KYUSHU 2014 : SANGA RYOKAN, KUROKAWA ONSEN

ได้เวลาเดินทางเข้าสู่ Kurokawa Onsen, เมืองพักผ่อนอาบน้ำร้อนชื่อดังญี่ปุ่น

Kurokawa Onsen (黒川温泉)

Kurokawa ตั้งอยู่ในเขตเมือง Aso จังหวัด Kumamoto โดยเป็นเมืองเล็กๆที่เต็มไปด้วยที่พักแบบเรียวกัง และบ่อน้ำพุร้อน ทั้งแบบที่เป็นแบบส่วนตัว และที่เปิดให้คนนอกสามารถเข้าไปลองอาบน้ำดูได้  รายละเอียดเพิ่มเติมลองไปดูได้ที่เวบ japan-guide

PB297274

เรียวกังที่จองไว้ในครั้งนี้คือ  Sanga Ryokan ซึ่งเป็นเรียวกังที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงในแถบนี้ และได้คะแนนเป็นอันดับสองในเวบ TripAdvisor  ตัวเรียวกังมีห้องหลายแบบ หลายขนาด ให้เลือก รองรับได้ตั้งแต่ 2-10 คน

Sanga Ryokan มีที่จอดรถให้แขกที่เข้าพักนำรถมาจอดได้ฟรี  เดินจากที่จอดรถลงมาตามทางเดินก็จะเจอกับอาคารหลักหน้าตาแบบนี้

PB297360

เนื่องจากที่พักนี้อยู่ไกลจากตัวเมืองมาก ทำให้ Pocket Wifi ที่เช่ามา ซึ่งใช้สัญญาณของ AU (KDDI) กลายเป็นก้อนหินไร้ค่าไป แต่ทางเรียวกังมี Free Wifi ให้ใช้งานที่อาคารหลักแห่งนี้ ไม่ต้องกลัวว่าจะขาดการติดต่อกับ Social Network

หลังจาเชคอินเสร็จ เจ้าหน้าที่ก็จะพาไปแนะนำห้องพัก ซึ่งเราก็พบว่าเจ้าหน้าที่พูดภาษาอังกฤษได้น้อยมาก ไม่สามารถสื่อสารอะไรที่ยากๆได้ ทำให้ต้องใช้ Google Translate ช่วยเป็นวุ้นแปลภาษานิดหน่อย

PB297365

ห้องที่จองชื่อ Ho-no-ki เป็นห้องขนาด 8+8 เสื่อ นอนได้ 4-8 คน โดยข้อดีของห้องนี้คือมี Outdoor Private Onsen  โดยในห้องกลาง มีโต๊ะอุ่นขาให้นั่ง หนาวๆแบบนี้ รู้สึกมีความสุขสุดๆที่ได้ใช้

PB297369

เดี๋ยวคืนนี้เจอกัล

PB297372

Sanga Ryokan มีรถรับส่งระหว่างตัวเรียวกัง และ Town Center ให้เรียกใช้ฟรี เนื่องจาก Kurokawa เป็นเมืองท่องเที่ยวขนาดเล็กมาก จึงมีร้านกินข้าวให้เลือกไม่มากนัก ดูจาก tabelog แล้วก็เลยตัดสินใจเลือกกินร้านข้าวแกงกะหรี่ ชื่อ Warokuya (八六屋) โดยทางร้านจะมีสามสูตรให้เลือก เราเลือกกินแกงกะหรี่เนื้อม้า และแกงกะหรี่เนื้อหมูดำ นอกจากนั้นยังมีเบคอนทอด และไก่ทอด ที่เป็น Local Product ด้วย

PB297309

โดยสรุปอาหารรสชาติงั้นๆ ตามสไตล์เมืองโคตรเล็ก ที่น่าสนใจที่สุดคือในร้านข้าวแกงกะหรี่ มี Kumamon ตัวใหญ่นั่งอยู่ด้วย อดไม่ได้ที่จะต้องเลือกนั่งโต๊ะนี้ แล้วแชะรูปที่ระลึก

PB297290

นอกจากนั้นยังมีของที่ระลึกของ Kumamon ขายอยู่ด้วย ซึ่งเราก็ไม่ได้ซื้อะไรมาสักอย่าง

PB297303

ในตัวเมืองเดินสัก 15 นาทีก็หมดแล้ว มีร้านที่น่าสนใจเป็นร้านขายขนมหวาน, ของที่ระลึก และร้านขายขนมเซมเบ้

PB297355

PB297352

หลังจากเดินเสร็จ ก็ให้มาบอก Town Center ให้โทรบอกเรียวกัง ว่าจะกลับแล้ว เค้าจะจัดการโทรบอกให้ ระหว่างรอรถตู้มารับกลับ เจอแกงค์เด็กญี่ปุ่นถือเครื่องเล่นเกมมาคนละเครื่อง และนั่งเล่นกันอย่างเมามัน

PB297350

ส่วนป้ายอันนี้เหมือนจะเป็นตั๋วอาบน้ำแร่ของ Kurokawa ที่ถูกใช้งานไปแล้ว คนก็เอามาแขวนทิ้งไว้ที่ศาลเจ้า ไม่ได้นำกลับไปด้วย

PB297346

กลับมาถึงห้องพัก ก็อาบน้ำอาบท่า และเตรียมตัวทานอาหารเย็น

PB297404

ไฮไลท์ของการเข้าพักครั้งนี้คืออาหารเย็นของ Sanga Ryokan ที่เค้าภูมิใจเสนออย่างมาก โดยมีชื่อว่า Kaiseki ซึ่งเป็นชุดอาหารที่รวบรวม Local Product ที่มีชื่อเสียงของ Kumamoto 12 ชนิดเข้าด้วยกัน อาหารของที่นี่จะไม่ได้เสิร์ฟที่ห้องพัก แต่ให้มาทานที่อาคารกลาง สามารถนัดเวลาทานข้าวเย็นได้ตอน 6 โมง, 6 โมงครึ่ง หรือหนึ่งทุ่ม

PB297412

เพื่อเพิ่มอรรถรสในการทานอาหาร เราสั่งเบียร์ Local ของที่นี่มาทานด้วย

PB297420

อาหารชุด Kaiseki อย่างแรกคือ Kinkan Shu เป็นสาเกที่ทำมาจากส้มจี๊ด

PB297415

โดยที่สาเกจะเสิร์ฟพร้อมอาหารอย่างที่ 2 คือ สลัดผักคลุกหนังปลาปักเป้า (Puffer Fish Skin & Vegetable Salad)

PB297414

และอาหารอย่างที่สามคือ Karasumi Daikon , ผลบัวหิมะ (Yacon) ที่รูปร่างเหมือนหัวไชเท้าเล็กๆ  , รากบัว, ปลา Smelt (Burduck Nanbanzuke) , Awafu Gengaku ไม่รู้อะไร, ไข่หวาน, Salmon Roll แล้วก็ผักดอง (Kikuimo Kinpira)

PB297416PB297425

อันต่อมา #4 เป็นซุปเกี๊ยวปู (Habutae Soup)

PB297424

ต่อด้วย #5 อาหารที่อยากกินมาก ซาชิมิเนื้อม้า (Basashi) อาหารขึ้นชื่อของ Kumamoto โดยสรุปคือเนื้อมาจะค่อนข้างเหนียว แปลกลิ้นดี ทางเรียวกังแนะนำให้กินเนื้อม้าพร้อมขิง, ต้นหอม และโชยุ

PB297428

PB297430

#6 เป็นปลาเทร้าต์เผาเกลือ (Yamame-Trout grilled with salt) เสิร์ฟพร้อมแปะก๊วย (Ginkgo nut) แซลมอนชีส (Salmon cheese roll)  รากบัวยัดไส้มัสตาร์ด (Karashi-Renkon)และขิง (Hajikami ginger)

PB297432

#7 ไข่ตุ๋น (Soft shell turtle chawan-mushi) ถ่ายถ้วยมา เพราะคงน่าสนใจกว่ารูปไข่ตุ๋นเป็นแน่แท้

PB297440

#8 Main Course .. เนื้อย่าง (Aso Beef Steak) พร้อมผักชนิดต่างๆ จัดมาแบบ Medium … อร่อยเหาะ

PB297442

#9 & #10 ข้าวและซุปมิโซ

PB297455

#11 ผักดอง

PB297454

#12 ผลไม้ตามฤดูกาล

PB297458

เมนู เผื่อคนสนใจ

PB297419

กินเสร็จ ทำได้แค่อย่างเดียวคือกลิ้งกลับห้อง จากนั้นก็ได้เวลาอาบน้ำที่ออนเซนกลางแจ้งให้สมกับที่จ่ายเงินไป พรุ่งนี้ยังมีอาหารเช้า Kaiseki รอเราอยู่อีกหนึ่งมื้อ ส่วนวันนี้ขอนอนก่อนล่ะ

PB297466


 

ร้านแกงกะหรี่ Warokuya (八六屋)

เบอร์โทร : 0967-44-0283
เวบไซต์  : http://www.okyakuya.jp/blog/shop/warokuya/index.html
เปิด 10 โมงเช้า – 6 โมงเย็น (Last Order 5.30)  ปิดวันพฤหัส


 

Sanga Ryokan

เบอร์โทร : 0967-44-0906
เวบไซต์  : http://www.sanga-ryokan.com/en/

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

ตามโปรแกรมวันนี้จะเป็นการไปเก็บตกในเมือง Kumamoto ที่วันก่อนมีเวลาแค่ตอนเย็นนิดเดียว ปกติเริ่มจากที่ Hakata ถ้านั่งชินคันเซ็นไปก็ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง แต่ช่วงเช้าวันนี้มีเหตุผลให้ต้องออกนอกเส้นทางเล็กน้อย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

แทนที่จะนั่งชินคันเซ็นตรงไป Kumamoto เลย ผมขึ้นรถ Ltd. Express Midori ที่มุ่งหน้าไปทาง Nagasaki แทน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

Midori Express ขบวนที่นั่งนี่เป็นตู้ที่พ่วงกับขบวนที่มุ่งหน้าไปยังสวนสนุกเฮาส์เท่นบอสช์ (Huis Ten Bosch) ด้วย ซึ่งสวนสนุกนี่จะเป็น theme หมู่บ้านยุโรป เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งที่ขึ้นชื่อของ Nagasaki แต่ถ้าจะไปต้องมีเวลาทั้งวันเต็มๆ ถึงจะพอเที่ยวได้ทั่ว (ซึ่งไม่มี)

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

เป้าหมายคือสถานี Takeo-Onsen ใช้เวลาเดินทาง 1 ชม. 8 นาที

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

กาแฟดำรองท้อง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

ร้านขายอุด้ง/โซบะ แบบยืนกินตามสถานี

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

สองข้างทางก็เป็นบ้านนอกคิวชู มีแต่ทุ่งหญ้าทุ่งนา

เหตุผลของการมาที่สถานี Takeo-Onsen นี่คือมาตามหาข้าวกล่อง Calbi Yakiniku 極上カルビ焼肉弁当 ที่มีขายเฉพาะที่สถานีนี้เท่านั้น ความพิเศษของข้าวกล่องนี่คือเป็นข้าวกล่องที่ชนะการประกวดข้าวกล่องของภูมิภาคคิวชูปีล่าสุด

พอถึงสถานี Takeo-Onsen แล้วผมจะมีเวลาตามหาร้าน + ซื้อข้าวกล่อง 11 นาที ก่อนจะนั่งรถ Ltd. Express Midori อีกขบวนนึงย้อนกลับทางเดิมไปถึงสถานี Shin-Tosu เพื่อขึ้นชินคันเซ็นไป Kumamoto ตามเป้าหมายเดิม

อาจจะดูยุ่งยากหน่อย แต่ด้วยระบบรถไฟของญี่ปุ่นที่มีระเบียบ มีข้อมูลชัดเจน และตรงต่อเวลา ถ้าทำการบ้านมาให้ละเอียดหน่อย ก็ไม่ใช่เรื่องลำบากอะไรนัก

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

ในที่สุดก็ได้มาในราคา 1,620 เยน ถือว่าเป็นข้าวกล่องที่ค่อนข้างแพงเลยเมื่อเทียบกับที่อื่นๆ ก็อาศัยจังหวะที่นั่งรถย้อนกลับเป็นโอกาสกินได้เลย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

เปิดกล่องมาหน้าตาแบบนี้ ยังอุ่นๆ อยู่เลย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

ส่วนรสชาติก็สมกับที่ได้อันดับหนึ่ง เนื้อปรุงรสมาดี ย่างได้พอเหมาะ รสชาติจะเข้ม+น้ำมันเยอะไปนิดนึงแต่กินกับข้าวญี่ปุ่นแล้วจะเข้ากันกำลังดี

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

หลังจากกินเสร็จ และมาถึงสถานี Shin-Tosu แล้วก็ต่อชินคันเซ็นไป Kumamoto ใช้เวลาแค่ 34 นาทีเท่านั้น สรุปว่าออกจาก Hakata 7:30 ไปหาข้าวเช้ากินที่ Takeo-Onsen แล้วก็ยังไปถึง Kumamoto ได้ตอน 10:05 ยังมีเวลาเที่ยวอีกเต็มๆ วัน และค่าตั๋วรถไฟไปๆ มาๆ ทั้งหมดนี่สามารถใช้ JR Pass ผ่านได้หมด

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

มาถึงสถานี Kumamoto เดินผ่านร้านขายข้าวกล่องก็เจอข้าวกล่องอายุยะซันไดที่ตามหาเมื่อวันก่อน วางขายต่อหน้าต่อตา แต่เพิ่งกินข้าวเช้าไปหมาดๆ ก็ต้องตัดใจ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

การเดินทางใน Kumamoto ถ้าใช้รถรางจะราคาเดียวเที่ยวละ 150 เยน ใช้บัตร Suica จ่ายก็ได้ สะดวกดี แต่ถ้าใครคิดว่าจะนั่งมากกว่า 3 เที่ยว แนะนำให้ซื้อ Day Pass ราคา 500 เยนจะคุ้มกว่า สำหรับผมคิดคร่าวๆ แล้วนั่งไม่เกิน 3 เที่ยวแน่ๆ เลยไม่ได้ซื้อ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

ที่แรกของวันนี้คือมา Kumamoto Contemporary Art Museum ที่มีแสดงนิทรรศการการออกแบบความสุขของ Eiji Mitooka อยู่พอดี

สำหรับคนที่ไม่รู้จัก Eiji Mitooka เป็นนักออกแบบ นักวาดลายเส้น และทำงานเป็นที่ปรึกษาให้กับ JR คิวชู ผลงานเด่นของเค้าคือการออกแบบรถไฟท่องเที่ยวหลายขบวนในภูมิภาคนี้ ในนิทรรศการก็จะมีทั้งผลงานลายเส้น แบบจำลอง รวมทั้งข้าวของเครื่องใช้ที่ใช้กันจริงๆ บนรถไฟ ที่มีการออกแบบโดยคำนึงถึง experience ของผู้ใช้งาน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

แบบจำลองของรถไฟขบวน Yufuin no Mori ที่นำเอารถไฟ Kiha รุ่นเก่ามาดัดแปลงเป็นรถไฟท่องเที่ยว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

ของใช้จาก Seven Stars รถไฟขบวนหรูหราอลังการเจ็ดดาว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

ที่นั่งแบบต่างๆ จากรถไฟหลายๆ ขบวน ที่ออกแบบหน้าตาต่างกัน วัสดุต่างกัน ซึ่งจะให้สัมผัสในการใช้งานแตกต่างกันไป

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

มีตัวอย่างงานออกแบบให้ดู

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

เจ้าแมวทามะ นี่ก็ผลงานของ Mitooka

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Takeo Onsen / Kumamoto Contemporary Art Museum

โปสเตอร์บอกว่านิทรรศการต่อไปที่จะจัดคือแสดงผลงานของ Yoshitaka Amano ที่เราคุ้นเคยลายเส้นกันมาจากเกม Final Fantasy น่ะเอง น่าดูมากๆ แต่ไม่มีโอกาส

KYUSHU 2014 : ชมใบไม้แดงที่ Kiyomizu-dera เมือง Miyama, Fukuoka

คนส่วนใหญ่ถ้าได้ยินชื่อวัด Kiyomizu ก็คงนึกถึงวัดน้ำใสที่เกียวโต แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า ที่เมือง Miyama ในจังหวัด Fukuoka ก็มีวัดชื่อนี้กับเค้าด้วยเหมือนกัน

PB297208

เมือง Miyama อยู่ทางใต้ของ Fukuoka โดยอยู่ประมาณกึ่งกลางระหว่าง Fukuoka กับ Kumamoto .. การเดินทางไปวัด Kiyomizu นี้คงเป็นไปได้แค่ทางเดียวคือขับรถยนต์ เพราะตัววัดอยู่ลึกเข้าไปบนภูเขา ที่จอดรถของวัดมีค่อนข้างเยอะ ถึงจะไม่เต็ม แต่ก็ดูเนืองแน่น

PB297122

เนื่องจากอาณาเขตของวัดอยู่ในภูเขา ในแต่ละบริเวณประกอบไปด้วยสถานที่ที่อยู่ในระดับความสูงต่างกัน จึงทำให้ใบไม้เปลี่ยนสีไม่เท่ากัน บางส่วนพึ่งเปลี่ยนสี บางส่วนกำลังสวย และบางส่วนร่วงไปหมดแล้ว

โปรแกรมเที่ยวที่นี่ จะแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกที่เข้าไปถึงคือเขตที่เปิดให้ชมสวน ซึ่งมีค่าบริการ 300 ¥ ซึ่งก็ไม่ได้รู้สึกว่าคุ้มค่าอะไร แค่มาถึงแล้วก็ต้องเข้าไปดูเท่านั้นเอง

PB297153

ข้างหน้าจุดชมสวนมีต้นแปะก๊วยตันใหญ่ โกร๋นแล้ว

PB297130

PB297185

ส่วนที่สอง คือการเดินไปตัววัดจริงๆ ซึ่งอยู่บนเขา ซึ่งโชคดีที่มีทัวร์ JR อะไรสักอย่างของคนญี่ปุ่นจัดโปรแกรมที่นี่ ทำให้มีป้ายบอกทางเดินเที่ยวตลอดเวลา ซึ่งเราก็เดินตามทางป้ายไปเรื่อยๆ ถือว่าเป็นโชคดีมาก เพราะวัดนี้ไม่มีข้อมูลท่องเที่ยวภาษาอังกฤษให้ศึกษาก่อนมา ถ้าไม่เจอทัวร์นี้ก็คงไม่รู้ว่าต้องเดินไปตรงไหนบ้าง

เดิน เดิน เดินเข้าไป
คุณลุงคุณป้าชาวญี่ปุ่นเค้าเดินเร็วมาก มีเหรอเราจะยอมแพ้
เห็นบันไดแบบนี้แล้วนึกถึงดอยสุเทพ …

PB297223

ธรรมชาติของที่นี่ยังสมบูรณ์มากๆ

PB297214

พอเดินขึ้นไปถึงตัววัดจริงๆ ก็เหลือแต่ใบไม้ร่วงเต็มพื้น กับต้นไม้โกร๋นๆให้ดู

PB297253

ข้างบนเจอน้องหมาญี่ปุ่นนอนหลับอยู่ในบ้านของตัวเอง ท่าทางสบายเวอร์

PB297263

ช่างน่าแปลกใจตรงที่ ใบไม้บางส่วนก็ยังพึ่งเริ่มเปลี่ยนสีเอง ทั้งๆที่ต้นที่อยู่ห่างกันไป 30 เมตรร่วงโกร๋นไปหมดแล้ว

PB297260

ระหว่างทางลง เจอมุมสวย

PB297268

เที่ยวที่นี่ใช้เวลาไป 2 ชั่วโมงครึ่ง ก็สามารถเดินออกมาที่ลานจอดรถเหมือนเดิมได้ โปรแกรมต่อไปก็คือมุ่งหน้าสู่ Kurokawa Onsen เมืองที่ตั้งหน้าตั้งตาจะมาเยือนตั้งแต่เริ่มวางแผนทริปนี้


วัด Kiyomizu-dera (吉山 清水寺)

http://www.e-kiyomizu.or.jp/
เบอร์โทร 0944-63-7625
ค่าชมสวน 300 ¥
มีที่จอดรถ ฟรี

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของ Nagasaki จะเป็นคาบสมุทรติดทะเล อยู่ไม่ไกลจากเกาหลี และด้วยความที่เป็นเมืองท่าที่มีการติดต่อค้าขายกับต่างชาติเยอะ ทำให้ได้รับอิทธิพลจากทั้งเมืองจีนและฝรั่งตะวันตก

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ถัดจาก China town ตามแผนคือไปต่อที่ Glover Garden ที่เป็นบ้านเก่าของพ่อค้าชาวสก๊อต ตั้งอยู่บนเนินเขา แต่ระหว่างทางก็มีจุดน่าสนใจคือ Oranda Dori หรือถนนฮอลแลนด์ จะเป็นถนนสไตล์ตะวันตก ถ้าใครเคยไปมาเก๊าจะได้อารมณ์คล้ายๆ กัน แต่ที่นี่จะชิลๆ คนน้อย สงบกว่า ผมแวะร้านขายของที่ระลึกแถวนี้ ได้ magnet ติดมือกลับมาอันนึง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เดินตาม Oranda Dori ไปเรื่อยๆ แล้วจะเจอกับ Oranda zaka หรือที่ตามไกด์บุ๊คจะเรียกว่า Dutch Slope เป็นเนินที่เมื่อก่อนเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของพ่อค้าต่างชาติโดยเฉพาะชาวดัทช์ เดินสบายๆ ไม่ชันมาก บรรยากาศร่มรื่นดี

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เจอคนวาดรูปด้วย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ป้ายทางขึ้นเนินมีหลายจุด

เดินซอกแซกไปเรื่อยๆ ไม่นานก็จะเห็น Glover Garden อยู่บนเนินลิบๆ ผมเดินจนเจอ Glover Sky Road ซึ่งเป็นคล้ายๆ ลิฟท์แนวเฉียงพาขึ้นไปจนเกือบถึงยอด

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ทางขึ้นหน้าตาแบบนี้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ขึ้นมาถึงยอดแล้วมองลงไปข้างล่างวิวดีมาก โชคดีที่วันนี้อากาศเป็นใจ ถ่ายท้องฟ้าออกมาได้ใสกว่าวันอื่น

จากแถวนั้น เดินอีกนิดเดียวจะเจอทางเข้า Glover Garden แล้ว (มีทางเข้าหลายทาง อันนี้เป็นทางด้านหลัง)

ข้อมูลคร่าวๆ ของ Glover Garden คือเป็นบ้านพักและสวนเก่าของพ่อค้าชาวตะวันตก ที่เอามาทำเป็น open air museum มีจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้สมัยก่อนให้ดู ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ค่อยน่าสนใจนัก ทีแรกก็เกือบจะไม่ได้รวมที่นี่เข้าไว้ในโปรแกรมแล้ว แต่ว่าพอได้มาจริงๆ ดันชอบซะงั้น คือบรรยากาศมันร่มรื่นดี อาคารสวย สวนสวย วิวดี มีมุมให้ถ่ายรูปเยอะ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ซื้อตั๋วแล้วเค้าจะให้แผนที่มาด้วย (รวมในราคา 610 เยน) ซึ่งดีมาก เพราะพื้นที่ของ Glover Garden ถือว่าใหญ่ มีอาคารหลายหลัง ทางเดินในสวนก็ดูจะงงๆ หน่อย ถ้าไม่มีแผนที่อาจจะหลงทางได้ง่ายๆ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

จากประตูหลัง เข้ามาปุ๊บก็เจออาคารหลังใหญ่ มีบ่อปลาด้านหน้า

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ขึ้นไปบนอาคารชั้นสอง มองลงมาเห็นวิวเป็นขั้นบันไดลงไป มีท่าเรือ Nagasaki เป็นฉากหลัง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

มีที่ให้เช่าชุดคอสเพลย์เป็นชาวตะวันตกย้อนยุคด้วย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ในสวนมีร้านอาหารบรรยากาศดี มีดนตรีสดเล่น เท่าที่อ่านป้ายดูเห็นว่าจัดงานแต่งแถวนี้ก็ได้ด้วย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

น้ำตกในสวน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

อาคารหลัก หันหน้าเข้าหาท่าเรือ Nagasaki เป็นตำแหน่งที่วิวดีที่สุดเลย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

มีคล้ายๆ โต๊ะหินเขียนบอกทิศทางของสถานที่ต่างๆ คิดว่าถ้าเป็นพ่อค้ามาทำมาค้าขายแถวนี้ ได้ดูวิวท่าเรือจากตรงนี้ก็คงจะเหมาะดี

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ด้านในมีจำลองให้ดูว่าชาวตะวันตกสมัยนั้นเค้าใช้ชีวิตในญี่ปุ่นกันยังไง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

รูปปั้นเจ้าของที่ Thomas Glover ชาวสก๊อตหน้าตาเป็นแบบนี้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ที่พื้นในสวนมีหินรูปหัวใจด้วย ถ้าใครตาดีมีเวลาว่างก็ลองมองหาดู

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

พอออกจาก Glover Garden แล้วจะเจอถนนลาดลงจากเนิน สองข้างทางเป็นร้านค้าดักรอนักท่องเที่ยวตามสูตร

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ร้านนี้ด้านหน้าเท่ดี แต่ไม่รู้ว่าข้างในขายอะไร

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

See you again

จุดสุดท้ายที่จะไปวันนี้คือขึ้นกระเช้าไปชมวิวบนเขา Inasa ซึ่งถ้าจะให้ดีก็ควรขึ้นไปให้ถึงจุดชมวิวก่อนพระอาทิตย์ตก จะได้เห็นวิวทั้งตอนสว่างและตอนมืด

ผมก็กะเวลาออกจาก Glover Garden เผื่อเวลานั่งรถรางมาลงที่สถานี Takaramachi แล้วต้องเดินต่อมาที่จุดขึ้นกระเช้าอีกราวๆ 1 กิโลด้วย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

จากสถานี Takaramachi เดินไปจุดขึ้นกระเช้า ปกติจะใช้เวลาประมาณ 15 นาที แต่ผมดันเดินไปผิดทาง (ป้ายบอกทางมันดูงงๆ หน่อย) กว่าจะรู้ตัวก็อ้อมไปไกลโข ถ้าใครมาเอง ให้ดูป้ายและเช็คกับ GPS ในมือถือให้ดี

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ถ้าเดินมาถูกทางจะเจอศาลเจ้า และสถานีขึ้นกระเช้าก็จะอยู่ในศาลเจ้านั่นแหละ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ค่าตั๋วไป-กลับ 1,230 เยน อันนี้จะไม่เหมือนตอนไปขึ้นเขา Aso เพราะที่นี่สูงมาก เดินกลับลงไปเองไม่ไหว ถ้าไม่นั่งกระเช้าลงมาก็มีแต่เรียกแท็กซี่อย่างเดียว (แล้วจะจ่ายแพงทำไม)

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ผมไปช่วงที่คนยังไม่เยอะมาก กระเช้าจะออกทุกๆ 20 นาที ถ้าเป็นเวลาที่คนเยอะ จะออกทุกๆ 15 นาทีแทน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

วิวตอนที่กำลังขึ้น สูงและชันกว่าตอนขึ้นที่ Aso มากๆ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ขึ้นมาถึงสถานีด้านบนแล้ว จะเห็นวิวด้านนึงเป็นภูเขา อีกด้านนึงเป็นที่ราบที่มีตัวเมืองอยู่

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เดินตามไฟสีฟ้าๆ นี่ไปจะเจอกับอาคารที่เป็นจุดชมวิว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ถึงแล้ว ถ้าใครขับรถขึ้นมาหรือมากับทัวร์ รถจะจอดอยู่แถวนี้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

วิวด้านหนึ่งเห็นตัวเมืองและท่าเรือ ลมเย็นสบายดีมาก

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

วิวอีกด้านหนึ่งเห็นทะเล มีเกาะน้อยใหญ่อยู่ไกลๆ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

พอเริ่มมืดก็จะเห็นแสงไฟสวยงาม

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ฝั่งที่เป็นอ่าวและท่าเรือ พอมืดแล้วมีไฟสวยงาม จนต้องเบียดกับมหาชนในการหาตำแหน่งถ่ายรูป (ที่นี่ไม่ให้ใช้ขาตั้ง ต้องเอากล้องวางไว้กับราวกั้นแล้วพยายามกดด้วยมือนิ่งๆ แทน)

ว่ากันว่าจุดชมวิวที่นี่สวยติดอันดับ 1 ใน 3 ของญี่ปุ่นเลยทีเดียว

ชมวิว+ถ่ายรูปจนพอใจแล้วก็ได้เวลากลับ นั่งกระเช้าลงมา เดินต่อไปสถานีรถราง แล้วนั่งต่อมาที่สถานีรถไฟ กินเวลาเยอะพอสมควร ถ้าใครที่มาแล้วพักที่เมืองอื่นให้เช็คเวลารถไฟเที่ยวกลับให้ดีๆ ด้วย เพราะรถไฟหมดเร็ว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

ผมนั่ง Ltd. Express กลับ Hakata ก็ใช้เวลาเกือบๆ 2 ชม.

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

เนื่องจากมองการณ์ไกลไว้แล้วว่าอาจจะไม่มีเวลาหาอะไรกินตอนค่ำ ผมก็เลยซื้อข้าวกล่อง “คาคุนิเมชิ” เตรียมไว้ตั้งแต่ตอนกลางวัน (ราคา 800 เยน ซื้อตามในการ์ตูน ตะลุยกินข้าวกล่องรถไฟ เหมือนเดิม)

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

หน้าตาจะเป็นหมูสามชั้นปรุงรสคล้ายๆ พะโล้ อร่อยดีทีเดียว เสียแต่ว่าซื้อไว้นานเกิน จนรสชาติออกจะชืดๆ ไปหมดแล้ว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Glover Garden / ชมวิวจากเขา Inasa

กว่าจะถึงสถานี Hakata ก็หมดแรงจะไปเดินต่อที่อื่นแล้ว สรุปว่ากลับที่พักเพื่อวางแผนสำหรับวันรุ่งขึ้น เตรียมตัวไปเก็บตกในตัวเมือง Kumamoto

KYUSHU 2014 : Tomimatsuunagiya Kuroda honten ร้านปลาไหลเทพเจ้า

วันนี้เราจะพาไปที่ Tomimatsuunagiya Kuroda honten ร้านปลาไหลเทพเจ้า (ตั้งเอง) ที่เมือง Kurume

เริ่มจากเชคอินโรงแรม จ่ายเงินค่าห้อง เอาของเก็บในห้อง และอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ (จนถึงตอนนี้ คือไม่ได้อาบน้ำมาเกือบ 24 ชั่วโมงแล้ว)

ใครก็ตามที่มาพักโรงแรมเครือ toyoko-inn ก็ควรทำสมาชิกไว้สักหน่อย ค่าสมัคร 1500 ¥ (ลดเหลือ 1000 ¥ สำหรับคนอายุมากกว่า 60 ปี)  โดยใช้ลดค่าโรงแรมได้ 5% ในวันจันทร์-เสาร์ และ 10% ในวันอาทิตย์

ระบบจอดรถทั้งหมดของ toyoko-inn จะเป็นแบบออโต้ คือเราเอารถเข้าไปจอดเข้าซองในโรงรถที่เค้าทำระบบไว้ แล้วระบบมันจะยกรถไปเก็บให้เอง หลังจากนั้นเราจะได้การ์ดมาใบนึง พอตอนมารับรถ ก็เอาการ์ดเสียบไปตรงประตูโรงรถ แล้วระบบมันจะไปเอารถเรามาวางไว้ให้ โดยเสียค่าจอดรถวันละ 500 ¥

ร้านอาหารที่ดูโอเคที่สุดใน criteria ที่ตั้งใจไว้ คือ มีที่จอดรถ, เปิดถึงดึกๆ, คนไม่น่าจะแน่นเกินไป, ไม่ใช่อาหารดิบ และได้คะแนนใน tabelog.com เยอะ ก็คือร้าน Tomimatsuunagiya  (tabelog.com นี่เป็นเวบรวบรวมร้านอาหารยอดฮิตของคนญี่ปุ่น พร้อมมีเรทติ้ง คอมเม้นต์ รูป และข้อมูลของร้านอย่างละเอียด ใครเป็นคนรักจะตะลุยกินอาหารญี่ปุ่นแล้วไม่รู้จักเวบนี้ ถือว่าสอบตกอย่างแรง เสียอย่างเดียว คือเวบนี้เป็นภาษาญี่ปุ่นล้วนๆ ก็ต้องพึ่ง google translate + chrome แกะลายแทงเอานะ) นอกจากนั้นร้านนี้ยังได้รับโหวตเป็นร้านอาหารอันดับหนึ่งใน Kurume จากเวบ TripAdvisor อีกด้วย

ร้าน Tomimatsuunagiya อยู่ห่างจากโรงแรมไปประมาณ 10 กิโลเมตร ร้านตั้งอยู่บนถนนริมแม่น้ำ ที่ดูเปลี่ยวๆหน่อย แต่พอจอดรถเสร็จ ลงจากรถเท่านั้นแหละ กลิ่นปลาไหลย่าง ก็ลอยเข้ามาเตะจมูกอย่างจัง ทำเอาลืมความไกลของร้านไปในบัดดล

PB287117

เมนูหลักๆก็จะมีข้าวหน้าปลาไหลอยู่สองแบบ คือแบบมีข้าวขาวใส่ถ้วย พร้อมกับปลาไหลใส่จานราดน้ำซอส กับอีกแบบคือคลุกข้าวกับน้ำซอส แล้วใส่ปลาไหล+ไข่เจียวซอยโปะหน้า

PB287103

นอกจากนั้นก็มีการสั่งปลาไหลเป็นตัวๆ สำหรับคนมากินกันเป็นครอบครัว และไม่อยากแยกสั่งเป็นชุดของตัวเอง

ดูจากเมนูแล้ว ก็เข้าใจได้ว่า ตัว Signature ของร้านนี้คงหนีไม่พ้นรูปฝั่งขวามือ ทีนี้มันมีสองราคาคือ 2,200 ¥ และ 3,000 ¥  ก็เลยถามพนักงาน เค้าก็บอกมา(เป็นภาษาญี่ปุ่น) ก็เลยเดาเอาว่าใส่ปลาไหล 1 ตัว กับ 2 ตัว

PB287100

ระหว่างรออาหาร ทางร้านมีการเสิร์ฟของกินเล่นเป็นก้างปลาไหลทอด แล้วเอามาคลุกกับเกลือนิดหน่อย เค็มๆกรอบๆอร่อยดี

PB287107

ถึงตอนนี้แต่ละคนก็เลือกสั่งตามขนาดกระเพาะของตัวเอง กล่องสีอ่อนคือใส่ปลาไหลตัวเดียว กล่องสีเข้มคือ 2 ตัว

PB287108

ส่วนถ้าไม่สั่งแบบ Signature ก็จะได้ปลาไหลเป็นจานแบบนี้ พร้อมข้าวขาวใส่ถ้วยมาให้

PB287111

ปลาไหลที่เห็นนี่คือ 1 ตัว และใต้ข้าวจะมีปลาไหลอีกตัวสอดไส้อยู่ข้างใน

สรุปคะแนน ร้านนี้เอาไป 10 เต็ม 10
ปลาไหลอร่อยมาก ไม่รู้สึกมันๆเลี่ยนๆเหมือนข้าวหน้าปลาไหลในเมืองไทย


รายละเอียดร้านค้า

富松うなぎ屋 黒田本店  (Tomimatsuunagiya Kuroda honten)
เบอร์โทร   0942-26-3608
เปิด 10:00-21:00
มีที่จอดรถ ฟรี

KYUSHU 2014 : Fukuoka & Akizuki Castle Ruins

ตอนแรกเริ่มจากเดินทางถึง Fukuoka, กินข้าว, รับรถเช่า และเดินทางไปดูใบไม้แดงที่ Akizuki Castle Ruins

การเดินทาง

เครื่องบินของ JetStar ก็คงไม่ต้องบรรยายอะไรกันมาก เนื่องจากเป็น Low Cost Airline บินตรงกรุงเทพ-ฟุกุโอกะ จัดมาด้วยเครื่อง AirBus 320 นั่งแบบ 3-3  ออกเดินทางจากกรุงเทพ 2:30 ถึง Fukuoka 9:30 วันเดียวกัน

พอเครื่องจอดที่สนามบิน ไม่มีงวงช้างให้เดิน ต้องขึ้นรถบัสเข้ามาที่ Terminal หลัก จากนั้นผ่าน ตม. มาด้วยความรวดเร็ว ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นเพราะเป็นภูมิภาคเล็ก คนมาเที่ยวไม่มากนัก การเดินทางเข้าเมือง ต้องนั่งรถ Shuttle Bus ฟรีของสนามบิน จากหน้าประตู International Terminal ไปที่ Domestic Terminal เพื่อต่อ Subway โดยค่า Subway จาก Airport ไปสถานี Hakata ซึ่งเป็นสถานีหลักของ Fukuoka ก็คนละ 260 ¥

มีเรื่องกวนใจนิดหน่อยกับตู้ซื้อตั๋วรถไฟของที่นี่ เนื่องจากตู้มันให้เลือกซื้อตั๋วได้แค่ทีละ 1,2 หรือ 3 คน  ทีนี้ พอเราไปกัน 4 คน ก็เลยต้องกดซื้อ 2 ที  ซึ่งการซื้อตั๋วรถไฟแต่ละรอบ เราก็จะไม่สามารถหยอดเงินให้พอดีกับค่ารถไฟได้ สุดท้ายแล้วมีเหรียญทอนมาเป็นกระบุง

มาถึงตรงนี้ไม่ได้ถ่ายรูปอะไรสักอย่าง เพราะยังคงวุ่นวายกับการพาทัวร์ลูกเป็ดเดินทางเข้าเมือง ที่แย่กว่านั้นคือกระเป๋าเดินทางเสียหายจากการขนส่ง ซิปหลักโดนกระแทกหลุดไปทั้งยวง กระเป๋าอยู่ใสสภาพที่ไม่รู้ว่าจะปิดเปิดซิปได้อีกกี่รอบ ทำให้ต้องไปซื้อกระเป๋าเดินทางใบใหม่ที่ห้างในสถานี Hakata ได้กระเป๋าเดินทาง Samsonite ใบใหม่มา ราคาไม่ได้แพงมาก แถมซื้อแล้วได้ Tax Refund อีกด้วย

พอจัดการความวุ่นวายเรื่องกระเป๋าเสร็จ ก็ได้เวลาไปกินอาหารมื้อแรกกันสักที  ตามโปรแกรมร้านที่เลือกไว้คือ ซูชิซานมัย ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆกับสถานี Hakata ถ้าให้เทียบระดับความดีของร้านจากเต็ม 10 ร้านนี้ก็เอาไปแค่ 3 คะแนนพอ เพราะเนื้อปลาคุณภาพเหมือนกินปลาดิบที่ฟูจิยังไงยังงั้น

โอโทโร่

โอโทโร่ดูไม่อร่อยเลย

ราคาซูชิไม่แพง

ซูชิหลายๆแบบรวมกัน

PB286926

ข้อมูลร้านซูชิซานมัย
ชื่อญี่ปุ่น : すしざんまい 博多駅前店
เวบไซต์ http://www.kiyomura.co.jp/
เบอร์โทร 092-433-2840


เช่ารถ

ครั้งนี้จองรถมากับ Toyota Car Rental ซึ่งเป็นบริษัทเช่ารถของ Toyota โดยตรง (https://rent.toyota.co.jp/)
เวบไซต์มีแต่ภาษาญี่ปุ่น ถ้าไม่มีคนที่อ่านภาษาญี่ปุ่นออกทำการจองให้ ก็อาจจะต้องจองกับเจ้าอื่น เช่น

1. เวบที่มีภาษาอังกฤษเช่น tocoo (http://www2.tocoo.jp/en/index?) ซึ่งเวบ tocoo จะมีรถให้เลือกเป็นกลุ่ม เช่น city car, hybrid car แต่ไม่สามรถเลือกรุ่นหรือยี่ห้อแบบเจาะจงได้

2. จองรถกับโตโยต้า แต่ผ่าน Agency เช่น http://www.easyandsave.com/

ข้อดีของการจองเอง ผ่านเวบไซต์ของทางญี่ปุ่นโดยตรงและชำระด้วยบัตรเครดิตล่วงหน้า คือเค้าจะให้ส่วนลด 5%

ครั้งนี้เราจอง Toyota Aqua ซึ่งเป็นรุ่น Hybrid เหตุผลสำคัญที่เลือกรุ่นนี้สองอย่างคือ ค่าเช่าถูกกว่า Prius และ อยากลองรถ Hybrid ว่าประหยัดแค่ไหน

ตอนไปรับรถ ก็อย่าลืมขอซื้อ Kyushu Expressway Pass (KEP) ด้วย โดย KEP คือการจ่ายค่าทางด่วนแบบเหมาเป็นจำนวนวัน ซึ่งถ้าใช้ทางด่วนเยอะๆ จะถูกกว่าจ่ายเป็นครั้งๆไปค่อนข้างมาก ครั้งนี้ซื้อ 6 วัน 6,500 ¥ โดยหลังจากซื้อ KEP แล้ว มันก็จะมาในรูป ETC Card นี่แหละ (ปล. ETC Card = EasyPass )

สรุปค่าใช้จ่ายเรื่องรถได้ตามนี้
– ค่าเช่ารถ 6 วัน + ประกัน 50,000 ¥
– ค่า KEP 6 วัน 6,500 ¥
– ค่าน้ำมัน 40 L = 6,200 ¥
รวมแล้วเท่ากับ  62,700 ¥
ประมาณเป็นเงินไทย 18,000 บาท

ค่าใช้จ่ายอันนี้ยังไม่รวมค่าจอดรถ  และยังไม่รวมค่าปรับ ที่อาจจะโดนหักตามหลังมา :D

PB286961


การขับรถในญี่ปุ่น

เอาสรุปคร่าวๆ ประมาณนี้
– ต้องมีใบขับขี่สากล ไปทำได้ที่ขนส่งทางบก ไม่ต้องสอบอะไรเพิ่ม มอบอำนาจให้คนอื่นไปทำแทนได้ ค่าใช้จ่ายประมาณ  5-600 บาท
– ญี่ปุ่นขับรถพวงมาลัยขวา เพราะฉนั้นคนไทยก็ขับได้สบาย
– ในเมืองจำกัดความเร็ว 40-60 ถ้าเป็นทางด่วนน่าจะ 110 แต่เท่าที่ขับตามคันอื่น ก็รู้สึกได้ว่าคนที่นี่ก็ขับเร็วกว่าข้อกำหนดนิดหน่อย
– ที่จอดรถส่วนใหญ่เสียเงิน แต่ก็ไม่แพงมาก
– คนญี่ปุ่นเปลี่ยนเลนน้อยมาก และแทบจะไม่ขับแซงกันเลย ทำให้ขับรถแล้วไม่เครียด จะเครียดอย่างเดียวก็คือซิ่งไม่ได้นี่แหละ
– การใส่สถานที่ปลายทางของ GPS ให้ใส่เป็นเบอร์โทรศัพท์จะง่ายที่สุด  GPS มันเทพมากๆ นำทางเชื่อถือได้เกือบ 100% (เท่าที่เจอกับตัว มีนำทางผิดเหมือนกัน)


 Akizuki Castle Ruins (秋月城跡)

ประเดิมจุดหมายแรกด้วยจุดชมใบไม้แดงของ Fukuoka ที่เมือง Asakura ซึ่งเป็นจุดที่ต้องขับรถไปเท่านั้น เวลาไปให้ใช้ GPS นำทางไปที่จอดรถใกล้ๆ ชื่อว่า 秋月駐車場管理組合 ที่เบอร์  094-625-1114 จากนั้นเดินต่อไปประมาณ 500 เมตร ใบไม้แดงตรงจุดนี้เป็นจุดที่สวยที่สุดในทริปนี้เลย

ทางเดินไปปราสาท

PB286975

เท่าที่สังเกตุดู คนที่มาเที่ยวตรงนี้ส่วนหนึ่งเป็นคณะทัวร์ของแม่บ้านชาวญี่ปุ่น ซึ่งก็สะท้อนวัฒนธรรมของเค้าออกมาได้เป็นอย่างดี เกี่ยวกับว่าโดยปรกติ สามีจะทำงานนอกบ้าน และภรรยาจะอยู่บ้านเป็นแม่บ้าน เวลาสามีไปกินข้าวกับเพื่อน ก็จะไม่พาภรรยาไปด้วย และภรรยาก็จะมีก๊วนแม่บ้าน มาซิ่งข้างนอกด้วยกันเอง

ไม่แน่ใจว่าคู่แต่งงานรุ่นใหม่ ยังมีวัฒนธรรมแบบนี้หรือเปล่า

Gingko x Maple

PB287018 PB287092


หลังจากดูใบไม้แดงจนพอใจ (มืดแล้ว) ก็เดินทางออกจาก Akizuki ไปโรงแรม โดยคืนนี้จะนอนที่ Toyoko Inn Nishitetsu Kurume-eki Higashi-guchi ในเมือง Kurume  ซึ่งห่างออกไปประมาณ 35 กิโลเมตร

ปิดท้ายโพสต์ด้วยรูปน้องแมวแสนรู้  พอเรายกกล้องขึ้นถ่าย ก็หันมามองกล้องซะงั้น  -___-”

PB287042

KYUSHU 2014 : Trip Summary

ถ้าปล่อยเวลาให้ผ่านไปนานๆเดี๋ยวจะลืมรายละเอียด ขอเริ่มเขียน Trip Summary ก่อนเลยละกันนะ

แผนเที่ยว (28/11 – 5/12)

Day 1 : ถึง Fukuoka 9:30 กินข้าวกลางวัน และไปรับรถเช่า จากนั้นขับไปที่ Akizuki Castle Ruin เพื่อดูใบไม้แดง กินข้าวเย็นที่ร้านปลาไหล Tomimatsunagiya แล้วพักที่ Toyoko Inn Nishitetsu Kurume-eki Higashi-guchi

Day 2 : ไปวัด Kiyomizu-dera ที่เมือง Miyama จังหวัด Fukuoka เพิ่อดูใบไม้แดง จากนั้นมุ่งหน้าสู่ Kurokawa Onsen เข้าพักที่ Ryokan Sanga

Day 3 : ไปดูธรรมชาติที่ Kikuchi Gorge แล้วไปดูทุ่งหญ้า Kusasenri-ga-hama ที่ Aso (ตอนแรกจะขึ้นไปดูปล่องภูเขาไฟด้วย แต่เนื่องจากมันดันปะทุ เค้าเลยปิดห้ามเข้า) จากนั้นขับรถไปที่เมือง Takachiho  พักที่ Hotel Grateful Takachiho

Day 4 : ไปพายเรือดูน้ำตกที่ Takachiho Gorge จากนั้นแวะดูถ้ำที่ Amano Iwato Shrine แล้วยิงยาวไปที่ Kumamoto พักที่ Toyoko Inn Kumamoto-jyo Toricho Suji

Day 5 : เที่ยว Kumamoto Castle กินข้าวหมูชุบแป้งทอดที่ Katsuretsu Tei  แล้วขับรถต่อไปที่ Huis Ten Bosch ดู Kingdom of Light พักที่ Hotel Okura JR Huis Ten Bosch

Day 6 : เดินเล่นใน Huis Ten Bosch ดูเรือ One Piece แล้วกลับ Fukuoka เพื่อคืนรถ พักที่ Toyoko Inn Hakata-Guchi Ekimae No.2

Day 7 : นั่งรถไฟเที่ยว Dazaifu, กลับมาเดินเที่ยว Kushida Shrine แล้วพาลูกทัวร์ช๊อปปิ้งที่ Canal City พักที่เดิม

Day 8 : กลับบ้าน

การเดินทาง

ซื้อโปรโมชัน JetStar ไป Fukuoka ตั้งแต่เปิดให้จองวันแรกช่วงเดือนกุมภาพันธ์  ได้ราคาประมาณคนละ 9000 บาท (เลือกที่นั่ง,โหลดกระเป๋าขาไป 15 กิโล, ขากลับ 20 กิโล, อาหาร 2 ชุด)

การเดินทางใน Kyushu จากทั้งหมด 7 วัน เช่ารถขับ 6 วัน และเดินทางใน Fukuoka ด้วยรถไฟอีก 1 วัน รถที่เช่าเป็นรุ่น Toyota Aqua ซึ่งเป็นรถ Hybrid ขนาดเล็ก ขับรถไปทั้งหมด 826 กิโลเมตร ใช้น้ำมันไป 40 ลิตร เฉลี่ยก็ 20 กิโลลิตร

ค่าทางด่วนซื้อเป็น Kyushu Expressway Pass (KEP) แบบเหมา 6 วัน

โรงแรมที่พัก

เนื่องจากแผนการเดินทาง ย้ายเมืองทุกวัน ทำให้ต้องจองโรงแรมถึง 6 ที่  โดยส่วนใหญ่เราจะเลือกพักที่ toyoko-inn ก่อนเป็นอันดับแรก และพักที่อื่น ถ้าไปอยู่ในเมืองชนบทมากๆ

ค่าใช้จ่าย

เนื่องจากเป็นทริปแบบครอบครัว ไม่ได้เน้นประหยัด คร่าวๆน่าจะอยู่ที่ 40,000 บาทต่อคน รวมทุกอย่างแล้ว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

โปรแกรมการเดินทางวันนี้ จะไปอีกจังหวัดหนึ่งในเจ็ดจังหวัดของภูมิภาคคิวชูที่คนไทยคุ้นชื่อกันดี ซึ่งก็คือจังหวัด Nagasaki น่ะเอง

คนไทยส่วนใหญ่ที่เคยได้ยินชื่อ Nagasaki ก็มักจะมาพร้อมกับชื่อจังหวัด Hiroshima และเรื่องของระเบิดนิวเคลียร์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งตอนแรกผมเองก็รู้อยู่เท่านั้นเหมือนกัน จนกระทั่งได้มาค้นข้อมูลก่อนเดินทางถึงได้พบว่า Nagasaki ก็เป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่มีอย่างอื่นน่าสนใจเยอะอยู่ทีเดียว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

เริ่มเดินทางจาก Hakata Station เช่นเคย แต่ Nagasaki ไม่มีชินคันเซ็นผ่านทำให้คราวนี้ต้องนั่งรถด่วน Limited Express มาแทน ใช้เวลาเกือบๆ 2 ชม.กว่าจะถึงสถานี Nagasaki

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

มื้อเช้าเป็นข้าวกล่อง Ika Sanmai ซื้อตุนไว้ก่อนจากร้านในสถานี Hakata

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

เป็นข้าวกล่องที่รวมเมนูปลาหมึก (Ika) ไว้หลากหลายชนิด กล่องนี้ 1,200 เยน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

ระหว่างทาง ผ่านสถานี Saga ซึ่งเป็นอีกจังหวัดหนึ่งในคิวชู แต่ไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจมากนัก ก็เลยตัดสินใจไม่ได้แวะในทริปนี้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

นั่งมาสอง ชม.ก็ถึง Nagasaki แล้ว

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

พอออกมาจากประตูทางเข้าชานชาลาแล้ว จะมี Tourist Information Center อยู่ สามารถเข้าไปขอแผนที่ + ซื้อ Pass สำหรับเดินทางได้เลย

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

ผมซื้อตั๋ววันสำหรับนั่งรถราง ราคา 500 เยน ก็จะได้มาเป็นแผ่นพับแบบนี้ มีวันที่ปั๊มบอกไว้ว่าซื้อวันไหน ถ้าไม่ซื้อตั๋ววัน ค่าโดยสารก็เที่ยวละ 120 เยน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

แผ่นพับด้านในทำดีมาก มีเส้นทางรถรางครบถ้วน มีภาษาอังกฤษ มีบอกหมดว่าสถานที่ท่องเที่ยวแต่ละแห่งให้ลงที่สถานีไหน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

รถรางหน้าตาเรโทรได้ใจมาก แต่ก็วิ่งได้ดี ไม่มีปัญหา

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

จุดแรกของวันนี้คือ Nagasaki Atomic Bomb Museum พิพิธภัณฑ์ที่มีเรื่องราวเหตุการณ์การทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ ลงรถรางที่สถานี Hamaguchimachi เดินต่ออีกหน่อยก็ถึง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

ก่อนจะถึง Atomic Bomb Museum จะผ่านอีกตึกนึงซึ่งมีรูปปั้นสีทองอยู่ข้างหน้า อ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ออก ไม่รู้ว่ามีความหมายอะไร แต่ให้เดาก็น่าจะเป็นเรื่องสันติภาพ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

ทางที่เดินมาจากสถานี Hamaguchimachi มันเหมือนจะอ้อมหน่อยๆ มาโผล่จุดชมวิวของ museum ก่อน จะมีภาพเปรียบเทียบให้ดูว่าสภาพหลังถูกระเบิดกับสภาพปัจจุบันต่างกันยังไง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

สุดท้ายก็มาโผล่ที่ทางเข้าด้านหน้า museum จนได้

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

เข้าไปข้างในจะเจอนกกระเรียนพับหลากรูปแบบ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

ตั๋วเข้าชม ราคา 200 เยนเท่านั้น

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

ภายในส่วนแสดงงาน มีรายละเอียดเรื่องพลังทำลายล้างของระเบิด มีแบบจำลองให้ดูว่ารัศมีการทำลายล้างไปไกลถึงไหน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

มี artifact ที่เหลือมาจากช่วงเวลานั้น เช่นนาฬิกาที่หยุดเดินตอนเวลาที่ระเบิดลงพอดี ขวดแก้วที่หลอมละลายด้วยความร้อน เศษโครงสร้างอาคารต่างๆ รวมถึงผลกระทบที่มีต่อผู้คน ผู้รอดชีวิตต้องทรมานกับอะไรบ้าง ฯลฯ มีป้ายภาษาอังกฤษกำกับเกือบทุกชิ้น

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

แผนที่แสดงจำนวนระเบิดนิวเคลียร์ที่สะสมกันไว้ทั่วโลก

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

Timeline เรื่องสถานการณ์นิวเคลียร์โลก มีตั้งแต่ยุคเริ่มสร้าง ยุคสงครามเย็นที่แข่งขันกันสะสมระเบิด จนมาถึงปัจจุบัน

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

ออกมาจาก Museum แล้วจะมีทางให้เข้าไป Peace Hall ที่สร้างเพื่อรำลึงถึงคนที่ตายไปในเหตุการณ์ครั้งนั้น ข้างในเป็นโถงใหญ่ ให้เข้าไปสงบจิตสงบใจ รำลึกถึงผู้ตายเงียบๆ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

ออกมาจาก museum แล้ว ใกล้ๆ กันจะมีลานกว้าง มีแท่งดำๆ นี่คือ Hypocenter หรือตำแหน่งที่ระเบิดตกลงมา

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

เดินต่อไปอีกหน่อยจะเจอ Peace Park เป็นอีกที่หนึ่งที่สร้างเพื่อรำลึกเหตุการณ์ ป้ายที่อยู่ตรงน้ำพุด้านหน้า เป็นบทกวีของเด็กอายุ 9 ขวบที่มีชีวิตรอดจากการทิ้งระเบิด แปลได้ทำนองว่า “ฉันกระหายน้ำแทบทนไม่ไหว บนผิวน้ำเต็มไปด้วยคราบน้ำมัน แต่เพราะฉันต้องการน้ำมาก ฉันจึงดื่มมันลงไปทั้งอย่างนั้น”

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

ระหว่างเดินเข้าไปทั้งสองข้างทาง จะมีสถาปัตยกรรม/รูปปั้นแปลกๆ ตั้งอยู่ บ้างก็เป็นของญี่ปุ่น บ้างก็ต่างชาติส่งมาให้ ส่วนตรงปลายสุดของสวนเป็นลานกว้าง มีรูปปั้นใหญ่ยักษ์ตั้งอยู่

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

รูปปั้นสันติภาพนี่มือข้างนึงชี้ขึ้นไปบนฟ้า บอกทิศทางที่ระเบิดตกลงมา มืออีกข้างผายออกเป็นสัญลักษณ์บอกถึงสันติภาพ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

ในอดีต Nagasaki เป็นเมืองท่าสำคัญ มีการติดต่อค้าขายกับต่างชาติทั้งตะวันตกและจีน ทำให้ได้รับอิทธิพลพวกนี้เข้ามาเยอะ และย่าน China Town ของ Nagasaki ก็ถือเป็นหนึ่งในย่านคนจีนที่น่าสนใจที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

พอลองเดินดูจริงๆ แล้วกลับรู้สึกว่าไม่ค่อยมีอะไรมาก คือของขายก็เหมือนย่านคนจีนทั่วไป บริเวณก็ไม่ใหญ่มาก เทียบกับเยาวราชบ้านเราแล้วยังถือว่าเล็กกว่ากันเยอะ

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

ไม่รู้ว่ามาเดินตอนบ่ายๆ เป็นช่วงที่ไม่ใช่เวลาคึกคักของย่านนี้หรือเปล่า นอกจากร้านขายของที่ระลึกกับร้านขายอาหาร/ขนม ก็ไม่มีอะไรน่าสนใจเท่าไหร่

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของย่านนี้น่าจะเป็น “จัมปง” อาหารขึ้นชื่อของ Nagasaki เป็นอาหารหน้าตากึ่งๆ ราเมง กึ่งๆ ราดหน้า ผมค้นใน tabelog ดู ก็มาลงเอยที่ร้าน Kouzanrou 江山楼

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

หน้าตาดูดี ในราคา 864 เยน เป็นจัมปงมาตรฐาน อร่อยคุ้มราคา น้ำซุปเข้มข้น มีกลิ่นหอมของปลาหมึก หอยและอาหารทะเล เส้นนุ่มกำลังดี ชามนี้ซดจนเกลี้ยง

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

ร้านหน้าตาแบบนี้ มีเมนูพร้อมอาหารจำลองให้ดูหน้าร้าน ไม่ต้องกลัวสั่งผิด ภายนอกดูเป็นภัตตาคารอาหารจีนสุดๆ เข้าไปข้างในร้านก็ดูใหญ่โต มี space เยอะ ผิดวิสัยร้านอาหารในญี่ปุ่น

เที่ยวคิวชูด้วยตัวเอง : Nagasaki / Atomic Bomb Museum / China Town

นอกจากของกินแล้ว China Town ของ Nagasaki ก็ไม่ค่อยจะมีอะไรให้เดินดูนัก รีบทำเวลา ไปจุดอื่นที่น่าสนใจดีกว่า