่เราไม่ได้ไปดูคือ Roman Bath เพราะมันปิดไปเรียบร้อยแล้ว แต่ส่วนตัวเคยมาดูแล้วหนนึง รู้สึกงั้นๆ เมื่อไม่มีอะไรทำแล้ว เราก็เดินไปสู่ร้านอาหารที่เล็งไว้

DSC05337-HDRDSC05345-HDR

หาข้อมูลมาได้ความว่าร้าน The Scallop Shell นั้นดีงาม ฝรั่งชมกันว่าควรมากิน ดังนั้นเราก็มา ร้านหอยเชลล์นั้นขาย Fish & Ship ง่ายๆเลย

มาถึงพบกับคนแน่นเต็มร้าน ยิ่งมั่นใจว่าน่าจะอร่อยจริง แต่เราขี้เกียจต่อคิวรอโต๊ะ เลยซื้อแบบ Take Away ไปกินที่บ้านพักดีกว่า สรุปได้ว่ารสชาติโอเค ใครผ่านมาแถวนี้ลองแวะกินได้ ไม่ผิดหวัง

DSC05377DSC05372OLYMPUS DIGITAL CAMERAOLYMPUS DIGITAL CAMERA

มาถึงบ้าน AirBNB ที่จองไว้ เป็นบ้านสไตล์จอร์เจียนเก่าๆ เจ้าของน่าจะไม่ค่อยอยู่ดูแล (https://goo.gl/maps/BQApFEpkoL62) ที่พักอยู่ไกลจากเมือง ไม่เหมาะกับคนไม่ขับรถ ที่จอดรถมีให้หน้าบ้าน สภาพภายในบ้านเก่าๆโทรมๆตามรูป ถือเป็นบ้านพักในทริปที่โอเคน้อยที่สุดแล้ว

IMG_20170430_092558.jpg

GOPR2717.jpgIMG_20170430_092349.jpgIMG_20170430_092428.jpg

ทริปวันแรกก็จบลง พรุ่งนี้ไปต่อตอนหน้า

UK 2017 #1 – PREPARATION

ตั๋วเครื่องบิน
ทุกทริปเริ่มด้วยการจองตั๋วเครื่องบิน ไม่งั้นจะไปได้ไงล่ะ ใช่มะ ครั้งนี้ดวงดีได้ตั๋วลดราคาของสายการบิน Qatar ช่วงหลังสงกรานต์  ราคาแค่คนละ 19,000 บาท บอกได้เลยว่าราคาดีงาม

IMG_20170428_211800.jpg

แผนเที่ยว
29 เมษา – เครื่องลง รับรถเช่า เที่ยว Salisbury Cathedral, Stonehenge, Bath
DSC04858-HDR











30 เมษา – ขับรถเที่ยว Cotswolds แวะ Castle Combe, Bibury และ Bourton-on-the-Water จากนั้นขับรถต่อไปเมือง York












1 พฤษภา – เที่ยวในเมือง York จากนั้นขับรถต่อไป Edinburgh แล้วก็คืนรถเช่า














2-3 พฤษภา – เที่ยวในเมือง Edinburgh จากนั้นนั่งรถไฟกลับ London














4-8 พฤษภา – เที่ยว London และรอบๆ














9 พฤษภา – บินกลับ

เช่ารถขับ
หาข้อมูลจากเหล่าผู้เชี่ยวชาญในการเช่ารถขับเที่ยวในประเทศแถบนี้หลายต่อหลายคน  ได้รับคำตอบสรุปได้ประมาณนี้

  1. ให้เช่ากับเจ้าใหญ่ แบบมีชื่อเสียงคุ้นหู ตัวอย่างก็เช่น AVIS, Europcar อะไรแบบนี้ เอาง่ายก็เข้าเวบ https://www.rentalcars.com/ ไปลองค้นดู ทุกยี่ห้อในนี้ถือว่าโอเค
  2. ให้ซื้อประกันแบบ 0 Excess เพิ่ม แปลว่าถ้าเกิดอะไรขึ้น เราไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกเลยแม้แต่นิดเดียว อันนี้เป็นการซื้อความเสี่ยง เพราะค่าประกันแบบ 0 Excess อาจจะวันละไม่กี่ปอนด์ แต่ถ้าเกิดรถมีรอยถลอกนิดเดียว อาจจะโดนเรียกเก็บเงินเพิ่มตามหลังมา 2-300 ปอนด์ แล้วโอกาสที่เราจะ dispute ชนะก็ริบหรี่มาก สำหรับตรงนี้มันจะมีประกันหลายส่วน เท่าที่เห็นคือ 0 Excess แล้วก็จะมีประกันกระจกรถ กับประกันลากรถ (ในกรณีรถเสียหรือชนจนไปต่อไม่ได้) บางยี่ห้อก็รวมกัน บางยี่ห้อก็แยกกัน เอาว่าเลือกซื้อกันตามชอบใจ แต่อย่างน้อยที่สุดต้องซื้อประกัน 0 Excess เพิ่มไว้ก่อน
  3. ให้เลือกรถใหญ่ๆ ใส่กระเป๋าเดินทางในกระโปรงท้ายรถได้ จะได้ไม่ล่อตาล่อใจพวกขโมยทุบกระจกรถเอาของ มีคนไทยโดนทุบกระจกเอาของมีค่าไปเยอะแยะ อ่านจากพันทิบได้
  4. เกียร์ออโต้ได้ก็ดี
  5. เช่าจากที่นึง ไปคืนรถอีกที่นึง มีค่า One Way Charge ด้วยนะ แพงใช้ได้เลย
  6. ศึกษาวิธีเติมน้ำมันของรถคันนั้นๆไว้ด้วย อันนี้คือประสบการณ์ส่วนตัว เนื่องจากคิดว่าการเติมน้ำมันเป็นเรื่องง่าย ก็เคยใช้แต่รถญี่ปุ่นนี่เนอะ พอไปนู่น ทำไม่เป็นตั้งแต่เปิดฝาถังน้ำมันแล้ว 555 ไว้เล่าละเอียดตอนหลังละกัน ”<br

ขุดเหรียญ Monero ผ่าน pool ด้วย Raspberry Pi

Monero (XMR) เป็นอีก cryptocurrency หนึ่ง สามารถขุดด้วย Raspberry Pi แต่ hash rate ก็ไม่เยอะนะครับ งานนี้จะใช้ Raspberry Pi 3 และระบบปฏิบัติการ Raspbian โดยเข้าใช้งานเป็น root คำสั่งทั้งหมดก็
sudo -i

apt install autoconf libcurl4-openssl-dev libjansson-dev openssl libssl-dev gcc gawk automake git libssl1.0-dev -y

git clone https://github.com/lucasjones/cpuminer-multi.git

cd cpuminer-multi/

./autogen.sh

./configure CFLAGS=”-Ofast -mtune=cortex-a53 -mcpu=cortex-a53 -mfloat-abi=hard -mfpu=neon-fp-armv8 -mneon-for-64bits -ffast-math” CXXFLAGS=”-Ofast -mtune=cortex-a53 -mcpu=cortex-a53 -mfloat-abi=hard -mfpu=neon-fp-armv8 -mneon-for-64bits -ffast-math”

make –always-make

รอนานเอาเรื่องเหมือนกันนะครับ เราจะได้โปรแกรม minerd มาขุด XMR ผ่าน pool ได้ ถ้าใช้ MinerGate (Link ได้รับการสนับสนุน) เราสามารถขุด XMR พร้อมๆ ไปกับ FCN ได้ด้วย ก็สั่ง
./minerd -a cryptonight -o stratum+tcp://fcn-xmr.pool.minergate.com:45590 -u xxxx@mmmm.com -p x

เปลี่ยน xxxx@mmmm.com เป็น e-mail ที่เราสมัครกับ MinerGate ด้วยนะครับ ตามภาพนั้นยังขุดแค่ XMR อยู่ อันที่จริง MinerGate รองรับหลายสกุลเงินที่ขุดด้วย minerd อยู่เหมือนกัน หรือถ้าใช้ pool เจ้าอื่น ก็ดูคู่มือจากเจ้านั้นๆ นะครับ

HO CHI MINH 2017 #2 – FROM BANGKOK TO DALAT



เราเริ่มต้นการเดินทางที่สนามบินดอนเมือง Terminal 1 ซึ่งเป็น Terminal สำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ น่าเศร้าใจเหมือนกันที่ Facility ของที่นี่มีน้อยมาก และอยู่ในสภาพเสื่อมโทรม ไม่ได้เป็นหน้าเป็นตาของประเทศเอาเสียเลย

ของกินใน Terminal 1 มี Fuji, McDonald’s, Starbucks, S&P ประมาณนี้ มีน้อยกว่า Terminal 2 ที่เป็นส่วนของเที่ยวบินในประเทศเยอะ ฝั่งนั้นเค้าทำใหม่ มีของกินมากมาย แถมมีร้าน 7-11 เสียด้วย




บินจากกรุงเทพมาเวียดนามก็แว๊บเดียว เร็วกว่าออกจากบ้านไปทำงานเสียอีก

มาถึงสนามบินก็ขึ้นรถเมล์เบอร์ 152 ไปลงตรงถนนฟามงูเหลา (Phạm Ngũ Lão) รีวิวส่วนมากจะให้ลงตรงตลาดเบนถัน คือจะบอกว่าลงตรงนั้นอ่ะ มันเดินไกล ถ้าจะไปตรง VietSea หรือท่ารถยี่ห้อเฟืองจาง (Phoung Trang) กับ The Sinh Tourist  ลงฟามงูเหลาดีกว่าเยอะ

ในรีวิวทั้งไทยและเทศจะบอกว่ารถเมล์ 152 มีถึงแค่ 6 โมงเย็นนิดๆ แต่ตอนเดินออกมาจากสนามบินนั่นก็ประมาณ 18.20 แล้ว รถเมล์ 152 ก็ยังมีอยู่นะ อาจจะเป็นรถเที่ยวท้ายๆ หรือไม่เค้าก็ขยายเวลาการเดินรถ อันนี้ก็ไม่อาจจะบอกได้

IMG_20170308_180022IMG_20170308_183855

ส่วนค่าโดยสารที่บอกว่า บางทีเอากระเป๋าใหญ่ๆขึ้นรถจะโดนเก็บเพิ่มอีกเท่าตัว จาก 5,000 เป็น 10,000 ดอง นั่นก็ไม่เห็นเจอ ทั้งขาไปขากลับ โดนแค่ 5,000 ดองตลอด ทั้งๆที่ก็มีฝรั่งขึ้นมาพร้อมเป้ backpack ใบมหึมา วางกินที่นั่งไปสามที่ ก็จ่ายแค่ 5,000 ดอง

อีกเรื่องนึงที่อยากแนะนำคือ App + Web ของรถเมล์ในโฮจิมินห์ เค้าทำไว้ดีมาก บอกป้าย บอกเส้นทางของรถเมล์ได้หมด ไปโหลดที่นี่เลย https://busmap.vn/?locale=en คือหลายๆอย่างเค้าก้าวล้ำกว่าเมืองไทยไปแล้วนะ

เราจองรถเที่ยว 5 ทุ่มของเฟืองจางเอาไว้ ตอนแรกว่าจะจองของ The Sinh เพราะราคาถูกกว่านิดนึง แต่สุดท้ายตัดสินในว่าอยากจะหาของกินชิลๆไม่รีบ ก่อนไปขึ้นรถ เลยเปลี่ยนใจไปซบรถสีส้มแทน เป็นการจอง Online ล่วงหน้าผ่าน Website ของเค้าที่ https://futabus.vn/en-US ราคาคนละ 210,000 ดอง

พอไปถึงออฟฟิสของเฟืองจางเราต้องเอาเมล์ยืนยันการซื้อตั๋วล่วงหน้าไปแลกเป็นตั๋วขึ้นรถเสียก่อน โดยที่เราจองไว้สองเที่ยวคือวันนี้ จากโฮจิมินห์ไปดาลัด และวันกลับจากมุยเน่มาโฮจิมินห์  แต่เจ้าหน้าที่ไม่รับแลกตั๋ววันกลับ บอกให้เราไปแลกตั๋วที่ออฟฟิศเฟืองจางในมุยเน่เอาเอง (คือไม่ดี !!! เพราะเราพักไกลจากออฟฟิศเค้า แล้วจะไปแลกยังไง ตอนไหนฟระ ?!)

ในทางกลับกัน เราจองรถบัสนั่งจากดาลัดไปมุยเน่ของ The Sinh Tourist เอาไว้ แต่กลับแลกเป็นตั๋วขึ้นรถได้เลยจากที่โฮจิมินห์นี่แหละ เออ การจัดการของ The Sinh Tourist นี่ดีกว่านะ

ปล. เนื่องจากเราไม่ได้จองทัวร์แบบสำเร็จรูปของ Vietsea ที่คนไทยชอบใช้ อันนั้นเค้าจะรับฝากกระเป๋าเดินทางได้ ทำให้เราต้องลากกระเป๋าเดินทางไปหาข้าวกินด้วย

IMG_20170308_211432.jpg

พอจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ก็ได้เวลาอาหาร เราเดินข้ามฝั่งจากตรงซอย Đề Thám  ไปยังศูนย์อาหารฝั่งตรงข้าม มีทางเลือกหลากหลายเลยล่ะ ดูเอาจากภาพได้เลย





เลือกกันสักพัก ก็ตกลงใจกันได้ว่ากินอาหารลาวน่าจะเวิร์คสุด ร้านชื่อ KHAO LAO โดยที่ร้านเค้ามีสโลแกนว่า “อาหารลาวทันสมัย” อาหารจานที่ถูกใจที่สุดคือ “ส้มตำลาว” รสชาติได้ที่มาก เลยเบิ้ลไปซะสอง มื้อนี้ซัดกันไป 800,000 ดอง อิ่มสบายใจ

พิกัดร้านก็ตามนี้ ต้องเดินลงบันไดไปชั้นใต้ดินนะ

กินอาหารแล้ว ยังเหลือเวลาอีก ก็เลยไปหาที่นั่งสบายๆ ก็หนีไม่พ้นร้าน Highlands Coffee ที่อยู่ตรงหัวมุมซอย Đề Thám นั่นแหละ






เครื่องดื่มที่นี่ราคาสูงเหมือนกัน อย่างเรากินโมฮิโต้ ราคาแก้วละ 59,000 ดอง รสชาติเหมือนกินยาสีฟันคอลเกตเลยแฮะ ไม่ได้ล้อเล่น รสชาติแบบนั้นจริงๆ !!

สำหรับการไปขึ้นรถของเฟืองจาง ต้องนั่งรถตู้จากออฟฟิศเค้า ไปจุดจอดรถตรง District 5 เสียก่อน เค้าจะบอกให้เราไปขึ้นรถตู้ประมาณ 30 นาทีก่อนรอบรถของเรา กรณีนี้ก็คือ 10:30 จ้ะ

DSC02448IMG_20170308_233450

ขึ้นรถตู้เบียดเสียดไปถึงจุดต่อรถ ที่โคตรโทรม ห้องน้ำโคตรสกปรกเหม็นมาก อ่านจากรีวิว มีแต่คนบอกว่าเจ้าหน้าที่ตรงนั้นเค้าจะไม่พูดอังกฤษ แต่เราไปถามเจ้ที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะ เป็นคนใช้คอมพิวเตอร์ เค้าก็บอกได้นะว่า your bus will come at eleven thirty !

เออ ที่เราไปคุยกับเจ้แกก็เพราะเค้าจะมีการแจกน้ำขวดกับผ้าเย็นให้คนละชุด โดยต้องเอาตั๋วไปโชว์ให้ดู ไม่งั้นก็คงไม่ได้คุย หลังจากนั้นพอมีรถทัวร์มาจอด เราก็ต้องยื่นตั๋วให้เจ้าหน้าที่ผู้ชายดูทุกครั้งอยู่ดี ประมาณ 11:30 รถ Sleeper Bus ของเราก็มารับจริงตามที่เจ้แกบอกไว้

รายละเอียดเรื่องรถรีวิวอื่นคงบอกไว้เยอะแล้ว เราขอเสริมประมาณนี้

  • เตียงด้านบน แถวกลางไม่มีช่องแอร์ แถวซ้ายขวามีช่องแอร์เป่าหนาวขั้วโลก สามารถหมุนปิดได้ แต่ก็ยังหนาวอยู่ดี
  • ผ้าห่มเค้ามีให้ แต่โคตรเหม็นสาบ !!!  เอาผ้าห่มไปเองเหอะ ไม่งั้นต้องเลือกระหว่างหนาวตาย กับเหม็นสาบผ้าห่มตาย  ดีที่เราอ่านรีวิวอื่นมาแล้ว เลยเอาผ้าห่มไปเอง รอดตายสบายใจ ”<br

HO CHI MINH 2017 #1 – TRIP SUMMARY

ทริปไปเวียดนามแบบไม่ได้ตั้งใจมาอีกแล้ว หลังจากที่ปีก่อนได้ไปฮานอย ปีนี้เปลี่ยนมาเป็นโฮจิมินห์บ้าง

คือเส้นทางเที่ยว โฮจิมินห์ – ดาลัด – มุยเน่ เนี่ยเป็นเส้นทางยอดฮิต แบบว่า 99% ของคนไปโฮจิมินห์ก็เที่ยวแค่นี้ มีรีวิวเป็นร้อยเป็นพันให้อ่าน เอาว่าเราจะรีวิวในแบบที่เราเที่ยว คิดว่าเหมาะกับคนบางกลุ่มที่มีข้อจำกัดเหมือนเราคือ

“เที่ยวแบบ backpack แต่ขี่มอเตอร์ไซด์ไม่เป็น ไม่อยากซื้อทัวร์เที่ยวในดาลัด  อยากเที่ยวแค่บางที่แบบตามใจฉัน อยากใช้เวลาเที่ยวกับแต่ละสถานที่แบบไม่เร่งรีบ กินเต็มที่ไม่ประหยัด”

การแลกเงินเราแลกเป็น USD  แล้วเอา USD ไปแลกเป็นดองที่โฮจิมินห์ คำนวนแล้วคุ้มกว่าแลกจากบาทเป็นดองอยู่นิดหน่อย

การเตรียมตัวไป ดาลัด (เดือนมีนาคม)

  • ไม่มีฝน
  • อากาศกลางวันร้อน กลางคืนหนาว อุณหภูมิ High-Low ต่างกัน 10+ องศา (12-25องศา ประมาณนี้)
  • ตอนกลางวันแดดร้อนมาก ไม่ค่อยมีเมฆ เตรียมแว่นกันแดด + หมวก + ครีมทากันแดด ไปให้พร้อม เสื้อยืดกางเกงยีนส์ หรือขาสั้นก็ตามสะดวก รองเท้าผ้าใบใส่สบายๆจะดีกว่ารองเท้าแตะ
  • ตอนกลางคืนอากาศเย็น 10 กว่าองศา เปลี่ยนจากเสื้อยืดเป็นเสื้อ Heattech ก็ชิลละ
  • ไปเก็บสตอเบอรรี่ได้

การเตรียมตัวไป มุยเน่ (เดือนมีนาคม)

  • ร้อน ตายไปข้าง …. เสื้อยืด กางเกงขาสั้น รองเท้าแตะ จะเวิร์คสุด

หวังว่ารีวิวนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้ที่เข้ามาอ่านนะครับ

แผนการเที่ยวคร่าวๆก็เป็นดังนี้






Day#1 – ถึงโฮจิมินห์ตอนค่ำๆ เดินทางจากสนามบินเข้าเมือง กินข้าวเย็น แล้วต่อ Sleeper Bus ไปดาลัด
รถเข้าเมือง 5,000
อาหารเย็น 800,000
กาแฟ 59,000
Sleeper Bus โฮจิมินห์ ดาลัด 420,000
รวมวันแรก 1,284,000 ดอง ประมาณ 1,990 บาท
https://nont.wordpress.com/2017/03/25/ho-chi-minh-2017-2-from-bangkok-to-dalat/





Day#2 – เที่ยวดาลัดรอบใน (เหมา Private Taxi)
เหมา Taxi 400,000
อาหารเช้า + ขนมปัง 200,000
Dalat Flower Garden 60,000
น้ำตก Dalanta 60,000
Roller Coaster 120,000
XQ Vietnam 40,000
Crazy House 80,000
อาหารเย็น 300,000
รวมวันที่สอง 1,260,000 ดอง ประมาณ 1,953 บาท
https://nont.wordpress.com/2018/01/19/ho-chi-minh-2017-3-dalat-inner-area-sightseeing/






Day#3 – เที่ยวดาลัดรอบนอก (เหมา Private Taxi)
อาหารเช้า + ขนมปัง 200,000
เหมา Taxi 500,000
Lang Biang + Jeep 180,000
Love Valley 200,000
เก็บสตอเบอรี่ 1 โล + แยม 1 ขวด 250,000
อาหารเย็น + ขนมปัง  400,000
รวมวันที่สาม 1,730,000 ดอง ประมาณ 2,682 บาท
https://nont.wordpress.com/2018/01/20/ho-chi-minh-2017-4-dalat-outer-area-sightseeing/

Day#4 – เช้านั่งรถบัสไปมุยเน่ บ่ายเที่ยว Sand Dune (ซื้อทัวร์ The Sinh Private Jeep)
Checkout โรงแรม = 135,000 + 50$
รถบัส The Sinh Tourist ไปมุยเน่ 240,000
อาหารกลางวัน 120,000
Private ทัวร์ Sand Dune 240,000
จี๊ปทะเลทราย 400,000
อาหารเย็น + Taxi  1,100,000
รวมวันที่สี่ 1,995,000 ดอง +50$  ประมาณ 3,092+1750 = 4,842 บาท

Day#5 – เช้านอน Sleeper Bus กลับโฮจิมินห์ บ่ายเที่ยวในโฮจิมินห์ ค่ำๆไปสนามบิน แล้วบินกลับกรุงเทพ
Checkout โรงแรม 900 บาท
Sleeper Bus มุยเน่ โฮจิมินห์ 240,000
อาหารกลางวันร้าน Pho 2000 = 230,000
Starbucks 150,000
รถเมล์ไปสนามบิน 10,000
ฺBurger King ในสนามบิน 194,000
รวมวันที่ห้า 824,000 ดอง ประมาณ 1,278 + 900 = 2,178บาท

รวมค่าใช้จ่าย 1990 + 1953 + 2682 + 4842 + 2178 = 13,645  บาท
ตกคนละ 6,822 บาท 50 สตางค์ ไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบิน

 

 

 

 

 

HANOI 2016 # 6 — HANOI แวะดูวิวก่อนกลับบ้าน

รถไฟพาเรากลับจาก Lao Cai มาส่งที่ Hanoi แต่เช้า(มาก) เรานั่ง Taxi กลับมาที่ออฟฟิศของเอเจ้นท์เพื่ออาบน้ำอาบท่าและฝากของ จากนั้นก็ออกเที่ยว

เริ่มแรกก็แวะไปตรงสะพานแดงก่อนเลย วันแรกๆเราแวะมาตอนกลางคืนแล้ว วันนี้แวะมาตอนเช้าๆบ้าง บรรยากาศช่วงเช้าดูเงียบเหงา





นักท่องเที่ยวยังมาไม่เยอะ เลยมีโอกาสเก็บภาพสวยๆ





จากนั้นเราก็ไปหาของกิน ลงเอยที่ร้านเฝอร้านนึง ท่าทางอร่อยใช้ได้ มีคนเวียดนามมากินเรื่อยๆ เราตกลงปลงใจนั่งทาน สั่งเฝอเนื้อกับเฝอหมูอย่างละชาม หลังจากปรุงด้วยพริกและมะนาวที่เค้ามีให้ ได้รสชาติเฝอที่อร่อยมาก ซดซะเกลี้ยงชาม ระหว่างกินเราก็คอยสังเกตุคนรอบๆด้วย ว่าเค้าจ่ายเงินกันคนละเท่าไหร่ เพราะดูท่าทางคนขายของร้านนี้คงพูดภาษอังกฤษไม่ได้แน่

หลังจากนั้นเพื่อความชัวร์ เราถามคนเวียดนามที่นั่งกินข้างๆเรา เค้าก็บอกมาราคานึง น่าจะ 30,000 ดอง

ทีนี้พอเราลุกไปจ่ายเงินกับลุงเจ้าของร้าน แกทำมือบอกว่าชามละ 40,000 ดอง เราก็เฮ้ย ! นั่นไง โดนเข้าแล้ว !! เราเลยพยายามทำมือว่า 30,000 สิ ลุงแกก็ทำมือชี้ๆว่าเนื้อ 30,000 หมู 40,000 !!! เวรละ ไม่มีทางรู้แล้วว่าจริงมั้ย เลยยอมจ่ายไป 70,000 ตามระเบียบ…

นี่ขนาดเตรียมการอย่างดี ยังโดนจนได้ T-T

เป้าหมายต่อไปก็คือ Lotte Center Hanoi ซึ่งมีดาดฟ้าชมวิว เราวางแผนกันมาอย่างดี ว่าต้องนั่งรถเมล์ไป สาย 9 นะ จะได้ไม่ต้องเสี่ยงโดน Taxi ขี้โกงเอาเปรียบ ทีนี้เราก็ไปขึ้นรถจากตรงป้ายรถเมล์ใหญ่ระหว่างทะเลสาปกับ Old Town เจอสาย 9 มาปุ๊บ โดดขึ้นทันใด.. ตามข้อมูล ประมาณ 20 นาทีก็ถึง

นั่งรถไปสักพัก เออ นานเว้ย … 40 นาทีแล้วยังไม่ถึง … สรุปว่าสาย 9 มันเป็นสายวงกลม เราดันขึ้นรถวนผิดด้าน !!! แทนที่จะใกล้เลยอ้อมโคตรไกล

ตอนกลับเราข้องใจ เลยแวะไปดูที่ท่ารถ แล้วก็พบกับความจริง .. ว่าขึ้นผิดด้านจริงด้วย.. ตอนขาไปเราไม่ได้ดูเอง อ่อนหัดยิ่งนัก !




เอาล่ะ ถึง Lotte Center แล้ว เข้าไปข้างในกันเลย ตามป้าย Observation Desk ไปเลย ชั้นใต้ดินๆ ลุย !







เข้าไปในตึกชั้น B1F นิดนึงก็จะเจอทางเข้าอยู่ด้านซ้ายมือ เดินเข้าไปเลย จากนั้นก็ไปซื้อตั๋วก่อน คนละ 230,000 ดอง .. คือแพง..

พอซื้อตั๋วเสร็จก็จะได้ผ่านเข้าไปขึ้นลิฟท์ ในลิฟท์จะมี Visual Effect ด้วย ดูกันเพลินๆ แว๊บเดียวก็ถึงดาดฟ้าแล้วล่ะ

ช่วงที่เราไปใกล้วันฮาโลวีนไง ก็มีจัด Theme ตามเทศกาลกันไป

ข้างบนไม่มีคนเลย โล่งมาก.. ก็แน่ล่ะ วันธรรมดาช่วงเช้า ใครจะมาล่ะ …

dsc00704gopr1430


Viewing Platform เป็นกระจกยื่นออกไปจากตัวตึก .. ตอนนี้มันเป็นของเราแต่ผู้เดียว !

กระจกอย่างหนามาก มองไปข้างล่างก็เสียวอยู่เหมือนกันนะเนี่ย

dsc00787gopr1445

เราถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนานสักพักก็หิวข้าว ข้างบนนี้มีร้าน Lotte ที่เป็นร้านขายไก่ทอดคล้ายๆ KFC อยู่ด้วย ก็แวะกินซะเลย




ไก่ทอดก็ไม่ได้อร่อยมากหรอกนะ แต่ก็ไม่ต้องเดินออกไปไหนไง กินกันตายไปละกัน รอไก่นานมาก นี่ขนาดมีลูกค้าแค่ไม่กี่คนเองนะ

dsc00717

ตามประสาวิวมุมสูงของเมืองธรรมดาๆ ไม่มีอะไรน่าสนใจหรอก ไม่เหมือนที่เมืองโคโลญจน์ เยอรมัน อันนั้นเค้ามีวิวโบสถ์สวยเวอร์

ถ่ายรูปจนพอใจ ท้องอิ่มแล้ว เราก็โบกมือลา Lotte Center

ขากลับขึ้นรถสาย 9 เหมือนเดิม แต่คราวนี้ขึ้นถูกด้านแล้ว ไม่นานก็กลับมาถึงตรง Old Town

ก่อนกลับก็ต้องแวะไปทานไอติมรสมะนาวยอดฮิตสักหน่อย ร้านอยู่ใกล้ๆกับป้ายรถเมล์นี่แหละ วันรุ่นเพียบ

ได้เวลาโบกมือลาฮานอยกันแล้ว เราเดินไปขึ้นรถสาย 86 ไปสนามบิน


img_20161024_152112img_20161024_151942


รถนั่งสบาย แอร์เย็น พอไปถึงสนามบินก็แวะกิน BK กัน เพื่อใช้เงินดองให้หมด เพราะเหลือกลับบ้านไปก็คงไม่ได้ใช้อะไรแล้ว

วันนี้คนกลับเยอะมาก เครื่องบินเต็มเอี๊ยดดดดด คนไทยมาเที่ยวช่วงวันหยุดยาวเยอะเป็นเรื่องปรกติ …

ได้เวลาบ๊ายบายจริงๆเสียที เจอกันใหม่ทริปหน้าคร้าบ

HANOI 2016 #5 — SAPA + HAM RONG เดินเที่ยวรอบ SA PA และปีนเขา HAM RONG

จากที่อ่านกระทู้รีวิวซาปาจากเวบพันทิปมา เค้าบอกว่าต้องมาถ่ายรูปทะเลสาปซาปาตอนเช้าๆ จะได้ภาพบ้านสะท้อนน้ำและแสงอ่อนสวยงาม เอาล่ะ นั่นคือเป้าหมายแรกของวันนี้





ระหว่างทางเดินไปทะเลสาปกลางเมืองก็ได้ observe ชีวิตประจำวันของคนที่นี่ไปด้วย ก็น่าจะเหมือนของคนไทยเมื่อก่อนแหละนะ มีตลาดเช้าขายของกิน ของสดทั่วไป

dsc00405dsc00406

พอเดินไปถึงริมทะเลสาป เจอเด็กคนนี้กระเตงน้องมาที่หลัง น้องหลับหน้าหงายหมดสภาพมาก น่ารักไปอีกแบบ

Du lịch Sa Pa แปลว่า “Travel Sa Pa” น่ะ ตอนแรกนึกว่าจะแปลว่ายินดีต้อนรับเสียอีก


ถัดมาจากป้ายสามเหลี่ยมซาปาเราก็มองเห็นทะเลสาปอยู่ข้างหน้าแล้ว บรรยากาศตอนเช้าสดชื่น พร้อมแสงแดดเบาๆ ทำให้เงาสะท้อนน้ำสวยมากเลย

หลังจากเดินถ่ายรูปรอบๆทะเลสาปจนพอใจแล้วเราก็เดินกลับที่พัก เพื่อไปอาบน้ำอาบท่า กินข้าวเช้า แล้วค่อยออกมาปีนเขา Ham Rong

dsc00489dsc00488ทางเข้า Ham Rong หาง่ายมาก ให้เดินเข้าไปซอยด้านซ้ายที่ติดกับโบสถ์ของซาปา จากนั้นพอเจอซุ้มสีเขียว ซึ่งเป็นทางเข้าโรงแรม ให้เลี้ยวซ้ายอีกที จะเห็นทางลาดขึ้น ก็นั่นแหละ เดินเข้าไปเลย


dsc00494dsc00493

เดินเข้าไปนิดนึงก็จะเจอซุ้มขายตั๋ว ต้องซื้อตั๋วก่อนถึงจะเข้าได้ ถ้าเดินผ่านไปตรงทางเข้าแล้วไม่มีตั๋ว ต้องเดินกลับลงมาซื้อตรงนี้แหละนะ ราคาค่าเข้าคนละ 70,000 ดอง จ่ายเงินแล้วจะได้บัตรผ่านประตูมาคนละใบ และได้ใบเสร็จค่าเข้าคนละใบ

dsc00485dsc00486

ระหว่างทางเดินมาเจอเด็กม้งแบกน้องอีกแล้ว เหมือนจะเป็นเรื่องปรกติที่พี่ต้องสะพายน้องตัวเล็กๆติดไปด้วย พ่อแม่เด็กม้งคงต้องไปทำงาน ไม่สามารถมาเลี้ยงน้องได้แน่เลย แต่เจ้าเด็กน้อยคนนี้ไม่รู้ไม่สบายหรือเปล่า มีแผ่นเจลแปะตรงหน้าฝากเสียด้วย





ข้างใน Ham Rong จะเป็นทางเดินขึ้นเขาตลอด แต่ก็ไม่ชันอะไรมาก ถ้าเดินขึ้นบันไดบ้านได้ ก็ต้องเดินขึ้นเขานี่ได้สบายๆแหละ

ที่ๆต้องไปก็คือ “Cloud Yard” หรือ “San May” นี่แหละ คือแผนที่ไม่มีให้นะ แล้วป้ายบอกทางก็ง่อยมาก ขนาดคนเวียดนามยังหลงเลย คิดดูละกัน


ทางเดินขึ้นก็จะแคบๆหน่อย เดินไปสักพักถ้าเจอแบบนี้ก็ใช่แล้วล่ะ

ตอนแรกเราเดินไปเอง เลยหลงอยู่สักพัก จนคิดว่ายังไงก็หาไม่เจอแน่ๆ เลยถามคนเวียดนาม เค้าก็บอกให้ตามมาๆ แล้วก็พาไปหลงต่อ เดินกลับไปกลับมา สุดท้ายเค้าเลยถามคนเวียดนามอีกกลุ่มให้ แล้วก็พาเราไปถึง Cloud Yard ได้ในที่สุด


วิวข้างบนเห็นเมืองซาปาทั้งเมืองเลย สวยสดงดงามมากๆ

dsc00570dsc00561

ขาลงเราแวะพักร้านน้ำชา แต่กินน้ำอัดลม ”</p

HANOI 2016 #4 — SA PA + FANSIPAN LEGEND เที่ยวซาปาขึ้นเขาฟานซิปาน

การเดินทางสุดโหดยังดำเนินต่อไป จาก Day Tour ที่ Ninh Binh กลับมา Hanoi เพื่อต่อ Night Train ไปยัง Sa Pa … ไม่สิ ต้องเรียกว่านั่งรถไฟไปที่ Lao Cai ก่อน แล้วต่อรถบัสไป Sa Pa อีกที




ขอเล่าถึงความลำบากในการเดินทาง.. นี่คือเราแวะไปอาบน้ำที่โรงแรมของเอเจ้นท์ก่อน ซึ่งห้องน้ำก็มีแค่สองห้อง ผ้าเช็ดตัวไม่มีให้ น้ำไหลเอื่อยๆหน่อย แถมคนต่อคิวยาวอีก กว่าจะแย่งอ่าบน้ำ กว่ารถบัสจะมารับจากโรงแรมของเอเจ้นท์ไปสถานีรถไฟก็เกือบได้เวลารถไฟออกแล้ว วิ่งสู้ฟัดมาก

ยัง ยังไม่พอ จะขึ้นรถไฟ.. ตู้เราเบอร์ 13 คือไกลมาก… เริ่มจากตู้เบอร์ 1 ที่หัวชานชลา พอเราเดินไปๆ คนอื่นเค้าแวะเข้าตู้หมดแล้ว ทำไมเรายังไม่ถึงฟระ ???!! อีกอย่าง.. ตู้หน้าๆมันก็ดีนะ พื้นชานชลามันสูงเท่าประตูรถไฟ แต่พอเดินไปตู้ของเรา ทำไมพื้นมันลาดลงล่ะเฮ้ย !!! สรุปว่าประตูรถไฟอยู่ตรงประมาณราวนม .. แล้วบันไดที่ทอดลงมาก็ช่วยได้มากเลยครับพี่ ! ผู้ชายไม่เท่าไหร่ ผู้หญิงนี่หมดสวยเลยครับ ต้องปีนบันไดรถไฟขึ้นไปเนี่ย

ขาไปเราลองรถไฟของ King Express ซึ่งราคาถูกหน่อย แต่ขากลับใช้ของ Sapaly ที่ราคาแพงสุด คือไอ้รถไฟเนี่ย ไม่ว่าซื้อยี่ห้อไหนก็ไปขบวนเดียวกันแหละนะ แต่ผู้ให้บริการแต่ละเจ้าที่เช่าตู้จากการรถไฟเวียดนาม เค้าจะมาตกแต่งภายใน ใส่ที่นอนหมอนมุ้งฟูก และจัด Service ต่างๆเอง และขายแข่งขันกับเจ้าอื่นๆ

gopr0417dsc09743

 

ข้างในก็จะมีทางเดินยาวๆประมาณในรูปด้านบน แล้วด้านขวามือก็จะเป็นประตูห้อง.. มีที่นอนห้องละ 4 เตียง ถ้าใครมาสองคน จะซื้อ 4 เตียง แต่นอนแค่สองคนก็ได้เหมือนกัน โดยถ้าซื้อ 4 เตียงแล้วเนี่ย เค้าจะพับที่นอนด้านบนเก็บให้ แล้วก็นอนข้างล่างสองเตียง สำหรับเรา ลองดูราคาแล้วยอมแชร์กับคนอื่นดีกว่า ปรกติเค้าขายเตียงละ 35–40$ ถ้านอนสองคน เหมาห้อง ก็ตกคนละ 70–80$ คูณ 2 เป็นราคาไปกลับได้ 140–160$ …อ่วมครับ

ทีนี้เวลาไปสองคนและแชร์ห้องกับคนอื่น เค้าจะไม่ยอมให้เราจองเตียงล่างสองเตียงจ้า จะต้องจองเป็นคู่ล่าง-บน แล้วการปีนขึ้นเตียงบนเนี่ย ไม่มีบันไดนะ มีแค่ทีให้เอาขาเหยียบอันเล็กๆ คือเราต้องใช้สกิลปีนขึ้นไปเอง ท่านผู้ชายทั้งหลาย ท่านได้เสียสละแน่นอนฮะ

สำหรับคนที่กังวลเรื่องปลั๊กไฟ คุณคิดถูกแล้วครับ ทั้งตู้มีปลั๊กไฟให้แค่สองอัน ตรงข้างๆเตียงด้านล่าง เตียงบนไม่มีปลั๊กไฟให้ แล้วไปเจอ Sapaly ขากลับ มีโคมไฟให้ โดยเสียบไฟไปปลั๊กนึงแล้ว.. พวกเจ้าก็ต้องคุยกับเพื่อนร่วมทางดีๆว่าจะแบ่งใช้ยังไง

สำหรับเราเอาปลั๊กพ่วง 5 รูไปอยู่แล้ว ก็สบายไป คืนนึงชาร์จอุปกรณ์มากมาย ทั้งมือถือ,กล้อง, GoPro, PowerBank และอื่นๆ

img_20161022_062132img_20161022_061928

หลังจากหลับๆตื่นๆมาตลอดทาง รถไฟก็มาถึง Lao Cai จนได้ จากที่เราไปกลับเนี่ย บอกได้เลยว่า ตู้ของ Sapaly นอนสบายกว่า แอร์ทั่วถึงกว่า ก็สมกับที่แพงกว่า ข้อเสียของตู้ King Express คือได้กลิ่นน้ำมันเครื่องยนต์ คงเพราะเป็นตู้ท้ายๆ แอร์เลยดูดเอาลมที่พ่นออกจากท่อไอเสียที่ใดที่หนึ่งเข้ามาด้วย

พอรถไฟถึงทุกคนก็เดินออกมาจากรถไฟสู่สถานีเพื่อหารถต่อไป Sa Pa

g0030463g0030442

สถาพก็อย่างที่เห็น วุ่นวายเวียดนามมุงมากมาย เราจองรถบัสมากับเอเจ้นท์แล้ว ก็แค่มองหาป้ายชื่อตัวเองก็พอ หลังจากเจอคนที่มารับเราแล้ว เค้าก็เอาพวกเรายัดเข้ารถบัสคันเล็กๆ ที่แทบไม่มีที่เก็บกระเป๋าเดินทาง ฝรั่งเอาเป๋าใหญ่ๆมานี่ถึงกับสบถด้วยความเครียด เออ นั่นแหละ ใครให้พวกแกขนกระเป๋าเดินทางใบโตๆมากันเล่า ถ้าอยากขนมาแบบนั้นคงต้องไปจองรถส่วนตัวแทนอ่ะนะ สรุปว่าหลายคนต้องนั่งรถพร้อมกระเป๋าเดินทางอยู่บนตัก คือฝรั่งก็ตัวใหญ่อยู่แล้ว.. น่าสงสารเหมือนกัน

รถบัสเค้าจะเอาเราไปส่งที่โรงแรมเลย เราแวะเอาของเก็บที่ Storage ก่อน เพราะห้องยังไม่ว่าง แล้วก็ขอเค้าอาบน้ำอาบท่าให้สดชื่น จากนั้นก็ให้โรงแรมเรียก Taxi ไปส่งที่ Fansipan สำหรับราคาก็ต่อรองกันเอง แต่ยังไงก็ไม่ควรเกิน 70,000 ดองนะ

แวะถ่ายรูปพาโนจากระเบียงของโรงแรมมาซะหน่อย วิวสวยดีเหมือนกัน

ระหว่างทางขึ้นไปก็เจอป้ายพร้อมกระเช้าจำลองไว้ให้ถ่ายรูป แต่ตรงนี้มันอยู่ด้านนอกไกลจาก Fansipan ดังนั้นเราเลยได้แค่ถ่ายรูปจากในรถ

พอรถจอดส่งเราแล้วก็จะมีป้ายแบบนี้ให้ถ่ายรูป เออ ค่อยดีหน่อย แต่จะบอกว่ากว่าจะถ่ายรูปโล่งๆนี้ได้ต้องรอนานมากกกก เพราะมีเหล่าทัวร์จีนและทัวร์เวียดนาม(ที่นิสัยเหมือนคนจีน) ลงมาถ่ายรูปกันแบบไม่มีความเกรงใจ และไม่รู้จักการต่อคิวอะไรทั้งสิ้น




เดินเข้ามาจากจุดจอดรถด้านหน้าก็จะเจอทางเข้าอาคารไปขึ้น Cable Car โดยที่เค้าจะให้เราเดินเข้าตามช่องที่จัดไว้ วนขดๆไปเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าทำไว้ทำไมเหมือนกัน เพราะไม่เห็นความจำเป็นเลย หลังจากพ้นจากเขาวงกตมาได้ ก็จะมีศาลาอยู่ตรงข้ามกับอาคาร คงเอาไว้ให้ไหว้ขอพรก่อนขึ้น Cable Car

วันที่เราไปเที่ยวนี่เป็นช่วงเดือนตุลา อากาศที่ Sa Pa ค่อนข้างดี คือฝนไม่ตก ไม่หนาวด้วย







ข้างในอาคารก็มีช่องจำหน่ายตั๋ว Cable Car ราคาคนละ 600,000 ดอง จะจ่ายเป็น $ ก็ได้ แต่อัตราแลกเปลี่ยนจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่หรอก ไม่ค่อยแนะนำ หลังจากซื้อตั๋วแล้ว ก็จะมีห้องน้ำให้เข้า มีจุดพักให้นั่งเล่นรอ มี Wifi ฟรีคุณภาพดีให้เล่น


รูปบนถ่ายตอน 10 โมง รูปล่างถ่ายตอน 11 โมง .. ต่างกันคนละเรื่องเลย ช่วง 10 โมงคนต่อแถวล้น ทัวร์ทั้งนั้น ล้งเล้งมาก คือพวกเราอยากนั่งกระเช้าสวีทไปกันสองคนไง ไม่อยากมีพวกทัวร์ล้งเล้งไปด้วย เลยมาตั้งหลักกันใหม่ว่าเอาไงดี ก็นั่งรอๆไปเรื่อยๆ หวังว่าคนจะลดลง และแล้วพระเจ้าก็เห็นใจจ้า พอ 11 โมงคนก็หายไปหมด หายไปยังงี้แหละ ว่างงงงไปเลย เนื่องจากเราไปวันเสาร์ ซึ่งโดยปรกติคนจะมาเที่ยวเยอะมากๆ ไอ้ช่วงนี้น่าจะว่างเพราะเป็นช่วงที่ทัวร์รอบเช้าขึ้นไปหมดแล้ว ทัวร์รอบบ่ายยังไม่มา (เดา)

แต่ถ้าไปเที่ยวช่วง Low Season หรือวันธรรมดา ก็อาจจะคนไม่เยอะอยู่แล้วก็เป็นได้นะ อันนี้ไม่รู้เหมือนกัน

เมื่อมีแต่เราสอง กระเช้าก็ว่างแบบนี้แหละจ้าาาา แฮปปี้สุดดดดดด ~*

ช่วงที่พวกเราไปเค้าเก็บเกี่ยวนาข้าวกันไปหมดแล้ว เลยไม่มีวิวนาข้าวเหลืองอร่ามมาให้ดูนะ

DSC09958.JPGDSC09880.JPG

กระเช้าพาเราสูงขึ้นมาเรื่อยๆ จากวิวพื้นนาก็กลายเป็นวิวภูเขาและท้องฟ้า รู้ตัวอีกทีเราขึ้นมาสูงเท่ากับเมฆแล้ว ท้องฟ้าข้างหลังก้อนเมฆเป็นสีฟ้าสดเหลือเชื่อ

dsc09986dsc09988

จาก Ga SaPa ถึง Ga Fansipan ใช้วเวลาไม่นาน อยากจะถ่ายรูปอะไรก็ต้องรีบรัวเลยนะ

ในรูปจะเห็นได้ว่าแถวรอขึ้น Cable Car ลงไปด้านล่างนั้นเต็มไปด้วยผู้คน รับรองอัดกันเป็นปลากระป๋องแน่ๆ

dsc09994dsc09995dsc09991

พอขึ้นมาถึงด้านบนได้อย่างแฮปปี้เอนดิ้งแล้ว เราก็หยุดพักเติมพลังก่อน อาหารข้างบนราคาสูงหน่อย แต่ก็รสชาติกินได้โอเค ได้นั่งพักกินข้าว ท้องอิ่มแล้วเราก็พร้อมจะลุยไปสู่ยอดเขา Fansipan จริงๆเสียที

dsc09998dsc09997dsc09996

ทางเดินไป Fansipan เป็นแบบ Open Air ทั้งหมด ถ้าใครมาช่วงอากาศไม่ดี คือลืมภาพแบบนี้ไปได้เลยนะ เห็นรีวิวของคนที่ไปหน้าฝน หรือ ช่วงฟ้าไม่ใส นี่คือหมอกลงหนามาก แทบมองทางไม่เห็น แถมบางทีฝนตก ต้องใส่เสื้อกันฝนเปียกเป็นลูกหมาตกน้ำอีก

ทางเดินก็เป็นบันไดขึ้นไปเรื่อยๆ ต้องฟิตร่างกายนิดนึงแหละ เพราะข้างบนนี้อากาศน้อย ทำให้เหนื่อยง่ายขึ้น ใครมีปัญหาเรื่องการหายใจในที่ออกซิเจนน้อยๆต้องระวังตัวหน่อยนะ

dsc00014dsc00021

ข้างบนนี้ในวันฟ้าใสมันสวยมาก เมฆด้านบนนี่ลอยไหลไปมาอย่างรวดเร็ว แบบว่าถ้าอยู่พื้นราบคงไม่มีวันได้เห็นความสวยงามแต่แฝงไปด้วยความโหดร้ายเกรี้ยวกราดของท้องฟ้า

หลังจากผ่านประตูใหญ่มาแล้ว ก็จะต้องเดินขึ้นไปที่ยอด Fansipan Summit ไกลเหมือนกันนะ ต้องพยายาม Enjoy ความสวยงามของวิวรอบๆไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็คงถึงด้านบนเอง

dsc00050dsc00036

มีศาลเจ้าให้แวะไหว้พระขอพรและนั่งพัก ยืนพัก เป็นระยะๆ ตัว Fansipan Summit นี่เป็น Mega Project ของเวียดนามเค้าเลย ยังมีจุด Landmark อีกหลายจุดยังสร้างไม่เสร็จนะ เข้าใจว่าตรง Base Station จะทำเป็นโรงแรมด้วย ส่วนข้างบนก็จะมีศาลา มีพระใหญ่ มีวัด ให้แวะชม

dsc00052dsc00046

เดี๋ยวสร้างเสร็จคงมีพระใหญ่อยู่ตรงนั้นแน่ๆ ส่วนทางเดินราบเรียบอันนี้แทบจะเป็นจุดเดียว ที่ไม่ใช่บันได นอกนั้นต้องขึ้นบันไดหมด เดินขึ้นทีละสิบยี่สิบขั้นถึงจะมีที่พักสั้นๆทีนึง

dsc00053dsc00045

มีป้ายบอกระวังลมด้วย แสดงว่าข้างบนนี่น่าจะมีลมแรงได้ด้วย ถ้าตอนไหนสภาพอากาศไม่ดีนี่น่าจะต้องเดินระวังๆหน่อย ตอนเราไปนี่ก็ลมแรงเป็นระยะๆ แต่ไม่ขนาดตัวปลิวหรอกนะ แค่ต้องระวังบ้าง ไม่งั้นร่มหรือหมวก หรือเครื่องประดับอย่างใดอย่างนึงอาจจะปลิวหายไปกับสายลมได้

นอกจากนั้นพอใกล้จะถึงยอด Fansipan Summit แล้ว จะมีป้ายบอกให้ต่อคิวเสียด้วย ก็ไม่น่าแปลกใจอะไร เพราะช่วงคนเยอะๆนี่คงโกลาหลเลยล่ะ บันไดก็ไม่ได้กว้างมาก ถ้าคนมาออกันแล้วเบียดเสียดแย่งกันขึ้นไปด้านบนอาจจะมีอันตราย

DSC00182.JPGgopr0618


หลังจากแฮ่กมาครึ่งชั่วโมง เราก็มาถึงยอดเขา Fansipan เสียที ตรงยอดนี้จะมีธงเวียดนามเอาไว้ให้ถือเป็น prop ถ่ายรูปซะด้วย แต่การแย่งชิงฉากถ่ายรูปนี่เป็นสงครามกันเลยทีเดียว เนื่องจากนักท่องเที่ยวทั้งหลาย ก็ไม่มีวัฒนธรรมการต่อแถวหรอก แย่งกันปีนเขามาคนละด้าน แย่งกันถือธง กว่าจะได้รูปพวกนี้มา ต้องรอจังหวะ และต้องคอยบอกคนอื่นว่า เฮ้ย รอก่อน ขอถ่ายรูปก่อน อย่าพึ่งขึ้นมา อะไรแบบนี้ด้วย อย่าไปเกรงใจ ต้องบอกนะ เงียบๆขี้เกรงใจแบบพี่ไทยไปนี่รับรองมีคนอื่นแถมมาในรูปเพียบ

พอถ่ายรูปจนพอใจเราก็ลาจากยอดเขา Fansipan กลับสู่ที่พัก ขากลับหมดแรงถ่ายรูปแล้ว แต่ Cable Car ขากลับของเราก็ว่างเหมือนเดิม ในขณะที่ขาขึ้นนั้นแน่นขนัดไปด้วยผู้คน.. แสดงว่าการมาช่วงเวลากลางวันนี้ช่วยให้เราหลีกหนีเหล่านักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ได้ดีจริงๆ

gopr1247gopr1240

ที่พักใน Sa Pa ของเราคือโรงแรม H’Mong Hotel Sapa จองผ่านเอเจ้นท์มา ได้ราคาโอเคอยู่ แต่ห้องเต็มสุดๆ เลยไม่ได้ห้องชั้นบนที่มีวิวระเบียง

ตัวห้องไม่มีพัดลม แอร์นี้ไม่มีอยู่แล้ว น้ำแรงใช้ได้ ส่วน Wifi ไม่ค่อยดีเท่าไหร่

dsc00316dsc00312dsc00305dsc00302

พอกลับถึงห้อง อาบน้ำอาบท่า ก็สลบกันทันที แล้วก็ตั้งมือถือปลุกไว้ตอนหัวค่ำ เพื่อจะได้ตื่นออกไปหาของกินในเมือง

โรงแรม H’Mong นี่จัดว่าห่างจากกลางเมืองเหมือนกัน แต่ก็เดินได้สบาย ขาไปที่เมืองนี่เดินลงเขา ไม่ค่อยมีปัญหา ขากลับเดินขึ้นเขาก็จะต้องใช้พลังงานมากกว่า

ตรงกลางเมืองมีลานกิจกรรม เด็กผู้ชายตั้งวงแตะลูกอะไรสักอย่างเล็กๆ จริงๆซื้อลูกตระกร้อมาฝากเค้าก็น่าจะดี

คนขายหลบหลังผ้าซะงั้นน่ะ ถ้าไม่มองดีๆแทบไม่เห็นนะ นี่คือแอบหลับหรือไงก็ไม่รู้ แปลกดีเลยถ่ายรูปมา







เราเดินสำรวจของกินกันอยู่พักนึงก็ตกลงใจว่าจะกิน Hot Pot หมู ราคาน่าจะหลายแสนดองอยู่ จำไม่ได้แล้วว่าเท่าไหร่

เอาว่าก็พอกินได้ แต่ให้เทียบกับสุกี้เมืองไทย ของเราเหนือกว่าเยอะตามระเบียบ





พอท้องอิ่มเราก็ออกเดินเรื่อยเปื่อย ของที่เหล่าม้งเอามาขายส่วนใหญ่เป็นเสื้อผ้า เครื่องประดับ ที่เราคงไม่ได้ใช้ เลยไม่ได้เสียเงินซื้ออะไรเลย

dsc00358gopr1268

กลับมาตรงลานกิจกรรม เจอคนมหาศาล ต่างกับตอนก่อนไปกินข้าวลิบลับ ตรงเวทีมีการแสดงรำพื้นเมือง แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นการประกวด หรือเป็นกิจกรรมปรกติของคนที่นี่เหมือนกัน

หลังจากนี้เราก็เดินกลับโรงแรม และนอนหลับเอาเป็นเอาตาย เพราะเหนื่อยกันมาทั้งวัน แล้วเจอกันใหม่ตอนถัดไป

HANOI 2016 #3 — TRANG AN ล่องเรือไปกับภูเขาและป่าไม้

HANOI 2016 #3 — TRANG AN ล่องเรือไปกับภูเขาและป่าไม้


Trang An อ่านว่าจ่างอาน เป็นจุดท่องเที่ยวจุดหนึ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมทำ Day Trip จากฮานอย กิจกรรมหลักที่ทำคือการมาล่องเรือชมธรรมชาติ และลอดถ้ำต่างๆที่เกิดจากน้ำเซาะใต้ภูเขา






ก่อนเข้าไปด้านใน ทัวร์ไกด์ก็แจกบัตรเข้าสถานที่คนละใบเหมือนเดิม พอเข้าไปด้านในก็จะเจอกับท่าขึ้นเรือที่จะพาเราล่องไปตามแม่น้ำ เรือหนึ่งลำมีที่นั่ง 2 ตอน นั่งได้ตอนละ 2 คน คนพายเรือที่ส่วนมากเป็นผู้หญิงเค้าจะนั่งด้านหลังสุด จะให้ดีควรนั่งที่นั่งแถวหน้า ถ้านั่งแถวกลางจะถ่ายรูปสวยๆลำบากเพราะโดนคนนั่งด้านหน้าบังวิว


เรือไม่มีหลังคา เพราะฉนั้นใครไม่ชอบแดด ก็จงเตรียมร่มให้พร้อม ก็ใครให้ไปล่องเรือกลางแดดตอนบ่ายสองโมงล่ะเฮ้ย !


เรือที่นั่งก็ประมาณนี้แหละ แต่ละลำมีหมายเลขกำกับ เท่าที่เห็นเลขเรือนี่มีไปถึงพันเลยนะ ส่วนน้ำไม่น่าลึก แต่ก็มีเสื้อชูชีพให้ใส่ กันไว้ดีกว่าแก้


ใต้น้ำมีสาหร่าย ? หรือพืชน้ำสักอย่างขึ้นอยู่เต็มไปหมด ก็ยังดีที่เป็นพืช ไม่เหมือนบางที่ในไทย ที่เป็นปลิงกับหอยเม่น นั่นสยองกว่าเยอะ


บนเรือจะมีไม้พายวางเอาไว้ข้างๆที่นั่งด้วย ถ้าเราอยากช่วยคนเรือพายสักหน่อยก็ทำได้เลย เพราะหนึ่งคนพายให้อีก 4 คนนั่งเฉยๆ คงหนักหนาเอาการ


สำหรับสาวๆกลัวแดด ก็คงต้องประมาณนี้ มีผ้ามีหมวกกันแดดเต็มพิกัดเท่าที่จะหาได้


มีใครบอกได้บ้าง ว่าแพะตัวนั้นมันมากินใบไม้อยู่ตรงริมน้ำได้ยังไง ! คือนี่มันหน้าผาริมน้ำ บ้านแกอยู่ตรงไหนเนี่ย ?!




และแล้วก็มาถึงถ้ำแรกเสียที หลังจากชมธรรมชาติข้างทางมานาน ถ้ำทั้งหมดก็น่าจะเกิดจากการกัดเซาะของน้ำ ความยาวของแต่ละถ้ำก็จะต่างกันไป


ข้างในถ้ำก็จะเหมือนๆกันหมด มืดๆ อับๆ แต่ทางเรือเนี่ย บางถ้ำก็เป็นแนวตรง บางถ้ำก็คดเคี้ยวไปมา เราก็ต้องคอยก้มหัวหลบกันไปนะ


ออกมาเจอต้นไม้ต้นนี้ทำให้นึกถึง White Tree of Gondor ใน Lord of the Rings




จากถ้ำแรกมาแว๊บเดียวก็ถึงถ้ำถัดไปแล้ว ช่วงนี้จะเข้าออกรัวๆ

ตรงปากทางเข้าของแต่ละถ้ำก็จะมีชื่อกับความยาวของถ้ำบอกเอาไว้ด้วย


ตอนจะออกจากปลายถ้ำนี่ถ่ายรูปน้ำออกมาสวยดี เพราะแสงแดดข้างนอกจ้ามากทำให้เห็นน้ำสีเขียวสด


เอาจริงๆคนพายเรือก็เมื่อยนะ หลังๆเค้าก็พายด้วยเท้าแทน !!


หลังจากลอดถ้ำมานับไม่ถ้วน ก็มาได้เวลาวนกลับ ความรู้สึกตอนผ่านกอหญ้าสูงๆ ทำให้คิดว่าตัวเองล่องเรืออยู่ในป่าอะเมซอนในหนัง


ขากลับคือแดดแรงมาก …. แสงส่องสะท้อนน้ำระยิบระยับไปหมด กันแดดหนาแค่ไหนก็ไม่น่าเอาอยู่


ในที่สุดก็กลับมาถึงท่าเสียที คนพายเรือคงโล่งอก


พอมาถึงท่า ก็เข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตา ซื้อน้ำเย็นดื่มให้สดชื่นเสียหน่อย จากนั้นได้เวลาโบกมือลา Trang An กันแล้ว ทัวร์เค้าจะพาเราไปส่งโรงแรมในเมือง แต่คืนนี้เราไม่ได้พักโรงแรม เรามีโปรแกรมไป SaPa กันโดยรถไฟ ช่างเป็นทริปที่ทรหดเหลือเกิน…

HANOI 2016 ตอนที่ 3 : TRANG AN ล่องเรือไปกับภูเขาและป่าไม้

dsc09386Trang An อ่านว่าจ่างอาน เป็นจุดท่องเที่ยวจุดหนึ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมทำ Day Trip จากฮานอย กิจกรรมหลักที่ทำคือการมาล่องเรือชมธรรมชาติ และลอดถ้ำต่างๆที่เกิดจากน้ำเซาะใต้ภูเขา

dsc09388dsc09389ก่อนเข้าไปด้านใน ทัวร์ไกด์ก็แจกบัตรเข้าสถานที่คนละใบเหมือนเดิม พอเข้าไปด้านในก็จะเจอกับท่าขึ้นเรือที่จะพาเราล่องไปตามแม่น้ำ เรือหนึ่งลำมีที่นั่ง 2 ตอน นั่งได้ตอนละ 2 คน คนพายเรือที่ส่วนมากเป็นผู้หญิงเค้าจะนั่งด้านหลังสุด จะให้ดีควรนั่งที่นั่งแถวหน้า ถ้านั่งแถวกลางจะถ่ายรูปสวยๆลำบากเพราะโดนคนนั่งด้านหน้าบังวิว

dsc09396เรือไม่มีหลังคา เพราะฉนั้นใครไม่ชอบแดด ก็จงเตรียมร่มให้พร้อมเพราะแดดแรงมาก ก็ใครให้ไปล่องเรือกลางแดดตอนบ่ายสองโมงล่ะเฮ้ย !

dsc09417เรือที่นั่งก็ประมาณนี้แหละ แต่ละลำมีหมายเลขกำกับ เท่าที่เห็นเลขเรือนี่มีไปถึงพันเลยนะ ส่วนน้ำไม่น่าลึก แต่ก็มีเสื้อชูชีพให้ใส่ กันไว้ดีกว่าแก้

dsc09410ใต้น้ำมีสาหร่าย ?  หรือพืชน้ำสักอย่างขึ้นอยู่เต็มไปหมด ก็ยังดีที่เป็นพืช ไม่เหมือนบางที่ในไทย ที่เป็นปลิงกับหอยเม่น นั่นสยองกว่าเยอะ

DSC09425.JPGบนเรือจะมีไม้พายวางเอาไว้ข้างๆที่นั่งด้วย ถ้าเราอยากช่วยคนเรือพายสักหน่อยก็ทำได้เลย เพราะหนึ่งคนพายให้อีก 4 คนนั่งเฉยๆ คงหนักหนาเอาการ

DSC09429.JPGสำหรับสาวๆกลัวแดด ก็คงต้องประมาณนี้ มีผ้ามีหมวกกันแดดเต็มพิกัดเท่าที่จะหาได้

DSC09440.JPGมีใครบอกได้บ้าง ว่าแพะตัวนั้นมันมากินใบไม้อยู่ตรงริมน้ำได้ยังไง ! จะลำบากไปไหมลูก T_T

dsc09466dsc09442และแล้วก็มาถึงถ้ำแรกเสียที หลังจากชมธรรมชาติข้างทางมานาน ถ้ำทั้งหมดก็น่าจะเกิดจากการกัดเซาะของน้ำ ความยาวของแต่ละถ้ำก็จะต่างกันไป

DSC09478.JPGข้างในถ้ำก็จะเหมือนๆกันหมด มืดๆ อับๆ แต่ทางเรือเนี่ย บางถ้ำก็เป็นแนวตรง บางถ้ำก็คดเคี้ยวไปมา เราก็ต้องคอยก้มหัวหลบกันไปนะ

DSC09489.JPGออกมาเจอต้นไม้ต้นนี้ทำให้นึกถึง White Tree of Gondor ใน Lord of the Rings

DSC09494.JPGจากถ้ำแรกมาแว๊บเดียวก็ถึงถ้ำถัดไปแล้ว  ช่วงนี้จะเข้าออกรัวๆ

dsc09498ตรงปากทางเข้าของแต่ละถ้ำก็จะมีชื่อกับความยาวของถ้ำบอกเอาไว้ด้วย

dsc09500ตอนจะออกจากปลายถ้ำนี่ถ่ายรูปน้ำออกมาสวยดี เพราะแสงแดดข้างนอกจ้ามากทำให้เห็นน้ำสีเขียวสด

dsc09576เอาจริงๆคนพายเรือก็เมื่อยนะ หลังๆเค้าก็พายด้วยเท้าแทน !!

dsc09631หลังจากลอดถ้ำมานับไม่ถ้วน ก็มาได้เวลาวนกลับ ความรู้สึกตอนผ่านกอหญ้าสูงๆ ทำให้คิดว่าตัวเองล่องเรืออยู่ในป่าอะเมซอนในหนัง

dsc09677ขากลับคือแดดแรงมาก …. แสงส่องสะท้อนน้ำระยิบระยับไปหมด กันแดดหนาแค่ไหนก็ไม่น่าเอาอยู่

dsc09724ในที่สุดก็กลับมาถึงท่าเสียที คนพายเรือคงโล่งอก

DSC09733.JPGพอมาถึงท่า ก็เข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตา ซื้อน้ำเย็นดื่มให้สดชื่นเสียหน่อย จากนั้นได้เวลาโบกมือลา Trang An กันแล้ว ทัวร์เค้าจะพาเราไปส่งโรงแรมในเมือง แต่คืนนี้เราไม่ได้พักโรงแรม เรามีโปรแกรมไป SaPa กันโดยรถไฟ ช่างเป็นทริปที่ทรหดเหลือเกิน…

HANOI 2016 #2 — BAI DINH PAGODA, NINH BINH

เราซื้อทัวร์ไป Trang An กับ Mrs. Nga ซึ่งมีชื่อเสียงใน pantip.com มีคนหลายๆคนแนะนำว่าเธอให้ราคาที่พักและทัวร์ค่อนข้างสมเหตุสมผล เราลองติดต่อเธอไปและลองเทียบราคากับ Agent อื่นๆแล้ว ก็คิดว่าน่าจะจริงตามนั้น

ติดต่อ Mrs. Nga ได้ทาง Facebook ที่ https://www.facebook.com/vietsummit/ นอกจากนั้นก็มีเวบที่ http://www.vietsummit.com/ ซึ่งตอนเราดูข้อมูลช่วงตุลาคม 2016 ยังใช้ได้ แต่ตอนนี้เข้าไม่ได้แล้ว

กล่าวถึงเจ้า Bai Dihn Pagoda เนี่ย เราไม่ได้อยากมาเที่ยวตรงนี้หรอก แต่ว่ามันเป็นเส้นทางบังคับสำหรับคนที่ซื้อทัวร์ไป Trang An ต่างหาก บอกตรงๆว่าไม่รู้เลยว่ามันคืออะไร

ทัวร์เริ่มจากเราต้องไปขึ้นรถบัสตรงออฟฟิศของ Mrs.Nga แล้วก็ไปแวะพัก + เปลี่ยนรถที่จุดพักกลางทาง เหมือนกับ Agent เค้าก็ฝากๆลูกค้ากันต่อใน Network ของเค้านั่นแหละ กลุ่มทัวร์ของเราเป็นคนเอเชียเสียส่วนใหญ่ และเหมือนส่วนใหญ่ของคนเอเชียก็เป็นคนเวียดนามเองด้วยซ้ำ

รถทัวร์ที่นั่งไปทีแรกเป็นแบบรถเล็ก แค่ 10 ที่เองและก็ว่างดี แต่พอไปเปลี่ยนรถกลายเป็นรถขนาด 20 ที่ และเราก็ต้องไปนั่งที่หลังสุด เพราะมาแจมเป็นสองคนสุดท้าย ”</p

เพาะเห็ดถั่งเช่าสีทอง ในตู้เย็น

กำลังทดลองเพาะถั่งเช่าสีทองในตู้เย็น โดยใช้เครื่องควบคุมอุณหภูมิและความชื้น อุณหภูมิก็ควบคุมโดยการเปิดปิดไฟฟ้าที่จะเข้าปลั๊กไฟของตู้เย็น ส่วนความชื้นก็ไปเปิดปิดไฟเลี้ยงเครื่องกำเนิดความชื้น และมี LED strip เพื่อกระตุ้นการเกิดดอกเห็ด

ปัญหาที่เจอ
- sensor อ่านค่าความชื้น ค่าที่อ่านได้ไม่ค่อยสอดคล้องกับความเป็นจริง (น้อยกว่าค่าที่ควรจะเป็นมากๆ) เมื่อไปดูเครื่องวัดความชื้นจะอื่นที่วางไว้เพื่อเทียบกัน ได้ค่าที่น่าจะถูกต้องมากกว่า อาจเป็นเพราะเปิดตู้เย็นอย่างสนิทไปเลย แก้โดยใช้ท่อสายยางเล็กๆ ต่อลอดเข้าไปในตู้เพื่อช่วยเรื่องความชื้น
- แสงไฟ LED strip ร้อนมาก คาดว่าเกิดจากตัวต้านทานที่ใช้จำกัดกระแส ทำให้สูญเสียพลังงานโดยใช่เหตุ อาจต้องใช้ LED แบบที่ใช้ตัวขับ LED driver แบบ constant current source จะได้ไม่มีการสูญเสียความร้อนแล้วส่งเข้าไปในตู้
- เครื่องสร้างความชื้นด้วย ultrasonic เสียไปเลย สงสัยเป็นแบบวางลงในน้ำเองง่ายๆ เลยมีบางจังหวะที่แผ่นของมันไม่จมน้ำ

HANOI 2016 #1 — THE BEGINNING

ที่มา

ทริปนี้เกิดด้วยความโชคดีแบบจริงจัง พอดีมีโอกาสได้ไปทำงานที่ฮานอยช่วงวันที่ 19–20 ตุลาคม ซึ่งตามกำหนดการจะต้องเดินทางกลับในวันศุกร์ที่ 21 ตุลาคม พอเห็นว่ากลับวันศุกร์ก็เลยได้ไอเดียว่าขอเลื่อนตั๋วกลับไปวันจันทร์ที่ 24 จะดีกว่า ทำให้มีเวลาเที่ยว 4 วัน 3 คืน (ศุกร์-จันทร์)

ดีงามอันแรกคือไม่เสียค่าเดินทาง ดีงามอันสองคืออาทิตย์นั้นเป็น Long Week End ทำให้มีเวลามากขึ้น

ตอนแรกพอมีหนูน้อยวินชี่ เราก็คุยกันว่าคงเที่ยวตะลุยแบบก่อนมีลูกไม่ได้อีกแล้ว และคงต้องงดเที่ยวไปอีกหลายปี พอรอบนี้ไปฮานอย พาเด็กไปด้วยน่าจะไม่สะดวก ประกอบกับหนูน้อยวินชี่ป่วยเยอะจากการพาไปเชียงใหม่รอบที่แล้ว ปู่ย่าเลยขออาสาดูแลหลานให้เอง และไล่พ่อแม่ให้ไปเที่ยวกันสองคน

เนื่องจากไปทำงาน เลยมีบุญได้นั่งเครื่องบินของการบินไทย ที่ไม่ค่อยมีโอกาสได้ใช้บริการ ปรกติเราบินแต่ Low Cost ”</p

Chiang Mai First Time #3

วันนี้มีแผนพาหนูน้อยวินชี่ไปดูหมีแพนด้าที่สวนสัตว์เชียงใหม่

สำหรับการไปเที่ยวสวนสัตว์เชียงใหม่เนี่ย แนะนำให้ขับรถไปเอง เพราะในสวนสัตว์มันกว้างมากกกกกกก นอกจากกว้างแล้วยังมีสภาพพื้นที่เป็นเนินเขาอีกด้วย รับรองว่าเดินเที่ยวไม่ไหวแน่นอน

เริ่มจากการดูนกฟลามิงโก้ ซึ่งมีกลิ่นเหม็นสาบมากกก >.< ไม่ไหวเลย ตอนไปดูที่ต่างประเทศไม่เห็นเป็นแบบนี้เลยอ้ะ

ตอนเราเข้าไปส่วนที่ให้ชมน้องหมีแพนด้า เจ้าหมีขี้เกียจยังไม่พร้อมโชว์ตัว แอบนอนอยู่บนแคร่ด้านหลัง

แต่จะว่าไป… หนูน้อยวินชี่ก็ดูไม่พร้อมเหมือนกันนะ ฮาๆ

มาแว้ววว รูปนี้น้องแพนด้าเดินออกมาริมผาเลย ได้ถ่ายรูปใกล้ชิด

สำหรับแพนด้าที่เชียงใหม่ก็จะมีสองตัว คือ หลิน ฮุ่ย ซึ่งเป็นตัวเมีย

และ ช่วง ช่วง ที่เป็นตัวผู้

คือแพนด้านี่หน้าตามันเหมือนกันไปหมด แยกไม่ออกจริงๆว่าตัวไหนเป็นตัวไหน -__-”

พอดี หลิน ฮุ่ย อึ เลยถ่ายมาให้ดู เผื่อมีคนไม่เคยเห็นอึแพนด้า

ค่าเข้าชมแพนด้า คนละ 50 บาท ซึ่งก็ถือว่าไม่แพง

ระหว่างการเข้าชมเจ้าหน้าที่ก็เอาอาหารมาวางให้แพนด้าทั้งสองออกมากิน (เพื่อจะได้ให้คนได้ดู ไม่งั้นมันคงนอนอุดอู้อยู่ไกลโพ้น) อาหารก็มีทั้งไผ่แห้ง ไผ่สด แครอท และอื่นๆที่ดูไม่ออกว่ามันคืออะไร

ดูหมาแพนดี้กันจนพอใจแล้ว ก็ออกไปต่อกันที่เชียงใหม่อะควาเรียม


สำหรับค่าเข้าชมอะควาเรียมอยู่ที่คนละ 250 บาท ก็แพงใช้ได้นะ แต่คงเพราะค่าดูแลรักษามันแพงด้วยล่ะ

วินชี่ดูตื่นเต้นกับการดูปลาว่ายไปมามากกว่าตอนพาไปดูแพนด้า คงเพราะได้ใกล้ชิดกว่า





จัดแสดงปลาการ์ตูนในตู้ตกแต่งเป็นหอเอนเมืองปิซา ไอเดียใช้ได้นะ


หอยเม่นก็มา หนูน้อยวินชี่ดูสนใจอยากลองจับเล่นดู

ต่อมาก็เข้าเขตอุโมงค์ใต้น้ำ ซึ่งน่าจะเป็นไฮไลท์ของการเข้าชมอะควาเรียมเลยทีเดียว


มีปลาหน้าตาประหลาดหลายชนิด ตัวใหญ่ๆทั้งนั้น

แต่เอาจริงๆ ที่น่าสนใจกว่ากลับเป็นตู้ปะการัง จัดได้สวยงามแท้ จริงๆที่สวยคงไม่ใช่แค่การจัดวาง แต่ธรรมชาติจริงๆ มันสวยขนาดนี้อยู่แล้วต่างหาก อิจฉาคนที่ได้เห็นประการังตามทะเลที่ยังไม่ถูกทำลายจริงๆ เดี๋ยวนี้ตามภูเก็ต กระบี่ และแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตอื่นๆ ปะการังฟอกขาวเละเทะหมดแล้ว



ตู้นี้เค้าไว้โชวร์การแสดงของคนร่วมกับปลา แต่ตอนเราไปไม่มีการแสดง แต่ไปเจอปลาสีขาวตัวใหญ่มาก

เอาจริงๆน่าจะกินหนูน้อยวินชี่ได้เลยนะเนี่ย

หลังจากนั้นเราก็ออกไปดูเพนกวิน แต่ไม่มีอะไรน่าสนใจเท่าไหร่ เพนกวินตัวเล็ก มีน้อย และอยู่ในตู้กระจกไกลโพ้น

จากเพนกวินไปเราก็จากลาสวนสัตว์ไปหาของกินที่ร้านข้าวซอยนิมมานต์





คือไม่ใช่คอข้าวซอย แต่ร้านนี้ก็คนเยอะดี รสชาติก็กินได้แหละ หลังจากกินข้าวซอยเสร็จเราก็ไปสนามบิน แล้วก็กลับกรุงเทพ

เป็นการปิดทริปพาหนูน้อยวินชี่เที่ยวเชียงใหม่อย่างสมบูรณ์

ขากลับเครื่องดีเลย์ไปชั่วโมงนึง แผนการที่วางไว้เลยพังหมด ทำให้หนูน้อยวินชี่ไม่ยอมนอน ถือเป็นบทเรียนที่ดี ว่าถ้าขึ้นเครื่องแล้วดีเลย์ ก็เตรียมเหนื่อยได้

เอาง่ายๆ ปรกติเราจะโด๊ปก่อนเครื่องขึ้น เพื่อให้น้องเด็กไปหลับบนเครื่องพอดี ทีนี้พอดีเลย์ไปชั่วโมงนึง ระหว่างนั้นก็กลายเป็นว่าต้องป้อนข้าวป้อนนมไปเรื่อย พอถึงเวลาบินจริง น้องเด็กก็ไม่หลับแล้วสิฮะ ฮืออ….

สุดท้ายนี้จากลากันด้วยรูปน้องฉลามนะคร้าบ

แล้วเจอกันใหม่ในทริปถัดไป เร็วๆนี้ ^_^


Chiang Mai First Time #2

เริ่มวันใหม่กันด้วยอาหารเช้า เติมพลังก่อนออกเดินทางไกล วันนี้มีโปรแกรมอัดแน่นทั้งวันเลยล่ะ

อาหารเช้าของที่กอดเชียงใหม่มีตัวเลือก 4 แบบ

  1. American Breakfast แบบมีไส้กรอกไข่ดาว ขนมปัง
  2. American Breakfast แบบมี Omelette ขนมปัง
  3. ซีเรียลใส่นม
  4. ข้าวต้มไก่/หมู

นอกจากนั้นจะมีของกินพวกบิสกิตทั่วไปให้เลือกกินได้ และจะมีของหวานให้วันละ 1 อย่าง

ปล. มีใครสักเกตุเห็นว่ามีแมลงตัวนึงกำลังจ้วงกินน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ในรูปด้านบนอยู่บ้าง ”</p

Chiang Mai First Time #1

ครั้งแรกเหรอ ? แหม First Time ซะที่ไหนล่ะ ”</p

การเข้าร่วมงานจับมือทั่วประเทศของ Keyakizaka46

ช่วงหน้าร้อนที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้เข้าร่วมอีเว้นท์งานจับมือของวง 欅坂46 (Keyakizaka46) ที่จัดที่นาโงย่า ก็เลยมาเขียนสรุปไว้เป็นแนวทางเผื่อมีคนอื่นสนใจจะเข้าร่วมบ้าง

ประเภทของงานจับมือ

ก่อนอื่นเลยต้องรู้ก่อนว่า งานจับมือของไอดอลตระกูล 46 ทั้ง Keyakizaka46 และ Nogizaka46 มีอยู่ด้วยกัน 2 แบบคือ

  1. งานจับมือทั่วประเทศ / 全国握手会 – ใครๆ ก็สามารถเข้าร่วมได้ เพียงแค่ซื้อซีดีซิงเกิ้ล Type A/B/C จากร้านทั่วไป จะออฟไลน์หรือออนไลน์ก็ได้ ในกล่องจะมีบัตรเข้าร่วมงานจับมือแถมมาให้ด้วย ในงานสามารถเลือกจับมือกับเมมเบอร์คนไหนก็ได้, เมมเบอร์แต่งเครื่องแบบของซิงเกิ้ลนั้นๆ, มีแสดง Mini Live ก่อนจับมือ
  2. งานจับมือเดี่ยว / 個別握手会 – ต้องสั่งซื้อซีดีซิงเกิ้ล Type Regular ผ่านเว็บ Fortunemusic.jp และระบุเมมเบอร์ที่เราจะจับมือด้วย พอซีดีมาส่ง เราก็จะได้บัตรจับมือแถมมาในกล่อง (หรือจะเรียกว่าซื้อบัตรจับมือแถมซีดีก็ได้), เมมเบอร์แต่งตัวตามใจ, ไม่มี Mini Live

ในเว็บ Official ของวงจะมีบอกวันเวลาไว้ว่างานจับมือแต่ละครั้งจัดที่ไหน ดูได้จากหน้า Schedule ปกติก็จะจัดกันในวันเสาร์อาทิตย์และวันหยุดราชการของญี่ปุ่น

อีเว้นท์ครั้งนี้เป็นงานจับมือของซิงเกิ้ลที่ 2 ที่ชื่อ 「世界には愛しかない」 (Sekai niwa Ai shika nai) ครับ

หน้าตาแผ่นซิงเกิ้ล Sekai ni wa Ai shika nai ทั้ง 3 type
หน้าตาแผ่นซิงเกิ้ล Sekai ni wa Ai shika nai ทั้ง 3 type

สถานที่เข้าร่วมงานจับมือ

สถานที่แถบคันโตก็จะมี Makuhari Messe (จิบะ), Pacifico (โยโกฮาม่า) ถ้าเป็นคันไซมักจะจัดที่ Pulse Plaza (เกียวโต) ส่วนที่นาโงย่าที่ไปเข้าร่วมมาครั้งนี้ จัดที่ Port Messe

การเดินทางจากตัวเมืองนาโงย่าก็ไม่ยากอะไร นั่งรถไฟสาย Aonami มาลงที่สถานี Kinjofuto ซึ่งเป็นสถานีสุดท้ายก็ถึงแล้ว ถ้านั่งจากสถานีนาโงย่าก็ 24 นาที, 350 เยน

ด้านหน้าของ Port Messe
ด้านหน้าของ Port Messe

สถานีแถวนั้นค่อยข้างห่างไกลตัวเมือง ไม่ค่อยมีอะไรขายเท่าไหร่ ถ้าจะเตรียมอะไรมาก็ซื้อมาจากในตัวเมืองให้เรียบร้อย

งานคราวนี้จัดที่ 2nd Exhibition Hall
งานคราวนี้จัดที่ 2nd Exhibition Hall

กิจกรรมในงานจับมือทั่วประเทศ

ในงานจับมือทั่วประเทศ ช่วงเช้าจะมี Mini Live ให้ดู แล้วเป็นจับมือจริงๆ ช่วงบ่าย ต่างกับงานจับมือเดี่ยวที่จะมีแต่จับมืออย่างเดียว ไม่มี Live

ก่อนวันงานในเว็บ official จะแจ้งรายละเอียด บอกว่างานเริ่มกี่โมง เปิดให้เข้ากี่โมง ถ้าใครมาก่อน ก็ต่อคิวรอกันหน้าฮอลล์ไป

รอบที่นาโงย่า เปิดให้เข้าตอน 9:30 คนที่เข้างานต้องผ่านเครื่องสแกนโลหะ + มีตรวจกระเป๋า จังหวะนี้ถ้าใครพกเครื่องดื่มมาก็ต้องจิบให้ staff ดูด้วย หลังจากนั้นเอาบัตรจับมือ 1 ใบยื่นให้ staff เพื่อแลกเป็นบัตรเข้า Mini Live

บัตรเข้า Mini Live จะหน้าตาแบบนี้
บัตรเข้า Mini Live จะหน้าตาแบบนี้

ในบัตรจะระบุไว้ว่าเราจะได้อยู่โซนไหน (สุ่มเอา) อย่างในรูปคือได้ block B โซน B-1 (ถ้า block A จะอยู่หน้าสุด) แต่สำหรับแฟนๆ ผู้หญิงจะได้บัตรเป็นโซนผู้หญิงที่ติดเวทีด้านหน้าเลย

หลังจากเข้าไปรอได้พักใหญ่ Mini Live ก็เริ่มเล่นตรงเวลาที่ 11:30

เพลงที่เล่นใน Mini Live ก็จะเป็นเพลงในซิงเกิ้ลนั้นๆ ครบทุกเพลง สลับกับพักเบรกให้เมมเบอร์ได้พูดชักชวนคนมาจับมือเลนตัวเอง รวมเวลาก็ประมาณชั่วโมงนึง หลังจากนั้น staff จะเคลียร์คนออกจากฮอลล์ เพื่อจัดสถานที่สำหรับจับมือ

ส่วนบัตร Mini Live นี่ต้องเก็บไว้ เพราะจบ Live แล้วถึงเวลาจับมือ เราจะเอาบัตรนี้ใช้ยื่นแทนบัตรจับมือด้วย

ระหว่างนี้จะไปหาอะไรกินก่อนก็ได้ เพราะงานจับมือจะเริ่มตอน 13:30 ใครจะซื้อสินค้า official ก็มีบูธขายของมาตั้งพร้อม

ของกินรองท้อง
ของกินรองท้อง

ที่ Port Messe มีร้านอาหารอยู่ร้านนึง แล้วก็ร้านแผงลอยอีกร้านนึง มีตู้กดน้ำอัตโนมัติกระจายอยู่ทั่วไป บางคนก็ซื้อกิน บางคนก็พกข้าวปั้นมากินเองตามสะดวก

ได้เวลาจับมือ

พอถึงเวลา เราก็จะสามารถเข้าไปในฮอลล์เพื่อร่วมงานจับมือได้ ซึ่งก็ต้องผ่านจุด security เหมือนเดิม อันนี้ใครที่ออกมานอกฮอลล์ จะกลับเข้าไปก็ต้องผ่านตรงนี้ทุกครั้ง

แผนผังคร่าวๆ ของที่จัดงานที่ Port Messe
แผนผังคร่าวๆ ของที่จัดงานที่ Port Messe

โซนที่เป็น Free Area แค่ผ่าน security check ก็เข้าไปเลย แต่โซนจับมือต้องโชว์บัตรจับมือก่อน ถึงจะเข้าไปได้ (ถ้าจัดงานที่อื่น อาจจะจัดพื้นที่ไม่เหมือนแบบในรูป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของสถานที่)

ในงานจับมือทั่วประเทศ เมมเบอร์จะอยู่กันเลนละสองคน หรือบางเลนก็มีสามคน (ถ้าเป็นของ Nogizaka46 จะมีเลนที่มีคนเดียวด้วย) แต่งชุดเครื่องแบบของซิงเกิ้ลนั้นๆ ใครอยู่เลนไหน จะประกาศ 1-2 วันก่อนงานจับมือ ในงานก็มีป้ายบอกไว้ชัดเจน สิ่งที่ต้องทำคือแค่จำชื่อที่เขียนเป็นคันจิของเมมเบอร์แต่ละคนให้ได้

แต่ละเลนจับมือจะหน้าตาอย่างในรูปนี่แหละ
แต่ละเลนจับมือจะหน้าตาอย่างในรูปนี่แหละ

พอเลือกได้แล้วว่าจะเข้าเลนไหนก็เดินไปต่อแถว ก่อนจะเข้าไปจับมือ ตรง (2) จะมีที่ให้วางกระเป๋า เสร็จแล้วเดินเข้าไปด้านในจะมี staff รับบัตรจับมือ และให้เราแบมือ พลิกสองข้างให้ดูว่าไม่มีอะไรอันตราย แล้วถึงเข้าไปจับมือที่ (3) ได้ พอเรียบร้อยแล้วก็เดินออกมาหยิบกระเป๋าที่ (4) แล้วเดินออกจากเลนนี้ไปต่อแถวเลนอื่นได้เลย

ถ้าเลนไหนเป็นเมมเบอร์ดัง คิวก็จะยาวเป็นเรื่องปกติ เช่นในงานครั้งนี้ เลนของ ฮิราเทะ ยูรินะ + โอดะ นานะ ต้องต่อกันนานถึง 80 นาทีเลยทีเดียวกว่าจะได้จับมือ แต่เมมเบอร์ที่ไม่ดัง บางทีไปต่อปุ๊บได้จับมือเลยก็มีเหมือนกัน

งานนี้มีบัตรมา 6 ใบ ที่ได้จับมือด้วยก็มี ซาโตชิ x ซือมิน / โอดะนานะ x เทะจิ / โอเซกิ x เบริกะ / นิจิกะ x นาโกะ x อาคาเน็น / อุเอมุระ x ยุยป้ง / ยุกก้า x คุริทาโร่

สำหรับคนที่บัตรจับมือหมดแล้วแต่อยากจับเพิ่ม ในงานก็มี Tsutaya มาตั้งบูธขายซีดีด้วย เรียกว่าดูดเงินกันทุกทาง

ตามกำหนดการคืองานจับมือเลิกตอน 18:00 คนที่ไปก็เผื่อเวลากันให้ดีด้วยครับ

The post การเข้าร่วมงานจับมือทั่วประเทศของ Keyakizaka46 appeared first on pittaya.blog.

ACM Beginner Training 1

Pre-Contest training

Example Problem

ACM Beginner Training 1

Pre-Contest training

Example Problem

ของมาอยู่ในมือแล้ว RM mini 3

สั่งซื้อ RM mini 3 และได้ของมาแล้ว ตัวมันคืออุปกรณ์ที่ทำหน้าที่แทนรีโมตคอนโทรลอินฟราเรด แต่สั่งผ่านแอพมือถือได้ ตอนนี้กำลังงมอยู่ (บล็อกนี้ งานเผานั้นเอง)

ในกล่อง มีตัวมันเอง, สาย micro USB แต่ไม่มี adapter มาให้ ต้องหาเอาเอง และคู่มือแผ่นพับ 

Book Fair April 2016

Book Fair April 2016

สรุปความเสียหายจากงานสัปดาห์หนังสือปี 2016

Book Fair April 2016

  • ทำไมไทเป - น้ำส้ม / Bun Books
  • OK Go Tokyo 2 - พยูณ วรชนะนันท์ + ภาคภูมิ ลมูลพันธ์ / Sunday Afternoon
  • ในสาธารณรัฐไวมาร์ ฮิตเลอร์ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง - ภาณุ ตรัยเวช / มติชน
  • The Selfish Gene ยีนเห็นแก่ตัว - Richard Dawkins เขียน + รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ แปล / มติชน

รวมค่าเสียหาย 1,044 บาท

จริงๆ แล้วงานหนังสือคราวนี้ไม่ได้ตั้งใจจะไปเท่าไหร่ แต่พอดีมีธุระในเมืองเลยมีเวลาแวะไปวันสุดท้ายช่วงค่ำ ก่อนเค้าเก็บบูธกันเลย มีเวลาเดินประมาณชั่วโมงเดียวก็ได้มาประมาณนี้แหละ

หลังๆ นี่ไม่ค่อยได้มีโอกาสไปเดินหาซื้อหนังสือมากเท่าเมื่อก่อน ถ้ามีเล่มที่อยากอ่านก็มักจะจดเอาไว้ รวมให้ได้ 3-4 เล่มแล้วค่อยสั่งออนไลน์เอา สะดวกกว่า

Book Fair April 2016

สรุปความเสียหายจากงานสัปดาห์หนังสือปี 2016

Books from Book Fair

  • ทำไมไทเป – น้ำส้ม / Bun Books
  • OK Go Tokyo 2 – พยูณ วรชนะนันท์ + ภาคภูมิ ลมูลพันธ์ / Sunday Afternoon
  • ในสาธารณรัฐไวมาร์ ฮิตเลอร์ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง – ภาณุ ตรัยเวช / มติชน
  • The Selfish Gene ยีนเห็นแก่ตัว – Richard Dawkins เขียน + รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ แปล / มติชน

รวมค่าเสียหาย 1,044 บาท

จริงๆ แล้วงานหนังสือคราวนี้ไม่ได้ตั้งใจจะไปเท่าไหร่ แต่พอดีมีธุระในเมืองเลยมีเวลาแวะไปวันสุดท้ายช่วงค่ำ ก่อนเค้าเก็บบูธกันเลย มีเวลาเดินประมาณชั่วโมงเดียวก็ได้มาประมาณนี้แหละ

หลังๆ นี่ไม่ค่อยได้มีโอกาสไปเดินหาซื้อหนังสือมากเท่าเมื่อก่อน ถ้ามีเล่มที่อยากอ่านก็มักจะจดเอาไว้ รวมให้ได้ 3-4 เล่มแล้วค่อยสั่งออนไลน์เอา สะดวกกว่า

The post Book Fair April 2016 appeared first on pittaya.blog.

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

ถ้าพูดถึงบริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการไอทีโลก ก่อนยุค Google/Apple ครองเมืองอย่างในปัจจุบันนี้ Microsoft เป็นบริษัทที่เคยทรงอิทธิพลอย่างมากโดยเฉพาะในวงการ PC จนกระทั่งโลกไอทีหมุนไปทางอินเทอร์เน็ตและ Mobile Device ที่ Microsoft รับมือได้ไม่ดีนัก จนเพลี่ยงพล้ำเสียตลาดไปให้เจ้าอื่นอย่างที่เรารู้กัน แต่ถึงอย่างนั้น Microsoft ก็ไม่ได้หายไปไหน แต่ซุ่มสร้างนวัตกรรมเฝ้ารอวันกลับมาผงาดอีกครั้ง (จะทำได้หรือเปล่าก็อีกเรื่องหนึ่ง)

ช่วงปลายเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ผมได้จับพลัดจับผลูต้องไปธุระเรื่องงานที่ Seattle ราวๆ อาทิตย์นึง ระหว่างที่อยู่โน่นพอมีวันว่างนิดหน่อย ก็เลยหาโอกาสไปแวะชมสำนักงานของ Microsoft ที่เปิดให้คนทั่วไปแวะเข้ามาเยี่ยมชมได้

สำนักงานของ Microsoft ในรัฐ Seattle นี่เป็นสาขาใหญ่ ตั้งอยู่ในเขตเมือง Redmond ต้องนั่งรถออกจากตัว Downtown Seattle ไปพักใหญ (เวลาในวงการไอทีเรียก Microsoft ด้วยชื่อเล่น ก็มักจะเรียกว่า “Redmond” ตามชื่อเมืองนี่แหละ)

การเดินทางจากตัวเมือง Seattle ไปสำนักงาน Microsoft สำหรับคนไม่มีรถที่ง่ายสุดก็คือนั่งรถเมล์ มีหลายสายให้เลือก เปิดดูจาก Google Maps ได้เลย (หรือจะใช้ Bing Maps ก็น่าจะได้เหมือนกัน) ใช้เวลาประมาณ 50 นาที

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

ลงจากรถเมล์แล้วก็มองหาตึกหมายเลข 92 ไว้

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

บริเวณสำนักงานใหญ่ของ Microsoft ประกอบด้วยตึกมากมายหลายตึก บรรยากาศคล้ายๆ เดินเข้าไปในมหาวิทยาลัยเมืองนอก

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

เดินมาจนถึงทางเข้าของตึก Visitor Center ก็จะเจอกับป้ายบริษัท Microsoft ชักชวนให้เข้าไปถ่ายรูปด้วย

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

ตึกหน้าตาแบบนี้ ถ้าหันหลังกลับไปจะเป็นลานจอดรถ

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

เดินเข้าไปในตัวตึก ตรงล็อบบี้มีโมเดลจาก Halo ขนาดเท่าคนจริงตั้งอยู่

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

เดินผ่านโมเดล Halo ไปแล้วจะเจอ Microsoft Company Store ที่ขายของสารพัดอย่าง

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

ฝั่งตรงข้ามของ Company Store ก็คือ Visitor Center ตรงทางเข้าจะมีพนักงานต้อนรับให้ลงทะเบียนก่อนเข้า หลังจากนั้นก็เดินเข้ามาดูได้เลย (ฟรี!)

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

ส่วนแรกที่เจอจะเป็นพัฒนาการของ Microsoft ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

รวมพนักงานยุคก่อตั้งพร้อมลายเซ็น กำแพงด้านหลังจะมีประวัติให้อ่านรายคน (คนซ้ายล่างหน้าตาคุ้นๆ มั้ย)

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

Altair 8800 คอมพิวเตอร์ยุคโบราณ

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

ต่อจากส่วนที่เป็นประวัติก็จะเป็น Microsoft ในยุคปัจจุบัน มีการแสดงสินค้าและนวัตกรรมในกลุ่มต่างๆ เช่นโซน PC ทีจัดแสดง PC จากผู้ผลิตหลายๆ ค่าย

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

โซน Windows Phone ที่เงียบเหงาและไม่มีใครสนใจ

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

แท็บเล็ต Lenovo Yoga สักรุ่นนึง ขนาดใหญ่มาก

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

โซน Wearables ก็จะมี Microsoft Band ให้ลองเล่น

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

Surface มีให้ลองเล่นทั้งรุ่น 3 และ 4

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

ของที่น่าสนใจจริงๆ คือ Surface Book ที่หาเล่นที่อื่นไม่ค่อยได้ ที่นี่มีตัวจริงให้จับ วัสดุดูดี สวยเนี้ยบมาก

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

ถอดจอออกมาเล่นได้อย่างในโฆษณา ตัวล็อคจอกับคีย์บอร์ดก็ทำได้แข็งแรงดี ดูพรีเมียม

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

ต่อมาเป็นโซน Xbox มีเด็กๆ นั่งเล่นเกมกันอยู่เยอะมาก

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

ส่วนเด็กผู้หญิงก็มาเล่นเกมเต้นที่ใช้ Kinect กัน

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

ของเล่นจาก Microsoft ที่อยากเล่นที่สุด แต่ไม่มีให้เล่นก็คือ HoloLens แว่น Augmented Reality ที่เปิดตัวไปพักใหญ่แล้ว (แต่ยังไม่วางขายสักที) มีแค่ตัวโชว์อยู่ในตู้กระจก

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

แถวๆ HoloLens มีของเล่นอื่นโชว์ ก็เป็นพวกงานวิจัยด้าน AI + Image Recognition ของ Microsoft เช่น เดาอายุจากใบหน้าของเรา หรือเกมแต่งตัวที่ให้เราไปยืนเป็นแบบแล้วใช้ hand gesture เลือกหยิบเสื้อผ้าแบบต่างๆ มาใส่

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

อีกโซนนึงที่ร้างไร้ผู้คนก็คือ App Showcase ของ Windows Store ที่ไม่ค่อยจะมี App ดีๆ เหมือนอย่างชาวบ้านเค้า

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

Skype เป็นบริการที่พอจะเชิดหน้าชูตาของ Microsoft ได้บ้าง

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

สรุปส่วน Microsoft Visitor Center นี่ก็ไม่ใหญ่มาก เดินเร็วๆ 15 นาทีก็หมดละ (ดูในรูปพาโนรามาด้านล่างได้) ถ้าเป็นคนไอทีที่ตามข่าวอยู่ตลอดอยู่แล้วก็คงไม่มีอะไรน่าสนใจเท่าไหร่

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

Visitor Center ปกติจะเปิดวันจันทร์-ศุกร์ เวลาที่แน่นอนควรตรวจสอบจาก Official website อีกทีเพื่อความชัวร์

เดินออกมาจาก Visitor Center ก็จะกลับมาเจอ Company Store อีกรอบนึง ด้านในมีสินค้าสารพัดแปะแบรนด์ Microsoft วางขาย สำหรับที่นี่ ใครๆ ก็สามารถเดินเข้ามาซื้อของได้เลย ต่างจาก Company Store ของ Google ที่ต้องให้พนักงานพาเข้าไปซื้อ

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

สินค้าหลักที่ขายในนี้ส่วนใหญ่คือเสื้อ มีทั้งเสื้อยืด เสื้อเชิ้ต เสื้อกันหนาว เสื้อแจ๊กเก็ต เสื้อเด็ก เสื้อกีฬา ฯลฯ ส่วนใหญ่เป็นลาย Windows, Office, Xbox

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

ลาย Windows Logo 4 ยุค ราคา 12.50 USD (ยังไม่รวมภาษี)

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

เนื่องจาก Xbox เป็นสปอนเซอร์ของทีมฟุตบอล Seattle Sounders ก็จะมีเสื้อทีมวางขายในร้านด้วย

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

สายคล้องคอสำหรับพนักงานออฟฟิศ

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

แก้วน้ำมีลายให้เลือกเยอะมาก แต่พอพลิกดูดัน Made in Thailand ซะงั้น

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

กระติกน้ำหลากสีหลายแบบหลายราคา

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

แบตสำรอง USB-Hub สายชาร์จ ลำโพง ฯลฯ

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

Power Bank ลาย Windows สำหรับแฟนตัวจริง

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

สมุดโน้ต ไดอารี Post-It ฯลฯ

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

สินค้าอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีหมวก ร่ม ขนม ของกิน ของเล่น ไปจนกระทั่งลิปมัน! เรียกว่ามาแล้วยังไงก็น่าจะมีของติดมือกลับบ้านมาบ้าง

เลือกเสร็จแล้วก็เข้าแถวไปจ่ายตังค์ได้

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

สำหรับคนที่มีเวลาเหลือ สามารถเดินเที่ยวชมบรรยากาศรอบๆ campus ของ Microsoft ได้ ลองสอบถามเจ้าหน้าที่ด้านหน้า Visitor Center ดู เค้าจะให้แผนที่แนะนำเส้นทางมาเลยว่าถ้าอยากเดินไกลให้ไปทางไหน ถ้าเดินไม่เยอะให้ไปทางไหน ถ่ายรูปได้ตามมารยาท (คือถ่ายวิว ถ่ายตึกได้ แต่ถ่ายคน หรือถ่ายทะลุกระจกเข้าไปในตึกอาจจะไม่เหมาะ)

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

บรรยากาศโดยรอบร่มรื่น ต้นไม้เยอะ เดินได้สบายๆ แต่ในระหว่างเดินก็เห็นมี shuttle car รับส่งระหว่างโซนวิ่งอยู่เหมือนกัน อาจจะมีไว้สำหรับพนักงานที่เร่งรีบ เพราะถ้าเดินจริงๆ ให้รอบ campus ก็กินระยะทางทั้งหมดราวๆ 5 ไมล์ (8 กิโลเมตร)

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

มีสนามบอลให้เล่น

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

มีโซนที่หน้าตาคล้ายๆ community mall บ้านเรา จะเป็น common area มีร้านอาหาร ร้านมือถือ ร้านจักรยาน ฯลฯ

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

เทียบกับ Campus ของ Google ที่ Mountain View แล้วที่นี่จะให้บรรยากาศที่ relax กว่า แต่ไม่ขี้เล่น เข้ากับ theme ของ Microsoft ในปัจจุบันที่พยายามเป็นมิตรกับผู้ใช้ แต่ก็ไม่ถึงกับ playful

ถ้าใครมีโอกาสมา Seattle แล้วมีเวลาสัก 2-3 ชั่วโมง ก็แนะนำให้ลองมาดูกันสักครั้งครับ

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

ถ้าพูดถึงบริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการไอทีโลก ก่อนยุค Google/Apple ครองเมืองอย่างในปัจจุบันนี้ Microsoft เป็นบริษัทที่เคยทรงอิทธิพลอย่างมากโดยเฉพาะในวงการ PC จนกระทั่งโลกไอทีหมุนไปทางอินเทอร์เน็ตและ Mobile Device ที่ Microsoft รับมือได้ไม่ดีนัก จนเพลี่ยงพล้ำเสียตลาดไปให้เจ้าอื่นอย่างที่เรารู้กัน แต่ถึงอย่างนั้น Microsoft ก็ไม่ได้หายไปไหน แต่ซุ่มสร้างนวัตกรรมเฝ้ารอวันกลับมาผงาดอีกครั้ง (จะทำได้หรือเปล่าก็อีกเรื่องหนึ่ง)

ช่วงปลายเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ผมได้จับพลัดจับผลูต้องไปธุระเรื่องงานที่ Seattle ราวๆ อาทิตย์นึง ระหว่างที่อยู่โน่นพอมีวันว่างนิดหน่อย ก็เลยหาโอกาสไปแวะชมสำนักงานของ Microsoft ที่เปิดให้คนทั่วไปแวะเข้ามาเยี่ยมชมได้

สำนักงานของ Microsoft ในรัฐ Seattle นี่เป็นสาขาใหญ่ ตั้งอยู่ในเขตเมือง Redmond ต้องนั่งรถออกจากตัว Downtown Seattle ไปพักใหญ (เวลาในวงการไอทีเรียก Microsoft ด้วยชื่อเล่น ก็มักจะเรียกว่า “Redmond” ตามชื่อเมืองนี่แหละ)

การเดินทางจากตัวเมือง Seattle ไปสำนักงาน Microsoft สำหรับคนไม่มีรถที่ง่ายสุดก็คือนั่งรถเมล์ มีหลายสายให้เลือก เปิดดูจาก Google Maps ได้เลย (หรือจะใช้ Bing Maps ก็น่าจะได้เหมือนกัน) ใช้เวลาประมาณ 50 นาที

เส้นทางจาก Downtown Seattle ไป Microsoft HQ

ลงจากรถเมล์แล้วก็มองหาตึกหมายเลข 92 ไว้

Microsoft Visitor Center

บริเวณสำนักงานใหญ่ของ Microsoft ประกอบด้วยตึกมากมายหลายตึก บรรยากาศคล้ายๆ เดินเข้าไปในมหาวิทยาลัยเมืองนอก

Geek Xing

เดินมาจนถึงทางเข้าของตึก Visitor Center ก็จะเจอกับป้ายบริษัท Microsoft ชักชวนให้เข้าไปถ่ายรูปด้วย

Microsoft

ตึกหน้าตาแบบนี้ ถ้าหันหลังกลับไปจะเป็นลานจอดรถ

Microsoft Visitor Center

เดินเข้าไปในตัวตึก ตรงล็อบบี้มีโมเดลจาก Halo ขนาดเท่าคนจริงตั้งอยู่

Microsoft Visitor Center

เดินผ่านโมเดล Halo ไปแล้วจะเจอ Microsoft Company Store ที่ขายของสารพัดอย่าง

Microsoft Company Store

ฝั่งตรงข้ามของ Company Store ก็คือ Visitor Center ตรงทางเข้าจะมีพนักงานต้อนรับให้ลงทะเบียนก่อนเข้า หลังจากนั้นก็เดินเข้ามาดูได้เลย (ฟรี!)

Microsoft Visitor Center

ส่วนแรกที่เจอจะเป็นพัฒนาการของ Microsoft ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

Microsoft Visitor Center

รวมพนักงานยุคก่อตั้งพร้อมลายเซ็น กำแพงด้านหลังจะมีประวัติให้อ่านรายคน (คนซ้ายล่างหน้าตาคุ้นๆ มั้ย)

Microsoft Visitor Center

Altair 8800 คอมพิวเตอร์ยุคโบราณ

Altair 8800

ต่อจากส่วนที่เป็นประวัติก็จะเป็น Microsoft ในยุคปัจจุบัน มีการแสดงสินค้าและนวัตกรรมในกลุ่มต่างๆ เช่นโซน PC ทีจัดแสดง PC จากผู้ผลิตหลายๆ ค่าย

Microsoft Visitor Center

โซน Windows Phone ที่เงียบเหงาและไม่มีใครสนใจ

Microsoft Visitor Center

แท็บเล็ต Lenovo Yoga สักรุ่นนึง ขนาดใหญ่มาก

Microsoft Visitor Center

โซน Wearables ก็จะมี Microsoft Band ให้ลองเล่น

Microsoft Visitor Center

Surface มีให้ลองเล่นทั้งรุ่น 3 และ 4

Microsoft Visitor Center

ของที่น่าสนใจจริงๆ คือ Surface Book ที่หาเล่นที่อื่นไม่ค่อยได้ ที่นี่มีตัวจริงให้จับ วัสดุดูดี สวยเนี้ยบมาก

Microsoft Visitor Center

ถอดจอออกมาเล่นได้อย่างในโฆษณา ตัวล็อคจอกับคีย์บอร์ดก็ทำได้แข็งแรงดี ดูพรีเมียม

Microsoft Visitor Center

ต่อมาเป็นโซน Xbox มีเด็กๆ นั่งเล่นเกมกันอยู่เยอะมาก

Microsoft Visitor Center

ส่วนเด็กผู้หญิงก็มาเล่นเกมเต้นที่ใช้ Kinect กัน

Microsoft Visitor Center

ของเล่นจาก Microsoft ที่อยากเล่นที่สุด แต่ไม่มีให้เล่นก็คือ HoloLens แว่น Augmented Reality ที่เปิดตัวไปพักใหญ่แล้ว (แต่ยังไม่วางขายสักที) มีแค่ตัวโชว์อยู่ในตู้กระจก

Microsoft Visitor Center

Microsoft Visitor Center

แถวๆ HoloLens มีของเล่นอื่นโชว์ ก็เป็นพวกงานวิจัยด้าน AI + Image Recognition ของ Microsoft เช่น เดาอายุจากใบหน้าของเรา หรือเกมแต่งตัวที่ให้เราไปยืนเป็นแบบแล้วใช้ hand gesture เลือกหยิบเสื้อผ้าแบบต่างๆ มาใส่

Microsoft Visitor Center

อีกโซนนึงที่ร้างไร้ผู้คนก็คือ App Showcase ของ Windows Store ที่ไม่ค่อยจะมี App ดีๆ เหมือนอย่างชาวบ้านเค้า

Microsoft Visitor Center

Skype เป็นบริการที่พอจะเชิดหน้าชูตาของ Microsoft ได้บ้าง

Microsoft Visitor Center

สรุปส่วน Microsoft Visitor Center นี่ก็ไม่ใหญ่มาก เดินเร็วๆ 15 นาทีก็หมดละ (ดูในรูปพาโนรามาด้านล่างได้) ถ้าเป็นคนไอทีที่ตามข่าวอยู่ตลอดอยู่แล้วก็คงไม่มีอะไรน่าสนใจเท่าไหร่

Microsoft Visitor Center

Visitor Center ปกติจะเปิดวันจันทร์-ศุกร์ เวลาที่แน่นอนควรตรวจสอบจาก Official website อีกทีเพื่อความชัวร์

เดินออกมาจาก Visitor Center ก็จะกลับมาเจอ Company Store อีกรอบนึง ด้านในมีสินค้าสารพัดแปะแบรนด์ Microsoft วางขาย สำหรับที่นี่ ใครๆ ก็สามารถเดินเข้ามาซื้อของได้เลย ต่างจาก Company Store ของ Google ที่ต้องให้พนักงานพาเข้าไปซื้อ

Microsoft Company Store

สินค้าหลักที่ขายในนี้ส่วนใหญ่คือเสื้อ มีทั้งเสื้อยืด เสื้อเชิ้ต เสื้อกันหนาว เสื้อแจ๊กเก็ต เสื้อเด็ก เสื้อกีฬา ฯลฯ ส่วนใหญ่เป็นลาย Windows, Office, Xbox

Microsoft Company Store

ลาย Windows Logo 4 ยุค ราคา 12.50 USD (ยังไม่รวมภาษี)

Microsoft Company Store

Microsoft Company Store

เนื่องจาก Xbox เป็นสปอนเซอร์ของทีมฟุตบอล Seattle Sounders ก็จะมีเสื้อทีมวางขายในร้านด้วย

Microsoft Company Store

สายคล้องคอสำหรับพนักงานออฟฟิศ

Microsoft Company Store

แก้วน้ำมีลายให้เลือกเยอะมาก แต่พอพลิกดูดัน Made in Thailand ซะงั้น

Microsoft Company Store

กระติกน้ำหลากสีหลายแบบหลายราคา

Microsoft Company Store

แบตสำรอง USB-Hub สายชาร์จ ลำโพง ฯลฯ

Microsoft Company Store

Power Bank ลาย Windows สำหรับแฟนตัวจริง

Microsoft Company Store

สมุดโน้ต ไดอารี Post-It ฯลฯ

Microsoft Company Store

สินค้าอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีหมวก ร่ม ขนม ของกิน ของเล่น ไปจนกระทั่งลิปมัน! เรียกว่ามาแล้วยังไงก็น่าจะมีของติดมือกลับบ้านมาบ้าง

เลือกเสร็จแล้วก็เข้าแถวไปจ่ายตังค์ได้

Microsoft Company Store

สำหรับคนที่มีเวลาเหลือ สามารถเดินเที่ยวชมบรรยากาศรอบๆ campus ของ Microsoft ได้ ลองสอบถามเจ้าหน้าที่ด้านหน้า Visitor Center ดู เค้าจะให้แผนที่แนะนำเส้นทางมาเลยว่าถ้าอยากเดินไกลให้ไปทางไหน ถ้าเดินไม่เยอะให้ไปทางไหน ถ่ายรูปได้ตามมารยาท (คือถ่ายวิว ถ่ายตึกได้ แต่ถ่ายคน หรือถ่ายทะลุกระจกเข้าไปในตึกอาจจะไม่เหมาะ)

Microsoft Campus

Microsoft Campus

บรรยากาศโดยรอบร่มรื่น ต้นไม้เยอะ เดินได้สบายๆ แต่ในระหว่างเดินก็เห็นมี shuttle car รับส่งระหว่างโซนวิ่งอยู่เหมือนกัน อาจจะมีไว้สำหรับพนักงานที่เร่งรีบ เพราะถ้าเดินจริงๆ ให้รอบ campus ก็กินระยะทางทั้งหมดราวๆ 5 ไมล์ (8 กิโลเมตร)

Microsoft Campus

มีสนามบอลให้เล่น

Microsoft Campus

มีโซนที่หน้าตาคล้ายๆ community mall บ้านเรา จะเป็น common area มีร้านอาหาร ร้านมือถือ ร้านจักรยาน ฯลฯ

Microsoft Campus

เทียบกับ Campus ของ Google ที่ Mountain View แล้วที่นี่จะให้บรรยากาศที่ relax กว่า แต่ไม่ขี้เล่น เข้ากับ theme ของ Microsoft ในปัจจุบันที่พยายามเป็นมิตรกับผู้ใช้ แต่ก็ไม่ถึงกับ playful

ถ้าใครมีโอกาสมา Seattle แล้วมีเวลาสัก 2-3 ชั่วโมง ก็แนะนำให้ลองมาดูกันสักครั้งครับ

The post เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store appeared first on pittaya.blog.

EUROPE 2014 #8 : VENICE, POINT OF INTEREST

Piazza San Marco Piazza San Marco

จากด้านหน้าโบสถ์ San Marco และ Doge’s Palace  ถ้าเดินผ่านเสา 2 อันไปทางริมทะเล จะสามารถไปชม Bridge of Sigh ได้ นอกจากนั้น ทางเดินริมทะเลตรงนี้เป็นจุดที่น่าเดินเที่ยวด้วยความเร็วระดับ Slow Life เพราะบรรยากาศดีมากโดยเฉพาะช่วงเย็นๆ ก่อนพระอาทิตย์ตก นอกจากนั้นยังสามารถมองเห็นโบสถ์ San Giorgio Maggiore ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามได้อีกด้วย

เสาที่ตั้งอยู่บริเวณนี้ทั้งสองต้น ด้านซ้ายมือคือ Lion of Venice ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเซนต์มาร์ค  ส่วนด้านขวามือคือเซนต์ Theodor ซึ่งเป็นเทพคู่บ้านคู่เมืองของเวนิส ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นเซนต์มาร์ค

Ponte dell'Accademia Ponte dell’Accademia

อีกจุดหนึ่งที่น่าไปก็คือ Accademia Bridge (Ponte dell’Accademia) ซึ่งเป็นจุดที่มองเห็นวิวสุดสาย Grand Canal ก่อนที่จะลงสู่ทะเล โค้งน้ำตรง Accademia Bridge มองเห็นยอดโดมของ Santa Maria della Salute ด้วย

การเดินทาง ใช้เรือ #1 หรือ #2 ลงที่ป้าย Accademia SX หรือ Accademia DX  ชื่อป้ายจะขึ้นกับว่านั่งเรือมาจากด้านไหน

ใกล้ๆ Accademia Bridge จะมี Accademia Gallery ที่ไม่ได้ไปดูในครั้งนี้ แต่จริงๆแล้วที่นี่มีภาพวาดสำคัญอยู่ชิ้นนึง เป็นผลงานของ Leonardo Da Vinci  ที่ชื่อว่า Vitruvian Man

Vitruvian Man เป็นภาพวาดที่สื่อถึงสัดส่วนกายวิภาคของมนุษย์ตามทฤษฎีของปราชญ์ชาวโรมันที่ชื่อว่า Vitruvius เนื่องจากภาพนี้ถูกเขียนด้วยดินสอลงในกระดาษ ทำให้ตัวภาพมีความบอบบางมากและไม่สามารถนำมาจัดแสดงได้ตลอดเวลา แต่จะจัดแสดงเป็นครั้งๆไป เสียดายที่ในช่วงที่ไปเที่ยว ภาพนี้ไม่ได้ถูกจัดแสดง เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ตัดสินใจไม่เข้าดู Accademia Gallery

สิ่งพิเศษอีกอย่างของ Vitruvian Man ก็คือคำอธิบายที่เขียนอยู่ในรูปนั้นเป็นการเขียนแบบ Mirror Writing คือกลับซ้ายขวา ต้องส่องดูในกระจกถึงจะอ่านออก ซึ่งเป็นการเขียนที่ Da Vinci ใช้เป็นปรกติ

จุดชมวิวอีกจุดนึงอยู่ตรง San Marco โดยหากมองจากท่าน้ำตรง San Marco ออกไป จะเห็นโบสถ์ San Giorgio Maggiore ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม  เป็นอีกมุมนึงที่มานั่งพักสายตาได้ ส่วนข้อมูลเรื่องค่านั่งเรือ Gondola ไม่สามารถบอกได้เพราะไม่ได้ถามมา แต่ได้ข่าวว่าค่อนข้างแพง

 


♠ โบสถ์ที่น่าสนใจในเวนิส ♠


Santa Maria dei Miracoli : หรือเรียกอีกชื่อนึงว่า Marble Church เพราะการใช้หินอ่อนตกแต่งด้านนอก โบสถ์นี้ได้มีการบูรณะไปเมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว เพื่อป้องกันหินอ่อนที่ปิดผิวอยู่จะระเบิดออกมา ใช้เวลาอยู่ 10 ปี และงบประมาณ 4 ล้าน $

Basilica dei Santi Giovanni e Paolo

Basilica dei Santi Giovanni e Paolo : เป็นโบสถ์ที่่ใช้จัดงานศพของ Doge และเป็นที่ฝังศพของ Doge จำนวน 25 คน

Scuola Grande di San Rocco
Scuola Grande di San Rocco

Scuola Grande di San Rocco : เป็นโบสถ์ที่เต็มไปด้วยผลงานของ Tintoretto  ซึ่งเป็นศิลปินเอกคนหนึ่งของเวนิสในยุคเรเนสซอง รายละเอียดของเวลาเปิด และค่าเข้าชม สามารถดูได้ที่เวบไซต์ของโบสถ์ http://www.scuolagrandesanrocco.org/en/  เหมาะสำหรับแฟนพันธุ์แท้ที่ชอบชมศิลปะเป็นอย่างยิ่ง  ตอนที่ไปเที่ยวข้างในห้ามถ่ายรูป เลยไม่มีอะไรมาฝาก

Santa Maria Gloriosa dei Frari
Santa Maria Gloriosa dei Frari

Santa Maria Gloriosa dei Frari : เป็นโบสถ์ที่จัดแสดงภาพ Assumption of the Virgin ผลงานชิ้นสำคัญของ Titian ศิลปินเอกอีกคนหนึ่งของเวนิส  นอกจากนั้นยังมีภาพวาดของศิลปินชั้นนำอื่นๆอีกมาก เหมือนเดิม คุ้มค่ามากถ้าเป็นคนสนใจในภาพวาดและศิลปะ  จะเข้าไปข้างในโบสถ์จะต้องจ่ายค่าเข้าชม แต่จำไม่ได้แล้วว่าเท่าไหร่

Assumption of the Virgin
Assumption of the Virgin


♣ RIALTO BRIDGE 


Rialto Bridge

สะพาน Rialto เป็นสะพานหินที่ใหญ่มาก สามารถมีร้านค้าอยู่บนสองฝั่งสะพานและทางเดินยังแบ่งเป็นสามเลนเพื่อรองรับจำนวนคนมหาศาลที่เดินผ่านสะพานนี้ในแต่ละวันอีกด้วย ในสมัยก่อนสะพานนี้เป็นศูนย์กลางทางการค้าขายของเวนิส มีเรือสินค้าจากเมืองต่างๆ นำสินค้ามาลงตรงนี้ เดี๋ยวนี้ร้านค้าบนสะพานกลายเป็นร้านขายของฝากหมดแล้ว

เนื่องจากเราไปช่วงเช้าๆ ร้านขายของยังไม่เปิดให้บริการ และคนก็ยังน้อยอยู่ จึงไม่มีโอกาสถ่ายภาพสะพานอันมีชื่อเสียงตอนที่คนเดินอัดกันเหมือนมดในรังมด

20140409-P4091227 20140409-P4091225


 ♥ GRAND CANAL ♥


San Giorgio Maggiore
San Giorgio Maggiore

อีกกิจกรรมที่ควรทำคือการนั่งเรือล่อง Grand Canal ตั้งแต่ต้นถึงปลาย โดยเรือสาย #1 เป็นสายที่เหมาะมากสำหรับใช้ในกิจกรรมนี้ เพราะเป็นสายที่วิ่งตั้งแต่ต้นจนจบ และจอดแทบทุกป้าย มีเวลาให้เราได้ดูสิ่งก่อสร้างต่างๆที่อยู่ริมคลอง

ถ้าใครสนใจก็สามารถหาข้อมูลได้ ตัวอย่างเช่นตามรูปด้านล่าง ก็มีการบอกอย่างละเอียดว่าแต่ละจุดของ Grand Canal มีอะไรสำคัญๆอยู่บ้าง หน้าตาเป็นอย่างไร

Venice_Grand_canal 1Venice_Grand_canal 2

จริงๆแล้ว เวนิสก็มีถนนช๊อปปิ้งกับเค้าเหมือนกันนะ แต่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง คงเพราะร้านค้าไม่น่าสนใจ และคนมาเที่ยวส่วนใหญ่ก็คงไม่ได้ตั้งใจมาช๊อปปิ้งที่เมืองนี้อยู่แล้ว เอาว่าไอ้ถนนที่ว่าเนี่ย เราสามารถเดินมาได้เรื่อยๆจากสถานีรถไฟจนถึงโบส์ San Marco เลย เส้นทางจะประมาณนี้

2016-01-19_0-12-52.png

พวกของกินระดับ Junk Food เช่น McD ก็อยู่บนเส้นนี้แหละ

ถ้ามีเวลาเหลือสักครึ่งวัน ก็สามารถแวะไปเที่ยวเกาะบูราโนที่มีชื่อเสียงตรงที่บ้านแต่ละบ้านจะทาสีฉูดฉาดตัดกัน และมีผลิตภัณฑ์ OTOP เป็นผ้าลูกไม้ ซึ่งดูเหมือนจะไม่ค่อยมีคนสนใจ เกาะบูราโนเป็นเกาะเล็กๆ เดินสัก 30-45 นาทีก็น่าจะทั่วแล้ว

การเดินทางไปเกาะบูราโนต้องนั่งเรืออย่างน้อยสองต่อ ถ้าเริ่มจากท่า Ferrovia ตรงสถานีรถไฟก็ให้นั่งเรือเบอร์ 3 ไปต่อเรือเบอร์ 12 ที่เกาะมูราโน(เกาะเป่าแก้ว) การเดินทางค่อนข้างใช้เวลานาน พยายามหาที่นั่งบนเรือให้ได้ดีกว่า ไม่งั้นต้องยืนกันขาแข็งเลยทีเดียว

แกะกล่อง Nogizaka46 All MV Collection

หลังจากที่มีผลงานออกมา 13 ซิงเกิ้ลกับอีก 1 อัลบั้ม Nogizaka46 ก็ได้โอกาสออกแผ่นรวม MV มาให้แฟนๆ ได้ดูกันสักที โดยตั้งชื่อ box นี้ว่า Nogizaka46 All MV Collection 「あの時の彼女たち」 (ช่วงเวลาของเหล่าเด็กสาว)

ปกติถ้าซื้อซิงเกิ้ล Type A/B/C ก็จะมีแผ่น DVD ที่เป็น MV ของซิงเกิ้ลนั้นๆ แถมมาให้อยู่แล้ว แต่ความละเอียดมันก็เป็นแค่ 480p ถ้าจะซื้อ box นี้แบบ DVD ก็คงไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่ ดังนั้นก็เลยจัดแบบ Blu-ray มาเลยดีกว่า

Nogizaka46 All MV Collection

เวอร์ชันที่จัดมาเป็นแบบ 4 แผ่น โดยที่ 3 แผ่นแรกจะเป็นรวม MV ทั้งหมด 54 MV เรียงมาตั้งแต่ซิงเกิ้ลแรก + MV ใหม่อีก 3 เพลง และแผ่นสุดท้ายเป็นเบื้องหลัง

Amazon

ราคาเต็ม 12,000 เยน สั่งพรีออเดอร์จาก Amazon ลดเหลือ 8,879 เยน

Nogizaka46 All MV Collection

กล่องภายนอกหน้าตาแบบนี้

Nogizaka46 All MV Collection

ภายในเป็นกล่องใส่แผ่นกับ booklet อีกเล่มนึง

Nogizaka46 All MV Collection

ใน booklet ก็สวยดี แต่รูปนานาเสะเยอะข้ามหน้าข้ามตาคนอื่นมาก

Nogizaka46 All MV Collection

ภาพจากตอน Oide Shampoo

Nogizaka46 All MV Collection

เปิดกล่องใส่แผ่นออกมาก็จะมีรูปสุ่มให้ 1 รูป เป็นภาพจากใน MV น่ะแหละ แล้วก็บัตรเข้าร่วม event (ที่ญี่ปุ่น) อีก 1 ใบ

Nogizaka46 All MV Collection

สกรีนแผ่น 1 + 2

Nogizaka46 All MV Collection

สกรีนแผ่น 3 + 4

เทียบกับ Documentary ที่ออกมาก่อนหน้านี้แล้ว เหมือนรวม MV อันนี้จะทำ packaging ออกมาดีกว่านิดนึง กล่องใส่แผ่นดูเป็นพลาสติกคุณภาพดีกว่า แต่ของแถมสู้ไม่ได้

สำหรับภาพและเสียงก็คมชัดสมกับเป็น Blu-ray เพลงที่มีการเคลื่อนไหวเร็วๆ มีแสงวูบวาบอย่าง Seifuku no Mannequin ก็ยังภาพคมกริบ ไม่มี artifact แตกๆ ให้เห็นอย่างคลิป bitrate ต่ำที่มีอยู่บนเน็ต หรือเพลงที่ย้อมสีเป็นเรโทรอย่าง Tachinaorichuu ก็ดูดีกว่าเวอร์ชัน DVD มาก

ถึงแม้บางครั้งอาจจะแอบอิจฉาวงอื่นบางวงที่มี MV ให้ดูกันฟรีๆ บน YouTube แถมความละเอียดมีตั้งแต่ FullHD ไปจนถึง 4K แต่สำหรับแฟน Nogizaka46 แล้ว Blu-ray box นี้ไม่ควรพลาดจริงๆ

The post แกะกล่อง Nogizaka46 All MV Collection appeared first on pittaya.blog.

แกะกล่อง Nogizaka46 All MV Collection

แกะกล่อง Nogizaka46 All MV Collection

หลังจากที่มีผลงานออกมา 13 ซิงเกิ้ลกับอีก 1 อัลบั้ม Nogizaka46 ก็ได้โอกาสออกแผ่นรวม MV มาให้แฟนๆ ได้ดูกันสักที โดยตั้งชื่อ box นี้ว่า Nogizaka46 All MV Collection 「あの時の彼女たち」 (ช่วงเวลาของเหล่าเด็กสาว)

ปกติถ้าซื้อซิงเกิ้ล Type A/B/C ก็จะมีแผ่น DVD ที่เป็น MV ของซิงเกิ้ลนั้นๆ แถมมาให้อยู่แล้ว แต่ความละเอียดมันก็เป็นแค่ 480p ถ้าจะซื้อ box นี้แบบ DVD ก็คงไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่ ดังนั้นก็เลยจัดแบบ Blu-ray มาเลยดีกว่า

แกะกล่อง Nogizaka46 All MV Collection

เวอร์ชันที่จัดมาเป็นแบบ 4 แผ่น โดยที่ 3 แผ่นแรกจะเป็นรวม MV ทั้งหมด 54 MV เรียงมาตั้งแต่ซิงเกิ้ลแรก + MV ใหม่อีก 3 เพลง และแผ่นสุดท้ายเป็นเบื้องหลัง

แกะกล่อง Nogizaka46 All MV Collection

ราคาเต็ม 12,000 เยน สั่งพรีออเดอร์จาก Amazon ลดเหลือ 8,879 เยน

แกะกล่อง Nogizaka46 All MV Collection

กล่องภายนอกหน้าตาแบบนี้

แกะกล่อง Nogizaka46 All MV Collection

ภายในเป็นกล่องใส่แผ่นกับ booklet อีกเล่มนึง

แกะกล่อง Nogizaka46 All MV Collection

ใน booklet ก็สวยดี แต่รูปนานาเสะเยอะข้ามหน้าข้ามตาคนอื่นมาก

แกะกล่อง Nogizaka46 All MV Collection

ภาพจากตอน Oide Shampoo

แกะกล่อง Nogizaka46 All MV Collection

เปิดกล่องใส่แผ่นออกมาก็จะมีรูปสุ่มให้ 1 รูป เป็นภาพจากใน MV น่ะแหละ แล้วก็บัตรเข้าร่วม event (ที่ญี่ปุ่น) อีก 1 ใบ

แกะกล่อง Nogizaka46 All MV Collection

สกรีนแผ่น 1 + 2

แกะกล่อง Nogizaka46 All MV Collection

สกรีนแผ่น 3 + 4

เทียบกับ Documentary ที่ออกมาก่อนหน้านี้แล้ว เหมือนรวม MV อันนี้จะทำ packaging ออกมาดีกว่านิดนึง กล่องใส่แผ่นดูเป็นพลาสติกคุณภาพดีกว่า แต่ของแถมสู้ไม่ได้

สำหรับภาพและเสียงก็คมชัดสมกับเป็น Blu-ray เพลงที่มีการเคลื่อนไหวเร็วๆ มีแสงวูบวาบอย่าง Seifuku no Mannequin ก็ยังภาพคมกริบ ไม่มี artifact แตกๆ ให้เห็นอย่างคลิป bitrate ต่ำที่มีอยู่บนเน็ต หรือเพลงที่ย้อมสีเป็นเรโทรอย่าง Tachinaorichuu ก็ดูดีกว่าเวอร์ชัน DVD มาก

ถึงแม้บางครั้งอาจจะแอบอิจฉาวงอื่นบางวงที่มี MV ให้ดูกันฟรีๆ บน YouTube แถมความละเอียดมีตั้งแต่ FullHD ไปจนถึง 4K แต่สำหรับแฟน Nogizaka46 แล้ว Blu-ray box นี้ไม่ควรพลาดจริงๆ

แกะกล่อง Documentary of Nogizaka46

แกะกล่อง Documentary of Nogizaka46

หนังสารคดี 「悲しみの忘れ方」 Documentary of 乃木坂46 เข้าโรงไปเมื่อช่วงกลางๆ ปี ตอนนี้มีแผ่นออกมาแล้ว งวดนี้โซนี่มิวสิคไม่ทำให้แฟนๆ ต้องรอข้ามปีเหมือนอย่างแผ่นคอนเสิร์ต

แกะกล่อง Documentary of Nogizaka46

เวอร์ชันที่ซื้อมาเป็นแบบบลูเรย์ Complete Box 4 แผ่น ปกเป็นคอสตูมจาก Oide Shampoo ซิงเกิ้ลที่สองของวง

แกะกล่อง Documentary of Nogizaka46

ราคาเต็ม 13,000 เยน สั่งพรีออเดอร์จาก Amazon ลดเหลือ 10,052 เยน

แกะกล่อง Documentary of Nogizaka46

ในกล่องประกอบด้วยกล่องใส่แผ่นบลูเรย์และ booklet อีกเล่มนึง

แกะกล่อง Documentary of Nogizaka46

กล่องใส่แผ่นเป็นพลาสติกขาวๆ ธรรมดา น่าจะทำได้สมราคากว่านี้สักหน่อย

แกะกล่อง Documentary of Nogizaka46

แกะกล่อง Documentary of Nogizaka46

ภายในกล่องบรรจุ 4 แผ่น เป็นตัวหนังสารคดีแผ่นนึง ที่เหลือเป็นฟุตเตจ, deleted scene, คอมเมนต์ ฯลฯ

แกะกล่อง Documentary of Nogizaka46

รูปแถม 5 ใบได้ มายะ, ฮจจัง, มิเรีย, มาริกะ, ไมยัง

แกะกล่อง Documentary of Nogizaka46

แกะกล่อง Documentary of Nogizaka46

ข้างใน booklet มีรวมภาพเมมเบอร์แต่ละคน, ภาพเก็บตกจาก event นิดหน่อย, Special Talk กับกัปตันเรย์กะ แล้วก็ timeline รวมเหตุการณ์ต่างๆ ของวงตั้งแต่เริ่มออดิชั่น

ส่วนเรื่องฟีเจอร์ภาพและเสียงยังไม่ได้ทดสอบ ต้องไปหาเครื่องเล่นบลูเรย์มาใช้ก่อน

แกะกล่อง Documentary of Nogizaka46

หนังสารคดี 「悲しみの忘れ方」 Documentary of 乃木坂46 เข้าโรงไปเมื่อช่วงกลางๆ ปี ตอนนี้มีแผ่นออกมาแล้ว งวดนี้โซนี่มิวสิคไม่ทำให้แฟนๆ ต้องรอข้ามปีเหมือนอย่างแผ่นคอนเสิร์ต

Kanashimi no Wasurekata - Documentary of Nogizaka46

เวอร์ชันที่ซื้อมาเป็นแบบบลูเรย์ Complete Box 4 แผ่น ปกเป็นคอสตูมจาก Oide Shampoo ซิงเกิ้ลที่สองของวง

Amazon

ราคาเต็ม 13,000 เยน สั่งพรีออเดอร์จาก Amazon ลดเหลือ 10,052 เยน

Kanashimi no Wasurekata - Documentary of Nogizaka46

ในกล่องประกอบด้วยกล่องใส่แผ่นบลูเรย์และ booklet อีกเล่มนึง

Kanashimi no Wasurekata - Documentary of Nogizaka46

กล่องใส่แผ่นเป็นพลาสติกขาวๆ ธรรมดา น่าจะทำได้สมราคากว่านี้สักหน่อย

Kanashimi no Wasurekata - Documentary of Nogizaka46

Kanashimi no Wasurekata - Documentary of Nogizaka46

ภายในกล่องบรรจุ 4 แผ่น เป็นตัวหนังสารคดีแผ่นนึง ที่เหลือเป็นฟุตเตจ, deleted scene, คอมเมนต์ ฯลฯ

Kanashimi no Wasurekata - Documentary of Nogizaka46

รูปแถม 5 ใบได้ มายะ, ฮจจัง, มิเรีย, มาริกะ, ไมยัง

Kanashimi no Wasurekata - Documentary of Nogizaka46

Kanashimi no Wasurekata - Documentary of Nogizaka46

ข้างใน booklet มีรวมภาพเมมเบอร์แต่ละคน, ภาพเก็บตกจาก event นิดหน่อย, Special Talk กับกัปตันเรย์กะ แล้วก็ timeline รวมเหตุการณ์ต่างๆ ของวงตั้งแต่เริ่มออดิชั่น

ส่วนเรื่องฟีเจอร์ภาพและเสียงยังไม่ได้ทดสอบ ต้องไปหาเครื่องเล่นบลูเรย์มาใช้ก่อน

The post แกะกล่อง Documentary of Nogizaka46 appeared first on pittaya.blog.

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา (หลายเดือนแล้ว) ผมได้มีโอกาสไปญี่ปุ่นและแวะไปสักการะศาลเจ้าโนกิที่โตเกียวมาครับ

ศาลเจ้าโนกิ เป็นศาลเจ้าเล็กๆ ในย่านโนกิซากะ (Nogizaka - 乃木坂) คำว่า “ซากะ (坂)” ในชื่อย่านแปลว่า เนิน, ทางลาด ซึ่งก็ตรงกับลักษณะแถบนั้นที่เป็นเนินหลายเนินอยู่ นอกจากโนกิซากะแล้วก็ยังมีโทริอิซากะแล้วก็อาคาซากะด้วย

การเดินทางมาก็ไม่ลำบาก มีรถไฟใต้ดินของ Tokyo Metro สาย Chiyoda วิ่งผ่าน ลงที่สถานี Nogizaka ได้เลย จุดสำคัญคือต้องออกประตู 1 ไม่งั้นเดินไกลมาก

ความสำคัญของศาลเจ้าโนกิและย่านโนกิซากะก็คือ เป็นบ้านเกิดของวง Nogizaka46 นั่นเอง

ถ้าเทียบกับไอดอลคู่แข่งอย่าง AKB48 แล้ว Nogizaka46 เป็นวงที่ไม่มีสถานที่ประจำสำหรับแสดงสดแบบเดียวกับที่ AKB48 มีฐานที่มั่นอยู่ที่อากิฮาบาระ แต่ชื่อ Nogizaka ในชื่อวงมีที่มาจากตึก SME Nogizaka Building ของ Sony Music Entertainment สถานที่ออดิชั่นรอบสุดท้ายของวงซึ่งตั้งอยู่แถวนี้

นอกจากนี้แล้ว Toumei na Iro (透明な色) อัลบั้มแรกของวง ยังใช้ภาพบรรยากาศรอบๆ ศาลเจ้าโนกิประกอบภาพเมมเบอร์ใน booklet ของอัลบั้มด้วย

วันนี้นอกจากจะมาศาลเจ้าโนกิแล้ว ก็ตามมาดูสถานที่จริงใน booklet ด้วยอีกหนึ่งอย่าง

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

ทางออกสถานี Nogizaka

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

สถานีโนกิซากะ อยู่ระหว่างสถานี Omotesando ถนนสายแฟชั่นกับสถานี Akasaka ที่เป็นย่านหรูดูมีอันจะกินหน่อย

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

สถานีเล็กๆ ธรรมดาๆ มีแค่ 2 ชานชาลาเท่านั้น

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

อีกชานชาลาหนึ่ง

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

เทียบกับภาพจาก booklet

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

เรนะซัง นักเรียนแลกเปลี่ยน (ณ ขณะนั้น)

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

อาจัง

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

คุณหนูเอริกะ

นอกจากในสถานีแล้ว ใน booklet ยังมีภาพจากบริเวณรอบๆ ด้วย

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

เซย์ตัน

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

มายะ

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

กัปตันเรย์กะ

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

อาชุ

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

นาจัง อยู่หน้าทางเข้าศาลเจ้าโนกิเลย

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

มาริกะ

เดินถ่ายรูปรอบนอกได้สักพัก ก็ได้เวลาเข้าไปชมบรรยากาศในศาลเจ้า

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

ศาลเจ้าดูเงียบๆ ไม่ค่อยจะมีคน

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

ด้านในศาลเจ้า

ถึงแม้ว่าวง Nogizaka46 จะไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับศาลเจ้านี้เลยนอกจากมาถ่าย booklet ในอัลบั้ม แล้วก็มีเมมเบอร์มาเข้าพิธีบรรลุนิติภาวะตอนปีใหม่ แต่ด้วยการที่มีชื่อพ้องกับชื่อวง ทำให้เหล่าแฟนๆ มักจะแวะเวียนมาที่ศาลเจ้านี้กัน

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

แผ่นป้ายขอพรก็มีเขียนเรื่องเกี่ยวกับวง

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

แผ่นป้ายวาดรูปโดอิยะซัง มาสค็อตของเมมเบอร์คนหนึ่งในวงก็มี

ถ้ามาแล้วเจอคนหน้าตาไม่น่าเข้าศาลเจ้า แต่มีพร็อพสีม่วงๆ ติดตัว ให้เดาไว้ก่อนว่าเป็นแฟนไอดอล

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

ไมยัง

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

คีจัง

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

ยูมิ

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

มิจัง

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

มิสะเซ็มไป

ข้ามถนนมาฝั่งตรงข้ามศาลเจ้าบ้าง

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

ฮินะจิมะ สังเกตว่าตึกซ้ายมือนี่คือตึก SME Nogizaka ของ Sony

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

ที่ออดิชั่นรอบสุดท้ายของวงก็อยู่ที่ตึกนี้แหละ

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

รันรัน

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

เรนะจิ

ที่จริงแล้วยังมีรูปของเมมเบอร์คนอื่นใน booklet อีก แต่ดูไม่ออกว่าไปถ่ายกับวิวแถวไหน ก็เลยเก็บภาพมาได้เท่านี้

ก่อนหน้าที่จะไปประมาณเดือนนึง ทางวงก็ร่วมมือกับ Tokyo Metro จัดแสดงภาพโปสเตอร์ของเมมเบอร์แต่ละคนพร้อมลายเซ็นไว้ในทางเดินของสถานี Nogizaka นี่ด้วย เสียดายว่าตอนที่ไปนี่เค้าเก็บไปหมดแล้ว ภาพบรรยากาศดูได้จาก blog ของกิฟุโตะซัง

สำหรับแฟนๆ ของวง ถ้ามีโอกาส ก็ควรไปสักการะที่นี่ให้ได้สักครั้งครับ

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา (หลายเดือนแล้ว) ผมได้มีโอกาสไปญี่ปุ่นและแวะไปสักการะศาลเจ้าโนกิที่โตเกียวมาครับ

ศาลเจ้าโนกิ เป็นศาลเจ้าเล็กๆ ในย่านโนกิซากะ (Nogizaka – 乃木坂) คำว่า “ซากะ (坂)” ในชื่อย่านแปลว่า เนิน, ทางลาด ซึ่งก็ตรงกับลักษณะแถบนั้นที่เป็นเนินหลายเนินอยู่ นอกจากโนกิซากะแล้วก็ยังมีโทริอิซากะแล้วก็อาคาซากะด้วย

การเดินทางมาก็ไม่ลำบาก มีรถไฟใต้ดินของ Tokyo Metro สาย Chiyoda วิ่งผ่าน ลงที่สถานี Nogizaka ได้เลย จุดสำคัญคือต้องออกประตู 1 ไม่งั้นเดินไกลมาก

ความสำคัญของศาลเจ้าโนกิและย่านโนกิซากะก็คือ เป็นบ้านเกิดของวง Nogizaka46 นั่นเอง

ถ้าเทียบกับไอดอลคู่แข่งอย่าง AKB48 แล้ว Nogizaka46 เป็นวงที่ไม่มีสถานที่ประจำสำหรับแสดงสดแบบเดียวกับที่ AKB48 มีฐานที่มั่นอยู่ที่อากิฮาบาระ แต่ชื่อ Nogizaka ในชื่อวงมีที่มาจากตึก SME Nogizaka Building ของ Sony Music Entertainment สถานที่ออดิชั่นรอบสุดท้ายของวงซึ่งตั้งอยู่แถวนี้

นอกจากนี้แล้ว Toumei na Iro (透明な色) อัลบั้มแรกของวง ยังใช้ภาพบรรยากาศรอบๆ ศาลเจ้าโนกิประกอบภาพเมมเบอร์ใน booklet ของอัลบั้มด้วย

วันนี้นอกจากจะมาศาลเจ้าโนกิแล้ว ก็ตามมาดูสถานที่จริงใน booklet ด้วยอีกหนึ่งอย่าง

Nogizaka station

ทางออกสถานี Nogizaka

Nogizaka station

สถานีโนกิซากะ อยู่ระหว่างสถานี Omotesando ถนนสายแฟชั่นกับสถานี Akasaka ที่เป็นย่านหรูดูมีอันจะกินหน่อย

Nogizaka station

สถานีเล็กๆ ธรรมดาๆ มีแค่ 2 ชานชาลาเท่านั้น

Nogizaka station

อีกชานชาลาหนึ่ง

Nogizaka46

เทียบกับภาพจาก booklet

Matsui Rena

เรนะซัง นักเรียนแลกเปลี่ยน (ณ ขณะนั้น)

Suzuki Ayane

อาจัง

Ikuta Erika

คุณหนูเอริกะ

นอกจากในสถานีแล้ว ใน booklet ยังมีภาพจากบริเวณรอบๆ ด้วย

Hatanaka Seira

เซย์ตัน

Wada Maaya

มายะ

Sakurai Reika

กัปตันเรย์กะ

Saito Asuka

อาชุ

Nishino Nanase

นาจัง อยู่หน้าทางเข้าศาลเจ้าโนกิเลย

Ito Marika

มาริกะ

เดินถ่ายรูปรอบนอกได้สักพัก ก็ได้เวลาเข้าไปชมบรรยากาศในศาลเจ้า

Nogi Shrine

ศาลเจ้าดูเงียบๆ ไม่ค่อยจะมีคน

Nogi Shrine

ด้านในศาลเจ้า

ถึงแม้ว่าวง Nogizaka46 จะไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับศาลเจ้านี้เลยนอกจากมาถ่าย booklet ในอัลบั้ม แล้วก็มีเมมเบอร์มาเข้าพิธีบรรลุนิติภาวะตอนปีใหม่ แต่ด้วยการที่มีชื่อพ้องกับชื่อวง ทำให้เหล่าแฟนๆ มักจะแวะเวียนมาที่ศาลเจ้านี้กัน

Nogi Shrine

แผ่นป้ายขอพรก็มีเขียนเรื่องเกี่ยวกับวง

Nogi Shrine

แผ่นป้ายวาดรูปโดอิยะซัง มาสค็อตของเมมเบอร์คนหนึ่งในวงก็มี

ถ้ามาแล้วเจอคนหน้าตาไม่น่าเข้าศาลเจ้า แต่มีพร็อพสีม่วงๆ ติดตัว ให้เดาไว้ก่อนว่าเป็นแฟนไอดอล

Shiraishi Mai

ไมยัง

Kitano Hinako

คีจัง

Wakatsuki Yumi

ยูมิ

Hoshino Minami

มิจัง

Eto Misa

มิสะเซ็มไป

ข้ามถนนมาฝั่งตรงข้ามศาลเจ้าบ้าง

Higuchi Hina

ฮินะจิมะ สังเกตว่าตึกซ้ายมือนี่คือตึก SME Nogizaka ของ Sony

SME Nogizaka Building

ที่ออดิชั่นรอบสุดท้ายของวงก็อยู่ที่ตึกนี้แหละ

Terada Ranze

รันรัน

Yamazaki Rena

เรนะจิ

ที่จริงแล้วยังมีรูปของเมมเบอร์คนอื่นใน booklet อีก แต่ดูไม่ออกว่าไปถ่ายกับวิวแถวไหน ก็เลยเก็บภาพมาได้เท่านี้

ก่อนหน้าที่จะไปประมาณเดือนนึง ทางวงก็ร่วมมือกับ Tokyo Metro จัดแสดงภาพโปสเตอร์ของเมมเบอร์แต่ละคนพร้อมลายเซ็นไว้ในทางเดินของสถานี Nogizaka นี่ด้วย เสียดายว่าตอนที่ไปนี่เค้าเก็บไปหมดแล้ว ภาพบรรยากาศดูได้จาก blog ของกิฟุโตะซัง

สำหรับแฟนๆ ของวง ถ้ามีโอกาส ก็ควรไปสักการะที่นี่ให้ได้สักครั้งครับ

The post เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ appeared first on pittaya.blog.

« Previous Entries