Green Dam Girl

งาน BarCamp Singapore ที่ผ่านมา ในช่วง After party ที่จัดขึ้นที่ hackerspace.sg เป็นโอกาสให้บรรดาผู้ร่วมงานได้มาคุยกัน ตอนที่เข้าไปคุยกับ @bencrox เห็นเสื้อยืดที่เค้าใส่มา เป็นลายตัวการ์ตูนแนวโมเอะ ก็นึกว่าเป็นพวกนิยม anime เลยลองสอบถามดู ได้ความว่าเป็น sub-culture หนึ่งของจีน

เสื้อยืด Green Dam Girl

Green Dam Girl

ที่มาของตัวการ์ตูนนี้ต้องท้าวความไปถึงเรื่องการเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ตในเมืองจีน ซึ่งนอกจาก The Great Firewall of China ที่เรารู้จักกันแล้ว ยังมีโปรแกรมที่ชื่อว่า Green Dam Youth Escort ซึ่งทางการจีนบังคับให้ต้องติดตั้งไว้ในคอมพิวเตอร์ตามโรงเรียน และเน็ตคาเฟ่ทั้งหมด คอมพิวเตอร์บางยี่ห้อก็จะติดตั้งโปรแกรมนี้มาให้ตั้งแต่ตอนซื้อมาเลย โดยตัวโปรแกรมมีหน้าที่ตามคำโฆษณาว่าเป็นโปรแกรมช่วยกรองภาพลามกอนาจารและเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม ซึ่งแน่นอนว่ามีหน้าที่อื่นอีกคือการเซ็นเซอร์เนื้อหาที่ทางการไม่ต้องการให้ประชาชนได้รับรู้ และคอยจับตาดูว่าประชาชนใช้คอมพิวเตอร์ทำอะไรบ้าง

หน้าจอของโปรแกรม Green Dam Youth Escort

ตัวการ์ตูน Green Dam Girl ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อล้อเลียนโปรแกรมนี้ (ทำนองเดียวกับ OS-Tan ทั้งหลาย) ลักษณะหลักๆ ก็คือจะใส่เสื้อผ้าสีเขียว, มีปลอกแขนสีแดง มีตัวหนังสือที่เแปลได้ว่า “ระเบียบวินัย”, กอดตุ๊กตากระต่าย สัญลักษณ์ของโปรแกรม, ใส่หมวกที่มีรูปปู ซึ่งในภาษาจีน คำว่า “ปูแม่น้ำ” กับ “ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” ออกเสียงคล้ายๆ กัน

ด้านหลังของเสื้อ เป็นลายประมาณว่า ทนเห็นเนื้อหาบางอย่างบนอินเทอร์เน็ตไม่ได้ จนต้องปิดตาหนี

Green Dam Girl

นอกจาก Green Dam Girl แล้ว ยังมีศัตรูของ “ปูแม่น้ำ” เป็นตัว Alpaca ที่ชื่อว่า Cao Ni Ma (草泥马) แปลตามตัวอักษร ก็ได้ความหมายว่า Grass Mud Horse แต่จริงๆ แล้วมันจะไปพ้องกับคำว่า 肏你妈 ที่ออกเสียงคล้ายๆ กัน แต่แปลว่า “Fuck Your Mother” ส่วนหน้าตาของตัว Alpaca ดูได้จากคลิปประกอบเพลงด้านล่าง

Diet Diary #19 & #20

28 March 2010, Sunday

morning weight: 84.0 kg (…)
09:00 BF : Two banana, two glass of waters
13:00 Lunch : ข้าวหมูทอด + ต้มจืดปลากะพง (ate more that I should)
19:30 Dinner: ข้าวราดเต้าหู้มาโบ (also more that I should…)
00:30 go to bed

Weekends are not really good…


29 March 2010, Monday

morning weight: 84.0 kg (It does not dwindle!)
07:30 BF : Three banana, two glass of waters
15:00 Lunch : Jeffer Stake @U-Center (too much…)
20:00 Dinner: Basara-ka Ramen @Chamchuri Square
00:30 go to bed

Lunch at very late. I am very hungry and I ate too much again.

หนีงานไปลัลล้า… ภาค 2


Diet Diary #17 & #18

26 March 2010

morning weight: 83.5 kg (Hit the plateau)
07:00 BF : Two banana, two glass of waters
10:00 snack : One piece of Ham Bread
12:00 Lunch : ข้าวกะเพราไข่ดาว
14:00 snack : butter cake
18:00 Dinner : ข้าวราดแกง 2 จาน
00:00 go to bed

Today I taught NP-Hardness at IPST for IOI student. Woke up on 03:00 to prepare slide. Very tired, eat-a-lot!!


27 March 2010

morning weight: 83.4 kg (Hudcha!!!)
09:00 BF : Three banana, two glass of waters
13:00 Lunch : Yayoi Restaurant
19:00 Dinner: MK Suki VERY BIG one!!
00:00 go to bed

This day I had IOI end-of-camp party at MK Suki. Another eat-a-lot!!!. Also, during the day, I ate few fruits. I am afraid of tomorrow weighting.

Player Does Matter

Creative MuVo Micro N200

แต่ก่อนผมเคยเชื่อว่าเครื่องเล่น MP3 ยี่ห้ออะไรก็เหมือนๆ กัน ถ้าอยากได้เสียงแจ่มๆ มันต้องวัดกันที่หูฟังเท่านั้น… ที่มาของความเชื่อนี้คือเคยไปลองฟัง iPod Shuffle ตอนมันออกใหม่ๆ แล้วพบว่าเสียงมันไม่ได้ดีไปกว่า Creative MuVo Micro N200 ที่ใช้อยู่ตอนนั้น ทั้งๆ ที่ราคาต่างกันเกือบ 3 เท่า (ถ้าใครนึกหน้าตา Creative MuVo ไม่ออก ดูรูปทางขวา)

Creative MuVo Micro N200 ของผมเจ๊ง(และหาย)ไปนานแล้ว เนื่องจากลูกล้อที่ใช้เลื่อนเปลี่ยนเพลง/เลือกเมนูต่างๆ มันไม่ตอบสนอง เลยเอาไปวางทิ้งไว้ไหนไม่รู้ =.=

ช่วงหลังๆ อาศัยฟังเพลงเอาจาก Nokia 5310 XpressMusic เป็นส่วนใหญ่ เพราะปกติผมจะฟังเพลงก็เฉพาะตอนขึ้นรถเมล์ หรือตอนนั่งรถทัวร์ไปเที่ยวไกลๆ เอาไว้กลบเสียงเครื่องยนต์/เสียงชาวบ้านที่คุยโทรศัพท์หนวกหูเท่านั้น แต่การใช้ Nokia 5310 ก็มีข้อเสียอยู่สองอย่างคือแบตไม่ทน และต้องพกสายต่อหูฟังติดตัวเสมอ เพราะรูที่ใช้เสียบหูฟังขนาดมันใหญ่กว่ามาตรฐาน

Philips GoGear SA1MXX02K/97

พอดีเร็วๆ นี้ผมต้องเดินทางไปอบรมที่เยอรมัน 3 เดือน เห็นว่าต้องนั่งอยู่บนเครื่องนานพอสมควร และอยู่ที่โน่นก็ต้องเดินไปทำงานประมาณ 2 กิโลทุกวัน เลยคิดว่าน่าจะซื้อเครื่องเล่น MP3 ให้เป็นกิจจะลักษณะซักเครื่องคงจะดี ในงานคอมมาร์ตที่ผ่านมา (18-21 มี.ค. 53) เลยสอยเครื่องเล่น MP3 ของ Philips มาเครื่องนึงในราคา 1,090 บาท ชื่อรุ่น Philips GoGear หน้าตาก็ประมาณในรูป

(บ่นหน่อย คอมมาร์ตคราวนี้เหมือนเน้นขายแต่โน๊ตบุ๊คกับ external HDD หาเครื่องเล่น MP3 ยากมาก)

ตอนซื้อไม่ได้ลองฟังเนื่องจากไม่ได้เอาหูฟังไปด้วย และด้วยความเชื่อที่ว่า เครื่องเล่นยี่ห้อไหนมันก็เหมือนๆ กัน กลับมาก็โหลดเพลงใส่ เสียบหูฟัง แล้วก็กดเล่นเพลง

สิ่งที่ค้นพบคือเสียงมันห่วยแบบรู้สึกได้!!! ทั้งๆ ที่ผมก็ไม่ได้หูเทพอะไร หูฟังก็ใช้ Sennheiser CX200 รุ่นบ้านๆ ธรรมดา เพียงแต่ฟังแล้วรู้สึกว่า ไฟล์เดียวกัน หูฟังเดียวกัน ฟังจาก Nokia 5310 แล้วเพราะกว่าเยอะ ลองปรับ equalizer ดูเผื่อจะช่วยได้ แต่กลายเป็นอาการหนักกว่าเดิม -*- สุดท้ายก็เปลี่ยน EQ กลับเป็น Normal ธรรมดา

เลยได้รู้สัจธรรมว่า เครื่องเล่น MP3 มันก็มีผลต่อเสียงที่ได้ด้วยเหมือนกัน และบางครั้งเครื่องเล่น MP3 ที่มีหน้าที่แค่เล่น MP3 เพียงอย่างเดียว ก็อาจจะให้เสียงห่วยกว่าโทรศัพท์มือถือที่เพิ่มฟังก์ชันเล่นเพลงเข้าไปก็เป็นได้ T_T

ปล. ผมไม่สามารถอธิบายโดยใช้ศัพท์แบบพวกหูเทพได้ รู้แต่ว่า Philips GoGear ตัวที่ซื้อมา เวลาฟังเพลงแล้วมันจะรู้สึกว่าแบนๆ ไม่มีมิติ และเสียงที่ออกมาจะค่อนข้างสูง แต่ถ้าฟังกับ Nokia 5310 จะแยกซ้าย-กลาง-ขวา ได้ชัดเจน และได้ยินรายละเอียดของดนตรีมากกว่า

Diet Diary #16

25 March 2010

morning weight: 83.5 kg (Yes!!!)
09:00 BF : Two banana, two glass of waters
12:00 Lunch : Big bowl of Tuna salad
18:00 Dinner: ข้าวราดแกง
00:00 go to bed

Diet Diary #15

24 March 2010

morning weight: 83.8 kg (Yes!)
08:00 BF : Two banana, two glass of waters
13:00 Lunch : Tuna salad
18:00 Dinner: ข้าวผัดไส้กรอก
01:00 go to bed

Diet Diary #14

23 March 2010

morning weight: 84.2 kg (just… a… little…. bit…. more….)
08:00 BF : Two banana, two glass of waters
12:00 Lunch : Rose Apple, Papaya and Carambola (Feel like I am a squirrel)
18:00 Dinner: ข้าวราดแกง
02:00 go to bed

Kings of Convenience Live in Bangkok

Kings of Convenience วง pop สองหนุ่มจากประเทศนอร์เวย์ มาเยือนไทยเป็นครั้งแรก งานนี้ทีแรกคิดว่าจะมีคนมาดูไม่เยอะ แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วบัตร 800 ใบที่วางขาย หมดลงภายใน 1 สัปดาห์ ทำให้ทางผู้จัดต้องเปลี่ยนสถานที่เล่น จากร้าน Butter Butter (หลัง Esplanade) ไปเป็น Moonstar Studio (ลาดพร้าว 80) และประกาศขายบัตรเพิ่ม ซึ่งก็ sold out อีก ทำให้รู้ได้ว่าแฟนเพลงของสองหนุ่มนี้ในบ้านเราก็มีอยู่พอสมควรเลยทีเดียว

สถานที่จัดคอนเสิร์ตเป็นสตูดิโอชื่อว่า Moonstar Studio ซึ่งก็กว้างขวาง แอร์เย็น ระบบเสียงดี ติดอยู่ตรงที่ว่ามันอยู่ในซอยลาดพร้าว 80 และคอนเสิร์ตจัดตอนหัวค่ำของวันทำงาน แฟนเพลงส่วนใหญ่ของ Kings of Convenience ก็เป็นวัยทำงานอยู่แล้ว กว่าจะเลิกงาน กว่าจะฝ่ารถติดมาถึงได้ เล่นเอาเหนื่อย โชคดีที่มีวงเปิดเป็น Sqweez Animal เล่นคั่นเวลาไปก่อน

ข้างเวทีมีจอฉายภาพให้ดู สำหรับคนอยู่ไกล

big screen

ระบบเสียงดี เสียงใส เก็บลูกเล่นของกีตาร์ได้เป็นเม็ดๆ

xP1020333

เวทีสวยดี เปลี่ยนสีได้ตามเอฟเฟ็กต์แสงไฟ

xP1020349

ข้างหลังมีเปียโนอยู่ แต่เล่นจริงๆ ไม่ถึงสามนาที

xP1020346

Erlend เอากล้องมาถ่ายรูปคนดูด้วย

Taking picture

ดูเหมือนว่าจำนวนเพลงที่เล่น จะมีน้อยกว่าที่เล่นที่สิงคโปร์ รู้สึกว่าคอนเสิร์ตมันจบเร็วพิกล

Diet Diary #13

22 March 2010

morning weight: 84.6 kg (84 barrier)
08:00 BF : Two banana, two glass of waters
12:00 Lunch : YAYOI restaurant
20:00 Dinner: ข้าวหน้าไก่ + ปูหลน
01:00 go to bed

Tiger Translate 2010

งาน Tiger Translate ประจำปี 2010 จัดเป็นครั้งที่ 3 แล้ว เป็นงานศิลปะแนว street art + คอนเสิร์ต คราวนี้จัดที่ลานจอดรถหลัง Esplanade รัชดา บัตรราคา 500 บาท แลกเบียร์ได้ 1 แก้วใหญ่ ถ้าเป็นบัตรฟรีที่ได้จากสื่อต่างๆ จะแลกเบียร์ไม่ได้ แต่ในงานก็มีซุ้มเบียร์ให้ซื้อได้ทั้งแบบเหยือก / refill / แก้ว / กระป๋อง

บรรยากาศในงานมีส่วนจัดแสดงพวก street art ให้คนไปถ่ายรูปเล่นได้

xP1020314

เวทีมีสองชั้น เวลาสลับวงที่จะเล่น ก็จะสลับเวที ทำให้ไม่เสียเวลารอเซ็ตเครื่องดนตรี

Stage

เวทีด้านบนเป็นวง มหาจำเริญ ลำบากคนอยู่แถวหน้า มองขึ้นไปลำบาก

xP1020155

Flure เล่นเวทีด้านล่าง ถ่ายรูปง่ายหน่อย

Flure

คนดูเยอะใช้ได้

xP1020180

วงไฮไลท์ของงานนี้คือ Placebo จากประเทศอังกฤษ

Placebo

การ์ดตรวจเข้มมาก สั่งห้าม “กล้องใหญ่” ถ่าย

Security

แต่เนื่องจากใช้กล้องที่หน้าตาไม่เหมือนกล้องใหญ่ แค่ถอดเลนส์อันใหญ่ออก เอาเลนส์แพนเค้กใส่ ก็หน้าตาออกมาเป็นกล้องธรรมดาแล้ว ถ่ายต่อได้

Placebo

หลังจาก Placebo แล้วก็มี Paradox + Suharit เล่นต่อ ก็เป็นอันจบงาน ขอบคุณเบียร์ Tiger สำหรับการสนับสนุน

xP1020292

จริงๆ แล้วมีวงอื่นอีกที่เล่น ได้แก่ Moderndog, ริค, Abuse the Youth, ลุลา แต่ไม่ได้ถ่ายรูปมา ส่วนรูปอื่นๆ ดูได้จาก flickr set Tiger Translate 2010

จบงานแล้วไปต่อที่ ข้าวมันไก่ รัชดาซอย 3 อิ่มแล้วกลับบ้านนอน สบายใจ

ข้าวมันไก่ รัชดาซอย 3

เมื่อก่อนเคยอาศัยอยู่ในซอยนี้ มีร้านข้าวมันไก่ที่อร่อย เปิด 24 ชม.​ สามารถฝากท้องได้เวลาหิว จนวันเสาร์ที่ผ่านมาไปงาน Tiger Translate ที่ Esplanade จนตอนงานเลิก ดึกแล้วรู้สึกหิวพอดี ก็เลยแวะไปกิน

ไก่ตัวอ้วนๆ มีเต็มตู้

ข้าวมันไก่

ข้าวมันไก่มาแล้ว

ข้าวมันไก่

ถ้าสั่งสองจาน มีน้ำซุปกระดูกไก่แถมด้วย (ถ้าจานเดียว จะได้แค่น้ำซุปถ้วยเล็ก ไม่มีกระดูก)

ข้าวมันไก่

ที่จริงร้านนี้ก็มีข้าวไก่ทอดด้วย แต่ไม่อร่อยเท่าข้าวมันไก่ธรรมดา ราคาก็จานละ 30 บาท ไม่แพงไร้สาระเหมือนร้านตรงประตูน้ำ ความอร่อยไม่แพ้กัน

รัชดาซอย 3 เป็นซอยอยู่ข้างๆ สถานทูตจีน ถ้าเข้ามาจากทางถนนรัชดา จะเจอสี่แยกแรกที่มี 7-11 อยู่ตรงหัวมุม ร้านข้าวมันไก่นี้อยู่ตรงสี่แยก ฝั่งที่มีร้านเช่าวีซีดี (อย่าสับสน! เพราะหัวมุมอีกฝั่งก็มีร้านข้าวมันไก่อีกร้านเหมือนกัน)

หนีงานไปลัลล้า…ภาค 1


Diet Diary #12

20 March 2010

morning weight: 83.7 kg (!!! Does my scale broken??? that’s impossible…)
09:00 BF : Two banana, two glass of waters
14:00 Lunch : ร้าน “บ้านเทียนหอม” (ข้าว + กับ 4 อย่าง เยอะมาก)
20:00 Dinner: ข้าว + หลนกุ้ง + กุ้งผัดผงกะหรี่
00:30 go to bed

In short, I went to Ratchaburi, having two decent meals, very very full. Don’t wanna know tomorrow weight…. Wait… Tomorrow I will be at the resort and I don’t bring my scale with me, so I don’t have to worry about it for now..

21 March 2010
09:20 BF : Buffet BF, I ate two bowl of porridge, one plate of egg-and-sausage and a few Pa-tong-koh, oh, and a bowl of noodle as well.
15:00 Lunch : Duck topping rice at Don Wai floating market (ข้าวหน้าเป็ด ตลาดน้ำดอนหวาย)
19:00 Dinner : Thai dishes with my family

Back to our home around 22:00 with very full stomach, I went straight to the scale and my weight is 85.9 (crap…) Let’s see my weight tomorrow morning.

Dell Studio 1458

Dell Studio 1458

พิ่งได้ลองใช้ Dell Studio 1458 หลังจากใช้ Compaq CQ20-115TU มาได้ครบปีพอดี คุณสมบัติโดยทั่วไป + ความเห็นส่วนตัวมีดังนี้

Cons:

  • ไม่มีไฟบอกสถานะ HDD, Num Lock, Caps Lock, Wireless, และ Bluetooth อย่างอื่นยังพอทน แต่ไม่มีไฟบอกสถานะ HDD นี่แทบจะไม่รู้เลยว่าเครื่องมันยังทำงานอยู่หรือเปล่าเวลาวินโดวส์มันค้างๆ
  • ไดรว์ DVD เป็นแบบดูด ให้ความรู้สึกเหมือนว่าจะเจ๊งง่าย เสียงดังนิดหน่อยเวลาบูตเครื่อง + หาปุ่ม Eject อยู่นานกว่าจะเห็นว่ามันอยู่บนคีย์บอร์ด =.=
  • Touchpad ไม่อยู่กึ่งกลางคีย์บอร์ด มันจะเยื้องๆ มาทางซ้าย ทำให้บางทีพิมพ์แล้วมือไปโดน Touchpad ได้ง่าย พอจะแก้ไขได้โดยลงไดรเวอร์ Synaptics แล้วเซ็ต sensitivity ให้มัน (ว่าแต่ทำไมไม่ทำให้มันอยู่ตรงกลางฟระ)

Pros:

  • มันคือ Dell (ไม่ค่อยจะ bias เลยให้ตาย xD)
  • ลำโพงดี เสียงดังฟังชัดเมื่อเทียบกับ Compaq CQ20-115TU
  • จอเป็นแบบ HD Widescreen ดูหนังได้เต็มจอแบบไม่มีขอบดำ :)
  • คีย์บอร์ด Backlit เห็นปุ่มแม้ในความมืด และสามารถปิดได้ถ้าไม่ต้องการใช้

Backlit Keyboard

Misc:

  • เวลากดปุ่ม F1-F12 จะเป็นการเรียกฟังก์ชันบนปุ่มแทนที่จะเป็น F1-F12 ตามปกติ แต่ไปเซ็ตได้ใน BIOS ให้เป็นเหมือนชาวบ้าน
  • ในเว็บ Dell มีแต่ไดรเวอร์สำหรับ Windows 7 64bit ครั้งแรกโหลดมาลงบน Windows 7 32bit ไม่สำเร็จ แต่ลองฟอร์แมตแล้วลงใหม่ดันลงได้ งง -_-a
  • Windows Experience Index ได้ 4.8 งงๆ หน่อยตรงที่ Desktop performance for Aero ได้แค่ 4.8 แต่ Gaming Performance ได้ 6.0 แปลว่า ใช้ Aero กินทรัพยากรเครื่องมากกว่าเล่นเกม?
  • มีรูเสียบหูฟังสองรู ใครรู้บ้างว่ามันเอาไว้ทำอะไร???

Windows Experience Index

Summary:

ในแง่การใช้งาน(ของผม) เมื่อเทียบกับ Compaq CQ20-115TU ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน พบว่า Dell Studio 1458 มีขนาดหน้าจอใหญ่กำลังดี เหมาะกับการทำเว็บและเขียนโปรแกรม (12″ มันเล็กเกิน) แต่ก็ต้องแลกมาด้วยน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น (รวมที่ชาร์จน่าจะเฉียดๆ 3 โล) ด้านความเร็วไม่ต้องพูดถึง ชนะแบบเห็นๆ ด้วย Core i5 และการ์ดจอแยก (ATI Mobility Radeon 4530) นอกจากนี้ความสว่างของหน้าจอ และระบบเสียงโดยรวม ก็ชนะแบบไม่ต้องสงสัย สรุปว่าเวิร์กกว่าตัวเดิมเกือบทุกด้าน (บอกแล้วว่า bias :P)

Intel Core i5

ปล. ยังไม่ได้ลอง Wireless, Webcam, และ Microphone แต่ก็น่าจะประมาณเดียวกันกับโน๊ตบุ๊คทั่วไป

Diet Diary #11

19 March 2010

morning weight: 84.7 kg (crap…)
08:00 BF : Two banana, two glass of waters
12:15 Lunch : ข้าวราดแกง
15:00 snack : Creme Roll
17:00 Dinner: ข้าวราดแกง
01:30 go to bed

Tomorrow I will go on a trip. Lots of food expected… Fight!!!!

Diet Diary #10

18 March 2010

morning weight: 84.5 kg (taking its toll….)
08:00 BF : Two banana, two glass of waters
11:50 Lunch : peanut butter, chocolate and marmalade sandwich
19:30 Dinner: Dining at secret garden with my univ. friends. (er…. quite a meal…)
00:30 go to bed

Well.. at the time of writing this entry (19’s morning) My weight is 84.7 ….

Diet Diary #9

17 March 2010

morning weight: 84.2 kg (real slow….)
08:00 BF : Two banana, two glass of waters
12:30 Lunch : salad
19:30 Dinner: ข้าว + ปลาน้ำแดง + แกงจืดเต้าหู้
01:00 go to bed

I will try to log my sleep time here but not sure if I really can.

Today I’ve become a fan of “กล้วยมื้อเช้า - Morning Banana Diet” in facebook. Also read to around 2/3 of the book. They said I should log, err…, the process of discharging my solid waste as well. Well, let me say that, generally, it is as it is supposed to be: on time, solid, everyday without missing.

Diet Diary #8

Diet Diary #7

16 March 2010

morning weight: 84.2 kg (Yeah!)
08:00 BF : Two banana, two glass of waters
10:00 - 12:00 exercise : Badminton
13:00 Lunch : Watermelon + curry puff
18:00 Dinner: ข้าวราดแกง

Read half of the “morning banana diet” book….

เคยรู้สึกไหม?

คุณเคยรู้สึก..ไหม เวลาที่กินข้าวแต่ไม่มีใครช่วยกินกับข้าวที่เราไม่ชอบ

คุณเคยรู้สึก..ไหม เวลาที่กินข้าวแต่ไม่มีใครแย่งกินกับข้าวที่เราชอบ

คุณเคยรู้สึก..ไหม เวลาที่กลับมาที่บ้าน แต่ในบ้านไม่มีไฟเปิดไว้แม้แต่ดวงเดียว

คุณเคยรู้สึก..ไหม เวลาที่กลับมาที่บ้าน เห็นตุ๊กตาที่ตกอยู่ที่พื้น โดยไม่มีใครช่วยเก็บ

คุณเคยรู้สึก..ไหม เวลาที่เห็นมุมห้องที่เราไม่ชอบนั่ง ไม่เคยเปลี่ยนแปลง เพราะไม่มีใครไปใช้

คุณเคยรู้สึก..ไหม เวลาที่หันไปเห็นของวางอยู่บนโต๊ะรกๆ โดยไม่ขยับไปไหนแม้แต่ชิ้นเดียว ตั้งแต่มองมันครั้งที่แล้ว

คุณเคยรู้สึก..ไหม เวลาที่เปิดทีวีทิ้งไว้ เพื่อให้บ้านมีเสียงบ้าง ดีกว่านั้งอยู่เงียบๆ

คุณเคยรู้สึก..ไหม เวลาที่มองมือถือแล้วพบว่าไม่มีทั้งสายเข้า หรือ โทรออก ทั้งวัน

คุณเคยรู้สึก..ไหม เวลาที่เปิดตู้จดหมายแล้วพบแต่ใบปลิวโฆษณากับใบแจ้งหนี้ แต่ไม่มีจดหมายที่จ่าหน้าด้วยลายมือถึงคุณซักฉบับ

คุณเคยรู้สึก..ไหม เวลาที่เห็นของในตู้เย็นเหลือทิ้งไว้ เพราะคุณไม่อยากกิน แต่ก็ไม่มีใครช่วยจัดการมัน

คุณเคยรู้สึก..ไหม เวลาที่ต่อคิวซื้ออาหารคนเดียว โดยที่ไม่รู้จักใครรอบข้างแม้แต่คนเดียว

คุณเคยรู้สึก..ไหม เวลาที่จะสั่งเค็กก็สั่งได้แค่ชิ้นเดียว เพราะไม่มีใครช่วยแชร์ความอ้วนอีกซักชิ้น

คุณเคยรู้สึก..ไหม เวลาที่ทานอาหารเสร็จแล้ว แต่ไม่ยังไม่อยากเรียกเก็บเงิน เพราะยังคิดไม่ออกว่าจะไปทำอะไรต่อ

คุณเคยรู้สึกไหม?

เคยรู้สึกไหม?

คุณเคยรู้สึก..ไหม เวลาที่กินข้าวแต่ไม่มีใครช่วยกินกับข้าวที่เราไม่ชอบ

คุณเคยรู้สึก..ไหม เวลาที่กินข้าวแต่ไม่มีใครแย่งกินกับข้าวที่เราชอบ

คุณเคยรู้สึก..ไหม เวลาที่กลับมาที่บ้าน แต่ในบ้านไม่มีไฟเปิดไว้แม้แต่ดวงเดียว

คุณเคยรู้สึก..ไหม เวลาที่กลับมาที่บ้าน เห็นตุ๊กตาที่ตกอยู่ที่พื้น โดยไม่มีใครช่วยเก็บ

คุณเคยรู้สึก..ไหม เวลาที่เห็นมุมห้องที่เราไม่ชอบนั่ง ไม่เคยเปลี่ยนแปลง เพราะไม่มีใครไปใช้

คุณเคยรู้สึก..ไหม เวลาที่หันไปเห็นของวางอยู่บนโต๊ะรกๆ โดยไม่ขยับไปไหนแม้แต่ชิ้นเดียว ตั้งแต่มองมันครั้งที่แล้ว

คุณเคยรู้สึก..ไหม เวลาที่เปิดทีวีทิ้งไว้ เพื่อให้บ้านมีเสียงบ้าง ดีกว่านั้งอยู่เงียบๆ

คุณเคยรู้สึก..ไหม เวลาที่มองมือถือแล้วพบว่าไม่มีทั้งสายเข้า หรือ โทรออก ทั้งวัน

คุณเคยรู้สึก..ไหม เวลาที่เปิดตู้จดหมายแล้วพบแต่ใบปลิวโฆษณากับใบแจ้งหนี้ แต่ไม่มีจดหมายที่จ่าหน้าด้วยลายมือถึงคุณซักฉบับ

คุณเคยรู้สึก..ไหม เวลาที่เห็นของในตู้เย็นเหลือทิ้งไว้ เพราะคุณไม่อยากกิน แต่ก็ไม่มีใครช่วยจัดการมัน

คุณเคยรู้สึก..ไหม เวลาที่ต่อคิวซื้ออาหารคนเดียว โดยที่ไม่รู้จักใครรอบข้างแม้แต่คนเดียว

คุณเคยรู้สึก..ไหม เวลาที่จะสั่งเค็กก็สั่งได้แค่ชิ้นเดียว เพราะไม่มีใครช่วยแชร์ความอ้วนอีกซักชิ้น

คุณเคยรู้สึก..ไหม เวลาที่ทานอาหารเสร็จแล้ว แต่ไม่ยังไม่อยากเรียกเก็บเงิน เพราะยังคิดไม่ออกว่าจะไปทำอะไรต่อ

คุณเคยรู้สึกไหม?

Diet Diary #7

15 March 2010

morning weight: 84.6 kg (Seafood fight back…)
08:00 BF : one banana, two glass of waters
12:00 Lunch : ข้าวราดแกง
17:30 Dinner: salad

Diet Diary #6

13 March 2010

morning weight: 84.8 kg (karma…)
08:30 BF : Two banana, two glass of waters
13:00 Lunch : Black pepper pork steak + salad
18:30 Dinner: salad

14 March 2010

morning weight: 84.3 kg (salad wok?)
07:00 BF : Two banana, two glass of waters
8:00 - 10:00 exercise: Tennis session
13:00 Lunch : VERY BIG MEAL of seafood
17:30 Dinner: หมูสะเต๊ะ 7 ไม้ + mango น้ำปลาหวาน

Diet Diary #5

12 March 2010

morning weight: 84.3 kg (it started to go slow…)
08:00 BF : Two banana, two glass of waters
12:30 Lunch : ข้าวราดแกง
19:30 Dinner: Seafood (a big meal…. what will happen at tomorrow weighting… T_T)

Wordpress query caching in Memcached

มีปัญหาเรื่อง performance ของ wordpress อยู่เรื่องนึง ที่น่าหงุดหงิดใจมานานแล้ว คือในตอนที่ใช้ memcached มาทำเป็น cache backend ให้ wordpress เพื่อลดภาระของ database มันก็ช่วยได้เยอะอยู่ แต่ก็ยังมีบาง query ที่ตัว wordpress มันไม่ยอม cache ให้ ดังเช่น query ด้านล่างนี้

SELECT SQL_CALC_FOUND_ROWS  wp_posts.* FROM wp_posts  WHERE 1=1 
AND wp_posts.post_type = 'post' AND (wp_posts.post_status = 'publish') 
ORDER BY wp_posts.ID ASC LIMIT 0, 1

เป็น query เจ้าปัญหาที่ถูกเรียกทุกครั้ง ทั้งๆ ที่ query อื่นถูก cache ไว้หมดแล้ว ทำให้ 1 request ที่เข้ามา ต้องมีการ query อย่างน้อย 1 query เสมอ ซึ่งดูเหมือนไม่เยอะเท่าไหร่ แต่ถ้าเว็บใหญ่ๆ ในระดับที่มีคนเข้าชั่วโมงละเป็นหลายหมื่น มันก็ทำให้ database ร่วงได้เหมือนกัน (อันนี้ยังไม่นับเรื่อง stampeding requests)

เมื่อมาลอง debug + ไล่โค้ดไปเรื่อยๆ ก็เจอเข้ากับ default filter ตัวหนึ่งของ wordpress ที่เพิ่มเข้ามาตอน wordpress 2.8 ที่ชื่อว่า start_post_rel_link มีหน้าที่แทรกแท็ก link เข้าไปที่ส่วน head ของหน้านั้นๆ ประมาณนี้

<link rel='start' title='Current Post Title'
href='http://www.pittaya.com/CurrentPostTitle/' />

แค่นี้แหละ ที่ต้องทำให้มี query ทุกๆ ครั้งที่เปิด (ซึ่งเป็น query ประเภท using filesort ที่ประสิทธิภาพห่วยอีกด้วย)

วิธีเอาออกก็ไม่ยากอะไร แค่ไป remove filter ออก โดยใส่โค้ดตามนี้ไว้ใน functions.php ของ theme ที่ใช้

remove_action('wp_head', 'start_post_rel_link', 10, 0);

แค่บรรทัดเดียวเท่านั้น ทำให้ลดโหลดของ database ลงไปได้มหาศาล สมกับคำโปรโมทของ wordpress ที่ว่า “โค้ดเป็นดั่งบทกวี”

เพียงแต่บทกวีบรรทัดนี้เสียเวลาเขียนอยู่ตั้ง 3 ชั่วโมง

Diet Diary #4

11 March 2010

morning weight: 84.5 kg
08:00 BF : Two banana, two glass of waters
12:30 Lunch : yogurt dairy home + 1 apples + 1 Chinese pear
18:30 Dinner: ข้าวราดแกง
exercise: badminton from 10:00 - 12:00

New Parliament

วันก่อนไปดูนิทรรศการ “รัฐสภาแห่งใหม่” ที่หอศิลป์ตรง MBK เป็นงานจัดแสดงผลงานที่มีคนส่งเข้าประกวดในโครงการประกวดแบบรัฐสภาแห่งใหม่ที่เค้าเตรียมจะสร้างกัน

โปสเตอร์หน้าตาแบบนี้

poster

สำหรับโครงการ รัฐสภาแห่งใหม่ อันนี้มีการตัดสินกันไปเรียบร้อยตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ในงานนี้จะมีภาพการออกแบบของคนที่ส่งเข้าประกวดมาแปะๆ ให้ดูกัน มีอยู่หลายสิบแบบ แล้วก็จะมีแบบที่ผ่านเข้ารอบจำนวน 5 แบบ ที่เอามาสร้างเป็นโมเดลจำลองให้ดูกัน

อันนี้ก็เป็นแบบหนึ่งที่เข้ารอบ หน้าตากลมๆ ผมว่าดูโบราณไปหน่อย

New Parliament

เนื่องจากสถานที่ที่จะสร้างรัฐสภาแห่งใหม่นี้มีด้านหนึ่งติดแม่น้ำ หลายๆ แบบที่ส่งเข้ามาก็จะออกแบบให้ดูสวยเวลามองจากอีกฝั่งเข้ามา อย่างอันนี้มีทรงสูงเด่นขึ้นไป (แต่ไม่รู้เอาไว้ใช้ประโยชน์อะไร)

New Parliament

แบบส่วนใหญ่ที่เห็น จะเน้นว่าต้องมีอะไรไทยๆ แปะอยู่ บางแบบทำได้กลมกลืนกับส่วนที่เหลือก็ดูโอเคดี แต่บางอันที่เหมือนเอามาแปะไว้เฉยๆ มันก็ไม่เข้ากันเสียเลย

New Parliament

อันนี้ดูได้อารมณ์มั่นคงดี แต่ตรงกลางหน้าตามันคล้ายๆ Louvre ไปหน่อย

New Parliament

ข้างล่างนี่เป็นแบบที่ชนะการประกวด ชื่อผลงานว่า “สัปปายะสภาสถาน” มีแนวคิดว่าเป็นการเอาธรรมะเข้ามาช่วยแก้วิกฤตทางการเมืองเนื่องจากความเสื่อมทางศีลธรรม

New Parliament

เอาแค่เรื่องหน้าตาอย่างเดียวมันก็สวยงามดี ยกเว้นไอ้สีเหลืองๆ ข้างบนที่เอามาแปะไว้ทำไมก็ไม่รู้ จะออกแบบรัฐสภาให้หน้าตาออกมาเหมือนวัดทำไม แค่การเอาความเชื่อของศาสนาใดศาสนาหนึ่งมายึดโยงเข้ากับสิ่งก่อสร้างที่ควรจะเป็นของประชาชนทุกคนโดยไม่เกี่ยงเรื่องศาสนาและความเชื่อ มันก็ผิดตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว

ลองดูความเห็นของนักวิชาการด้านนี้โดยตรง

“เขาจัดวางพื้นที่ของ ประชาชนไว้เป็นเรื่องสาธารณ์ซึ่งมีโลกุตระที่ศักดิ์สิทธิ์ มีความพิเศษ คอยอยู่เหนือ คอยข่มคุณอยู่ แบบนี้มันไม่เห็นเอื้ออะไรกับเรื่องสิทธิพลเมือง อำนาจของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยแบบที่พูดไว้เลย”

“…แบบที่ขอให้ได้ เห็นเจดีย์ ขอให้ได้เห็นจั่ว ขอให้ได้เห็นองค์ประกอบลายไทยสักหน่อย แล้วก็ร่วมกันหลอกตัว เอง ภูมิใจว่า เอ้อ นี่เราได้เห็นความเป็นไทยทางสถาปัตยกรรมแล้ว”

แบบรัฐสภาใหม่ ความหมายเดิมๆ – สัมภาษณ์ ชาตรี ประกิตนนทการ, คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

นอกจากอันนี้แล้วก็ยังมีนิทรรศการอีกอันหนึ่ง ชื่อว่า Trans-Cool Tokyo เป็นงานแสดงศิลปะร่วมสมัยจากญี่ปุ่น โปสเตอร์ตามด้านล่าง

trans-cool

มีของเจ๋งๆ ข้างในเยอะดี (แต่เค้าไม่ให้ถ่ายรูป) มีงานตัวจริงของ Yoshitomo Nara ด้วย

ช่วยดับอารมณ์ความขุ่นมัวที่ได้จากการไปเดินดูนิทรรศการแรกได้เป็นอย่างดี

RELIEF!!!

Just cannot find any another word that would claim more match rather than this…
Just driving home back at 2am and smiling with no reason…
 
Was Asking myself why i’m doing this? what for? why me? isn’t we have the same 24 hours a day? Should i continue? Then, I was learned… how important of so many things around me which i never realize before that it is limited…. if you missed it, then you missed it… I would love myself more…
 
Anyway, It is finished, finally…
           with any cost it takes, it is finished…
           with any burnt it takes, it is finished…
           with any sacrifces… …. …
 

Diet Diary #3

morning weight: 84.9 kg
08:30 BF : Two banana, two glass of waters
13:00 Lunch : A bowl of noodle at Faculty of Pol. Sci.
19:30 Dinner: คั่วไก่ ทาโร่ทะเล สวนหลวง

Diet Diary #2

09 March 2010

morning weight: 85.5 kg
08:00 BF : Two banana, two glass of waters
12:00 Lunch : yogurt dairy home + 2 apples
20:30 Dinner: two sausages from 7-11 + a few slices of mango + 1 orange + a few pomelo

Diet Diary

08 March 2010

morning weight: 86 kg
BF: Two banana, two glass of waters
late morning break: ขนมปังหมูแดง
lunch: ข้าวมันไก่ครึ่งจาน
afternoon break: Pineapple pie
dinner: ข้าวราดแกง 1 จานเต็ม ๆ(ผัดลูกชิ้น + ต้มเลือดหมู + ทอดมัน)

แพงว่าสองบาทเอง…

เรื่องนี้เกิดขึ้น ณ โลตัสสาขาแถวๆตัวเมืองราชบุรี…. โซนของกิน
 
A: ตอนเช้าเราจะกินอะไรกันดี แถวนั้นเข้าไปไม่มีอะไรกินหรอก
B: ซื้อขนมปังไปทำกินกันตอนเช้าละกัน กินกับอะไรดี (ในห้องเค้าคงไม่มีเครื่องทำแซนวิชให้)
C: เปลี่ยนไปกินมาม่ามั้ย ในห้องจะมีน้ำร้อนให้มั้ย
A: ถ้าไม่มีเดี่ยวพี่ไปขอมาให้
 
ผ่านไป 2-3 นาที ณ โซนบะหมี่สำเร็จรูป
 
A: กินอะไรดี
B: มาม่าหมูสับ
C: อยากกินต้มยำ
D: นั่นไง ต้มนำ
C: อยากกินต้มยำน้ำใส อันนี้มีแต่น้ำข้น
B: ไม่มีมั้ง
A: ซื้อเป็น Pack ไปเลยมั้ย ถูกดี
D: เอ๊ะ มันมีลุ้น BB ด้วยนิ
C: แต่เป็น Pack ไม่มีแฮะ
D: งั้นซื้อเป็นถ้วยก้อได้ ได้ BB ด้วยนะ แพงกว่าสองบาทเอง
C: … … (ลังเลอยู่)
D: แพงกว่าสองบาท ได้ BB ด้วยนะ
C: … … (ก็ยังลังเลอยู่)
D: แพงกว่าสองบาท ได้ BB ด้วยนะ
… … เหตุการณ์ติด loop อยู่พอสมควร แล้วก้อได้ต้มยำน้ำข้นแบบถ้วยมาหนึ่งถ้วย… (ไม่รวมกับที่เหลือที่เป็น pack อะนะ)
 
เอา shot ลีโอ vs ไฮเนเก็น มาลงด้วยดีมั้ยนะ ฮาาาา…
 

ราชบุรี 27-28 กุมภา 10