Diet Diary #3
March 10, 2010morning weight: 84.9 kg
08:30 BF : Two banana, two glass of waters
13:00 Lunch : A bowl of noodle at Faculty of Pol. Sci.
19:30 Dinner: คั่วไก่ ทาโร่ทะเล สวนหลวง
Diet Diary #2
March 9, 201009 March 2010
morning weight: 85.5 kg
08:00 BF : Two banana, two glass of waters
12:00 Lunch : yogurt dairy home + 2 apples
20:30 Dinner: two sausages from 7-11 + a few slices of mango + 1 orange + a few pomelo
Diet Diary
March 8, 201008 March 2010
morning weight: 86 kg
BF: Two banana, two glass of waters
late morning break: ขนมปังหมูแดง
lunch: ข้าวมันไก่ครึ่งจาน
afternoon break: Pineapple pie
dinner: ข้าวราดแกง 1 จานเต็ม ๆ(ผัดลูกชิ้น + ต้มเลือดหมู + ทอดมัน)
แพงว่าสองบาทเอง…
March 1, 2010Tautology Club
February 23, 2010“Listen up! The first rule of Tautology Club is the first rule of Tautology Club”
จาก xkcd ตอน Hornor Societies มีการพูดถึง Tautology Club (ชมรมสัจนิรันดร์) เอาไว้ ตอนนี้ใน facebook ก็มีคนมาตั้งกลุ่ม Tautology Club ขึ้นมาตามในเนื้อเรื่องแล้ว
คำว่า Tautology (สัจนิรันดร์) ก็คือ ประพจน์ที่มีค่าความเป็นจริงทุกกรณี เป็นเรื่องคณิตศาสตร์ ม.4 ใครจำไม่ได้ก็ไปทบทวนตำราเก่ากันเอาเองนะ
ใครชื่นชอบก็ไปเข้าร่วมเป็นสมาชิกได้ ขณะที่เขียนตอนนี้มีสมาชิก 8,000 กว่าคนแล้ว ถ้ามีคนเข้าร่วมกลุ่มนี้ 1,000,000 คน กลุ่มนี้ก็จะมีสมาชิก 1,000,000 คนนะ
(Yet Another) One Manga Downloader Update
February 20, 2010Quick summary:
- Now archive extension is .cbz as it should be (there were many ppl asking about this bad preference of mine :P)
- Add backward compatibility to check the already downloaded chapters which has old extension (.cbr)
- Fix an issue with
sedcommand on Mac OS X. - Now
index.htmlwill be removed along with other temporary files. - Misc. improvements in code and error/status messages.
I guess you already know where to get it.
Enjoy reading One Manga!
P.S. If you are looking for a GUI One Manga downloader then MangaDownloader [MD] may be the answer for you.
นู๋เข้าใจผิดไป….
February 13, 2010Palio เขาใหญ่
February 2, 2010Palio เป็นสถานที่ช้อปปิ้ง กินเที่ยว สไตล์อิตาเลียน แต่ดันไปตั้งอยู่แถวเขาใหญ่ เป็นแหล่งถ่ายรูปที่ใหม่ สำหรับชาวกรุงผู้นิยมออกทริปถ่ายรูปนอกสถานที่ เจ้าของเดียวกับ Primo Posto ร้านกาแฟชื่อดังที่ตกแต่งสไตล์เดียวกัน
จะว่าไปแล้ว Palio ก็เหมือนกับ Primo Posto ขยายร่าง จากร้านกาแฟกลายเป็นศูนย์การค้า มีของเก๋ๆ ถูกจริตนักท่องเที่ยวชนชั้นกลางขายเพียบ ตั้งแต่โปสการ์ด เสื้อผ้า ของแฮนด์เมด ของแต่งบ้าน กาแฟสด พิซซ่า ไอศครีม ฯลฯ
ป้าย Palio Shop เป็นร้านอะไรไม่รู้ จำไม่ได้

มุมสวยๆ มีให้ถ่ายรูปเยอะ (แต่ต้องคนหลบคนหน่อย)

ของน่ารักๆ สำหรับดูดเงินสาวๆ

มีเบียร์ยี่ห้อแปลกๆ ขายด้วย สนนราคาก็ขวดละ 100+

ขาดไม่ได้สำหรับร้านโปสการ์ด พร้อมตู้ไปรษณีย์

การเดินทางไป Palio ก็ไม่ลำบากเท่าไหร่นักสำหรับคนมีรถขับ ออกจากกรุงเทพไปประมาณ 100 กว่ากิโล บนถนนธนะรัชต์ ใกล้โรงแรมจุลดิศ รายละเอียดเพิ่มเติมดูได้จากเว็บ official
สรุปแล้ว Palio ก็เป็นสถานที่ที่เหมาะกับการไปถ่ายรูปบรรยากาศสไตล์ทัสคานีเก๋ๆ โดยไม่ต้องถ่อไปไกลถึงอิตาลี อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพนัก แต่บรรยากาศก็ไม่ค่อย chill เหมือนของจริงเท่าไหร่ เพราะนักท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะ (ทั้งที่ร้านมันยังเปิดไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ) ถ้าจะมา แนะนำให้มาช่วงเช้า คนจะน้อยกว่าและแสงสวย เหมาะกับการถ่ายรูปมากกว่า
หมายเหตุ: รูปทั้งหมด ถ่ายด้วย Panasonic Lumix GF1 ฟอร์แมตเป็น RAW แล้วเอามาปรับในโปรแกรม SilkyPix Studio (แถมมากับกล้อง) ดูภาพเพิ่มเติมได้ที่ Flickr set
Hiding Virtual Network Adapter in Windows 7
January 31, 2010ถ้าใครใช้โปรแกรมประเภท virtual machine เช่น VMWare หรือ VirtualBox จะพบว่าตอนติดตั้งเสร็จ มันจะสร้าง virtual network adapter ขึ้นมาให้เรา ตัวอย่างเช่น VirtualBox จะสร้าง adapter ที่ชื่อว่า “VirtualBox Host-Only Network”
ซึ่งวินโดวส์ 7 จะเห็นว่าเรากำลัง connect กับอีกเครือข่ายหนึ่งที่เป็น public network อยู่ และมันจะแสดงชื่อว่าเป็น unidentified network เวลาคลิกที่ไอคอนเน็ตเวิร์กใน notification area จะเห็นประมาณนี้ ทำให้ดูแล้วงงๆ ว่าเฮ้ย เราไปต่อกับเน็ตเวิร์กที่ไหนอีกเนี่ย

ลอง google ดูพบว่าวิธีแก้น่าจะมีอยู่สองวิธี อย่างแรกคือ disable virtual adapter ไปซะ แล้ว unidentified network ก็จะหายไป (กำปั้นทุบดินมาก xD)
ส่วนอีกวิธีคือไม่ต้อง disable แต่ไปแก้ใน registry เพื่อไม่ให้วินโดวส์สนใจ adapter ตัวนี้ วิธีการคือ
- Start > Run… พิมพ์ regedit แล้วกด <Enter>
- ไปที่
HKLM\SYSTEM\CurrentControlSet\Control\Class{4D36E972-E325-11CE-BFC1-08002BE10318} - ไล่คลิกที่โฟลเดอร์ที่ชื่อเป็น
00xxแล้วดูรายละเอียดในส่วน DriverDesc หาชื่อ adapter ที่เราต้องการซ่อน ในกรณีผมใช้ VirtualBox ก็จะต้องมองหา “VirtualBox Host-Only Ethernet Adapter” - พอเจอแล้วให้คลิกขวาที่หน้าต่างด้านขวา เลือก New > DWORD (32-bit) Value แล้วใส่ชื่อเป็น *NdisDeviceType (สังเกตว่ามี * อยู่ข้างหน้าด้วย)
- จากนั้นดับเบิลคลิกที่ *NdisDeviceType แล้วเปลี่ยนค่าให้เป็น 1
เสร็จเรียบร้อยก็ปิด regedit แล้วเข้าไปที่ Control Panel\Network and Internet\Network Connections เพื่อสั่ง disable adapter ตัวที่เราเพิ่งแก้ไป จากนั้นให้ enable กลับ จะพบว่าไม่มี unidentified network ขึ้นมาให้กวนใจอีกแล้ว
Angry YouTube Hitlers
January 25, 2010คิดว่าหลายๆ คนคงจะเคยดูคลิป ฮิตเลอร์โวยวายในแบบต่างๆ กันมาแล้วไม่มากก็น้อย เช่น ฮิตเลอร์เล่น twitter, ฮิตเลอร์เกลียด BB แต่บางคนอาจจะยังไม่รู้ว่า ฉากนี้จริงๆ แล้วมันมาจากหนังเยอรมันปี 2004 เรื่อง Downfall (มันถึงได้เว้าเยอรมันกันตลอดคลิป)
ตัวอย่างคลิป เผื่อคนไม่เคยดู
ล่าสุด ผู้กำกับหนังเพิ่งออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้
As for the idea of such a serious scene being used for laughs, Hirschbiegel thinks it actually fits with the theme of the movie. “The point of the film was to kick these terrible people off the throne that made them demons, making them real and their actions into reality,” he says. “I think it’s only fair if now it’s taken as part of our history, and used for whatever purposes people like.” He adds, “If only I got royalties for it, then I’d be even happier.”
IMHO, การล้อเลียนได้ การทำให้ตลกได้ ทำให้เราเห็นกันว่าคนคนนั้น หรือสิ่งนั้น ที่ถูกหยิบมาล้อเลียนเป็นสิ่งที่เท่าเทียมกันกับเรา ถึงได้รู้สึกขำกับสิ่งที่เห็น ในกรณีนี้ ฮิตเลอร์ก็เป็นคนเหมือนกัน ต้องกิน ต้องขี้ มีจังหวะที่สิ้นหวัง ไม่ได้มีเฉพาะด้านที่เป็นจอมเผด็จการอย่างเดียว
ส่วนสิ่งที่มีแต่ด้านดี ไม่มีข้อบกพร่อง ทนเห็นการถูกนำมาล้อเลียนไม่ได้ ก็สมควรจะกราบกันต่อไป
ทริปผ่านไหนแวะนั่น - สังขละบุรี part 2
January 24, 2010รีบเขียนต่อก่อนจะขี้เกียจ ตอนนี้เน้นรูปแทน
หลังออกจากถ้ำดาวดึงส์ประมาณบ่ายสี่ เราก็รีบบึ่งต่อไปสังขละฯ ก่อนมืด เส้นทางช่วงเข้าสังขละเป็นถนนสองเลนแคบๆ ซะส่วนใหญ่ และมีเนินขึ้นๆ ลงๆ เขาเยอะพอควร ด้วยความที่รถแบกน้ำหนักคนตัวควายๆ 4 คน จึงแทบคลานขึ้นไปในเนินบางช่วง สุดท้ายก็ไปถึงสังขละประมาณ 6 โมงเย็น กับน้ำมันที่เหลือแค่ขีดเดียว
Next Stop … เจดีย์พุทธคยา
เจดีย์พุทธคยา… เอ่อ ก็เป็นเจดีย์ที่คนมาเที่ยวสังขละทุกคนต้องไปแวะ เพราะในสังขละมันมีที่ให้เที่ยวแค่เจดีย์กะสะพานมอญ เลยเป็นไฟต์บังคับให้ลงไปถ่ายรูปซะหน่อย เดี๋ยวจะหาว่ามาไม่ถึง ด้วยความรีบๆ เลยไม่ได้อ่านแต่เดาว่าหลวงพ่อที่วัดนี้เป็นผู้ริเริ่มสร้างสะพานมอญขึ้น(มั้ง)
แมวแถวนั้น
ถ่ายไปถ่ายมาได้ซํก 10 นาที ก็รีบทำเวลาไปต่อที่สะพานมอญ หรือสะพานไม้ยอดฮิตแห่งสังขละ
Next stop… สะพานมอญ
หลังจากขับรถหาหลงไปมาทางไปสะพานอยู่พักนึง เราก็ได้ไปจอดรถตรงตีนสะพานจนได้ โดยแถวนั้นจะมีแพพักกลางน้ำอยู่ด้วย ราคาคืนละ 700 บาท แต่ไม่มีไฟฟ้า และดูแล้วแถวแพออกจะขยะเยอะ เราเลยไปหาที่พักที่อื่นที่มันสบายๆ ดีกว่า (แต่ฝั่งตรงข้ามของสะพานจะมีแพที่ดูดีกว่าและมีไฟฟ้า ราคาไม่รู้เพราะไม่ได้ถาม)

แพที่พัก ฝั่งตรงข้ามก็มีแต่ดูดีกว่า

บรรยากาศโดยรอบ มองจากสะพาน
สะพานไม้ ช่วงนี้กำลังบูรณะเพิ่ม ส่วนต้นๆ โดนเปลี่ยนเป็นไม้ใหม่ไปแล้ว (สีแดงๆ ที่กองอยู่ข้างๆ) ถ้าเปลี่ยนเป็นไม้ใหม่หมด ความคลาสสิกของสะพานอาจจะหายไปก็ได้

มีคนพาน้องหมาล่องแพเล่นด้วย หลังๆ ปล่อยให้หมาว่ายน้ำตามแพ
เริ่มมืด ได้เวลาเผ่นไปหาที่พักก่อนจะไม่มีที่นอน วันนี้บังเอิญตรงกับห้องหนอน pantip.com จัด trip มาที่นี่พอดี ก็แอบเสียวๆ อยู่ว่าจะหาที่พักไม่ได้ แต่เอาเข้าจริงสังขละฯ ที่พักเยอะมาก แถมยังมี 7-11 ใหญ่โตอยู่กลางตลาด (ปั๊มน้ำมันสิยังหายากกว่า) สุดท้ายก็ไปหาที่พักชื่อบ้านริมน้ำ เพราะมีห้องพักริมน้ำแบบมีไฟฟ้าประปาให้ใช้ (ไม่ใช่แพนะ) ค่าห้อง 700 บาทยัดเข้าไป 4 คน นอนในถุงนอนซะสองคน

สภาพห้องพัก ไม่มีแอร์ แต่อากาศเย็นจนไม่รู้จะใช้แอร์ทำไม
— วันที่สอง —
ตื่นแต่ 6 โมงเช้าแหกขี้ตามาถ่ายรูปคนเดียว มองไกลๆ เริ่มจะเห็นคนไปเดินบนสะพาน
ถ่ายจนเริ่มฟ้าสาง อากาศดีมีหมอก
ถ่ายอยู่มุมเดิมๆ จากห้องพักนี่ล่ะ

หมอกลอยจากน้ำ ยามเช้าที่สังขละ อากาศดี หมอกสวย
ถ่ายรูปจนจะเจ็ดโมง เพื่อนแม่งยังไม่ยอมลุกกัน ปรกติชาวบ้านเค้าต้องไปถ่ายรูปพระบิณฑบาตรที่สะพาน นี่ได้แต่ถ่ายแถวที่พักไปตามเรื่องตามราว กว่าจะเสด็จออกมาจากที่พักกันได้ก็ 8 โมง

รถตากน้ำค้าง
ออกตัว 8 โมง ก็ยังว่างไปกินข้าวเช้าที่ตลาดก่อน

ขนมจีนน้ำยามอญ 10 บาท
กว่าจะไปถึงสะพานอีกรอบ แน่นอน ไม่มีพระเหลือ ชาวบ้านที่มาเที่ยวถ่ายรูปคณะอื่นก็เริ่มทยอยไปกินข้าว เออดี ไม่ต้องแย่งกะใคร
ชาวบ้านแถวนั้นก็ยังใช้ชีวิตกับสายน้ำเป็นปกติแบบไม่แคร์สื่อ (ถ้าไม่นับธุรกิจที่หากินกับนักท่องเที่ยว)

บริเวณสะพานจะมีเรือรับจ้าง ราคา 3-400 บาทเหมาลำไปดูวัดจมน้ำ หรือที่เรียกชื่อซะอย่างหรูว่าเมืองบาดาล

มาถึงแล้วก็ต้องไปนั่งเรือดูซธหน่อย เอ้า ซิ่งเลยพี่
ข้างทางมีเด็กกำลังซิ่งแพแข่งกัน

แล่นเรือไปได้ซักพักก็มาถึงวัดแห่งแรก
เดิมบริเวณนี้เคยเป็นหมู่บ้าน แต่หลังจากที่มีการสร้างเขื่อนเขาแหลม ก็ทำให้น้ำท่วมขึ้นมา พวกวัดต่างๆ ที่อยู่บนที่สูงหน่อยก็เลยกลายเป็นจมน้ำครึ่งๆ กลางๆ เกิดเป็นที่เที่ยวทำรายได้ให้คนแถวนั้น ในช่วงฤดูแล้งหน่อย ช่วงเดือน 3-4 จะสามารถลงไปเดินบริเวณวัดพวกนี้ได้เนื่องจากน้ำลดจนถึงพื้น

ตรงนี้เป็นจุดที่ลงไปเดินได้ถ้าน้ำลดมากๆ เนื่องจากช่วงนี้น้ำยังสูง ลงเดินไม่ได้ ค่าเรือ 300 บาทเลยพาวนแค่นี้

เรือวนกลับมาที่ท่า ตรงนี้คือสะพานอีกส่วนที่อยู่ติดๆกับสะพานมอญ แต่เป็นสะพานยุคใหม่ มีปูนแข็งแรง คิดว่าถ่าสะพานมอญบูรณะเป็นอย่างงี้ คนคงหายไปจากสังขละเยอะ
แถวสะพานมอญ เวลาคนไปเที่ยว มักจะมีรูปยอดฮิตอยู่แบบนึง คือเด็กกระโดดน้ำ ซึ่งเด็กพวกนี้ก็เดินไปเดินมาอยู่แถวสะพานจนเชื่อว่าน่าจะมีบางคนรับจ้างกระโดดน้ำให้นักท่องเที่ยวถ่ายกันเป็นปกติ
Next stop.. ปั๊มน้ำมัน
หลังจากไปเที่ยวจนหมดโปรแกรม (ไม่ไปเจดีย์สามองค์เพราะเพื่อนที่เคยไปบอกว่าไม่มีอะไร) ก็ได้เวลาเผ่นกลับ กทม. (โดยแวะมันทุกจุดที่ผ่านเท่าที่เวลาอำนวย) แต่ก่อนนั้นได้เวลาหาปั๊มน้ำมันก่อนเพราะน้ำมันเหลือขีดเดียว และเส้นทางที่มาสังขละประมาณ 100 กม. ไม่เห็นปั๊มน้ำมันเลย หลังจากใช้ GPS หาปั๊มน้ำมันใกล้สุดก็เจอปั๊ม ปตท.อยู่ปั๊มหนึ่งใกล้ๆ ตลาด จึงรีบเผ่นไปเติมก่อนออกตัว
ขณะที่เติมน้ำมันไปได้ 476 บาท น้ำมันก็หมดปั๊ม (บร๊ะเจ้าโจ๊ก เคยเติมน้ำมันหมด ถังของป๊มมั๊ย คาดว่าถ้ามาเติมน้ำมันช้ากว่านี้อีกนิดคงได้นอนสังขละต่ออีกคืนเพื่อรอเค้ามาลงน้ำมันเพิ่ม) ถือว่าโชคดีไป อย่างน้อยก็มีน้ำมันพอจะไปถึงปั๊มถัดไปได้
Next stop.. จุดชมวิวข้างทาง

จุดชมวิวข้างทาง ที่น่าจะเป็นเขื่อนเขาแหลม ไม่มีอะไรมากาย แค่จุดชมวิวธรรมดา
Next stop..จุดชมวิวเขาแหลม
หลังจากผ่านจุดชมวิวแรก ก็มีป้ายจุดชมวิวอีกแห่ง ซึ่งเราก็ตั้งเป้าจะแวะมันไปเรื่อยระหว่างทาง ก็เลยขับแวะเข้ามา แต่หลังจากเข้ามาประมาณ 4-5 ร้อยเมตร ไอ้ป้ายจุดชมวิวตะกี้ มันเปลี่ยนเป็นป้ายอุทยานแห่งชาติเขาแหลมไปซะฉิบ เฮ้ย เข้ามาจุดชมวิวไหงกลายเป็นอุทยานแห่งชาติวะ แถมด้วยด่านเก็บเงินข้างหน้าอีกแล้วดีไปที่เค้าไม่เก็บตังค์ (ด้วยสาเหตุอะไรไม่รู้ อาจจะเลิกเก็บไปแล้ว)

มีแพล่มอยู่ด้วย (แพ-ล่ม แพ-ล่ม … จะอ่านว่า "แพล่ม" ตลอดเลยแฮะ)

มีจุดให้ลงไปเล่นน้ำ
อุทยานแห่งชาติเขาแหลม ดูๆ ไปแล้วก็เป็นเขื่อนดีๆ นี่เอง แต่น้ำใสดูน่าเล่นกว่าที่สังขละเยอะ
น้ำเขียวๆ
เนื่องจากรถจอดอยู่ไกลและไม่มีใครหยิบกางเกงว่ายน้ำมา เลยออกตัวต่อ ไม่เล่นน้ำ
Next stop.. น้ำตกเกริงกระเวีย
น้ำตกชื่อพิลึกที่อยู่ระหว่างทางไปสังขละ ถือว่าเป็นจุดแวะที่ดูใหญ่โตพอควร มีร้านขายข้าวอยู่ด้านหน้า เมื่อผ่านมาถึงก็ได้เวลากินข้าวเที่ยงพอดี

ตัวน้ำตกเน้นกว้างแต่ไม่เน้นสูง มีจุดแบบนี้อยู่หลายจุด

ฝรั่งแช่บ๊วยเขียวๆ สดใส
Next stop.. ถ้ำละว้า
หลังออกจากน้ำตกเกริงกระเวีย ขับมาเรื่อยๆแต่ที่เที่ยวที่อยู่ฝั่งเดียวกันไม่ค่อยมี จนมาถึงน้ำตกไทรโยคน้อยอีกครั้ง เราก็เหลือบไปเห็นป้ายถ้ำบาดาล ชี้ว่ามีถนนขึ้นไปได้ เอาละวา ไม่ต้องเดิน 2000 m. ขับรถขึ้นไปก็สบายสิ เลยลองวนเข้าไปดู แล้วก็เจอทางชันนรกและเป็นทางดิน รถเก๋งแบกน้ำหนักอ้วนๆ เลยต้องยอมถอย เปลี่ยนเป้าหมายไปที่ถ้ำถัดไป คือถ้ำละว้าแทน
จากถนนใหญ่ กว่าจะเข้ามาถึงถ้ำละว้า น่าจะอยู่ห่างซํก 15 กม.บนทางที่มีป้ายไม่ค่อยละเอียดนัก และเนื่องจาก GPS ถูกโอเชียนแย่งสายไฟไปชาร์จแปรงสีฟันอยู่ ทำให้หลงทางไปซักพัก กว่าจะมาถึงถ้ำละว้าได้ (ต้องขู่ว่าจะทิ้งแปรงสีฟันถ้าเสือกยังมาแย่งไฟ GPS อีก สาดดด)
และแล้วก็มาถึงอุทยานแห่งชาติถ้ำละว้า เสียค่าเข้าอีก 120
ถ้ำละว้า เป็นถ้ำไฮเทค หรือที่โรมรันเรียกว่าถ้ำอเมริกัน คือ มีการปรับสภาพพื้นให้เดินง่าย ติดไฟตามทางเดินและตามจุดต่างๆ ทำให้เหมือนกับมาเดินเที่ยวเล่นมากกว่าจะมาแนวผจญภัย ตัวถ้ำเองค่อนข้างใหญ่โต และเนื่องจากมีไฟติดไว้ตลอดทางจึงถ่ายรูปง่ายถึงจะไม่มีแฟลชหรือขาตั้งกล้อง

ตามจุดต่างๆ ติดไฟส่องหินไว้ให้ถ่ายรูปง่ายๆ

หรือแม้แต่ทางเดินที่ปรับจนเรียบ และมีไฟส่องตลอดทาง
แต่ก็ทำให้เราไม่เห็นค้างคาวเลย เนื่องจากค้างคาวคงอยู่ไม่ได้ถ้ามีไฟรบกวนขนาดนี้ จะมีก็แค่ได้ยินเสียง
ในถ้ำเจอแต่กบ แต่ทางเดินเรียบๆ และไม่มืดนักเลยไม่มีใครจับกบ
สำหรับคนที่ชอบเที่ยวแนว adventure คาดหวังว่าจะเจอแบบลุยๆ อาจจะบอกว่า..
แต่โดยตัวถ้ำแล้วถือว่าใหญ่โตอลังพอควร และเที่ยวง่ายไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือเด็ก ก็อยู่ที่ชอบแนวไหน
ออกจากถ้ำมาก็เกือบหกโมงเย็น เนื่องจากชาวคณะบางส่วนจะรีบกลับไปสำรวจถ้ำต่อที่ กทม. (แต่ไม่ยอมส่งการบ้านและรูปปลากรอบ) เลยไม่แวะกินข้าวเย็นที่ไหนแล้ว
To be continue…!? ถ้าโอเชียนและโรมรันส่งการบ้าน
ทริปผ่านไหนแวะนั่น - สังขละบุรี part 1
January 24, 2010หลังจากดองบล็อกมานานมาก วันนี้ผมก็ตัดสินใจเอาชนะความขี้เกียจมานั่งเขียนบล็อกเรื่องที่เพิ่งไปเที่ยวสังขละมา (แต่บล็อกไปญี่ปุ่นเมื่อสองปีก่อนยังดองไม่มีอารมณ์เขียนเหมือนเดิม)
ด้วยความที่เพื่อนโอเชียนและโรมรันกลับมาจาก US เลยแพลนว่าสมควรหาที่ไปเที่ยวซํกที่ๆ ไม่เคยไป ซึ่งทีแรกก็ไม่ได้กะจะไปสังขละฯ แต่กะว่าจะหาทัวร์ไปเหนือเพราะช่วงนี้อากาศมันเริ่มเย็นๆ อีกรอบ แต่หาไปหามามันไม่ลงตัวซํกที (~เหมือนชาวบ้านเค้าจะไปกันหมดแล้วตอนก่อนปีใหม่) เลยเอาวะ สังขละฯ ละกัน (เหมือนจะ)ใกล้ๆ แค่กาญฯ เอง (ตอนนั้นหารู้ไม่ว่ามันต้องขับรถต่อจากกาญฯ อีกเกือบ 3 ชม.) ขับรถไปเองได้ จะได้แวะเที่ยวข้างทางไปเรื่อยๆ ด้วย เลยเกิดมาเป็นทริปไปสังขละฯ แบบสบายๆ เสาร์อาทิตย์
เช้าวันเสาร์ที่ 16 มค. เลยนัดออกตัวกันตั้งแต่ 7 โมง ด้วยสมาชิกทริป 4 คน ที่ import มาจากพม่า 3 คน (โรมรัน, โอเงี่ยน และคุณทอม หนุ่มรัสเซียเพื่อนโรมรัน)
แวะร้านข้ามหมูแดงข้างทางเป็นข้าวเช้า เอ่อ ไม่ค่อยอร่อยเลย ทีแรกเห็นร้านแกมีทองม้วนสดกะจะซื้อด้วย พอกินข้าวแล้วเปลี่ยนใจเพราะคิดว่าทองม้วนคงอารมณ์เดียวกะข้าวแหง
ขับไปเรื่อยๆ ตามข้างทางพอเข้าเมืองกาญฯ ก็เจอป้ายที่เที่ยวเป็นระยะ แต่เรายังไม่แวะเพราะหลายที่มันกระชั้น พอเจอป้ายทางเข้าก็หยุดไม่ทันแล้ว รึบางที่อยู่อีกฝั่งถนนก็กะแวะเก็บตอนขากลับ หลังจากขับมาจนคนข้างหลังมันไปเฝ้าพระอินทร์กันหมดทิ้งให้คนขับเดียวดาย ก็เจอจุดแวะแห่งแรกที่มีแต่รถทัวร์จอดกันเต็มไปหมด
Next stop … น้ำตกไทรโยคน้อย
ดูความฮิตได้จากรถทัวร์ที่อยู่ข้างหน้าเพียบ
น้ำตกไทรโยคน้อย เป็นน้ำตกยอดฮิตของกาญฯ ที่ไม่ถึงกับไกลจาก กทม.มากนัก เส้นทางมาค่อนข้างสะดวก เป็น 4 เลนเกือบตลอดทาง ฝั่งตรงข้ามน้ำก็และภายในเขตก็มีร้านค้าเพียบ เมื่อเข้ามาในเขตน้ำตก จะมีทางแยกให้ "เดินขึ้นบันได" ไปถ้ำวังบาดาล และพุต้นน้ำ แต่หลังจากดูป้ายบอกระยะทาง โอเชียนก็ถอดใจ ขอไปแค่น้ำตกละกัน
ถ้าเก็บเงินคนเขียนได้คนละ 500 บาทจริง น่าจะได้หลายหมื่นอยู่

ตัวน้ำตกเอง ช่วงที่ผมมาดูน้ำจะไม่ค่อยเยอะ (แต่คนเยอะ) แต่เดาจากรูปร่างหินถ้ามีช่วงน้ำมากน่าจะเป็นน้ำตกที่ดูสวยใช้ได้ (แต่มันมีช่วงน้ำมากจริงรึเปล่า อันนี้ไม่รู้) มีฝรั่งทั้งลุงและป้าพุงพลุ้ยใส่บิกินี่เล่นน้ำ เป็นภาพเจริญตาพาให้ผมและชาวคณะ ออกตัวไปต่อได้อย่างไม่ต้องคิดมากนัก (และยังไม่อยากจะมานั่งเล่นน้ำตอนเที่ยงๆ ด้วย)..
next stop -อุทยานแห่งชาติไทรโยค
ขับรถต่อมาจากน้ำตกไทรโยคน้อยไม่ไกลนัก ทางซ้ายมือก็มีป้ายอุทยานแห่งชาติไทรโยค คณะทริปมักง่ายเลยแวะเข้าไปแบบไม่ต้องคิดเพราะป้ายมันท่าทางใหญ่โตดี เมื่อมาถึงอุทยาน พบว่ามีการเก็บค่าเข้าคนละน่าจะ 40 บาท รถอีก 30 บาท ชาวต่างชาติ 200 บาท เลยให้คุณทอมชาวรัสเซียสวมหมวกก้มหน้าก้มตาทำเนียนซะ ไม่งั้นค่าเข้าเอ็งออกส่วนของตัวเองนะเฟ้ย
ภายในอุทยานมีที่เที่ยวอยู่หลายจุด และยังมีบ้านพัก, ร้านอาหารของเอกชนอีกเพียบ
อุทยานแห่งชาติไทรโยค ไม่มีต้นไทร มีกลอนเขียนประวัติไว้ว่าเชื่อว่าเดิมน่าจะมีต้นไทรแต่โดนไม้อื่นเบียดเบียนจนไม่เหลือแล้ว

มีทั้งบ้านพักริมน้ำ ร้านอาหาร และบริการล่องเรือล่องแก่งล่องแพไปตามแม่น้ำแคว
มีสะพานแขวนที่เขียนว่าห้ามข้ามเกินครั้งละ 5 คน เดินแล้วก็แกว่งไปแกว่งมา เหมาะแก่การชวนสาวมาทดสอบปรากฏการณ์สะพานแขวน

น้ำตกไทรโยคใหญ่ มองจากจุดชมวิวฝั่งตรงข้าม ดูแล้วคงไม่ได้เหมาะเอาไว้เล่นน้ำเท่าไร จะมีเรือลากนักท่องเที่ยวเข้าไปดูใกล้ๆ ผ่านมาเป็นระยะๆ

น้ำตกไทรโยคเล็ก ในคำอธิบายเขียนว่ามีความสูงมากกว่าไทรโยคใหญ่ ดูแล้วไม่แน่ใจว่าใหญ่กว่าไทรโยคน้อยมั้ย ว่าแต่ใครมันตั้งชื่อกัน(วะ) เรียงตามลำดับอะไรเนี่ย
จุดชมวิวในอุทยาน
มีป้าย hype ซะด้วย ภายในเขตอุทยาน มีถ้ำอยู่สองถ้ำคือ ถ้ำแก้ว และ ถ้ำค้างคาวเนื่องจากถ้ำค้างคาวอยู่ไกล และเราไม่ใช่ชอลิ้วเฮียง จึงเลือกไปถ้ำแก้วที่เดินใกล้กว่า แต่เมื่อไปถึงกลับเจอป้าย

อ้าว ห้ามเข้าแล้วพี่ไม่แปะบอกผมตั้งแต่ป้ายตะกี้ล่ะคร้าบ ปล่อยให้เดินมา
ไหนๆ ก็เดินมาถึงนี่แล้ว เราจึงเดินต่อไปดูหน่อยว่าทำไมมันถึงห้ามเข้า เมื่อไปถึงที่จึงเข้าใจ
เอ่อ ถึงไม่เตือนผมก็ไม่กล้าเข้านะ ปากทางยังกะต้องคลานเข้าไป คาดว่าจะต้องให้ จนท.มานำทาง แต่ปากถ้ำมีลมพัดออกมาเย็นดีมาก คิดว่าในถ้ำคงมีทางทะลุให้อากาศผ่านเข้าออก ผิดกับถ้ำส่วนใหญ่ที่จะร้อนๆ อับๆ
ข้างทางยังมีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติชมนกชมไม้ และเตาที่ทหารญี่ปุ่นมาก่อไว้เมื่อสมัยสงครามโลก แต่เนื่องจากเราไม่ได้เอาหม้อมาและไม่คิดจะใช้เตาทหารญี่ปุ่นมาหุงหาอาหาร เลยเดินกลับไปกินข้าวหน้าอุทยาน (แมลงวันเป็นล้าน กินไปบ่นไป) หลังจากอิ่มหนำกับข้าวเหนียวส้มตำไก่ย่างแล้วก็เดินทางต่อ
next stop… ถ้ำดาวดึงส์
ขับรถออกมาจากเขตอุทยานฯ ไทรโยค ได้ไม่น่าจะไกลมากนัก หลังจากที่เรายังอารมณ์ค้างเพราะเจอป้ายมาหลายถ้ำแต่ไม่ได้เข้าไปซักที คราวนี้เมื่อเจอป้ายถ้ำดาวดึงส์ จึงรีบขับแวะแบบไม่คิดอะไรมากนัก ถนนทางไปถ้ำดาวดึงส์ ดูจะเป็นเส้นทางเล็กๆ เมื่อไปถึงเขตอุทยาน ไม่มีคนเฝ้าหน้าประตู (มีแต่หมาอยู่ตัวนึง) เราเลยขับขึ้นไปเองตามทาง
หมาหน้าอุทยานมันวิ่งตามมาด้วย สงสัยจะเป็น จนท.กิตติมศักดิ์ มานำทางนักท่องเที่ยว

หน้าถ้ำดาวดึงส์นี่ไม่กั้ก มีป้ายเตือนนักท่องเที่ยวตั้งแต่แรก เราจึงเตรียมไฟฉายกันไปด้วย
ขณะเตรียมตัวอยู่ซักพัก ก็มีกลุ่มเด็กๆ ขี่มอไซค์พร้อมไฟฉายมากลุ่มใหญ่ ไอ้เราก็งงว่ามันมาเที่ยวกันเหรอวะ มาเดาเอาทีหลังตอนที่เดินขึ้นไปถึงถ้ำแล้วว่า อ๋อ มันคงทำอาชีพเป็นไกด์ช่วยเจ้าหน้าที่นำเที่ยวหาเงินค่าขนม แหม ถ้าบอกตรงๆ แต่แรกพวกพี่ก็จ้างเอ็งไปแล้วนะ ดันไม่พูดไม่จาแว้นไปแว้นมาอย่างเดียว
ทางขึ้นถ้ำดาวดึงส์ ต้องเดินขึ้นเขาไปประมาณ 500 เมตร ทางเดินขึ้นไม่ดีไม่แย่ เดินแบบกำลังทำท่าจะเหนื่อยก็ถึงปากถ้ำพอดี

ภายในถ้ำดาวดึงส์ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีบันได และยังคงความเป็นถ้ำตามธรรมชาติอยู่ ภายในจึงมืดมาก ไม่มีไฟฉายไม่มีสิทธิ์เที่ยว (และไม่มีขาตั้งกล้องหรือแฟลชก็แทบถ่ายรูปไม่ได้ )
ทางเดินลง (จริงๆ มืดสนิท)
หินงอกหินย้อยในถ้ำ มีการตั้งชื่อเรียกต่างๆ กันไป
ค้างคาวคุณกิตติ ค้างคาวชื่อดังที่เคยอ่านเจอในหนังสือการ์ตูนความรู้ที่ซีเอ็ดขายระเบิดเถิดเทิงเมื่อนานมาแล้ว เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีขนาดเล็กสุดในโลก

ภายในยังมีจุดที่ต้องปีนป่าย หรือมุดๆ ลอดๆ อยู่ เรียกว่าเป็นถ้ำที่ยังซิงๆ เป็นธรรมชาติอยู่มาก
หลังจากเดินไปเดินมาจนเริ่มร้อน และเวลาเจียนจะเย็น ก็ได้เวลาที่เราจะรีบเผ่นไปสังขละก่อนที่จะมืด ก่อนจะกลับออกมาก็มีฝรั่งมาเที่ยวโดยมี จนท.นำทางมา แสดงว่าน่าจะมี จนท.อยู่ในบ้านพักแต่เราขับผ่านมาโดยไม่ได้หยุดถามน่ะเอง
Next stop … สังขละบุรี
(to be continue)
ปล. เขียนตั้งนาน ยังไปไม่ถึงสังขละเลยแฮะ
Departures (film)
January 22, 2010ตอนแรกงงๆกับตัวเอง ว่าช่วงนี้ไม่ค่อยได้ดูหนังหรือยังไงนะ จึงอินกับหนังเรื่องนี้จัง
คือดูเรื่องนี้แล้วน้ำตาร่วง + ซึ้ง มากๆ
ถึงขนาดต้องดูอีกรอบด้วยความประทับใจ จริงๆไม่รู้ประทับใจอะไรกันแน่
ประทับใจนางเอกที่มีรอยยิ้มที่สดใสเป็นกำลังใจให้ผู้เป็นสามีตลอดเวลา แม้จะ…(ไม่ spoilๆ)

ประทับใจเจ้านายของพระเอก ที่มีลักษณะสุขุมเยือกเย็น เนื่องจาก… (ไม่ spoilๆ)

ประทัีบใจพระเอกที่มีแววตามุ่งมั่นจริงจังอย่างมากในเวลาที่ทำงาน(กับ…)

หรือประทับใจกับเพลงประกอบหนังที่ คลอให้อารมณ์ไปพร้อมๆกับหนังได้ตลอดทั้งเรื่อง

หรืออินกับการเดินเนื้อเรื่องที่ดีต่อเนื่องจนไม่มีที่ติ
สุดท้ายทนไม่ได้ต้องมาหาข้อมูลในเวปดู ก็ถึงบางอ๋อ
หนังเรื่องนี้คว้าไป 10 รางวัลตุ๊กตาทองญี่ปุ่น หนังเยี่ยม, ผู้ำกำกับ, บท, นำชาย, สมทบชาย, สมทบหญิง ฯลฯ (มันยังเหลืออะไรอีกนะ ที่ไม่ได้)
พ่วงด้วย Academy Award for Best Foreign Language Film at the 2009 Oscars มีรางวัล Oscars ต่อท้ายอีก
http://en.wikipedia.org/wiki/Departures_%28film%29
ก็… อธิบายไม่ถูก ไปหามาดูกันละกันนะ โฮกกกกกกกกกกกกกก…… สมแล้วที่ได้รางวัล
สุดยอดเลยลุง…
January 21, 2010บ่นเรื่อยเปื่อยไปอีกวัน
January 20, 2010Nexus One
January 19, 2010ถ่ายรูปไว้ เนื่องในโอกาสได้ไปยลโฉม Nexus One ตัวจริงเสียงจริง
กล่องสีขาว สไตล์กูเกิล ขนาดใหญ่กว่ากล่อง iPhone พอสมควร

ตัวเครื่องแปะยี่ห้อ Google ชัดเจน ส่วนกล้องนั่นความละเอียด 5 ล้าน pixel

มีซองใส่แถมมาให้ด้วย สกรีนลายเจ้าหุ่น Android

ไม่มีคู่มือเป็นเล่มๆ มาให้ มีแค่กระดาษบอกวิธีใช้แผ่นเดียว

หน้าจอ AMOLED ความละเอียด 800×480 pixel ทำเอา iPhone ดูด้อยไปถนัดตา

ฟีเจอร์ใหม่ที่เป็น Animated wallpaper ตอบสนองการกดของผู้ใช้ (ให้มันเปลือง CPU cycle เล่นๆ)

ทดสอบบราวเซอร์ เปิดเว็บ mthai.com ได้ว่องไว

ตอนแกะกล่องออกมาทีแรกยังใช้ภาษาไทยไม่ได้ เจ้าของเครื่องเค้าจัดการ root แล้วจับฟอนต์ภาษาไทยใส่เข้าไปแล้ว ถึงได้เปิดเว็บภาษาไทยได้
ลูบคลำตัวจริงแล้วก็ยิ่งอยากได้
Silom Festival 2010
January 19, 2010ถ้าหากใครยังพอจำความได้ เมื่อหลายปีก่อน ถนนสีลมจะมีปิดถนนทุกวันอาทิตย์ ไม่ได้มีคนใหญ่คนโตที่ไหนจะนั่งรถผ่าน แต่เป็นเทศกาลที่จัดกันเป็นประจำ มีคนมาเปิดร้านขายของข้างทาง มีดนตรีเปิดหมวก มีของกินเร่ขาย เดินได้สบายๆ แดดไม่ร้อนเพราะว่ามีแนวรถไฟฟ้า BTS บังแดดให้ จนอยู่มาวันนึงเค้าก็เลิกจัดไปเฉยๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นที่สาเหตุอะไร
แต่ปีนี้เค้าก็กลับมาจัดงานปิดถนนกันใหม่ (แต่ปิดแค่วันเดียว) ชื่อว่างาน Silom Festival 2010 จัดตั้งแต่สายๆ จนเลิกตอนเที่ยงคืน พอดีกว่าจะว่างไปเดินก็ปาเข้าไปสี่ทุ่มแล้ว แต่คนก็ยังมีอยู่หนาแน่นพอสมควร

ในงานก็มีทั้งเวทีมวย เวทีคอนเสิร์ต เปิดร้านขายของ อย่างในรูปนี่คือร้านน้องแพททริก ว่าแต่เด็กนี่คือใครงั้นหรือ ทำไมคนมุงดูกันเยอะจริง

งานนี้ได้ ช้าง เป็นสปอนเซอร์หลัก ดังนั้นภายในงานจะมีซุ้มขายน้ำดื่มตราช้างอยู่เป็นระยะๆ ส่วนเบียร์ก็มีให้เลือก 3 ยี่ห้อคือ ช้าง, อาชา และ Federbrau ซึ่งก็รู้ๆ กันอยู่ว่าควรจะเลือกอะไร

มีเรื่องที่ตะหงิดใจอยู่นิดนึงคือว่า มีอยู่บูธหนึ่งเค้ามาขาย VCD สารคดีข่าว, เหตุการณ์ต่างๆ ที่เป็นเรื่องน่ากลัวๆ หน่อย มีโฆษณาตัวโตด้วยว่า “เรื่องจริงทุกแผ่น”

แต่ลองสังเกตดูดีๆ ภาพที่เขียนว่า พฤษภาทมิฬ น่ะ มันใช่ภาพตอน พฤษภา 2535 จริงเหรอ? เท่าที่จำได้ ภาพแบบนั้นมันคือตอน 6 ตุลา 2519 ไม่ใช่หรือ? เริ่มสงสัยว่า เอาจริงๆ แล้ว VCD บูธนี้มันจะเชื่อถือได้ไหมเนี่ย
สรุปภาพรวมของงาน จะดูเป็นทางการ เมื่อเทียบกับคราวก่อนที่เน้นของทำมือ ดนตรีเปิดหมวก ออกแนวสมัครเล่นมากกว่า ส่วนตัวแล้วชอบแบบเก่า แต่งานครั้งนี้มีส่วนที่ชอบคือ มีของกินหลายประเภทให้เลือกมาก ทั้งอาหารอิตาลี ญี่ปุ่น จีน กรีก ฯลฯ ละลานตา เสียดายที่ว่ากินข้าวมาอิ่มแล้วเสียก่อน
Katsu King
January 18, 2010ร้าน Katsu King ที่ Digital gateway สยาม ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าต้องเป็นหมูทอด เห็นคนอื่นพูดถึงมานานแล้ว เพิ่งได้มีโอกาสมาลอง
หมูสันนอกทอดสอดไส้ชีส ชิ้นใหญ่พอควร

มีข้าวให้เติมได้ตลอด

อันนี้เป็นข้าวหน้าเนื้อ สีแดงๆ นั่นคือกิมจิ

มีไอติมสตรอเบอรี่แถมด้วย

ร้านนี้มีข้อดีตรงที่ว่า ราคาอาหาร net แล้ว รวมชาร้อน/เย็น ในราคาอาหารชุดไว้เลย ไม่มีบวกเพิ่ม เติมข้าวเติมชาได้ไม่อั้น กินสองคนตกอยู่ที่สี่ร้อยกว่าบาท รู้สึกดีกว่าไปกินร้านที่เมนูเหมือนจะดูราคาถูก แต่แอบชาร์จโน่นนี่เยอะเลย
When did I join Twitter
January 15, 2010ถามตัวเองว่า เริ่มใช้ Twitter ตั้งแต่ตอนไหน… คำตอบคือ

16 January 2007 หรือเมื่อ 3 ปีที่แล้วพอดี
ตอนนั้นก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก เปิดเว็บอ่าน TechCrunch แล้วเค้าเขียนว่าน่าจับตามอง ก็เลยลองสมัครใช้งานดู นี่แหละคือพลังของอินเทอร์เน็ต ไม่จำเป็นต้องถ่อไปไกลถึงอเมริกา ก็ได้รู้ข่าวสารบริการใหม่ๆ เพียงแค่เลือกรับสื่อให้ถูกเท่านั้นเอง
แรกเริ่มก็ยังใช้ไม่ค่อยเป็น จนกระทั่งได้เข้าฟัง session ของ @sugree ในงาน BarCamp Bangkok Winter 2008 ถึงได้ซาโตริ
ตอนนี้ก็ยังใช้งานอยู่เรื่อยๆ ไม่ได้ tweet บ่อยมาก หรือว่ามีสาระอะไร แต่ถ้าใครสนใจก็เชิญได้ที่ http://twitter.com/pittaya
Micro Four Thirds Adapter
January 14, 2010กล้อง Panasonic Lumix GF1 ที่ใช้อยู่ เป็นกล้องในระบบ Micro Four Thirds ซึ่งข้อดีอย่างหนึ่งของกล้องระบบนี้นอกเหนือจากที่มันมีขนาดเล็กแล้ว ยังอยู่ที่สามารถหา adapter สำหรับใส่เลนส์ได้อีกหลายแบบมาก
สำหรับคนที่ไม่รู้เรื่องกล้อง คือกล้องที่เปลี่ยนเลนส์ได้แต่ละยี่ห้อ จะใช้ได้กับเลนส์แบบที่ทำมาสำหรับยี่ห้อตัวเองเท่านั้น ใช้แบบอื่นไม่ได้ เช่น เลนส์สำหรับกล้อง Nikon ก็เอาไปใส่กล้อง Canon หรือ Leica ไม่ได้ ต้องอาศัย adapter สำหรับแปลงหัวให้ต่อกันได้ ซึ่งกล้องระบบ Micro Four Thirds นี่ดีตรงที่สามารถหา adapter สำหรับใส่เลนส์อื่นได้เกือบทุกแบบ ทำให้มีตัวเลือกในการใช้เลนส์มากขึ้นเยอะ (แต่ก็ขึ้นอยู่กับเงินในกระเป๋าด้วยว่าพอจ่ายค่าเลนส์หรือเปล่า)
เนื่องจากว่ามีเลนส์เก่า 50mm/f1.4 ของกล้อง Nikon อยู่แล้ว หา adapter มาใช้ ก็จะประหยัดค่าเลนส์ไปได้ และที่สำคัญคือ กล้อง Micro Four Thirds มีค่า crop factor อยู่ที่ 2 ทำให้เวลาเอาเลนส์ 50mm มาใช้ จะได้ภาพเหมือนกับใช้เลนส์ความยาวโฟกัส 100mm ในระบบฟิล์ม 135 (ซึ่งเหมาะมากกับการถ่ายภาพคน!)
Adapter ก็หน้าตาประมาณนี้ ใส่เข้ากับเลนส์ Nikon mount F ได้พอดี

ทดลองถ่ายคุณบาบูน (mascot ของทีมที่ออฟฟิซ) จะเห็นว่ามี bokeh ทางด้านหลัง ซึ่งจะได้จากการใช้เลนส์ความยาวโฟกัสมากๆ + รูรับแสงกว้างๆ

ข้อเสียที่เห็นชัดๆ อย่างเดียวของ adapter พวกนี้คือ เวลาถ่ายต้องเอามือหมุนปรับโฟกัสเอง ยกเว้น adapter บางประเภท เช่น Adapter 4/3 – micro four thirds จะสามารถ auto focus ได้ด้วย (ส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับเลนส์ด้วย)
สำหรับ Adapter Nikon F – micro four thirds มีหลายราคา ตั้งแต่ 1,xxx – 6,xxx บาท หาได้ตามร้านขายอุปกรณ์ถ่ายภาพทั่วไป หรือถ้าเน้นถูกแนะนำให้ดูใน eBay
Twist and Shout
January 10, 2010งานนิทรรศการ “สุก-ดิบ อาทิตย์อุไทย” (Twist and Shout) จัดที่ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เมื่อวานเป็นวันสุดท้าย
เป็นงานแนวร่วมสมัย มีของแปลกๆ เยอะดี หลายอย่างก็เป็นของที่พบเห็นอยู่ทั่วไป แต่ไม่ได้มีสถานะเป็นวัฒนธรรมอย่างเป็นทางการ ชอบภาพการ์ตูนภาพใหญ่บนผนังที่รวมด้านมืดหลายๆ อย่างของสังคมญี่ปุ่น (ที่คนไทยอย่างเรารู้ว่ามีอยู่ ผ่านทางการ์ตูน หนัง และนิยาย)
ล่าสุด ตอนนี้มีงาน FOR: Wall Painting Showcase เป็นงาน paint ผนัง มีให้ดูถึงสิ้นเดือนนี้
เดินดูไปถ่ายรูปไปแล้วอยากได้เลนส์ wide เป็นที่สุด
ณ ครั้งแรกที่ต้องแต่งชุดราตรีขึ้นรถไฟฟ้า….
January 8, 201050 คำถามเกี่ยวกับอาหาร
January 7, 20101.อาหารตามสั่งที่กินได้ไม่เบื่อ
- กระเพราหมูไข่ดาวราดข้าว
2. เครื่องดื่มที่ซื้อเป็นประจำ
- โฟโมตช๊อกโก
3. ขนมถุงโปรดในซูเปอร์มาร์เก็ต
- เลย์ classic
4. ของกินที่มีเฉพาะในเซเว่น
- … ไม่กิน
5. ข้าวกล่องอีซี่โกที่ชอบ
- … ไม่ชอบ
6. ขนมหวานที่กินบ่อยๆ
- ไอติม
7. ของหวานแบบไทยๆ ล่ะ
- ชอบหลายอย่างอ่ะ ลอดช่อง รวมมิตร ขนมชั้น ทองหยอด ข้าวเหนียวมะม่วง ข้าวเหนียวมูล กินอย่างเดียวเบื่อแย่จิ
8. ไป KFC สั่งอะไร
- ไก่ดิ
9. ไป McDonalds สั่งอะไร
- สั่งไอติม แต่ถามก่อนว่ากี่บาท? 8 บาทเหรอ ไม่เอา รอมัน 7 บาท
10. พิซซ่าหน้าที่ชอบ
- หน้าเยอะๆ
11. แป้งและขอบล่ะ
- หนานุ่มพอ
12. กับข้าวที่ทำกินเองบ่อยๆ
- ไข่เจียวดิ
13. บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อ/รสที่ชอบ
- มาม่าต้มยำกุ้งเข้มข้น
14. ตักอะไรเวลาไปหมูกระทะ
- ตักตวงผลประโยชน์มั้ง.. ตักหมูสิวะ
15. ไอติมต้อง….เท่านั้น!
- Earthquake รสช๊อกโกแล็ตเยอะๆ
16. สั่งก๋วยเตี๋ยวยังไงบ้าง
- บะเกียวน้ำ สั้นๆ
17. แล้วสั่งส้มตำแบบไหน
- ตำไทย
18. พวกซุปๆ ล่ะ
- ซุปข้าวโพดมั้ง ไม่ก็ซุปเห็ดใน sizzler
19. อาหารญี่ปุ่นที่ชอบ
- Ootoya
20. อาหารฝรั่งที่ชอบ
- ribeye middium เลือดอาบๆ (ผมเลิกกินเนื้อแล้ว)
21. ชอบอะไรใน MK
- ปากกาฟรีที่ตุ๊กตาหม้อมันถืออยู่ เขียนลื่นดี.. เอ้ย!! ไม่ใช่ ชอบหมูสไลด์
22. สั่งสเต็กแบบไหน
- ribeye ไม่ก็ T-bone (เลิกแล้วจริงๆ)
23. ซีอิ๊วขาวหรือน้ำปลา
- แล้วแต่ดิ กินกับอะไรอ่ะ
24. เมนูใน Chester’s Grill
- ไม่กิน
25. น้ำอัดลมที่ชอบ
- เป๊ปซี่กระป๋องซ่าๆ ใส่น้ำแข็งเย็นๆ ตอนที่อากาศร้อนๆตับแตก
26. เวลากินเฟรนช์ฟรายกินกับซอสอะไร
- ซอสไอติม Mc (7 บาท เท่านั้น)
27. แพ้ของกินอะไรรึเปล่า
- เคยคิดว่าแพ้หอยลาย
28. ไปทะเล ชอบกินอะไรกับน้ำจิ้มแซ่บ
- กุ้งเผา ปูเผาซิ
29. อาหารพิสดารสุดที่เคยกิน
- แกงเผ็ดเป็ดย่าง…. ค้างในตู้เย็นมาซัก 2 เดือน อยู่นอกตู้เย็นอีก 2 วัน กินหมดชาม เข้ารพ.ไป 2 วัน…
30. ขนมจีนต้องน้ำ….
- แกงเขียวหวานไก่ไข่ต้ม ผักดองและผักอื่นๆเยอะๆ
31. ไปร้านโดนัทคีบอะไรบ้าง
- ไม่ชอบกินโดนัท
32. ชอบกินเผ็ดขนาดไหน
- ไม่รู้ดี วัดยังไง ขนาด 5.7 ละกัน
33. สั่งอะไรที่ร้านกาแฟ
- ม๊อคค่า
34. ผลไม้ที่ชอบ
- กล้วย มังคุด ฝรั่ง แอปเปิ้ล
35. อาหารที่ให้ตายก็ไม่กิน
- แกงเผ็ดเป็ดย่าง…. ที่ค้างในตู้เย็นมาซัก 2 เดือน อยู่นอกตู้เย็นอีก 2 วัน
36. กินป๊อกกี้รสอะไร
- chocolate
37. ชอบน้ำผลไม้อะไร
- น้ำส้ม
38. เมนูเวลาไปฮะจิบัง
- เรเม็ง + ทาโกะ
39. สั่งโรตีแบบไหน
- โรตีใส่ใข่
40. ไอติมแท่ง 3 บาทที่เป็นถังหมุนๆ น่ะ กินรสอะไร
- ไม่รู้จัก
41. ไอติมวอลล์ล่ะ
- รสช๊อกโกแล็ตชิบ
42. อะไรที่อยากไปกินแต่ไม่ได้ไปซักที
- อยากกินก็กินไปแล้วจิ
43. เวลากินเครปสั่งไส้อะไร
- เอ๋ เครปร้อน ก็ไส้กรอก แฮม, เครปเย็นก็ไอติม strawberry, กล้วย chocolate
44. ชอบเลย์รสไหน
- ไปอ่านข้างบน
45. ข้าวมันไก่ต้มหรือข้าวมันไก่ทอด
- ผสมมาเลย
46. จูปาจุ๊ปส์รสที่ชอบ
- ไม่ได้กินนานแล้วอ่ะ แก่นะเนี้ย ยังกินอีกเหรอ
47. อาหารมื้อสุดท้ายก่อนตาย ขอเป็น….
- คำถามเปลี่ยนอารมณ์นะเนี้ย นึกไม่ออก ก่อนตายคงแก่แล้ว ขอกินอะไรนิ่มๆย่อยง่ายๆ
48. ชอบอะไรในยามาซากิ
- ขนมปังที่มันมีไส้กรอกอยู่ข้างบน เรียกว่าอะไรนะ winner roll อะไรซักอย่าง
49. ชอบของคาวหรือของหวานมากกว่ากัน
- ร้านนั้นขายอันไหนอร่อยกว่าละ?
50. สุดท้ายละ ถ้าให้กินได้เพียงสามอย่างไปตลอดชีวิต จะเลือก…
- สามอย่างเหรอ เยอะจัง สิ่งมีชีวิต กับ สิ่งไม่มีชีวิต อีกอย่างอะไรก็ได้ เพราะกินได้ทุกอย่างแล้ว
Spaghetti bacon
January 7, 2010มีเสียงเรียกร้องให้อัปเดตเมนูอาหารบ้าง หลังจากที่ไม่ได้เขียนมานาน ก็ยอมตามใจผู้อ่านเสียหน่อย
เมนูวันนี้เป็น “สปาเก็ตตี้เบคอน”
สปาเก็ตตี้เบคอนสูตรนี้ ลอกๆ มาจากเมนูเด็ดของร้าน Someday ซอยเอกมัย 21 แต่รสชาติก็ยังไม่เหมือนเสียทีเดียว คงต้องฝึกฝนกันต่อไป วิธีทำมีตามนี้
- ต้มเส้นในน้ำเดือดตามเวลาที่กำหนดไว้ข้างซอง ใส่เกลือเล็กน้อย
- ระหว่างรอ ก็หั่นเบคอนเป็นชิ้นๆ สับหอมใหญ่ เตรียมไว้
- พอเส้นสุก ก็เอามาพักไว้ในตะแกรง
- ตั้งกระทะ ละลายเนยเค็ม แล้วเอาหอมใหญ่ลงไปผัดให้ใส
- ใส่เบคอนลงไป ตามด้วยพริกแห้ง ถ้าชอบเห็ดจะใส่เห็ดลงไปด้วยก็ได้ ผัดจนเบคอนเกรียมนิดๆ ปรุงรสด้วยเกลือ
- ใส่เส้นลงไปผัดด้วยกัน โรยออริกาโน คลุกให้ทั่ว
- เสร็จแล้ว ใส่จานเสิร์ฟได้
50 คำถามเกี่ยวกับอาหาร
January 6, 2010เห็นคนเค้าเล่นกัน… เล่นมั่งก็ด่ะ… ก้อเพลินดีนะ (แทนที่จะไปนอน พรุ่งนี้ยิ่งต้องตื่นแต่เช้าอยู่)
1.อาหารตามสั่งที่กินได้ไม่เบื่อ
- หมูกระเทียมไข่ดาวราดข้าว
2. เครื่องดื่มที่ซื้อเป็นประจำ
- โกโก้เย็นเพิ่มหวาน (ซื้อจนน้ำหนักเพิ่มแล้น)
3. ขนมถุงโปรดในซูเปอร์มาร์เก็ต
- ไม่ละ ไม่ชอบกินขนมถุงๆ (ที่ซื้อไปนะ ให้คนอื่นกินทั้งนั้น) ป.ล. chocolate ไม่นับเป็นถุงนะ
4. ของกินที่มีเฉพาะในเซเว่น
- แซนวิชไส้กรอกชีส ที่มีที่จับ design แสนเท่
5. ข้าวกล่องอีซี่โกที่ชอบ
- ไม่เคยกินย่ะ
6. ขนมหวานที่กินบ่อยๆ
- chocolate ซิ
7. ของหวานแบบไทยๆ ล่ะ
- เอาแบบชอบกินหรือกินบ่อยละ ชอบก็ฝอยทอง ทองหยอด แต่ถ้ากินบ่อยก็กลีบลำดวล (เพราะว่ากินแล้วไม่รู้สึกผิดดี)
8. ไป KFC สั่งอะไร
- Single Burger
9. ไป McDonalds สั่งอะไร
- French Fries, Chocolate Sunday
10. พิซซ่าหน้าที่ชอบ
- อะไรก็ได้ ขอขอบชีส
11. แป้งและขอบล่ะ
- ขอบชีส (ชีสเฉยๆนะ ไม่มีไส้กรอก หรือเบคอน)
12. กับข้าวที่ทำกินเองบ่อยๆ
- ทำไม่เป็นจ้า… มาม่านี่นับมะ
13. บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อ/รสที่ชอบ
- มาม่าหมูสับ ไวไวต้มยำสูตรคุณชาย
14. ตักอะไรเวลาไปหมูกระทะ
- หมูซิ ถามได้
15. ไอติมต้อง….เท่านั้น!
- Dulce De Leche ของ Hagendaaz ถ้าหาไม่ได้ขอไอติมนมๆของ Umm Milk ก้อได้
16. สั่งก๋วยเตี๋ยวยังไงบ้าง
- ไม่งอกไม่ผัก ใส่ก็ได้ค่ะกระเทียมเจียว
17. แล้วสั่งส้มตำแบบไหน
- ตำไทย
18. พวกซุปๆ ล่ะ
- ซุปข้าวโพดค่ะ
19. อาหารญี่ปุ่นที่ชอบ
- Ootoya ไอติมชาเขียวในน้ำถั่วเหลือง… ข้าวปั้นสาหร่ายไส้กุ้งเทมปุระ
20. อาหารฝรั่งที่ชอบ
- นึกไม่ออกอ่ะ….
21. ชอบอะไรใน MK
- หมูสไลต์ ไข่ ผักกาดขาวยอดๆ
22. สั่งสเต็กแบบไหน
- หมูค่าาาา
23. ซีอิ๊วขาวหรือน้ำปลา
- แมกกี้… ไม่ก็ภูเขาทอง….
24. เมนูใน Chester’s Grill
- ไม่ได้กินนานแล้วอ่ะ ข้าวไก่คาราเกะมั้ง
25. น้ำอัดลมที่ชอบ
- Sprike… จริงๆนึกถึง Mountain Dew ละ…
26. เวลากินเฟรนช์ฟรายกินกับซอสอะไร
- ไม่จิ้มอ่ะ มะเขือเทศหรือไอติมก็ได้
27. แพ้ของกินอะไรรึเปล่า
- เข้าใจว่าจะเป็นชะอม
28. ไปทะเล ชอบกินอะไรกับน้ำจิ้มแซ่บ
- กุ้งเผา ปูเผาซิค่ะ
29. อาหารพิสดารสุดที่เคยกิน
- ไม่ละ
30. ขนมจีนต้องน้ำ….
- แกงเขียวหวานลูกชิ้น
31. ไปร้านโดนัทคีบอะไรบ้าง
- Daddy Dough: Double Choc + Contrasto
32. ชอบกินเผ็ดขนาดไหน
- แต่ก่อนกินเผ็นไม่เป็น ตอนนี้พอได้ละ
33. สั่งอะไรที่ร้านกาแฟ
- ไม่กินกาแฟ
34. ผลไม้ที่ชอบ
- แอปเปิ้ลแดง ปอกเปลือก หยิบกินได้ทันที
35. อาหารที่ให้ตายก็ไม่กิน
- หลายอย่างละ…
36. กินป๊อกกี้รสอะไร
- strawberry
37. ชอบน้ำผลไม้อะไร
- น้ำส้มโชกุน Squeeze
38. เมนูเวลาไปฮะจิบัง
- ต้มยำราเมน ไม่ก็ เส้นราเมนที่มันกินกับน้ำซุป (เรียกว่าไรอ่ะ)
39. สั่งโรตีแบบไหน
- โรตีใส่นมเยอะค่ะ
40. ไอติมแท่ง 3 บาทที่เป็นถังหมุนๆ น่ะ กินรสอะไร
- หากินไม่ค่อยได้แล้วละ
41. ไอติมวอลล์ล่ะ
- ก็ไม่ได้กินมานานแล้วเหมือนกัน
42. อะไรที่อยากไปกินแต่ไม่ได้ไปซักที
- หลายที่ นับไม่ถ้วนเลย… ลืมๆไปแล้วก็มี
43. เวลากินเครปสั่งไส้อะไร
- ไส้กรอก ไข่สุก
44. ชอบเลย์รสไหน
- ดั้งเดิม เค็มๆ แผนเรียบ
45. ข้าวมันไก่ต้มหรือข้าวมันไก่ทอด
- ผสมสองสีค่ะ
46. จูปาจุ๊ปส์รสที่ชอบ
- colaaaaaa
47. อาหารมื้อสุดท้ายก่อนตาย ขอเป็น….
- กำ ไม่ตอบละกันนะ ถามยากไปหน่อย
48. ชอบอะไรในยามาซากิ
- ชีสบัน อบใหม่ๆ
49. ชอบของคาวหรือของหวานมากกว่ากัน
- ของอร่อย กินหมด
50. สุดท้ายละ ถ้าให้กินได้เพียงสามอย่างไปตลอดชีวิต จะเลือก…
- ไม่ชอบคำถามอนาคต ไม่ชอบคำถาม IF แปลกๆแบบจะคิดให้เปลืองหัวไปทำไม… ไม่ตอบละกัน
New Camera
January 4, 2010ซื้อกล้องใหม่ เป็นยี่ห้อ Panasonic รุ่น Lumix DMC-GF1 ส่วนกล้องตัวเก่าก็ยังอยู่ ไม่ได้ขายทิ้ง แต่ก็รู้สึกว่ามันตอบสนองความต้องการด้านการถ่ายรูปของตัวเองไม่ได้แล้ว
ที่ซื้อมาเป็นกล้องในระบบ Micro Four Thirds มีเลนส์แถมให้ตัวนึงคือ Lumix 20mm/f1.7
เหตุผลที่ไม่ใช้ DSLR ก็เพราะว่ามันหนัก พกพาลำบาก ขัดกับแนวคิดส่วนตัวที่ว่า “กล้องที่เราชอบคือกล้องที่หยิบออกมาถ่ายได้บ่อยๆ” ซึ่ง DSLR มันตอบโจทย์นี้ไม่ได้
ถ้าใครสนใจรุ่นนี้ สอบถามราคาและโปรโมชั่นได้ตามศูนย์ Panasonic ใกล้บ้าน
Happy New Year 2010!
January 1, 20102010 Resolutions
January 1, 2010เป้าหมายปีนี้:
- หัดขับรถ (ใส่มันทุกปีสิน่า =.=)
- เรียนรู้ Drupal 7 (ติดตั้ง/ใช้งาน/สร้างธีม)
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
- ไปเที่ยวสถานที่ที่ยังไม่เคยไป อย่างน้อย 2 แห่ง
- ออมเงินให้ได้ทุกเดือน
- (ไร้สาระ) หัดเล่นฮีโร่ใน DotA ให้ชำนาญอย่างน้อย 10 ตัว
แค่ 6 ข้อพอ
2009 Resolutions Evaluation
December 29, 2009รีวิวผลงานในรอบปีเทียบกับเป้าหมาย ก่อนตั้งเป้าหมายปี 2010
-
ออกกำลังกายให้มากขึ้น ตามโปรแกรม one hundred push ups และ two hundred sit-ups
60% หลังจากพบว่าการออกกำลังกายคนเดียวทำให้ขี้เกียจได้ง่ายๆ เลยเปลี่ยนจากโปรแกรมที่ว่ามาเป็นตีแบดต่อเนื่องได้ประมาณครึ่งปี ช่วงไตรมาสสุดท้ายสมาชิกหาย เลยหยุดไปซะงั้น =.= -
พักผ่อนให้มากขึ้น นอนให้ได้อย่างต่ำวันละ 5 ชั่วโมง
0% ตกแบบไม่ต้องลุ้น บางวันได้นอนแค่ 3-4 ชั่วโมงก็มี +_+ -
จัดห้องให้เรียบร้อย
100% ห้องเรียบร้อย ขยะหายหมด แต่ไม่ได้จัดเอง 555+ -
หัดขับรถ
0% ตกอีกตามเคย -
หัดใช้ Python แบบเป็นเรื่องเป็นราว
80% ได้เขียนโปรแกรมเล็กๆ ไว้ใช้ที่ทำงาน ถือว่าผ่านสำหรับผม -
หัดใช้ jQuery ใน Drupal
30% ใช้แค่นิดๆ หน่อยๆ ไม่ค่อยได้ทำอะไรเป็นเรื่องเป็นราวเท่าไร -
มีส่วนร่วมมากขึ้นกับ Drupal community
100% มีส่วนร่วมทั้งในไทยดรูปัลสโมสร, เขียนบล็อกเกี่ยวกับ Drupal, เขียน Contributed module รวมถึงทำ patch เล็กๆ น้อยๆ ใน Drupal.org สำหรับบางโมดูล/ธีมที่ใช้งานแล้วเจอบั๊ก -
ไม่ดอง feed
0% เน่าไปหลายฟีดแล้ว xD -
ใช้จ่ายอย่างประหยัด และออมเงินทุกเดือน
40% พยายามประหยัด แต่แทบไม่ได้ออมเงินเลย T_T -
ไปเที่ยวสถานที่ใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยไป อย่างน้อย 2 แห่ง
100% ผ่านแบบไม่ต้องลุ้น ปีนี้เที่ยวกระจาย อันเป็นผลให้ข้อ 9 ล้มเหลว
คิดเป็นคะแนน 510/1000 = 51.00% น้อยกว่าปีที่แล้ว และปีนู้น สงสัยปีหน้าจะไม่ถึงครึ่ง 555+
สรุปโดยรวมปีนี้หมกมุ่นกับ Drupal มากพอสมควร ด้านสุขภาพก็เป็นที่น่าพอใจ ช่วงครึ่งปีที่ตีแบดนี่ไม่เป็นหวัดเลย มาเป็นตอนจะสิ้นปีนี่แหละ แต่ไม่มีป่วยหนักๆ ก็โอเคแล้ว นับเป็นอีกปีที่มีความสุขดีครับ
Avatar
December 27, 2009ทนกระแส avatar ไม่ไหว เห็นคนอื่นชมกันมากมายทั้งเพื่อนร่วมงานและใน twitter จนต้องหาโอกาสออกไปดู แต่ก็ดูแค่โรงธรรมดา ไม่ได้ดู 3D (แพงเกิน + ขี้เกียจเบียดกับคนในโรงใหญ่ๆ)
ความรู้สึกหลังดูจบ (spoil เล็กน้อย)
- ปกติแล้วผมไม่ใช่แฟนหนังของ James Cameron โดยเฉพาะ Titanic นี่ไม่ชอบเอามากๆ มียกเว้นอยู่เรื่องเดียวคือ Terminator 2 เป็นหนังในดวงใจเลย
- แนวคิดที่พูดถึงความแตกต่างระหว่างมนุษย์กับชาวนาวี เอาเข้าจริงก็ไม่ได้แตกต่างกันมากกว่าคนขาวแตกต่างจากอินเดียนแดงสักเท่าไหร่
- การแสดงความรักโดยการจูบ หรือการหึงหวงกับการได้เสียกันระหว่างเพศผู้และเพศเมีย พวกนี้ล้วนเป็นแนวความคิดแบบคนขาวทั้งนั้น
- รู้สึกเหมือนหนังมันกั๊กๆ ไม่สุดไปทางใดทางหนึ่ง จะทำเป็นหนังแอ็คชั่น บทก็อ่อนยวบ เดาได้ทุก step จะทำเป็น scifi ก็ทำได้ไม่ถึง (บาปจากการได้อ่าน Ender series ช่างยิ่งใหญ่นัก ทำให้ดูหนังแนวนี้แล้วรู้สึกว่าความลุ่มลึกมันคนละชั้นกันเลย)
- ดูๆ ไปก็คิดว่ากำลังดูฉาก CG จากเกม Starcraft + Warcraft (เอา Terran มาสู้กับ Night Elf)
- หนังที่งานด้าน visual ที่ทำให้ผมอ้าปากค้างได้คือ Terminator 2, Jurassic Park และ The Matrix ส่วนใน Avatar นี่ก็ทำได้สวยดี แต่ไม่รู้สึกว่ามีอะไรใหม่ และกลบข้อด้อยเรื่องบทได้ไม่มิด
- สังเกตมาหลายเรื่องแล้วว่า เวลาออกแบบหุ่นยนต์แบบให้คนขับได้ มันต้องออกมาหน้าตาแบบนี้หมดเลย ทั้งใน Avatar, The Matrix Revolutions, District 9
- ไม่ค่อยชอบการดีไซน์มอนสเตอร์ / สภาพแวดล้อม ในเรื่องสักเท่าไหร่ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่อง subjective เหมือนกับที่บางคนชอบ FF7 บางคนชอบ FF8 (ผมเกลียด FF8 และการ design สไตล์นั้นเข้าไส้)
โดยรวมแล้ว ถ้าตัดจุดด้อยที่ว่าเนื้อเรื่องมันเดาได้ออกไป ก็ดูได้สนุกเพลินๆ ดี แต่ถ้าใครสนใจประเด็นเรื่อง Colonialism และความแตกต่างระหว่างเผ่าพันธุ์ แนะนำให้เปิดใจอ่าน Ender’s Game / Speaker for the Dead / Xenocide (แปลและจำหน่ายโดยสำนักพิมพ์ ASK Media) จะเห็นความสนุกมากกว่านี้
โชคดีที่ดูโรง 100 บาท
Making HDR with qtpfsgui
December 21, 2009ก่อนหน้านี้เคยลองทำภาพ HDR โดยใช้โปรแกรม Photomatix ก็ใช้งานได้ดีพอสมควร ติดอยู่ตรงที่ว่า ถ้าไม่ซื้อของจริงมันก็จะมีลายน้ำติดอยู่ ดูแล้วไม่สวย
คราวนี้เลยลองโปรแกรมที่เป็น OpenSource บ้าง โดยตัวที่ลองคือ qtpfsgui (มีทั้งบน windows, mac และ linux)
ที่จริงแล้ว qtpfsgui มันเป็น GUI ครอบโปรแกรมชุด pfs tool อีกทีนึง ซึ่งเป็นชุดโปรแกรมสำหรับจัดการเรื่อง HDR ที่นิยมกันมากในหมู่คนทำ image processing แต่การใช้งานมันเป็น command line ก็เลยมีคนทำ GUI มาให้ใช้ ตอนลงโปรแกรมต้องลง Qt ไว้ด้วย ไม่งั้นรันไม่ได้
ลองเล่นดูแล้วก็ได้ผลตามนี้
สรุปแล้ว qtpfsgui ใช้ยากกว่า Photomatix เวลาปรับค่าค่อนข้างลำบาก แต่ค่าเริ่มต้นแบบต่างๆ ที่ให้มาก็ใช้ได้ดีพอสมควร(แนะนำให้ใช้ Tonemapping แบบ Mantiuk หรือ Fattal)
ถ่าย HDR มันเหนื่อยอย่างงี้ ชักอิจฉาคนใช้ Lumix LX-3
















