เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

อันนี้ดองไว้ข้ามปี ว่าจะเขียนนานละแต่ไม่ได้เขียนสักที เห็นช่วงหลังๆ มีคนเขียนรีวิวเที่ยวญี่ปุ่นกันเยอะมาก แต่เส้นทางนี้ยังไม่ค่อยเห็นมีคนพูดถึงกันสักเท่าไหร่

ช่วงที่ไปทริปที่นาโงย่าเมื่อปี 2014 ได้มีโอกาสไป หลงป่า เดินป่าแถวนั้น ตามเส้นทางสาย Nakasendo ซึ่งในอดีตเคยเป็นเส้นทางสัญจรระหว่างเกียวโตและโตเกียวมาตั้งแต่ยุคเอโดะ ปัจจุบันก็ไม่ได้ใช้แล้ว แต่เส้นทางที่อยู่ในแถบนาโงย่า/กิฟุ ช่วง Kiso Valley ยังอยู่ในสภาพดีสามารถเดินเท้าได้

เส้นทางยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวคือช่วงระหว่างเมือง Magome และ Tsumago มีระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร เดินชิลๆ ก็ประมาณ 4 ชม.ถึง จะตั้งต้นจากเมืองไหนก็ได้ที่สะดวก ของผมมาจากนาโงย่า ไปตั้งต้นจาก Magome จะสะดวกกว่า การเดินทางก็นั่งรถไฟไปลงสถานี Nakatsugawa แล้วต่อรถบัสไปอีก 30 นาที

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

วิวข้างทางก็มีแต่ภูเขาและทุ่งนา

ทริปนี้ผมฝากกระเป๋าเดินทางใส่ไว้ในล็อคเกอร์ที่สถานีนาโงย่า เอาข้าวของติดมาแค่สำหรับพักค้างคืนที่ Tsumago คืนเดียว ตอนที่เดินป่าจะได้ไม่ลำบากแบกของหนักเกินความจำเป็น

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

ถึงปากทาง Magome แล้ว มีนักท่องเที่ยวเยอะพอสมควร ตรงที่จอดรถก็มีรถบัสของทัวร์มาจอดหลายคันอยู่

Magome เป็นเมืองเก่า บ้านเรือนส่วนใหญ่ก็ยังคงสภาพภายนอกแบบดั้งเดิมไว้ หลายๆ หลังก็เปิดชั้นล่างขายของบ้าง ทำร้านอาหารบ้าง เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

ทางเดินในเมืองปูหินสวยงาม

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

กังหันแลนด์มาร์คที่ใครๆ ก็มาถ่ายรูป เข้าไปดูใกล้ๆ แล้วก็เหมือนจะใช้งานได้จริงนะ

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

มีจุดแวะพักให้นักท่องเที่ยวแบบเนียนๆ มีห้องน้ำ ตู้ขายน้ำอัตโนมัติ แผ่นพับข้อมูลท่องเที่ยว WiFi ฟรี

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

กลุ่มเด็กวิ่งไล่จับแมลงในฤดูร้อนอย่างที่เคยอ่านเจอในการ์ตูนก็มีให้เห็น

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

พอเดินทะลุหมู่บ้าน Magome มาแล้วก็จะเจอป้ายใหญ่ๆ ที่ดูเก่าแก่ แต่ก็ไม่รู้ว่าเขียนอะไรไว้บ้าง

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

มีจุดแวะพักให้ชมวิวของหุบเขา Kiso ถ้าแดดร่มลมตกก็คงสวย แต่ตอนที่ไปถึงเป็นตอนเที่ยงพอดี แดดหน้าร้อนญี่ปุ่นเผาแรงมาก

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

จากจุดแวะพักก็เริ่มเดินตามป้ายบอกทางได้เลย ระยะทางอีก 7.6 กิโลเมตรถึง Tsumago

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

ทางเดินทำไว้ค่อนข้างดี เดินง่าย ไม่มีเข้ารกเข้าพง มีขึ้นลงเนินบ้างแต่ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร สิ่งที่น่ากลัวสำหรับเส้นทางนี้ก็คือ…

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

มันมีป้ายบอกให้ระวังหมีด้วย! ตอนเดินก็มองซ้ายมองขวาให้ดีนิดนึง

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

ระหว่างทางจะมีระฆังแบบในรูปอยู่เป็นระยะๆ ประมาณกิโลละจุดได้ ประมาณว่าถ้าสั่นระฆังแรงๆ หมีจะตกใจกลัวหนีไป ซึ่งก็ไม่รู้ว่าได้ผลจริงหรือเปล่า

เส้นทาง Nakasendo นี้ไม่ได้ตัดผ่านป่าอย่างเดียว แต่บางจุดก็ผ่านชุมชนหรือตัดกับถนนใหญ่บ้างก็มี แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นทางเดินในป่าน่ะแหละ

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

เดินดุ่มๆ ในป่าไม่นานก็ทะลุออกมาเจอท้องนาและบ้านคน

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

จุดตัดถนนใหญ่ เจอแก๊งค์จักรยานมาแวะพักข้างทาง

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

อันนี้อะไรไม่รู้ เดินทั้งเส้นทางก็ไม่เจอน้ำแข็งสักก้อนนะ

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

เส้นทางช่วงที่เดินในป่ามีต้นไม้ขึ้นเยอะ ป้องกันแดดบ่ายได้อย่างดี ช่วยให้เดินสบายขึ้นเยอะ

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

มีลำธารและน้ำตกเล็กๆ ระหว่างทาง

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

ห้องน้ำเผื่อใครปวดกลางทาง

ตอนที่เดินๆ อยู่ก็มีสวนกับคนที่เดินป่ามาจากอีกทางนึงบ้างประปราย มีทั้งฝรั่งต่างชาติแล้วก็ลุงๆ ป้าๆ คนญี่ปุ่น

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

ในที่สุดก็มาถึง Tsumago แล้ว หมู่บ้านหน้าตาคล้ายๆ กับที่ Magome แต่เงียบสงบกว่ามาก

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

ศาลเจ้าปากทาง

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

นักท่องเที่ยวน้อยกว่าที่ Magome มากกกก

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

ในตัวหมู่บ้านจะมีบ้านเก่า หรือคฤหาสน์เก่า เปิดให้เข้าไปดูได้ บางที่ก็ฟรี บางที่ก็เสียตังค์

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

แมวอ้วน

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

ผมไปถึงที่ Tsumago ราวๆ สี่โมงเย็น รวมเวลาเดินๆ พักๆ ระหว่างทางทั้งหมดก็ 4 ชม.

เดินถ่ายรูปในตัวหมู่บ้านจนพอใจแล้วก็ได้เวลาเข้าที่พัก

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

ผมใช้บริการจองห้องพักของเว็บ japaneseguesthouses ซึ่งเป็นตัวแทนติดต่อที่พักให้เรา เพราะว่าที่พักแถบห่างไกลผู้คนแบบนี้มักจะไม่ได้ลงประกาศไว้ในเว็บจองโรงแรมพวก Booking, Agoda หรือ AirBNB

ตอนแรกอยากได้ที่พักเป็นเรียวกัง แช่ออนเซ็นธรรมชาติ แต่ว่าพวกนั้นเต็มหมดแล้วก็เลยได้เป็นที่พักโฮมสเตย์ธรรมดาแทน ไม่มีบ่อน้ำร้อน แต่ก็มีห้องอาบน้ำ มีอ่างไม้ให้แช่แก้ขัดได้ อยู่ห่างออกมาจากตัวหมู่บ้านประมาณ 10 นาที

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

ห้องพักปูเสื่อทาทามิ มีตู้โดราเอมอนเอาไว้เก็บฟูก ถ้าจะนอนก็เอาออกมาปูนอนกับพื้น

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

พอถึงเวลาอาหาร เค้าจะมาเรียกไปทานในห้องรวม เมนูส่วนใหญ่จะเน้นอาหารบ้านๆ ใช้วัตถุดิบท้องถิ่น เป็นผัก+ปลาซะเยอะ อาหารเย็นกับอาหารเช้ารวมอยู่ในราคาที่พักแล้ว

แขกคนอื่นที่มาพักก็มีกลุ่มคนญี่ปุ่นวัยกลางคนมากัน 5-6 คน กับสาวหมวยสิงคโปร์ที่เดินทางมาเที่ยวคนเดียว คุยไปคุยมาได้ความว่า เป็นแฟน J-Rock ระดับเหนียวแน่น มาญี่ปุ่นเพื่อดูคอนเสิร์ต Luna Sea พอคุยถึงตรงนี้ก็ไม่กล้าบอกเลยว่าตัวเองมางานจับมือไอดอล ;__;

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

ตอนกลางคืนอากาศเย็นสบายเพราะอยู่ในหุบเขา นอกที่พักมืดมาก ไม่มีแสงไฟอื่นนอกจากป้ายไฟชื่อที่พัก เรื่องจะไปหาซื้อเบียร์จากร้านสะดวกซื้อมากินนี่ไม่ต้องคิดเลย

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

โชคดีที่ข้างในมีตู้ขายน้ำอัตโนมัติ

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

มีการ์ตูนให้อ่านแก้เบื่อ แต่เห็นมีแค่ก้าวแรกสู่สังเวียน

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

ตอนเช้าอากาศดีมาก

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

อาหารเช้าแบบบ้านๆ เหมือนมื้อเย็น แต่เบาๆ กว่า

พอกินเสร็จ ผมต้องเช็คเอาท์จากที่พักเพื่อกลับไปที่สถานีนาโงย่า ป้ายรถเมล์ใกล้สุดต้องเดินผ่านตัวหมู่บ้าน Tsumago ก็มีโอกาสไปดูบรรยากาศตอนเช้าอีกรอบนึง จากที่เมื่อวานเดินดูตอนเย็นไปแล้ว

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

ปรากฏว่าเงียบกว่าเมื่อวานตอนเย็นอีก นอกจากนักท่องเที่ยวที่น่าจะพักเรียวกังแถวนี้ 2-3 คนแล้ว แทบไม่มีคนอื่นอยู่เลย (อาจจะยังอยู่ในบ้าน ไม่ได้ออกมาข้างนอก)

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

ป้ายรถเมล์ก็เงียบเหงา

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

นั่งรถเมล์ประมาณ 10 นาทีก็มาถึงสถานี Nagiso ซึ่งจะสามารถนั่งรถไฟกลับไปนาโงย่าได้แล้ว หรือถ้านั่งอีกทางนึงก็จะไปถึงเมือง Matsumoto หรือ Nagano ได้ด้วย

เป็นอีกประสบการณ์แปลกใหม่ของการมาเที่ยวญี่ปุ่นครับ

TOKYO 2015 : #11 SUMIDA RIVER FIREWORKS FESTIVAL (PART 2) งานพลุประจำปีของโตเกียว

ไฮไลท์ของ Sumida River Fireworks Festival  ก็คงเป็นอื่นใดไปไม่ได้ นอกจากการจุดพลุตอนกลางคืน โดยที่งานนี้จะมีการจุดพลุ 2 จุดตามรูป ส่วนตัวแล้วรู้สึกว่าพลุที่เป็นของด้านล่าง (คือใกล้ Asakusa) จะสวยกว่าอีกด้านนึง แล้วก็มีจำนวนมากกว่าด้วย

สำหรับการดูพลุก็ทำได้หลายทางเลือก เช่น ไปจองที่นั่งดูตามถนนหรือที่ว่างต่างๆที่เค้ามีให้ แต่อันนี้จะยากสำหรับคนที่เป็นนักท่องเที่ยว เพราะที่ดีๆ หมดตั้งแต่เช้าแล้ว ทางเลือกอื่นๆก็มีการจองโรงแรม ที่การันตีว่าเห็นพลุแน่ๆ ซึ่งก็น่าจะเต็มข้ามปี หรือไม่ก็จองเรือ ที่จะล่องตอนกลางคืน อันนี้ไม่รู้จองอะไรยังไง

เอาว่า จะหาจุดชมพลุดีๆ นั้นยากยิ่งนัก เพราะงานนี้เป็นงานพลุที่ใหญ่ที่สุดประจำปี ที่จัดกลางกรุงโตเกียว เพราะฉนั้นคนจากทั่วทุกที่ ก็จะพยายามมาดูให้ได้ จริงๆแล้ว ถ้าไม่ได้อยากจะถ่ายรูป การลงไปเดินตามถนนก็น่าจะเห็นพลุได้บ้าง แต่สำหรับคนที่ต้องการถ่ายรูป อันนี้ทางเลือกคงค่อนข้างจำกัด

สำหรับเรา ใช้ดาดฟ้าที่บ้านเป็นป้อมประจำการ ซึ่งคนเกือบทั้งตระกูลเค้าก็มาตั้งโต๊ะกินเบียร์กันพร้อมหน้า เรียกว่าเป็นงานรวมญาติย่อยๆเลย

จริงๆแล้ว ครั้งนี้เราตั้งใจมาก ที่จะมาถ่ายรูปพลุ ซึ่งเกิดมาไม่เคยถ่ายเลย เป็นครั้งแรก  ก็เลยเตรียมของมาค่อนข้างพร้อม ทั้งขาตั้ง และสายลั่นชัตเตอร์  นอกจากนั้นยังอ่านคู่มือการตั้งกล้องถ่ายพลุมาด้วย เรียกว่าเป็นพวกมือใหม่หัดขับ อุปกรณ์ดีเด่นก็ว่าได้  ความหวังเดียวที่มี คือหวังว่าดาดฟ้าที่บ้าน จะเห็นพลุได้โดยไม่มีอะไรมาบัง

สำหรับวิธีการถ่ายพลุ สรุปง่ายๆดังนี้

  1. ตั้งกล้องบนขาตั้ง
  2. เปิด Mode “M”
  3. ตั้ง F=8 และตั้ง Shutter Speed = Bulb
  4. เตรียม Memory Card เยอะๆ เตรียมแบตหลายๆก้อน ชาร์จให้เต็มไว้
  5. เสียบสายลั่น Shutter ให้เรียบร้อย
  6. Manual Focus ยอดตึกใกล้ๆพลุ ใช้ Peaking หรืออะไรก็ได้ ขอให้ได้ชัดที่สุดเท่าที่ทำได้
  7. พอพลุมา ก็ลองกด Shutter ดู บางชุดอาจจะต้อง 1 วิ บางชุด 2 หรือ 3 วิ ไม่มีทางรู้ อันนี้ต้องใช้กึ๋นกันอย่างเดียว
  8. หยุดดูรูปบ้าง ว่าชัดมั้ย ถ้าไม่ชัดให้โฟกัสใหม่  ดูว่า Over/Under Exposed มั้ย อันนี้ก็ลองปรับการกด Shutter ดู เดี๋ยวก็จับจังหวะได้
  9. กดถ่ายไปเรื่อยๆ ไม่ต้องกังวลอะไรมาก ตาก็มองพลุจริงด้วยนะ อย่ามองแต่กล้อง ความสวยงามของพลุมันต้องสัมผัสด้วยตา รูปน่ะ ถ่ายไม่ได้ก็ช่างเหอะ

เอาล่ะ ก็ขอปิดการท่องเที่ยวโตเกียวหน้าร้อนไว้แค่นี้ ไว้เจอกันใหม่ทริปหน้า เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ”</p

TOKYO 2015 : #11 SUMIDA RIVER FIREWORKS FESTIVAL (PART 2) งานพลุประจำปีของโตเกียว

ไฮไลท์ของ Sumida River Fireworks Festival  ก็คงเป็นอื่นใดไปไม่ได้ นอกจากการจุดพลุตอนกลางคืน โดยที่งานนี้จะมีการจุดพลุ 2 จุดตามรูป ส่วนตัวแล้วรู้สึกว่าพลุที่เป็นของด้านล่าง (คือใกล้ Asakusa) จะสวยกว่าอีกด้านนึง แล้วก็มีจำนวนมากกว่าด้วย

สำหรับการดูพลุก็ทำได้หลายทางเลือก เช่น ไปจองที่นั่งดูตามถนนหรือที่ว่างต่างๆที่เค้ามีให้ แต่อันนี้จะยากสำหรับคนที่เป็นนักท่องเที่ยว เพราะที่ดีๆ หมดตั้งแต่เช้าแล้ว ทางเลือกอื่นๆก็มีการจองโรงแรม ที่การันตีว่าเห็นพลุแน่ๆ ซึ่งก็น่าจะเต็มข้ามปี หรือไม่ก็จองเรือ ที่จะล่องตอนกลางคืน อันนี้ไม่รู้จองอะไรยังไง

เอาว่า จะหาจุดชมพลุดีๆ นั้นยากยิ่งนัก เพราะงานนี้เป็นงานพลุที่ใหญ่ที่สุดประจำปี ที่จัดกลางกรุงโตเกียว เพราะฉนั้นคนจากทั่วทุกที่ ก็จะพยายามมาดูให้ได้ จริงๆแล้ว ถ้าไม่ได้อยากจะถ่ายรูป การลงไปเดินตามถนนก็น่าจะเห็นพลุได้บ้าง แต่สำหรับคนที่ต้องการถ่ายรูป อันนี้ทางเลือกคงค่อนข้างจำกัด

สำหรับเรา ใช้ดาดฟ้าที่บ้านเป็นป้อมประจำการ ซึ่งคนเกือบทั้งตระกูลเค้าก็มาตั้งโต๊ะกินเบียร์กันพร้อมหน้า เรียกว่าเป็นงานรวมญาติย่อยๆเลย

จริงๆแล้ว ครั้งนี้เราตั้งใจมาก ที่จะมาถ่ายรูปพลุ ซึ่งเกิดมาไม่เคยถ่ายเลย เป็นครั้งแรก  ก็เลยเตรียมของมาค่อนข้างพร้อม ทั้งขาตั้ง และสายลั่นชัตเตอร์  นอกจากนั้นยังอ่านคู่มือการตั้งกล้องถ่ายพลุมาด้วย เรียกว่าเป็นพวกมือใหม่หัดขับ อุปกรณ์ดีเด่นก็ว่าได้  ความหวังเดียวที่มี คือหวังว่าดาดฟ้าที่บ้าน จะเห็นพลุได้โดยไม่มีอะไรมาบัง

สำหรับวิธีการถ่ายพลุ สรุปง่ายๆดังนี้

  1. ตั้งกล้องบนขาตั้ง
  2. เปิด Mode “M”
  3. ตั้ง F=8 และตั้ง Shutter Speed = Bulb
  4. เตรียม Memory Card เยอะๆ เตรียมแบตหลายๆก้อน ชาร์จให้เต็มไว้
  5. เสียบสายลั่น Shutter ให้เรียบร้อย
  6. Manual Focus ยอดตึกใกล้ๆพลุ ใช้ Peaking หรืออะไรก็ได้ ขอให้ได้ชัดที่สุดเท่าที่ทำได้
  7. พอพลุมา ก็ลองกด Shutter ดู บางชุดอาจจะต้อง 1 วิ บางชุด 2 หรือ 3 วิ ไม่มีทางรู้ อันนี้ต้องใช้กึ๋นกันอย่างเดียว
  8. หยุดดูรูปบ้าง ว่าชัดมั้ย ถ้าไม่ชัดให้โฟกัสใหม่  ดูว่า Over/Under Exposed มั้ย อันนี้ก็ลองปรับการกด Shutter ดู เดี๋ยวก็จับจังหวะได้
  9. กดถ่ายไปเรื่อยๆ ไม่ต้องกังวลอะไรมาก ตาก็มองพลุจริงด้วยนะ อย่ามองแต่กล้อง ความสวยงามของพลุมันต้องสัมผัสด้วยตา รูปน่ะ ถ่ายไม่ได้ก็ช่างเหอะ

เอาล่ะ ก็ขอปิดการท่องเที่ยวโตเกียวหน้าร้อนไว้แค่นี้ ไว้เจอกันใหม่ทริปหน้า เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ XD

จากนี้เป็นรูปพลุรัวๆ … คัดๆมาแต่ง รวมแล้ว 49 รูป (จากที่ถ่ายมาทั้งหมด 475 รูป)

DSC02027 DSC02028 DSC02041 DSC02042 DSC02045 DSC02054DSC02032 DSC02068 DSC02074 DSC02080 DSC01808 DSC01830 DSC01615 DSC01614 DSC01653 DSC01637 DSC01655 DSC01661 DSC01668 DSC01672 DSC01673 DSC01697 DSC01735 DSC01736 DSC01740 DSC01724 DSC01772 DSC01766 DSC01782 DSC01776 DSC01796 DSC01801 DSC01819 DSC01880 DSC01833 DSC01882 DSC01886 DSC01901 DSC01892 DSC01904 DSC01738 DSC01918 DSC01935 DSC01972 DSC01973 DSC01980 DSC02020 DSC02015

 

“LOVE IS ALL AROUND”

DSC01743

 

;)

 

TOKYO 2015 : #10 SUMIDA RIVER FIREWORKS FESTIVAL (PART 1) เดินชมบรรยากาศเทศกาลหน้าร้อน

เกริ่นไปในตอนที่แล้วนิดหน่อย ว่ามีโอกาสได้ไปเที่ยวงาน Sumida River Fireworks Festival  ที่จัดขึ้นทุกๆปี ที่บริเวณริมแม่น้ำซุมิดะ แถวอาซากุสะ ในตอนแรกนี้ เราจะไปเก็บภาพบรรยากาศของงานตอนบ่าย ซึ่งก็จะมีชาวญี่ปุ่น (และชาติอื่นๆที่อยากอินกับงาน) แต่งชุดยูกาตะและกิโมโน ออกมาเดินกันเต็มถนนไปหมด ซึ่งถ้าเคยอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นมา ก็คงจะคุ้นเคยกับการที่ตัวละครออกมาเดินใส่ชุดประจำชาติ กินแตงโม และถือพัดโบกไปมา นอกจากนั้นตอนกลางคืนก็จะมีการชมพลุอีกด้วย มาวันนี้เราจะได้สัมผัสของจริงเสียที

โพสนี้ลองใช้ Filter  Kodak Max 800 ซึ่งโหลดมาจากที่นี่ http://grappik.com/lightroom-preset-hipster-style/ ใครอยากลองแต่งภาพแนวญี่ปุ่น ก็จัดไป

DSC01422

เราเดินทางไปถึงช่วงบ่ายๆ คนเริ่มมากันเยอะพอสมควรแล้ว แต่ยังไม่ได้มีการปิดถนน

DSC01429

แต่ก็มีกำลังตำรวจมาช่วยอำนวยความสะดวกให้คนและรถแล้ว เนื่องจากมีคนหนาแน่นกว่าปรกติ

DSC01441
DSC01444
DSC01461
DSC01454
DSC01458
DSC01466
DSC01448
DSC01437
DSC01467

บรรยากาศถายในวัด Sensoji กำลังคึกคัก แดดแรงมาก สมกับเป็นหน้าร้อน

DSC01453 DSC01455

ชาวต่างชาติก็เนียนมากับเค้าด้วยเหมือนกัน

DSC01494

งานเทศกาลทั้งที ไม่มีเซียมซีก็ไม่ครบรสชาติ

DSC01495

เซียมซีเสร็จก็ต้องไปขอพรกับศาลเจ้าซักหน่อย แถวยาวกว่าปรกติ

DSC01497 DSC01501 DSC01509 DSC01516 DSC01554

แอบเก็บภาพคนเดินไปมา เสียดายที่ไม่ได้ซื้อเลนส์ 55 1.8 เลยไม่มีเลนส์ที่เร็วๆใช้
ภาพถ่ายมาได้นี่คือเบลอครึ่งๆ เจ้า 24-70 F4 นี่เอามาถ่ายภาพแบบ Street ไม่ค่อยไหว

DSC01464

ด้านหลังวัด ก็มีการจับจองที่ดูพลุตอนกลางคืนเต็มหมดแล้วจ้า

DSC01560
DSC01579
DSC01438
DSC01565
DSC01574
DSC01572
DSC01585
DSC01568
DSC01581

พอเริ่มตกบ่ายแก่ๆ ก็ออกมาด้านหน้าวัด แอบถ่ายรูปคนมา Selfie ตัวเองซะหน่อย

DSC01586

ถึงตอนนี้ คนเยอะมากกกก ถนนปิดเรียบร้อยแล้ว มีตำรวจพร้อมโทรโข่งคอยบอกตลอดเวลาว่าอะไรยังไง เสียแค่เป็นภาษาญี่ปุ่น  ฟังไม่ออก

DSC01592

สะพานข้ามแม่น้ำ Sumida ปิดตาย ให้เดินได้ทางเดียว ถึงตอนนี้เราก็ซวยแล้ว เพราะข้ามกลับไปบ้านไม่ได้
สุดท้ายต้องขึ้นรถไฟใต้ดิน Oedo Line จากสถานี Kurame ไป Ryokogu

DSC01609

หน้าสถานี Ryogoku จังหวะนี้คือถนนปิดตายเรียบร้อยแล้ว และชาวเมืองก็มานั่งจองที่ดูพลุกันเต็มพื้นที่ สุดลูกหูลูกตา

สำหรับเรา ถือว่าโชคดี ที่สามารถดูพลุจากดาดฟ้าที่บ้านได้ เลยไม่ต้องมาแย่งที่นั่งแบบนี้
เอาล่ะ ตอนหน้าเราจะมาชมพลุกันอย่างจุใจ

 

TOKYO 2015 : #10 SUMIDA RIVER FIREWORKS FESTIVAL (PART 1) เดินชมบรรยากาศเทศกาลหน้าร้อน

เกริ่นไปในตอนที่แล้วนิดหน่อย ว่ามีโอกาสได้ไปเที่ยวงาน Sumida River Fireworks Festival  ที่จัดขึ้นทุกๆปี ที่บริเวณริมแม่น้ำซุมิดะ แถวอาซากุสะ ในตอนแรกนี้ เราจะไปเก็บภาพบรรยากาศของงานตอนบ่าย ซึ่งก็จะมีชาวญี่ปุ่น (และชาติอื่นๆที่อยากอินกับงาน) แต่งชุดยูกาตะและกิโมโน ออกมาเดินกันเต็มถนนไปหมด ซึ่งถ้าเคยอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นมา ก็คงจะคุ้นเคยกับการที่ตัวละครออกมาเดินใส่ชุดประจำชาติ กินแตงโม และถือพัดโบกไปมา นอกจากนั้นตอนกลางคืนก็จะมีการชมพลุอีกด้วย มาวันนี้เราจะได้สัมผัสของจริงเสียที

โพสนี้ลองใช้ Filter  Kodak Max 800 ซึ่งโหลดมาจากที่นี่ http://grappik.com/lightroom-preset-hipster-style/ ใครอยากลองแต่งภาพแนวญี่ปุ่น ก็จัดไป

DSC01422

เราเดินทางไปถึงช่วงบ่ายๆ คนเริ่มมากันเยอะพอสมควรแล้ว แต่ยังไม่ได้มีการปิดถนน

DSC01429

แต่ก็มีกำลังตำรวจมาช่วยอำนวยความสะดวกให้คนและรถแล้ว เนื่องจากมีคนหนาแน่นกว่าปรกติ

DSC01444
DSC01448
DSC01458
DSC01466
DSC01441
DSC01437
DSC01454
DSC01461
DSC01467

บรรยากาศถายในวัด Sensoji กำลังคึกคัก แดดแรงมาก สมกับเป็นหน้าร้อน

DSC01453 DSC01455

ชาวต่างชาติก็เนียนมากับเค้าด้วยเหมือนกัน

DSC01494

งานเทศกาลทั้งที ไม่มีเซียมซีก็ไม่ครบรสชาติ

DSC01495

เซียมซีเสร็จก็ต้องไปขอพรกับศาลเจ้าซักหน่อย แถวยาวกว่าปรกติ

DSC01497 DSC01501 DSC01509 DSC01516 DSC01554

แอบเก็บภาพคนเดินไปมา เสียดายที่ไม่ได้ซื้อเลนส์ 55 1.8 เลยไม่มีเลนส์ที่เร็วๆใช้
ภาพถ่ายมาได้นี่คือเบลอครึ่งๆ เจ้า 24-70 F4 นี่เอามาถ่ายภาพแบบ Street ไม่ค่อยไหว

DSC01464

ด้านหลังวัด ก็มีการจับจองที่ดูพลุตอนกลางคืนเต็มหมดแล้วจ้า

DSC01574
DSC01565
DSC01585
DSC01438
DSC01579
DSC01581
DSC01572
DSC01560
DSC01568

พอเริ่มตกบ่ายแก่ๆ ก็ออกมาด้านหน้าวัด แอบถ่ายรูปคนมา Selfie ตัวเองซะหน่อย

DSC01586

ถึงตอนนี้ คนเยอะมากกกก ถนนปิดเรียบร้อยแล้ว มีตำรวจพร้อมโทรโข่งคอยบอกตลอดเวลาว่าอะไรยังไง เสียแค่เป็นภาษาญี่ปุ่น  ฟังไม่ออก

DSC01592

สะพานข้ามแม่น้ำ Sumida ปิดตาย ให้เดินได้ทางเดียว ถึงตอนนี้เราก็ซวยแล้ว เพราะข้ามกลับไปบ้านไม่ได้
สุดท้ายต้องขึ้นรถไฟใต้ดิน Oedo Line จากสถานี Kurame ไป Ryokogu

DSC01609

หน้าสถานี Ryogoku จังหวะนี้คือถนนปิดตายเรียบร้อยแล้ว และชาวเมืองก็มานั่งจองที่ดูพลุกันเต็มพื้นที่ สุดลูกหูลูกตา

สำหรับเรา ถือว่าโชคดี ที่สามารถดูพลุจากดาดฟ้าที่บ้านได้ เลยไม่ต้องมาแย่งที่นั่งแบบนี้
เอาล่ะ ตอนหน้าเราจะมาชมพลุกันอย่างจุใจ

 

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

อันนี้ดองไว้ข้ามปี ว่าจะเขียนนานละแต่ไม่ได้เขียนสักที เห็นช่วงหลังๆ มีคนเขียนรีวิวเที่ยวญี่ปุ่นกันเยอะมาก แต่เส้นทางนี้ยังไม่ค่อยเห็นมีคนพูดถึงกันสักเท่าไหร่

ช่วงที่ไปทริปที่นาโงย่าเมื่อปี 2014 ได้มีโอกาสไป หลงป่า เดินป่าแถวนั้น ตามเส้นทางสาย Nakasendo ซึ่งในอดีตเคยเป็นเส้นทางสัญจรระหว่างเกียวโตและโตเกียวมาตั้งแต่ยุคเอโดะ ปัจจุบันก็ไม่ได้ใช้แล้ว แต่เส้นทางที่อยู่ในแถบนาโงย่า/กิฟุ ช่วง Kiso Valley ยังอยู่ในสภาพดีสามารถเดินเท้าได้

เส้นทางยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวคือช่วงระหว่างเมือง Magome และ Tsumago มีระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร เดินชิลๆ ก็ประมาณ 4 ชม.ถึง จะตั้งต้นจากเมืองไหนก็ได้ที่สะดวก ของผมมาจากนาโงย่า ไปตั้งต้นจาก Magome จะสะดวกกว่า การเดินทางก็นั่งรถไฟไปลงสถานี Nakatsugawa แล้วต่อรถบัสไปอีก 30 นาที

View from the train

วิวข้างทางก็มีแต่ภูเขาและทุ่งนา

ทริปนี้ผมฝากกระเป๋าเดินทางใส่ไว้ในล็อคเกอร์ที่สถานีนาโงย่า เอาข้าวของติดมาแค่สำหรับพักค้างคืนที่ Tsumago คืนเดียว ตอนที่เดินป่าจะได้ไม่ลำบากแบกของหนักเกินความจำเป็น

ปากทาง Magome

ถึงปากทาง Magome แล้ว มีนักท่องเที่ยวเยอะพอสมควร ตรงที่จอดรถก็มีรถบัสของทัวร์มาจอดหลายคันอยู่

Magome เป็นเมืองเก่า บ้านเรือนส่วนใหญ่ก็ยังคงสภาพภายนอกแบบดั้งเดิมไว้ หลายๆ หลังก็เปิดชั้นล่างขายของบ้าง ทำร้านอาหารบ้าง เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว

Magome

ทางเดินในเมืองปูหินสวยงาม

Magome

กังหันแลนด์มาร์คที่ใครๆ ก็มาถ่ายรูป เข้าไปดูใกล้ๆ แล้วก็เหมือนจะใช้งานได้จริงนะ

Magome

Magome

มีจุดแวะพักให้นักท่องเที่ยวแบบเนียนๆ มีห้องน้ำ ตู้ขายน้ำอัตโนมัติ แผ่นพับข้อมูลท่องเที่ยว WiFi ฟรี

Magome

กลุ่มเด็กวิ่งไล่จับแมลงในฤดูร้อนอย่างที่เคยอ่านเจอในการ์ตูนก็มีให้เห็น

Magome

พอเดินทะลุหมู่บ้าน Magome มาแล้วก็จะเจอป้ายใหญ่ๆ ที่ดูเก่าแก่ แต่ก็ไม่รู้ว่าเขียนอะไรไว้บ้าง

Magome

มีจุดแวะพักให้ชมวิวของหุบเขา Kiso ถ้าแดดร่มลมตกก็คงสวย แต่ตอนที่ไปถึงเป็นตอนเที่ยงพอดี แดดหน้าร้อนญี่ปุ่นเผาแรงมาก

Magome-Tsumago

Magome-Tsumago

จากจุดแวะพักก็เริ่มเดินตามป้ายบอกทางได้เลย ระยะทางอีก 7.6 กิโลเมตรถึง Tsumago

Magome

ทางเดินทำไว้ค่อนข้างดี เดินง่าย ไม่มีเข้ารกเข้าพง มีขึ้นลงเนินบ้างแต่ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร สิ่งที่น่ากลัวสำหรับเส้นทางนี้ก็คือ…

Magome-Tsumago

มันมีป้ายบอกให้ระวังหมีด้วย! ตอนเดินก็มองซ้ายมองขวาให้ดีนิดนึง

Magome-Tsumago

ระหว่างทางจะมีระฆังแบบในรูปอยู่เป็นระยะๆ ประมาณกิโลละจุดได้ ประมาณว่าถ้าสั่นระฆังแรงๆ หมีจะตกใจกลัวหนีไป ซึ่งก็ไม่รู้ว่าได้ผลจริงหรือเปล่า

เส้นทาง Nakasendo นี้ไม่ได้ตัดผ่านป่าอย่างเดียว แต่บางจุดก็ผ่านชุมชนหรือตัดกับถนนใหญ่บ้างก็มี แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นทางเดินในป่าน่ะแหละ

Magome-Tsumago

เดินดุ่มๆ ในป่าไม่นานก็ทะลุออกมาเจอท้องนาและบ้านคน

Magome-Tsumago

Magome-Tsumago

Magome-Tsumago

จุดตัดถนนใหญ่ เจอแก๊งค์จักรยานมาแวะพักข้างทาง

Magome-Tsumago

อันนี้อะไรไม่รู้ เดินทั้งเส้นทางก็ไม่เจอน้ำแข็งสักก้อนนะ

Magome-Tsumago

เส้นทางช่วงที่เดินในป่ามีต้นไม้ขึ้นเยอะ ป้องกันแดดบ่ายได้อย่างดี ช่วยให้เดินสบายขึ้นเยอะ

Magome-Tsumago

Magome-Tsumago

มีลำธารและน้ำตกเล็กๆ ระหว่างทาง

Magome-Tsumago

ห้องน้ำเผื่อใครปวดกลางทาง

ตอนที่เดินๆ อยู่ก็มีสวนกับคนที่เดินป่ามาจากอีกทางนึงบ้างประปราย มีทั้งฝรั่งต่างชาติแล้วก็ลุงๆ ป้าๆ คนญี่ปุ่น

Magome-Tsumago

Magome-Tsumago

Magome-Tsumago

Magome-Tsumago

Magome-Tsumago

ในที่สุดก็มาถึง Tsumago แล้ว หมู่บ้านหน้าตาคล้ายๆ กับที่ Magome แต่เงียบสงบกว่ามาก

Magome-Tsumago

ศาลเจ้าปากทาง

Magome-Tsumago

นักท่องเที่ยวน้อยกว่าที่ Magome มากกกก

Magome-Tsumago

ในตัวหมู่บ้านจะมีบ้านเก่า หรือคฤหาสน์เก่า เปิดให้เข้าไปดูได้ บางที่ก็ฟรี บางที่ก็เสียตังค์

Magome-Tsumago

แมวอ้วน

Magome-Tsumago

ผมไปถึงที่ Tsumago ราวๆ สี่โมงเย็น รวมเวลาเดินๆ พักๆ ระหว่างทางทั้งหมดก็ 4 ชม.

เดินถ่ายรูปในตัวหมู่บ้านจนพอใจแล้วก็ได้เวลาเข้าที่พัก

Magome-Tsumago

ผมใช้บริการจองห้องพักของเว็บ japaneseguesthouses ซึ่งเป็นตัวแทนติดต่อที่พักให้เรา เพราะว่าที่พักแถบห่างไกลผู้คนแบบนี้มักจะไม่ได้ลงประกาศไว้ในเว็บจองโรงแรมพวก Booking, Agoda หรือ AirBNB

ตอนแรกอยากได้ที่พักเป็นเรียวกัง แช่ออนเซ็นธรรมชาติ แต่ว่าพวกนั้นเต็มหมดแล้วก็เลยได้เป็นที่พักโฮมสเตย์ธรรมดาแทน ไม่มีบ่อน้ำร้อน แต่ก็มีห้องอาบน้ำ มีอ่างไม้ให้แช่แก้ขัดได้ อยู่ห่างออกมาจากตัวหมู่บ้านประมาณ 10 นาที

Magome-Tsumago

ห้องพักปูเสื่อทาทามิ มีตู้โดราเอมอนเอาไว้เก็บฟูก ถ้าจะนอนก็เอาออกมาปูนอนกับพื้น

Magome-Tsumago

พอถึงเวลาอาหาร เค้าจะมาเรียกไปทานในห้องรวม เมนูส่วนใหญ่จะเน้นอาหารบ้านๆ ใช้วัตถุดิบท้องถิ่น เป็นผัก+ปลาซะเยอะ อาหารเย็นกับอาหารเช้ารวมอยู่ในราคาที่พักแล้ว

แขกคนอื่นที่มาพักก็มีกลุ่มคนญี่ปุ่นวัยกลางคนมากัน 5-6 คน กับสาวหมวยสิงคโปร์ที่เดินทางมาเที่ยวคนเดียว คุยไปคุยมาได้ความว่า เป็นแฟน J-Rock ระดับเหนียวแน่น มาญี่ปุ่นเพื่อดูคอนเสิร์ต Luna Sea พอคุยถึงตรงนี้ก็ไม่กล้าบอกเลยว่าตัวเองมางานจับมือไอดอล ;__;

Magome-Tsumago

ตอนกลางคืนอากาศเย็นสบายเพราะอยู่ในหุบเขา นอกที่พักมืดมาก ไม่มีแสงไฟอื่นนอกจากป้ายไฟชื่อที่พัก เรื่องจะไปหาซื้อเบียร์จากร้านสะดวกซื้อมากินนี่ไม่ต้องคิดเลย

Magome-Tsumago

โชคดีที่ข้างในมีตู้ขายน้ำอัตโนมัติ

Magome-Tsumago

มีการ์ตูนให้อ่านแก้เบื่อ แต่เห็นมีแค่ก้าวแรกสู่สังเวียน

Magome-Tsumago

ตอนเช้าอากาศดีมาก

Magome-Tsumago

อาหารเช้าแบบบ้านๆ เหมือนมื้อเย็น แต่เบาๆ กว่า

พอกินเสร็จ ผมต้องเช็คเอาท์จากที่พักเพื่อกลับไปที่สถานีนาโงย่า ป้ายรถเมล์ใกล้สุดต้องเดินผ่านตัวหมู่บ้าน Tsumago ก็มีโอกาสไปดูบรรยากาศตอนเช้าอีกรอบนึง จากที่เมื่อวานเดินดูตอนเย็นไปแล้ว

Magome-Tsumago

ปรากฏว่าเงียบกว่าเมื่อวานตอนเย็นอีก นอกจากนักท่องเที่ยวที่น่าจะพักเรียวกังแถวนี้ 2-3 คนแล้ว แทบไม่มีคนอื่นอยู่เลย (อาจจะยังอยู่ในบ้าน ไม่ได้ออกมาข้างนอก)

Magome-Tsumago

ป้ายรถเมล์ก็เงียบเหงา

Magome-Tsumago

Magome-Tsumago

นั่งรถเมล์ประมาณ 10 นาทีก็มาถึงสถานี Nagiso ซึ่งจะสามารถนั่งรถไฟกลับไปนาโงย่าได้แล้ว หรือถ้านั่งอีกทางนึงก็จะไปถึงเมือง Matsumoto หรือ Nagano ได้ด้วย

เป็นอีกประสบการณ์แปลกใหม่ของการมาเที่ยวญี่ปุ่นครับ

The post เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago appeared first on pittaya.blog.

Intro to Robotics 2015

File attachments: 

TOKYO 2015 : #9 IROKAWA & SKYTREE เที่ยวแถวอาซากุสะ

ร้านข้าวหน้าปลาไหล IROKAWA ก็ออกจะเป็นที่รู้จักในหมู่คนไทย เพราะมีการรีวิวในเวบไซต์พันทิปหลายครั้งหลายครา ครั้งก่อนตอนไป Fukuoka เราได้ไปลองร้านข้าวหน้าปลาไหลที่อร่อยมากๆ มาแล้ว เลยอยากรู้ว่าร้าน Irokawa นี่จะสู้ได้มั้ย

 

DSC01214

ร้าน Irokawa อยู่ใกล้ๆ ทางออก A1 ของสถานี Asakusa ที่เป็นของรถไฟ Asakusa Line .. ขอย้ำว่าเป็น Asakusa Line ซึ่งจะอยู่คนละด้านกับทางออกที่จะไปวัด Sensoji  ที่เป็นสถานี Asakusa ของ Ginza Line เอาจริงๆคือมันมีทางเชื่อมกันอยู่ แต่เราไม่ได้ใช้ เลยไม่แน่ใจว่าทางมันซับซ้อนขนาดไหน เอาง่ายๆ ถ้ามา Ginza Line ก็ขึ้นมาบนดินก่อน แล้วเดินไปตามถนนน่าจะง่ายกว่าพยายามหาทางออก A1

DSC01216

 

ร้าน Irokawa เปิดตั้งแต่ 10 AM – 2 PM หรือถ้าปลาไหลหมดก็จะปิดก่อนเวลา
เราเดินไปถึงตอน 9:50 นึกว่าร้านยังไม่เปิด เลยไปยืนป้วนเปี้ยนรอที่หน้าร้าน ถ่ายรูปไปเรื่อย หารู้ไม่ว่าข้างใน มีคนโซ้ยข้าวหน้าปลาไหลกันเรียบร้อย

รออยู่สักพัก ก่อน 10 โมงนิดนึง ก็มีลุงป้าผัวเมียขี่จักรยานมา แล้วก็เปิดประตูร้าน เจอเจ้าของยืนต้อนรับอยู่ เราก็มองด้วยความเหวอ … เฮ้ย ไหนว่าเปิด 10 โมงไง ?!?!? จังหวะนั้นไม่รู้ว่าทำไงดี แต่ป้าเจ้าของร้านคงมองเห็นเราจากข้างในตั้งแต่แรก ตอนไปถ่ายรูป แกเลยกวักมือเรียกเราเข้าไปก่อนลุงป้าชาวญี่ปุ่น

ถือว่าโชคดี เพราะเราได้นั่งโต๊ะสุดท้ายที่เหลืออยู่ .. ส่วนลุงป้าได้เข้ามารอคิวข้างในแทน

DSC01217

ราคาตามนี้ เป็นราคาตั้งแต่กลางปี 2014 .. ในอนาคตอาจจะเพิ่มได้

DSC01225

ไม่ต้องคิดมาก Large Set เท่านั้นที่เราต้องการ ซึ่งก็มีเท่านี้ ข้าวหน้าปลาไหล ผักดอง ซุป น้ำชา

DSC01228

ถึงจะอยากจ้วงกินเพียงไหน เราก็ยังต้องถ่ายรูปเสียก่อน เพื่อส่งไปยั่วพ่อแม่พี่น้อง และเพื่อนๆใน Facebook ต่อไป

DSC01222

ดูเหมือนในร้านจะมีที่นั่งอยู่แค่ 13 ที่ คือโต๊ะสองโต๊ะ (ที่น่าจะได้เต็มที่โต๊ะละ 4 คน)  และเค้าเตอร์ที่นั่งได้ 5 คน

ส่วนคนที่ต่อคิวจะมีสองชุดคือ รอข้างนอก และรอข้างใน คือคนที่ใกล้จะถึงแล้ว จะได้มานั่งรอในร้าน ส่วนคนที่มาต่อหลังๆ ก็รอข้างนอกไปก่อน
เป็นกับดักว่าถ้าต่ออยู่ข้างนอก ไม่ใช่ว่าถึงคิวแล้วจะได้กินนะ ต้องมารอข้างในต่ออีกรอบฮะ

DSC01230

พอทานเสร็จ เราก็ออกเดินทางต่อ พบว่าข้างนอกมีคิวยาวแล้ว สำหรับใครที่อยากมาทานแล้วไม่อยากรอคิว ให้มาก่อน 10 โมง แล้วลองเปิดประตูเข้าไปดูก่อนด้วยล่ะ ว่าเค้าพร้อมให้บริหารเลยหรือยัง อย่ามัวแต่มารยาทดียืนรอข้างนอก


DSC01235DSC01232

เราเดินจากร้าน Irokawa ต่อไปยังวัดเซนโซจิ คือไม่ได้อยากไปวัดหรอก แต่ต้องการไปร้าน Matsumoto Kiyoshi ตรง Arcade ติดกับวัด เพื่อเดินซื้อของจุ๊กจิ๊กต่างหาก

ระหว่างทางเดินผ่านร้านกาแฟ เห็นมีน้ำ Peach in Peach ขาย เลยแวะลองสักหน่อย คือตอนช่วงหน้าร้อนเป็นฤดูที่พีชออกพอดี
มัน อร่อย มาก มาก มาก มาก …. ผิดกับน้ำผลไม้ที่ร้านกาแฟสาขาในไทยเคยทำมาทั้งหมด ซึ่งกินไม่ได้เลยซักอัน

หลังจากวันนี้ เราพยายามไปซื้ออีกรอบ ทุกๆครั้งที่เดินผ่านร้านกาแฟสาขาอื่นๆ แต่ปรากฎว่าทุกสาขาขายหมดเกลี้ยง หมดยันสาขาสนามบินตอนวันกลับ สรุปว่าเราคงทำบุญมาน้อย เลยได้กินแค่แก้วเดียว

ใครไปเที่ยวญี่ปุ่นหน้าร้อน อย่าลืมลองกินนะ เอาหัวเป็นประกันเลยว่าจะฟิน

DSC01238

มาถึงตรงวัด Sensoji คนเยอะเหมือนเดิมจร้า

DSC01212

พร้อมป้ายโฆษณางาน Sumida River Fireworks Festival ซึ่งเป็นงานจุดพลุหน้าร้อนที่ใหญ่ที่สุดของโตเกียว มีกำหนดจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 25 กค.  เดี๋ยวเราจะมีรีวิวงานนี้ในตอนถัดๆไป

DSC01211

เป้าหมายถัดไปคือ Tokyo Sky Tree  … แบบเดินไป ไกลแต่ก็อยากเดิน ประหยัดตัง

DSC01258

จริงๆ Tokyo Sky Tree มาด้วยรถไฟได้ แต่ก็นะ.. ตามนั้น

DSC01253

ท้องฟ้าวันนี้มีเมฆสวยดี

DSC01259

ข้างในมีป้ายบอกว่า สามขวบแล้วนะ

DSC01260

คือเราไม่ได้ขึ้นไปข้างบน เพราะคิดว่าคงไม่มีอะไรน่าสนใจ นี่แค่ไปเดินข้างล่างเฉยๆ

ที่เห็นคือขบวนทัศนศึกษาของเด็กญี่ปุ่น

DSC01264 DSC01296

หลังจาก Sky Tree เราก็แวะไป Shibuya เพื่อเดินเล่น และช๊อปปิ้ง เสื้อผ้าราคาถูกตามประสาหน้าร้อน แล้วก็กลับบ้าน

 

TOKYO 2015 : #9 IROKAWA & SKYTREE เที่ยวแถวอาซากุสะ

ร้านข้าวหน้าปลาไหล IROKAWA ก็ออกจะเป็นที่รู้จักในหมู่คนไทย เพราะมีการรีวิวในเวบไซต์พันทิปหลายครั้งหลายครา ครั้งก่อนตอนไป Fukuoka เราได้ไปลองร้านข้าวหน้าปลาไหลที่อร่อยมากๆ มาแล้ว เลยอยากรู้ว่าร้าน Irokawa นี่จะสู้ได้มั้ย

 

DSC01214

ร้าน Irokawa อยู่ใกล้ๆ ทางออก A1 ของสถานี Asakusa ที่เป็นของรถไฟ Asakusa Line .. ขอย้ำว่าเป็น Asakusa Line ซึ่งจะอยู่คนละด้านกับทางออกที่จะไปวัด Sensoji  ที่เป็นสถานี Asakusa ของ Ginza Line เอาจริงๆคือมันมีทางเชื่อมกันอยู่ แต่เราไม่ได้ใช้ เลยไม่แน่ใจว่าทางมันซับซ้อนขนาดไหน เอาง่ายๆ ถ้ามา Ginza Line ก็ขึ้นมาบนดินก่อน แล้วเดินไปตามถนนน่าจะง่ายกว่าพยายามหาทางออก A1

DSC01216

 

ร้าน Irokawa เปิดตั้งแต่ 11:30 AM – 2 PM หรือถ้าปลาไหลหมดก็จะปิดก่อนเวลา
เราเดินไปถึงตอน 11:20 นึกว่าร้านยังไม่เปิด เลยไปยืนป้วนเปี้ยนรอที่หน้าร้าน ถ่ายรูปไปเรื่อย หารู้ไม่ว่าข้างใน มีคนโซ้ยข้าวหน้าปลาไหลกันเรียบร้อย

รออยู่สักพัก ก่อน 11:30 นิดนึง ก็มีลุงป้าผัวเมียขี่จักรยานมา แล้วก็เปิดประตูร้าน เจอเจ้าของยืนต้อนรับอยู่ เราก็มองด้วยความเหวอ … เฮ้ย ไหนว่าเปิด 11:30 ไง ?!?!? จังหวะนั้นไม่รู้ว่าทำไงดี แต่ป้าเจ้าของร้านคงมองเห็นเราจากข้างในตั้งแต่แรก ตอนไปถ่ายรูป แกเลยกวักมือเรียกเราเข้าไปก่อนลุงป้าชาวญี่ปุ่น

ถือว่าโชคดี เพราะเราได้นั่งโต๊ะสุดท้ายที่เหลืออยู่ .. ส่วนลุงป้าได้เข้ามารอคิวข้างในแทน

DSC01217

ราคาตามนี้ เป็นราคาตั้งแต่กลางปี 2014 .. ในอนาคตอาจจะเพิ่มได้

DSC01225

ไม่ต้องคิดมาก Large Set เท่านั้นที่เราต้องการ ซึ่งก็มีเท่านี้ ข้าวหน้าปลาไหล ผักดอง ซุป น้ำชา

DSC01228

ถึงจะอยากจ้วงกินเพียงไหน เราก็ยังต้องถ่ายรูปเสียก่อน เพื่อส่งไปยั่วพ่อแม่พี่น้อง และเพื่อนๆใน Facebook ต่อไป

DSC01222

ดูเหมือนในร้านจะมีที่นั่งอยู่แค่ 13 ที่ คือโต๊ะสองโต๊ะ (ที่น่าจะได้เต็มที่โต๊ะละ 4 คน)  และเค้าเตอร์ที่นั่งได้ 5 คน

ส่วนคนที่ต่อคิวจะมีสองชุดคือ รอข้างนอก และรอข้างใน คือคนที่ใกล้จะถึงแล้ว จะได้มานั่งรอในร้าน ส่วนคนที่มาต่อหลังๆ ก็รอข้างนอกไปก่อน
เป็นกับดักว่าถ้าต่ออยู่ข้างนอก ไม่ใช่ว่าถึงคิวแล้วจะได้กินนะ ต้องมารอข้างในต่ออีกรอบฮะ

DSC01230

พอทานเสร็จ เราก็ออกเดินทางต่อ พบว่าข้างนอกมีคิวยาวแล้ว สำหรับใครที่อยากมาทานแล้วไม่อยากรอคิว ให้มาก่อน 10 โมง แล้วลองเปิดประตูเข้าไปดูก่อนด้วยล่ะ ว่าเค้าพร้อมให้บริหารเลยหรือยัง อย่ามัวแต่มารยาทดียืนรอข้างนอก


DSC01235DSC01232

เราเดินจากร้าน Irokawa ต่อไปยังวัดเซนโซจิ คือไม่ได้อยากไปวัดหรอก แต่ต้องการไปร้าน Matsumoto Kiyoshi ตรง Arcade ติดกับวัด เพื่อเดินซื้อของจุ๊กจิ๊กต่างหาก

ระหว่างทางเดินผ่านร้านกาแฟ เห็นมีน้ำ Peach in Peach ขาย เลยแวะลองสักหน่อย คือตอนช่วงหน้าร้อนเป็นฤดูที่พีชออกพอดี
มัน อร่อย มาก มาก มาก มาก …. ผิดกับน้ำผลไม้ที่ร้านกาแฟสาขาในไทยเคยทำมาทั้งหมด ซึ่งกินไม่ได้เลยซักอัน

หลังจากวันนี้ เราพยายามไปซื้ออีกรอบ ทุกๆครั้งที่เดินผ่านร้านกาแฟสาขาอื่นๆ แต่ปรากฎว่าทุกสาขาขายหมดเกลี้ยง หมดยันสาขาสนามบินตอนวันกลับ สรุปว่าเราคงทำบุญมาน้อย เลยได้กินแค่แก้วเดียว

ใครไปเที่ยวญี่ปุ่นหน้าร้อน อย่าลืมลองกินนะ เอาหัวเป็นประกันเลยว่าจะฟิน

DSC01238

มาถึงตรงวัด Sensoji คนเยอะเหมือนเดิมจร้า

DSC01212

พร้อมป้ายโฆษณางาน Sumida River Fireworks Festival ซึ่งเป็นงานจุดพลุหน้าร้อนที่ใหญ่ที่สุดของโตเกียว มีกำหนดจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 25 กค.  เดี๋ยวเราจะมีรีวิวงานนี้ในตอนถัดๆไป

DSC01211

เป้าหมายถัดไปคือ Tokyo Sky Tree  … แบบเดินไป ไกลแต่ก็อยากเดิน ประหยัดตัง

DSC01258

จริงๆ Tokyo Sky Tree มาด้วยรถไฟได้ แต่ก็นะ.. ตามนั้น

DSC01253

ท้องฟ้าวันนี้มีเมฆสวยดี

DSC01259

ข้างในมีป้ายบอกว่า สามขวบแล้วนะ

DSC01260

คือเราไม่ได้ขึ้นไปข้างบน เพราะคิดว่าคงไม่มีอะไรน่าสนใจ นี่แค่ไปเดินข้างล่างเฉยๆ

ที่เห็นคือขบวนทัศนศึกษาของเด็กญี่ปุ่น

DSC01264 DSC01296

หลังจาก Sky Tree เราก็แวะไป Shibuya เพื่อเดินเล่น และช๊อปปิ้ง เสื้อผ้าราคาถูกตามประสาหน้าร้อน แล้วก็กลับบ้าน

 

TOKYO 2015 : #8 YOKOHAMA

Yokohama เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่คนส่วนใหญ่มักจะจัดโปรแกรมไว้คู่กับ Kamakura อยู่แล้ว เพราะเป็นเมืองที่อยู่ใกล้ๆกัน

การเดินทางจาก Kamakura ถึง Yokohama ใช้เวลาแป๊บเดียว สองเมืองนี้มีรถไฟ JR Yokosuka Line  วิ่งผ่าน และรถไฟก็มีบ่อยมาก ประมาณทุก 10-20 นาที

ที่เที่ยวในเมือง Yokohama มีหลายที่ แต่ที่เห็นชอบไปกันก็จะมี  Ramen Museum และ Cup Noodles Museum  ที่จะสามารถไปหาของกินได้  แต่เราไม่ได้ไป แผนมีแค่มาเดิน China Town แล้วก็ไปถ่ายรูปตอนกลางคืน

DSC01056

การเดินทางไป China Town ไม่ใช่เรื่องยาก แค่ขึ้นรถสาย Minatomirai Line จากสถานีโยโกฮาม่า ไปที่สถานี Motomachi-Chukagai Station จากนั้นก็เดินออกตามป้ายบอกทาง แค่นี้ก็ถึงแล้ว

DSC01059 DSC01083

China Town ค่อนข้างเล็ก มีถนนหลักแค่หนึ่งอัน แล้วก็ซอยย่อยๆนิดหน่อย เดินไม่นานก็ทั่ว

เมืองนี้เห็นสายไฟห้อยระโยงระยาง แต่ก็ยังห่างชั้นถ้าเทียบกับกรุงเทพ

DSC01080

DSC01074

แวะซื้อขนมกินเพลินๆที่ร้านนี้

DSC01071DSC01086

ส่วนร้านแพนด้าปากกว้างนี่ จ้องมาจาก Google Street View ตั้งแต่อยู่เมืองไทย ยังไงก็ต้องหาให้เจอ

ร้านเค้าขายอะไรไม่รู้ เพราะไม่ได้เดินเข้าไป แค่ถ่ายรูปด้านหน้าพอละ

DSC01094

ทีนี้ก็ได้เวลาลองเสี่ยวหลงเปา

สรุปว่าไม่ค่อยอร่อย จบ

DSC01100

พอตกเย็นก็ได้เวลาเดินทางไปสู่จุดหมายสูงสุดของเมืองนี้

DSC01104

นั่นก็คือ Osanbashi Pier จร้า เดินกันขาลาก ไกลกว่าที่คิดไว้พอควร

DSC01127

เรามาตั้งใจถ่ายรูป ชิงช้าสวรรค์ของสวนสนุก Cosmo World  โดยที่ตั้งแต่ช่วงทุ่มกว่าๆ ตัวชิงช้าสวรรค์ก็จะมีเปิดไฟเป็นสีๆสลับกัน

การเดินทางมาที่นี่ แค่ได้รูปนี้รูปเดียวก็คุ้มแล้ว…… มีเรื่องเสียดายคือพลาดเองที่ไม่ได้พกขาตั้งไป ทำให้ต้องดัน ISO สูงมาก แล้วถ่ายแบบ hand held ทำให้รูปที่ได้มาเบลออีกด้วย

ตรง Pier นี่ลมดีมาก ถึงแม้จะมาตอนหน้าร้อนก็เย็นสบาย ถ้ามาหน้าหนาวนี่อาจจะต้องพกเสื้อกันลมมาด้วย
พอได้รูปสมใจอยาก เราก็เดินเท้าต่อไปยัง Cosmo World ซึ่งเป็นที่ตั้งของชิงช้าสวรรค์ในรูปกัน

DSC01155

ระหว่างที่เดินไป เจอน้องหมาตัวใหญ่มากกกกกก … ดูขนาดเทียบกับผู้หญิงคนนั้นสิ -__-”

DSC01168

ผ่านไปตรงห้าง YOKOHAMA WORLD PORTERS  เราเลยได้โอกาสแวะเข้าห้องน้ำ

DSC01171 DSC01204

ถึงแล้ววว Cosmo World …. เป็นสวนสนุกที่ร้างสุดๆ จากที่เราเดินผ่านนี่คือมีคนเล่นน้อยมาก

พอเดินผ่านเครื่องเล่นจนครบแล้ว เราก็เดินต่อไปขึ้นรถไฟกลับโตเกียว นั่ง JR สวยๆ สบายๆ กลับบ้าน
DSC01103

TOKYO 2015 : #8 YOKOHAMA

Yokohama เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่คนส่วนใหญ่มักจะจัดโปรแกรมไว้คู่กับ Kamakura อยู่แล้ว เพราะเป็นเมืองที่อยู่ใกล้ๆกัน

การเดินทางจาก Kamakura ถึง Yokohama ใช้เวลาแป๊บเดียว สองเมืองนี้มีรถไฟ JR Yokosuka Line  วิ่งผ่าน และรถไฟก็มีบ่อยมาก ประมาณทุก 10-20 นาที

ที่เที่ยวในเมือง Yokohama มีหลายที่ แต่ที่เห็นชอบไปกันก็จะมี  Ramen Museum และ Cup Noodles Museum  ที่จะสามารถไปหาของกินได้  แต่เราไม่ได้ไป แผนมีแค่มาเดิน China Town แล้วก็ไปถ่ายรูปตอนกลางคืน

DSC01056

การเดินทางไป China Town ไม่ใช่เรื่องยาก แค่ขึ้นรถสาย Minatomirai Line จากสถานีโยโกฮาม่า ไปที่สถานี Motomachi-Chukagai Station จากนั้นก็เดินออกตามป้ายบอกทาง แค่นี้ก็ถึงแล้ว

DSC01059 DSC01083

China Town ค่อนข้างเล็ก มีถนนหลักแค่หนึ่งอัน แล้วก็ซอยย่อยๆนิดหน่อย เดินไม่นานก็ทั่ว

เมืองนี้เห็นสายไฟห้อยระโยงระยาง แต่ก็ยังห่างชั้นถ้าเทียบกับกรุงเทพ

DSC01080

DSC01074

แวะซื้อขนมกินเพลินๆที่ร้านนี้

DSC01071DSC01086

ส่วนร้านแพนด้าปากกว้างนี่ จ้องมาจาก Google Street View ตั้งแต่อยู่เมืองไทย ยังไงก็ต้องหาให้เจอ

ร้านเค้าขายอะไรไม่รู้ เพราะไม่ได้เดินเข้าไป แค่ถ่ายรูปด้านหน้าพอละ

DSC01094

ทีนี้ก็ได้เวลาลองเสี่ยวหลงเปา

สรุปว่าไม่ค่อยอร่อย จบ

DSC01100

พอตกเย็นก็ได้เวลาเดินทางไปสู่จุดหมายสูงสุดของเมืองนี้

DSC01104

นั่นก็คือ Osanbashi Pier จร้า เดินกันขาลาก ไกลกว่าที่คิดไว้พอควร

DSC01127

เรามาตั้งใจถ่ายรูป ชิงช้าสวรรค์ของสวนสนุก Cosmo World  โดยที่ตั้งแต่ช่วงทุ่มกว่าๆ ตัวชิงช้าสวรรค์ก็จะมีเปิดไฟเป็นสีๆสลับกัน

การเดินทางมาที่นี่ แค่ได้รูปนี้รูปเดียวก็คุ้มแล้ว…… มีเรื่องเสียดายคือพลาดเองที่ไม่ได้พกขาตั้งไป ทำให้ต้องดัน ISO สูงมาก แล้วถ่ายแบบ hand held ทำให้รูปที่ได้มาเบลออีกด้วย

ตรง Pier นี่ลมดีมาก ถึงแม้จะมาตอนหน้าร้อนก็เย็นสบาย ถ้ามาหน้าหนาวนี่อาจจะต้องพกเสื้อกันลมมาด้วย
พอได้รูปสมใจอยาก เราก็เดินเท้าต่อไปยัง Cosmo World ซึ่งเป็นที่ตั้งของชิงช้าสวรรค์ในรูปกัน

DSC01155

ระหว่างที่เดินไป เจอน้องหมาตัวใหญ่มากกกกกก … ดูขนาดเทียบกับผู้หญิงคนนั้นสิ -__-”

DSC01168

ผ่านไปตรงห้าง YOKOHAMA WORLD PORTERS  เราเลยได้โอกาสแวะเข้าห้องน้ำ

DSC01171 DSC01204

ถึงแล้ววว Cosmo World …. เป็นสวนสนุกที่ร้างสุดๆ จากที่เราเดินผ่านนี่คือมีคนเล่นน้อยมาก

พอเดินผ่านเครื่องเล่นจนครบแล้ว เราก็เดินต่อไปขึ้นรถไฟกลับโตเกียว นั่ง JR สวยๆ สบายๆ กลับบ้าน
DSC01103

TOKYO 2015 : #7 KAMAKURA

DSC00887

วันนี้ไปนอกโตเกียวกันบ้าง จุดหมายแรกคือเมือง Kamakura

กล่าวถึงเมืองนี้ คนไปเที่ยวโตเกียวส่วนใหญ่ก็น่าจะมีบรรจุอยู่ในแผนอยู่แล้วล่ะ เพราะมี Daibutsu เป็นที่ท่องเที่ยวหลัก

แต่เราอยากแนะนำอีกจุดหมาย ที่อยู่แถวๆนั้น นั่นคือไปดูป่าไผ่ที่วัด Hokokuji

DSC00885

การเดินทางไปคามาคุระนั้นง่ายพอๆกับเดินหาร้าน 7-11 แค่นั่ง Sobu Line ที่เป็น Limited Express ต่อเดียวถึง
ปรกติเวบทั่วไปจะแนะนำบอกว่าให้ขึ้น  JR Yokosuka Line ซึ่งเริ่มจากสถานีโตเดียว แต่เหมือนกับว่าไอ้สายนี้ มันคือ Sobu Line เปลี่ยนชื่อ หลังจากผ่านสถานีโตเกียวแล้วนั่นแหละ

DSC00889DSC00895

พอไปถึงคามาคุระเรียบร้อยแล้ว ก็ออกมาหน้าสถานี ต่อรถเมล์เบอร์ 23/24/36 ไปลงหน้าวัด จากนั้นข้ามถนนไปฝั่งตรงข้าม แล้วเดินเข้าซอยไปสักพัก จะพบทางเข้าวัดอยู่ด้านขวามือ


DSC00898

ที่นี่มีค่าเข้าชมสวน 200 ¥ และถ้าอยากทานชาเขียวด้วย ก็ต้องจ่ายอีก 500 ¥ ซึ่งชานี่ต้องซื้อพร้อมตั๋วเท่านั้น เข้าไปจ่ายข้างในไม่ได้นะ

DSC00905DSC00924DSC00978DSC00930DSC00934DSC00981

ส่วนตัวแล้ว ชอบป่าไผ่ที่นี่มาก ถึงแม้จะขนาดเล็กนิดเดียว
เราใช้เวลาอยู่ที่นี่กันเป็นชั่วโมงเลย

DSC00988

ออกจากวัดแล้วก็ย้อนกลับไปขึ้นรถเมล์ แต่รถเมล์มันก็ไม่ยอมมาตามเวลาที่แปะไว้ตรงป้าย
ตอนแรกนึกว่าต้องเดินกลับคามาคุระเองซะแล้ว -__-”  แต่เห็นว่ามีเพื่อนร่วมชะตากรรมหลายคน เลยทนรอจนรถมารับ

DSC00999DSC01007DSC01014

กลับมาถึงสถานี เราก็ไปหาข้าวกลางวันกินตรงถนน Komachi Dori ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับสถานี ปิดท้ายด้วยไอติมบาสกิ้น
อากาศร้อนขนาดนี้ ขอกินหน่อยละกันนะ

DSC01016

ช่วงบ่ายเริ่มด้วยการเดินทางไปวัด Kōtoku-in เพื่อชม Daibutsu
ต้องขึ้นรถไฟ Enoshima จากสถานีคามาคุระ ไปที่สถานี Hase แล้วเดินต่อไปอีก 10 นาที
DSC01022DSC01026

เดินทางมาวัดนี่ง่ายมาก เพราะคนส่วนใหญ่ไปทางไหน เราก็ไปทางนั้นแหละ

DSC01028DSC01054

ค่าเข้าชม 200 ¥

นักท่องเที่ยวเพียบ แดดร้อน แถมไม่ได้เอาขาตั้งกล้องไป  เลยอดใช้เทคนิคถ่ายหลายๆรูปเอามาซ้อนกัน

DSC01041

ไม่ได้ทำอะไรมากนอกจากนั่งพักเหนื่อย
จากนั้นได้เวลาเดินทางกลับคามาคุระ แล้วก็ต่อรถไฟไปเมือง Yokohama

TOKYO 2015 : #7 KAMAKURA

DSC00887

วันนี้ไปนอกโตเกียวกันบ้าง จุดหมายแรกคือเมือง Kamakura

กล่าวถึงเมืองนี้ คนไปเที่ยวโตเกียวส่วนใหญ่ก็น่าจะมีบรรจุอยู่ในแผนอยู่แล้วล่ะ เพราะมี Daibutsu เป็นที่ท่องเที่ยวหลัก

แต่เราอยากแนะนำอีกจุดหมาย ที่อยู่แถวๆนั้น นั่นคือไปดูป่าไผ่ที่วัด Hokokuji

DSC00885

การเดินทางไปคามาคุระนั้นง่ายพอๆกับเดินหาร้าน 7-11 แค่นั่ง Sobu Line ที่เป็น Limited Express ต่อเดียวถึง
ปรกติเวบทั่วไปจะแนะนำบอกว่าให้ขึ้น  JR Yokosuka Line ซึ่งเริ่มจากสถานีโตเดียว แต่เหมือนกับว่าไอ้สายนี้ มันคือ Sobu Line เปลี่ยนชื่อ หลังจากผ่านสถานีโตเกียวแล้วนั่นแหละ

DSC00889DSC00895

พอไปถึงคามาคุระเรียบร้อยแล้ว ก็ออกมาหน้าสถานี ต่อรถเมล์เบอร์ 23/24/36 ไปลงหน้าวัด จากนั้นข้ามถนนไปฝั่งตรงข้าม แล้วเดินเข้าซอยไปสักพัก จะพบทางเข้าวัดอยู่ด้านขวามือ


DSC00898

ที่นี่มีค่าเข้าชมสวน 200 ¥ และถ้าอยากทานชาเขียวด้วย ก็ต้องจ่ายอีก 500 ¥ ซึ่งชานี่ต้องซื้อพร้อมตั๋วเท่านั้น เข้าไปจ่ายข้างในไม่ได้นะ

DSC00905DSC00924DSC00978DSC00930DSC00934DSC00981

ส่วนตัวแล้ว ชอบป่าไผ่ที่นี่มาก ถึงแม้จะขนาดเล็กนิดเดียว
เราใช้เวลาอยู่ที่นี่กันเป็นชั่วโมงเลย

DSC00988

ออกจากวัดแล้วก็ย้อนกลับไปขึ้นรถเมล์ แต่รถเมล์มันก็ไม่ยอมมาตามเวลาที่แปะไว้ตรงป้าย
ตอนแรกนึกว่าต้องเดินกลับคามาคุระเองซะแล้ว -__-”  แต่เห็นว่ามีเพื่อนร่วมชะตากรรมหลายคน เลยทนรอจนรถมารับ

DSC00999DSC01007DSC01014

กลับมาถึงสถานี เราก็ไปหาข้าวกลางวันกินตรงถนน Komachi Dori ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับสถานี ปิดท้ายด้วยไอติมบาสกิ้น
อากาศร้อนขนาดนี้ ขอกินหน่อยละกันนะ

DSC01016

ช่วงบ่ายเริ่มด้วยการเดินทางไปวัด Kōtoku-in เพื่อชม Daibutsu
ต้องขึ้นรถไฟ Enoshima จากสถานีคามาคุระ ไปที่สถานี Hase แล้วเดินต่อไปอีก 10 นาที
DSC01022DSC01026

เดินทางมาวัดนี่ง่ายมาก เพราะคนส่วนใหญ่ไปทางไหน เราก็ไปทางนั้นแหละ

DSC01028DSC01054

ค่าเข้าชม 200 ¥

นักท่องเที่ยวเพียบ แดดร้อน แถมไม่ได้เอาขาตั้งกล้องไป  เลยอดใช้เทคนิคถ่ายหลายๆรูปเอามาซ้อนกัน

DSC01041

ไม่ได้ทำอะไรมากนอกจากนั่งพักเหนื่อย
จากนั้นได้เวลาเดินทางกลับคามาคุระ แล้วก็ต่อรถไฟไปเมือง Yokohama