SoundMAGIC PL50

รีบออกตัวก่อนว่าไม่ได้ซื้อหูฟังใหม่ เนื่องจากตัวนี้ได้มาตั้งแต่ก่อนไปเยอรมัน (ประมาณปลายเดือนมีนา) ที่ซื้อเพราะเพื่อนโรมแนะนำว่า PL30 สุดยอด แต่ลอง google หาข้อมูลแล้วไปเจอ review ของ PL50 อ่านไปอ่านมาเลยสอยตัวนี้มาแทน =.=

SoundMAGIC PL50


ตอนลองฟังครั้งแรกโดยต่อกับ Dell Studio 1458 รู้สึก failed มาก เพราะเสียงมันบาดหูอย่างแรง และเสียงมันค่อนข้างแบน แยกซ้ายขวาหน้าหลังแทบไม่ออก สาเหตุคาดว่าน่าจะเกิดจาก

  • ตอนนั้นผมชินกับแนวเสียงของ Sennheiser CX200 ที่เบสมหึมา ฟังอะไรก็ออกมาทุ้มไปหมด
  • SoundMAGIC PL50 มันจะเด่นที่เสียงกลาง และเสียงสูง ส่วนเบสจะมาแบบลึกๆ ไม่ใช่แนวตูมๆ จนหูสั่นแบบ CX200 หรือ CX500
  • ตอนลองผมใช้จุกโฟมที่แถมมาในกล่อง มันจะเป็นแบบแข็งๆ ผิวด้านนอกลื่นๆ ทำให้ใส่ยาก และหลุดง่าย ไม่พอดีกับรูหู ทำให้แทบไม่มี isolation และไม่ได้ยินเสียงจากหูฟังอย่างที่ควรจะเป็น

ตอนอยู่บนเครื่องก็ยังพยายามฟังอยู่ เพราะอ่านรีวิวที่ไหนก็เห็นเค้าบอกว่าเสียงดีโคตรๆ ทำไมเราฟังแล้วมันห่วยฟระ สุดท้ายทนไม่ไหว ต้องเปลี่ยนมาใช้ CX200 ฟังแทน T_T มานั่งนึกๆ ดูทีหลัง นอกจากจุกมันจะไม่พอดีแล้ว ยังมาจับคู่กับ Philips GoGear เข้าไปอีก เลยทำให้ยิ่งเลวร้ายไปกันใหญ่ก็เป็นได้

หลังจากนั้นเลยใช้แต่ CX200 ฟังเพลง ส่วน PL50 ผมเอาไว้คุยโทรศัพท์ผ่านเน็ตอย่างเดียว เพราะว่าใช้แล้วได้ยินเสียงคนชัดเจนมากกกก ส่วน CX200 เสียงพูดจะได้ยินแบบอู้อี้ๆ ฟังยากพอสมควร

พอกลับมาจากเยอรมันได้สักพักก็ถอย Sennheiser CX500 มาจับคู่กับ Sansa Clip+ (Rockboxed) เลยทำให้ PL50 ถูกเก็บเข้ากรุไปโดยปริยาย

จนเร็วๆ นี้เกิดสงสัยขึ้นมาว่า ถ้าใช้จุกโฟมกับ CX500 มันจะทำให้เสียงดีขึ้นอีกหรือเปล่า เลยลองสั่งจุก Comply T-400 มาคู่นึง แต่เห็นว่าไหนๆ ก็เสียค่าส่งแล้ว ลองให้โอกาส PL50 อีกสักรอบ หาจุกโฟมดีๆ มาใส่เผื่ออะไรๆ มันจะดีขึ้น ลอง search ในเว็บ Comply เจอแต่รุ่นสำหรับ PL30 แต่ไม่มีรุ่นสำหรับ PL50 โดยเฉพาะ พอดีเห็นคนขายใน OCZ แถมจุก Comply T-140 เลยสั่งรุ่นนี้ไป -_-a

ผลที่ได้สำหรับ CX500 คือ เสียงเบสฟังมันส์ขึ้นเยอะ และอาการที่บางครั้งเหมือนมีลมดันในหูเวลาใช้จุกยาง มันจะหายไป (คิดว่าเพราะจุกโฟมมันโปร่งกว่า ทำให้อากาศถ่ายเทออกได้)

ส่วนผลที่ได้สำหรับ PL50 เรียกว่าเปลี่ยนจากหลังเท้าเป็นหน้ามือก็ว่าได้ เมื่อได้ฟัง PL50 ด้วยจุกโฟมแล้ว พบว่า:

  • isolation ดีกว่า CX500 นั่งฟังบนรถเมล์นี่ happy ทีเดียว :)
  • เสียงร้องเด่นมาก ลอยออกมาอยู่หน้าเครื่องดนตรี ประมาณว่าเหมือนนักร้องมายืนอยู่ตรงหน้า
  • เพิ่งเข้าใจคำว่า soundstage ก็คราวนี้ เสียงเครื่องดนตรีซ้ายขวาแยกออกอย่างชัดเจน และมีระยะห่างค่อนข้างเยอะ เวลาฟังจาก PL50 จะเหมือนฟังเพลงในห้องกว้างๆ ที่เครื่องดนตรีกระจายตัวกันออกไป ส่วน CX500 ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในห้องเล็กๆ ที่มีเครื่องดนตรีมาตั้งอยู่ใกล้ๆ ทั้งซ้ายและขวา
  • เสียงเบสมากขึ้นกว่าตอนใช้จุกแถม เบสมาแบบลึกๆ และเสียงเบสแน่น ฟังเพลงทั่วๆ ไปได้ไม่มีปัญหา แต่อาจจะยังขัดใจคนที่บริโภคเบสเป็นหลักอยู่ดี (จริงๆ ผมก็อยู่ในกลุ่มนั้น แต่เริ่มชิน)
  • การใส่แบบ over-ear ทำให้เคลื่อนไหวได้คล่องตัวมาก เดินกระเทือนยังไงก็ไม่หลุด และไม่ค่อยมีเสียงที่เกิดจากสายหูฟังเสียดสีกับเสื้อผ้า

ตอนนี้เลยเรียกได้ว่าบ้า PL50 พอสมควร ติดใจที่ความเด่นของเสียงร้องและ soundstage ที่ฟังแล้วโปร่ง สบายหู แต่ถ้าวันไหนอยากฟังเพลงมันส์ๆ ก็ยังคงหยิบ CX500 ออกมาใช้อยู่เป็นพักๆ :)

ปล. เวลาฟังเพลงจากโน๊ตบุ๊คยังไงๆ ก็ยังรู้สึกว่ามันไม่เพราะเท่าฟังจากเครื่องเล่นแฮะ -*-

Kindle 3 Review

ในช่วงหลังนี้ สงครามในตลาด E-Book เริ่มดุเดือด ตั้งแต่ที่ Apple เปิดตัว iPad, B&N ลดราคา Nook จนเจ้าตลาดเดิมอย่าง Amazon ต้องออกมาตอบโต้ โดยหั่นราคา Kindle 2 ของตัวเองมาสู้ และเดือนที่ผ่านมาก็ได้เปิดตัว Kindle รุ่นใหม่ ที่ใครๆ ก็เรียกกันว่า “Kindle 3″ ยกเว้นแต่ Amazon เองที่เรียกว่า “Kindle Latest Generation” ในที่นี้ขอเรียกสั้นๆ ตามที่ส่วนใหญ่เค้าเรียกกันว่า Kindle 3 ละกัน

Kindle 3 มีอยู่สองรุ่น คือรุ่น wifi only ราคา 139$ กับรุ่น wifi+3G ราคา 189$ มีสีดำกับสีขาวให้เลือก ความสามารถก็ตามชื่อ คือรุ่น wifi จะใช้งานผ่าน wifi ได้เท่านั้น ส่วนรุ่น wifi+3G จะใช้เครือข่าย Whispernet ที่ Amazon เป็น partner กับเครือข่ายมือถือใหญ่ๆ ทั่วโลก (รวมทั้งเมืองไทยด้วย) ให้ผู้ใช้สามารถใช้ Kindle โหลดหนังสือผ่านเครือข่าย 3G โดยไม่ต้องเสียบซิม ไม่ต้องเสียค่าบริการ

Kindle ตัวที่สั่งซื้อมานี้เป็นรุ่น wifi only เหตุผลคือ เพราะมันถูกกว่า แล้วก็คิดว่าคงจะไม่ค่อยได้ใช้งาน sync หนังสือผ่านเครือข่ายโทรศัพท์สักเท่าไหร่ (ไม่เกี่ยวกับที่ว่าบ้านเรายังไม่มี 3G แต่อย่างใด) ราคาอยู่ที่ 139$ ค่าส่งอีก ประมาณ 10$ และ tax deposit fee อีก 40$ รวมๆ แล้วก็อยู่ที่ประมาณ 200$ ตอนนี้บาทแข็ง คูณแล้วก็ประมาณ 6,000 กว่าบาท จัดส่งมาให้ผ่านทาง DHL สามารถ track ดูสถานะของแท็คเกจได้จากในเว็บเลย ใช้เวลาไม่ถึงอาทิตย์ ก็มาถึงกรุงเทพ

กล่องกระดาษแข็งสีน้ำตาลธรรมดา ไม่ได้หรูหราอย่างยี่ห้อผลไม้ กล่องเล็กและเบากว่าที่คิด

Kindle 3

เปิดกล่องก็เจอ kindle นอนอยู่

Kindle 3

ภายในกล่องประกอบด้วย Kindle, คู่มือ, สายชาร์จ MicroUSB พร้อมหัวต่อสำหรับเสียบกับฝาผนัง (ไม่แน่ใจว่าใช้กับไฟบ้านเราได้หรือเปล่า ยังไม่เคยลอง)

Kindle 3

เทียบขนาดให้ดู จะเห็นว่าขนาดเล็กกว่าหนังสือการ์ตูนเล็กน้อย หน้าจอ 6″ มีขนาดพอๆ กับหนังสือพ็อคเก็ตบุ๊คทั่วไป

Kindle 3

ในการใช้งานครั้งแรก ก็ต้องชาร์จไฟเสียก่อน ในที่นี้ใช้วิธีเสียบสาย MicroUSB เข้ากับ laptop พอเสียบเข้าไปแล้ว OS ก็จะเห็น Kindle เป็น USB Storage ตัวนึง สามารถก็อปปี้ไฟล์ไปใส่ได้ (ทดสอบกับ Mac OS X แต่คิดว่า OS อื่นก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร)

ในการชาร์จแบต Kindle หนึ่งครั้ง จะสามารถใช้งานได้เป็นเวลาถึง 4 สัปดาห์ แต่ถ้าเปิด wifi ตลอด จะอยู่ได้ประมาณ 3 สัปดาห์ (อันนี้ Amazon เค้าบอกไว้ จริงเท็จอย่างไรยังไม่รู้)

สำหรับคนที่ยังไม่รู้ หน้าจอของ Kindle ใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า E-Ink ซึ่งแสดงผลเป็นภาพขาวดำที่ดูสบายตา คล้ายกับอ่านจากหนังสือที่เป็นกระดาษจริงๆ ไม่มีแสงสะท้อนแยงตาเหมือนจอ LCD ตามสเป็คของ Kindle 3 ตัวนี้ ใช้จอ E-Ink ที่ความละเอียด 800×600 แสดงสีขาวดำได้ 16 ระดับ

ด้วยเทคโนโลยี E-Ink นี่เองที่ประหยัดพลังงานในการแสดงผลมาก ทำให้ในการชาร์จหนึ่งครั้ง เราสามารถใช้งาน Kindle ได้นานเป็นสัปดาห์ แต่ข้อเสียของจอ E-Ink นอกจากเรื่องที่แสดงภาพสีไม่ได้แล้วนั้น ก็มีเรื่องที่การเปลี่ยนหน้าจอทำได้ช้า ทำให้ไม่เหมาะจะเอามาแสดงผลภาพเคลื่อนไหว

มาดูตัวเครื่อง Kindle กันบ้าง จะเป็นว่ามีหน้าจอ 6″ มีปุ่มด้านซ้ายขวา ข้างละ 2 ปุ่ม เอาไว้เปิดหน้าถัดไปหรือหน้าที่แล้ว จับตัวเครื่องด้วยมือไหน ก็ใช้ได้เหมือนกัน ด้านล่างมีแป้นคีย์บอร์ดเอาไว้พิมพ์เล็กๆ น้อยๆ และมีปุ่ม 5-way button เอาไว้เลื่อนเคอร์เซอร์ ส่วนท้ายตัวเครื่องมีรูเสียบหูฟัง ช่องเสียบ MicroUSB ปุ่มปรับระดับเสียง และปุ่ม power slide ส่วนด้านหลังมีลำโพง

Kindle 3

ในเว็บของ Amazon จะมีหนังสือฟรีอยู่จำนวนหนึ่ง สามารถโหลดมาอ่านฟรีได้ (ส่วนใหญ่เป็นนิยายเก่าๆ หรือหนังสือที่เป็น public domain) โดยเข้าไปที่หน้าของหนังสือนั้นๆ แล้วเลือก Send to my Kindle แล้วหนังสือจะ sync มาลงยัง Kindle ของเราเอง ถ้าในรุ่นที่เป็น 3G ก็จะสามารถ sync ได้แม้จะไม่ได้ต่อ wifi

ตัวอย่าง โหลด Alice’s Adventures In Wonderland มาอ่าน

Kindle 3

ถ้าหนังสือที่เราอ่าน อยู่ในฟอร์แมต E-Book (.azw หรือ .mobi) จะสามารถปรับขนาดตัวหนังสือตามต้องการได้ ตัวหนังสือจะ reflow เอง

ฟอร์แมตไฟล์ที่ Kindle รู้จัก และเราใช้กันทั่วไปก็มี azw, mobi, pdf, text, html, doc ถ้ารูปภาพก็มี bmp, gif, jpeg, png

ทดลองสร้าง folder ใส่ภาพเข้าไป Kindle จะมอง folder หนึ่ง เหมือนกับเป็นหนังสือ 1 เล่ม เวลาเปิดดูก็จะเปิดดูทีละรูปๆ เหมาะกับการเอามาอ่านการ์ตูนเป็นอย่างยิ่ง ถ้าเกิดว่าตัวหนังสือเล็กเกิน อ่านไม่ออก ก็สามารถเลือกอ่านแนวตะแคงได้ (เลือกได้ว่าจะให้แสดงภาพแบบ fit หน้าจอ, fit ความกว้าง หรือว่า actual size)

Kindle 3

ถ้าไม่ใช้งานสักระยะนึง Kindle จะแสดงหน้า screensaver และล็อคปุ่ม เพื่อป้องกันการกดโดนโดยไม่ตั้งใจ เวลาจะกลับมาอ่านต่อก็เลื่อนปุ่ม power ด้านล่างตัวเครื่อง

Kindle 3

หนังสือของ Amazon จะมีปกให้ดูด้วย (อันนี้เป็น sample อ่านฟรีแค่บทแรกๆ ถ้าติดใจค่อยซื้อทั้งเล่ม)

Kindle 3

ทดสอบอ่าน PDF สามารถเลือกแสดงผลเป็น fit width, 150%, 200% และเลือกระดับความเข้มของตัวหนังสือได้ แต่ไม่สามารถเลือกขยายขนาดตัวหนังสือได้ ต้อง zoom อย่างเดียว

Kindle 3

ในกรณีที่เอามาอ่าน paper วิชาการ ที่ส่วนใหญ่จะแบ่งเป็น 2 คอลัมน์ สามารถใช้ท่า zoom 200% เพื่ออ่านทีละคอลัมน์ได้

Kindle 3

ภาษาไทยในไฟล์ PDF แสดงผลได้ถูกต้อง อ่านได้ไม่มีปัญหา

Kindle 3

แต่ถ้าเป็นไฟล์ประเภท E-book (ในรูปเป็น .mobi) จะแสดงผลโดยใช้ font ที่ติดมากับเครื่อง ซึ่งอ่านภาษาไทยได้ แต่ไม่สวย สระบนยังซ้อนกันอยู่ และการตัดคำยังดูมีปัญหาอยู่

Kindle 3

วิธีการนำเอา E-book หรือเอกสารของเราใส่เข้าไปใน Kindle นอกจากใช้วิธีก็อปปี้ผ่านทาง USB แล้ว ยังมีอีกวิธีหนึ่งคือ ส่งทางอีเมล โดย Kindle ทุกเครื่องจะมีอีเมลประจำเครื่อง (ตั้งค่าได้ เป็น @kindle.com) เราสามารถอีเมลไฟล์เอกสารที่เราต้องการมาที่อีเมลนี้ แล้วเอกสารหรือ E-book นั้นจะถูก sync มาลง Kindle ให้ สำหรับรุ่น wifi จะ sync ได้ฟรี ไม่เสียเงิน แต่ถ้า sync ผ่าน whispernet (สำหรับรุ่น 3G) จะคิดค่า data transfer ด้วย

นอกจากนี้ Kindle ยังมี Web Browser มาให้ในตัวอีกด้วย (engine ข้างในเป็น WebKit) โดยยังเป็นความสามารถแบบ experimental อยู่ สามารถใช้เปิดดูเว็บได้ แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วก็ยังแสดงผลค่อนข้างช้า และการเลื่อนดูทำได้ลำบากเพราะต้องใช้ปุ่มกดเอา ไม่ใช่จอแบบสัมผัส ความรู้สึกคล้ายๆ กับเปิดเว็บบนมือถือที่ไม่ใช่จอสัมผัส

Kindle 3

นอกจากนี้ Kindle 3 ก็มีฟีเจอร์เสริมอื่นๆ เช่น

  • ทำ highlight ข้อความ เก็บเป็น note ไว้ได้ สามารถโพสต์ลง twitter หรือ facebook ก็ได้ด้วย
  • มี dictionary ในตัว อยากรู้ความหมายของคำไหน ให้เลื่อนเคอร์เซอร์ไปที่คำนั้น แล้วจะมีคำแปลขึ้นมาให้ดู (เท่าที่ลอง จะใช้ได้กับไฟล์ E-book เท่านั้น ใช้กับ PDF ได้บ้างไม่ได้บ้าง)
  • ค้นหาคำในหนังสือได้

หลังจากที่ทดลองใช้งานมาได้อาทิตย์กว่าๆ พบว่า

  • น้ำหนักเบามาก เพียงแค่ 0.24 kg ถือมือเดียวอ่านตอนเข้าห้องน้ำได้สบายมาก เทียบกับ 0.68 kg ของ iPad แล้วคนละเรื่องกันเลย
  • หน้าจอ 6″ ใช้อ่าน E-book ได้สบายตาดี แต่ถ้าเน้นการอ่านไฟล์ PDF หรืออ่านการ์ตูน อาจจะเล็กเกินไปสักนิด ถ้าเป็น Kindle DX รุ่นจอใหญ่ น่าจะเหมาะกว่า
  • จอ E-Ink ใช้อ่านในที่แสงน้อยไม่ได้ เพราะจอไม่มีแสงสว่างในตัว (แต่ก็มีอุปกรณ์เสริมเป็นปกใส่พร้อมโคมไฟขนาดเล็กขายอยู่)
  • หนังสือใน Kindle store มีเยอะ โดยเฉพาะนิยาย แต่หนังสือพวก non-fiction ที่ไม่อยู่ในกระแสหลักจะไม่ค่อยมีขายในรูปแบบ E-book เท่าไหร่นัก
  • Kindle store ไม่มีหนังสือภาษาไทยขาย (มันแน่นอนอยู่แล้ว!)
  • ถ้าใครที่ใช้งาน instapaper อยู่ สามารถตั้งให้ส่งบทความเข้าอีเมลของ Kindle เป็นรายสัปดาห์หรือรายวันได้

ถ้าจะให้เปรียบเทียบ Kindle กับ iPad หรือ Android Tablet อื่นๆ อาจจะเทียบกันได้ไม่ตรงนัก เพราะหลักๆ แล้ว Kindle จะเน้นฟังก์ชันด้านการอ่านหนังสือมากกว่า แต่พวก tablet ทั้งหลายจะเน้นการใช้งานมัลติมีเดียเป็นหลัก อ่านหนังสือเป็นของแถม

สรุป – Kindle 3 สเป็กทุกอย่างดีขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้า ราคาถูกลงอยู่ในระดับสมเหตุสมผลสำหรับผู้ใช้ในบ้านเราแล้ว ถ้าเป็นคนที่มี E-book ที่ต้องอ่านเยอะ หรือนิยมอ่านนิยายภาษาอังกฤษ แนะนำว่าซื้อได้เลย ได้ใช้คุ้ม แต่สำหรับคนที่บริโภคเนื้อหาภาษาไทยเป็นหลัก ตอนนี้นอกจากการหาไฟล์ PDF มาอ่านเอง หรือใช้บริการส่งบทความจาก instapaper แล้ว ยังไม่เห็นแหล่งเนื้อหาอื่นเท่าไหร่นัก

ปล. ภาพไม่สวยเพราะใช้กล้องมือถือถ่าย

ปล.2 รีวิว Kindle 2 โดยคุณ quopai

Bad Trip

ปีนี้เดินทาง(ไปทำงาน)เป็นว่าเล่น เริ่มจากต้นปีไปภูเก็ต หลังจากนั้นก็ไปอบรมที่เยอรมัน 3 เดือน กลับมาก็ได้รับคำบอกเล่าเป็นนัยๆ ว่าต้องเดินสายไปทั่วประเทศ เดือนที่แล้วไปอุบลฯ สัปดาห์ที่ผ่านมาไปโคราช สัปดาห์นี้ไปพิษณุโลก สัปดาห์หน้าไปเชียงใหม่ *o*

ทริปส่วนใหญ่จะไปโดยรถของที่ทำงาน ไม่ก็ติดรถบริษัทผู้รับจ้างไป ซึ่งที่ผ่านๆ มาก็ไม่มีปัญหาอะไร จนกระทั่งมาถึงครั้งล่าสุด ที่ต้องไปพิษณุโลกโดยใช้บริการขนส่งมวลชนที่หมอชิต สงสัยจะเป็นคราวเคราะห์ ที่จะทำอะไรก็มีอุปสรรคไปซะทั้งหมด

เริ่มตั้งแต่รถขาไป ที่จองตั๋วกรุงเทพฯ - พิษณุโลก ของ เชิดชัยทัวร์ รอบ 7.30 น. ไว้ ปรากฏว่าต้องนั่งรอจนถึงแปดโมงกว่าๆ ถึงจะได้ขึ้นรถ (ย้ำว่ามันเป็นรถรอบ 7.30 น.) ขึ้นไปนั่งได้แป๊บเดียว พนักงานมาไล่ลง บอกว่าคนน้อย (กรูไม่ออกรถ) ให้เปลี่ยนไปนั่งรถที่จะไปเชียงรายแทน แสรดดด พูดได้เพียงสองพยางค์สั้นๆ “เชี่ยมาก”

ขยายความคำสบถด้านบน:

  • ผมจองรอบ 7.30 น. เพื่อจะไปถึงประมาณบ่ายโมง จะได้มีเวลาทำงานทำอะไรบ้าง ไม่ใช่เสียเวลาเดินทางทั้งวัน
  • กรูอุตส่าห์นั่งแท็กซี่มาจากบ้าน เพราะกลัวว่าจะไม่ทันรถ รู้งี้นั่งรถเมล์หวานเย็นมาซะก็ดี

ถึงเชิดชัยทัวร์:

  • ผมไม่รู้ว่ามันเป็นนโยบายบริษัทหรือเปล่า ที่
  • รถรอบ 7.30 น. ไม่ออกตามเวลา
  • ถ้าคนน้อย รถไม่ออก
  • เอาผู้โดยสารไปฝากกับรถคันอื่น (ที่ราคาตั๋วน่าจะไม่เท่ากัน เพราะที่นั่งเยอะกว่า)
  • จากข้อข้างบน จองไว้ก็เหมือนไม่ได้จอง เพราะโดนจับไปนั่งตรงไหนก็ได้ที่มันว่าง (กรูนั่งฝั่งขวา โดนแดดเต็มๆ)

ย้ายรถแล้วใช่ว่าจะได้ไปทันที ต้องนั่งรอจนถึงเก้าโมงกว่า (สงสัยรถคันนี้น่าจะเป็นรอบ 8.00 น. กระมัง) สรุปว่าไปถึงพิษณุโลกบ่ายสาม รอน้องที่อยู่ที่นู่นมารับ ไปถึงที่ทำงานแป๊บเดียวได้เวลาเลิกงาน 555+ หมดไปหนึ่งวัน

ยังดีที่พี่ๆ น้องๆ ที่นู่นเป็นกันเองและดูแลดีมากๆ (ดีจนเกรงใจ T_T) ทำให้ลืมเรื่องไอ้รถเวรของเชิดชัยทัวร์ไปได้ พร้อมกับได้รับคำแนะนำจากคนพื้นที่ว่า เดินทางไป-กลับ กรุงเทพฯ - พิษณุโลก ใช้บริการ พิษณุโลกยานยนต์ ดีสุด เพราะรถค่อนข้างใหม่ และขับเร็วดี (ตามตารางใช้เวลา 5 ชม.)

ขากลับเลยจองของพิษณุโลกยานยนต์ รถออกตรงเวลา และทำเวลาได้ค่อนข้างดี ขึ้นรถตอนบ่ายสองมีข้าวกล่องแจกด้วย (นึกออกแล้วว่าทำไมมันเร็วกว่า เพราะมันไม่ต้องแวะกินข้าวกลางทาง) จนประมาณ 5 โมงเย็น ขณะนั่งหลับตาฟังเพลงจาก Sansa Clip+ เพลินๆ อยู่ดีๆ ก็มีเสียงครึ่กๆๆๆๆ รถส่ายไปส่ายมาเล็กน้อย ผมก็ตกใจรีบคว้าที่จับของเบาะข้างหน้าไว้ก่อน แต่ไม่มีอะไรร้ายแรง รถค่อยๆ ชะลอเข้าข้างทาง คนขับเปิดประตูลงมาดูด้านขวา เยื้องไปทางด้านหลังของตัวรถ แล้วขึ้นไปขับต่อ คราวนี้ขับช้าๆ ไปซักพักก็จอดรถ ติดเครื่อง เปิดแอร์ทิ้งไว้ เดินมาดูตัวรถด้านขวาอีก ซักพักก็หายไปไหนไม่รู้

ไอ้เราก็ขี้เกียจลงไปดู รู้แต่ว่ารถมันไปไม่ได้ ถ้าให้เดาก็น่าจะยางแตก เลยนั่งฟังเพลงสลับกะหลับอยู่บนนั้นแหละ จนกระทั่งมีคนมาเรียกว่ามีรถมาเปลี่ยนแล้ว ให้ย้ายไปขึ้นอีกคัน (ไม่รู้เป็นอะไร โดนจับย้ายรถทั้งขาไปขากลับ >_<) สรุปว่าเสียเวลาไปชั่วโมงครึ่งจึงจะได้เดินทางต่อ

ถึงพิษณุโลกยานยนต์:

  • ผมไม่ได้ว่าเรื่องยางแตก เพราะเข้าใจว่ามันเป็นอุบัติเหตุ ซึ่งเป็นเหตุสุดวิสัย
  • แต่… คนขับควรจะมาแจ้งสถานการณ์ให้ผู้โดยสารทราบ ว่าเกิดอะไรขึ้น และจะแก้ไขอย่างไร คนเค้าจะได้รู้ว่าต้องรอนานแค่ไหน ไม่ใช่ปล่อยให้รอไปเรื่อยๆ แบบนี้
  • ยังดีที่เอารถเปล่ามารับ ไม่ใช่ให้ไปแจมกะชาวบ้านเหมือนของเชิดชัยทัวร์ ขอบคุณครับ

หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไร คนขับพยายามทำเวลาเต็มที่ มาถึงหมอชิตประมาณสองทุ่มครึ่ง ใช้เวลา 5 ชั่วโมงพอดี ถ้าไม่รวมเวลารอเปลี่ยนรถ

ปล. คิดไปคิดมา ที่ประเทศไทยยังไม่เจริญสักที สาเหตุส่วนหนึ่งอาจจะมาจากลักษณะการทำงานแบบนี้ก็เป็นได้ ผู้ให้บริการที่ไม่มีมาตรฐาน (หรือจริงๆ อาจจะเป็นมาตรฐานของบริษัท ที่ชาวโลกเค้าไม่ทำกัน) รถไม่ออกตามเวลาที่กำหนด, รถไม่ออกถ้าผู้โดยสารไม่เยอะ (สมน้ำหน้ามัน จ่ายค่าตั๋วแล้วนี่หว่า มันจะไปถึงกี่โมงก็เรื่องของมัน) อย่างเยอรมันนี่ รถเมล์จอดป้ายปุ๊บ ถ้าไม่มีคนรออยู่ มันออกรถทันที ถึงจะเห็นวิ่งตามมาอยู่ไกลๆ ก็ไม่จอดให้ขึ้น เพราะทุกป้ายจะมีเวลากำหนดไว้ ว่ารถต้องมาถึงกี่โมง รถทัวร์/รถไฟไม่มีคน ก็ยังออกตามเวลา หรือเอาใกล้ๆ ตัว แค่รถร่วมบริการแถวบ้านผม ออกตามเวลาทุกคัน ไม่มีจอดรอเหมือนกัน ไม่เข้าใจว่าทำไมรถทัวร์ของบริษัทใหญ่ๆ กำไรปีนึงไม่รู้กี่ร้อยกี่พันล้าน ถึงทำกับผู้โดยสารแบบนี้ แต่จริงๆ จะว่าไปกำไรส่วนหนึ่งก็อาจจะมาจากนโยบายฝากผู้โดยสารไปกับรถคันอื่น หรือรอผู้โดยสารจนเกินเวลาออกรถเหมือนรถเมล์หวานเย็นแบบนี้ด้วยละมั้ง

Someday We’ll Know

สักวัน

19 กันยายน 2553 ครบรอบ 4 ปี รัฐประหาร

เบาสมองวันอาทิตย์….

วันนี้สาวๆนัดเจอกันไปเอาการ์ดแต่งงานของแป๋งค่ะ… นัดกันที่ตำนัวตอนเที่ยง ก้อกินๆเม้าส์ๆกันไป แล้วก้อไปแวะเยี่ยมโรงเรียนสอนฟิสิกส์ของจิ๊บ กิน coldstone แล้วก้อ shopping ต่อนิดหน่อย รู้ตัวอีกทีก้อซักสองทุ่ม (เดินนานเหมือนกันนะเนี่ย) ก้อเลยกลับบ้าน… นั่งรถไฟฟ้ากลับ ลงอ่อนนุชแล้วก้อขึ้นรถเมล์ย้อนกลับมาลงพระโขนง…. ก่อนกลับอาม่าก็โทรมาหาเหมือนกัน กลัวขึ้นรถผิดสาย เลี้ยงเข้าอ่อนนุชไปจะลำบาก… ตอนยืนรอก็เลยเล็งๆ เห็นคันนึงวิ่งมาจอดนานหน่อย ก็เลยส่องป้ายรถ (แหม ใครจะไปจำเบอร์ได้ว่า เบอร์ไหนไปไหน) เห็นมันผ่านคลองเตย ก็มั่นใจได้ว่าผ่านบ้านชั้นแน่ๆ (ไม่ค่อยถูกกับการเดาสายรถเมย์ค่ะ 95% วิ่งผ่านบ้านแน่ๆ มี 5% เลี้ยวก่อนถึงบ้าน ยังเคยขึ้นผิดมาแล้วเลย)… นี่คือเหตุการ์บนรถเมล์….
 
…เดินขึ้นตามคิวขึ้นรถเมย์ไป คนพอสมควร ไม่เยอะมาก มีเก้าอี้แต่ไม่ได้นั่ง… แหม ก็แค่สองป้ายเองนินา เสียทรัพยากรพอดี…  นู๋จุ๊บก้อยืนถือกระเป๋าน้องแมว (ใส่เหรียญ) เตรียมหยิบเหรียญสิบให้เต็มที่เลย (ไม่รู้แล้วว่าตอนนี้มันกี่บาท สิบบาทน่าจะพอละนะ รถไม่แอร์)… ผ่านไปป้ายที่หนึ่ง กระเป๋าก็ยืนนิ่งๆ… เอ๊ะ เค้าลืมเก็บตังค์รึป่าวนะ… จนกระทั่งรถข้ามสะพานพระโขนง จะลงป้ายหน้าล่ะ เลยกระดิ๊บไปตรงประตูจะลง… เห็นกระเป๋ายืนอยู่ก็ถามเค้าว่า…
 
นู๋ฟู…              ไม่เก็บเงินเหรอค่ะ….
กระเป๋า…         รถคันนี้ขึ้นฟรีค่ะ
นู๋ฟู…              (ยิ้มทำหน้าอึ้งๆ…)
กระเป๋า…         ไม่เคยขึ้นรถเมล์ฟรีเหรอค่ะ (คนรอบข้างเริ่มหันมามอง)
นู๋ฟู…              ไม่เคยค่ะ… (แหะๆ)
กระเป๋า…         รถจะมีป้ายแดงๆหน้ารถนะค่ะ เป็นรถพิเศษ ขึ้นฟรี…
นู๋ฟู…              (หะหะ)… ค่ะ… (เขินจริงๆ…)
 
นานๆทีจะได้ใช้สิทธิ์เงินภาษีของตัวเองซักที ไม่ค่อยชินแฮะ ฮาฮา…
 

เบาสมองวันอาทิตย์….

วันนี้สาวๆนัดเจอกันไปเอาการ์ดแต่งงานของแป๋งค่ะ… นัดกันที่ตำนัวตอนเที่ยง ก้อกินๆเม้าส์ๆกันไป แล้วก้อไปแวะเยี่ยมโรงเรียนสอนฟิสิกส์ของจิ๊บ กิน coldstone แล้วก้อ shopping ต่อนิดหน่อย รู้ตัวอีกทีก้อซักสองทุ่ม (เดินนานเหมือนกันนะเนี่ย) ก้อเลยกลับบ้าน… นั่งรถไฟฟ้ากลับ ลงอ่อนนุชแล้วก้อขึ้นรถเมล์ย้อนกลับมาลงพระโขนง…. ก่อนกลับอาม่าก็โทรมาหาเหมือนกัน กลัวขึ้นรถผิดสาย เลี้ยงเข้าอ่อนนุชไปจะลำบาก… ตอนยืนรอก็เลยเล็งๆ เห็นคันนึงวิ่งมาจอดนานหน่อย ก็เลยส่องป้ายรถ (แหม ใครจะไปจำเบอร์ได้ว่า เบอร์ไหนไปไหน) เห็นมันผ่านคลองเตย ก็มั่นใจได้ว่าผ่านบ้านชั้นแน่ๆ (ไม่ค่อยถูกกับการเดาสายรถเมย์ค่ะ 95% วิ่งผ่านบ้านแน่ๆ มี 5% เลี้ยวก่อนถึงบ้าน ยังเคยขึ้นผิดมาแล้วเลย)… นี่คือเหตุการ์บนรถเมล์….
 
…เดินขึ้นตามคิวขึ้นรถเมย์ไป คนพอสมควร ไม่เยอะมาก มีเก้าอี้แต่ไม่ได้นั่ง… แหม ก็แค่สองป้ายเองนินา เสียทรัพยากรพอดี…  นู๋จุ๊บก้อยืนถือกระเป๋าน้องแมว (ใส่เหรียญ) เตรียมหยิบเหรียญสิบให้เต็มที่เลย (ไม่รู้แล้วว่าตอนนี้มันกี่บาท สิบบาทน่าจะพอละนะ รถไม่แอร์)… ผ่านไปป้ายที่หนึ่ง กระเป๋าก็ยืนนิ่งๆ… เอ๊ะ เค้าลืมเก็บตังค์รึป่าวนะ… จนกระทั่งรถข้ามสะพานพระโขนง จะลงป้ายหน้าล่ะ เลยกระดิ๊บไปตรงประตูจะลง… เห็นกระเป๋ายืนอยู่ก็ถามเค้าว่า…
 
นู๋ฟู…              ไม่เก็บเงินเหรอค่ะ….
กระเป๋า…         รถคันนี้ขึ้นฟรีค่ะ
นู๋ฟู…              (ยิ้มทำหน้าอึ้งๆ…)
กระเป๋า…         ไม่เคยขึ้นรถเมล์ฟรีเหรอค่ะ (คนรอบข้างเริ่มหันมามอง)
นู๋ฟู…              ไม่เคยค่ะ… (แหะๆ)
กระเป๋า…         รถจะมีป้ายแดงๆหน้ารถนะค่ะ เป็นรถพิเศษ ขึ้นฟรี…
นู๋ฟู…              (หะหะ)… ค่ะ… (เขินจริงๆ…)
 
นานๆทีจะได้ใช้สิทธิ์เงินภาษีของตัวเองซักที ไม่ค่อยชินแฮะ ฮาฮา…
 

Nothing is coincidence…

 
sometime somewhere we were met…
 
glad to hear you are happy…
glad to see you are happy…
 
I make my own destiny…
for better or worse…
will never regret…
 
sometime somewhere we will meet… again…
 

Nothing is coincidence…

 
sometime somewhere we were met…
 
glad to hear you are happy…
glad to see you are happy…
 
I make my own destiny…
for better or worse…
will never regret…
 
sometime somewhere we will meet… again…
 

สยามเปลี่ยนไป….

จริงๆไปครั้งสุดท้ายก็ไม่น่าจะเกินสองเดือนนะ ทำไมอะไรๆมันเปลี่ยนไปเยอะจังเลย… ตั้งแต่มีสวนชื่อ สวนสนุกปลูกฝัน โผล่ขึ้นมาตรงคณะเภสัช…. ซอยตำนัวหายไป (เพราะว่าเค้าปิดถนนก่อสร้างเป็นเพิ่งชั่วคราว(หรือจะถาวรก็ไม่รู้)ให้พวกร้านที่ใต้สยามที่โดนเผามาเปิดกัน)… บ้านคุณหญิงย้ายไปอยู่ตึกสอนพิเศษตึกใหม่… เดินๆไปแล้วรู้สึกเหมือนมันไม่ค่อยจะเป็นที่ที่คุ้นเคยของเราอีกต่อไปแล้วแฮะ แม้ว่าจะมีร้านหน้าตาเดิมๆอยู่ให้เห็นอะนะ (หรือคนเราที่เปลี่ยนไป แก่ไปนะ เอิ๊กๆๆๆ)…. เหมือนสยามคนน้อยลง (คิดไปเองรึป่าว)… แถวนี้เหมือนมีแต่เด็กมัธยม พวกวัยรุ่นหน่อยคงไปสิงที่อื่นแล้วละ ฮาฮา
 
ว่าแล้วก้อหิว (ตอนเที่ยงคืน).. อยากไปกินข้าวผัดชาเล์ตรงมาบุญครองจัง (จำได้ว่าครั้งแรกเพื่อนๆพาไป ดูร้านแล้วไม่ค่อยน่าไว้ใจเลย คิคิ)…
 

สยามเปลี่ยนไป….

จริงๆไปครั้งสุดท้ายก็ไม่น่าจะเกินสองเดือนนะ ทำไมอะไรๆมันเปลี่ยนไปเยอะจังเลย… ตั้งแต่มีสวนชื่อ สวนสนุกปลูกฝัน โผล่ขึ้นมาตรงคณะเภสัช…. ซอยตำนัวหายไป (เพราะว่าเค้าปิดถนนก่อสร้างเป็นเพิ่งชั่วคราว(หรือจะถาวรก็ไม่รู้)ให้พวกร้านที่ใต้สยามที่โดนเผามาเปิดกัน)… บ้านคุณหญิงย้ายไปอยู่ตึกสอนพิเศษตึกใหม่… เดินๆไปแล้วรู้สึกเหมือนมันไม่ค่อยจะเป็นที่ที่คุ้นเคยของเราอีกต่อไปแล้วแฮะ แม้ว่าจะมีร้านหน้าตาเดิมๆอยู่ให้เห็นอะนะ (หรือคนเราที่เปลี่ยนไป แก่ไปนะ เอิ๊กๆๆๆ)…. เหมือนสยามคนน้อยลง (คิดไปเองรึป่าว)… แถวนี้เหมือนมีแต่เด็กมัธยม พวกวัยรุ่นหน่อยคงไปสิงที่อื่นแล้วละ ฮาฮา
 
ว่าแล้วก้อหิว (ตอนเที่ยงคืน).. อยากไปกินข้าวผัดชาเล์ตรงมาบุญครองจัง (จำได้ว่าครั้งแรกเพื่อนๆพาไป ดูร้านแล้วไม่ค่อยน่าไว้ใจเลย คิคิ)…
 

Songs and Memories

On Sat, I attended TEDxKrungthep, an independent TED event organized by local TED enthusiasts and the final speaker is Bojo, a choir master. He led all audiences to sing Heal the World by Michael Jackson. The strange thing for me is that, years ago, this is one of songs that I had kept cassette (yes, there is a thing called tape cassette at that time) nearby all the time but somehow, I forgot to include it in my iPhone. It simply get lost in time.

Now, I am trying to remember my old song, and, stranger than before, it turns out that when I try to recall old song, I usually revive some fond memory in the past and there is a strong relation between the song and that memory even though the song and that memory has nothing to share except that it happen in relatively same time. For example, I think of a song “Yesterday once more” and suddenly the memory of me playing Dune II get revive. No, I didn’t listen to “Yesterday once more” while I were playing Dune II but the first time I heard “Yesterday once more” is around the same time that I started playing Dune II.

My guess is that, as time goes by, memory loses its fidelity. Only strong emotion event are remembered and then it is compressed by “Packing” with other memory in nearby period, thus there is a link between a song and a game.

It seems like my brain is doing house keeping of its database.

Tags: