2110327 Algorithm Design, first semester, 2558

Essential

Lecture Log

(2015-08-17 & 2015-08-19) Algorithm Analysis

Slide: หน้า 121 ถึง หน้า 195 (ยังไม่ต้องดูหัวข้อการวิเคราะห์การทำงานแบบเรียกซ้ำ หน้า 196 เป็นต้นไป)
Video: ให้ดูวีดีโอ ในหัวข้อ 2. การวิเคราะห์เชิงเส้นกำกับ เรื่อง การวิเคราะห์แบบทดลอง, การใช้คำสั่งตัวแทน, การวิเคราะห์แบบคณิตวิเคราะห์, การเปรียบเทียบผลการวิเคราะห์, ทบทวนสูตรคณิตศาสตร์, อัตราการเติบโตของฟังก์ชัน, สัญกรณ์เชิงเส้นกำกับ, ตัวอย่าง

File attachments: 

ACM ICPC 2015

Pre-Contest training

File attachments: 

Grad Seminar

Download the slide & related material here

Grad Seminar 2015

File attachments: 
Attachment Size
grad_seminar.pptx 84.27 KB

TOKYO 2015 : #5 AKIHABARA X ONE PIECE สวรรค์ของคนชอบเกมส์และการ์ตูน

สวัสดีกันด้วย Monster สุดรัก เจ้าตัวนี้คือ Slime เป็น Monster ตัวแรกที่จะต้องเจอ สำหรับคนที่เล่นเกม Dragon Quest (คล้ายๆกับเจ้า Poring ของ Ragnarok)  เป็นสิ่งที่เห็นแล้วทำให้นึกถึงวัยเด็กของตัวเอง <3 <3

อากิฮาบาร่า เป็นความฝันสูงสุดของผู้ที่รักเกมส์และการ์ตูนญี่ปุ่น ไม่ว่าใครก็ต้องอยากมาสัมผัสบรรยากาศของดินแดนลึกลับแห่งนี้

ส่วนตัวแล้วได้เริ่มเล่นเกมมาตั้งแต่ยุคเครื่อง Famicom  และเล่นเกม RPG มาตั้งแต่ Dragon Quest I และ Final Fantasy I ตอนที่ยังมี Enix และ Square เป็นคู่แข่งกัน เด็กรุ่นหลังๆคงนึกไม่ออกแล้วว่ามันเป็นยังไง

DSC00419

การเดินทางไปอากิฮาบาร่าทำได้ง่ายมาก ขึ้นรถไฟ JR Yamanote Line นั่งไปยังไงก็ถึง แล้วเดินออกตรง Electronic Town Exit

DSC00488

ปัจจุบัน ความเป็น Electronic Town ของที่นี่ลดลงเรื่อยๆ แต่ก็ยังพอมีอยู่บ้าง

DSC00430 DSC00424

เริ่มแรก กองทัพต้องเดินด้วยท้อง วางแผนมาทานแกงกะหรี่ร้าน Go Go Curry ! ที่เป็นร้านแฟรนไชด์เหมือน Yoshinoya นั่นแหละ ขายแต่แกงกะหรี่ รสชาติพอใช้ได้ ราคาไม่แพง เท่าที่สังเกตุลูกค้า 100% เป็นผู้ชายอายุไม่เยอะ มาคนเดียวทั้งสิ้น ไม่เห็นผู้หญิงเดินเข้ามาทานแม้แต่คนเดียว

DSC00481

ร้านค้าส่วนใหญ่จะตกแต่งด้วยตัวการ์ตูน สีสันสวยงาม

DSC00472

เนื่องจากเป็นวันหยุด เจอคนเยอะมากๆ คิดว่าถ้ามาวันธรรมดา คนไม่น่าแน่นขนาดนี้

DSC00433

แถวนี่มี ABK48 Cafe’ สำหรับติ่งนักร้องสาวๆวงนี้มากราบไหว้บูชา

DSC00459

แต่สำหรับเรา เรามาติ่งสิ่งนี้ต่างหาก

DSC00436 DSC00437 DSC00438 DSC00439 DSC00441 DSC00443 DSC00444 DSC00445 DSC00447 DSC00448 DSC00456 DSC00458 DSC00460

Figure ของตัวละครจากการ์ตูนเรื่อง One Piece  คือถ้ามีเงินนี่ จะซื้อหมดทุกตัวเลยฮะ

DSC00506

หลังจากได้ชื่นชมกับ One Piece จนพอใจแล้ว เราก็เดินไปห้าง Yodobashi-Akiba ซึ่งเป็นห้างขายของใช้ไฟฟ้าที่ใหญ่มากๆ เท่าที่ไปคือใหญ่ที่สุดในโตเกียวแล้ว เทียบจากจำนวนและความหลากหลายของสิ่งที่วางขาย เรียกว่าถ้าไม่มีขายที่นี่ ก็แทบไม่ต้องไปตามหาที่อื่นแล้ว เพราะไม่มีค่อนข้างชัวร์

สำหรับสินค้าที่นี่ วางขายราคาเต็ม แต่จะมี VAT Refund 8% ถ้าซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าราคาเกินหมื่นเยน และถ้าใช้บัตรวีซ่า จะมีส่วนลดอีก 6% ซึ่งเป็นโปรโมชั่นพิเศษของช่วงนี้ (ปรกติ 5%) แต่ถ้าจะซื้อกล้องหรือเลนส์ แนะนำให้ไปร้าน MapCamera ที่ Shinjuku  เพราะคิดไปคิดมา สุดท้ายแล้วราคาถูกกว่า

DSC00479

ช่วงนี้มีการเอา Dragon Quest VIII มาทำรีเมคลงเครื่อง 3DS เลยมีบูทโฆษณาอยู่

DSC00476

ส่วนเจ้าตัวนี้เป็นตัวละครที่เรียกว่าดังมาก แต่น่าสงสารที่สุด เพราะทุกคนเรียกเค้าว่า Zelda  แต่หารู้ไม่ว่าเจ้าตัวนี้ชื่อ Link จ้า  ส่วน Zelda นั่นมันชื่อเจ้าหญิง

ค่อนข้างมั่นใจว่าถ้าถามคนทั่วๆไปว่าไอ้ตัวนี้ชื่ออะไร อย่างน้อย 99% ที่ตอบได้ จะตอบว่าชื่อ Zelda

DSC00501

ใช้เวลาเดินวนไปวนมา เข้าร้านนั้น ออกร้านนี้อยู่ครึ่งวัน ยังไม่ค่อยสาแก่ใจ แต่ก็ได้เวลาไปที่อื่นต่อแล้ว

เชื่อว่าชีวิตนี้ คงยังได้กลับมาที่นี่อีกหลายครั้ง

TOKYO 2015 : #5 AKIHABARA X ONE PIECE สวรรค์ของคนชอบเกมส์และการ์ตูน

สวัสดีกันด้วย Monster สุดรัก เจ้าตัวนี้คือ Slime เป็น Monster ตัวแรกที่จะต้องเจอ สำหรับคนที่เล่นเกม Dragon Quest (คล้ายๆกับเจ้า Poring ของ Ragnarok)  เป็นสิ่งที่เห็นแล้วทำให้นึกถึงวัยเด็กของตัวเอง ❤ ❤

อากิฮาบาร่า เป็นความฝันสูงสุดของผู้ที่รักเกมส์และการ์ตูนญี่ปุ่น ไม่ว่าใครก็ต้องอยากมาสัมผัสบรรยากาศของดินแดนลึกลับแห่งนี้

ส่วนตัวแล้วได้เริ่มเล่นเกมมาตั้งแต่ยุคเครื่อง Famicom  และเล่นเกม RPG มาตั้งแต่ Dragon Quest I และ Final Fantasy I ตอนที่ยังมี Enix และ Square เป็นคู่แข่งกัน เด็กรุ่นหลังๆคงนึกไม่ออกแล้วว่ามันเป็นยังไง

DSC00419

การเดินทางไปอากิฮาบาร่าทำได้ง่ายมาก ขึ้นรถไฟ JR Yamanote Line นั่งไปยังไงก็ถึง แล้วเดินออกตรง Electronic Town Exit

DSC00488

ปัจจุบัน ความเป็น Electronic Town ของที่นี่ลดลงเรื่อยๆ แต่ก็ยังพอมีอยู่บ้าง

DSC00430 DSC00424

เริ่มแรก กองทัพต้องเดินด้วยท้อง วางแผนมาทานแกงกะหรี่ร้าน Go Go Curry ! ที่เป็นร้านแฟรนไชด์เหมือน Yoshinoya นั่นแหละ ขายแต่แกงกะหรี่ รสชาติพอใช้ได้ ราคาไม่แพง เท่าที่สังเกตุลูกค้า 100% เป็นผู้ชายอายุไม่เยอะ มาคนเดียวทั้งสิ้น ไม่เห็นผู้หญิงเดินเข้ามาทานแม้แต่คนเดียว

DSC00481

ร้านค้าส่วนใหญ่จะตกแต่งด้วยตัวการ์ตูน สีสันสวยงาม

DSC00472

เนื่องจากเป็นวันหยุด เจอคนเยอะมากๆ คิดว่าถ้ามาวันธรรมดา คนไม่น่าแน่นขนาดนี้

DSC00433

แถวนี่มี ABK48 Cafe’ สำหรับติ่งนักร้องสาวๆวงนี้มากราบไหว้บูชา

DSC00459

แต่สำหรับเรา เรามาติ่งสิ่งนี้ต่างหาก

DSC00436 DSC00437 DSC00438 DSC00439 DSC00441 DSC00443 DSC00444 DSC00445 DSC00447 DSC00448 DSC00456 DSC00458 DSC00460

Figure ของตัวละครจากการ์ตูนเรื่อง One Piece  คือถ้ามีเงินนี่ จะซื้อหมดทุกตัวเลยฮะ

DSC00506

หลังจากได้ชื่นชมกับ One Piece จนพอใจแล้ว เราก็เดินไปห้าง Yodobashi-Akiba ซึ่งเป็นห้างขายของใช้ไฟฟ้าที่ใหญ่มากๆ เท่าที่ไปคือใหญ่ที่สุดในโตเกียวแล้ว เทียบจากจำนวนและความหลากหลายของสิ่งที่วางขาย เรียกว่าถ้าไม่มีขายที่นี่ ก็แทบไม่ต้องไปตามหาที่อื่นแล้ว เพราะไม่มีค่อนข้างชัวร์

สำหรับสินค้าที่นี่ วางขายราคาเต็ม แต่จะมี VAT Refund 8% ถ้าซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าราคาเกินหมื่นเยน และถ้าใช้บัตรวีซ่า จะมีส่วนลดอีก 6% ซึ่งเป็นโปรโมชั่นพิเศษของช่วงนี้ (ปรกติ 5%) แต่ถ้าจะซื้อกล้องหรือเลนส์ แนะนำให้ไปร้าน MapCamera ที่ Shinjuku  เพราะคิดไปคิดมา สุดท้ายแล้วราคาถูกกว่า

DSC00479

ช่วงนี้มีการเอา Dragon Quest VIII มาทำรีเมคลงเครื่อง 3DS เลยมีบูทโฆษณาอยู่

DSC00476

ส่วนเจ้าตัวนี้เป็นตัวละครที่เรียกว่าดังมาก แต่น่าสงสารที่สุด เพราะทุกคนเรียกเค้าว่า Zelda  แต่หารู้ไม่ว่าเจ้าตัวนี้ชื่อ Link จ้า  ส่วน Zelda นั่นมันชื่อเจ้าหญิง

ค่อนข้างมั่นใจว่าถ้าถามคนทั่วๆไปว่าไอ้ตัวนี้ชื่ออะไร อย่างน้อย 99% ที่ตอบได้ จะตอบว่าชื่อ Zelda

DSC00501

ใช้เวลาเดินวนไปวนมา เข้าร้านนั้น ออกร้านนี้อยู่ครึ่งวัน ยังไม่ค่อยสาแก่ใจ แต่ก็ได้เวลาไปที่อื่นต่อแล้ว

เชื่อว่าชีวิตนี้ คงยังได้กลับมาที่นี่อีกหลายครั้ง

TOKYO 2015 : #4 EDO-TOKYO MUSEUM พิพิธภัณฑ์เอโดะ-โตเกียว

ปรกติไปเที่ยวญี่ปุ่น ก็จะเน้นเที่ยวแบบดื่มด่ำกับบรรยากาศและกินซะมาก นานๆทีจะได้เข้าชมพิพิธภัณฑ์

วันนี้เราไปเที่ยว Edo-Tokyo Museum กัน ซึ่งอยู่ติดกับสถานีเรียวโกกุ (Ryogoku) โดยถ้าดูจากแผนที่ สถานี Ryogoku จะมีอยู่สองอัน อันแรกเป็นของ JR ส่วนอีกอันเป็นของ Toei Subway  ซึ่งตัวสถานีไม่ได้เชื่อมกัน แต่ก็มาได้ทั้งคู่

https://www.edo-tokyo-museum.or.jp/en/

เวลาเปิด 9:30 – 17:30 (วันเสาร์:9:30 – 19:30)

พิพิธภัณฑ์ปิดทุกวันจันทร์ แต่ถ้าวันจันทร์เป็นวันหยุด ก็จะเลื่อนไปปิดวันอังคารแทน

ค่าเข้าชม 600 ¥   โดยที่ซื้อตัวจากชั้น 1 และขึ้นลิฟท์ไปชมพิพิธภัณฑ์ที่ชั้น 6DSC00250DSC00253

เนื่องจากพิพิธภัณฑ์อยู่ใกล้บ้าน เราก็เลยเดินไปได้ ไม่ต้องพึ่งรถไฟ  วันที่เราไปเป็นวันจันทร์ ซึ่งเป็นวันหยุดของญี่ปุ่น พิพิธภัณฑ์เปิด

เพื่อให้การเข้าชมสนุกมากขึ้น แนะนำให้ไปขอฟรีไกด์ทัวร์ จะมีคุณลุงญี่ปุ่น ที่พูดภาษาอังกฤษได้ดีมากคอยพาเที่ยว

DSC00259

ก่อนเข้าไปด้านใน จะมีล็อคเกอร์ให้ฝากของได้ ฟรี (แต่ต้องใช้เหรียญ 100 เยนหยอดเพื่อล็อค-และได้คืนตอนเอาของออก) ก็แนะนำให้ใช้บริการ จะได้เดินเที่ยวตัวปลิว

DSC00272

เค้าเตอร์ไกด์ทัวร์อยู่ตรงนี้ (จุดที่ยืนถ่ายรูป) ส่วนสะพานในรูปคือสะพาน Nihonbashi ซึ่งเป็นสะพานหลักในการคมนาคมในสมัยเอโดะซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆสถานีโตเกียว แต่ปัจจุบันสะพานนี้ได้เปลี่ยนเป็นสะพานหินไปเรียบร้อยแล้วDSC00293

ข้ามสะพานไป ก็จะเจอกับ Model จำลองเมืองในสมัยนั้น ไกด์บอกว่าตุ๊กตาตัวเล็กๆนี่ทำแบบ hand made และมีราคาตัวละ 300 $

ลองนับดูว่ามีกี่ตัว

DSC00285DSC00288DSC00280

เป็น Model ที่จำลองความเป็นอยู่ของชาวบ้านออกมาได้ดีมากๆ  ในเมืองมีทั้งซามูไร ชาวบ้าน พ่อค้าแม่ค้า เด็ก และคนแสดงการละเล่นต่างๆ ถึงจุดนี้อยากได้เลนส์ Macro ไปถ่ายรูปขึ้นมาทันที

DSC00301

ถัดไปจะเป็น Model จำลองบ้านของไดเมียว (ขุนนาง) ในสมัยนั้น ถ้านับตอนนี้ก็คงเป็นพวกรัฐมนตรีและปลัดกระทรวงนั่นแหละ โดยบ้านมีพื้นที่ค่อนข้างใหญ่โต  เสียดายที่ในปัจจุบัน ไม่มีบ้านไดเมียวของเก่าเก็บเหลืออยู่แล้ว คิดว่าน่าจะถูกทำลายไปหมด ตอนช่วงเปลี่ยนมายุคเมจิ

ไหนๆก็ท้าวความไปบ้างแล้ว ขอเล่าเกร็ดความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นในยุคเอโดะ แบบเรียบเรียงเองให้ฟัง

ยุคเอโดะเป็นยุคที่มีการปกครองโดยโชกุน ซึ่งก็คือนักรบระดับนายพลที่มีกองกำลังใหญ่ที่สุดในขณะนั้น ส่วนจักพรรดินั้นก็มีอยู่ แต่ไม่ได้มีอำนาจอะไร เป็นแค่ icon อย่างนึง แปลว่าไม่มีคนอยากเป็นจักรพรรดิ แต่ทุกคนอยากแย่งกันเป็นโชกุน

โชกุนที่ปกครองเอโดะมาจากตระกูลโตกุกาว่า โดยเริ่มที่โตกุกาว่า อิเอยาสึเป็นคนแรก  และสืบทอดต่อมาในวงลูกหลาน  เอโดะเป็นยุคสมัยที่ญี่ปุ่นปิดประเทศโดยสมบูรณ์ และเป็นช่วงที่ประเทศเจริญมาก แต่อย่างไรก็ตาม การปกครองแบบโชกุนนั้น ก็ยังเป็นการปกครองแบบแบ่งชนชั้น ซึ่งประกอบไปด้วยซามูไร ชาวนา และพ่อค้า/ศิลปิน คนเกิดมาอย่างไร ก็เป็นแบบนั้น เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ยกเว้นกรณีพิเศษจริงๆ เช่นมีซามูไรรับไปเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม เด็กคนนั้นก็จะถือเป็นชนชั้นซามูไรไปในทันที

ยุคเอโดะมาจบลงเพราะการแบ่งชนชั้นและการปิดประเทศเป็นเวลานานเกินไป เหล่าคนที่โดนกดขี่และคนที่มีการศึกษาจากต่างแดน อยากให้ญี่ปุ่นเปิดประเทศ และเปลี่ยนให้ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน นอกจากนั้นยังเป็นการฟื้นฟูตระกูลจักรพรรดิ ให้มีโอกาสลืมตาอ้าปากมากขึ้นอีกด้วย ด้วยการต่อสู้อันยาวนาน ฝ่ายญี่ปุ่นใหม่ก็ชนะและล้มล้างโชกุนลงได้ พร้อมกับเปลี่ยนประเทศญี่ปุ่นไปสู่ยุคเมจิ

DSC00300

กลับมาต่อกันที่บ้านของไดเมียว อันนี้เป็นประตูด้านหน้า สำหรับคนทั่วไปใช้เข้าออก

DSC00296

และแต่ละบ้านจะต้องมีอีกประตูนึง เอาไว้ให้โชกุนใช้สำหรับเข้าออกโดยเฉพาะอีกด้วย

ที่ระบอบโชกุนของเอโดะแข็งแรงและยั่งยืนได้ถึง 260 ปี โดยไม่มีการเปลี่ยนอำนาจไปสู่ตระกูลอื่นดังเช่นยุคที่ผ่านมานั้น ก็เพราะนโยบายการเมืองอันชาญฉลาด ที่จะบังคับให้ครอบครัวของไดเมียวทุกคน ต้องอยู่ในเมืองหลวง และให้ไดเมียวอยู่กับครอบครัวที่เมืองหลวง 1 ปี และออกไปอยู่ตามหัวเมืองอีก 1 ปี สลับไปเรื่อยๆ ซึ่งทำให้ไดเมียวไม่สามารถสร้างสมฐานอำนาจของตัวเองเพื่อก่อกบฏได้ นอกจากนั้นลูกเมีย ยังเหมือนโดนจับเป็นตัวประกันไว้ในเมืองตลอดเวลา ทำอะไรผิดพลาดไป ครอบครัวก็โดนฆ่าทิ้งอย่างเดียว

DSC00320

ลักษณะภายในบ้านสมัยเก่า

DSC00395

โมเดลจำลองการค้าขายทางเรือสมัยเอโดะ

DSC00330

โฉมหน้าของโตกุกาว่า อิเอยาสึ ผู้ต่อตั้งยุดเอโดะ

DSC00313

ชั้นล่างของพิพิธพันฑ์จัดเป็นโรงละคร (คาบูกิ)  ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับศิลปินใช้แสดงความสามารถ ว่ากันว่าตั๋วเข้าชมคาบูกิระดับแนวหน้าในสมัยนั้นมีราคาสูงเป็นหลัก 1000 $ เลยทีเดียว

COMBINE0002

นักแสดงคาบูกิสมัยนั้นก็จะแต่งตัวสวยงาม และทาหน้าสีขาว ซึ่งว่ากันว่าสารสีขาวที่ใช้สมัยก่อนมีส่วนผสมของโลหะหนัก ทำให้บั้นปลายชีวิตของคาบูกิเป็นอะไรที่ทรมาณมาก

DSC00257

ชั้นล่างของตัวพิพิธภัณ์ส่วนอื่นๆ เป็นการแสดงวิถีชีวิตคนญี่ปุ่นในยุคเมจิ ซึ่งไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจมากนัก ถ้าเทียบกับยุคเอโดะ เลยไม่มีอะไรจะเล่าให้ฟัง

TOKYO 2015 : #4 EDO-TOKYO MUSEUM พิพิธภัณฑ์เอโดะ-โตเกียว

ปรกติไปเที่ยวญี่ปุ่น ก็จะเน้นเที่ยวแบบดื่มด่ำกับบรรยากาศและกินซะมาก นานๆทีจะได้เข้าชมพิพิธภัณฑ์

วันนี้เราไปเที่ยว Edo-Tokyo Museum กัน ซึ่งอยู่ติดกับสถานีเรียวโกกุ (Ryogoku) โดยถ้าดูจากแผนที่ สถานี Ryogoku จะมีอยู่สองอัน อันแรกเป็นของ JR ส่วนอีกอันเป็นของ Toei Subway  ซึ่งตัวสถานีไม่ได้เชื่อมกัน แต่ก็มาได้ทั้งคู่

https://www.edo-tokyo-museum.or.jp/en/

เวลาเปิด 9:30 – 17:30 (วันเสาร์:9:30 – 19:30)

พิพิธภัณฑ์ปิดทุกวันจันทร์ แต่ถ้าวันจันทร์เป็นวันหยุด ก็จะเลื่อนไปปิดวันอังคารแทน

ค่าเข้าชม 600 ¥   โดยที่ซื้อตัวจากชั้น 1 และขึ้นลิฟท์ไปชมพิพิธภัณฑ์ที่ชั้น 6DSC00250DSC00253

เนื่องจากพิพิธภัณฑ์อยู่ใกล้บ้าน เราก็เลยเดินไปได้ ไม่ต้องพึ่งรถไฟ  วันที่เราไปเป็นวันจันทร์ ซึ่งเป็นวันหยุดของญี่ปุ่น พิพิธภัณฑ์เปิด

เพื่อให้การเข้าชมสนุกมากขึ้น แนะนำให้ไปขอฟรีไกด์ทัวร์ จะมีคุณลุงญี่ปุ่น ที่พูดภาษาอังกฤษได้ดีมากคอยพาเที่ยว

DSC00259

ก่อนเข้าไปด้านใน จะมีล็อคเกอร์ให้ฝากของได้ ฟรี (แต่ต้องใช้เหรียญ 100 เยนหยอดเพื่อล็อค-และได้คืนตอนเอาของออก) ก็แนะนำให้ใช้บริการ จะได้เดินเที่ยวตัวปลิว

DSC00272

เค้าเตอร์ไกด์ทัวร์อยู่ตรงนี้ (จุดที่ยืนถ่ายรูป) ส่วนสะพานในรูปคือสะพาน Nihonbashi ซึ่งเป็นสะพานหลักในการคมนาคมในสมัยเอโดะซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆสถานีโตเกียว แต่ปัจจุบันสะพานนี้ได้เปลี่ยนเป็นสะพานหินไปเรียบร้อยแล้วDSC00293

ข้ามสะพานไป ก็จะเจอกับ Model จำลองเมืองในสมัยนั้น ไกด์บอกว่าตุ๊กตาตัวเล็กๆนี่ทำแบบ hand made และมีราคาตัวละ 300 $

ลองนับดูว่ามีกี่ตัว

DSC00285DSC00288DSC00280

เป็น Model ที่จำลองความเป็นอยู่ของชาวบ้านออกมาได้ดีมากๆ  ในเมืองมีทั้งซามูไร ชาวบ้าน พ่อค้าแม่ค้า เด็ก และคนแสดงการละเล่นต่างๆ ถึงจุดนี้อยากได้เลนส์ Macro ไปถ่ายรูปขึ้นมาทันที

DSC00301

ถัดไปจะเป็น Model จำลองบ้านของไดเมียว (ขุนนาง) ในสมัยนั้น ถ้านับตอนนี้ก็คงเป็นพวกรัฐมนตรีและปลัดกระทรวงนั่นแหละ โดยบ้านมีพื้นที่ค่อนข้างใหญ่โต  เสียดายที่ในปัจจุบัน ไม่มีบ้านไดเมียวของเก่าเก็บเหลืออยู่แล้ว คิดว่าน่าจะถูกทำลายไปหมด ตอนช่วงเปลี่ยนมายุคเมจิ

ไหนๆก็ท้าวความไปบ้างแล้ว ขอเล่าเกร็ดความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นในยุคเอโดะ แบบเรียบเรียงเองให้ฟัง

ยุคเอโดะเป็นยุคที่มีการปกครองโดยโชกุน ซึ่งก็คือนักรบระดับนายพลที่มีกองกำลังใหญ่ที่สุดในขณะนั้น ส่วนจักพรรดินั้นก็มีอยู่ แต่ไม่ได้มีอำนาจอะไร เป็นแค่ icon อย่างนึง แปลว่าไม่มีคนอยากเป็นจักรพรรดิ แต่ทุกคนอยากแย่งกันเป็นโชกุน

โชกุนที่ปกครองเอโดะมาจากตระกูลโตกุกาว่า โดยเริ่มที่โตกุกาว่า อิเอยาสึเป็นคนแรก  และสืบทอดต่อมาในวงลูกหลาน  เอโดะเป็นยุคสมัยที่ญี่ปุ่นปิดประเทศโดยสมบูรณ์ และเป็นช่วงที่ประเทศเจริญมาก แต่อย่างไรก็ตาม การปกครองแบบโชกุนนั้น ก็ยังเป็นการปกครองแบบแบ่งชนชั้น ซึ่งประกอบไปด้วยซามูไร ชาวนา และพ่อค้า/ศิลปิน คนเกิดมาอย่างไร ก็เป็นแบบนั้น เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ยกเว้นกรณีพิเศษจริงๆ เช่นมีซามูไรรับไปเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม เด็กคนนั้นก็จะถือเป็นชนชั้นซามูไรไปในทันที

ยุคเอโดะมาจบลงเพราะการแบ่งชนชั้นและการปิดประเทศเป็นเวลานานเกินไป เหล่าคนที่โดนกดขี่และคนที่มีการศึกษาจากต่างแดน อยากให้ญี่ปุ่นเปิดประเทศ และเปลี่ยนให้ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน นอกจากนั้นยังเป็นการฟื้นฟูตระกูลจักรพรรดิ ให้มีโอกาสลืมตาอ้าปากมากขึ้นอีกด้วย ด้วยการต่อสู้อันยาวนาน ฝ่ายญี่ปุ่นใหม่ก็ชนะและล้มล้างโชกุนลงได้ พร้อมกับเปลี่ยนประเทศญี่ปุ่นไปสู่ยุคเมจิ

DSC00300

กลับมาต่อกันที่บ้านของไดเมียว อันนี้เป็นประตูด้านหน้า สำหรับคนทั่วไปใช้เข้าออก

DSC00296

และแต่ละบ้านจะต้องมีอีกประตูนึง เอาไว้ให้โชกุนใช้สำหรับเข้าออกโดยเฉพาะอีกด้วย

ที่ระบอบโชกุนของเอโดะแข็งแรงและยั่งยืนได้ถึง 260 ปี โดยไม่มีการเปลี่ยนอำนาจไปสู่ตระกูลอื่นดังเช่นยุคที่ผ่านมานั้น ก็เพราะนโยบายการเมืองอันชาญฉลาด ที่จะบังคับให้ครอบครัวของไดเมียวทุกคน ต้องอยู่ในเมืองหลวง และให้ไดเมียวอยู่กับครอบครัวที่เมืองหลวง 1 ปี และออกไปอยู่ตามหัวเมืองอีก 1 ปี สลับไปเรื่อยๆ ซึ่งทำให้ไดเมียวไม่สามารถสร้างสมฐานอำนาจของตัวเองเพื่อก่อกบฏได้ นอกจากนั้นลูกเมีย ยังเหมือนโดนจับเป็นตัวประกันไว้ในเมืองตลอดเวลา ทำอะไรผิดพลาดไป ครอบครัวก็โดนฆ่าทิ้งอย่างเดียว

DSC00320

ลักษณะภายในบ้านสมัยเก่า

DSC00395

โมเดลจำลองการค้าขายทางเรือสมัยเอโดะ

DSC00330

โฉมหน้าของโตกุกาว่า อิเอยาสึ ผู้ต่อตั้งยุดเอโดะ

DSC00313

ชั้นล่างของพิพิธพันฑ์จัดเป็นโรงละคร (คาบูกิ)  ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับศิลปินใช้แสดงความสามารถ ว่ากันว่าตั๋วเข้าชมคาบูกิระดับแนวหน้าในสมัยนั้นมีราคาสูงเป็นหลัก 1000 $ เลยทีเดียว

COMBINE0002

นักแสดงคาบูกิสมัยนั้นก็จะแต่งตัวสวยงาม และทาหน้าสีขาว ซึ่งว่ากันว่าสารสีขาวที่ใช้สมัยก่อนมีส่วนผสมของโลหะหนัก ทำให้บั้นปลายชีวิตของคาบูกิเป็นอะไรที่ทรมาณมาก

DSC00257

ชั้นล่างของตัวพิพิธภัณ์ส่วนอื่นๆ เป็นการแสดงวิถีชีวิตคนญี่ปุ่นในยุคเมจิ ซึ่งไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจมากนัก ถ้าเทียบกับยุคเอโดะ เลยไม่มีอะไรจะเล่าให้ฟัง

TOKYO 2015 : #3 TRATTORIA BOSSO ทานอาหารอิตาเลียนแถวโตโยสุ

เนื่องจากญาติผู้ใหญ่ของทางด้านนี้ชวนเราไปรับประทานอาหารร่วมกัน และนัดเราที่ร้าน TRATTORIA BOSSO ซึ่งเป็นร้านอาหารอิตาเลียน ตั้งอยู่ที่ตึก Toyosu Front ใกล้ๆกับสถานี Toyosu ซึ่งเป็นสถานีนึงของรถไฟ Tokyo Metro สาย Yurakucho Line

DSC00194

โตโยสุเป็นเขตพัฒนาใหม่ ก็จะไม่มีบ้านเรือนแบบเก่าเหมือนแถวสุมิดะเขตที่เราพักอยู่  การพัฒนาพื้นที่ของประเทศนี้น่าสนใจมาก เพราะทางเท้าและพื้นที่สีเขียวของเค้ามีมากจริงๆ ทางเดินเท้าของเค้ากว้างพอๆกับถนนที่รถวิ่งอยู่ ให้ความสะดวกสบายกับคนที่เดินไปมา  เราเจอคนมากมายที่พาสุนัขของตัวเองออกมาเดินเล่น ออกกำลังกาย รู้สึกอิจฉาคุณภาพชีวิตของคนที่นี่ขึ้นมาทันที

DSC00195

Toyosu Front เป็นอาคารสำนักงาน ที่มีร้านอาหารอยู่ชั้นล่าง พอวันหยุด ก็เหลือแต่ร้านอาหารให้ใช้บริการกันแบบสบายๆ

DSC00197

สุนัขที่นี่เค้าคงฝึกกันมา เพราะว่ามันจะนั่งรอเจ้าของหน้าร้านหมดเลย ไม่ต้องผูกไว้เสียด้วย

DSC00202DSC00201

หน้าร้านมีเมนูเขียนไว้เพียบ แต่อ่านไม่ออก แฮ่ๆ

COMBINE0003

มื้อนี้เราเป็นแขก พกไปแค่ปากกับแขน ทำหน้าที่แค่กินทุกอย่างที่เค้าเอามาวางตรงหน้า :D

DSC00209

ที่ขาดไม่ได้เลยก็คงจะเป็นเบียร์และไวน์ คนที่นี่ทานแอลกอฮอล์กันแทนน้ำ คอแข็งกันหมด เรากินได้นิดๆหน่อยๆ  พอเป็นพิธี

DSC00211

แต่เดี๋ยว !!! เบียร์ไร้แอลกอฮอล์เค้าก็มีฮะ เหมาะสำหรับเด็กและสตรีมีครรภ์ :)

DSC00213

ถึงแม้จะเป็นร้านอาหารอิตาเลียน แต่วัตถุดิบทั้งหมด มาจากรอบๆโตเกียวนี่เอง ไม่ได้ Import มาจากต่างประเทศแต่อย่างใด

DSC00191

ปิดท้ายกันด้วยรูปศิลปะ ที่อยู่ในสถานีโตโยสุ

TOKYO 2015 : #3 TRATTORIA BOSSO ทานอาหารอิตาเลียนแถวโตโยสุ

เนื่องจากญาติผู้ใหญ่ของทางด้านนี้ชวนเราไปรับประทานอาหารร่วมกัน และนัดเราที่ร้าน TRATTORIA BOSSO ซึ่งเป็นร้านอาหารอิตาเลียน ตั้งอยู่ที่ตึก Toyosu Front ใกล้ๆกับสถานี Toyosu ซึ่งเป็นสถานีนึงของรถไฟ Tokyo Metro สาย Yurakucho Line

DSC00194

โตโยสุเป็นเขตพัฒนาใหม่ ก็จะไม่มีบ้านเรือนแบบเก่าเหมือนแถวสุมิดะเขตที่เราพักอยู่  การพัฒนาพื้นที่ของประเทศนี้น่าสนใจมาก เพราะทางเท้าและพื้นที่สีเขียวของเค้ามีมากจริงๆ ทางเดินเท้าของเค้ากว้างพอๆกับถนนที่รถวิ่งอยู่ ให้ความสะดวกสบายกับคนที่เดินไปมา  เราเจอคนมากมายที่พาสุนัขของตัวเองออกมาเดินเล่น ออกกำลังกาย รู้สึกอิจฉาคุณภาพชีวิตของคนที่นี่ขึ้นมาทันที

DSC00195

Toyosu Front เป็นอาคารสำนักงาน ที่มีร้านอาหารอยู่ชั้นล่าง พอวันหยุด ก็เหลือแต่ร้านอาหารให้ใช้บริการกันแบบสบายๆ

DSC00197

สุนัขที่นี่เค้าคงฝึกกันมา เพราะว่ามันจะนั่งรอเจ้าของหน้าร้านหมดเลย ไม่ต้องผูกไว้เสียด้วย

DSC00202DSC00201

หน้าร้านมีเมนูเขียนไว้เพียบ แต่อ่านไม่ออก แฮ่ๆ

COMBINE0003

มื้อนี้เราเป็นแขก พกไปแค่ปากกับแขน ทำหน้าที่แค่กินทุกอย่างที่เค้าเอามาวางตรงหน้า ”</p

TOKYO 2015 : #2 HARAJUKU, MEIJI SHRINE เที่ยวฮาราจูกุและเมจิไชรน์ในวันที่อากาศร้อนระอุ

DSC00064DSC00066

วันแรกเป็นวันอาทิตย์ เลยตัดสินใจไปฮาราจูกุก่อน เผื่อเจอเด็กๆ แต่งคอสเพลย์

นั่งรถไฟ JR ไปโผล่ที่สถานี Harajuku ซึ่งคนเยอะเต็มสถานีไปหมด ต้องค่อยๆไหลไปตามกระแสคน

DSC00068 DSC00069

ไปถึงก็หาของกินรองท้องที่ Yoshinoya เป็นอย่างแรก ได้ข้าวหน้าหมูกับข้าวหน้าเนื้อหน้าตาประหลาดมา

DSC00070

เชคเมนูภาษาอังกฤษแล้วมันก็มีให้สั่งแค่ Gyu Don กับ Grilled Pork Bowl …  แปลว่าไม่ได้สั่งผิด

แต่ไหงสั่งแล้วออกมาเป็นแบบนี้ก็ไม่รู้  สรุปว่า Lost in Translation เหมือนเดิม …

DSC00145

แวะเข้าไปที่ Takeshita Street แว๊บๆ แล้วก็ย้อนกลับออกมาที่เดิม

จริงๆแล้วไอ้ซอยนี้มันก็ไม่เห็นมีอะไรเลยนะ ไม่รู้ทำไมฮิตจัง

DSC00088 DSC00089

ไปลุย  Meiji Shrine กันดีกว่า นักท่องเที่ยวเดินกันฝุ่นตลบ

แถมวันนี้อากาศร้อนเวอร์ๆ เดินไปเหงื่อท่วมตัว

DSC00099 DSC00108ถึงตัว Shrine แล้วเราก็ไปโยนเหรียญ 1 เยนขอพร  :D


DSC00114-2

ระหว่างนั้นเจองานแต่งงานพอดี  น่าสงสารเจ้าบ่าวและเจ้าสาวจริงๆ ร้อนขนาดนี้ยังจะต้องบิ้วอารมณ์มายิ้มแย้มแจ่มใสอีก


DSC00132-2 DSC00142

หลังจากดูรอบๆจนพอใจ ก็ไปตากแอร์ในร้านขายของฝากจนตัวแห้ง แล้วก็เดินออกมา เป็นอันจบพิธี

จากเมจิไชรน์เราเดินต่อไปยังย่าน Champs-Élysées ของโตเกียว ซึ่งก็คือ Omotesando

DSC00156

ถนนตรงย่าน Omotesando เต็มไปด้วยร้านแบรนด์ชั้นนำตั้งเรียงรายตลอดสองฝั่ง

DSC00155

เห็นเป็นย่านช๊อปปิ้ง ก็ต้องเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว …  ตอนอ่านข้อมูลมา ไม่นึกว่าคนจะเยอะขนาดนี้

DSC00148 DSC00151

ห้างกระจกนี่คือตึก Tokyu Plaza  อยู่ตรงสถานี Meijijingumae Station

DSC00168

ถ่ายรูปเสร็จก็ได้เวลาเดินทางกลับ

เจอกันตอนถัดไป

TOKYO 2015 : #2 HARAJUKU, MEIJI SHRINE เที่ยวฮาราจูกุและเมจิไชรน์ในวันที่อากาศร้อนระอุ

DSC00064DSC00066

วันแรกเป็นวันอาทิตย์ เลยตัดสินใจไปฮาราจูกุก่อน เผื่อเจอเด็กๆ แต่งคอสเพลย์

นั่งรถไฟ JR ไปโผล่ที่สถานี Harajuku ซึ่งคนเยอะเต็มสถานีไปหมด ต้องค่อยๆไหลไปตามกระแสคน

DSC00068 DSC00069

ไปถึงก็หาของกินรองท้องที่ Yoshinoya เป็นอย่างแรก ได้ข้าวหน้าหมูกับข้าวหน้าเนื้อหน้าตาประหลาดมา

DSC00070

เชคเมนูภาษาอังกฤษแล้วมันก็มีให้สั่งแค่ Gyu Don กับ Grilled Pork Bowl …  แปลว่าไม่ได้สั่งผิด

แต่ไหงสั่งแล้วออกมาเป็นแบบนี้ก็ไม่รู้  สรุปว่า Lost in Translation เหมือนเดิม …

DSC00145

แวะเข้าไปที่ Takeshita Street แว๊บๆ แล้วก็ย้อนกลับออกมาที่เดิม

จริงๆแล้วไอ้ซอยนี้มันก็ไม่เห็นมีอะไรเลยนะ ไม่รู้ทำไมฮิตจัง

DSC00088 DSC00089

ไปลุย  Meiji Shrine กันดีกว่า นักท่องเที่ยวเดินกันฝุ่นตลบ

แถมวันนี้อากาศร้อนเวอร์ๆ เดินไปเหงื่อท่วมตัว

DSC00099 DSC00108ถึงตัว Shrine แล้วเราก็ไปโยนเหรียญ 1 เยนขอพร  :D


DSC00114-2

ระหว่างนั้นเจองานแต่งงานพอดี  น่าสงสารเจ้าบ่าวและเจ้าสาวจริงๆ ร้อนขนาดนี้ยังจะต้องบิ้วอารมณ์มายิ้มแย้มแจ่มใสอีก


DSC00132-2 DSC00142

หลังจากดูรอบๆจนพอใจ ก็ไปตากแอร์ในร้านขายของฝากจนตัวแห้ง แล้วก็เดินออกมา เป็นอันจบพิธี

จากเมจิไชรน์เราเดินต่อไปยังย่าน Champs-Élysées ของโตเกียว ซึ่งก็คือ Omotesando

DSC00156

ถนนตรงย่าน Omotesando เต็มไปด้วยร้านแบรนด์ชั้นนำตั้งเรียงรายตลอดสองฝั่ง

DSC00155

เห็นเป็นย่านช๊อปปิ้ง ก็ต้องเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว …  ตอนอ่านข้อมูลมา ไม่นึกว่าคนจะเยอะขนาดนี้

DSC00148 DSC00151

ห้างกระจกนี่คือตึก Tokyu Plaza  อยู่ตรงสถานี Meijijingumae Station

DSC00168

ถ่ายรูปเสร็จก็ได้เวลาเดินทางกลับ

เจอกันตอนถัดไป

TOKYO 2015 : #1 เที่ยวโตเกียวหน้าร้อน

COMBINE0001

พูดถึงการไปเที่ยวญี่ปุ่น โดยเฉพาะโตเกียวช่วงหน้าร้อน  จะไม่ค่อยเป็นที่นิยมของคนบ้านเราเท่าไหร่ เพราะอากาศร้อน (กว่าเมืองไทย) มีโอกาสเจอฝนตกแบบไม่ลืมหูลืมตา และไม่มีพระเอกของงาน เช่นซากุระ หรือใบไม้แดง  ไฮไลท์ของหน้าร้อนเลยจะไปอยู่ที่ ฮอกไกโด ที่มีทุ่งดอกไม้และลาเวนเดอร์ที่สวยงาม

แต่ข้อดีของการเที่ยวโตเกียวหน้าร้อนก็ยังพอมีอยู่ คือ ตั๋วเครื่องบินถูก กระเป๋าเดินทางเบาเพราะไม่ต้องเตรียมเสื้อผ้าไปเยอะ และสามารถซื้อเสื้อผ้าเซลล์กระหน่ำได้สบายๆ เพราะเป็นเสื้อผ้าแบบที่เราใส่กันอยู่ตลอดปีอยู่แล้ว

ทริปนี้เริ่มที่อาแปะเอาโปรแลกคะแนนซื้อตั๋วเครื่องบินของ Thai Air Asia X มาบอก  พอเข้าไปดูพบว่าราคามันถูกเหลือเชื่อ เราจึงเริ่มวางแผนเที่ยวแบบประหยัด

ตั๋วเครื่องบิน  – ใช้คะแนน BIG Point 500 คะแนน แลกซื้อตั๋วเครื่องบินไปกลับ ดอนเมือง-นาริตะ ได้ในราคา 3,133 บาทถ้วน  (ไม่รวมของกิน, ที่นั่งและกระเป๋า)

ที่พัก – ฟรีตลอดงาน เพราะไปค้างที่บ้านพี่สาว

อื่นๆ – ทำบัตรเครดิต BBL Air Asia  เพื่อรับสิทธิประโยชน์ดังนี้

  1. ได้น้ำหนักฟรี 20 กิโลกรัม ตอนบินจากดอนเมือง
  2. ได้ upgrade ที่นั่งเป็น Hot Seat ฟรี ตอนบินจากดอนเมือง
  3. ได้เครื่องดื่มบนเครื่องฟรี 1 ชุด ที่ราคา 60 บาท ใช้ได้ทั้งไปและกลับ ซึ่งอันนี้ก็จะได้ประมาณ ชา กาแฟ หรือโค้กกระป๋อง น้ำผลไม้ทิปโก้

โปรแกรมเที่ยว – ด้วยความที่เราก็เคยไปโตเกียวมาแล้ว และครั้งนี้ก็ไม่ได้เน้นเที่ยวหนักเหมือนที่ผ่านมา ก็เลยวางแผนเที่ยวไว้หลวมๆ ไปแค่บริเวณโตเกียวรอบใน (นับจาก Yananote Line) และมีแวะไป Kamakura/Yokohama หนึ่งวันแค่นั้น

DSC00022DSC00024

ครั้งนี้ไม่ได้เช่า Pocket Wifi  เนื่องจากราคาค่อนข้างแพง เราวางแผนว่าจะไปซื้อซิมที่สนามบินนาริตะ

พอไปถึงพบว่า Prepaid Sim 1GB ขายตั้ง 4500 เยน ทั้งยี่ห้อนี้ และ So-Net  !!!  คือตั้งงบไว้ 3000 เยนตามที่ blogger ทุกคนบอกราคาเอาไว้ ไหงขึ้นราคาตั้งเยอะ งงแต่ไม่มีเวลาคิด มัวแต่ช้าเดี๋ยวจะตกรถไฟ

หลังจากนั้นไปพบว่าซิมแบบเดียวกัน ขายที่ร้าน Yodobashi Camera/ Bic Camera ราคาแค่ 3000 เยน ไม่รู้ว่าทำไมตรงสนามบินขายแพงจัง >.<  รู้สึกเสียหมาจนถึงบัดนี้

DSC00028DSC00031

พอซื้อซิมเสร็จ ก็มาที่สถานีรถไฟเพื่อเดินทางไปที่พัก ครั้งนี้เราจะไปแบบประหยัดด้วยรถไฟ JR Narita Line + JR Sobu Line แบบ RAPID  ที่จะวิ่งไปยังสถานีโตเกียว และต่อเลยไปอีก น่าจะถึงโยโกฮาม่าเลย

ระหว่างที่รอก็มีเจ้า NEX ผ่านมา แต่เราไม่ขึ้นจ้า

DSC00032 DSC00035

รถไฟของเราเป็นแบบนี้ตะหาก วิ่งยาวไม่ต้องเปลี่ยนขบวนจากสนามบินนาริตะ ถึงปลายทางของเราที่สถานี Kinshicho  ในเวลา 70-80 นาที  ด้วยราคา 1320 เยน

ถ้าใครไม่ได้ไปสถานีหลักที่ NEX จอด และไม่ได้รีบมาก ใช้ JR Narita+Sobu Line ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจนะ

DSC00048DSC00049

พอไปถึงบ้าน เจ้าบ้านก็ทำเรเมนให้ทาน ตบท้ายด้วยลูกพีซฉ่ำๆสองลูก ฟินกันไป

DSC00059

หลานจินเล่นสนุกมาก นี่ท่าแปรงฟันนะเนี่ย