Kimju — Once is More Than Enough

เรื่องของเรื่องคือเมื่อวานตอนเย็นตั้งใจจะพา @bombik กับเพื่อนไปกินบุฟเฟต์สุกี้ญี่ปุ่นที่ร้าน Torii แต่ปรากฏว่าปล่อยไก่ตัวเบ้อเริ่ม เพราะไม่รู้ว่ามันปิดทุกวันอังคาร T_T เลยเดินมึนๆ ไปหาของกินที่เมเจอร์รัชโยธินแทน

เดินไปเดินมาก็ตัดสินใจเข้าร้านบุฟเฟต์ปิ้งย่างเกาหลีชื่อ Kimju ที่อยู่ใกล้ๆ Box Office ด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่า “ยังไม่เคยลอง” บวกกับราคาบุฟเฟต์ที่ติดอยู่หน้าร้าน 288.- บาท ดูแล้วก็ค่อนข้างโอเค เลยตกลงเข้าไปลองกินกัน

Kimju Buffet

สำหรับคนที่หาข้อมูลว่าร้านนี้เป็นอย่างไร น่าไปลองชิมหรือไม่ ขอตอบแบบย่อๆ ไว้ก่อนเลยว่า

“มัน กาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาากส์ มาก”

เสิร์ชหาร้านอื่นได้เลยครับ เวลาในชีวิตของคุณมีค่าเกินกว่าจะไปนั่งกินอาหารในร้านพรรค์นี้ แต่ถ้าอยากรู้ว่ามันกากยังไง เชิญอ่านต่อได้ตามสะดวก

กาก 1: พนักงาน นั่งโต๊ะปุ๊บ เราถามก่อนเลยว่า 288.- นี่มีบวกอะไรอีกมั้ย ได้คำตอบว่าไม่บวกแล้ว ราคานี้เลย แต่พอเช็คบิลออกมาปรากฏว่าโดน service charge ไปอีก 10% จริงๆ คือไม่รอบคอบเองด้วย เพราะเหมือนจะมีดอกจันตัวเล็กๆ อยู่ในเมนู แต่ไม่ได้อ่าน

เครื่องเคียงและน้ำจิ้ม

กาก 2: กิมจิ อย่างแรกที่มาเสิร์ฟบนโต๊ะคือเครื่องเคียงและน้ำจิ้ม เห็นสีกิมจิครั้งแรกก็คิดอยู่ในใจว่าไม่น่าอร่อย แต่พอกินเข้าไปแล้ว กลายเป็นว่า โคตรจะไม่อร่อย! จบกัน กินปิ้งย่างเกาหลี แต่กิมจิไม่อร่อย

อยากจะเดินออกจากร้านซะเดี๋ยวนั้น แต่เสียดายตังค์ เพราะกินของมันไปแล้ว คงไม่ปล่อยให้พวกผมเดินออกไปโดยไม่จ่ายค่าบุฟเฟต์ เลยต้องก้มหน้าก้มตากินต่อไป

กาก 3: น้ำจิ้ม น้ำจิ้มสองอันที่ให้มาตามรูปด้านบน อันนึงเหมือนจะเป็นเต้าเจี้ยว อีกอันเหมือนเป็นพริกในน้ำมัน รสชาติก็ประมาณว่า ลองเอาเนื้อย่างจิ้มกินอย่างละคำ แล้วหลังจากนั้นก็กินแต่เนื้อย่างเปล่าๆ โดยไม่ได้แตะน้ำจิ้มอีกเลย ไม่ใช่ว่ากินเนื้อย่างเปล่าๆ แล้วมันอร่อย แต่เป็นเพราะน้ำจิ้มมันไม่ได้ช่วยเพิ่มรสชาติอะไรขึ้นมาเลย นอกจากความเลี่ยน -*-

มากินคราวนี้จัดเต็ม โดยบวกเพิ่มอีก 100 รวมราคาเป็น 388.- บาท เพื่อจะได้กิน “เนื้อโคนุ่มพิเศษ” และ “อาหารทะเล” ก่อนจะพบว่า…

อาหารทะเล

กาก 4: อาหารทะเล กุ้งนี่นอนมาแบบกะปลกกะเปลี้ย แค่คีบขึ้นมา หัวกับหางก็หลุดออกจากตัว ท่าทางจะตายมาหลายรอบกว่าจะได้มาอยู่บนจาน แน่นอนว่าหาความสดไม่ได้แม้แต่น้อย ส่วนเนื้อปลากินไปนิดหน่อย บอกไม่ได้ว่าสดหรือเปล่า หมึกไม่ได้กิน แต่คาดว่าจะอยู่ในอาการเดียวกันกับกุ้ง

เนื้อหมู

กาก 5: เนื้อ, หมู เนื้อกับหมูที่เสิร์ฟมาบนจาน หน้าตาแตกต่างจากในเมนูอย่างสิ้นเชิง สีคล้ำๆ เละๆ แหยะๆ ถ้าไม่เละก็คือมาเป็นแบบแข็งเป๊ก ประมาณว่าละลายน้ำแข็งยังไม่เสร็จดี รสชาติเหมือนไม่ได้ผ่านการหมักใดๆ มาทั้งสิ้น บวกกับน้ำจิ้มไม่อร่อย ก็ต้องกินแบบเปล่าๆ กันไป แถมเนื้อนุ่มพิเศษก็ไม่ได้นุ่มอย่างที่คาดหวังไว้ (มาถึงขั้นนี้ยังจะหวังอะไรอีก >_<)

เนื้อวัว

กาก 6: น้ำมัน!? เนื้อ, หมู ทุกจาน จะมาพร้อมน้ำราดอะไรซักอย่างที่ดูแล้วน่าจะเป็นน้ำมัน ไม่รู้จะใส่อะไรมานักหนา ประโยชน์อย่างเดียวที่เห็นคือ ยิ่งกินยิ่งเลี่ยน น่าจะทำให้อิ่ม(อยากอ้วก)ไวขึ้น ยิ่งจานหลังๆ ยิ่งราดมาจนท่วม แสรดดด

เป็นการกินบุฟเฟต์ที่ทรมานโคตรๆ ครั้งแรกในชีวิต คิดอยู่ในใจตลอดเวลาที่นั่งกินว่า ขอให้พนักงานมันเดินมาถามทีเถอะว่า “อาหารอร่อยมั้ยครับ” กรูจะได้ตอบอย่างไม่ลังเลว่า “ไม่อร่อยเลยครับ แต่เสียดายตังค์เลยต้องกิน”

อาหารเพียงอย่างเดียวนอกจากข้าวกับเครื่องดื่ม ที่พอจะเหมือนมนุษย์มนากับเขาบ้างก็คือ “ซุป” ที่รสชาติโอเค ได้อาศัยเติมไปสามสี่รอบ ช่วยให้อิ่มได้โดยไม่ต้องทรมานจากการกินปิ้งย่างจนเกินไป

ซุป

สรุปว่าแปลกใจมากที่ร้านอาหารที่ราคาสวนทางกับรสชาติแบบ exponential ขนาดนี้มันอยู่รอดมาได้ แถมมีหลายสาขาอีกต่างหาก หรือบางทีอาจจะเป็นผมเองที่ไม่ซาบซึ้งกับรสชาติอาหารเกาหลีอย่างแท้จริงก็เป็นได้ -_-a

กินสามคนพันห้านี่เปลี่ยนเป็นกินฟูจิหรือ MK แบบเต็มสูบได้เลยนะ เผลอๆ จะเหลือเงินทอนด้วยซ้ำ =.=

Trip 2011 – Part 15

ปารีสวันที่ 5 โปรแกรมวันนี้เริ่มต้นกันที่โบสถ์ Sacre Coeur ซึ่งอยู่เขต 18 ไกลจากที่พักพอสมควร การเดินทางก็ Metro เหมือนเดิม ไปลงที่สถานี Abbysses

บรรยากาศในตู้ขบวน Paris Metro

เขต 18 ของปารีสอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือ ภูมิประเทศมีลักษณะเป็นเนินเขา และโบสถ์ Sacre Coeur นี่ก็อยู่บนเนินนั่นแหละ ซึ่งวิธีขึ้นไปก็มีให้เลือกระหว่างขึ้นรถรางไป หรือไม่ก็เดินขึ้นบันได

ทางขึ้นรถราง แน่นอนว่าเสียตังค์

เนื่องจากอากาศดี และไม่อยากเสียเงินค่ารถราง ก็เลยใช้วิธีเดินขึ้นเนินมาเรื่อยๆ ตามอย่างหนัง Amélie ฉากในคลิปข้างล่าง

อากาศดี เดินได้ชิลๆ

ข้อควรระวังนิดนึงของการเดินขึ้นคือ จะมีแก๊งขายของ พยายามจะมาบังคับขายของให้นักท่องเที่ยว ก็พยายามเดินหลีกๆ เอา

มองกลับลงไปด้านล่าง

ขึ้นมาถึงแล้ว ด้านหน้ามีรูปปั้น Joan of Arc อยู่ด้วย

โบสถ์ Sacre Coeur มีลักษณะคือด้านนอกเป็นสีขาวเด่นทั้งหลัง ถ่ายรูปตัดกับท้องฟ้าสีฟ้าแล้วก็สนามหญ้าสีเขียวๆ ได้สวยดี ส่วนข้างในก็เป็นโบสถ์ธรรมดา ไม่มีอะไรพิเศษ

มองลงไปเห็นปารีสทั้งเมือง

เดินถ่ายรูปจนทั่วแล้ว ก็เดินต่อลงมาด้านล่าง จะเป็นย่านที่เรียกกันว่ามงมาร์ต (Montmartre) ในอดีตเป็นที่อยู่อาศัยของพวกศิลปินดังหลายคน และบรรยากาศในปัจจุบันก็ออกไปในสไตล์เก๋ๆ ติดดินหน่อยๆ

ตลาดขายของ

ภาพล้อนโปเลียน ดัดแปลงจากภาพ Napoleon Crossing the Alps โดย Jacques Louis David

ภาพวาดเจ้าชายน้อยบนประตู

นักดนตรีเปิดหมวก

ย่าน Montmartre นี่ยังเป็นฉากที่ถ่ายทำหนังหลายเรื่อง เช่น Amélie, La Vie en Rose, Moulin Rouge

Graffiti ยังมีให้เห็นทั่วไป

เดินลงมาจนถึงด้านล่างของเนินเขาจะเป็นตลาด มีของกินขายเพียบ

เป็ดหรือห่านก็ไม่รู้เหมือนกัน

ถ้าเดินไปตามถนน Rue Lepic จะเจอ Cafe ร้านนึงชื่อว่า Cafe Des Deux Moulins ชื่อ Cafe แปลว่า กังหันลมสองอัน

ด้านหน้า Cafe Des Deux Moulins

Cafe ร้านนี้เป็นสถานที่ถ่ายทำหนัง Amélie คือเป็นร้านที่นางเอกทำงานอยู่

ด้านในร้าน ก็คล้ายๆ กับในหนัง แต่ไม่มีตู้ขายบุหรี่

Amélie !

Cafe ที่ฝรั่งเศสนี่นอกจากกาแฟแล้ว ก็จะมีขายอาหารง่ายๆ รวมทั้งเบียร์ด้วย

Kronenbourg 1664 หมดแก้วแล้วก็ไปต่อ

ชักภาพเมนูหน้าร้าน

ภาพ Van Gogh บนกำแพงแถวนั้น

โปรแกรมมื้อเที่ยงวันนี้จะซื้อของกินไปนั่งกินในสวน ก็เลยแวะร้านขายของกินแถวนั้นที่มีอยู่ละลานตามาก

สำหรับคนรักเนื้อ มีให้เลือกหลายชนิด ของแปลกๆ ที่ไม่ค่อยเห็นตาม supermarket บ้านเราเพียบ

คนขายเนื้อ

เดินผ่านร้านการ์ตูน นอกจากการ์ตูนฝรั่งเศสอย่างของ Enki Bilal ก็แอบมีการ์ตูนญี่ปุ่นขายด้วย

Ratatouille มันหน้าตาแบบนี้นี่เอง

แปลว่า น่องไก่ อะไรสักอย่าง

ขนมปังฝรั่งเศส ขาดไม่ได้

หลังจากซื้อของกินเรียบร้อยแล้วก็เดินไปนั่ง Metro เพื่อไปสวนสาธารณะที่จะนั่งกิน (จริงๆ จะไปซื้อแถวสวนก็ได้ แต่ไม่รู้ว่ามีอะไรขายหรือเปล่า ก็เลยซื้อเสียตั้งแต่แถวนี้ที่มีให้เลือกเยอะๆ)

ร้านนี้ขายอะไรก็ไม่รู้

ก่อนไปลง Metro เจอ Moulin Rouge ของจริง ก็เป็น "กังหันสีแดง" ตามชื่อ

นั่ง Metro ไปเขต 6 เพื่อไปที่สวน Jardin du Luxembourg เป็นสถานที่ที่เค้าว่าเหมาะสมแก่การนั่งปิคนิค

มาถึงสวน Luxembourg แล้ว

ไวน์ที่ซื้อมาจากร้าน Nicolas บนเกาะ Saint Louis เมื่อวาน

กินไวน์แกล้ม ขนมปัง แฮม ตับบด น่องไก่ ชีส และ Ratatouille

สวน Luxembourg นี่เป็นสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองในปารีส (รองจากสวน Tuileries) ภายในมีบ่อน้ำ น้ำพุ รูปปั้นสวยๆ ให้ถ่ายรูป มีสนามหญ้าให้นั่งพักผ่อน ย่านนี้อยู่ใกล้ Sorbonne ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชื่อดังของฝรั่งเศส ในสวนจึงมีหนุ่มสาวหน้าตา intellectual มาพักผ่อนกันเยอะเป็นพิเศษ ไม่มีนักท่องเที่ยวพลุกพล่านเหมือนที่อื่นๆ เหมาะกับการมานั่งพักผ่อนชิลๆ มาก

บรรยากาศในสวน ด้านหลังเป็นสระน้ำ และ Luxembourg Palace

รูปปั้นในสวน

กินอาหารกลางวันจนอิ่ม พักผ่อนเอาแรงอีกเล็กน้อย ก็ได้เวลาเดินทางต่อ

โฆษณา Google Maps บนโต๊ะใน Cafe ใกล้ๆ

สถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ กับสวน Luxembourg คือ Pantheon (ฝรั่งเศสอ่าน ปงเตออง) ข้างในเป็นที่เก็บศพคนดัง เช่น Voltaire, Victor Hugo, Pierre & Marie Curie ฯลฯ แล้วก็ขึ้นชื่อเรื่องสถาปัตยกรรมแบบ Neo-Classic ที่สวยงาม แต่พอดีเวลาไม่ลงตัว ก็เลยไม่ได้เข้าไปดู

Pantheon อยู่ใกล้แค่นี้ แต่ไม่ได้ไป

เป้าหมายต่อไปคือ Musée Rodin ระหว่างทางเดินไปขึ้น Metro ก็ผ่านพิพิธภัณฑ์อีกแห่งหนึ่งคือ Musée de Cluny เป็นพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับยุค middle age ซึ่งก็ไม่มีเวลาเข้าไปดูอีกเหมือนกัน

เกาะรั้ว Musée de Cluny

Metro สถานี Cluny-la Sorbonne เพดานสวยดี

นั่ง Metro มาจนถึงสถานี Varenne เดินต่ออีกนิดนึงก็ถึง Musée Rodin ใช้ Museum Pass เข้าได้เลย

ป้ายบอกทางเข้า

Musée Rodin เป็นที่จัดแสดงผลงานของ Auguste Rodin นักปฏิมากรรมคนสำคัญของฝรั่งเศส ซึ่งเคยใช้ตึกนี้เป็นสตูดิโอมาก่อน โดยก่อนตาย Rodin ได้ทำข้อตกลงกับรัฐบาลไว้ว่าจะยกผลงานทั้งหมดให้เป็นสมบัติชาติ แลกกับการสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ทำให้ที่ Musée Rodin นี้ผลงานเกือบทั้งหมดที่จัดแสดง จะเป็น collection งานของ Rodin และงานของคนอื่นบางส่วนที่ Rodin เคยครอบครอง (ในนั้นมีภาพเขียนของ Van Gogh และ Renoir ด้วย)

ผลงานที่จัดแสดงก็จะกระจายอยู่ตามจุดต่างๆ ในสวน และในตัวตึก เดินดูได้สบายๆ บรรยากาศร่มรื่น

The Thinker ผลงานชื่อดังของ Rodin

The Gate of Hell ผลงานชื่อดังอีกชิ้นหนึ่ง

ลองซูมใกล้ๆ The Gate of Hell

บรรยากาศรวมๆ นักท่องเที่ยวไม่เยอะ เดินสบายๆ

ตัวอย่างผลงานที่อยู่ในตัวตึก

ถ้าใครชอบงาน sculpture ก็ไม่ควรพลาด

กว่าจะออกจาก Musée Rodin ก็ตกเย็นแล้ว เป้าหมายสุดท้ายของวันนี้ก็คือถนนช็องเซลีเซ่ (Champs-Élysées) หนึ่งในถนนที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก ถนนที่เต็มไปด้วยร้านค้าหรูหรา ฟู่ฟ่า ที่สุดในยุโรปเลยก็ว่าได้

ร้านขายของของสโมสร Paris Saint-Germain ก็ตั้งอยู่แถวนี้

ปารีเซียงต่อคิวดูกังฟูแพนด้า

ลิมูซีนคันใหญ่วิ่งตามถนนนี้ถือเป็นเรื่องปกติ

ร้าน Louis Vuitton หรูกว่าตรงแยกราชประสงค์ประมาณแปดล้านเท่า

ถนน Champs-Élysées นี่ยังเป็นต้นแบบของถนนราชดำเนินในบ้านเราด้วย

พอเดินเลยโซนที่เป็นร้านหรูๆ ออกมา ดูไปก็คล้ายๆ ราชดำเนินบ้านเรา

และเมื่อเราเดินตามถนนมาเรื่อยๆ จนสุดก็จะเจอกับจตุรัส Chales de Gaulle ซึ่งเป็นวงเวียนที่มีถนน 12 สายมาบรรจบกัน (ลองดูใน Google Maps ก็ได้) และตรงใจกลางของวงเวียน เป็นที่ตั้งของประตูชัย Arc de Triomphe อีกสัญลักษณ์หนึ่งของปารีส

ประตูชัย

ประตูชัยของปารีสนี้สูงประมาณ 50 เมตร ถ้าว่ากันในเรื่องขนาด ถือว่าใหญ่เป็นอันดับสองของโลก เป็นรองแค่ประตูชัยแห่งเปียงยาง ที่อยู่ในเกาหลีเหนือเท่านั้น

นักท่องเที่ยวสามารถเดินลงอุโมงค์เพื่อไปโผล่ที่เกาะกลางได้

อุโมงค์ลอดใต้ถนน

ถ้าเข้าไปดูใกล้ๆ ก็จะเห็นรายละเอียดพวกรูปสลัก และตัวหนังสือที่จารึกไว้ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องประวัตศาสตร์การทำสงครามของฝรั่งเศส และระลึกถึงทหารที่เสียชีวิต

อันนี้แปลไม่ออก

ชักภาพในมุม wide ก่อนจะมืด

จริงๆ แล้วสามารถขึ้นไปดูวิวที่ด้านบนประตูชัยได้ แต่ดันหาทางขึ้นไม่เจอ ประกอบกับเหนื่อยด้วย เลยเอาเดินถ่ายรูปรอบๆ ก็พอ

พอเริ่มมืด เค้าจะเปิดไฟสีล้มๆ หน่อย ตัดกับท้องฟ้าสีเข้ม

เดินกลับมาถ่ายจากหัวมุมถนน Champs-Elysees (นักท่องเที่ยวเยอะมาก)

ประตูชัยนี้ ยังเป็นส่วนหนึ่งของ L’Axe Historique (แนวเส้นตรงทางประวัติศาสตร์) ซึ่งลากตรงออกจาก Louvre ผ่านสวน Tuileries ไปตามถนน Champs-Élysées ผ่านประตูชัย ไปจนสิ้นสุดที่ประตูชัยใหม่ ในเขต La Defense วัดเป็นระยะทาง (ใน google maps) ก็เกือบๆ 8 กิโลเมตร เป็นแนวเส้นตรงดิ่ง ไม่มีสิ่งก่อสร้างกีดขวางเลย เป็นการวางผังเมืองที่เท่ดีมาก

ปารีเซียง (+นักท่องเที่ยว) เดินข้ามถนน

ถ่ายรูปจนพอใจแล้วก็กลับที่พัก นอนเอาแรงสำหรับวันต่อไป

ลิงก์ตอนเก่าๆ

Trip 2011 – part 14

เข้าสู่วันที่ 4 ที่ปารีสแล้ว เก็บสถานที่สำคัญๆ ไปหลายที่แล้ว วันนี้ก็จะมาเที่ยวตามสถานที่ที่ดังรองๆ ลงมาหน่อย ต้องตื่นออกจากที่พักแต่เช้าเหมือนเดิม

พาหนะแบบหนึ่งของปารีเซียง

Graffiti มีให้เห็นทั่วไปแม้กระทั่งแถวกลางเมือง

โปรแกรมแรกของวันนี้คือไป Conciergerie ซึ่งเป็นคุกที่ใช้ขังนักโทษการเมืองในช่วงสมัยปฏิวัติฝรั่งเศส ที่ตั้งของ Conciergerie อยู่บนเกาะ Cite ใจกลางเมืองปารีส

ต้องอธิบายเรื่องลักษณะทางภูมิศาสตร์ของปารีสเล็กน้อย คือปารีสจะมีแม่น้ำ Seine ไหลผ่ากลาง จากฝั่งตะวันตก ไปฝั่งตะวันออก และตรงกลางจะมีเกาะเล็กๆ อยู่ในแม่น้ำ 2 เกาะ คือเกาะ Saint Louis และเกาะ Cite ที่กำลังจะไปนี่เอง (ถ้าอ่านแล้วงงลองดูแผนที่)

สะพานข้ามไปยังเกาะกลางน้ำ มีโฆษณา iPad 2

ถ้าจำไม่ผิด อันนี้คือ Hall of Justice

ทีแรกตั้งใจว่าจะมาดูทั้ง Conciergerie กับโบสถ์ Sainte-Chapelle ที่อยู่แถวนั้นด้วย แต่ดูปริมาณคนที่ต่อคิวเข้าแถวรอเข้าโบสถ์ Saint-Chapelle แล้ว มาดู Conciergerie น่าจะเป็นการใช้เวลาที่มีอย่างคุ้มค่ากว่า ไม่งั้นโปรแกรมที่วางไว้ทั้งวันคงจะเละไปหมด

ข้างใน Conciergerie ชั้นล่าง

ข้างใน Conciergerie ก็จะมีจัดแสดง จำลองสภาพของคุกสมัยปฏิวัติฝรั่งเศส เอาหุ่นมาตั้งเป็นเวรยาม เป็นนักโทษนอนอยู่ในคุก มีทั้งนักโทษธรรมดา แล้วก็นักโทษ high profile ที่เป็นบุคคลสำคัญ แต่นักโทษที่มีความเป็นอยู่ดีที่สุดในนี้ก็คือ Marie Antoinette

ในช่วงบั้นปลายชีวิต Marie Antoinette เคยถูกขังอยู่ที่นี่ ก่อนจะถูกนำตัวไปประหารด้วยกิโยตินที่ลานประหารกลางปารีส

จำลองห้องของ Marie Antoinette ขนาดประมาณคอนโด 1 ห้องนอนสมัยนี้

รวมๆ แล้วก็ไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ คุณภาพของส่วนจัดแสดงถือว่าห่วยผิดคาด หุ่นที่เอามาจัดแสดงก็ดูดีกว่าจ่าเฉยบ้านเราแค่เล็กน้อยเท่านั้นเอง ค่าเข้าดู 7 ยูโร ถ้าเกิดว่าไม่ได้ใช้ Museum Pass เข้ามาคงรู้สึกเสียดายเงินเหมือนกัน นี่คงเป็นสาเหตุว่าทำไมใครๆ ก็ไปต่อคิวเข้า Sainte-Chapelle กันหมด แล้วไม่มาดู Conciergerie

ตรงทางออกมีขายหนังสือ กินตังค์นักท่องเที่ยวอีกต่อนึง

เป้าหมายถัดไปคือ วิหาร Notre Dame ที่ตั้งอยู่บนเกาะ Cite เหมือนกัน เดินไปนิดเดียวก็ถึง

เดินผ่านทางเข้า Metro สถานี Cite ออกแบบเป็นสไตล์ Art Nouveau ฝีมือการออกแบบของสถาปนิก Hector Guimard

แก๊งค์เด็กปั่นจักรยาน

มาถึง Notre Dame แล้ว

Notre Dame เป็นวิหารที่สร้างตามศิลปะแบบ gothic เป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังในแง่ของความใหญ่โตและกระจกสีที่สวยงาม ด้านหน้าของวิหารจะมีหมุดบอกหลักกิโลเมตรที่ศูนย์อยู่ด้วย

หลักกิโลเมตรที่ศูนย์

ลองเข้าไปข้างใน ก็ลักษณะเหมือนวิหารทั่วไป มีทางเดินให้กับนักท่องเที่ยวเดินดูรอบๆ โดยไม่เข้าไปรบกวนคนที่มาโบสถ์ตามปกติ

แสงไฟสลัวๆ จากเทียน

เทียนใส่ถ้วย มีไว้ขายนักท่องเที่ยว

ด้านในก็ไม่มีอะไรเท่าไหร่ ใช้ Museum Pass ผ่านประตูเข้าไปได้ไม่มีปัญหา ยกเว้นตัวอาคารที่แยกออกมาบางส่วนที่ต้องเสียเงินเพิ่ม (ซึ่งก็ไม่ได้เข้าไปดู) มีบันไดให้ขึ้นไปดาดฟ้าของหอคอยเพื่อไปดูวิวสวยๆ ได้ ซึ่งก็ไม่ได้ขึ้นไปอีก เพราะกลัวเหนื่อย เดี๋ยวจะเดินที่อื่นต่อไม่ไหว ก็เลยกลับออกมาถ่ายรูปข้างนอก

รูปปั้นด้านนอก

รูปปั้น Gargoyle บนดาดฟ้า

พอดีว่าไม่เคยดู The Hunchback of Notre Dame ก็เลยไม่อินเท่าไหร่

ร้านขายของที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยว มีอยู่รอบๆ

สวนด้านหลัง Notre Dame

ออกจาก Notre Dame มาแล้ว ก็เดินต่อไปทางเกาะ Saint Louis สำรวจบ้านช่องร้านรวงทั่วไป เกาะ Saint Louis จะมีขนาดเล็กกว่าเกาะ Cite และไม่มีสถานที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวเท่าไหร่ ก็สามารถเดินได้สบายๆ

ร้านขายชีสสสสสสสสส

ร้านขายไวน์ เป็น chain ชื่อว่า Nicolas มีให้เลือกเยอะดี

จากเกาะ Saint Louis ข้ามสะพานกลับสู่อีกฟากแม่น้ำ แล้วเดินต่อมาเรื่อยๆ ก็จะมาเจอกับ Place de la Bastille ที่ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของคุก Bastille อันโด่งดังมาก่อน

Place de la Bastille

คุก Bastille โดนทำลายจนไม่เหลืออะไรแล้ว ปัจจุบันก็เลยกลายเป็นแค่วงเวียนอย่างในรูป มีโรงโอเปร่า Bastille มาสร้างไว้ เนื่องในโอกาสครบรอบ 200 ปี การทลายคุก Bastille

เดินกลับเข้ามาในเมืองอีกหน่อยจะเจอกับ Place des Vosges เป็นจัตุรัสที่เก่าแก่ที่สุดของปารีส และยังเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ Covent Garden ที่ลอนดอนอีกด้วย

ร่มรื่นดี แต่ฝุ่นเยอะไปหน่อย

แถวนี้มีอดีตบ้านของ Victor Hugo นักเขียนชื่อดังด้วย

แฟน Magritte เห็นแล้วอดถ่ายไม่ได้

เดินต่อไปอีกก็เจอ Archives Nationales ก็ประมาณหอจดหมายเหตุแห่งชาติของบ้านเรา ช่วงที่ไปเหมือนจะมีประท้วงเรื่องอะไรสักอย่างกันอยู่

ด้านหน้า Archives Nationales

ได้ยินมาว่าแถวย่านนี้ Falafel อร่อย ก็เลยจิ้มๆ ดู Google Maps เลือกร้านที่ได้ดาวเยอะๆ มาร้านนึง เป็นมื้อเที่ยงวันนี้

ชื่อร้าน L'As du Fallafel

ชื่อร้านแปลว่า "The Ace"

ด้วยความที่ตัวเองก็ไม่รู้จักว่า falafel มันหน้าตาแบบไหน กินยังไง เข้าไปก็จะงงๆ หน่อย สรุปได้ว่า falafel ร้านนี้เป็นแบบ falafel sandwich คือมีไส้กับแป้งมาให้ จากนั้นคนกินก็จัดการเองตามสะดวก

แป้งกับน้ำจิ้ม เผ็ดใช้ได้

อันนี้เป็นไส้ สั่งเป็นเนื้อวัวกับเนื้อแกะ รวมๆ กัน

อันนี้จานแยก เป็นไส้กรอกอะไรสักอย่าง รสชาติคล้ายๆ Chorizo

วิธีกินก็ยัดไส้ใส่ในแป้ง ราดน้ำจิ้มตามชอบ แล้วก็กิน

สำหรับมื้อนี้รีวิวใน Google Maps เชื่อถือได้ ร้านบ้านๆ หน่อย คนเยอะไปนิด แต่อร่อยดี และราคาไม่แพง

กินเสร็จแล้วก็เดินต่อไปที่ Centre Georges Pompidou ที่เป็นอาคารศูนย์วัฒนธรรม ภายในจะมีจัดนิทรรศการศิลปะผลัดเปลี่ยน หมุนเวียนไปเรื่อยๆ (ไม่ได้เข้าไปดู เพราะไม่มีเวลา)

ด้านหลังของ Centre Georges Pompidou

สไตล์ที่โดดเด่นของ Centre Georges Pompidou คือการออกแบบแนว Post-Modern โดยจับเอาสิ่งที่ควรจะอยู่ในตัวตึกออกมาอยู่ด้านนอก ทั้งโครงเหล็ก ท่อแอร์ ท่อสายไฟ บันได ทำให้ได้อาคารหน้าตาประหลาดเป็นเอกลักษณ์ขึ้นมา

ด้านหน้าอาคาร

เหมือนจะเป็นคณะนักเรียนมาทัศนศึกษา

ข้างๆ มีบ่อน้ำพุชื่อว่า Stravinsky Fountain ตั้งชื่อตาม composer เพลง Igor Stravinsky

น้ำพุไม่มีน้ำ

เดินเที่ยวย่านนี้เยอะแล้ว ก็ไปต่อที่ไฮไลท์ของวันนี้ คือ Musée d’Orsay ซึ่งก็ต้องขึ้น Metro ไป

เปลี่ยนขบวน Metro ที่สถานี Concorde เพดานทำสวยดี

มาถึงพิพิธภัณฑ์ d’Orsay ซึ่งเป็นอีกพิพธภัณฑ์หนึ่งที่ไม่ควรพลาด รองจาก Louvre โดยงานศิลปะที่จัดแสดงอยู่ใน d’Orsay จะเป็นงานยุคหลัง ราวๆ ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา

งานศิลปะเชิดหน้าชูชาตาของ d’Orsay คือเป็นแหล่งรวมภาพเขียนแนว Impressionist / Post-Impressionist (และแนวใกล้เคียง) ไว้เยอะมาก ของคนดังๆ มีครบทั้ง Manet, Monet, Degar, Renoir, Pissaro, Van Gogh ฯลฯ นอกจากนี้แล้วก็มีงานแบบ Art Nouveau ให้ดูด้วย

ตัวอาคารเป็นสถานีรถไฟเก่าที่เอามาดัดแปลง การเดินทางภายในแบ่งเป็นสัดส่วนไว้อย่างดี เดินแล้วไม่หลงทางอย่างใน Louvre เป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดกำลังดี ใช้เวลาเดินสักครึ่งวันก็ทั่ว ข้อเสียคือ ห้ามถ่ายรูปข้างใน ก็เลยเอารูปมาแปะไม่ได้

ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ มีป้ายโฆษณาว่าช่วงนี้มีนิทรรศการของ Manet อยู่

จังหวะที่ไปนั่นเป็นช่วงบ่ายแล้ว คนรอคิวเข้าก็เยอะพอสมควร ไม่มีทางลัดสำหรับคนถือ Museum Pass ด้วย ทำให้เสียเวลาไปเยอะ ตอนเดินดูผลงานก็เลยต้องรีบๆ ดูไปหน่อย รู้สึกไม่ค่อยเต็มอิ่มเท่าไหร่ แต่โดยส่วนตัวแล้วชอบที่นี่มากกว่า Louvre เสียอีก

d'Orsay ในช่วงพระอาทิตย์ใกล้ตก

นาฬิกาอันใหญ่ สัญลักษณ์ของพิพิธภัณฑ์

เดินอยู่จนพิพิธภัณฑ์ปิด (สามทุ่มครึ่ง ฟ้ายังสว่างอยู่เลย) ออกมาถ่ายรูปรอบๆ เล็กน้อย แล้วก็นั่ง Metro กลับที่พัก ก็เป็นอันจบไปอีกหนึ่งวัน

ลิงก์ตอนเก่าๆ

Amazing Thailand

เราไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยวบนโลกใบนี้

BBC – Thailand lese majeste man jailed for 20 years

The New York Times – 20-Year Sentence for Text Messages Against Thai King

HuffingtonPost – Keeping up With the Neighbours: Thailand Jails Grandfather or 20 Years

Gizmodo – Don’t Insult the Thai King in an SMS, Unless You Like Prison

France24 – 20 years’ jail for Thai anti-royal texts

Telegraph – Man sentenced to 20 years for insulting Thai queen by text message

The Independent – Thailand: 20-year jail term for royal insult

Bloomberg – Thai Man to Be Jailed for Royal Threat by SMS

The Australian – Twenty years for royal insult of Thai king

ยินดีต้อนรับสู่ Censorship Paradise

rant

rant
dae
Fri, 11/18/2011 - 14:58

rant

My friend has an auto shop, QCT Auto. there are tips for flooded car here

Trip 2011 – part 13

ด้วยเหตุที่ว่าปารีสเป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของโลก ความมีเสน่ห์เฉพาะตัวของเมืองนี้ ทำให้หนังหลายๆ เรื่องได้มาถ่ายทำกัน นอกจากใน Inception ที่พูดถึงไปเมื่อวันก่อนและ Marie Antoinette แล้ว ยังมีเรื่องอื่นที่แนะนำให้ดูก่อนมาเที่ยว จะได้อรรถรสมากขึ้น

Paris, Je T’Aime (2006) – ชื่อเรื่องก็บอกเป็นอย่างดีว่าพูดถึงเมืองนี้เต็มๆ ในหนังมีหลากหลายแง่มุมของปารีส บางมุมอาจจะอยู่นอกเส้นทางนักท่องเที่ยวไปบ้าง แต่หนังดี สนุก สมควรดู

Amélie (2001) – หนังเล่าเรื่องสาวน้อยที่ใช้ชีวิตอยู่ในย่านมงมาร์ท ชานเมืองปารีส บรรยากาศย้อนยุคนิดๆ ถ้าตั้งใจจะไปเที่ยวย่านนั้นอยู่แล้วก็ไม่ควรพลาด

Before Sunset (2004) – เรื่องนี้ต้องดู Before Sunrise (1995) ก่อน ถึงจะดูรู้เรื่องหน่อย เป็นเรื่องของหนุ่มสาวที่เคยรู้จักกันวันเดียวที่เวียนนา และโชคชะตาพาให้ทั้งสองคนกลับมาเจอกันอีกทีในบรรยากาศริมแม่น้ำ Seine

เรื่องอื่นๆ ที่ลองดูก่อนมาอย่าง From Paris with Love, The Bourne Identity ดูแล้วไม่ค่อยได้ประโยชน์อะไรเท่าไหร่ (ไม่สนุกด้วย!)

มีอีกเรื่องนึงที่อยากดูคือ Midnight in Paris แต่ตอนที่ไปเที่ยวนั่นยังหาดูไม่ได้

ส่วนโปรแกรมท่องเที่ยววันนี้ที่วางไว้คือ พิพิธภัณฑ์ Louvre อันโด่งดัง เต็มๆ วัน ไม่ไปที่อื่น

Louvre ถือเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่ดีที่สุดของโลก มีผลงานจัดแสดงกว่า 35,000 ชิ้น ทั้งภาพเขียน งานแกะสลัก งานฝีมือ ฯลฯ ภายในอาคารขนาดใหญ่ระดับที่เดินทั้งวันก็ยังไม่ทั่ว

ความโด่งดังของ Louvre นอกจากผลงานระดับ Masterpiece จำนวนมากที่จัดแสดงอยู่ที่นี่แล้ว ยังได้แรงหนุนจากนิยายและหนัง The Da Vinci Code ที่มีฉากเปิดเรื่องเป็นการฆาตกรรมภายในพิพิธภัณฑ์นี้

ดังนั้น การมา Louvre จึงควรซื้อ Museum Pass ไว้ จะดีที่สุด สามารถเข้าออกกี่ครั้งก็ได้ และมีทางเข้าพิเศษ ไม่ต้องไปต่อคิวยาวๆ เหมือนคนทั่วไป (ถึงแม้คิวจะไม่ยาวเท่า Versaille ก็เถอะ)

ภาพถ่ายจากด้านนอก อาคารใหญ่โตโอ่โถงเพราะเป็นวังเก่า

Louvre ตั้งอยู่ในเขต 1 ของปารีส ติดแม่น้ำ Seine ถือว่าอยู่ใจกลางเมืองสุดๆ การเดินทางสะดวกสุดก็ Metro สถานี Palais Royal-Musee du Louvre

พีระมิดแก้ว สัญลักษณ์ทางเข้าของพิพิธภัณฑ์

คนปกติ เวลามา Louvre ก็จะเข้าตรงทางเข้าหลักคือที่พีระมิดแก้ว (ฝีมือการออกแบบของสถาปนิก I. M. Pei) แต่ถ้าไม่อยากต่อคิวยาว ให้ไปเข้าทางเข้าด้านข้างตรง Richelieu Wing คิวจะสั้นกว่าเยอะ

มองจากข้างใต้พีระมิดแก้ว

ในการมาดูงานศิลปะที่ Louvre นี้ พวกกรุ๊ปทัวร์ต่างๆ ที่มีเวลาน้อย ก็มักจะไปดูงานชื่อดังๆ ซึ่งงานศิลปะที่ดังที่สุดใน Louvre ก็มีอยู่ 3 ชิ้น อันได้แก่ Winged Victory of Samothrace, Venus de Milo และ Mona Lisa ซึ่งวันนี้มีเวลาเต็มๆ วัน ก็จะค่อยๆ เดินดูไปทีละชิ้น

ทางเดินใน Louvre ค่อนข้างวกวนและสับสน ต้องหยิบแผนที่ขึ้นมาดูอยู่ตลอด หลังจากเดินอยู่สักพักก็มาถึง Winged Victory of Samothrace จนได้ ตัวรูปแกะสลักมีอายุเก่าแก่ตั้งแต่ 300 ปีก่อนคริสตกาล ว่ากันว่าเป็นเทพธิดา Nike สร้างเพื่อฉลองชัยชนะของกรีซที่เกาะ Samothrace

คนมุงดูมากมายสมกับเป็นงานชื่อดัง

งานศิลปะใน Louvre จะแบ่งเป็นโซนตามประเภทของงาน เช่น โซนรูปปั้น รูปแกะสลัก ภาพเขียน นอกจากนี้ยังแบ่งตามภูมิภาคและช่วงเวลา กระจายกันไปตามปีกต่างๆ ของอาคาร

ในโซนงานแกะสลักนี่ก็มีงานเด่นๆ อีกหลายชิ้น เช่น Diana of Versailles เป็นเทพ Diana กำลังล่าสัตว์

Diana of Versailles หรืออีกชื่อหนึ่งคือ Artemis with a Doe

ชิ้นถัดไปก็เป็น Hermaphroditos Asleep สังเกตดูดีๆ จะเห็นว่าที่นอนอยู่นั่นเป็นหินแกะสลัก ไม่ใช่ฟูกจริง!

หินอ่อน ไม่ใช่ฟูก

จังหวะที่ไปมีแสดงงานรวมๆ ของ Rembrandt อยู่พอดี (ไม่ได้เข้าไปดู)

ส่วนแสดงงานของ Rembrandt

ถ้าหากเดินจนเหนื่อยแล้ว ตามมุมๆ อาคาร จะมี Cafe เล็กๆ ขายอาหาร/เครื่องดื่ม ให้แวะกินแก้หิวได้ แต่ราคาก็จะแพงกว่ากินข้างนอกอยู่พอสมควร ถ้าเกิดว่าอยากประหยัด ก็พกของกินเข้าไป แล้วหาที่นั่งกินตรงส่วนกลาง (ที่ไม่ใช่โซนแสดงงาน) เสร็จแล้วค่อยเข้าไปดูงานต่อ

แซนด์วิชแฮมชีส กับ Chorizo ตบท้ายด้วยโค้ก (ซื้อก่อนเข้ามา)

อิ่มแล้วก็กลับเข้ามาดูงานต่อ เปลี่ยนบรรยากาศไปเดินแถวภาพเขียนบ้าง

มีคนมานั่งวาดรูปเยอะเหมือนกัน เป็นเรื่องปกติสำหรับคนมีเวลาเหลือเฟือ

กลุ่มนักท่องเที่ยว ดูจากการแต่งตัวแล้วน่าจะมาจากญี่ปุ่น

โซนแสดงภาพ Impressionist

เทียบกับ British Museum ที่ลอนดอนแล้ว British Museum จะเน้นข้าวของ งานช่างเป็นชิ้นๆ ดูแล้วได้ความรู้ทางประวัติศาสตร์ ส่วนที่ Louvre จะมีส่วนที่เป็นงานศิลปะมากกว่า

มองออกไปด้านนอก เห็นแม่น้ำ Seine และสะพาน Pont des Arts

บางห้องก็ใหญ่โตโอ่โถงมาก

ปกอัลบั้ม Viva la Vida ของ Coldplay

มีงานยุคเรอเนสซองค์เยอะมาก มีให้ดูกันทั้ง Leonardo (Da Vinci), Raphael, Donatello , Michael Angelo ครบขบวนการเต่านินจา

Baldassare Castiglione โดย Raphael ท่าเดียวกับ Mona Lisa เลย

เป้าหมายสุดท้ายของวันนี้คือ ไปดู Mona Lisa กะว่าตอนใกล้ๆ จะปิด คนคงน้อยแล้ว ซึ่งคนมันก็น้อยกว่าตอนบ่ายๆ แหละ แต่ก็ยังถือว่าเยอะอยู่ดี

คนดู Mona Lisa ยังเยอะอยู่ (ประมาณ 30 นาทีก่อนปิด)

เนื่องจากเป็นงานชื่อดังที่สุด คนเข้ามาดูเยอะที่สุด ก็เลยต้องมีที่กั้น มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเข้มงวดกว่าที่อื่น

ดูเสร็จ ถ่ายรูปแล้วก็ต้องรีบเดินออก เพราะกำลังจะปิดแล้ว

เดินผ่านโซนแกะสลักเจอ Cupid & Psyche

คนออกกันมาจะหมดแล้ว หันกลับไปไม่เจอใครเลย

ออกมาข้างนอกเอาเวลาปิดพอดี แต่ยังพอมีแสงอยู่บ้าง ก็เก็บภาพภายนอกไว้สักหน่อย

สาบานได้ว่าเกือบสี่ทุ่มแล้ว

เปิดไฟแล้วก็สวยดี

สิ่งที่จำเป็นอย่างหนึ่งของ Louvre คือ ถ้าไม่ได้กะจะมาดูแค่งานเด่นๆ 3-4 ชิ้นแล้ว ควรจะต้องวางแผนก่อนมาว่าจะดูอะไรบ้าง และของที่อยากดูอยู่ตรงส่วนไหนของอาคาร เว็บไซต์ของ Louvre มีฐานข้อมูลของงานศิลปะพร้อมตำแหน่งให้หมดแล้ว (ถึงเว็บจะใช้ลำบากไปหน่อยก็เถอะ) และมีเส้นทางแนะนำให้ด้วย สามารถเลือกวางแผนก่อนได้ สิ่งที่ควรจำให้ขึ้นใจคือ ไม่ควรไปเดินชิลๆ คิดว่าดูไปเรื่อยๆ จนครบก็พอ เพราะว่า Louvre ใหญ่เกินกว่าจะเดินได้ทั่วในวันเดียว ขนาดเข้าไปตอนเวลาเปิด ออกมาตอนเวลาปิด ก็ยังเดินไม่ทั่ว ถ้าเป็นไปได้ ก็ควรจะเลือกไปเดินวันพุธหรือวันศุกร์ เพราะจะเปิดถึง 21:45 (วันอื่นเปิดถึงหกโมงเย็น)

ถ้าใครใช้ iPhone / iPad สามารถโหลด Official App ชื่อว่า Musée de Louvre มาใช้ช่วยวางแผนการเดินทางได้

ระหว่างเดินไปหาทางลง Metro เจอโปสเตอร์ขำๆ ดี

หนุ่มสาวเอย พวกเธอว์จงใส่แว่น!

อารยธรรมเฮดโฟน มีมาตั้งแต่สมัยเรอเนสซองค์

นั่ง Metro กลับที่พัก จบวันที่สามในปารีส