HANOI 2016 # 6 — HANOI แวะดูวิวก่อนกลับบ้าน

รถไฟพาเรากลับจาก Lao Cai มาส่งที่ Hanoi แต่เช้า(มาก) เรานั่ง Taxi กลับมาที่ออฟฟิศของเอเจ้นท์เพื่ออาบน้ำอาบท่าและฝากของ จากนั้นก็ออกเที่ยว

เริ่มแรกก็แวะไปตรงสะพานแดงก่อนเลย วันแรกๆเราแวะมาตอนกลางคืนแล้ว วันนี้แวะมาตอนเช้าๆบ้าง บรรยากาศช่วงเช้าดูเงียบเหงา





นักท่องเที่ยวยังมาไม่เยอะ เลยมีโอกาสเก็บภาพสวยๆ





จากนั้นเราก็ไปหาของกิน ลงเอยที่ร้านเฝอร้านนึง ท่าทางอร่อยใช้ได้ มีคนเวียดนามมากินเรื่อยๆ เราตกลงปลงใจนั่งทาน สั่งเฝอเนื้อกับเฝอหมูอย่างละชาม หลังจากปรุงด้วยพริกและมะนาวที่เค้ามีให้ ได้รสชาติเฝอที่อร่อยมาก ซดซะเกลี้ยงชาม ระหว่างกินเราก็คอยสังเกตุคนรอบๆด้วย ว่าเค้าจ่ายเงินกันคนละเท่าไหร่ เพราะดูท่าทางคนขายของร้านนี้คงพูดภาษอังกฤษไม่ได้แน่

หลังจากนั้นเพื่อความชัวร์ เราถามคนเวียดนามที่นั่งกินข้างๆเรา เค้าก็บอกมาราคานึง น่าจะ 30,000 ดอง

ทีนี้พอเราลุกไปจ่ายเงินกับลุงเจ้าของร้าน แกทำมือบอกว่าชามละ 40,000 ดอง เราก็เฮ้ย ! นั่นไง โดนเข้าแล้ว !! เราเลยพยายามทำมือว่า 30,000 สิ ลุงแกก็ทำมือชี้ๆว่าเนื้อ 30,000 หมู 40,000 !!! เวรละ ไม่มีทางรู้แล้วว่าจริงมั้ย เลยยอมจ่ายไป 70,000 ตามระเบียบ…

นี่ขนาดเตรียมการอย่างดี ยังโดนจนได้ T-T

เป้าหมายต่อไปก็คือ Lotte Center Hanoi ซึ่งมีดาดฟ้าชมวิว เราวางแผนกันมาอย่างดี ว่าต้องนั่งรถเมล์ไป สาย 9 นะ จะได้ไม่ต้องเสี่ยงโดน Taxi ขี้โกงเอาเปรียบ ทีนี้เราก็ไปขึ้นรถจากตรงป้ายรถเมล์ใหญ่ระหว่างทะเลสาปกับ Old Town เจอสาย 9 มาปุ๊บ โดดขึ้นทันใด.. ตามข้อมูล ประมาณ 20 นาทีก็ถึง

นั่งรถไปสักพัก เออ นานเว้ย … 40 นาทีแล้วยังไม่ถึง … สรุปว่าสาย 9 มันเป็นสายวงกลม เราดันขึ้นรถวนผิดด้าน !!! แทนที่จะใกล้เลยอ้อมโคตรไกล

ตอนกลับเราข้องใจ เลยแวะไปดูที่ท่ารถ แล้วก็พบกับความจริง .. ว่าขึ้นผิดด้านจริงด้วย.. ตอนขาไปเราไม่ได้ดูเอง อ่อนหัดยิ่งนัก !




เอาล่ะ ถึง Lotte Center แล้ว เข้าไปข้างในกันเลย ตามป้าย Observation Desk ไปเลย ชั้นใต้ดินๆ ลุย !







เข้าไปในตึกชั้น B1F นิดนึงก็จะเจอทางเข้าอยู่ด้านซ้ายมือ เดินเข้าไปเลย จากนั้นก็ไปซื้อตั๋วก่อน คนละ 230,000 ดอง .. คือแพง..

พอซื้อตั๋วเสร็จก็จะได้ผ่านเข้าไปขึ้นลิฟท์ ในลิฟท์จะมี Visual Effect ด้วย ดูกันเพลินๆ แว๊บเดียวก็ถึงดาดฟ้าแล้วล่ะ

ช่วงที่เราไปใกล้วันฮาโลวีนไง ก็มีจัด Theme ตามเทศกาลกันไป

ข้างบนไม่มีคนเลย โล่งมาก.. ก็แน่ล่ะ วันธรรมดาช่วงเช้า ใครจะมาล่ะ …

dsc00704gopr1430


Viewing Platform เป็นกระจกยื่นออกไปจากตัวตึก .. ตอนนี้มันเป็นของเราแต่ผู้เดียว !

กระจกอย่างหนามาก มองไปข้างล่างก็เสียวอยู่เหมือนกันนะเนี่ย

dsc00787gopr1445

เราถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนานสักพักก็หิวข้าว ข้างบนนี้มีร้าน Lotte ที่เป็นร้านขายไก่ทอดคล้ายๆ KFC อยู่ด้วย ก็แวะกินซะเลย




ไก่ทอดก็ไม่ได้อร่อยมากหรอกนะ แต่ก็ไม่ต้องเดินออกไปไหนไง กินกันตายไปละกัน รอไก่นานมาก นี่ขนาดมีลูกค้าแค่ไม่กี่คนเองนะ

dsc00717

ตามประสาวิวมุมสูงของเมืองธรรมดาๆ ไม่มีอะไรน่าสนใจหรอก ไม่เหมือนที่เมืองโคโลญจน์ เยอรมัน อันนั้นเค้ามีวิวโบสถ์สวยเวอร์

ถ่ายรูปจนพอใจ ท้องอิ่มแล้ว เราก็โบกมือลา Lotte Center

ขากลับขึ้นรถสาย 9 เหมือนเดิม แต่คราวนี้ขึ้นถูกด้านแล้ว ไม่นานก็กลับมาถึงตรง Old Town

ก่อนกลับก็ต้องแวะไปทานไอติมรสมะนาวยอดฮิตสักหน่อย ร้านอยู่ใกล้ๆกับป้ายรถเมล์นี่แหละ วันรุ่นเพียบ

ได้เวลาโบกมือลาฮานอยกันแล้ว เราเดินไปขึ้นรถสาย 86 ไปสนามบิน


img_20161024_152112img_20161024_151942


รถนั่งสบาย แอร์เย็น พอไปถึงสนามบินก็แวะกิน BK กัน เพื่อใช้เงินดองให้หมด เพราะเหลือกลับบ้านไปก็คงไม่ได้ใช้อะไรแล้ว

วันนี้คนกลับเยอะมาก เครื่องบินเต็มเอี๊ยดดดดด คนไทยมาเที่ยวช่วงวันหยุดยาวเยอะเป็นเรื่องปรกติ …

ได้เวลาบ๊ายบายจริงๆเสียที เจอกันใหม่ทริปหน้าคร้าบ

HANOI 2016 #5 — SAPA + HAM RONG เดินเที่ยวรอบ SA PA และปีนเขา HAM RONG

จากที่อ่านกระทู้รีวิวซาปาจากเวบพันทิปมา เค้าบอกว่าต้องมาถ่ายรูปทะเลสาปซาปาตอนเช้าๆ จะได้ภาพบ้านสะท้อนน้ำและแสงอ่อนสวยงาม เอาล่ะ นั่นคือเป้าหมายแรกของวันนี้





ระหว่างทางเดินไปทะเลสาปกลางเมืองก็ได้ observe ชีวิตประจำวันของคนที่นี่ไปด้วย ก็น่าจะเหมือนของคนไทยเมื่อก่อนแหละนะ มีตลาดเช้าขายของกิน ของสดทั่วไป

dsc00405dsc00406

พอเดินไปถึงริมทะเลสาป เจอเด็กคนนี้กระเตงน้องมาที่หลัง น้องหลับหน้าหงายหมดสภาพมาก น่ารักไปอีกแบบ

Du lịch Sa Pa แปลว่า “Travel Sa Pa” น่ะ ตอนแรกนึกว่าจะแปลว่ายินดีต้อนรับเสียอีก


ถัดมาจากป้ายสามเหลี่ยมซาปาเราก็มองเห็นทะเลสาปอยู่ข้างหน้าแล้ว บรรยากาศตอนเช้าสดชื่น พร้อมแสงแดดเบาๆ ทำให้เงาสะท้อนน้ำสวยมากเลย

หลังจากเดินถ่ายรูปรอบๆทะเลสาปจนพอใจแล้วเราก็เดินกลับที่พัก เพื่อไปอาบน้ำอาบท่า กินข้าวเช้า แล้วค่อยออกมาปีนเขา Ham Rong

dsc00489dsc00488ทางเข้า Ham Rong หาง่ายมาก ให้เดินเข้าไปซอยด้านซ้ายที่ติดกับโบสถ์ของซาปา จากนั้นพอเจอซุ้มสีเขียว ซึ่งเป็นทางเข้าโรงแรม ให้เลี้ยวซ้ายอีกที จะเห็นทางลาดขึ้น ก็นั่นแหละ เดินเข้าไปเลย


dsc00494dsc00493

เดินเข้าไปนิดนึงก็จะเจอซุ้มขายตั๋ว ต้องซื้อตั๋วก่อนถึงจะเข้าได้ ถ้าเดินผ่านไปตรงทางเข้าแล้วไม่มีตั๋ว ต้องเดินกลับลงมาซื้อตรงนี้แหละนะ ราคาค่าเข้าคนละ 70,000 ดอง จ่ายเงินแล้วจะได้บัตรผ่านประตูมาคนละใบ และได้ใบเสร็จค่าเข้าคนละใบ

dsc00485dsc00486

ระหว่างทางเดินมาเจอเด็กม้งแบกน้องอีกแล้ว เหมือนจะเป็นเรื่องปรกติที่พี่ต้องสะพายน้องตัวเล็กๆติดไปด้วย พ่อแม่เด็กม้งคงต้องไปทำงาน ไม่สามารถมาเลี้ยงน้องได้แน่เลย แต่เจ้าเด็กน้อยคนนี้ไม่รู้ไม่สบายหรือเปล่า มีแผ่นเจลแปะตรงหน้าฝากเสียด้วย





ข้างใน Ham Rong จะเป็นทางเดินขึ้นเขาตลอด แต่ก็ไม่ชันอะไรมาก ถ้าเดินขึ้นบันไดบ้านได้ ก็ต้องเดินขึ้นเขานี่ได้สบายๆแหละ

ที่ๆต้องไปก็คือ “Cloud Yard” หรือ “San May” นี่แหละ คือแผนที่ไม่มีให้นะ แล้วป้ายบอกทางก็ง่อยมาก ขนาดคนเวียดนามยังหลงเลย คิดดูละกัน


ทางเดินขึ้นก็จะแคบๆหน่อย เดินไปสักพักถ้าเจอแบบนี้ก็ใช่แล้วล่ะ

ตอนแรกเราเดินไปเอง เลยหลงอยู่สักพัก จนคิดว่ายังไงก็หาไม่เจอแน่ๆ เลยถามคนเวียดนาม เค้าก็บอกให้ตามมาๆ แล้วก็พาไปหลงต่อ เดินกลับไปกลับมา สุดท้ายเค้าเลยถามคนเวียดนามอีกกลุ่มให้ แล้วก็พาเราไปถึง Cloud Yard ได้ในที่สุด


วิวข้างบนเห็นเมืองซาปาทั้งเมืองเลย สวยสดงดงามมากๆ

dsc00570dsc00561

ขาลงเราแวะพักร้านน้ำชา แต่กินน้ำอัดลม ”</p

HANOI 2016 #4 — SA PA + FANSIPAN LEGEND เที่ยวซาปาขึ้นเขาฟานซิปาน

การเดินทางสุดโหดยังดำเนินต่อไป จาก Day Tour ที่ Ninh Binh กลับมา Hanoi เพื่อต่อ Night Train ไปยัง Sa Pa … ไม่สิ ต้องเรียกว่านั่งรถไฟไปที่ Lao Cai ก่อน แล้วต่อรถบัสไป Sa Pa อีกที




ขอเล่าถึงความลำบากในการเดินทาง.. นี่คือเราแวะไปอาบน้ำที่โรงแรมของเอเจ้นท์ก่อน ซึ่งห้องน้ำก็มีแค่สองห้อง ผ้าเช็ดตัวไม่มีให้ น้ำไหลเอื่อยๆหน่อย แถมคนต่อคิวยาวอีก กว่าจะแย่งอ่าบน้ำ กว่ารถบัสจะมารับจากโรงแรมของเอเจ้นท์ไปสถานีรถไฟก็เกือบได้เวลารถไฟออกแล้ว วิ่งสู้ฟัดมาก

ยัง ยังไม่พอ จะขึ้นรถไฟ.. ตู้เราเบอร์ 13 คือไกลมาก… เริ่มจากตู้เบอร์ 1 ที่หัวชานชลา พอเราเดินไปๆ คนอื่นเค้าแวะเข้าตู้หมดแล้ว ทำไมเรายังไม่ถึงฟระ ???!! อีกอย่าง.. ตู้หน้าๆมันก็ดีนะ พื้นชานชลามันสูงเท่าประตูรถไฟ แต่พอเดินไปตู้ของเรา ทำไมพื้นมันลาดลงล่ะเฮ้ย !!! สรุปว่าประตูรถไฟอยู่ตรงประมาณราวนม .. แล้วบันไดที่ทอดลงมาก็ช่วยได้มากเลยครับพี่ ! ผู้ชายไม่เท่าไหร่ ผู้หญิงนี่หมดสวยเลยครับ ต้องปีนบันไดรถไฟขึ้นไปเนี่ย

ขาไปเราลองรถไฟของ King Express ซึ่งราคาถูกหน่อย แต่ขากลับใช้ของ Sapaly ที่ราคาแพงสุด คือไอ้รถไฟเนี่ย ไม่ว่าซื้อยี่ห้อไหนก็ไปขบวนเดียวกันแหละนะ แต่ผู้ให้บริการแต่ละเจ้าที่เช่าตู้จากการรถไฟเวียดนาม เค้าจะมาตกแต่งภายใน ใส่ที่นอนหมอนมุ้งฟูก และจัด Service ต่างๆเอง และขายแข่งขันกับเจ้าอื่นๆ

gopr0417dsc09743

 

ข้างในก็จะมีทางเดินยาวๆประมาณในรูปด้านบน แล้วด้านขวามือก็จะเป็นประตูห้อง.. มีที่นอนห้องละ 4 เตียง ถ้าใครมาสองคน จะซื้อ 4 เตียง แต่นอนแค่สองคนก็ได้เหมือนกัน โดยถ้าซื้อ 4 เตียงแล้วเนี่ย เค้าจะพับที่นอนด้านบนเก็บให้ แล้วก็นอนข้างล่างสองเตียง สำหรับเรา ลองดูราคาแล้วยอมแชร์กับคนอื่นดีกว่า ปรกติเค้าขายเตียงละ 35–40$ ถ้านอนสองคน เหมาห้อง ก็ตกคนละ 70–80$ คูณ 2 เป็นราคาไปกลับได้ 140–160$ …อ่วมครับ

ทีนี้เวลาไปสองคนและแชร์ห้องกับคนอื่น เค้าจะไม่ยอมให้เราจองเตียงล่างสองเตียงจ้า จะต้องจองเป็นคู่ล่าง-บน แล้วการปีนขึ้นเตียงบนเนี่ย ไม่มีบันไดนะ มีแค่ทีให้เอาขาเหยียบอันเล็กๆ คือเราต้องใช้สกิลปีนขึ้นไปเอง ท่านผู้ชายทั้งหลาย ท่านได้เสียสละแน่นอนฮะ

สำหรับคนที่กังวลเรื่องปลั๊กไฟ คุณคิดถูกแล้วครับ ทั้งตู้มีปลั๊กไฟให้แค่สองอัน ตรงข้างๆเตียงด้านล่าง เตียงบนไม่มีปลั๊กไฟให้ แล้วไปเจอ Sapaly ขากลับ มีโคมไฟให้ โดยเสียบไฟไปปลั๊กนึงแล้ว.. พวกเจ้าก็ต้องคุยกับเพื่อนร่วมทางดีๆว่าจะแบ่งใช้ยังไง

สำหรับเราเอาปลั๊กพ่วง 5 รูไปอยู่แล้ว ก็สบายไป คืนนึงชาร์จอุปกรณ์มากมาย ทั้งมือถือ,กล้อง, GoPro, PowerBank และอื่นๆ

img_20161022_062132img_20161022_061928

หลังจากหลับๆตื่นๆมาตลอดทาง รถไฟก็มาถึง Lao Cai จนได้ จากที่เราไปกลับเนี่ย บอกได้เลยว่า ตู้ของ Sapaly นอนสบายกว่า แอร์ทั่วถึงกว่า ก็สมกับที่แพงกว่า ข้อเสียของตู้ King Express คือได้กลิ่นน้ำมันเครื่องยนต์ คงเพราะเป็นตู้ท้ายๆ แอร์เลยดูดเอาลมที่พ่นออกจากท่อไอเสียที่ใดที่หนึ่งเข้ามาด้วย

พอรถไฟถึงทุกคนก็เดินออกมาจากรถไฟสู่สถานีเพื่อหารถต่อไป Sa Pa

g0030463g0030442

สถาพก็อย่างที่เห็น วุ่นวายเวียดนามมุงมากมาย เราจองรถบัสมากับเอเจ้นท์แล้ว ก็แค่มองหาป้ายชื่อตัวเองก็พอ หลังจากเจอคนที่มารับเราแล้ว เค้าก็เอาพวกเรายัดเข้ารถบัสคันเล็กๆ ที่แทบไม่มีที่เก็บกระเป๋าเดินทาง ฝรั่งเอาเป๋าใหญ่ๆมานี่ถึงกับสบถด้วยความเครียด เออ นั่นแหละ ใครให้พวกแกขนกระเป๋าเดินทางใบโตๆมากันเล่า ถ้าอยากขนมาแบบนั้นคงต้องไปจองรถส่วนตัวแทนอ่ะนะ สรุปว่าหลายคนต้องนั่งรถพร้อมกระเป๋าเดินทางอยู่บนตัก คือฝรั่งก็ตัวใหญ่อยู่แล้ว.. น่าสงสารเหมือนกัน

รถบัสเค้าจะเอาเราไปส่งที่โรงแรมเลย เราแวะเอาของเก็บที่ Storage ก่อน เพราะห้องยังไม่ว่าง แล้วก็ขอเค้าอาบน้ำอาบท่าให้สดชื่น จากนั้นก็ให้โรงแรมเรียก Taxi ไปส่งที่ Fansipan สำหรับราคาก็ต่อรองกันเอง แต่ยังไงก็ไม่ควรเกิน 70,000 ดองนะ

แวะถ่ายรูปพาโนจากระเบียงของโรงแรมมาซะหน่อย วิวสวยดีเหมือนกัน

ระหว่างทางขึ้นไปก็เจอป้ายพร้อมกระเช้าจำลองไว้ให้ถ่ายรูป แต่ตรงนี้มันอยู่ด้านนอกไกลจาก Fansipan ดังนั้นเราเลยได้แค่ถ่ายรูปจากในรถ

พอรถจอดส่งเราแล้วก็จะมีป้ายแบบนี้ให้ถ่ายรูป เออ ค่อยดีหน่อย แต่จะบอกว่ากว่าจะถ่ายรูปโล่งๆนี้ได้ต้องรอนานมากกกก เพราะมีเหล่าทัวร์จีนและทัวร์เวียดนาม(ที่นิสัยเหมือนคนจีน) ลงมาถ่ายรูปกันแบบไม่มีความเกรงใจ และไม่รู้จักการต่อคิวอะไรทั้งสิ้น




เดินเข้ามาจากจุดจอดรถด้านหน้าก็จะเจอทางเข้าอาคารไปขึ้น Cable Car โดยที่เค้าจะให้เราเดินเข้าตามช่องที่จัดไว้ วนขดๆไปเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าทำไว้ทำไมเหมือนกัน เพราะไม่เห็นความจำเป็นเลย หลังจากพ้นจากเขาวงกตมาได้ ก็จะมีศาลาอยู่ตรงข้ามกับอาคาร คงเอาไว้ให้ไหว้ขอพรก่อนขึ้น Cable Car

วันที่เราไปเที่ยวนี่เป็นช่วงเดือนตุลา อากาศที่ Sa Pa ค่อนข้างดี คือฝนไม่ตก ไม่หนาวด้วย







ข้างในอาคารก็มีช่องจำหน่ายตั๋ว Cable Car ราคาคนละ 600,000 ดอง จะจ่ายเป็น $ ก็ได้ แต่อัตราแลกเปลี่ยนจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่หรอก ไม่ค่อยแนะนำ หลังจากซื้อตั๋วแล้ว ก็จะมีห้องน้ำให้เข้า มีจุดพักให้นั่งเล่นรอ มี Wifi ฟรีคุณภาพดีให้เล่น


รูปบนถ่ายตอน 10 โมง รูปล่างถ่ายตอน 11 โมง .. ต่างกันคนละเรื่องเลย ช่วง 10 โมงคนต่อแถวล้น ทัวร์ทั้งนั้น ล้งเล้งมาก คือพวกเราอยากนั่งกระเช้าสวีทไปกันสองคนไง ไม่อยากมีพวกทัวร์ล้งเล้งไปด้วย เลยมาตั้งหลักกันใหม่ว่าเอาไงดี ก็นั่งรอๆไปเรื่อยๆ หวังว่าคนจะลดลง และแล้วพระเจ้าก็เห็นใจจ้า พอ 11 โมงคนก็หายไปหมด หายไปยังงี้แหละ ว่างงงงไปเลย เนื่องจากเราไปวันเสาร์ ซึ่งโดยปรกติคนจะมาเที่ยวเยอะมากๆ ไอ้ช่วงนี้น่าจะว่างเพราะเป็นช่วงที่ทัวร์รอบเช้าขึ้นไปหมดแล้ว ทัวร์รอบบ่ายยังไม่มา (เดา)

แต่ถ้าไปเที่ยวช่วง Low Season หรือวันธรรมดา ก็อาจจะคนไม่เยอะอยู่แล้วก็เป็นได้นะ อันนี้ไม่รู้เหมือนกัน

เมื่อมีแต่เราสอง กระเช้าก็ว่างแบบนี้แหละจ้าาาา แฮปปี้สุดดดดดด ~*

ช่วงที่พวกเราไปเค้าเก็บเกี่ยวนาข้าวกันไปหมดแล้ว เลยไม่มีวิวนาข้าวเหลืองอร่ามมาให้ดูนะ

DSC09958.JPGDSC09880.JPG

กระเช้าพาเราสูงขึ้นมาเรื่อยๆ จากวิวพื้นนาก็กลายเป็นวิวภูเขาและท้องฟ้า รู้ตัวอีกทีเราขึ้นมาสูงเท่ากับเมฆแล้ว ท้องฟ้าข้างหลังก้อนเมฆเป็นสีฟ้าสดเหลือเชื่อ

dsc09986dsc09988

จาก Ga SaPa ถึง Ga Fansipan ใช้วเวลาไม่นาน อยากจะถ่ายรูปอะไรก็ต้องรีบรัวเลยนะ

ในรูปจะเห็นได้ว่าแถวรอขึ้น Cable Car ลงไปด้านล่างนั้นเต็มไปด้วยผู้คน รับรองอัดกันเป็นปลากระป๋องแน่ๆ

dsc09994dsc09995dsc09991

พอขึ้นมาถึงด้านบนได้อย่างแฮปปี้เอนดิ้งแล้ว เราก็หยุดพักเติมพลังก่อน อาหารข้างบนราคาสูงหน่อย แต่ก็รสชาติกินได้โอเค ได้นั่งพักกินข้าว ท้องอิ่มแล้วเราก็พร้อมจะลุยไปสู่ยอดเขา Fansipan จริงๆเสียที

dsc09998dsc09997dsc09996

ทางเดินไป Fansipan เป็นแบบ Open Air ทั้งหมด ถ้าใครมาช่วงอากาศไม่ดี คือลืมภาพแบบนี้ไปได้เลยนะ เห็นรีวิวของคนที่ไปหน้าฝน หรือ ช่วงฟ้าไม่ใส นี่คือหมอกลงหนามาก แทบมองทางไม่เห็น แถมบางทีฝนตก ต้องใส่เสื้อกันฝนเปียกเป็นลูกหมาตกน้ำอีก

ทางเดินก็เป็นบันไดขึ้นไปเรื่อยๆ ต้องฟิตร่างกายนิดนึงแหละ เพราะข้างบนนี้อากาศน้อย ทำให้เหนื่อยง่ายขึ้น ใครมีปัญหาเรื่องการหายใจในที่ออกซิเจนน้อยๆต้องระวังตัวหน่อยนะ

dsc00014dsc00021

ข้างบนนี้ในวันฟ้าใสมันสวยมาก เมฆด้านบนนี่ลอยไหลไปมาอย่างรวดเร็ว แบบว่าถ้าอยู่พื้นราบคงไม่มีวันได้เห็นความสวยงามแต่แฝงไปด้วยความโหดร้ายเกรี้ยวกราดของท้องฟ้า

หลังจากผ่านประตูใหญ่มาแล้ว ก็จะต้องเดินขึ้นไปที่ยอด Fansipan Summit ไกลเหมือนกันนะ ต้องพยายาม Enjoy ความสวยงามของวิวรอบๆไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็คงถึงด้านบนเอง

dsc00050dsc00036

มีศาลเจ้าให้แวะไหว้พระขอพรและนั่งพัก ยืนพัก เป็นระยะๆ ตัว Fansipan Summit นี่เป็น Mega Project ของเวียดนามเค้าเลย ยังมีจุด Landmark อีกหลายจุดยังสร้างไม่เสร็จนะ เข้าใจว่าตรง Base Station จะทำเป็นโรงแรมด้วย ส่วนข้างบนก็จะมีศาลา มีพระใหญ่ มีวัด ให้แวะชม

dsc00052dsc00046

เดี๋ยวสร้างเสร็จคงมีพระใหญ่อยู่ตรงนั้นแน่ๆ ส่วนทางเดินราบเรียบอันนี้แทบจะเป็นจุดเดียว ที่ไม่ใช่บันได นอกนั้นต้องขึ้นบันไดหมด เดินขึ้นทีละสิบยี่สิบขั้นถึงจะมีที่พักสั้นๆทีนึง

dsc00053dsc00045

มีป้ายบอกระวังลมด้วย แสดงว่าข้างบนนี่น่าจะมีลมแรงได้ด้วย ถ้าตอนไหนสภาพอากาศไม่ดีนี่น่าจะต้องเดินระวังๆหน่อย ตอนเราไปนี่ก็ลมแรงเป็นระยะๆ แต่ไม่ขนาดตัวปลิวหรอกนะ แค่ต้องระวังบ้าง ไม่งั้นร่มหรือหมวก หรือเครื่องประดับอย่างใดอย่างนึงอาจจะปลิวหายไปกับสายลมได้

นอกจากนั้นพอใกล้จะถึงยอด Fansipan Summit แล้ว จะมีป้ายบอกให้ต่อคิวเสียด้วย ก็ไม่น่าแปลกใจอะไร เพราะช่วงคนเยอะๆนี่คงโกลาหลเลยล่ะ บันไดก็ไม่ได้กว้างมาก ถ้าคนมาออกันแล้วเบียดเสียดแย่งกันขึ้นไปด้านบนอาจจะมีอันตราย

DSC00182.JPGgopr0618


หลังจากแฮ่กมาครึ่งชั่วโมง เราก็มาถึงยอดเขา Fansipan เสียที ตรงยอดนี้จะมีธงเวียดนามเอาไว้ให้ถือเป็น prop ถ่ายรูปซะด้วย แต่การแย่งชิงฉากถ่ายรูปนี่เป็นสงครามกันเลยทีเดียว เนื่องจากนักท่องเที่ยวทั้งหลาย ก็ไม่มีวัฒนธรรมการต่อแถวหรอก แย่งกันปีนเขามาคนละด้าน แย่งกันถือธง กว่าจะได้รูปพวกนี้มา ต้องรอจังหวะ และต้องคอยบอกคนอื่นว่า เฮ้ย รอก่อน ขอถ่ายรูปก่อน อย่าพึ่งขึ้นมา อะไรแบบนี้ด้วย อย่าไปเกรงใจ ต้องบอกนะ เงียบๆขี้เกรงใจแบบพี่ไทยไปนี่รับรองมีคนอื่นแถมมาในรูปเพียบ

พอถ่ายรูปจนพอใจเราก็ลาจากยอดเขา Fansipan กลับสู่ที่พัก ขากลับหมดแรงถ่ายรูปแล้ว แต่ Cable Car ขากลับของเราก็ว่างเหมือนเดิม ในขณะที่ขาขึ้นนั้นแน่นขนัดไปด้วยผู้คน.. แสดงว่าการมาช่วงเวลากลางวันนี้ช่วยให้เราหลีกหนีเหล่านักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ได้ดีจริงๆ

gopr1247gopr1240

ที่พักใน Sa Pa ของเราคือโรงแรม H’Mong Hotel Sapa จองผ่านเอเจ้นท์มา ได้ราคาโอเคอยู่ แต่ห้องเต็มสุดๆ เลยไม่ได้ห้องชั้นบนที่มีวิวระเบียง

ตัวห้องไม่มีพัดลม แอร์นี้ไม่มีอยู่แล้ว น้ำแรงใช้ได้ ส่วน Wifi ไม่ค่อยดีเท่าไหร่

dsc00316dsc00312dsc00305dsc00302

พอกลับถึงห้อง อาบน้ำอาบท่า ก็สลบกันทันที แล้วก็ตั้งมือถือปลุกไว้ตอนหัวค่ำ เพื่อจะได้ตื่นออกไปหาของกินในเมือง

โรงแรม H’Mong นี่จัดว่าห่างจากกลางเมืองเหมือนกัน แต่ก็เดินได้สบาย ขาไปที่เมืองนี่เดินลงเขา ไม่ค่อยมีปัญหา ขากลับเดินขึ้นเขาก็จะต้องใช้พลังงานมากกว่า

ตรงกลางเมืองมีลานกิจกรรม เด็กผู้ชายตั้งวงแตะลูกอะไรสักอย่างเล็กๆ จริงๆซื้อลูกตระกร้อมาฝากเค้าก็น่าจะดี

คนขายหลบหลังผ้าซะงั้นน่ะ ถ้าไม่มองดีๆแทบไม่เห็นนะ นี่คือแอบหลับหรือไงก็ไม่รู้ แปลกดีเลยถ่ายรูปมา







เราเดินสำรวจของกินกันอยู่พักนึงก็ตกลงใจว่าจะกิน Hot Pot หมู ราคาน่าจะหลายแสนดองอยู่ จำไม่ได้แล้วว่าเท่าไหร่

เอาว่าก็พอกินได้ แต่ให้เทียบกับสุกี้เมืองไทย ของเราเหนือกว่าเยอะตามระเบียบ





พอท้องอิ่มเราก็ออกเดินเรื่อยเปื่อย ของที่เหล่าม้งเอามาขายส่วนใหญ่เป็นเสื้อผ้า เครื่องประดับ ที่เราคงไม่ได้ใช้ เลยไม่ได้เสียเงินซื้ออะไรเลย

dsc00358gopr1268

กลับมาตรงลานกิจกรรม เจอคนมหาศาล ต่างกับตอนก่อนไปกินข้าวลิบลับ ตรงเวทีมีการแสดงรำพื้นเมือง แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นการประกวด หรือเป็นกิจกรรมปรกติของคนที่นี่เหมือนกัน

หลังจากนี้เราก็เดินกลับโรงแรม และนอนหลับเอาเป็นเอาตาย เพราะเหนื่อยกันมาทั้งวัน แล้วเจอกันใหม่ตอนถัดไป

HANOI 2016 #3 — TRANG AN ล่องเรือไปกับภูเขาและป่าไม้

HANOI 2016 #3 — TRANG AN ล่องเรือไปกับภูเขาและป่าไม้


Trang An อ่านว่าจ่างอาน เป็นจุดท่องเที่ยวจุดหนึ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมทำ Day Trip จากฮานอย กิจกรรมหลักที่ทำคือการมาล่องเรือชมธรรมชาติ และลอดถ้ำต่างๆที่เกิดจากน้ำเซาะใต้ภูเขา






ก่อนเข้าไปด้านใน ทัวร์ไกด์ก็แจกบัตรเข้าสถานที่คนละใบเหมือนเดิม พอเข้าไปด้านในก็จะเจอกับท่าขึ้นเรือที่จะพาเราล่องไปตามแม่น้ำ เรือหนึ่งลำมีที่นั่ง 2 ตอน นั่งได้ตอนละ 2 คน คนพายเรือที่ส่วนมากเป็นผู้หญิงเค้าจะนั่งด้านหลังสุด จะให้ดีควรนั่งที่นั่งแถวหน้า ถ้านั่งแถวกลางจะถ่ายรูปสวยๆลำบากเพราะโดนคนนั่งด้านหน้าบังวิว


เรือไม่มีหลังคา เพราะฉนั้นใครไม่ชอบแดด ก็จงเตรียมร่มให้พร้อม ก็ใครให้ไปล่องเรือกลางแดดตอนบ่ายสองโมงล่ะเฮ้ย !


เรือที่นั่งก็ประมาณนี้แหละ แต่ละลำมีหมายเลขกำกับ เท่าที่เห็นเลขเรือนี่มีไปถึงพันเลยนะ ส่วนน้ำไม่น่าลึก แต่ก็มีเสื้อชูชีพให้ใส่ กันไว้ดีกว่าแก้


ใต้น้ำมีสาหร่าย ? หรือพืชน้ำสักอย่างขึ้นอยู่เต็มไปหมด ก็ยังดีที่เป็นพืช ไม่เหมือนบางที่ในไทย ที่เป็นปลิงกับหอยเม่น นั่นสยองกว่าเยอะ


บนเรือจะมีไม้พายวางเอาไว้ข้างๆที่นั่งด้วย ถ้าเราอยากช่วยคนเรือพายสักหน่อยก็ทำได้เลย เพราะหนึ่งคนพายให้อีก 4 คนนั่งเฉยๆ คงหนักหนาเอาการ


สำหรับสาวๆกลัวแดด ก็คงต้องประมาณนี้ มีผ้ามีหมวกกันแดดเต็มพิกัดเท่าที่จะหาได้


มีใครบอกได้บ้าง ว่าแพะตัวนั้นมันมากินใบไม้อยู่ตรงริมน้ำได้ยังไง ! คือนี่มันหน้าผาริมน้ำ บ้านแกอยู่ตรงไหนเนี่ย ?!




และแล้วก็มาถึงถ้ำแรกเสียที หลังจากชมธรรมชาติข้างทางมานาน ถ้ำทั้งหมดก็น่าจะเกิดจากการกัดเซาะของน้ำ ความยาวของแต่ละถ้ำก็จะต่างกันไป


ข้างในถ้ำก็จะเหมือนๆกันหมด มืดๆ อับๆ แต่ทางเรือเนี่ย บางถ้ำก็เป็นแนวตรง บางถ้ำก็คดเคี้ยวไปมา เราก็ต้องคอยก้มหัวหลบกันไปนะ


ออกมาเจอต้นไม้ต้นนี้ทำให้นึกถึง White Tree of Gondor ใน Lord of the Rings




จากถ้ำแรกมาแว๊บเดียวก็ถึงถ้ำถัดไปแล้ว ช่วงนี้จะเข้าออกรัวๆ

ตรงปากทางเข้าของแต่ละถ้ำก็จะมีชื่อกับความยาวของถ้ำบอกเอาไว้ด้วย


ตอนจะออกจากปลายถ้ำนี่ถ่ายรูปน้ำออกมาสวยดี เพราะแสงแดดข้างนอกจ้ามากทำให้เห็นน้ำสีเขียวสด


เอาจริงๆคนพายเรือก็เมื่อยนะ หลังๆเค้าก็พายด้วยเท้าแทน !!


หลังจากลอดถ้ำมานับไม่ถ้วน ก็มาได้เวลาวนกลับ ความรู้สึกตอนผ่านกอหญ้าสูงๆ ทำให้คิดว่าตัวเองล่องเรืออยู่ในป่าอะเมซอนในหนัง


ขากลับคือแดดแรงมาก …. แสงส่องสะท้อนน้ำระยิบระยับไปหมด กันแดดหนาแค่ไหนก็ไม่น่าเอาอยู่


ในที่สุดก็กลับมาถึงท่าเสียที คนพายเรือคงโล่งอก


พอมาถึงท่า ก็เข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตา ซื้อน้ำเย็นดื่มให้สดชื่นเสียหน่อย จากนั้นได้เวลาโบกมือลา Trang An กันแล้ว ทัวร์เค้าจะพาเราไปส่งโรงแรมในเมือง แต่คืนนี้เราไม่ได้พักโรงแรม เรามีโปรแกรมไป SaPa กันโดยรถไฟ ช่างเป็นทริปที่ทรหดเหลือเกิน…

HANOI 2016 ตอนที่ 3 : TRANG AN ล่องเรือไปกับภูเขาและป่าไม้

dsc09386Trang An อ่านว่าจ่างอาน เป็นจุดท่องเที่ยวจุดหนึ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมทำ Day Trip จากฮานอย กิจกรรมหลักที่ทำคือการมาล่องเรือชมธรรมชาติ และลอดถ้ำต่างๆที่เกิดจากน้ำเซาะใต้ภูเขา

dsc09388dsc09389ก่อนเข้าไปด้านใน ทัวร์ไกด์ก็แจกบัตรเข้าสถานที่คนละใบเหมือนเดิม พอเข้าไปด้านในก็จะเจอกับท่าขึ้นเรือที่จะพาเราล่องไปตามแม่น้ำ เรือหนึ่งลำมีที่นั่ง 2 ตอน นั่งได้ตอนละ 2 คน คนพายเรือที่ส่วนมากเป็นผู้หญิงเค้าจะนั่งด้านหลังสุด จะให้ดีควรนั่งที่นั่งแถวหน้า ถ้านั่งแถวกลางจะถ่ายรูปสวยๆลำบากเพราะโดนคนนั่งด้านหน้าบังวิว

dsc09396เรือไม่มีหลังคา เพราะฉนั้นใครไม่ชอบแดด ก็จงเตรียมร่มให้พร้อมเพราะแดดแรงมาก ก็ใครให้ไปล่องเรือกลางแดดตอนบ่ายสองโมงล่ะเฮ้ย !

dsc09417เรือที่นั่งก็ประมาณนี้แหละ แต่ละลำมีหมายเลขกำกับ เท่าที่เห็นเลขเรือนี่มีไปถึงพันเลยนะ ส่วนน้ำไม่น่าลึก แต่ก็มีเสื้อชูชีพให้ใส่ กันไว้ดีกว่าแก้

dsc09410ใต้น้ำมีสาหร่าย ?  หรือพืชน้ำสักอย่างขึ้นอยู่เต็มไปหมด ก็ยังดีที่เป็นพืช ไม่เหมือนบางที่ในไทย ที่เป็นปลิงกับหอยเม่น นั่นสยองกว่าเยอะ

DSC09425.JPGบนเรือจะมีไม้พายวางเอาไว้ข้างๆที่นั่งด้วย ถ้าเราอยากช่วยคนเรือพายสักหน่อยก็ทำได้เลย เพราะหนึ่งคนพายให้อีก 4 คนนั่งเฉยๆ คงหนักหนาเอาการ

DSC09429.JPGสำหรับสาวๆกลัวแดด ก็คงต้องประมาณนี้ มีผ้ามีหมวกกันแดดเต็มพิกัดเท่าที่จะหาได้

DSC09440.JPGมีใครบอกได้บ้าง ว่าแพะตัวนั้นมันมากินใบไม้อยู่ตรงริมน้ำได้ยังไง ! จะลำบากไปไหมลูก T_T

dsc09466dsc09442และแล้วก็มาถึงถ้ำแรกเสียที หลังจากชมธรรมชาติข้างทางมานาน ถ้ำทั้งหมดก็น่าจะเกิดจากการกัดเซาะของน้ำ ความยาวของแต่ละถ้ำก็จะต่างกันไป

DSC09478.JPGข้างในถ้ำก็จะเหมือนๆกันหมด มืดๆ อับๆ แต่ทางเรือเนี่ย บางถ้ำก็เป็นแนวตรง บางถ้ำก็คดเคี้ยวไปมา เราก็ต้องคอยก้มหัวหลบกันไปนะ

DSC09489.JPGออกมาเจอต้นไม้ต้นนี้ทำให้นึกถึง White Tree of Gondor ใน Lord of the Rings

DSC09494.JPGจากถ้ำแรกมาแว๊บเดียวก็ถึงถ้ำถัดไปแล้ว  ช่วงนี้จะเข้าออกรัวๆ

dsc09498ตรงปากทางเข้าของแต่ละถ้ำก็จะมีชื่อกับความยาวของถ้ำบอกเอาไว้ด้วย

dsc09500ตอนจะออกจากปลายถ้ำนี่ถ่ายรูปน้ำออกมาสวยดี เพราะแสงแดดข้างนอกจ้ามากทำให้เห็นน้ำสีเขียวสด

dsc09576เอาจริงๆคนพายเรือก็เมื่อยนะ หลังๆเค้าก็พายด้วยเท้าแทน !!

dsc09631หลังจากลอดถ้ำมานับไม่ถ้วน ก็มาได้เวลาวนกลับ ความรู้สึกตอนผ่านกอหญ้าสูงๆ ทำให้คิดว่าตัวเองล่องเรืออยู่ในป่าอะเมซอนในหนัง

dsc09677ขากลับคือแดดแรงมาก …. แสงส่องสะท้อนน้ำระยิบระยับไปหมด กันแดดหนาแค่ไหนก็ไม่น่าเอาอยู่

dsc09724ในที่สุดก็กลับมาถึงท่าเสียที คนพายเรือคงโล่งอก

DSC09733.JPGพอมาถึงท่า ก็เข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตา ซื้อน้ำเย็นดื่มให้สดชื่นเสียหน่อย จากนั้นได้เวลาโบกมือลา Trang An กันแล้ว ทัวร์เค้าจะพาเราไปส่งโรงแรมในเมือง แต่คืนนี้เราไม่ได้พักโรงแรม เรามีโปรแกรมไป SaPa กันโดยรถไฟ ช่างเป็นทริปที่ทรหดเหลือเกิน…

HANOI 2016 #2 — BAI DINH PAGODA, NINH BINH

เราซื้อทัวร์ไป Trang An กับ Mrs. Nga ซึ่งมีชื่อเสียงใน pantip.com มีคนหลายๆคนแนะนำว่าเธอให้ราคาที่พักและทัวร์ค่อนข้างสมเหตุสมผล เราลองติดต่อเธอไปและลองเทียบราคากับ Agent อื่นๆแล้ว ก็คิดว่าน่าจะจริงตามนั้น

ติดต่อ Mrs. Nga ได้ทาง Facebook ที่ https://www.facebook.com/vietsummit/ นอกจากนั้นก็มีเวบที่ http://www.vietsummit.com/ ซึ่งตอนเราดูข้อมูลช่วงตุลาคม 2016 ยังใช้ได้ แต่ตอนนี้เข้าไม่ได้แล้ว

กล่าวถึงเจ้า Bai Dihn Pagoda เนี่ย เราไม่ได้อยากมาเที่ยวตรงนี้หรอก แต่ว่ามันเป็นเส้นทางบังคับสำหรับคนที่ซื้อทัวร์ไป Trang An ต่างหาก บอกตรงๆว่าไม่รู้เลยว่ามันคืออะไร

ทัวร์เริ่มจากเราต้องไปขึ้นรถบัสตรงออฟฟิศของ Mrs.Nga แล้วก็ไปแวะพัก + เปลี่ยนรถที่จุดพักกลางทาง เหมือนกับ Agent เค้าก็ฝากๆลูกค้ากันต่อใน Network ของเค้านั่นแหละ กลุ่มทัวร์ของเราเป็นคนเอเชียเสียส่วนใหญ่ และเหมือนส่วนใหญ่ของคนเอเชียก็เป็นคนเวียดนามเองด้วยซ้ำ

รถทัวร์ที่นั่งไปทีแรกเป็นแบบรถเล็ก แค่ 10 ที่เองและก็ว่างดี แต่พอไปเปลี่ยนรถกลายเป็นรถขนาด 20 ที่ และเราก็ต้องไปนั่งที่หลังสุด เพราะมาแจมเป็นสองคนสุดท้าย ”</p