Pass the Love Forward…

จริงๆว่าจะเขียนตั้งแต่วันก่อนแล้วละ แต่ว่าตัวขี้เกียจมันเยอะไปหน่อย… เรื่องก้อมีอยู่ว่านู๋ออยโทรมาถามว่ามีโน๊ตเปียโนเพลงอะไรเพราะมั้ย เพื่อนเค้าจะแต่งงานแล้วอยากเล่นเปียโน surprise เจ้าสาว ก้อเลยอยากหาเพลงเพราะๆซ้อมง่ายๆ (เพราะว่างานเร็วนี้แล้ว) ก้อเลยถามไปว่าเค้าอยากเล่นเพลงอะไรให้เจ้าสาวฟังละ เดี๋ยวจัดให้ดีกว่า (หนับหนุนเต็มที่ค่ะ)… ก้อเลยได้โจทย์มาสองเพลง Just The Way You Are แล้วก้อ Pass the Love Forward… เพลงแรกเนี้ยง่าย เทพเจ้า google ทำได้ทุกอย่าง… แต่เพลงที่สองเนี่ยซิ คงต้องแกะเองซะแล้น… ก้อเริ่มจากการเข้า youtube ไปฟังก่อนว่ามันร้องยังไงนะ ก้อไปเจอ version รวมฮิตศิลปิน (เพิ่งมารู้ทีหลังว่ามีเวอร์ชั่นพี่นพร้องคนเดียวด้วย แกะง่ายกว่าเยอะเลย)… ก้อคุ้นหูแกะง่ายนะ ยกเว้นท่อนที่พี่โป้ โยคีร้องนั่นแหล่ะ มึนติ๊บกับพี่สาวอยู่สองคนตั้งนาน… กว่าจะเกาะเสร็จคาดกว่าไปเกะคราวหน้าต้องหาเพลงนี้ซะแล้วซิ (มันติดหูไปอยู่สองวันได้)… … แล้วก้อมารู้ทีหลังว่าเวอร์ชั่นพี่นพเอาทำนอง canon in D มาด้วย… ฮาฮา ทำนองนี้หากินได้เรื่อยๆนะ…. (ว่าแล้วเดี๋ยวเล่นแล้วมาแปะดีก่า)
 
ไหนๆแล้วก้อ มาให้ความรู้เกี่ยวกับ Canon in D กันหน่อยละกันนะ… บางคนอาจจะรู้จักมันจากหนังเรื่อง my sassy girl เป็นเพลงที่นางเอกเล่นเปียโน… ส่วนนู่จุ๊บเนี่ยรู้จักตอนไปสอนแทนตรงตึกมณียา พอดีอ.เค้ามีโน๊ต Canon in D เวอร์ชั่นเปียโนอลังการณ์เลยชอบตั้งแต่ตอนนั้น (ก่อนดูหนังอีกนะจะบอกให้)… คนแต่งเพลงนี้คือ Pachelbel ค่ะ โดยเริ่มแรกแต่งสำหรับการเล่นไวโอลินสามตัวและเบสอีกตัว (คล้ายๆ quartet นะค่ะ)… ด้วยทำนองที่ฟังง่าย น่ารักซะขนาดนี้เลยติดหูทุกคนที่ฟังครั้งแรก…
 
ความรู้เรื่องที่สอง… เพลงทั้งหลายที่แต่งมาแล้วเกิน 100 ปีเค้าถือว่าเป็นของสาธารณะค่ะ ดังนั้นจริงๆแล้วพวกเพลง Bach, Chopin แต่งมาเกินร้อยปีแล้วเนี่ยเนี่ย เรียกได้ว่าฟรีแล้วละ โหลดได้ไม่มีลิขสิทธิ์ แต่ที่เห็นมีขายเก็บตังค์กัน มันคือการเอาโน๊ตไปทำ value added (หรือทำ edition นิดๆหน่อยๆ) แล้วก้อทำออกมาขายกัน… …
 
 
"จะใกล้ชิดหรือห่างเพียงไหนใจเราส่งถึงกันได้ แค่เริ่มกับใครสักคน"… ส่งต่อความรัก
 

Key-Value Stores

เว็บ Engine Yard มีบทความน่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องการใช้งาน Key-Value Stores กับ Ruby (เขียน Ruby ไม่เป็นก็อ่านรู้เรื่อง) พูดถึง product หลายๆ ตัวที่กำลังอยู่ในความสนใจ อย่าง Tokyo Cabinet, Redis, Cassandra, MongoDB

ขณะที่เขียน มีให้อ่านทั้งหมด 5 ตอน

Windows 7 Sticky Notes

พยายามหาโปรแกรมประเภท sticky note หรือ to-do list บนวินโดวส์ แต่ยังไม่เจอที่ถูกใจซักที เลยลองใช้ Sticky Notes ของ Windows 7 แก้ขัดไปก่อน สิ่งแรกที่พบเมื่อเริ่มใช้งานก็คือ “ทำไมเปลี่ยนฟอนต์ไม่ได้ฟระ” คือฟอนต์ภาษาอังกฤษมันก็สวยดี แต่ฟอนต์ภาษาไทยมันมาตรฐานไปหน่อย ถ้าพิมพ์สองภาษาในโน๊ตอันเดียวแล้วมันจะดูขัดๆ เลยแก้ปัญหาด้วยการพิมพ์มันเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมดซะ -_-a

ลองคลิกขวาที่โน๊ตดูก็พบว่ามีแค่ตัวเลือกให้เปลี่ยนสีกระดาษ ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย… ก่อนจะฟันธงว่ามันห่วย เลยลอง highlight ข้อความ แล้วกด Ctrl + B ปรากฏว่ามันเปลี่ยนเป็นตัวหนาให้ อ้าวเฮ้ย! จริงๆ ก็เหมือนจะฉลาดนิ เลยลองกด shortcut สำหรับฟอร์แมตข้อความใน MS Word ดูหลายๆ ตัว ก็พบว่ามีบางอันใช้ได้กับ Sticky Notes ด้วย เท่าที่เจอคือ

การแก้ไขข้อความทั่วไป

  • Ctrl + A select all
  • Ctrl + C copy (ต้องบอกมั้ยเนี่ย =.=)
  • Ctrl + V paste
  • Ctrl + X cut
  • Ctrl + Z undo

การจัดรูปแบบข้อความ

  • Ctrl + B ตัวหนา
  • Ctrl + I ตัวเอียง
  • Ctrl + U ตัวขีดเส้นใต้
  • Ctrl + T ตัวขีดเส้นคร่อม
  • Ctrl + E จัดข้อความกึ่งกลาง
  • Ctrl + L จัดข้อความชิดซ้าย
  • Ctrl + R จัดข้อความชิดขวา
  • Ctrl + Shift + A เปลี่ยนข้อความเป็นตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด
  • Ctrl + Shift + L ทำลิสต์ ถ้ากด Ctrl + Shift ค้างไว้ แล้วกด L ไปเรื่อยๆ จะเปลี่ยนรูปแบบของลิสต์ให้ด้วย มีอยู่ประมาณ 4-5 แบบได้

การควบคุมโปรแกรม

  • Ctrl + D ลบโน๊ต
  • Ctrl + N สร้างโน๊ตใหม่

ลอง google ดูก็เจอ shortcut เจ๋งๆ อีกหลายอัน

  • Ctrl + Shift + < (เครื่องหมายน้อยกว่า) ลดขนาดฟอนต์
  • Ctrl + Shift + > (เครื่องหมายมากกว่า) เพิ่มขนาดฟอนต์
  • Ctrl + Scroll up (เลื่อนลูกกลิ้งเมาส์ขึ้น) เพิ่มขนาดฟอนต์
  • Ctrl + Scroll down (เลื่อนลูกกลิ้งเมาส์ลง) ลดขนาดฟอนต์

นอกจากนี้ถ้าเป็นการ copy/paste ข้อความจากหน้าเว็บหรือเอกสารเวิร์ด รูปแบบ formatting ของตัวอักษร พวกสี, ขนาด, และฟอนต์ จะเหมือนกับของต้นฉบับด้วย เลยได้วิธีเปลี่ยนฟอนต์แบบถึกๆ มา 1 วิธี คือพิมพ์ใส่เวิร์ดโดยใช้ฟอนต์ที่ต้องการก่อน แล้วค่อยก๊อปมาแปะใน Sticky Notes =.=

สรุปคือดูแรกๆ เหมือนจะห่วย แต่จริงๆ แล้วเป็นโปรแกรมที่เกือบดี (งงมั้ย 55+) คือแทนที่จะต้องมานั่งจำ shortcut ทั้งหลาย สู้ทำทูลบาร์มาให้เลยดีกว่า (อย่าลืมตัวเลือกสำหรับเปลี่ยนฟอนต์ด้วย) ไม่จำเป็นต้องโชว์ตลอดเวลา แค่เป็นปุ่มให้คลิกเพื่อเรียกทูลบาร์ขึ้นมาอีกทีก็ได้ คือความสามารถของโปรแกรมมันรองรับอยู่แล้ว แค่ทำให้ user friendly มากขึ้นแค่นั้นเอง ได้มั้ยครับไมโครซอฟต์ (วันที่ 31 จะไปซื้อวินโดวส์ 7 ของแท้อยู่แล้วเนี่ย :P)

Book Fair 2009/2

สรุปคร่าวๆ ของการไปเดินสัปดาห์หนังสือในครั้งนี้

  • คำสาปร้านเบเกอรี่ – รวมเรื่องสั้นของ Haruki Murakami เจ้าเก่า
  • Lord of the Flies – นิยายคลาสสิค ฉบับแปลไทย ชื่อว่า วัยเยาว์อันสิ้นสูญ
  • Children of the Mind – เล่มที่ 4 ใน Ender series ภาคต่อของ Xenocide พิมพ์จำนวนจำกัด
  • ชาตินิยมในแบบเรียนไทย – พูดถึงเรื่องทัศนคติเหยียดหยามประเทศเพื่อนบ้าน ที่ถูกสร้างผ่านแบบเรียนไทย
  • Brave New World – นิยายคลาสสิคอีกหนึ่งเรื่อง เคยมีฉบับแปลออกมาในชื่อ โลกวิไลซ์ เมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว! เล่มที่ซื้อนี้เป็นฉบับแปลใหม่ พิมพ์ใหม่
  • ในเขาวงกต – คราวก่อนซื้อ อ่านผิด ของมุกหอม วงษ์เทศ มาอ่านแล้วติดใจ คราวนี้เลยซื้อเล่มนี้ดูบ้าง
  • Design + Culture 2 – มุมมองเรื่องวัฒนธรรมผ่านทางการออกแบบ เล่มที่สองแล้ว
  • สเต๊ก – หนังสือทำอาหารของสำนักพิมพ์แสงแดด ลดราคาแล้วก็ยังแพง!

ที่ซื้อมาแต่ไม่อยู่ในรูป

  • วารสารอ่าน ปีที่ 2 ฉบับที่ 1

คราวนี้ตั้งใจว่าจะซื้อพวก fiction ให้น้อยลง และพอดีกับที่ว่าพวกการ์ตูนทั้งหลายไม่มีเรื่องที่น่าสนใจออกสักเท่าไหร่ ทำให้ประหยัดเงินไปได้หลายร้อย

ที่จริงแล้วของเก่าที่ซื้อมาเมื่อคราวที่แล้ว ยังอ่านไม่หมดเลย

บ้านพิพิธภัณฑ์ 25 ตุลา 09


Introduction to Data Structure, second semester, 2009

  • Main webboard is here
  • You can download syllabus here

Source File

Date Topics Supplemental Files
(6-Nov-09) ArrayCollection  Example

BTS Love Story

รถไฟฟ้า... มาหานะเธอ

วันนี้เพิ่งไปดู “รถไฟฟ้า… มาหานะเธอ” ชื่อภาษาอังกฤษจริงๆ มันคือ Bangkok Traffic (Love) Story (เข้าใจว่าพยายามจะให้ย่อเป็น BTS ให้ได้) แต่ผมว่า BTS Love Story อ่านแล้วตรงประเด็นกว่า เลยตั้งชื่อบล็อกแบบนี้แทน

บอกตามตรงว่าไม่เคยคิดจะไปดูเรื่องนี้แม้แต่นิดเดียว trailer ก็ไม่เคยดู แต่หลังจากออกมาจากโรง บอกได้สั้นๆ ว่า “เสียดายแทนคนที่พลาด”

สำหรับผมเรื่องนี้เป็นหนังของ GTH ที่ประทับใจที่สุดเท่าที่เคยดูมา (อันดับสองให้ Seasons Change) อาจจะ bias หน่อยๆ เพราะธีมหลักในหนังเป็นสิ่งที่คุ้นเคยอยู่แล้ว (รถไฟฟ้า BTS) เลยอาจจะทำให้อินกับหนังเป็นพิเศษ อีกอย่างคือสงสัยว่าผมจะชอบหนังสไตล์นี้แฮะ นักแสดงหน้าเดิมๆ เหมือนเป็นกิจการในครอบครัว แต่ละคนโผล่มาแล้วทำให้นึกโยงไปถึงหนังเรื่องอื่นด้วย ทำให้อยากหามาดูอีกครั้ง

เรื่องนี้ก็ทำนองเดียวกับเรื่องอื่นๆ ของ GTH ที่นักแสดงขาประจำมากันครบ (ถึงบางคนจะแค่โผล่มาแว้บๆ ก็ตาม) เนื้ัอเรื่องก็พอเดาได้ตามสไตล์หนังรักโรแมนติกทั่วไป สำหรับคนชอบหนังฮาๆ รับรองว่าได้หัวเราะตั้งแต่เริ่มยันจบ หรือถ้าอยากดูฉากซึ้งๆ เรื่องนี้ก็มีหลายฉากที่ทำให้น้ำตาซึมได้ง่ายๆ

ดูจบแล้วเดินยิ้มออกมาจากโรง แนะนำคนอื่นให้ไปดูต่อได้แบบไม่ต้องกลัวโดนด่า ยิ่งกว่านั้นคือเพิ่งรู้ว่าดูหนังวันพุธที่ SF ลดเหลือที่นั่งละ 40 บาท!!! สุดยอดดดด xD

Katch & MangaKatch

เคยพร่ำรำพันถึงยุคเฟื่องฟูของ Katch เอาไว้นานแล้ว วันนี้ด้วยอารมณ์ Nostalgia หลังจากไปดูหนัง รถไฟฟ้ามาหานะเธอ กลับมาบ้าน คุ้ยกองซีดีเก่า จนค้นพบสมบัติที่เก็บซุกซ่อนเอาไว้

มันคือรวมภาพสแกนจากนิตยสาร Katch และ MangaKatch !

Katch & MangaKatch

เสียดายตรงที่มีไฟล์ไม่ครบทุกเล่ม (แต่เล่มจริงมีหมดนะ)

ปล. เล่มที่ คริส หอวัง นางเอกรถไฟฟ้ามาหานะเธอ ถ่ายลงปก คือ MangaKatch เล่ม 4

450D Tester


My Third J

แล้วหนึ่งปีก้อผ่านพ้นไป กับมื้อเจมื้อที่สาม… ณ ร้านข้าวมันไก่ (โอ๊ะ แล้วมันจะเจตรงไหนเนี่ย) แหม แหม ก้อเค้าแบ่งร้านครึ่งหนึ่งขายเจอ่ะจ้า… เห็นดูหน้ากิน เลยขอแจมด้วยเลย คิคิ ดีจายยยย… ซักมื้อก้อยังดี…
 

NOOooooooooooooooo………

(กรุณาอ่าน title แล้วลากเสียงตาม…. … …)
 
"แล้วฉันจะฝืน ฝืนหัวใจตัวเองได้ไหม
แล้วฉันจะฝืนความรู้สึกของฉันได้ยังไง…" … ฝืน ลิปตา
 

เรื่องของออกัส…

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังจากอี๊จุ๊บกลับมาจากการช๊อปปิ้งอันแสนทรหด เลยว่าจะงีบซักหน่อย แต่กั๊ตมันอยู่บ้านเนี่ยซิ….
 
อี๊จุ๊บ…  (ก่ายเตียงขึ้นไปนอน)
กั๊ตจัง… อี๊จุ๊บๆ อี๊จุ๊บจะนอนถึงเมื่อหร่ายยย
อี๊จุ๊บ…  นอนแป๊ะเดียว เดี๋ยวข้าวมาก้อตื่น (ซักสองชมนะ คิดในใจ)
กั๊ตจัง… อี๊จุ๊บๆ แล้วอี๊จุ๊บตื่นมาจะทำอารายยยย
อี๊จุ๊บ…  อืมม… (ง่วงงง) กินแล้วก้อนอนต่อ
กั๊ตจัง… อี๊จุ๊บๆ อี๊จุ๊บทำแค่นั้นเองเหรอออออ
อี๊จุ๊บ…  กิน แล้วก้อรีดผ้า แล้วค่อยนอนก้อด้ายยยย
กั๊ตจัง… อี๊จุ๊บๆ แล้วอี๊จุ๊บไม่เล่นกับกั๊ตหน่อยเหรออออ (เสียงงอนง้อสุดๆ)
อี๊จุ๊บ…  (ถึงบางอ้อเลยชั้น… ตอบไม่ถูกใจนี่ไม่ให้นอนกันเลยใช่มั้ยเนี่ย)
          อืมอืม อี๊จุ๊บตื่นแล้ว กินข้าว รีดผ้า แล้วเล่นกับกั๊ตแป๊ะนึงแล้วค่อยนอนต่อก้อได้
กั๊ตจัง… ยิ้มหวานนนน แล้วก้อหนีจากไปอย่างมีความสุข
 

Jawbone Prime

ไม่คิดว่าจะต้องซื้อ Bluetooth อีกครั้ง หลังจากซื้อ Plantronics 925 ไปแล้ว
แต่อยู่มาวันนึง เจ้า Plantronics ก็เสียซะงั้น ไมค์ไม่ทำงาน แต่หูฟังทำงานปรกติ สรุปคือพูดไปคนอื่นไม่ได้ยิน
ก็เลยได้โอกาสลองของใหม่ คือเจ้า Jawbone Prime นี่เอง
Prime เป็น Generation ที่ 3 ของ Bluetooth ตระกูล Jawbone
โดยที่โฆษณาว่า ไม่จำเป็นต้องเอาตัวมันติดแก้มไว้ ก็คุยได้แล้ว ต่างกับ 2 generation แรก
หลักจากศึกษาอยู่พักนึง ว่าจะซื้อจากไหนดี US หรือ MBK หรือร้านตาม Internet ก็ตัดสินใจซื้อ

ใช้มาอาทิตย์กว่าๆสรุปได้ดังนี้
Pros.
1. ตัดเสียงได้เฉียบขาดมาก Plantronics เทียบไม่ติด
2. ใส่ได้กระชับดี เนื่องจากการใช้ Earbud เลียนแบบ Plantronics

Cons.
1. ภาครับฟังยังไม่ชัดเจนเท่า Paltronics แต่ก็คุยรู้เรื่องปรกติ
2. ที่ชาร์จไม่มาตราฐาน ไม่ได้ใช้ Mini/Micro  USB
3. อันนี้อาจจะไม่เป็นกับคนอื่น แต่เวลาชาร์จแล้วจะใช้งาน Bluetooth ไม่ได้   พอเสียบชาร์จแล้วมันจะปิดตัวเองทันที พอชาร์จเต็มต้องกดเปิด เพื่อใช้งานอีกครั้ง แปลกๆอยู่ ( Update :: ไปเชคดูจาก Forum แล้ว เป็น By Designed ที่ตัว Prime จะปิดตัวเองตอนชาร์จ ดูจากลิ้งค์ได้ที่ http://forums.jawbone.com/t5/Product-Discussions/Prime-shuts-off-when-charging-is-it-me-or-as-designed/td-p/979 )

Conclusion
ค่าตัวประมาณ 4500 บาท ก็ได้เท่าที่จ่ายไป  สำหรับคนที่ต้องการใช้ Bluetooth ทุกที่ ทุกเวลา
แต่ถ้าใช้แค่ขับรถกับอยู่บ้าน ก็ไม่จำเป็นต้องซื้อหรอก ซื้อแบบ 1500 บาทก็พอแล้ว
ถ้าจะให้เทียบระหว่าง Plantronics 925 กับ Jawbone Prime ว่าตัวไหนดีกว่า ตอนนี้ก็คงต้องบอกว่าเป็น Prime
เพราะเรื่องตัดเสียงภายนอกนี่แหละ  และพิจารณาจากข้อเสียของ Prime ที่กล่่าวไว้ก็ถือเป็น Minor เท่านั้น ยอมรับได้

DSC_0685_retouch
DSC_0695_retouch
DSC_0704_retouch
DSC_0707_retouch

เหนื่อยใจ…

นี่เป็นอีกหนึ่งเพลงค่ะ ที่ชอบท่อนเปียโนมากๆเลย.. original เป็นของ XL-step… แต่ว่า music video มันแม่งๆ เลยไม่เอามาลงดีก่า เอาของพี่น้อยวงพรูมาลงแทนละกัน (แม้ว่าสำเนียงเค้าจะแม่งๆไปนิดๆ)… ว่าแล้วก้อไปหาโน๊ตเปียโนมาเล่นดีก่า…
 
 
 "เหนื่อยใจ เหมือนใกล้จะหมดแรง… ทุ่มเทไปทุกอย่าง…"
 

PHPExcel

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีโจทย์ให้สร้างเว็บเพื่อเก็บข้อมูลรายงานที่ปกติจะอยู่ในรูปแบบไฟล์ Excel ก็โอเค อยากได้ก็จัดให้ วิธีการที่ใช้ก็คือสร้าง textbox เป็นร้อยไปใส่ใน <table> กันดื้อๆ นี่แหละ ซึ่งก็เก็บข้อมูลได้ไม่มีปัญหาอะไร (แต่แอบด่าอยู่ในใจ ทำไมไม่ใช้พวก SharePoint อะไรไปเลยฟระ)

มาเดือดร้อนตอนแสดงผล เนื่องจากต้องสามารถพรินท์ออกมาเป็นรายงานได้ด้วย ซึ่งรายงานแต่ละหน้าก็ดันหน้าตาไม่เหมือนกันอีก คิดไปคิดมาถ้าจะทำเป็น template ก็ต้องทำเกือบๆ 50 ไฟล์ =.=

เลยวกกลับมาหา Excel เพราะแต่ก่อนจำได้ว่าเคยสร้างไฟล์ Excel ด้วย PHP แต่ตอนนั้นเป็นการสร้างไฟล์เปล่าๆ ขึ้นมาใหม่ แล้วใส่ข้อมูลลงไป ส่วนคราวนี้จะต่างไปเล็กน้อย เพราะต้องอ่านไฟล์ template ที่แบ่งหน้าและเซ็ต print area ไว้เรียบร้อยแล้วเข้ามาก่อน จากนั้นก็กรอกข้อมูล แล้วค่อยเซฟเป็นรายงาน

google อยู่ครึ่งวันก็ไม่พบตัวเลือกเจ๋งๆ ซักที เพราะส่วนใหญ่จะเป็นไลบรารี่สำหรับสร้างไฟล์ Excel ขึ้นมาใหม่ ไม่สามารถอ่าน/เขียนไฟล์ที่มีอยู่แล้วได้ จนกระทั่งมาเจอ PHPExcel ก็พบว่า โอ้ววว ตัวนี้แหละ ใช่เลย!

PHPExcel สามารถอ่าน/เขียนไฟล์ Excel ได้ทั้งแบบเก่าคือ Excel5 ของ MS Office 97/XP/2003 และแบบใหม่คือ OpenXML ของ MS Office 2007 โดยมีข้อแม้นิดหน่อยคือ ถ้าจะทำงานกับไฟล์ Excel 2007 ควรใช้ PHP เวอร์ชันตั้งแต่ 5.2.9 ขึ้นไป แต่ถ้าใช้กับ Excel รุ่นต่ำกว่านั้น ก็ใช้ PHP เวอร์ชัน 5.2.x ได้ทั้งหมด รายละเอียดหลักๆ ดูได้ใน Requirements และ FAQ

อย่างไรก็ตาม ตัว Reader/Writer สำหรับ Excel5 จะมีปัญหากับฟอนต์ภาษาไทยเล็กน้อย ในกรณีของผมคือฟอนต์ EucrosiaUPC แต่คิดว่ากับ Angsana หรือ Cordia ก็น่าจะเจอปัญหาเดียวกัน สำหรับวิธีแก้ไขก็ดูจากไฟล์ patch ในลิงก์ครับ

สำหรับวิธีใช้คงไม่ต้องแนะนำ เพราะ Documentation ที่อยู่ในหน้าดาวน์โหลดเขียนไว้อย่างละเอียด มีตัวอย่างเพียบ และการ support จากผู้พัฒนาก็จัดอยู่ในขั้นดีมากสำหรับโปรเจกต์โอเพ่นซอร์สแบบนี้ (เห็นพี่แกเข้ามาตอบเกือบทุกวัน)

ฮาฮา Quote of the Day

"พี่ว่างานนี้ไม่ใช่หน้าที่น้องนะ ทำไมน้องต้องมาทำด้วยละ"… ได้ฟังคำนี้จากปากพี่คนนึงที่ขึ้นชื่อว่าเคี่ยวคนนึงแล้วก้อรู้สึกมีกำลังใจ+อารมณ์ดีอย่างบอกไม่ถูก ฮาฮา… ปกติแล้วมีอะไรช่วยได้ก้อช่วยๆกันไปละนะค่ะ ไม่ว่าหรอก ดีกว่าอยู่ว่างๆ… แต่บังเอิญว่าช่วงนี้ก้อเดือดๆด้วยงานของตัวเองอยู่ ช่วงนี้เลย "ดุ" เป็นพิเศษ คนใกล้ๆตัวก้ออาจจะรู้สึกได้ (ว่ามันเป็นบ้าอะไรไป)… … 
 
เปลี่ยนเรื่องดีก่า… โดนหลอกอ่ะเมื่อคืน มีน้องมา proudly present ตูนเรื่อง Bloody Monday แล้วพอดีมีเวบให้โหลดมาอ่าน เห็นมัน 11 เล่ม น้องก้อบอกว่ามี 2 season… น่าจะจบ season แรกที่เล่มหก เราก้อเลยนั่งอ่าน ตูนมันก้อหนุกจริงๆนั่นแหล่ะ คิดว่าอ่านถึงเล่มหกแล้วจะนอน แต่ไหงมันไม่จบนะ ไปๆมาๆเลยต้องนั่งอ่านไปถึงเล่ม 11 แนะ… แพนด้าเลยช้านนนน….. (ว่าแล้วเมื่อไหร่จะมี season 2 มาให้อ่านนะ)
 

Commercial Building for Rent

Commercial Building for Rent

Appropriate for office / home office / warehouse. 

4.5 floors building with more than 450 square metres usable area.  6 air conditioners and toilet in every floor.

Building is about 50 m. far from Chaengwattana Road, in Ban Sai Lom village,  Near Central Plaza and Carrefour Chaengwattana.  

Contact us :

125/19 and 50/88, Ban Sai Lom (opposite of Jasmine building), Chaengwattana Road, Pakkred, Nontaburi, 11120

Mobile : 081-869-5227 (Kittipong)

Map with Google Map => Commercial Building for Rent : Click here 

 

 

more photo


road in front of building.


inside

 

 

 

ให้เช่าอาคาร
พาณิชย์สี่ชั้นครึ่ง

เลขที่ 125/19 และ 50/88.. 2
ห้องติดกัน ตีทะลุแล้ว
พท. 30.8 ตรว. (พท.ใช้สอยรวมประมาณ 400-500 กว่า
ตรม.)

เหมาะทำ ออฟฟิศ / โกดังสินค้า / เปิดธุรกิจ เข้าซอยจากถนนแจ้งวัฒนะ
50 เมตร สามารถจอดรถได้หน้าอาคาร 2 คัน และฝั่งตรงข้ามอาคาร (เป็นที่ว่าง)
อีกหลายคัน มีแอร์ 6 เครื่อง ห้องน้ำทุกชั้นยกเว้นชั้นลอยและดาดฟ้า
ทุกชั้นปูพื้นเรียบร้อย กั้นห้องประชุม / ห้องทำงานเรียบร้อย

หมู่บ้านเป็นหมู่บ้านติดถนนแจ้งวัฒนะ ซอยกว้างขวาง (ถนนซอยกว้างประมาณ 12
เมตร จอดรถได้ทั้ง 2 ฝั่ง) เป็นหมู่บ้านปิด สงบ ปลอดภัย มียาม
ทางเข้าออกทางเดียว ในซอยมีร้านอาหาร มีป้ายรถเมล์หน้าหมู่บ้าน
มีรถตู้/รถเมล์ทางด่วนไปถึงอนุสาวรีย์ได้ใน 30 นาที ตึกอยู่ใกล้คาร์ฟู (1
ป้ายรถเมล์) เซ็นทรัล (2 ป้าย)

สนใจติดต่อ กิตติพงษ์ : 081-869-5227