Songs and Memories
September 5, 2010On Sat, I attended TEDxKrungthep, an independent TED event organized by local TED enthusiasts and the final speaker is Bojo, a choir master. He led all audiences to sing Heal the World by Michael Jackson. The strange thing for me is that, years ago, this is one of songs that I had kept cassette (yes, there is a thing called tape cassette at that time) nearby all the time but somehow, I forgot to include it in my iPhone. It simply get lost in time.
Now, I am trying to remember my old song, and, stranger than before, it turns out that when I try to recall old song, I usually revive some fond memory in the past and there is a strong relation between the song and that memory even though the song and that memory has nothing to share except that it happen in relatively same time. For example, I think of a song “Yesterday once more” and suddenly the memory of me playing Dune II get revive. No, I didn’t listen to “Yesterday once more” while I were playing Dune II but the first time I heard “Yesterday once more” is around the same time that I started playing Dune II.
My guess is that, as time goes by, memory loses its fidelity. Only strong emotion event are remembered and then it is compressed by “Packing” with other memory in nearby period, thus there is a link between a song and a game.
It seems like my brain is doing house keeping of its database.
การ Retweet แบบที่ (น่าจะ) ถูกวิธี
August 30, 2010ตั้งแต่ยุคแรกเริ่มที่ทวิตเตอร์ได้อุบัติขึ้นมาในโลกนี้ ทวิตเตอร์ยังไม่มีฟีเจอร์มากมายอะไร แค่ส่งข้อความ 140 ตัวอักษรไปๆ มาๆ จนกระทั่งอยู่มาวันนึง กลุ่มผู้ใช้ที่อยากจะส่งต่อข้อความ (tweet) ที่ตัวเองเห็น ให้กับบรรดา follower ของตัวเองด้วย จึงเกิดเป็นวัฒนธรรมการ Retweet (RT) เกิดขึ้น โดยผู้ใช้เอง ไม่ได้มาจากการแนะนำของผู้พัฒนาทวิตเตอร์แต่อย่างใด
รูปแบบการ Retweet ที่ใช้กัน ก็จะไม่มีรูปแบบตายตัวแน่นอน แล้วแต่กลุ่ม เช่น มีผู้ใช้ tweet ข้อความตามนี้มา
thainetizen: “การใช้กูเกิลค้นหาข้อมูลอย่างปลอดภัย http://thainetizen.org/node/2533″
แล้วเราเกิดอยากส่งต่อให้คนอื่น ก็อาจจะ retweet ด้วยวิธีแตกต่างกันออกไป เช่น
pittaya: “RT @thainetizen การใช้กูเกิลค้นหาข้อมูลอย่างปลอดภัย http://thainetizen.org/node/2533″
หรือ
pittaya: “การใช้กูเกิลค้นหาข้อมูลอย่างปลอดภัย http://thainetizen.org/node/2533 (/via @thainetizen)”
หรือ
pittaya: “รท @thainetizen การใช้กูเกิลค้นหาข้อมูลอย่างปลอดภัย http://thainetizen.org/node/2533″
แตกต่างกันไปตามแต่ twitter client ที่ใช้ หรือความนิยมในกลุ่มเพื่อนของตัวเอง
ซึ่งการ Retweet นี้ ก็มีข้อดีของมันคือช่วยกระจายข่าวสารให้คนอื่นได้ และยังมีเครดิตบอกแหล่งที่มา แต่ข้อเสียของวิธีการนี้ก็มีอยู่ คือ
- ถ้าหาก retweet ต่อกันไปเป็นทอดๆ เนื้อที่ 140 ตัวอักษร จะไม่พอต่อข้อความทั้งหมด ทำให้คนที่จะ retweet ต้องตัดต่อข้อความ เพื่อให้พอดีใน 140 ตัวอักษร ซึ่งอาจจะทำให้เนื้อความตกหล่น ไม่ครบถ้วนอย่างที่ผู้ส่งสารต้นทางต้องการ
- เรื่องความเป็นส่วนตัวในกรณีที่ว่า ถ้าเจ้าของข้อความเป็นผู้ใช้แบบ protected เกิด tweet ข้อความอะไรออกมา แล้วถูกผู้ใช้แบบ public นำไป retweet ต่อ อาจจะเป็นการเปิดเผยข้อความที่เจ้าของไม่อยากให้เป็น public ก็ได้ เช่น สมมุติว่า A เป็นผู้ใช้แบบ protected ส่วน B เป็นผู้ใช้แบบ public
A: “คู่แข่ง ipod touch http://twitpic.com/24maof”
B: “RT @A คู่แข่ง ipod touch http://twitpic.com/24maof”กรณีนี้ follower ทั้งหลายของ B ก็จะเห็นข้อความของ A ด้วย ซึ่ง A อาจจะไม่ต้องการให้เปิดเผยข้อความนี้ก็ได้
- บางข้อความที่อาจจะได้รับความนิยมล้นหลาม อาจจะมีคน retweet หลายครั้ง เราก็จะเห็นทุกครั้ง ทั้งๆ ที่เราได้อ่านไปแล้ว เช่น คนที่เรา follow อยู่ retweet ข้อความนี้กัน 10 คน เราก็จะเห็นข้อความเดิมๆ ซ้ำกัน 10 ครั้ง
- Fake Retweet เช่น เราอาจจะโดนเพื่อนแกล้ง หรือผู้ไม่หวังดี สร้างความเสื่อมเสีย โดยการแก้ไขข้อความของเรา เช่น
D: “Twitter for Android เวอร์ชันใหม่ออกแล้ว โหลดได้ที่ http://bit.ly/bhodGa”
E: “RT @D Twitter for Android เวอร์ชันใหม่ออกแล้ว โหลดได้ที่ http://evil.com/malware“
อาจจะนำพาผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ไปสู่เว็บไม่พึงปรารถนาได้
วันหนึ่ง ทีมงาน twitter เล็งเห็นปัญหาเหล่านี้ จึงได้สร้างฟีเจอร์ retweet แบบ official มาให้ใช้ เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ (อ่านเหตุผลอย่างละเอียดได้จาก blog ของ Evan Williams) โดยหลักการของ official retweet มีอยู่ว่า
- ข้อความที่ถูก retweet จะไม่สามารถแก้ไขได้ (ป้องกัน fake retweet)
- จะ retweet ข้อความของผู้ใช้ที่ protect ไว้ไม่ได้ (แก้ปัญหาเรื่องความเป็นส่วนตัว)
- retweet ที่ซ้ำๆ กัน จะถูกจัดกลุ่มให้เป็นก้อนเดียวกัน (แก้ปัญหาความน่ารำคาญ)
วิธีการใช้ official retweet ก็แสนง่าย แค่กดลิงก์ที่เขียนว่า “Retweet” ตามตัวอย่างในรูป แต่ถ้าข้อความไหนที่ไม่มีลิงก์นี้ให้กดแปลว่าเจ้าของข้อความเค้า protect ไว้นั่นเอง

เวลามีคน retweet ข้อความอะไรมา ก็จะแสดงใน timeline ของเราตามแบบข้างล่างนี้ แค่หนเดียว ไม่น่ารำคาญ รวมทั้งยังแสดงภาพของเจ้าของข้อความ เป็นการให้เครดิตและสืบสาวต้นตอได้ด้วย

สำหรับผู้ใช้โปรแกรม Twitter client เจ้าต่างๆ ปัจจุบันน่าจะรองรับความสามารถ official retweet นี้กันทั้งหมดแล้ว อย่างเช่นในภาพ เป็นโปรแกรม Echofon for Mac

แต่ถึงแม้ว่า Official retweet นี้จะช่วยแก้ปัญหาหลายๆ อย่าง แต่ก็ยังมีหลายคนที่ชอบ retweet กันด้วยวิธีเก่าอยู่ เหตุผลหนึ่งคือ “สามารถใส่ข้อความของตัวเองเข้าไปได้” เช่น
F: “หมูฉึกๆ ! http://www.youtube.com/watch?v=70ukUfkXt5Q”
G: “RT @F หมูฉึกๆ ! http://www.youtube.com/watch?v=70ukUfkXt5Q << น่ารักงุงิ“
เป็นกรณีที่พบเห็นกันมาก ซึ่งวิธีนี้ข้อเสียก็อย่างที่บอกไปแล้วคือเรื่องความเป็นส่วนตัวของคนที่ protect timeline ซึ่งโดยมารยาทที่ดีแล้ว เราก็ไม่ควรจะไป retweet ข้อความที่เจ้าของไม่ปรารถนาจะให้เป็น public (นอกเสียจากว่าเจ้าของข้อความจะยินยอม)
ข้อเสียอีกอย่างหนึ่งคือ สมมุติเราเห็นเฉพาะข้อความของ @G เราจะบอกไม่ได้เลยว่าตรง “น่ารักงุงิ” เป็นข้อความต้นฉบับจาก @F หรือเป็นข้อความที่ @G เอามาใส่เอง ยิ่งถ้าเกิดมีการ “คุยกัน” ด้วยการ retweet เยอะๆ สุดท้ายมันจะอ่านไม่รู้เรื่อง เช่น
A: “RT @C: RT @A: RT @C: @A ถึงไหนแล้วจ๊ะ // ถึงบ้านแล้วจ้ะ คริคริ~ << โห ไวจัง หุหุ~ … มีคนมาส่ง >//<”
แนะนำว่า ถ้าจะตอบข้อความของคนอื่น ให้ใช้ “Reply” แทน “Retweet” จะเหมาะสมกว่า

เรื่องการใช้ Reply หรือ Retweet แบบไหนเหมาะสมกว่า อ่านได้จากบล็อกของ @tewson
สรุปกันดื้อๆ ตรงนี้ว่า ส่วนตัวก็ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญ หรือ social network guru อะไร แค่คิดว่าการใช้ทวิตเตอร์ตามแบบที่เสนอมานี้ น่าจะช่วยให้การใช้งานสะดวกสบายขึ้น แต่สุดท้ายแล้วการเลือกจะใช้วิธีไหนก็เป็นวิจารณญาณของแต่ละบุคคล คงไปบังคับกันไม่ได้
ยินดีแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเรื่องนี้กับทุกท่านครับ เชิญได้ที่กล่อง comment ด้านล่างเลย
ย่อรูปลง Facebook
August 4, 2010ความห่วยของ Facebook อย่างหนึ่งคือ รูปภาพที่อัปโหลดขึ้นไป จะถูกย่อขนาดลงให้เหลือกว้างxยาวไม่เกิน 720 pixel แถมยัง quality ลดลงอีกด้วย ลองเอารูปถ่ายเดียวกันอัปโหลดขึ้น Facebook เทียบกับ Flickr จะเห็นความแตกต่างด้านคุณภาพอย่างชัดเจน
ดังนั้น ถ้าเราเอาไฟล์ภาพคุณภาพสูงอัปโหลดขึ้น Facebook มันก็ออกจะเสียเวลา เปลือง bandwidth ไปซะเปล่าๆ เรามาย่อรูปกันก่อนอัปโหลดดีกว่า
ย่อรูปด้วย sips
บน Mac OS X มีคำสั่งชื่อว่า sips เอาไว้สำหรับย่อรูป วิธีใช้งานก็ตรงไปตรงมา เช่นถ้าจะย่อรูปให้เหลือกว้างxยาว ไม่เกิน 720 pixel ก็ใช้คำสั่งตามนี้
$ sips -Z 720 photo.jpg
ลดคุณภาพด้วย jpegoptim
แค่การลดความละเอียดภาพอย่างเดียว อาจจะยังได้ไฟล์ไม่เล็กพอ ก็มีคำสั่ง jpegoptim สำหรับ optimize ภาพ JPEG ให้มีขนาดเล็กลงได้ แต่พอดีคำสั่งนี้ไม่มีติดมากับ OS X ถ้าต้องการใช้งาน ก็ลงผ่าน fink จะง่ายที่สุด
$ sudo fink install jpegoptim
วิธีใช้ jpegoptim ก็ระบุคุณภาพของภาพที่ parameter -m เช่น
$ jpegoptim -f -m80 --strip-all photo.jpg
เวลาจะย่อทีละหลายๆ ภาพก็เขียน bash script สักเล็กน้อย
$ for f in *.jpg do; sips -Z 720 "$f"; jpegoptim -f -m80 --strip-all "$f"; done
ลองทำตามขั้นตอนนี้ สามารถย่อภาพ JPEG จำนวน 450 รูป ขนาดรวม 750 MB ให้เหลือแค่ 28 MB ได้ อัปโหลดขึ้น Facebook ไม่นานก็เสร็จ
Rockbox
August 4, 2010เดาว่าคนอ่านบล็อกนี้จำนวนไม่น้อยเป็นพวกที่ไม่ค่อยพอใจกับ defaults ทั้งหลาย ถ้ามี router ก็ต้องลง Tomato มี andriod ก็ต้อง root หรือหากมีเครื่อง Mac ก็ต้องพยายามเอามาลง Windows ยิ่งถ้ามี iPhone ยิ่งคันมือต้องเอามา brick เอ๊ย jailbreak ฯลฯ
แน่นอนว่าแม้แต่เครื่องเล่น MP3 ก็ยังหนีไม่พ้นวัฏจักรเดียวกัน… อีกเหตุผลหนึ่งที่ผมซื้อ Sansa Clip+ เพราะมันสามารถเอามาลง Rockbox ได้ด้วย
Rockbox เป็นเฟิร์มแวร์ open source สำหรับเครื่องเล่น MP3 ที่รันได้บนหลายแพลตฟอร์มมากๆ (iPod, Cowon, iriver, SanDisk, etc.) ความสามารถเด่นๆ คือ
- สนับสนุน codec มากกว่า 20 ชนิด (สำหรับผมได้แค่ M4A กับ FLAC ก็พอใจแล้ว)
- มี parametric equalizer (EQ ของ Sansa Clip+ เป็นที่รู้กันว่าห่วย “โคตรๆ”)
- มี Doom! (ทำไปได้ +_+) และ Rockboy (Gameboy Emulator)
- มี theme ในการแสดงผลให้เลือกใช้ (และแน่นอนว่าสามารถสร้าง theme เองได้)
การติดตั้ง Rockbox บน Sansa Clip+ ง่ายมาก แค่ patch original firmware (ในเว็บ Rockbox จะเรียก OF) แล้ว copy เฟิร์มแวร์ที่ patch แล้ว กับโฟลเดอร์ .rockbox ไปใส่ในเครื่องเล่น MP3 จากนั้นปิด/เปิดเครื่องใหม่ เป็นอันเสร็จพิธี สำหรับวิธีติดตั้งโดยละเอียดดูได้ในหน้า SansaAMS ตรงส่วนที่เป็น manual installation
แต่ก็เป็นธรรมดาสำหรับเครื่องเล่น MP3 ที่เป็นจอ monochrome และมีพื้นที่แสดงผลแค่ 128×64 pixel ทำให้ tag ตามที่มันกำหนด เพื่อให้แสดงผลข้อมูลที่เราต้องการ ในขณะพัฒนาเราสามารถทดสอบ theme ที่สร้างขึ้นบน Rockbox UI Simulator ได้โดยไม่ต้องโหลดลงเครื่องเล่นจริงๆ ทำให้แก้ไข/ทดสอบได้ไวมาก… นั่งปรับอยู่หลายวันกว่าจะถูกใจ สุดท้ายได้ออกมาหน้าตาแบบนี้

สรุปว่า Rockbox เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับคนที่ต้องการเพิ่ม/ปรับปรุงความสามารถให้กับเครื่องเล่น MP3 ของตัวเอง (หรือคนที่อยากเล่น Doom บน iPod :P) และดูท่าจะมีอนาคตอีกไกล ตอนนี้กำลังพอร์ตมาเป็น application สำหรับรันบน android ด้วย
ว่าด้วยเรื่องของคนจีน
July 31, 2010live from beijing
อยู่ปักกิ่งมาได้ 3 วัน พบว่า
ข้อเสียของคนจีน
- ไม่ค่อยมีความเกรงใจ ทั้งแซงคิวขวางทาง ฯลฯ
- ขากถุยได้ทุกแห่ง
- หลายคนตัวเหม็น ท่าทางขี้เกียจอาบน้ำ
- ราคาของตั้งไว้แบบฟันเนียน บอก 40 ต่อเหลือ 20 ยังได้ (ตลาดรัสเซียโหดกว่านี้) ที่ๆ ทุบก็ไม่มีเกรงใจ (ที่ดีๆ ก็พอมี)
- อาหารมัน จืด เค็ม เผ็ด มีรสอยู่แค่นี้ ร้านที่ทำอาหารเป็น ตอนนี้เจอร้านนึง ราคาไม่แพง ปริมาณเยอะ อร่อย นอกนั้นที่เจอ โขกสับเนียน
จริงๆ ถือว่าน้อยลงมากเทียบกับเมื่อก่อนที่เคยมา แต่ก็นะ..
มาดูข้อดีบ้าง
ข้อดีของคนจีน
- หมวย
- ขาว
- สาวแว่นสุดยอด
Revisiting Barry Schwartz
July 31, 2010
Schwartz delivered yet another inspiring talk at TED last year. I didn’t have a chance to look at it until today. There are very good inspiring lines in this. Here are but selected few.
And, perharps most important, as teachers, we should strive to be the ordinary heroes, the moral exemplars, to the people we mentor.
– Barry Schwartz
And there are few things that we have to remember as teachers. One is that we are always teaching. Someone is always watching. The camera is always on.
– Barry Schwartz
The single most important thing kids need to learn is character. They need to learn to respect themselves. They need to learn to respect their schoolmates. They need to learn to respect their teachers. And, most important, they need to learn to respect learning. That’s the principle objective.
– Barry Schwartz
What a month!!!
July 21, 2010Sandisk Sansa Clip+ 4GB
July 19, 2010ยังคงวนเวียนอยู่แถวๆ เรื่อง MP3 player…
หลังจากซื้อ Philips GoGear SA1MXX02K/97 มา และพบว่ามันห่วยเกินจะรับได้ เลยนั่งหาข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องเล่น MP3 อยู่พักใหญ่ อ่านรีวิวที่นู่นที่นี่ สุดท้ายมาเจอรีวิว Best 5 MP3 Players ของ CNET ดูๆ แล้วตัวที่น่าสนใจที่สุดสำหรับคนงบประมาณจำกัด (a.k.a. งก) อย่างผมก็คือ Sandisk Sansa Clip+ ที่มีหน้าตาประมาณนี้

ลองหาข้อมูลแหล่งขายในเมืองไทย รู้สึกว่าจะหายากมาก มีที่ OCZ เอามาขายอยู่ แต่ราคาแพงไปนิดตัดใจซื้อไม่ลง โชคดีที่มีเพื่อนกำลังจะกลับจากอเมริกาพอดี เลยฝากมันหิ้วแบบ 4GB มาตัวนึง ได้มาในราคาไม่ถึง 1,500 บาท
รูปทางซ้ายนี้จะใหญ่กว่าของจริงหน่อยนึง เห็นครั้งแรกยังตกใจว่าเออ เล็กดีแฮะ พอลองแล้วก็ไม่ผิดหวัง คุณภาพเสียงเหนือชั้นกว่า Philips GoGear อยู่หลายขุม (จริงๆ คือลำเอียงอยู่พอสมควร เนื่องจาก Sansa Clip+ ตัวนี้มันเล่นไฟล์ FLAC ได้ :P)
ด้านปุ่มกด, เมนู และการใช้งานก็ออกแบบได้ดี ใช้สะดวกกว่าเครื่องเล่น MP3 ตัวเก่าแบบรู้สึกได้ คอนเฟิร์มว่า Philips ห่วยกว่า(มากกก) เพราะเอาตัวเก่าไปให้เจ้า
ที่เครื่องเล่น MP3 พังพอดี เจ้า
ยังบอกว่าทำไมมันดูก๊องแก๊งจัง T_T (ย้ำอีกครั้งว่าราคาต่างกันแค่สี่ร้อยบาท เหอๆ)
หน่วยความจำขนาด 4GB ก็ค่อนข้างเหลือเฟือ ขนาดผมใส่ไฟล์ FLAC ล้วนๆ ประมาณ 150 เพลง ก็ยังมีที่ว่างอีกเกือบครึ่ง แต่ถ้าใครมีเพลงเยอะกว่านั้น สามารถเพิ่มหน่วยความจำโดยเสียบการ์ด microSD หรือ microSDHC เพิ่มได้อีก
ฟีเจอร์อื่นๆ ก็มีพวกฟังวิทยุได้, อัดเสียงได้, เสียบกับพอร์ต USB แล้วลากเพลงใส่ได้เลย ไม่ต้องลง driver ให้วุ่นวาย, ฯลฯ
แบตเตอรีก็ค่อนข้างโอเค ชาร์จเต็มแล้วเล่นเพลงได้ประมาณ 15 ชม. เอามาจับคู่กับ Sennheiser CX500 ก็ฟังเพลงขณะเดินทางได้อย่างมีความสุข สรุปว่าเป็น MP3 player ที่ความสามารถและประสิทธิภาพคุ้มค่ากับราคาจริงๆ
Pladib Revisited
July 14, 2010ไปร้านปลาดิบอีกครั้ง หลังจากที่ไม่ได้ไปมานานมาก (กินบ่อยไม่ได้ เดี๋ยวจน)
เริ่มด้วยเครื่องดื่ม

ยำทะเลดิบ

สลัดเป็ดย่าง

พิซซ่าหน้า spicy salami กับเห็ด

ทูน่าน้ำมันงา

ปิดท้ายด้วย Hoegaarden

ครั้งนี้ใช้กล้องคนละตัวกับคราวก่อน ถ่ายในสภาพแสงน้อยได้ดีกว่าเดิม ดูน่ากินขึ้นเยอะ
Sennheiser CX500
July 14, 2010รีบอัพก่อนจะดองบล็อกครบสองเดือน =.=
ถอยหูฟังมาใหม่อีกแล้ว เนื่องจากเห็นราคาแล้วอดใจไม่อยู่ ยังคงยึดติดกับแบรนด์ Sennheiser แต่อัพเกรดขึ้นมานิด เป็น Sennheiser CX500 หน้าตาดังรูป

ไปเยอรมันมาก็จริง แต่หูฟังตัวนี้ซื้อที่เมืองไทย เนื่องจากที่นู่นราคาแพงมาก -*- สำหรับ CX500 ตัวนี้สั่งจากฟอรัม HiFi Market ที่ Overclockzone ราคา 900 บาทถ้วน (ถูกว่า CX200 อีก T_T)
สำหรับเสียงเมื่อเทียบกับ CX200 บอกได้อย่างเดียวว่ากินขาด เนื่องจากตัว CX200 จะเน้นเบสมาก ทำให้เสียงโดยรวมออกขุ่นๆ (รู้สึกได้ชัดเจนเวลาใช้คุยโทรศัพท์ผ่านเน็ต) แต่ CX500 จะให้เสียงค่อนข้างสมดุลทั้งกลาง และสูง ส่วนเบสยังคงเยอะจุใจตามสไตล์ Sennheiser
ข้อดีอีกอย่างคือมันมีที่ปรับเสียงติดมากับสายด้วย ทำให้สามารถเพิ่ม-ลดเสียงได้โดยไม่ต้องควักเครื่องเล่น MP3 ออกมา แต่ข้อเสียก็อยู่ที่ตัวปรับเสียงนี่เหมือนกัน คือถ้าปรับไปจนสุดด้าน Max อาจจะทำให้เสียงออกมาสองข้างไม่เท่ากัน ผมเลยปรับไว้ที่ตรงกลาง แล้วเร่งเสียงที่เครื่องเล่นเอาไว้ให้พอดีๆ จะสามารถปรับเพิ่ม-ลดจากที่ปรับเสียงอีกทีได้
สรุปโดยรวมถูกใจมาก คิดว่าน่าจะได้ใช้ไปอีกนาน
Hong Kong Trip 2010
July 10, 2010ช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปฮ่องกง ถ่ายรูปมาเยอะแต่ดองไว้นาน เพิ่งจะได้เอามาขึ้น blog ก็วันนี้ ซึ่งครั้งนี้เป็นการมาฮ่องกงหนแรก ไม่รู้อะไรเลย ก็อาศัย blog ของ plynoi เป็น guideline แล้วที่เหลือก็มั่วๆ เอา
เริ่มต้นที่สุวรรณภูมิ รองท้องด้วย เบอร์เกอร์คิง #weloveburgerking

ใช้เวลาไม่นานก็ไปถึง Hong Kong Airport

เจอโฆษณา ironman 2

ภารกิจแรกที่ไปถึงสนามบินคือ มองหาร้านขายซิมใส่มือถือ บอกคนขายว่าเอาซิมที่ใช้แต่ data อย่างเดียว เค้าก็ให้ซิมของ 3 มา (Operator ชื่อว่า 3) เป็น 3G แบบ prepaid เอาใส่ Nexus One ปุ๊บ ตั้งค่า APN เรียบร้อยก็ใช้ได้เลย เป็นประสบการณ์ 3G ครั้งแรกเลยทีเดียว
จัดการเรื่องโทรศัพท์เสร็จแล้วก็ขึ้น Airport Express เข้าสู่ตัวเมือง

พอมาถึงที่พักแถว Tsim Sha Tsui เก็บข้าวของเสร็จ ก็ต้องเข้างานสัมมนาทันที ไม่มีเวลาเที่ยว กว่าจะได้ออกมาอีกทีก็ตอนเย็นแล้ว เดินผ่านถนนสายนักท่องเที่ยว มีร้านบรรยากาศออกแนวเยาวราช

ร้านขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ข้างถนนก็มีเยอะ แต่ใน guide ทั้งหลายจะบอกว่า “อย่าซื้อแถวนี้เด็ดขาด” มีโอกาสโดนต้มสูงมาก

อาหารเย็นวันแรกเป็นต้มเครื่องในอะไรสักอย่าง เรียกไม่ถูก อร่อยดี

ต่อด้วยเมาเท่นดิว ซื้อจาก 7-11

Ootoya ก็มีเหมือนบ้านเรา แต่ไม่รู้ว่าเมนูเหมือนกันหรือเปล่า

เดินไปจนถึงอ่าว เห็นเกาะฮ่องกงอยู่อีกฟาก (ด้านที่ถ่ายคือเกาะเกาลูน)

รถขายไอศกรีม เห็นแล้วนึกถึงหนัง Fallen Angels

ป้ายบอกทางคนเดิน มีอยู่ทั่วไปตามบริเวณที่มีก่อสร้าง

จบวันแรก กลับที่พักใช้ wifi tethering เล่นเน็ตผ่าน 3G ได้อย่างเนียน

วันรุ่งขึ้นมีสัมมนาตั้งแต่เช้าจดเย็น ออกมาเดินได้ก็ตอนค่ำอีกแล้ว เป้าหมายคราวนี้คือ Chungking Mansion

Chungking Mansion เป็นอาคารเก่าแก่ มีทั้งร้านขายค้า และที่พักราคาถูก มีพวกแขกอาศัยอยู่เยอะ และเป็นที่อยู่ของ เหลียงเฉาเหว่ย ในหนังเรื่อง Chingking Express

ข่าวเรื่องประเทศไทยก็มีให้ดูที่ฮ่องกง

แวะไปเดินห้าง Elements เจอร้านที่ขายกล้อง Olympus ด้วย

ลองขึ้นรถไฟใต้ดินของที่นี่ดู สภาพก็สะอาด สว่างไสวดี พอๆ กับบ้านเรา แต่สถานีกว้างขวางและมีร้านขายของอยู่เยอะ

ที่แตกต่างมากคือรถไฟของฮ่องกงมีหลายสาย ครอบคลุมแทบทุกพื้นที่ มีกระทั่งวิ่งลอดอุโมงค์ใต้น้ำเพื่อไปยังอีกเกาะหนึ่ง

ออกมาเจอฝนตกเฉอะแฉะ

ตามถนนจะมีตัวหนังสือบอกให้ระวังรถ

เดินตาม Google Maps บนมือถือ จนมาถึงที่หมายที่ California Tower สังเกตได้ว่าการระบุตำแหน่งโดยใช้ GPS ที่ฮ่องกงนี่จะไม่ค่อยแม่นนักใน step แรก คือการระบุตำแหน่งจาก mobile cell site บางทีห่างจากตำแหน่งจริงไปเป็นกิโล ตรงนี้บ้านเราค่อนข้างดีกว่า แต่ถ้าล็อคตำแหน่งกับดาวเทียมได้ก็จะได้พิกัดแม่นยำดี ถ้าใครคิดจะไปเดินโดยหวังพึ่ง Google Maps อย่างเดียวอาจจะลำบากหน่อย

ซึ่งฝั่งตรงข้ามของ California Tower ที่เมื่อก่อนเคยเป็นร้าน Midnight Express (ที่ Fei Wong ขายอาหารรอบดึกในหนัง Chungking Express) ตอนนี้มันกลายเป็น 7-11 ไปซะแล้ว

ถ่ายรูปจบแล้วก็มุ่งหน้าลงรถไฟใต้ดิน

แวะร้านอาหารรอบดึก สังเกตในทีวีมีข่าวเมืองไทยด้วย

ข้าวเนื้ออบชีส ชามใหญ่มาก สังเกตว่าร้านข้าวในฮ่องกงส่วนใหญ่จะให้ข้าวเยอะแบบนี้เกือบทุกร้าน

จบไปอีกวันนึง กลับที่พัก วันรุ่งขึ้นเป็นสัมมนาวันสุดท้าย เลิกเย็นเหมือนเดิม ออกมาก็มืดแล้ว ไปเดินแถว Avenue of Stars ที่มีแสดงแสงสีเสียง แต่ดูแล้วก็เฉยๆ ไม่น่าสนใจนัก มาดูรอยมือคนดังน่าสนใจกว่า

รูปปั้น Bruce Lee ขนาดเท่าตัวจริง คนต่อคิวถ่ายรูปเยอะมาก

Starbucks มีแทบทุกมุมถนน พอๆ กับ McDonald

บรรยากาศริมน้ำ

ถนนบนเกาะฮ่องกงยามค่ำคืน ไม่ค่อยมีรถวิ่ง

วันรุ่งขึ้นไม่มีสัมมนาแล้ว ได้ออกมาถ่ายรูปเวลากลางวันได้เสียที

พี่ที่ไปด้วยกันพาไปกินติ่มซำ

โฆษณาอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 1000M ขณะที่บ้านเรายังโฆษณา 4M กันอยู่เลย

แวะชม Hong Kong Museum of Art ไม่ค่อยมีอะไรมาก เป็นพวกหม้อไหจานชาม ตัวอักษรจีน ซะเยอะ

ธนาคารกรุงเทพ สาขาฮ่องกง

ตามตรอกซอกซอยในเกาะฮ่องกง บางที่ก็มี Graffiti แบบนี้เหมือนกัน

ลักษณะของเกาะฮ่องจะเป็นภูเขา ถ้าเดินลึกเข้าไปในเกาะ ก็จะเหมือนเดินขึ้นเขา เดินไปเดินมาทะลุไปเจอตลาดสด

ป้ายหน้าร้านเชิญชวนให้อุดหนุนมาก

เดินมาถึงพิพิธภัณฑ์ ดร.ซุนยัดเซ็น

ที่มาถึงที่นี่เพราะอย่างอื่นไม่รู้จะไปเดินดูอะไร และเพิ่งดูหนัง “5 พยัคฆ์พิทักษ์ซุนยัดเซ็น” ก็เลยมาเดินดูเอาความรู้ ภายในจะมีจัดแสดงประวัติ ดร.ซุนยัดเซ็น และเหตุการณ์การปฏิวัติ เป็นแบบพิพิธภัณฑ์ทั่วไป ไม่มี multimedia อะไรหรูหรา (ข้างในห้ามถ่ายรูป)

ออกมาแล้วก็แวะขึ้นรถรางชมวิว

ลงจากรถราง ผ่านไปเจอตึกนี้เข้าพอดี

ที่นี่คือตึก Police Headquarter (เห็นแล้วนึกถึงหนัง Infernal Affairs)

ลงรถไฟฟ้าไปต่อที่ Tung Chung กะว่าจะขึ้นกระเช้าไปดูพระพุทธรูปใหญ่ แต่สภาพอากาศไม่เป็นใจ

ทำให้มีเวลาเหลือก่อนจะกลับไปที่สนามบิน ตอนนี้ก็เลยหาของกินที่ outlet ใกล้ๆ

ที่ outlet ก็มีของแบรนด์เนมทั่วไปอย่าง Citychain, Adidas, Nike ฯลฯ ไม่มีอะไรน่าสนใจมาก

นั่งรถไฟฟ้าไปสนามบินเพื่อเตรียมตัวกลับ ข้อดีของฮ่องกงคือ เราสามารถ check in ล่วงหน้าได้ที่สถานีรถไฟฟ้าในตัวเมือง ทำให้สามารถเดินเที่ยวได้โดยไม่ต้องแบกกระเป๋าหนัก

บริเวณที่รอขึ้นเครื่องมีเต้าเสียบให้ชาร์จ laptop, มือถือ ได้ด้วย สุวรรณภูมิน่าจะเอาเป็นตัวอย่าง

ที่นั่งบนเครื่องว่างเยอะมาก เพราะขากลับเป็นช่วงที่มีเคอร์ฟิวพอดี แต่กลับถึงสุวรณภูมิก็เรียกแท็กซี่ไปส่งบ้านได้ปกติ แค่ห้ามแวะกลางทาง

จบแล้ว รูปที่เหลือดูได้จาก Flickr set : Hong Kong 2010
มิตรใหม่ อาหารยูนนาน
July 9, 2010มื้อสุดท้ายที่เชียงใหม่ จบลงที่ร้าน มิตรใหม่ อาหารยูนนาน เป็นร้านแนวคนจีนแก่ๆ พาครอบครัวมากิน ไม่เหมาะกับวัยรุ่นสักเท่าไหร่
บรรยากาศหน้าร้าน

สั่งชาร้อน จะมาให้เป็นกาแบบนี้

ผัดผักกับแฮมยูนนาน

ต้มผักโขม

กับข้าวให้ปริมาณค่อนข้างเยอะ ทำให้ถ้ามาแค่สองคนจะสั่งหลายอย่างไม่ได้ ไม่งั้นกินไม่หมด ก็เลยมีแค่สองอย่าง กินกับข้าวสวย รสชาติอาหารอร่อยแปลกลิ้นดี เสียตรงที่ว่าช้ามาก สั่งกับข้าวไปสองอย่างต้องรอเกินครึ่งชั่วโมงกว่าจะได้ ทั้งๆ ที่มีลูกค้าแค่ 2-3 โต๊ะ
พิกัดร้านอยู่บนถนนราชมรรคา ใกล้ประตูท่าแพ
ดู Chiangmai ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า
ศรีสุแพรว
July 9, 2010ทริปทัวร์กิน ณ เชียงใหม่ ยังไม่จบ คราวนี้ย้ายทำเลไปแถว มช. กันบ้าง เป็นร้านห้องแถวคูหาเดียว อยู่ด้านหลัง มช. ชื่อร้าน ศรีสุแพรว
ดูจากหน้าร้านก็เป็นร้านอาหารธรรมดา มีขายเหล้า เบียร์ บุหรี่ ตอนที่ไปก็มีฝรั่งมานั่งกินเบียร์กันตั้งแต่ตอนบ่าย

ภายในร้าน

เมนูนี้ที่ร้านเรียกว่า เนื้อฟองดู แต่พอสั่งมาแล้วก็สงสัยว่ามันฟองดูยังไง

ที่ร้านจะเอาเตาไฟฟ้ามาตั้งน้ำมันแล้วให้เราเอาเนื้อที่หมักแล้วลงทอดเอง

จะเอาผักบุ้งลงทอดด้วยก็ได้ ระวังน้ำมันกระเด็นด้วย

ทอดสุกออกมาแล้วก็จะได้ประมาณนี้ ป้าคนขายบอกว่าที่จริงแล้วจะให้ที่ร้านทอดให้ก็ได้ ถ้าเกิดว่าขี้เกียจทอดเอง

อันนี้เมนูเสริม เป็นกบทอดกระเทียม กรุบๆ ดี รสชาติคล้ายๆ ไก่

รวมๆ แล้วรสชาติก็โอเค ไม่ถึงกับพลาดไม่ได้ คิดเสียว่ามาลองทอดเนื้อกินเอง
พิกัดร้านอยู่บนถนนสุเทพ หลัง มช.
มีแถมอีกนิด ขี้เกียจแยกเป็นอีก entry นึง
ร้านของกรมปศุสัตว์ อยู่ตรงข้ามกับสวนสัตว์เชียงใหม่ มีขายผลิตภัณฑ์จากนม ทั้งนมกล่อง นมถุง และไอศกรีม

ที่ลองคราวนี้คือ ไอศกรีมนม มีให้เลือกเฉพาะรสเบสิกหน่อยอย่าง รสวานิลลา รสช็อกโกแลต

แต่กินแล้วผิดหวัง นึกว่าจะมีรสนมเข้มข้น แต่กลายเป็นเหมือนมีส่วนผสมของครีมกับนมน้อยเกินไป เลยรู้สึกเหมือนกินไอศกรีมราคาถูก (จริงๆ แล้วมันก็ราคาถูกน่ะแหละ) แนะนำว่าถ้าอยากลองไอศกรีมรสนมอร่อยๆ ให้กิน Um…Milk ของฟาร์มโชคชัยดีกว่า อร่อยกว่าเยอะ
Hinlay
July 9, 2010ร้านต่อไปในเชียงใหม่ที่แนะนำคือร้าน Hinlay เป็นอาหารฟิวชั่น แนวอินเดีย+พม่า
ป้ายหน้าร้าน

ร้านขนาดไม่ใหญ่นัก แต่จัดบรรยากาศได้ดีมาก อยู่ติดกับสวน มีต้นไม้ร่มรื่นดี

สำรวจเมนู

Mango Chutney (ไม่รู้ว่าภาษาไทยเรียกว่าอะไร)

โรตี เอาไว้กินกับอย่างอื่น (หรือจะสั่งข้าวก็ได้)

สลัดอะไรสักอย่าง

แกง Hinlay เนื้อ

ผักโขม

Rogun Josh อันนี้เป็นเนื้อแพะ (หรือว่าแกะก็ไม่รู้)

Vindaloo ถ้วยนี้เป็นหมู

อาหารส่วนใหญ่จะเป็นแนวแกงกะหรี่ หอมเครื่องเทศเข้มข้น ถึงจะดูหน้าตาคล้ายๆ กัน แต่ว่าแต่ละอย่างก็อร่อยแตกต่างกันไปคนละแบบ ราคาไม่แพง ถือเป็นร้านแนะนำเลยสำหรับคนที่กินเครื่องเทศและเนื้ออื่นๆ ได้
พิกัดร้านอยู่แถววัดเกตุ เปิดวันจันทร์-เสาร์ ปิดวันอาทิตย์
ดู Chiangmai ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า
Artist Cloud
July 9, 2010ไปเจอเว็บ Last.fm Tools เป็นเว็บที่เอาข้อมูลการฟังเพลงจาก Last.fm ของเรามาทำ visualize สวยๆ
ลองใช้งาน Artist Cloud ดู (ศิลปินที่ฟังบ่อย)
อันที่เป็นตัวคันจิใหญ่ๆ นั่นคือ Shiro Sagisu คนทำ soundtrack ของ Evangelion
ไก่ทอดเที่ยงคืน
July 8, 2010ร้านอาหารรอบดึกขึ้นชื่ออีกร้านหนึ่งของเมืองเชียงใหม่ มีความพิเศษตรงที่เปิดขายตอนเที่ยงคืน ทำให้วันที่คิดจะกินร้านนี้ ต้องพยายามกินข้าวเย็นให้น้อยสักนิด จะได้มีพื้นที่ในท้องเหลือพอสำหรับมื้อดึก
ตอนที่ไปถึงร้านเพิ่งเปิดขายพอดี อาหารที่ขายในร้านเป็นของทอดทั่วไป กินกับน้ำพริกหนุ่มและข้าวเหนียว
จานแรกเป็นไก่ทอดกับไส้อั่ว

ไส้อ่อนทอดสำหรับคนนิยมเครื่องใน กินแล้วกรุบๆ ดี

หมูสามชั้นทอด เพิ่มปริมาณไขมันยามดึก

ผัก และน้ำพริก

ผู้ร่วมอุดมการณ์

รวมๆ แล้วรสชาติอาหารก็อร่อยดี แต่ไม่ถึงกับเลิศอย่างที่หวัง (และเคยได้ยินเสียงร่ำลือมา) ถ้าชอบกินของทอด ไม่กลัวอ้วน ชอบน้ำพริกหนุ่ม น่าจะหาโอกาสลองไปชิมดู
พิกัดร้านอยู่บนถนนกำแพงดิน ตรงนั้นจะมีอยู่สองร้าน ขายของแบบเดียวกัน ของแท้ให้สังเกตว่าจะมีคนต่อคิวซื้อกลับไปกินที่บ้านเยอะกว่า
ดู Chiangmai ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า
อ๋องทิพย์รส
July 8, 2010อาหารรอบดึกขึ้นชื่อในเชียงใหม่ที่ได้มีโอกาสไปลองชิมในครั้งนี้ ที่แรกคือร้านอ๋องทิพย์รส
หน้าร้านมีป้ายชื่อ อ๋องทิพย์รส ชัดเจน

ร้านนี้มีชื่อเล่นที่คนเรียกกันคือ ก๋วยเตี๋ยวหัวนม เพราะว่าลูกชิ้นที่นี่เป็นลูกชิ้นปลาลูกเล็กๆ ขนาดใหญ่กว่าเม็ดบัวลอยสักหน่อย
อันนี้เป็นเส้นหมี่ลูกชิ้น

ร้านนี้รสชาติของอาหารก็ธรรมดาไม่ได้โดดเด่นอะไร แต่จุดขายของร้านคือวิธีรับออเดอร์ของเจ้าของร้าน ที่ใช้ภาษาไม่เหมือนใคร พยายามฟังจับใจความก็ฟังไม่ออก คาดว่าเป็นภาษาที่พัฒนาขึ้นมาใช้เองในร้านสำหรับรับออเดอร์โดยเฉพาะ
อยากลองไปฟังดู เชิญที่พิกัดด้านล่าง
ข้าวซอยอิสลาม
July 8, 2010ห่างหายไปหลายวัน กลับมาบล็อกเรื่องของกินที่เชียงใหม่ต่อ
นอกจากข้าวซอยแม่สายที่ได้กินไปในมื้อก่อนแล้ว ก็มีข้าวซอยอีกสูตรหนึ่งที่มีคนแนะนำมา นั่นคือร้านข้าวซอยอิสลาม ตั้งอยู่แถวๆ ถนนเจริญประเทศ ซอย 1
บรรยากาศภายในร้านดูบ้านๆ

อันนี้เป็นข้าวซอยเนื้อ จุดแตกต่างจากข้าวซอยทั่วไปคือ ไม่มีกะทิ และน้ำซุปจะมีรสชาติของเนื้อเข้มข้น

เครื่องเคียงตามมาตรฐาน

เป็นร้านอิสลามก็ต้องมีข้าวหมกให้สั่งด้วย จานนี้เป็นข้าวหมกแพะ

ที่สั่งมาสองอย่าง ก็อร่อยทั้งสองอย่าง แต่เนื่องจากต้องการเก็บท้องไว้กินร้านอื่นต่อ เลยต้องจำใจหยุดไว้แค่นี้
พิกัดร้านตามแผนที่ด้านล่าง
ต๋อง อาหารเมือง
June 20, 2010หลังจากที่ไปกินข้าวซอยกันในบล็อกคราวที่แล้ว ก็ขี่มอเตอร์ไซค์ต่อ มาทำภารกิจที่คนมาเที่ยวเชียงใหม่ส่วนใหญ่ต้องกระทำกันคือ ไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์อันเป็นหน้าเป็นตาของจังหวัดที่สวนสัตว์เชียงใหม่

เจ้าหน้าที่บอกว่า ช่วงบ่ายหลินปิงจะเอาแต่นอน ไม่ค่อยทำอะไร ถ้ามาช่วงเช้าจะมีอะไรให้ดูมากกว่า
ออกจากสวนสัตว์มาตอนเย็น ถึงเวลาหาของกิน มื้อนี้ก็ทำตามคำแนะนำของบ้านอ้ายหล้า ที่บอกว่า อาหารเมืองอร่อยๆ ให้ไปที่ร้านต๋อง ถนนนิมมานฯ ซอย 13
เมนูแรกคือ ออเดิร์ฟเมือง สั่งจานเดียวได้หลายอย่างดี

ลองดูแบบครบๆ จะมีทั้งผักลวก ไส้อั่ว แคปหมู จิ้น ไข่ต้ม หมูยอ มาพร้อมกับน้ำพริกให้เลือกจิ้ม

มีผักสดให้กินเป็นเครื่องเคียง กรอบ เย็น และสดดี

จานนี้คือ ส้าเนื้อสะดุ้ง จะออกกึ่งสุกกึี่งดิบ มีรสเลือดเข้มข้น

อันนี้ชื่อว่า แกงแคเห็ดถอบ เป็นเห็ดแบบที่ไม่เคยเห็นในเมืองกรุง (ถ้าใครรู้ว่าในกรุงเทพ มีขายที่ไหนโปรดแจ้งด้วย จะเป็นพระคุณ)

ดูเห็ดถอบกันชัดๆ

ลักษณะของเห็ดถอบ จะเป็นลูกกลมๆ เคี้ยวแล้วกรุบๆ ในแกงถ้วยนี้พอเคี้ยวเห็ดให้แตก จะมีน้ำแกงร้อนๆ ไหลออกมาด้วย
ที่ร้านจะมีทั้งส่วนที่นั่งในร้าน และที่นั่งในสวน บรรยากาศคล้ายๆ พวกร้านอาหารริมถนนนราธิวาส แต่อาหารอร่อยกว่า และราคาถูกกว่ากันประมาณครึ่งนึง
ปิดท้ายด้วยพิกัดร้าน ตามแผนที่ด้านล่าง
ข้าวซอยแม่สาย
June 17, 2010ข้าวซอยแม่สาย เป็นร้านข้าวซอยเล็กๆ อยู่ไม่ไกลจากบ้านอ้ายหล้าที่ไปพัก ไม่แน่ใจว่าเป็นร้านชื่อดังหรือเปล่า เพราะไม่เห็นมีพวกนักท่องเที่ยวมากินนัก ลูกค้าส่วนใหญ่ก็ดูจะเป็นคนในท้องที่ แต่ตอนที่ถามที่บ้านอ้ายหล้าว่า อยากกินข้าวซอยอร่อยๆ เค้าก็แนะนำให้มาที่นี่
ร้านนี้มีทั้งข้าวซอยเนื้อ และข้าวซอยไก่ให้เลือก

หรือถ้าใครอยากจะกินขนมจีนน้ำเงี้ยวก็มีเหมือนกัน (แต่ไม่ได้สั่ง เพราะเป้าหมายหลักของมื้อนี้คือข้าวซอย)

รสชาติก็จัดว่าอยู่ในขั้นอร่อยกว่าข้าวซอยทั่วๆ ไปที่เคยกิน ราคาก็ไม่แพง

ใครอยากลองชิม ก็ลองกันดูได้ แผนที่ตามนี้เลย
Banilah, Chiang Mai
June 17, 2010ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีโอกาสลาพักร้อน หนีไปเที่ยวเชียงใหม่ในช่วง low-season จากที่ก่อนหน้านี้เคยมาเที่ยวตัวเมืองเชียงใหม่แล้ว 2-3 ครั้ง ต่างโอกาสกันไป (ครั้งล่าสุดก็ตอนปี 2008)
ครั้งนี้เดินทางจากกรุงเทพ ด้วยรถนอน gold class จากนครชัยแอร์ (เกือบจะหรู ถ้าหรูสุดต้อง first class แพงกว่ากัน 200 บาท) รถออกจากกรุงเทพ 22.00 ถึงสถานีอาเขต เชียงใหม่ประมาณ 7 โมงเช้า
ที่พักที่จองไว้ เป็น guesthouse เล็กๆ ที่ @bact แนะนำมา อยู่หลังโรงเรียนโสตศึกษา ชื่อว่า บ้านอ้ายหล้า (Banilah) นั่งรถแดงจากสถานีอาเขตไม่นานก็ถึง (พิกัด ใน Google Maps)

ตัวตึกมีสามชั้น มีห้องพักทั้งแบบเตียงเดี่ยว เตียงคู่ ห้องแอร์ ห้องพัดลม ราคาตั้งแต่คืนละ 300-600 บาท

ในห้องมีทีวี ที่แขวนเสื้อ โต๊ะ โคมไฟ ถังขยะ ห้องน้ำให้ครบครัน สะอาดและเป็นระเบียบดี มีถังขยะแยกของรีไซเคิลด้วย

ด้านหน้าเปิดเป็นร้านกาแฟเล็กๆ มีอาหารเช้า กาแฟ wifi และแมวอีกหลายตัว!

เจ้าของที่พักและทีมงานเป็นกันเองดี แนะนำที่กินที่เที่ยว บริการโทรเรียกรถมอเตอร์ไซค์ รถตุ๊กๆ ให้ด้วย

ใครสนใจลองไปดูได้ที่เว็บ Banilah.com
QR Code Bookmarklet
June 8, 2010บางโอกาสที่อยากจะเปิดหน้าเว็บที่เปิดอยู่ในปัจจุบันดูในมือถือบ้าง แต่เนื่องจากการพิมพ์ URL ลงในมือถือก็ไม่ใช่เรื่องสนุก วิธีที่เคยทำคือ ใช้วิธีย่อ URL ด้วยบริการอย่างพวก bit.ly แล้วพิมพ์ URL ย่อๆ เอา ซึ่งก็ลดจำนวนตัวอักษรที่ต้องพิมพ์ไปได้เยอะ
วันนี้คิดออกอีกวิธีนึงคือ แปลง URL ปัจจุบันให้กลายเป็น QR code ซะ แล้วเอากล้องมาอ่าน ก็จะง่ายดี
วิธีแปลง URL ให้กลายเป็น QR code ได้แบบง่ายๆ คือทำเป็น bookmarklet (โดยใช้บริการสร้าง QR code ของ kaywa.com) ได้ bookmarklet มาตามนี้ ลากไปใส่ใน bookmark toolbar ได้ทันที (คนที่อ่าน blog นี้จาก feed reader อาจจะไม่เห็น)
code สั้นๆ สำหรับผู้สนใจ
javascript:document.location='http://qrcode.kaywa.com/img.php?s=8&d='+encodeURIComponent(document.location)
400 Bad Request on Prachatai
June 2, 2010หลายคนที่เข้าเว็บประชาไทไม่ได้ มักจะมาจาก 2 สาเหตุหลักๆ คือ
- เข้าผ่านทางโดเมน prachatai.com, prachatai.net, prachatai.info, prachatai1.info, prachatai2.info ซึ่ง ศอฉ. บล็อกไปหมดแล้ว เนื่องจากมีเนื้อหาขัดต่อความมั่นคงของ ศอฉ. และรัฐบาล
วิธีแก้ : เข้าผ่านทาง prachatai3.info หรือถ้าอันนี้โดนบล็อกอีก ก็คงจะเดาได้ว่าให้ลองเข้า prachatai4.info ดู คิดว่าเครื่องบล็อกเว็บของกระทรวงไอซีที ไม่สามารถบล็อกเป็น regular expression
/prachatai\d*\.(com|net|info)/iได้ - เข้ามาแล้วเจอข้อความ “400 – Bad Request” ซึ่งเท่าที่บอกต่อๆ กันมาคือ วิธีแก้ให้ไปลบ cookie ของ web browser ทิ้งซะ แล้วจะเข้าได้ (แต่พอเข้าได้สักพัก ไม่นานก็จะเจอปัญหานี้อีก) คาดว่าปัญหามาจากปัญหาเทคนิคการจัดการ cookie ของเว็บประชาไทที่ไม่ครอบคลุมพอ อาจจะด้วยความต้องการป้องกัน DoS หรือลดจำนวนโหลดที่เข้าสู่ server หรืออะไรก็ตาม
วิธีแก้ : ตั้งค่าให้ web browser ไม่รับ cookie จากเว็บประชาไท ตามวิธีด้านล่าง
ตัวอย่างนี้ใช้ Firefox เป็นตัวอย่าง สำหรับ web browser อื่น คงทำได้คล้ายๆ กัน หรือถ้าใช้ Internet Explorer อยู่ แนะนำให้ดาวน์โหลด Firefox มาใช้แทน
ขั้นแรกก็เข้าไปที่ ปรับแต่ง > ความเป็นส่วนตัว แล้วคลิกที่ ยกเว้น

จากนั้นก็ใส่โดเมนที่เราไม่ต้องการรับ cookie เข้าไป แล้วเลือก “บล็อก”

ต่อไปเวลาเข้า ก็จะไม่เจอ 400 – Bad Request อีก
Evangelion 2.22 : You Can (Not) Advance
May 30, 2010จากที่เคยเขียนเรื่อง Evangelion 2.0 : You Can (Not) Advance ซึ่งเป็นตอนที่สองในซีรีย์ Rebuild of Evangelion ไปเมื่อปีที่แล้ว เกือบหนึ่งปีผ่านไป ในที่สุดมันก็ออก DVD / BluRay มาขายแล้ว ในชื่อว่า “Evangelion 2.22”
ด้วยพลังของอินเทอร์เน็ตและ bittorrent ทำให้แฟน Evangelion ชาวไทย (และชาติอื่น) สามารถหาไฟล์คุณภาพสูงมาดูได้ในเวลาอันรวดเร็ว ไม่ต้องทนดูหนังซูม ภาพไม่ชัด ไม่มีซับอีกต่อไปแล้ว
ต่อไปนี้ เป็น spoil หากใครยังไม่อยากรู้เนื้อเรื่อง โปรดปิดหน้านี้ซะ!
สาวแว่น Mari ตัวละครใหม่ กับ Eva-05
EVA-00 วิ่งหน้าตั้ง
ฉากแรกที่ Mari ได้เจอกับ Shinji
EVA-03 ที่โดนควบคุมโดยเทวทูต และมีอาสึกะอยู่ข้างใน!
เกนโด ในสภาพเปื้อนเลือดไปครึ่งตัว
EVA-01 กลายเป็นตัวแดงแรงสามเท่าไปแล้ว
สิ่งที่สังเกตได้จากการดูภาพเนียนๆ มีซับให้อ่านคราวนี้
- Pilot ผู้หญิงทั้งสามคน มีชื่อว่า Ayanami, Shikinami, Mikanami ตามการตั้งชื่อเรือรบของญี่ปุ่น
- อาสึกะชอบชินจิอย่างเห็นได้ชัด
- เรย์อยากให้ชินจิกับพ่อคืนดีกัน
- สิ่งที่คาจิเอามาให้เกนโดในต้นฉบับ เป็นตัวอ่อนของอดัม แต่ในเวอร์ชันนี้ เป็นสิ่งที่ถูกเรียกว่า “Key of Nebuchadnezzar” (กุญแจสู่ยานของมอร์เฟียสงั้นเรอะ?)
- หอกลองจินุส หน้าตาไม่เหมือนเดิม
ที่แน่ๆ จากเมื่อก่อน ถ้าถามว่าชอบตัวละครไหนของ Evangelion มากที่สุด จะตอบว่า Rei หรือ Asuka ก็ไม่ค่อยเต็มปาก เพราะว่าชอบทั้งคู่พอๆ กัน แต่ในตอนนี้มีคำตอบแล้วว่า ต้องเป็น Mari Illustrious Makinami เท่านั้น! สาวแว่นสุดยอด!
One Manga Downloader Now Supports Series Hosted on 1000manga.com
May 26, 2010As you may have noticed recently, onemanga.com has removed some of their series from the site e.g. Vagabond and Zetman due to license issue. They did it by removing all links from the manga page.
However, today I just found that instead of just removing the links from the manga page, they now provides a link to their sister site (say 1000manga.com) which is still hosting the manga I mentioned above.
Luckily, the code on 1000manga.com is almost the same as onemanga.com so I tweaked the script to automatically download the file from 1000manga.com if it has to do so.
So here’s the updated One Manga Downloader. Enjoy reading your favorite mangas!
P.S. Many thanks to the One Manga team for providing and maintaining all those high quality scans
Wide angle lens
May 25, 2010หลังจากที่ตอนปลายปีที่แล้วซื้อกล้อง Panasonic Lumix GF-1 มาใช้แล้ว ตั้งใจกับตัวเองว่า ถ้ายังผ่อนไม่หมดก็จะยังไม่ซื้อเลนส์เพิ่ม ส่วนหนึ่งก็เพราะเลนส์ Pancake 20mm/f1.7 ที่แถมมาด้วยนั้น ใช้งานได้ดีมากอยู่แล้ว
แต่ด้วยความ obsess กับการถ่ายรูปมุมกว้าง ก็เลยอยากได้เลนส์สักตัวที่ถ่ายได้กว้างๆ หน่อย ซึ่งในตระกูล Micro 4/3 ตอนนี้มีให้เลือกอยู่สองตัวคือ Panasonic Lumix 7-14mm 1:4 กับ Olympus M.Zuiko 9-18mm 1:4-5.6
ตัวแรก spec ดีกว่า ภาพออกมาสวยกว่า ได้มุมกว้างกว่า ส่วนตัวหลัง เล็กกว่า เบากว่า ใส่ filter ปกติได้ และถูกกว่าพิจารณาปัจจัยหลายอย่างแล้ว ก็ไปจบลงที่ Olympus 9-18mm ด้วยเหตุผลหลักเลยคือเรื่องราคา

มีรีวิวเลนส์ตัวนี้ที่ DPreview ด้วย
ตัวอย่างภาพ




ที่ดูเหมือนมี vignette นั่นตั้งใจให้มันมีมาจากตอน process RAW อยู่แล้ว ไม่เกี่ยวกับคุณภาพเลนส์แต่อย่างใดนะ
Semper Fidelis
May 19, 2010I am not a student of history nor have ever wished to be one. I lack background knowledge so required to judiciously analyze current event. Moreover, I cannot faithfully say that I understand their desire, their hatred nor their anger. You can be assured that you won’t find any attempt in justifying nor rationalizing the course of current event here. I won’t bother condemn nor praise any decision nor anybody.
I won’t contemplate for tomorrow what the government should do, what the red-shirt should do or what all of us should do. That is something already fallen into the good hands of several intellectual and spiritual leaders of our community.
What I know is that these unfortunate, unsought and unmindful events ultimately are something to which I will look back ruefully; because I undeniably take at least some responsibility in nourishing it. Yes, I used to support what yellow-shirts did and, now, red-shirts are doing something similar or so.
Yet again, remorse is not what I want to share with you today. All I yearn to do is to make a wish. I wish that I know a path, a particular one that will bring us all to a philosophical society, a society that treasures understanding of other and us at the top virtue. I sincerely believe that if we understand them, there will be no more them; it will be just us. We won’t see them as someone else but a fellow Thai people who simply wish for well-being. We won’t utter belligerent tone that separates them from us. We won’t call them non-Thai, unpatriotic, wretched soul or any things of sort.
I will brand myself a hypocrite if I don’t admit that, right now, while punching a keyboard, a big portion of my thought still hate them, don’t understand them and wish them all hell. Ironically, even though we call ourselves “homo sapiens”, i.e., “wise men”, we still act out of clouded judgment, or worse, purely instinct. However, I hope, faithfully, truly, and constantly that someday, I will find the path that would make me someone I wish I should be.
Always Faithful,
Nattee Niparnan
แล้วฝนก็ไม่ตกลงมา แล้วปาฏิหารย์ก็ไม่มีจริง…
May 19, 2010Diet Diary #53 — #69
May 18, 2010Last two weeks were very busy one for me. I DID keep track of my weight but couldn’t record my eating. Eating time is totally lost. Here is the best that my memory could serve.
1 May 2010, Sat
morning weight: 82.0 kg
completely lost track of meals.
2 May 2010, Sun
morning weight: 82.3 kg
BF: 2 Bananas + water
Lunch: ข้าวราดแกง
Dinner: นิตยาไก่ย่าง
Bo’s father-side grandma passed away today.
3 May 2010, Mon
morning weight: 82.6 kg
BF: 2 Bananas + water
Lunch: can’t remember
20:00 Dinner: กระเพาะปลา @ grandma’s funeral.
The first day of funeral. Today is also a substitute for Mayday so Bo was could help with the funeral for the whole day. Government section (including Chula U) is on a working day.
4 May 2010, Tue
morning weight: 82.7 kg
BF: 2 Bananas + water
Lunch: can’t remember
20:00 Dinner: ก๋วยจั๊บ @ grandma’s funeral.
5 May 2010, Wed
morning weight: 82.0 kg
BF: 2 Bananas + water
Lunch: Salad
20:00 Dinner: เกี้ยวน้ำ @ grandma’s funeral.
6 May 2010, Thu
morning weight: 81.6 kg
BF: 2 Bananas + water
Lunch: Salad
20:00 Dinner: ข้าวต้มหมู @ grandma’s funeral.
7 May 2010, Fri
morning weight: 81.5 kg
BF: 2 Bananas + water
Lunch: Salad
17:30 Dinner: โต๊ะจีน @ grandma’s funeral.
This day was กงเต๊ก day for grandma. The ceremonial ended at almost midnight.
8 May 2010, Sat
morning weight: 81.2 kg
BF: 2 Bananas + water
Lunch: โต๊ะจีน @ grandma’s funeral.
Snack: ซาลาเปา, บัวลอย
Dinner: ครัวกลางกรุง (Big Meal)
Burial ceremony at สระบุรี took the entire day since the morning. We left mourning ceremony traditionally at the end of the day.
9 May 2010, Sun
morning weight: 82.0 kg
BF: 2 Bananas + water
Lunch: โต๊ะจีน @ grandma’s funeral.
Snack: ซาลาเปา, บัวลอย
Dinner: ครัวกลางกรุง (Big Meal)
Burial ceremony at สระบุรี took the entire day since the morning. We left mourning ceremony traditionally at the end of the day.
10 May 2010, Mon (my birthday)
morning weight: 82.3
09:00 BF: nothing
13:00 Lunch: can’t remember
18:30 Dinner: can’t remember
I and bo and her mom and dad went to La Toscana resort at Ratchaburi. Didn’t bring the scale with us.
11 May 2010, Tue (my birthday)
morning weight: 81.6
09:00 BF: 2 Banana
13:00 Lunch: Italian cuisine @ La Toscana
18:30 Dinner: Steak @ The Scenery (Big Meal)
I and bo and her mom and dad went to La Toscana resort at Ratchaburi. Didn’t bring the scale with us.
12 May 2010, Wed
morning weight: —- no scale —-
09:00 BF: 2 Banana + all-you-can-eat American breakfast (Big meal)
14:00 Lunch: ไก่ย่าง ส้มตำ ข้าวเหนียว & etc (Big meal)
18:30 Dinner: none.
On the way back from La Toscana, we stopped at Northeastern restaurant near ไร่ขิง temple and had another big meal for lunch.
13 May 2010, Thu
morning weight: 82.1
09:00 BF: 2 Banana
12:00 Lunch: Seafood at Hua-Hin
15:00 Tea Break
18:30 Dinner: all-you-can-eat Thai buffet (Big meal)
I didn’t gain much weight from eating spree at La Toscana.
My department had a 3-days seminar at Keree-Waree resort & spa at Prachuap Khiri Khan. Traveling time is 6 hours on bus!. Didn’t bring the scale with us.
14 May 2010, Fri
morning weight: —- no scale —-
09:00 BF: 2 Banana + all-you-can-eat American breakfast (Big meal)
10:30 Tea Break
14:00 Lunch: all-you-can-eat thai buffet (Big meal)
15:00 Tea Break
18:30 Dinner: Seafood BBQ (Big meal)
The last night at Keree-Waree, we had Seafood BBQ. No need to tell, I ate a LOT!.
15 May 2010, Sat
morning weight: —- no scale —-
09:00 BF: all-you-can-eat American breakfast (Big meal)
14:00 Lunch: all-you-can-eat thai buffet
17:00 Snack: lots of snack + ซาลาเปา
20:00 Dinner: ผัดไทย + หมูสะเต๊ะ
Finally, we came back from Keree-Waree. That marked the end of all-you-can-eat. I felt very chubby.
16 May 2010, Sun
morning weight: 82.7 kg
10:00 BF: 2 Bananas + water
14:00 Lunch: Salad (450g)
17:00 Snack: Mark & Spencer biscuit.
18:00 Dinner: ข้าวเนื้อสับ + ลูกชิ้นหมู @ ต้าหว่อ Max Value
Pretty shocked by the weight but it was expected. Bo had seminar on this day. I went to visit my mom and my grandma.
17 May 2010, Mon
morning weight: 82.6 kg
08:30 BF: 2 Bananas + water
14:00 Lunch: Salad (450g)
18:00 Dinner: ครัวกลางกรุง (Big Meal)
19:00 Snack: ขนมหม้อแกง
Red-shirt riot. All government office closed today, including Chula U.
คำพูดโดนๆ…
May 16, 2010ไม่มีใครจะทำให้คนทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด
การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี
หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดีให้คนดี ได้ปกครองบ้านเมือง
และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้"
ณ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2512
บ้านของผมหลังใหญ่ ใหญ่มาก เราอยู่กันหลายคน
ผมเกิดมาในบ้านหลังนี้สวยงามมากแล้ว สวยงามและอบอุ่น
และก็ดูแลความสุขของทุกทุกคนในบ้าน
ไม่ได้ดั่งใจเรื่องอะไรมาก็ไม่รู้ แล้วก็พาลมาลงที่พ่อ
เกลี่ยดพ่อ ด่าพ่อ คิดจะไล่พ่อออกจากบ้าน
ถ้าเกลียดพ่อ ไม่รักพ่อแล้ว จงออกไปจากที่นี่ซะ
เพราะที่นี่คือบ้านของพ่อ เพราะที่นี่คือแผ่นดินของพ่อ
และผมเชื่อว่าทุกคนที่อยู่ในที่นี้รักในหลวงเหมือนกัน
พวกเราสีเดียวกัน ศีรษะนี้มอบให้พระเจ้าแผ่นดิน"
First Month in Germany
May 9, 2010ใช้ชีวิตในเยอรมันได้ครบเดือน เลยอยากบันทึกสิ่งที่ประทับใจไว้สักเล็กน้อย

- วันอาทิตย์เป็นวันพักผ่อน ทุกอย่างปิดหมด ร้านค้า, แหล่งช็อปปิง ถ้าวัตถุดิบสำหรับทำอาหารหมดวันอาทิตย์ ก็ทำใจกินมาม่าได้เลย T_T
- เวลาจะข้ามถนนต้องกดสัญญาณไฟก่อน แล้วรอจนไฟคนเดินเป็นสีเขียวถึงจะข้ามได้ แต่ถ้าเป็นทางม้าลายที่ไม่มีสัญญาณไฟ สามารถเดินข้ามได้เลย รถจะหยุดให้คนเดินไปก่อนเสมอ สุโก้ย

- การคมนาคมหลักคือรถไฟ ซึ่งมีหลายประเภทมาก (RB, RE, IC, ICE, S-Bahn, U-Bahn, etc.) ราคาก็แตกต่างกันไปตามสภาพและความเร็ว

-
การใช้รถไฟสะดวกมาก ซื้อตั๋วโดยกดจากตู้ แค่ระบุสถานีต้นทาง-ปลายทาง และเวลาที่ต้องการเดินทาง ระบบจะคำนวณเส้นทางให้เสร็จสรรพ ว่าต้องต่อรถที่ไหน กี่โมง ใช้เวลาเดินทางเท่าไร ฯลฯ และสามารถพรินท์แผนการเดินทางสำหรับพกติดตัวได้
-
รถเมล์และรถไฟที่นี่ตรงเวลามาก ประมาณว่าถ้าคิดว่าจะไปถึงป้าย/ชานชาลาช้าไปสองนาทีก็ไม่ต้องวิ่งแล้ว จะทำให้เหนื่อยเปล่าๆ เพราะมันไปแล้วแน่ๆ
- เวลาไปเที่ยวไปเป็นกลุ่มจะถูกกว่า เพราะมีตั๋ว group ที่ซื้อใบเดียวใช้ได้ 5 คนเช่น ตั๋ว Weekend (37€), ตั๋วรัฐ (เช่น Bavaria ticket 28€) ที่ขึ้นได้ทั้งรถไฟและรถเมล์ในพื้นที่ที่กำหนด ทุกสาย ตลอดวัน
- ร้านสะดวกซื้อทั้งหลายจะไม่มีถุงใส่ของให้ (จริงๆ ไม่ถึงกับไม่มี เพียงแต่ถ้าจะเอาถุงต้องเสียตังค์ซื้อเพิ่ม) คนส่วนใหญ่จะหิ้วถุงผ้า/เป้ไปเองเวลาซื้อของ

- ที่ประทับใจมากคือการออกแบบหน้าต่างในอาคาร ที่สามารถเปิดได้สองแบบ คือเปิดแค่แง้มๆ จากด้านบน หรือเปิดเต็มๆ จากด้านข้าง สามารถเลือกโหมดการเปิดได้โดยการหมุนที่จับ (หมุนขึ้นสุดเป็นเปิดจากด้านบน หมุนแค่ครึ่งเดียวเป็นเปิดจากด้านข้าง ตามรูป)
- พูดเยอรมันไม่เป็นก็อยู่ที่นี่ได้สบาย เพราะแทบไม่ต้องพูดกับใคร ถ้าไม่กินข้าวนอกบ้านหรือซื้อของใช้ (ซื้อของอย่างมากก็พูดแค่ Hallo กับ Tschüs) -_-a
- เบียร์และไวน์ ราคาถูกกว่าน้ำ
- รถหรูๆ ทั้งหลายในเมืองไทยมีให้เห็นที่นี่เกลื่อน อารมณ์ประมาณโตโยต้าบ้านเรา เดินไปทางไหนก็เจอ +_+

- ขาหมูอร่อยมาก ว่าจะไปหากินอีกสักรอบ
(ขอบคุณภาพจาก aium เพื่อนร่วมทริป)
คนเราน้า….
May 5, 2010เส้นขีดแห่งความพอดี
May 2, 2010Diet Diary #48 — #52
May 1, 201026 April 2010, Mon
morning weight: 82.0 kg (ซาลาเปา Spree does not kill me)
09:00 BF: 2 Bananas + water
12:30 Lunch: ข้าว + ปลาทอด
18:15 Dinner: ข้าว + ทอดมัน + กะหล่ำปลีดอง + ไข่ลูกเขย
04:00 go to bed
The last day at IOI camp. All I can remember is that I ate a lot of stack today. Lays, Tarts, Cola, Dim Sum ,etc….
27 April 2010, Tue
morning weight: 82.6 kg (No banana!)
10:00 BF: 2 Bananas + water
12:30 Lunch: ไก่ย่าง + ข้าวเหนียว + ส้มตำ + ลาบ + ต้มแซ่บ
20:15 Dinner: มาม่าผัด + ขนมจีบ + ยำสาหร่าย
04:00 go to bed
The banana I brought from IOI camp is inedible. So I don’t have anything to eat in the morning
28 April 2010, Wed
morning weight: 83.0 kg (2nd Day without banana!)
12:30 Lunch: ข้าวกะเพราไก่ทอด
15:00 Snack: Creme Roll + Banana Cake
18:15 Dinner: Sausage Steak + เส้นหมี่ราดหน้าไก่ @ สะอาดโภชนา
04:00 go to bed
No badminton again… This month, I hardly done any exercise.
29 April 2010, Thu
morning weight: 82.6 kg
09:00 BF: 2 Bananas + water
12:30 Lunch: Tuna Saland (350g)
18:45 Dinner: Hamburger เข้าเหนียวหมูย่าง + 2 x Big Bite @7-11
22:00 go to bed (but woke up at 04:30)
Finally, I managed to get banana in the morning.
30 April 2010, Fri
morning weight: 82.2 kg (Back to 82, finally)
06:30 BF: 2 Bananas + water
13:30 Lunch: Tuna Salad (350g)
15:00 Snack: เต้าส้อ + biscuit
18:15 Dinner: ข้าวราดหมื่นลี้กุ้ง
02:00 go to bed
Another day with salad. My friend, Sun, came back from Japan for a short stay and he visited me with biscuit, irresistible.
World Cup 2010
April 26, 2010อีกเพียงแค่ 40 กว่าวันก็จะถึงเวลาฟาดแข้งของ ฟุตบอลโลก 2010 แล้ว (รายการอื่น ใครจะได้แชมป์ก็ช่างมันเถอะนะ ไม่ได้ติดตามมาก)
เนื่องจากบอลไทยไม่ได้ไปบอลโลกเสียที ดังนั้นทีมที่ติดตามเชียร์ในฟุตบอลโลกครั้งนี้ ก็เลยขอเชียร์ทีมจากประเทศที่มีความใกล้เคียงกับประเทศไทยมากที่สุด ได้แก่ ทีมชาติเกาหลีเหนือ นั่นเอง
เกาหลีเหนือเข้ารอบในฐานะรองแชมป์กลุ่มบี โซนเอเชีย มีประวัติเคยเข้ารอบสุดท้ายบอลโลก 2 ครั้ง ผลงานที่ดีที่สุดคือเข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย (ปี 1966 โน่น)
แต่ความซวยของเกาหลีเหนือคือ จับสลากได้ไปอยู่ในสาย G อันประกอบไปด้วย บราซิล, โปรตุเกส และ ไอวอรีโคสต์ เรียกว่าโคตรหิน แต่ละทีมสามารถเป็นที่หนึ่งของกลุ่มอื่นได้เลย ต่อให้มีปาฏิหารย์ก็ยากที่เกาหลีเหนือจะเข้ารอบได้
หากใครมีอุดมการณ์เดียวกัน เชิญร่วมเชียร์ทีมชาติเกาหลีเหนือได้ด้วยการเข้าร่วม ชมรมซาบซึ้งและเทิดทูนท่านพ่อคิมอิลซุง และครอบครัว เชื่อว่าด้วยพลังความเชื่อมั่นต่อท่านเสด็จพ่อคิมอิลซุง จะทำให้นักเตะโสมแดง ผ่านด่านอรหันต์ทั้ง บราซิล, โปรตุเกส และ ไอวอรีโคสต์ ไปได้!
Jin-Emon
April 25, 2010เมื่อวานไปทำธุระแถว MBK (ยังเปิดอยู่นะ) + เดินดูนิทรรศการที่หอศิลป์ (อันนี้ก็ยังเปิดอยู่) เสร็จเอาตอนเย็นๆ ก็เลยมองหาของกินแถวนั้น ไปจบเอาที่ร้าน Jin-Emon ชั้น 1 MBK ฝั่งติดกับโรงแรม
Jin-Emon เป็นร้านสปาเก็ตตี้สไตล์ญี่ปุ่น คือจะเน้นเมนูฟิวชั่นและเป็นสปาเก็ตตี้แนวที่คนญี่ปุ่นชอบกิน เห็นว่ามีอีกสาขาตรงทองหล่อด้วย
สิ่งที่ประทับใจอย่างแรกคือ ฝาผนังของที่นี่เป็นการ์ตูน! จงใจทำให้เป็นการ์ตูนแนวทำอาหาร มีฉากโชว์วัตถุดิบ ฉากซาบซึ้งกับรสชาติ อ่านแล้วก็ฮาดี (เรียงช่องแบบญี่ปุ่นด้วย)

ช้อนส้อม กระดาษเช็ดมือ

เมนูนี้เป็นซุป ใส่เบคอน สลัดผัก และชาร้อน เติมซุป เติมชา ได้ตลอด

สปาเก็ตตี้ซุปหอยลายเห็ด ชามใหญ่มาก มีทั้งเห็ดเข็มทอง เห็ดนางฟ้า และเห็ดหอม

สปาเก็ตตี้นโปลิตัน แบบที่ คิตะมูระ โค ชอบสั่งในเรื่อง Cross Game เป็นสปาเก็ตตี้ยอดนิยมของชาวญี่ปุ่น ส่วนประกอบหลักเป็นซอสมะเขือเทศ พริกยักษ์ เบคอน มะเขือเทศ หอมใหญ่

รสชาติจัดว่าใช้ได้ เมนูก็มีให้เลือกหลายอย่างมาก มีตั้งแต่ราคาไม่ถึง 100 ไปจนถึง 300 กว่าบาท เสียตรงที่รูปภาพในเมนูเล็กเกินไป ดูไม่ค่อยออกว่าแต่ละอย่างมันหน้าตาชัดๆ เป็นยังไง
เบ็ดเสร็จ สองคน หมดไป 305 บาท ไม่มี VAT ไม่มี service charge
Diet Diary #46 , #47
April 25, 201024 April 2010, Sat
morning weight: 81.8 kg (slightly upward)
10:00 BF: 2 Bananas + water
12:30 Lunch: ก๋วยเตี๋ยวไก่ + ข้าวขาหมู
14:00 Snack: ขนมปัง
16:00 Snack: ซาลาเปา
16:10 Snack: ซาลาเปา
16:20 Snack: ซาลาเปา
18:30 Dinner: Fillet Minion steak + lots of side dishes
19:20 Snack: ซาลาเปา
20:20 Snack: ซาลาเปา
03:00 go to bed
No more salad today, but in the evening we went to Cowboy land, a nearby steak house. For the total of 12 people, we spend around 4,000 baht for dinner. I ate ซาลาเปาใส้หมูแดง all day.
25 April 2010, Sun
morning weight: 81.8 kg (ซาลาเปา Spree does not kill me)
10:00 BF: 2 Bananas + water
12:30 Lunch: ไก่ย่าง + ข้าวเหนียว + ส้มตำ + ลาบ + ต้มแซ่บ
13:00 - 18 :00 Snack Spree!!!: Lays + ขนมปังใส้กรอก + ขนมปังใส้กรอก + ทาร์ตจิ๋ว + ขนมปังใส้กรอก + ทาร์ตจิ๋ว + Lays
18:15 Dinner: ข้าว + ทอดมัน + กะหล่ำปลีต้ม + หมูย่าง
19:20 Snack: กล้วย
04:00 go to bed
Lots of work to do. Lots of food nearby, so, I simply eat a lot. Let’s see tomorrow weighting. In the past 3 days, I had to work very late. Don’t know whether it affects my weight much.


