EUROPe in REWiND #000.7

มาต่อกันตอนสอง

1. แดด
ไปหน้าหนาว หรือ หน้าร้อน แดดแรงพอกัน
ยกเว้นหน้าฝน แดดร่ม แต่ฝนตก เปียกเป็นลูกหมาตกน้ำ แถมหนาวอีก
เที่ยวก็ไม่สนุก ถ่ายรูปไม่สวย
จงเอาครีมกันแดดไปด้วย ทั้งหน้า ทั้งตัว
เอาร่มไปด้วย
เอาแว่นกันแดดดีๆไปด้วย อันละร้อยไม่เอา มันกรองแสงไม่ได้จริง
ไม่แนะนำ ช่วยลงทุนซื้อของแท้ซักอันนะ
คือ ไปเที่ยวเนี่ย ยังไงก็ดำแน่นอน ทำใจไว้เลย

2. เสื้อผ้า
ขึ้นกับไปหน้าไหน
หน้าหนาว ก็ลำบากหน่อย ต้องพกเสื้อผ้าไปมากขึ้น
แนะนำให้หาเสื้อแคชเมีย์ไปด้วย แพงหน่อย ตัวละหลายพัน
พวกนี้ดูบางยังกับกระดาษ แต่กันหนาวได้ดีกว่าเสื้อหนาวปาหี่ ที่แต่ทำจากวัสดุห่วยๆ
ขายกันเยอะแยะในเมืองไทย

เสื้อหนาวตัวไหนกันลมได้ ยิ่งดี ช่วยชีวิตได้เยอะ

ส่วนถ้าไปหน้าร้อน มันร้อนจริงจัง
เสื้อยืด กางเกงขาสั้น ก็พอแล้ว
ถ้ากลัวขาดำก็เอายีนส์ไป

ส่วนคุณผู้หญิงที่มักจะเอา prop ไปเต็มสูบ
ตามนิสัยไทยแท้
ไปทั้งที ต้องสวยใส่บูท ก็ไม่ว่ากัน

3. รองเท้า
เลิกเถอะครับ พวกเอารองเท้า Onitsuka Tiger ไปเที่ยว
หรือรองเท้าเท่ห์ๆ พื้นบางๆอื่นๆ
เห็นปุ๊บก็รู้ปั๊บว่าเป็นชาวทัวร์ ที่ไม่เคย Backpack เดินทางเอง
ถ้าจะไปลุย Backpack แบบนี้ เอาพวกร้องเท้าผ้าใบพื้นหนาไปดีกว่า
Nike, ADIDAS, New Balance, PUMA บางรุ่น
จะช่วยเซฟฝ่าเท้านุ่มๆได้เยอะ

4. Sim Internet สำหรับ Smart Phone
ยุค Social Network สิ่งนี้คงเป็นปัจจัย 5 ไปเรียบร้อย
แนะนำว่าอย่าเปิด Roaming ไป มันแพงงงงงงง
วันละสี่ห้าร้อย ไปสิบวัน ห้าพัน แพงไปมั้ย
ไปซื้อ Prepaid Sim ที่ปลายทางเถอะครับ
แค่ 10 EURO ก็ใช้ได้ไม่หมดแล้ว
รายละเอียดเรื่องซิม เดี๋ยวมีบอกตอนรีวิวทริป

5. มิจฉาชีพ
จงอย่าทำตัวรวย อย่าอวดรวย
ไปเที่ยว ทำตัวจนๆไว้ จะรอดชีวิตจากพวกมิจฉาชีพได้
พวกกระเป๋า เสื้อผ้า เครื่องประดับราคาแพง เก็บไว้บ้านเถอะครับ
ครั้งนี้ขนาดทำตัวบ้านๆ ยังเจอมิจฉาชีพกับตัวเองเลย

6. อาหารการกิน
ถ้าเป็นคนไม่คุ้นกับอาหารฝรั่ง ให้พกมาม่าคัพไปด้วย ช่วยได้เยอะ
พกกาต้มน้ำเล็กไปด้วย สะดวกดี
ถ้าไม่มีก็ไปขอน้ำร้อนโรงแรมได้
กินอาหารตามร้าน แชร์กันได้ แต่บอกเค้าหน่อยว่าขอสั่งอย่างเดียวกินสองคน
หรือสองอย่างกินสามคน
เค้าชินกับกระเหรี่ยงแล้ว ส่วนใหญ่ก็จะไม่ว่าอะไรหรอก
บางร้านแยกจานมาให้เลยด้วยซ้ำ

7. ทิป
กินอาหารนอกบ้าน ถ้าไม่ใช่ร้านบริการตัวเอง
ต้องให้ทิปทุกครั้ง ประมาณ 10% ของค่าอาหาร
ฝรั่งเค้าไม่มี Service Charge
ถ้าไม่ให้ทิป เค้าก็คงทำอะไรเราไม่ได้ แต่น่าจะด่าพ่อตามหลัง
ไม่ดีหรอกครับ ให้ไปเถอะ มันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ

8. ร้านค้าปิดวันอาทิตย์ ที่เที่ยวบางที่ปิดวันจันทร์
บ้านเค้าไม่มี 7-11 นะ พวกร้านขายของชำ ทุ่มนึงหรือสองทุ่มร้านปิดหมดแล้ว
วันอาทิตย์ไม่เปิด วันเสาร์เย็นที่ super market คือสงคราม
จะซื้อของต้องแพลนดีๆ

ส่วนที่เที่ยว ไปดูเวบไซต์เค้าก่อน ว่าปิดบ้างหรือเปล่า
เดี๋ยวไปเจอวันที่ปิด จะต้อนไก่เข้าเล้าไม่ทัน
แถมเสียเวลาอีก

9. คนชอบถ่ายรูป

Cloud Sky

Blue Sky

ถ้าไปตอนหน้าฝน เมฆเยอะ Low Season โรงแรมถูก ถ่ายรูปมาก็แบบรูปบน
กับไปตอนหน้าร้อน High Season โรงแรมแพงกว่า
เมฆน้อย แดดร้อน ตัวดำ แต่รูปออกมาแบบด้านล่าง
ส่วนหน้าหนาว น่าจะแดดแรง เมฆน้อย คนน้อย
มีหิมะเพียบ รูปสวย แต่หนาวสุดๆ จนแทบไม่อยากขยับตัวออกไปข้างนอก
อยากได้รูปแบบไหน เลือกได้

ทิปอื่นๆคิดไม่ออกแล้ว ไว้คิดออกระหว่างทาง จะสอดแทรกในรีวิวไปเลยแล้วกันนะ

EUROPe in REWiND #000.6

เกร็ดความรู้ เล็กน้อยๆ เล่าสู่กันฟัง

1. น้ำเปล่าแพง และมีสองแบบ
แถบยุโรป น้ำเปล่าเค้าจะขายแพงมาก แพงกว่าเบียร์อีก
ขวด 500ml ที่เราซื้อกัน 7-10 บาท เค้าขาย 100+
ส่วนขวดใหญ่ 1.5 ลิตร ขวดละ 12 Euro+ คูณเอาละกันว่ากี่บาท
น้ำที่ขายจะมีสองแบบ คือน้ำเปล่าธรรมดา แบบที่เรากิน เค้าเรียก Still Water
กับอีกแบบ ที่เป็นโซดา เรียกว่า Gas Water
เวลาไปซื้อ ดูด้วยตานี่แยกกันไม่ออกเลยว่าเป็น Gas หรือ Still
ถามคนขายให้ดีๆก่อน เดี๋ยวซื้อผิด

แต่เอ๊ะ ซื้อน้ำเปล่าน่ะ ซื้อทีเดียวพอนะ
กินเสร็จ เก็บขวดไว้ด้วย แล้วเติมน้ำก๊อกเอา
ก๊อกน้ำในโรงแรมนี่แหละ ก็เปิดให้เป็นแบบเย็น ทิ้งไว้แป๊บนึง
แล้วก็รองใส่ขวดเลย กินได้
แต่ก็ไม่ทุกประเทศ
เยอรมัน ออสเตรีย โอเค
เชค ให้ต้มก่อน น้ำมันมีกลิ่นนิดนึง

ตอนเช้าก่อนออกจากโรงแรม ก็เติมน้ำให้เต็มขวด
ตอนกลางวันแวะร้านอาหาร ก็เติมซะให้เรียบร้อย

เราคนไทยอาจจะรู้สึกแปลกๆนิดนึง ที่จะกินน้ำก๊อก
เพราะที่บ้านเกิดเมืองนอน แค่คิดจะกินน้ำก๊อกก็สยองแล้ว
แต่ที่นู่นกินได้ รับรอง

2. โค้ก ราคาต่างกันเป็นเท่าตัว เป๊ปซี่ถูกกว่า 30%
ซื้อโค้ก 500ml ที่ super market ราคา 1 Euro
ซื้อโค้ก 500ml ที่ร้านขนมปังหรือร้าน takeout ราคา 1.8 Euro
ซื้อโค้ก 500ml ที่ตู้กด ราคา 2 Euro
ซื้อโค้ก 300ml ใส่แก้วในร้านอาหาร ราคา 3 Euro
มันจะต่างอะไรขนาดนั้น … แต่ก็รู้แล้วใช่มะ ว่าอยากกินโค้ก ซื้อที่ไหน

ส่วนเป๊ปซี่ ตามร้านไม่ค่อยมีขาย
ที่ super market ขวด 500ml ราคา 0.7 Euro
แต่ขอโทษ ขายไม่ออกเลย เหลือเต็ม shelf :)

3. ห้องน้ำ ไม่ฟรีนะจ๊ะ
คนเราก็ต้องเข้าห้องน้ำเป็นธรรมดา แต่มันไม่ฟรีเสมอไป
บางประเทศ บางที่ มีฟรี เช่นในร้านอาหาร ใน Mc
แต่บาง Mc ก็เก็บตัง โดยเฉพาะร้านตรงที่เที่ยว คนเยอะๆ

แล้วถ้าเก็บตัง มันก็จะเป็นแบบต้องหยอดเงิน
ไม่ได้มีคนเก็บเงิน
แล้วมันต้องใช้เหรียญ และมันก็ไม่มีที่แลกเหรียญให้เรา
ไม่ใช่ BTS นี่นะ
ถ้าเกิดปวดมากๆ จะทำไง
เพราะฉนั้น..

4. จงมีเศษเหรียญติดตัวเสมอ
นั่นแหละ เหรียญ 0.5 Euro, 1 Euro, 2 Euro ให้มีเก็บไว้อย่างละเหรียญ แยกไว้เลย
ถ้าไปสองคนก็ให้มีเก็บไว้มากขึ้น
มันจำเป็นต้องใช้ในการเข้าห้องน้ำ
หรือใช้ล๊อคเกอร์ ตามที่เที่ยว
เค้าไม่ให้เราสะพายเป้เข้าไป เราต้องไปฝากกระเป๋าไว้
แล้วต้องหยอดเงิน เพื่อไขกุญแจล๊อค
เกิดไม่มีเหรียญ ก็ปิดล๊อคไม่ได้ แล้วใครจะช่วยอะไรได้
ปล. พอเรา unlock ล๊อคเกอร์ มันก็คืนเหรียญเรามานะ
แค่เก็บเป็นมัดจำไว้

5. Starbucks + Mc มี Free Wifi
ถ้าไม่ได้ซื้อซิม
แล้วอยากเล่นเนทกลางทาง
ก็เดินไป Mc
ถ้าไม่มีก็ไป Starbucks ซึ่งมันอาจจะมีให้ Register นิดหน่อยก็ทำไป
ไม่ได้ยากอะไร ดีกว่าลงแดงตาย

6. การเรียกให้เก็บเงิน ไม่ใช่คำว่า Check Bill
และก็ไม่ใช่การทำนิ้ววนๆที่โต๊ะด้วย
ฝรั่งไม่เข้าใจ
ปรกติควรใช้คำว่า Check Please หรือ Bill Please

7. กดเงินผ่าน ATM ให้เลือกตู้ที่ไม่เสียค่าธรรมเนียม
เวลาไปเที่ยว ก็ควรพกบัตรเครดิตไปด้วย สองใบ เผื่อใบนึงมีปัญหา รูดไม่ผ่าน
และ ATM หนึ่งใบ ปรกติเค้าก็จะแนะนำให้ใช้ของ ธ. กรุงเทพกัน
เวลากดเงินสด เค้าจะคิดเรทของวีซ่า + ค่าประกันอัตราและเปลี่ยน 2%
และมีการเก็บค่าธรรมเนียม 100 บาท จากธนาคาร
ทีนี้ บางที ธนาคารปลายทาง มันก็เก็บค่าธรรมเนียมด้วย
จะรู้ได้ยังไงว่ามันมีค่าธรรมเนียม
ข้อมูล insider บอกมาว่า ถ้าพอกดเงินจำนวนเสร็จ
ก่อนที่มันจะบ้วนเงินออกมาให้เรา
เครื่อง ATM มันจะถามเราว่าการทำ Transaction นี้อาจจะมี Fee นะ
ยูโอเคไหม แสดงว่ามันจะเก็บเงิน ก็ตอบ No ซะ
แล้วไปใช้ตู้ของธนาคารอื่น
แค่นี้แหละ

ทีนี้ บางคนอาจจะถามว่าจะไปกด ATM ทำไม
แลกเงินไปสิ
คือเงินบางประเทศ ไม่มีให้แลกในเมืองไทย (ตามร้าน Grey Market ดังๆ)
เช่น Czech Koruna หรือ Hungarian Forint
ก็ต้องไปแลกที่นู่น หรือ กด ATM เอา
การไปแลกตังที่นู่น ถ้าไม่ศึกษาดีๆ โดนฟันหัวแบะนะฮะ
กด ATM เอาเหอะ สบายใจกว่าเยอะ

เรื่องเกร็ดความรู้
ยังมีต่อตอนสอง โปรดติดตาม

EUROPe in REWiND #000.5

EURail หัวใจของการเดินทาง

พอดีเราไม่ค่อยมั่นใจในการเช่ารถขับ
เลยเที่ยวด้วยรถไฟ
แต่เห็นคนไทยหลายกลุ่ม ไปเที่ยว 4-5 คน เช่ารถขับ
ผลัดกันขับ ดูสนุกดี
การขับรถทำให้ซอกแซกไปในที่ๆ รถไฟไปไม่ถึงได้
และยังทำให้ประหยัดค่าเดินทางได้มาก
ก็ลองพิจารณาดู

สำหรับคนที่จะพึ่งรถไฟ
ตั๋ว EURail คือเพื่อนที่แสนดี

มันจะมีตั๋วหลายแบบ เช่น คอมโบสองประเทศ คอมโบสามประเทศ
และอื่นๆให้เลือกซื้อ ลองเข้าไปดูในเวบไซต์ก่อน
สิ่งที่อยากจะบอกคือรถไฟทุกสายไม่ได้วิ่งเร็วเท่ากัน
ถ้าเที่ยวใน Core Network
เส้นสีม่วงในรูป ก็จะเจอรถไฟวิ่งเร็ว และส่วนมากตรงเวลา
ถ้าเที่ยวเส้นสีแดง ก็เป็นรถไฟรางเดี่ยว ดีเลย์ประจำ วิ่งช้า เชื่อถือไม่ค่อยได้ ควรระวัง

7-31-2013 12-02-05 AM

จากรูปการเที่ยว Frankfurt – Munich – Salzburg – Vienna – Budapest เป็นเส้นทางที่เหมาะจะใช้รถไฟ
แต่ถ้าเราแวะเมืองอื่นที่เป็นเส้นสีแดงเยอะๆ
แนะนำให้ใช้รถไฟสำหรับเส้นทางหลัก และรถ BUS สำหรับเส้นสีแดง (ถ้ามี)

เรื่องวิธีการเดินทาง ไม่มีสูตรตายตัว
เพราะบางที่ บางเวลา มันมีตั๋วพิเศษ (เช่น Weekend Ticket) ที่ราคาถูกกว่า EURail
ตัวอย่างคือ Bayern Ticket ของมิวนิค ที่ใช้เดินทางไป Fussen
เราก็ควรจะสลับมาใช้ตั๋วที่ดีกว่า ตามความเหมะสม

และบางเส้น การเดินทางด้วยรถไฟ ก็ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก

7-31-2013 12-21-24 AM

ลองดูตัวอย่างนี้
รูปด้านบนคือเวลาสั้นที่สุดที่จะเดินทางจากเมืองสู่เมือง
ลองดูเวลาจาก Frankfurt – Paris = 3 ชั่วโมง 55 นาที
เทียบกับ Frankfurt – Praha (Prague) = 9 ชั่วโมง 15 นาที ( Frankfurt – Munchen – Praha)
ทั้งๆที่ดูระยะทางไม่ต่างกัน
หรืออย่าง Munchen (Munich) – Venezia (Venice) = 7 ชั่วโมง 5 นาที
แค่คิดว่าต้องนั่งรถนานขนาดนั้น ก็เซ็งแล้วใช่ไหมล่ะ
ออก 9 โมงเช้า ถึงบ่าย 4 โมง สรุปแค่เดินทางก็เสียเวลาไปวันนึงฟรีๆ
เห็นแบบนี้ ถ้าจะเที่ยว อิตาลี ฝรั่งเศส
ก็ควรบิน Low Cost ข้ามประเทศเอาแทนการนั่งรถไฟ
เห็นด้วยไหมครับ ?

จะไปเที่ยวเองก็ต้องศึกษาให้ดี
จะได้วางแผนการเดินทางที่ประหยัด และมีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งเวลา และค่าใช้จ่าย

Tip ‘n Trick #3 : รถไฟขัดข้อง รางซ่อม เดินรถไม่ได้กระทันหัน

ตรงนี้ คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในยุโรปคงเข้าใจดี
เรานั่งรถไฟอยู่ดีๆ วิ่งปรกติมาครึ่งทางแล้ว
พอมาถึงสถานีนึง มันจอดนานผิดปรกติ
เสร็จแล้วเจ้าหน้าที่ก็เริ่มประกาศเสียงตามสาย เป็นภาษาท้องถิ่น ที่เราไม่เข้าใจ
เสร็จแล้วคนก็เริ่มทยอยลงๆๆๆไป แต่บางคนก็นังนั่งอยู่
รอแล้วรอเล่า มันก็ไม่ประกาศอะไรที่เป็นภาษาอังกฤษออกมา
แล้วสรุปชีวิตเราจะเป็นไงต่อ ? รถมันจะวิ่งหรือไม่วิ่ง ?
ดีเลย์แบบนี้ ถ้าต้องไปต่อรถไฟอีกขบวน ก็มีสิทธิ์ตกรถแหงๆ ทำไงดีๆๆๆ

ขอบอกว่ามันเป็นเรื่องปรกติครับ
เจอแบบนี้ให้รีบถามคนแถวนั่นทันที ว่าเกิดอะไรขึ้น
จงอย่ากลัว จงกลัวว่าจะตกรถที่ต้องไปต่อมากกว่ากลัวที่จะถามคำถามง่ายๆ

รู้ไว้ก่อน จะได้ไม่สติแตกตอนมันเกิดขึ้น
ถ้าคุณเที่ยวยุโรปด้วยรถไฟ คุณจะต้องเจอเหตุการณ์แบบนี้ซักวันนึงแน่นอน

EUROPe in REWiND #000.4

โรงแรมที่ซุกหัวนอน

ขั้นต่อไปของการวางแผนเที่ยว ก็คือศาสตร์ในการหาที่พัก
เริ่มด้วยการจองโรงแรม จะขอแบ่งการจองเป็น 2 อย่างคือ
1. จองเพื่อขอ VISA ; 2. จองเพื่อไปพักจริง

เวบที่ใช้จองโรงแรมที่ใช้จะมี booking.com, hostelworld.com และ website ของโรงแรมเอง

ขั้นแรก สำหรับการขอวีซ่า ให้จองโรงแรมผ่าน booking.com
เพราะจองแล้วไม่ต้องจ่ายเงินสักบาท
จองโรงแรมไหนก็ได้ ไม่ค่อยสำคัญ ขอแค่อยู่ในเมืองตามแผนการท่องเที่ยว
ถ้าแผนบอกว่าจะอยู่เมือง A แต่จองโรงแรมที่เมือง B แล้วสถานทูตตรวจเจอคงจะซวย
ที่สำคัญคือให้จองแบบที่มี condition free cancellation เอาไว้ยกเลิกทีหลัง
ตอนได้วีซ่าแล้ว หรือเผื่อมีปัญหาเกิดขึ้น

การจองเพื่อขอวีซ่า จริงๆแล้วก็สามารถจองโรงแรมที่เราอยากไปพักจริงๆได้เหมือนกัน ไม่ได้มีข้อห้ามนะ

ทีนี้พอได้วีซ่า ถ้าอยากเปลี่ยนโรงแรม ก็ค่อยมายกเลิกของเก่าแล้วจองของใหม่
รอบนี้ก็เอาแบบไม่ต้องมี free cancellation แล้ว เพราะไปแน่ๆ
ราคาจะถูกลงพอควร

Trick ‘n’ Tip #2 : หลักการจองโรมแรม

>  จองโรงแรมใกล้สถานีรถไฟ หรือ ใกล้ป้ายรถเมล์ ที่มีรถสายหลักผ่าน
การเป็นนัก Backpack ถ้าไม่อึดพลังควายมากๆ ก็ไม่ควรหาเรื่องใส่ตัวด้วยการพักโรงแรมไกลๆ
เดินทางลำบาก ลากกระเป๋าเข้าซอยเป็นกิโล
หรือต้องนั่ง Taxi ไป เพราะไม่มีรถเมล์ผ่าน

การจองโรงแรมใกล้สถานี มีข้อดีนับไม่ถ้วน
เช่น ประหยัดเวลาเดินทาง
ประหยัดค่าเดินทาง
มีของกินขายถึงดึก มี supermarket

> จองโรงแรมที่มีลิฟท์
ลองนึกสถาพห้องพักอยู่ชั้นสาม แล้วต้องยกกระเป๋าขึ้นไปเอง
สยองนะ ยกของหนัก ปวดหลังเอาง่ายๆด้วย อย่าเลยๆ

> อ่าน comment ใน booking.com ประกอบเยอะๆ
โรงแรมมีอะไรไม่ดี จะมีคนมาด่ากราดไว้เรียบร้อยแล้ว
ก็ลองไปอ่านดู ว่ารับได้ไหม
ส่วนใหญ่ฝรั่งก็จะมาด่าเรื่องต่างกับเรา
เช่นฝรั่งผู้ดีกับออซซี่ มักจะบ่นเรื่องไม่มีเครื่องต้มน้ำ สำหรับทำชาร้อนกิน
หรือบ่นว่าโรงแรมไม่มีแอร์ นอนไม่หลับ (Summer ของเค้า ตอนกลางคืนนี่เย็นกว่าแอร์บ้านเราอีก)
ข้อเสียของเค้า เราอาจจะไม่สนใจ ถึงแม้โรงแรมได้เรทติ้งไม่ดีมาก
แต่บางทีเจอฝรั่ง troll เราก็จะได้รู้ไว้
ข้อมูลดีๆมีมากมายอยู่ใน customer comment จงไปอ่านซะ

> เทียบราคาหลายๆเวบ
ส่วนใหญ่ booking.com จะราคาถูก แต่ก็ควรเชคการจองผ่านหน้าเวบของโรงแรมโดยตรงด้วย
บางทีจะถูกกว่าอีกนิดนึง หรือมีแถมอาหารเช้า อะไรแบบนี้

> สมัครสมาชิก mail ของโรงแรมไว้ เช่น Accor Group หรือ mail ของ booking.com, hostelsoworld
เพราะบางที พอใกล้ๆวัน แล้วมีโรงแรมขายห้องไม่หมด
มันจะเอามาลดแลกแจกแถม
ถ้าเราเจอของดี เราก็กด cancel ที่ booking.com ซะ
แล้วมาสอยพวกลดพิเศษพวกนี้ บางทีถูกลงไปคืนละหลายสิบ EURO นะเออ

> สำหรับคนกลัวโรงแรมผีสิง หรือ ไม่มั่นใจในการจองโรงแรมธรรมดาๆ
แนะนำให้ใช้เครือ ibis
เพราะราคาจะไม่แพงมาก บริการดี ห้องสะอาด มาตราฐานสูง
และส่วนใหญ่ location จะพอใช้ได้ทีเดียว

> สุดท้าย ท้ายสุด
Early Bird is King
ยิ่งจองเร็วยิ่งถูก ท่องไว้เลย
ปรกติการจองโรงแรม ถ้าต่ำกว่า 3 เดือนล่วงหน้า
ราคาก็จะแพงใช้ได้ทีเดียว
มันจะมาถูกอีกทีตอนเหลือ 2 อาทิตย์นั่นแหละ
เหตุผลก็ตามข้อด้านบน

ถึงตอนนี้แล้ว พร้อมจะลุยกันหรือยัง ?

EUROPe in REWiND #000.3

ว่ากันเรื่องแผนการท่องเที่ยว 

ตั๋วเครื่องบินมีแล้ว ก็แสดงว่าเรามีวันเวลาที่ไปตามความฝัน
กะเวลาที่ต้องย้อนกลับมาสู่โลกแห่งความจริงเรียบร้อย

ทีนี้ก็ต้องมาคิดว่า จะไปเมืองไหนบ้าง เมืองละกี่วัน และนอนที่เมืองไหน
สำหรับทริปนี้ ตอนแรกก็ตัดสินใจระหว่าง ฝรั่งเศส-สวิส กับ ออสเตรีย-เชค อยู่หลายวัน
สุดท้ายก็เลือกข้อหลัง เพราะน่าจะเที่ยวง่ายกว่า และถูกกว่า
ไว้ปีกกล้าขาแข็ง แล้วค่อยไปสู้กับเมืองโจรชุม อย่างปารีสก็แล้วกัน

รายละเอียดทริปคร่าวๆ

วันที่ แผน พักที่ เดินทางโดย
Day#1 นั่งรถไฟยิงยาว Frankfurt ไป Munich > เดินเที่ยวในเมือง Munich EURail
Day#2 Schloss Nymphenburg + Munich Residenz Munich
Day#3 Day Trip @Fussen ดูปราสาท Neuschwanstein Munich Baryern Ticket
Day#4 Day Trip @Innsbruck (Austria) Munich Eurail
Day#5 นั่งรถไฟไป Salzburg (Austria) > เดินเที่ยวในเมือง > Hohensalzburg Salzburg EURail
Day#6 ขึ้นเขา Untersberg > ตะลุย Schloss Hellbrunn + Salzburg Zoo Salzburg
Day#7 นั่งรถ Bus ย้ายเมืองไป Hallstatt > เดินเที่ยวในเมือง Hallstatt Bus
Day#8 นั่งรถไฟไป Vienna > เดินเที่ยวในเมือง > St. Stephen’s Cathedral Vienna EURail
Day#9 Hofburg Palace + Kunsthistorisches museum Vienna
Day#10 Schloss Schönbrunn + Belvedere Vienna
Day#11 นั่งรถตู้ไป  Cesky Krumlov > เดินเที่ยวในเมือง Cesky Krumlov CZShuttle
Day#12 นั่งรถ Bus ไป Prague > เดินเที่ยวในเมือง > Clarles Bridge Prague Student Agency
Day#13 Prague Castle > St. Vitus Cathedral > จุดชมวิว Letna Park Prague
Day#14 นั่งรถ Bus ไป Nurnberg และต่อรถไฟไป Frankfurt Airport EURail

Plan

รูปข้างบนนี้เป็นเส้นทางคร่าวๆ
จุด A หายไปเพราะทับกันจุด J ที่ Frankfurt

ทริปนี้ แผนเที่ยวค่อนข้างติส เพราะเข้าดูพระราชวัง และพิพิธพันธ์ เป็นจำนวนมาก
สำหรับคนไม่สนใจประวัติศาสตร์ ภาพวาด และความสวยงามของสิ่งก่อสร้างมากนัก
ก็น่าจะใช้เวลาในแต่ละเมือง และงบประมาณ น้อยกว่าที่เราใช้ไป
ครั้งนี้ค่าเข้าชมสถานที่ น่าจะเป็นหลักหมื่นต่อคน

ทริปของเรา ไม่มีการเผื่องบซื้อของ ไม่มีการเผื่อเวลาซื้อของ
และไม่มีตรงไหนในแผนบอกว่าเป็นเวลาเดินช๊อป
สำหรับนักช๊อป ต้องขออภัย ที่เราคงเดินคนละเส้นทางกัน

EUROPe in REWiND #000.2

จุดเริ่มต้นอยู่ตรงไหน ?
ถ้าจะถามว่าเวลาไปเที่ยว นอกจากความฝันแล้ว
ความจริงมันเริ่มที่ตรงไหน
ก็บอกได้ตรงนี้เลย ว่ามันคือ “ตั๋วเครื่องบิน”
เพราะถ้าไม่มีตั๋ว สิ่งที่เหลือทั้งหมดก็คงเริ่มไม่ได้
รอบนี้จองโปรโมชันของ Lufthansa ที่เปิดมาช่วงปลายปีที่แล้ว บินจาก Singapore ไปยุโรป
ตอนนั้นเลือกแค่ว่าจะไปลงที่ Frankfurt เพราะราคาถูกที่สุด
เนื่องจาก Frankfurt เป็น Hub หลักของ Lufthansa ถ้าเลือกไปเมืองอื่นคือต้องต่อเครื่องและเสียเงินเพิ่มอีก
ด้วยความงกเลยไม่เอา
ด้านล่างนี่แหละคือรูปโฆษณาของโปรที่จองไป

Lufthansa Promotion

Lufthansa Promotion

Tip ‘n’ Trick #1 : การจองตั๋วเครื่องบิน
จริงๆแล้วหลักการจองตั๋วเครื่องบิน ควรอิงจากแผนเที่ยวมากกว่า
Perfect Scenario เลยคือการบินไปเมืองเริ่มต้น
และบินกลับจากเมืองสุดท้าย โดยที่ไม่ต้องย้อนมากลับที่เมืองเริ่มต้น หรือถ้าจะต้องกลับมา
ก็ควรบินกลับด้วย Low Cost Airline
เช่น เที่ยว อิตาลี สวิส ฝรั่งเศส
ก็ควรบินไปอิตาลี กลับจากฝรั่งเศส
หรือ
บินไปอิตาลี แล้วบินจากฝรั่งเศสกลับมาอิตาลี ต่อแล้วเครื่องกลับ
แต่การทำแบบนี้ กับการเที่ยวแบบประหยัด ก็จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
เพราะเมืองไปกับเมืองกลับ มักจะต้องบินคนละสายการบิน
และมักจะไม่มีโปรพร้อมๆกัน
เวบไซต์ที่ใช้หาตั๋วราคาโปรก็เช่น cheapticket หรือ skyscanner
และเพจ facebook ดีๆอย่าง Ar-pae.com และอื่นๆอีกมาก
**********
กลับมาเรื่องของเรากันต่อ
ทีนี้พอจองโปร บินจาก Singapore แล้ว
เราก็มีภาระในการตามล่าหาโปร Low Cost จากกรุงเทพไปสิงคโปร์อีก
โชคดีที่ JetStar มีโปร 1 แถม 1
ก็เลยจองกรุงเทพ – สิงคโปร์ ได้ในราคาประหยัดอีก ประมาณ 1,600 บาทต่อคน
จากนั้นก็ต้องหาตั๋วกลับ สิงคโปร์ – กรุงเทพ
รอบนี้ขี้เกียจรอ เลยจอง Air Asia ไปเลย น่าจะประมาณ 2,500 บาท ต่อคน
อันนี้เป็นตัวอย่างที่ไม่ดี เพราะถ้ารอดูไปเรื่อยๆ อาจจะมีตั๋วถูกโผล่มาก็ได้
อ้อ เกือบลืมบอกว่าการจองตั๋วพวกนี้ จองล่วงหน้า 6 เดือนขึ้นไป
การจะรอหาตั๋วถูก ในช่วงระยะเวลาใกล้ๆ ก็จะเสี่ยงพอควร
แต่เราก็มักจะเห็นบ่อยๆ ที่สายการบิน มีโปรลดแลกแจกแถม ช่วงท้ายๆ (เพราะขายที่ไม่หมด)
เช่นจองวันนี้ บินวันพรุ่งนี้ถึงสิ้นเดือนหน้าเป็นต้น
ใครชอบสูตรไหน ก็ลองดูแล้วกันนะครับ

EUROPe in REWiND #000.1

การไปเที่ยวแบกเป้ในยุโรป เป็นความฝันของผม และคงเป็นของใครอีกหลายๆคน
จากบรรยากาศที่ดูแสนจะโรแมนติก อากาศเย็นๆ เดินไปทางไหนก็สวยไปหมด
วัฒนธรรม ศิลปะ และสถาปัตยกรรมช่างมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน
มีสเน่ห์และมนต์ขลังยิ่งนัก
การได้ไปสัมผัสสักครั้ง คงทำให้ลืมได้ทุกๆสิ่ง

ในขณะที่อีกหลายๆคน อาจจะชอบท่องเที่ยวรีสอร์ทหรูในประเทศ ที่มีการบริการเยี่ยมยอด
หรือไปกินบุฟเฟ่ต์อาหารชั้นเลิศ
แต่ผมกลับชอบไปแบกเป้ เป็นประชาชนชั้น 2 ในยุโรปมากกว่า
นอนในสถานที่ธรรมดาๆ ในบางที่ จะเรียกว่าโรงแรมก็คงไม่ถนัดปากนัก
ทานอาหารแบบกินเพื่ออยู่ อดบ้างบางมื้อ..

เที่ยวครั้งนี้
จัดเองกับมือ ทุกรายละเอียด
ได้ไปทุกๆที่ๆอยากไป เท่าที่เวลาและงบประมาณเอื้ออำนวย

ผมขอใช้พื้นที่ blog ตรงนี้แชร์ประสบการณ์ที่ได้รับมา
และก็หวังว่า blog นี้ จะเป็นแรงบันดาลใจ ให้กับคนอีกหลายๆคน
ได้ทำตามความฝันเช่นนี้บ้าง

Over the Egde

apache mod evasive

My server has been attacked for weeks. They were brute force trying to login to MoinMoin. MoinMoin is still fine, but the server load is too high and there are too many traffic.

mod_evasive and mod-security are life savers

mod-status and awstats are also helpful in debugging and detecting the problem.

apache mod evasive

My server has been attacked for weeks. They were brute force trying to login to MoinMoin. MoinMoin is still fine, but the server load is too high and there are too many traffic.

mod_evasive and mod-security are life savers

mod-status and awstats are also helpful in debugging and detecting the problem.

Moving to FreeBSD desktop

Again, my desktop somehow stop working, so I reinstall with FreeBSD and kde4.

This is what I have to do

Ports

x system

/usr/port/x11/xorg
/usr/port/x11/kde4

after that edit rc.conf and add

dbus_enable="YES"
hald_enable="YES"
kdm4_enable="YES"
linux_enable="YES"

reboot to kde4 and install these ports

/usr/ports/sysutils/fusefs-ntfs
git
mercurial
smb4k

Fix Firefox

Firefox is ugly in the Default FreeBSD ports. This is what I have to do.

ports

gtk-qt4-engineqt
qtcurve-gtk2

after that, go to start menu –> system setting –> gtk style and fonts –> choose qtcurve as widget

I got these from http://forum.kde.org/viewtopic.php?t=17786

Flash Plugins

http://www.freebsd.org/doc/handbook/desktop-browsers.html

Vim

Initially, I cannot get gvim to work. See these

http://www.freebsd.org/cgi/query-pr.cgi?pr=ports/180417
http://forums.freebsd.org/showthread.php?t=40610

It works when I compiled the port with “make -DWITH_OPTIONS install clean”

KeePass

Have to install mono and /usr/ports/x11-toolkits/libgdiplus

Moving to FreeBSD desktop

Again, my desktop somehow stop working, so I reinstall with FreeBSD and kde4.

This is what I have to do

Ports

x system

/usr/port/x11/xorg
/usr/port/x11/kde4

after that edit rc.conf and add

dbus_enable="YES"
hald_enable="YES"
kdm4_enable="YES"
linux_enable="YES"

reboot to kde4 and install these ports

/usr/ports/sysutils/fusefs-ntfs
git
mercurial
smb4k

Fix Firefox

Firefox is ugly in the Default FreeBSD ports. This is what I have to do.

ports

gtk-qt4-engineqt
qtcurve-gtk2

after that, go to start menu –> system setting –> gtk style and fonts –> choose qtcurve as widget

I got these from http://forum.kde.org/viewtopic.php?t=17786

Flash Plugins

http://www.freebsd.org/doc/handbook/desktop-browsers.html

Vim

Initially, I cannot get gvim to work. See these

http://www.freebsd.org/cgi/query-pr.cgi?pr=ports/180417
http://forums.freebsd.org/showthread.php?t=40610

It works when I compiled the port with “make -DWITH_OPTIONS install clean”

KeePass

Have to install mono and /usr/ports/x11-toolkits/libgdiplus

Trip 2011 – part 19

ทริปที่ไปตั้งแต่สองปีที่แล้ว ควรจะเขียนตอนสุดท้ายให้จบๆ สักที จะได้ถึงคิวเขียนถึงทริปอื่นบ้าง

วันสุดท้ายในทริปไปเดินชิลๆ ที่แถบ Notting Hill วิธีเดินทางง่ายๆ คือนั่ง tube ไปลงสถานี Notting Hill Gate

สถานี Notting Hill Gate

Notting Hill อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของลอนดอน เป็นย่านตลาด บ้านเรือนสีสวย ขายของน่ารักๆ อารมณ์ประมาณในหนัง Notting Hill น่ะแหละ

รถเก่า เอามาขายขนมปัง

ร้านขายของเก่า

ถนนสายหลักในย่านนี้คือ Portobello Street ร้านค้าส่วนใหญ่แถวนี้จะขายของเก่า เสื้อผ้า ผักผลไม้

 

ตึกหลากสีมาก

ทาสีเป็นลายธงชาติก็มี

บนถนน Portobello นี้มีจุดน่าสนใจสำหรับคนชอบอ่านหนังสืออยู่จุดนึง คือจะมีบ้านที่ George Orwell นักเขียนชื่อดังเจ้าของเรื่อง 1984 เคยอาศัยอยู่ จุดสังเกตคือมีแผ่นกลมๆ สีน้ำเงินแปะอยู่

Orwell lived here

สำหรับแฟนหนัง Notting Hill ก็จะมีร้านหนังสือประตูสีฟ้า The Travel Bookshop ที่เป็นร้านของพระเอกในเรื่อง อยู่ในย่านนี้ด้วย

The Travel Bookshop

Portobello Road

เดินจนกระทั่งถึงเวลากินมื้อเที่ยง ลองเปิดหาเอาจาก Google Maps ก็มีร้านน่าสนใจอยู่ใกล้ๆ ก็เลยลองไปกินดู เป็นร้านอาหารสเปนชื่อ El Pirata Detapas

มีเซตเมนูสำหรับมื้อเที่ยง ราคาพอรับได้

โฆษณาบอกสรรพคุณ ไม่มีดาวมิชชิลินแต่ก็ได้ recommend

บรรยากาศในร้าน

ขนมปัง

ไส้กรอกอะไรสักอย่าง น่าจะเป็น chorizo อร่อยดี

อันนี้มีครีม ไข่ปลา ข้างในเป็นอะไรสักอย่าง จำไม่ได้ แต่อร่อย

อันนี้จำชื่อไม่ได้ แต่อร่อยอีกเหมือนกัน

น่าจะเป็นปลาทอด

มี house wine ให้ในเซตด้วย

ถือเป็นร้านอาหารสเปนร้านแรกที่เคยกิน ใครไปแถวนั้นแล้วอยากลอง ก็ดูแผนที่/เวลาปิดเปิด ได้จากหน้านี้

จบจากมื้อกลางวันแล้วก็ไปทำธุระ รับฝากของจากมิตรสหายท่านหนึ่งกลับมาเมืองไทย แล้วก็ได้เวลาไปสนามบิน

ผ่านแถว Queensway แว้บๆ

ผ่านร้านเป็ดยอดนิยมของคนไทย

จัดการธุระเสร็จแถวๆ Marylebone

จนกระทั่งถึงเมืองไทยก็ไม่ได้ถ่ายรูปอื่นอีกเลย ทริปนี้มันก็เลยจบเอาดื้อๆ ที่ตรงสถานีนี้น่ะแหละ

ลิงก์ตอนเก่าๆ

Redesign

วันนี้มีเวลาว่างๆ ทั้งวัน ได้โอกาสทำเรื่องที่อยากทำมานานแล้วคือ ย้าย pittaya.com จากโฮสติ้งเดิมที่เป็น shared host ของ site5 มาอยู่บน cloud สักที

เรื่องการใช้งานก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่รู้สึกว่าการบริหารจัดการผ่านหน้า web interface มันไม่ถนัด แล้วบนโฮสต์ก็มีของที่ไม่ใช้แต่ไม่ได้ลบออก เละเทะไม่ค่อยเป็นระเบียบ รวมทั้งสัญญาเช่าจะหมดเอาปลายเดือนนี้แล้วด้วย ก็เลยได้จังหวะย้ายเสียเลย

คำถามแรกที่เจอคือ จะย้ายไปอยู่ที่ไหน ซึ่งตัวเลือกยอดฮิตก็มี 3 ยี่ห้อใหญ่ คือ EC2 ของ Amazon, Azure ของ Microsoft หรือว่า GCE ของ Google แต่ละเจ้าก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป สุดท้ายก็เลือกเอา EC2 ของ Amazon เพราะเคยใช้มาก่อนแล้ว คุ้นเคยที่สุด ขี้เกียจอ่าน document เพิ่มเติม

เนื่องจากว่าเป็น blog เล็กๆ คนเข้าไม่เยอะ เลือกใช้เครื่องแบบถูกสุดของ Amazon ก็น่าจะพอ โดยเครื่องที่ใช้เป็น EC2 แบบ micro instance รัน Ubuntu 12.04 LTS / Nginx / PHP-FPM / MariaDB ตามมาตรฐานทั่วไป

หลังจากย้ายโฮสติ้งมาที่ใหม่แล้ว ก็ถือโอกาสเปลี่ยน theme ใหม่ไปด้วยเลย ทีแรกก็หา theme ที่เป็น responsive แบบ minimal นิดนึงแต่ไม่เจอถูกใจสักอัน เลยตัดสินใจทำเอง โดยใช้ theme Bones เป็นพื้นฐาน หน้าตาก็ลอกๆ มาจากหลายที่ เอามาปรับเอา

ตอนนี้ถ้าเปิดดูบน PC / Tablet / Mobile ก็ควรจะดูดีหมดทุก device ละ (ทดสอบบน Firefox / Chrome / Mobile Safari – แต่บน IE อาจจะพัง เพราะไม่ได้ลอง)