การเข้าร่วมงานจับมือทั่วประเทศของ Keyakizaka46

ช่วงหน้าร้อนที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้เข้าร่วมอีเว้นท์งานจับมือของวง 欅坂46 (Keyakizaka46) ที่จัดที่นาโงย่า ก็เลยมาเขียนสรุปไว้เป็นแนวทางเผื่อมีคนอื่นสนใจจะเข้าร่วมบ้าง

ประเภทของงานจับมือ

ก่อนอื่นเลยต้องรู้ก่อนว่า งานจับมือของไอดอลตระกูล 46 ทั้ง Keyakizaka46 และ Nogizaka46 มีอยู่ด้วยกัน 2 แบบคือ

  1. งานจับมือทั่วประเทศ / 全国握手会 – ใครๆ ก็สามารถเข้าร่วมได้ เพียงแค่ซื้อซีดีซิงเกิ้ล Type A/B/C จากร้านทั่วไป จะออฟไลน์หรือออนไลน์ก็ได้ ในกล่องจะมีบัตรเข้าร่วมงานจับมือแถมมาให้ด้วย ในงานสามารถเลือกจับมือกับเมมเบอร์คนไหนก็ได้, เมมเบอร์แต่งเครื่องแบบของซิงเกิ้ลนั้นๆ, มีแสดง Mini Live ก่อนจับมือ
  2. งานจับมือเดี่ยว / 個別握手会 – ต้องสั่งซื้อซีดีซิงเกิ้ล Type Regular ผ่านเว็บ Fortunemusic.jp และระบุเมมเบอร์ที่เราจะจับมือด้วย พอซีดีมาส่ง เราก็จะได้บัตรจับมือแถมมาในกล่อง (หรือจะเรียกว่าซื้อบัตรจับมือแถมซีดีก็ได้), เมมเบอร์แต่งตัวตามใจ, ไม่มี Mini Live

ในเว็บ Official ของวงจะมีบอกวันเวลาไว้ว่างานจับมือแต่ละครั้งจัดที่ไหน ดูได้จากหน้า Schedule ปกติก็จะจัดกันในวันเสาร์อาทิตย์และวันหยุดราชการของญี่ปุ่น

อีเว้นท์ครั้งนี้เป็นงานจับมือของซิงเกิ้ลที่ 2 ที่ชื่อ 「世界には愛しかない」 (Sekai niwa Ai shika nai) ครับ

หน้าตาแผ่นซิงเกิ้ล Sekai ni wa Ai shika nai ทั้ง 3 type
หน้าตาแผ่นซิงเกิ้ล Sekai ni wa Ai shika nai ทั้ง 3 type

สถานที่เข้าร่วมงานจับมือ

สถานที่แถบคันโตก็จะมี Makuhari Messe (จิบะ), Pacifico (โยโกฮาม่า) ถ้าเป็นคันไซมักจะจัดที่ Pulse Plaza (เกียวโต) ส่วนที่นาโงย่าที่ไปเข้าร่วมมาครั้งนี้ จัดที่ Port Messe

การเดินทางจากตัวเมืองนาโงย่าก็ไม่ยากอะไร นั่งรถไฟสาย Aonami มาลงที่สถานี Kinjofuto ซึ่งเป็นสถานีสุดท้ายก็ถึงแล้ว ถ้านั่งจากสถานีนาโงย่าก็ 24 นาที, 350 เยน

ด้านหน้าของ Port Messe
ด้านหน้าของ Port Messe

สถานีแถวนั้นค่อยข้างห่างไกลตัวเมือง ไม่ค่อยมีอะไรขายเท่าไหร่ ถ้าจะเตรียมอะไรมาก็ซื้อมาจากในตัวเมืองให้เรียบร้อย

งานคราวนี้จัดที่ 2nd Exhibition Hall
งานคราวนี้จัดที่ 2nd Exhibition Hall

กิจกรรมในงานจับมือทั่วประเทศ

ในงานจับมือทั่วประเทศ ช่วงเช้าจะมี Mini Live ให้ดู แล้วเป็นจับมือจริงๆ ช่วงบ่าย ต่างกับงานจับมือเดี่ยวที่จะมีแต่จับมืออย่างเดียว ไม่มี Live

ก่อนวันงานในเว็บ official จะแจ้งรายละเอียด บอกว่างานเริ่มกี่โมง เปิดให้เข้ากี่โมง ถ้าใครมาก่อน ก็ต่อคิวรอกันหน้าฮอลล์ไป

รอบที่นาโงย่า เปิดให้เข้าตอน 9:30 คนที่เข้างานต้องผ่านเครื่องสแกนโลหะ + มีตรวจกระเป๋า จังหวะนี้ถ้าใครพกเครื่องดื่มมาก็ต้องจิบให้ staff ดูด้วย หลังจากนั้นเอาบัตรจับมือ 1 ใบยื่นให้ staff เพื่อแลกเป็นบัตรเข้า Mini Live

บัตรเข้า Mini Live จะหน้าตาแบบนี้
บัตรเข้า Mini Live จะหน้าตาแบบนี้

ในบัตรจะระบุไว้ว่าเราจะได้อยู่โซนไหน (สุ่มเอา) อย่างในรูปคือได้ block B โซน B-1 (ถ้า block A จะอยู่หน้าสุด) แต่สำหรับแฟนๆ ผู้หญิงจะได้บัตรเป็นโซนผู้หญิงที่ติดเวทีด้านหน้าเลย

หลังจากเข้าไปรอได้พักใหญ่ Mini Live ก็เริ่มเล่นตรงเวลาที่ 11:30

เพลงที่เล่นใน Mini Live ก็จะเป็นเพลงในซิงเกิ้ลนั้นๆ ครบทุกเพลง สลับกับพักเบรกให้เมมเบอร์ได้พูดชักชวนคนมาจับมือเลนตัวเอง รวมเวลาก็ประมาณชั่วโมงนึง หลังจากนั้น staff จะเคลียร์คนออกจากฮอลล์ เพื่อจัดสถานที่สำหรับจับมือ

ส่วนบัตร Mini Live นี่ต้องเก็บไว้ เพราะจบ Live แล้วถึงเวลาจับมือ เราจะเอาบัตรนี้ใช้ยื่นแทนบัตรจับมือด้วย

ระหว่างนี้จะไปหาอะไรกินก่อนก็ได้ เพราะงานจับมือจะเริ่มตอน 13:30 ใครจะซื้อสินค้า official ก็มีบูธขายของมาตั้งพร้อม

ของกินรองท้อง
ของกินรองท้อง

ที่ Port Messe มีร้านอาหารอยู่ร้านนึง แล้วก็ร้านแผงลอยอีกร้านนึง มีตู้กดน้ำอัตโนมัติกระจายอยู่ทั่วไป บางคนก็ซื้อกิน บางคนก็พกข้าวปั้นมากินเองตามสะดวก

ได้เวลาจับมือ

พอถึงเวลา เราก็จะสามารถเข้าไปในฮอลล์เพื่อร่วมงานจับมือได้ ซึ่งก็ต้องผ่านจุด security เหมือนเดิม อันนี้ใครที่ออกมานอกฮอลล์ จะกลับเข้าไปก็ต้องผ่านตรงนี้ทุกครั้ง

แผนผังคร่าวๆ ของที่จัดงานที่ Port Messe
แผนผังคร่าวๆ ของที่จัดงานที่ Port Messe

โซนที่เป็น Free Area แค่ผ่าน security check ก็เข้าไปเลย แต่โซนจับมือต้องโชว์บัตรจับมือก่อน ถึงจะเข้าไปได้ (ถ้าจัดงานที่อื่น อาจจะจัดพื้นที่ไม่เหมือนแบบในรูป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของสถานที่)

ในงานจับมือทั่วประเทศ เมมเบอร์จะอยู่กันเลนละสองคน หรือบางเลนก็มีสามคน (ถ้าเป็นของ Nogizaka46 จะมีเลนที่มีคนเดียวด้วย) แต่งชุดเครื่องแบบของซิงเกิ้ลนั้นๆ ใครอยู่เลนไหน จะประกาศ 1-2 วันก่อนงานจับมือ ในงานก็มีป้ายบอกไว้ชัดเจน สิ่งที่ต้องทำคือแค่จำชื่อที่เขียนเป็นคันจิของเมมเบอร์แต่ละคนให้ได้

แต่ละเลนจับมือจะหน้าตาอย่างในรูปนี่แหละ
แต่ละเลนจับมือจะหน้าตาอย่างในรูปนี่แหละ

พอเลือกได้แล้วว่าจะเข้าเลนไหนก็เดินไปต่อแถว ก่อนจะเข้าไปจับมือ ตรง (2) จะมีที่ให้วางกระเป๋า เสร็จแล้วเดินเข้าไปด้านในจะมี staff รับบัตรจับมือ และให้เราแบมือ พลิกสองข้างให้ดูว่าไม่มีอะไรอันตราย แล้วถึงเข้าไปจับมือที่ (3) ได้ พอเรียบร้อยแล้วก็เดินออกมาหยิบกระเป๋าที่ (4) แล้วเดินออกจากเลนนี้ไปต่อแถวเลนอื่นได้เลย

ถ้าเลนไหนเป็นเมมเบอร์ดัง คิวก็จะยาวเป็นเรื่องปกติ เช่นในงานครั้งนี้ เลนของ ฮิราเทะ ยูรินะ + โอดะ นานะ ต้องต่อกันนานถึง 80 นาทีเลยทีเดียวกว่าจะได้จับมือ แต่เมมเบอร์ที่ไม่ดัง บางทีไปต่อปุ๊บได้จับมือเลยก็มีเหมือนกัน

งานนี้มีบัตรมา 6 ใบ ที่ได้จับมือด้วยก็มี ซาโตชิ x ซือมิน / โอดะนานะ x เทะจิ / โอเซกิ x เบริกะ / นิจิกะ x นาโกะ x อาคาเน็น / อุเอมุระ x ยุยป้ง / ยุกก้า x คุริทาโร่

สำหรับคนที่บัตรจับมือหมดแล้วแต่อยากจับเพิ่ม ในงานก็มี Tsutaya มาตั้งบูธขายซีดีด้วย เรียกว่าดูดเงินกันทุกทาง

ตามกำหนดการคืองานจับมือเลิกตอน 18:00 คนที่ไปก็เผื่อเวลากันให้ดีด้วยครับ

The post การเข้าร่วมงานจับมือทั่วประเทศของ Keyakizaka46 appeared first on pittaya.blog.

ACM Beginner Training 1

Pre-Contest training

Example Problem

ของมาอยู่ในมือแล้ว RM mini 3

สั่งซื้อ RM mini 3 และได้ของมาแล้ว ตัวมันคืออุปกรณ์ที่ทำหน้าที่แทนรีโมตคอนโทรลอินฟราเรด แต่สั่งผ่านแอพมือถือได้ ตอนนี้กำลังงมอยู่ (บล็อกนี้ งานเผานั้นเอง)

ในกล่อง มีตัวมันเอง, สาย micro USB แต่ไม่มี adapter มาให้ ต้องหาเอาเอง และคู่มือแผ่นพับ 

Book Fair April 2016

Book Fair April 2016

สรุปความเสียหายจากงานสัปดาห์หนังสือปี 2016

Book Fair April 2016

  • ทำไมไทเป - น้ำส้ม / Bun Books
  • OK Go Tokyo 2 - พยูณ วรชนะนันท์ + ภาคภูมิ ลมูลพันธ์ / Sunday Afternoon
  • ในสาธารณรัฐไวมาร์ ฮิตเลอร์ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง - ภาณุ ตรัยเวช / มติชน
  • The Selfish Gene ยีนเห็นแก่ตัว - Richard Dawkins เขียน + รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ แปล / มติชน

รวมค่าเสียหาย 1,044 บาท

จริงๆ แล้วงานหนังสือคราวนี้ไม่ได้ตั้งใจจะไปเท่าไหร่ แต่พอดีมีธุระในเมืองเลยมีเวลาแวะไปวันสุดท้ายช่วงค่ำ ก่อนเค้าเก็บบูธกันเลย มีเวลาเดินประมาณชั่วโมงเดียวก็ได้มาประมาณนี้แหละ

หลังๆ นี่ไม่ค่อยได้มีโอกาสไปเดินหาซื้อหนังสือมากเท่าเมื่อก่อน ถ้ามีเล่มที่อยากอ่านก็มักจะจดเอาไว้ รวมให้ได้ 3-4 เล่มแล้วค่อยสั่งออนไลน์เอา สะดวกกว่า

Book Fair April 2016

สรุปความเสียหายจากงานสัปดาห์หนังสือปี 2016

Books from Book Fair

  • ทำไมไทเป – น้ำส้ม / Bun Books
  • OK Go Tokyo 2 – พยูณ วรชนะนันท์ + ภาคภูมิ ลมูลพันธ์ / Sunday Afternoon
  • ในสาธารณรัฐไวมาร์ ฮิตเลอร์ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง – ภาณุ ตรัยเวช / มติชน
  • The Selfish Gene ยีนเห็นแก่ตัว – Richard Dawkins เขียน + รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ แปล / มติชน

รวมค่าเสียหาย 1,044 บาท

จริงๆ แล้วงานหนังสือคราวนี้ไม่ได้ตั้งใจจะไปเท่าไหร่ แต่พอดีมีธุระในเมืองเลยมีเวลาแวะไปวันสุดท้ายช่วงค่ำ ก่อนเค้าเก็บบูธกันเลย มีเวลาเดินประมาณชั่วโมงเดียวก็ได้มาประมาณนี้แหละ

หลังๆ นี่ไม่ค่อยได้มีโอกาสไปเดินหาซื้อหนังสือมากเท่าเมื่อก่อน ถ้ามีเล่มที่อยากอ่านก็มักจะจดเอาไว้ รวมให้ได้ 3-4 เล่มแล้วค่อยสั่งออนไลน์เอา สะดวกกว่า

The post Book Fair April 2016 appeared first on pittaya.blog.

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

ถ้าพูดถึงบริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการไอทีโลก ก่อนยุค Google/Apple ครองเมืองอย่างในปัจจุบันนี้ Microsoft เป็นบริษัทที่เคยทรงอิทธิพลอย่างมากโดยเฉพาะในวงการ PC จนกระทั่งโลกไอทีหมุนไปทางอินเทอร์เน็ตและ Mobile Device ที่ Microsoft รับมือได้ไม่ดีนัก จนเพลี่ยงพล้ำเสียตลาดไปให้เจ้าอื่นอย่างที่เรารู้กัน แต่ถึงอย่างนั้น Microsoft ก็ไม่ได้หายไปไหน แต่ซุ่มสร้างนวัตกรรมเฝ้ารอวันกลับมาผงาดอีกครั้ง (จะทำได้หรือเปล่าก็อีกเรื่องหนึ่ง)

ช่วงปลายเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ผมได้จับพลัดจับผลูต้องไปธุระเรื่องงานที่ Seattle ราวๆ อาทิตย์นึง ระหว่างที่อยู่โน่นพอมีวันว่างนิดหน่อย ก็เลยหาโอกาสไปแวะชมสำนักงานของ Microsoft ที่เปิดให้คนทั่วไปแวะเข้ามาเยี่ยมชมได้

สำนักงานของ Microsoft ในรัฐ Seattle นี่เป็นสาขาใหญ่ ตั้งอยู่ในเขตเมือง Redmond ต้องนั่งรถออกจากตัว Downtown Seattle ไปพักใหญ (เวลาในวงการไอทีเรียก Microsoft ด้วยชื่อเล่น ก็มักจะเรียกว่า “Redmond” ตามชื่อเมืองนี่แหละ)

การเดินทางจากตัวเมือง Seattle ไปสำนักงาน Microsoft สำหรับคนไม่มีรถที่ง่ายสุดก็คือนั่งรถเมล์ มีหลายสายให้เลือก เปิดดูจาก Google Maps ได้เลย (หรือจะใช้ Bing Maps ก็น่าจะได้เหมือนกัน) ใช้เวลาประมาณ 50 นาที

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

ลงจากรถเมล์แล้วก็มองหาตึกหมายเลข 92 ไว้

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

บริเวณสำนักงานใหญ่ของ Microsoft ประกอบด้วยตึกมากมายหลายตึก บรรยากาศคล้ายๆ เดินเข้าไปในมหาวิทยาลัยเมืองนอก

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

เดินมาจนถึงทางเข้าของตึก Visitor Center ก็จะเจอกับป้ายบริษัท Microsoft ชักชวนให้เข้าไปถ่ายรูปด้วย

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

ตึกหน้าตาแบบนี้ ถ้าหันหลังกลับไปจะเป็นลานจอดรถ

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

เดินเข้าไปในตัวตึก ตรงล็อบบี้มีโมเดลจาก Halo ขนาดเท่าคนจริงตั้งอยู่

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

เดินผ่านโมเดล Halo ไปแล้วจะเจอ Microsoft Company Store ที่ขายของสารพัดอย่าง

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

ฝั่งตรงข้ามของ Company Store ก็คือ Visitor Center ตรงทางเข้าจะมีพนักงานต้อนรับให้ลงทะเบียนก่อนเข้า หลังจากนั้นก็เดินเข้ามาดูได้เลย (ฟรี!)

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

ส่วนแรกที่เจอจะเป็นพัฒนาการของ Microsoft ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

รวมพนักงานยุคก่อตั้งพร้อมลายเซ็น กำแพงด้านหลังจะมีประวัติให้อ่านรายคน (คนซ้ายล่างหน้าตาคุ้นๆ มั้ย)

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

Altair 8800 คอมพิวเตอร์ยุคโบราณ

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

ต่อจากส่วนที่เป็นประวัติก็จะเป็น Microsoft ในยุคปัจจุบัน มีการแสดงสินค้าและนวัตกรรมในกลุ่มต่างๆ เช่นโซน PC ทีจัดแสดง PC จากผู้ผลิตหลายๆ ค่าย

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

โซน Windows Phone ที่เงียบเหงาและไม่มีใครสนใจ

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

แท็บเล็ต Lenovo Yoga สักรุ่นนึง ขนาดใหญ่มาก

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

โซน Wearables ก็จะมี Microsoft Band ให้ลองเล่น

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

Surface มีให้ลองเล่นทั้งรุ่น 3 และ 4

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

ของที่น่าสนใจจริงๆ คือ Surface Book ที่หาเล่นที่อื่นไม่ค่อยได้ ที่นี่มีตัวจริงให้จับ วัสดุดูดี สวยเนี้ยบมาก

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

ถอดจอออกมาเล่นได้อย่างในโฆษณา ตัวล็อคจอกับคีย์บอร์ดก็ทำได้แข็งแรงดี ดูพรีเมียม

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

ต่อมาเป็นโซน Xbox มีเด็กๆ นั่งเล่นเกมกันอยู่เยอะมาก

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

ส่วนเด็กผู้หญิงก็มาเล่นเกมเต้นที่ใช้ Kinect กัน

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

ของเล่นจาก Microsoft ที่อยากเล่นที่สุด แต่ไม่มีให้เล่นก็คือ HoloLens แว่น Augmented Reality ที่เปิดตัวไปพักใหญ่แล้ว (แต่ยังไม่วางขายสักที) มีแค่ตัวโชว์อยู่ในตู้กระจก

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

แถวๆ HoloLens มีของเล่นอื่นโชว์ ก็เป็นพวกงานวิจัยด้าน AI + Image Recognition ของ Microsoft เช่น เดาอายุจากใบหน้าของเรา หรือเกมแต่งตัวที่ให้เราไปยืนเป็นแบบแล้วใช้ hand gesture เลือกหยิบเสื้อผ้าแบบต่างๆ มาใส่

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

อีกโซนนึงที่ร้างไร้ผู้คนก็คือ App Showcase ของ Windows Store ที่ไม่ค่อยจะมี App ดีๆ เหมือนอย่างชาวบ้านเค้า

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

Skype เป็นบริการที่พอจะเชิดหน้าชูตาของ Microsoft ได้บ้าง

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

สรุปส่วน Microsoft Visitor Center นี่ก็ไม่ใหญ่มาก เดินเร็วๆ 15 นาทีก็หมดละ (ดูในรูปพาโนรามาด้านล่างได้) ถ้าเป็นคนไอทีที่ตามข่าวอยู่ตลอดอยู่แล้วก็คงไม่มีอะไรน่าสนใจเท่าไหร่

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

Visitor Center ปกติจะเปิดวันจันทร์-ศุกร์ เวลาที่แน่นอนควรตรวจสอบจาก Official website อีกทีเพื่อความชัวร์

เดินออกมาจาก Visitor Center ก็จะกลับมาเจอ Company Store อีกรอบนึง ด้านในมีสินค้าสารพัดแปะแบรนด์ Microsoft วางขาย สำหรับที่นี่ ใครๆ ก็สามารถเดินเข้ามาซื้อของได้เลย ต่างจาก Company Store ของ Google ที่ต้องให้พนักงานพาเข้าไปซื้อ

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

สินค้าหลักที่ขายในนี้ส่วนใหญ่คือเสื้อ มีทั้งเสื้อยืด เสื้อเชิ้ต เสื้อกันหนาว เสื้อแจ๊กเก็ต เสื้อเด็ก เสื้อกีฬา ฯลฯ ส่วนใหญ่เป็นลาย Windows, Office, Xbox

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

ลาย Windows Logo 4 ยุค ราคา 12.50 USD (ยังไม่รวมภาษี)

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

เนื่องจาก Xbox เป็นสปอนเซอร์ของทีมฟุตบอล Seattle Sounders ก็จะมีเสื้อทีมวางขายในร้านด้วย

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

สายคล้องคอสำหรับพนักงานออฟฟิศ

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

แก้วน้ำมีลายให้เลือกเยอะมาก แต่พอพลิกดูดัน Made in Thailand ซะงั้น

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

กระติกน้ำหลากสีหลายแบบหลายราคา

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

แบตสำรอง USB-Hub สายชาร์จ ลำโพง ฯลฯ

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

Power Bank ลาย Windows สำหรับแฟนตัวจริง

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

สมุดโน้ต ไดอารี Post-It ฯลฯ

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

สินค้าอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีหมวก ร่ม ขนม ของกิน ของเล่น ไปจนกระทั่งลิปมัน! เรียกว่ามาแล้วยังไงก็น่าจะมีของติดมือกลับบ้านมาบ้าง

เลือกเสร็จแล้วก็เข้าแถวไปจ่ายตังค์ได้

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

สำหรับคนที่มีเวลาเหลือ สามารถเดินเที่ยวชมบรรยากาศรอบๆ campus ของ Microsoft ได้ ลองสอบถามเจ้าหน้าที่ด้านหน้า Visitor Center ดู เค้าจะให้แผนที่แนะนำเส้นทางมาเลยว่าถ้าอยากเดินไกลให้ไปทางไหน ถ้าเดินไม่เยอะให้ไปทางไหน ถ่ายรูปได้ตามมารยาท (คือถ่ายวิว ถ่ายตึกได้ แต่ถ่ายคน หรือถ่ายทะลุกระจกเข้าไปในตึกอาจจะไม่เหมาะ)

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

บรรยากาศโดยรอบร่มรื่น ต้นไม้เยอะ เดินได้สบายๆ แต่ในระหว่างเดินก็เห็นมี shuttle car รับส่งระหว่างโซนวิ่งอยู่เหมือนกัน อาจจะมีไว้สำหรับพนักงานที่เร่งรีบ เพราะถ้าเดินจริงๆ ให้รอบ campus ก็กินระยะทางทั้งหมดราวๆ 5 ไมล์ (8 กิโลเมตร)

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

มีสนามบอลให้เล่น

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

มีโซนที่หน้าตาคล้ายๆ community mall บ้านเรา จะเป็น common area มีร้านอาหาร ร้านมือถือ ร้านจักรยาน ฯลฯ

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

เทียบกับ Campus ของ Google ที่ Mountain View แล้วที่นี่จะให้บรรยากาศที่ relax กว่า แต่ไม่ขี้เล่น เข้ากับ theme ของ Microsoft ในปัจจุบันที่พยายามเป็นมิตรกับผู้ใช้ แต่ก็ไม่ถึงกับ playful

ถ้าใครมีโอกาสมา Seattle แล้วมีเวลาสัก 2-3 ชั่วโมง ก็แนะนำให้ลองมาดูกันสักครั้งครับ

เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store

ถ้าพูดถึงบริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการไอทีโลก ก่อนยุค Google/Apple ครองเมืองอย่างในปัจจุบันนี้ Microsoft เป็นบริษัทที่เคยทรงอิทธิพลอย่างมากโดยเฉพาะในวงการ PC จนกระทั่งโลกไอทีหมุนไปทางอินเทอร์เน็ตและ Mobile Device ที่ Microsoft รับมือได้ไม่ดีนัก จนเพลี่ยงพล้ำเสียตลาดไปให้เจ้าอื่นอย่างที่เรารู้กัน แต่ถึงอย่างนั้น Microsoft ก็ไม่ได้หายไปไหน แต่ซุ่มสร้างนวัตกรรมเฝ้ารอวันกลับมาผงาดอีกครั้ง (จะทำได้หรือเปล่าก็อีกเรื่องหนึ่ง)

ช่วงปลายเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ผมได้จับพลัดจับผลูต้องไปธุระเรื่องงานที่ Seattle ราวๆ อาทิตย์นึง ระหว่างที่อยู่โน่นพอมีวันว่างนิดหน่อย ก็เลยหาโอกาสไปแวะชมสำนักงานของ Microsoft ที่เปิดให้คนทั่วไปแวะเข้ามาเยี่ยมชมได้

สำนักงานของ Microsoft ในรัฐ Seattle นี่เป็นสาขาใหญ่ ตั้งอยู่ในเขตเมือง Redmond ต้องนั่งรถออกจากตัว Downtown Seattle ไปพักใหญ (เวลาในวงการไอทีเรียก Microsoft ด้วยชื่อเล่น ก็มักจะเรียกว่า “Redmond” ตามชื่อเมืองนี่แหละ)

การเดินทางจากตัวเมือง Seattle ไปสำนักงาน Microsoft สำหรับคนไม่มีรถที่ง่ายสุดก็คือนั่งรถเมล์ มีหลายสายให้เลือก เปิดดูจาก Google Maps ได้เลย (หรือจะใช้ Bing Maps ก็น่าจะได้เหมือนกัน) ใช้เวลาประมาณ 50 นาที

เส้นทางจาก Downtown Seattle ไป Microsoft HQ

ลงจากรถเมล์แล้วก็มองหาตึกหมายเลข 92 ไว้

Microsoft Visitor Center

บริเวณสำนักงานใหญ่ของ Microsoft ประกอบด้วยตึกมากมายหลายตึก บรรยากาศคล้ายๆ เดินเข้าไปในมหาวิทยาลัยเมืองนอก

Geek Xing

เดินมาจนถึงทางเข้าของตึก Visitor Center ก็จะเจอกับป้ายบริษัท Microsoft ชักชวนให้เข้าไปถ่ายรูปด้วย

Microsoft

ตึกหน้าตาแบบนี้ ถ้าหันหลังกลับไปจะเป็นลานจอดรถ

Microsoft Visitor Center

เดินเข้าไปในตัวตึก ตรงล็อบบี้มีโมเดลจาก Halo ขนาดเท่าคนจริงตั้งอยู่

Microsoft Visitor Center

เดินผ่านโมเดล Halo ไปแล้วจะเจอ Microsoft Company Store ที่ขายของสารพัดอย่าง

Microsoft Company Store

ฝั่งตรงข้ามของ Company Store ก็คือ Visitor Center ตรงทางเข้าจะมีพนักงานต้อนรับให้ลงทะเบียนก่อนเข้า หลังจากนั้นก็เดินเข้ามาดูได้เลย (ฟรี!)

Microsoft Visitor Center

ส่วนแรกที่เจอจะเป็นพัฒนาการของ Microsoft ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

Microsoft Visitor Center

รวมพนักงานยุคก่อตั้งพร้อมลายเซ็น กำแพงด้านหลังจะมีประวัติให้อ่านรายคน (คนซ้ายล่างหน้าตาคุ้นๆ มั้ย)

Microsoft Visitor Center

Altair 8800 คอมพิวเตอร์ยุคโบราณ

Altair 8800

ต่อจากส่วนที่เป็นประวัติก็จะเป็น Microsoft ในยุคปัจจุบัน มีการแสดงสินค้าและนวัตกรรมในกลุ่มต่างๆ เช่นโซน PC ทีจัดแสดง PC จากผู้ผลิตหลายๆ ค่าย

Microsoft Visitor Center

โซน Windows Phone ที่เงียบเหงาและไม่มีใครสนใจ

Microsoft Visitor Center

แท็บเล็ต Lenovo Yoga สักรุ่นนึง ขนาดใหญ่มาก

Microsoft Visitor Center

โซน Wearables ก็จะมี Microsoft Band ให้ลองเล่น

Microsoft Visitor Center

Surface มีให้ลองเล่นทั้งรุ่น 3 และ 4

Microsoft Visitor Center

ของที่น่าสนใจจริงๆ คือ Surface Book ที่หาเล่นที่อื่นไม่ค่อยได้ ที่นี่มีตัวจริงให้จับ วัสดุดูดี สวยเนี้ยบมาก

Microsoft Visitor Center

ถอดจอออกมาเล่นได้อย่างในโฆษณา ตัวล็อคจอกับคีย์บอร์ดก็ทำได้แข็งแรงดี ดูพรีเมียม

Microsoft Visitor Center

ต่อมาเป็นโซน Xbox มีเด็กๆ นั่งเล่นเกมกันอยู่เยอะมาก

Microsoft Visitor Center

ส่วนเด็กผู้หญิงก็มาเล่นเกมเต้นที่ใช้ Kinect กัน

Microsoft Visitor Center

ของเล่นจาก Microsoft ที่อยากเล่นที่สุด แต่ไม่มีให้เล่นก็คือ HoloLens แว่น Augmented Reality ที่เปิดตัวไปพักใหญ่แล้ว (แต่ยังไม่วางขายสักที) มีแค่ตัวโชว์อยู่ในตู้กระจก

Microsoft Visitor Center

Microsoft Visitor Center

แถวๆ HoloLens มีของเล่นอื่นโชว์ ก็เป็นพวกงานวิจัยด้าน AI + Image Recognition ของ Microsoft เช่น เดาอายุจากใบหน้าของเรา หรือเกมแต่งตัวที่ให้เราไปยืนเป็นแบบแล้วใช้ hand gesture เลือกหยิบเสื้อผ้าแบบต่างๆ มาใส่

Microsoft Visitor Center

อีกโซนนึงที่ร้างไร้ผู้คนก็คือ App Showcase ของ Windows Store ที่ไม่ค่อยจะมี App ดีๆ เหมือนอย่างชาวบ้านเค้า

Microsoft Visitor Center

Skype เป็นบริการที่พอจะเชิดหน้าชูตาของ Microsoft ได้บ้าง

Microsoft Visitor Center

สรุปส่วน Microsoft Visitor Center นี่ก็ไม่ใหญ่มาก เดินเร็วๆ 15 นาทีก็หมดละ (ดูในรูปพาโนรามาด้านล่างได้) ถ้าเป็นคนไอทีที่ตามข่าวอยู่ตลอดอยู่แล้วก็คงไม่มีอะไรน่าสนใจเท่าไหร่

Microsoft Visitor Center

Visitor Center ปกติจะเปิดวันจันทร์-ศุกร์ เวลาที่แน่นอนควรตรวจสอบจาก Official website อีกทีเพื่อความชัวร์

เดินออกมาจาก Visitor Center ก็จะกลับมาเจอ Company Store อีกรอบนึง ด้านในมีสินค้าสารพัดแปะแบรนด์ Microsoft วางขาย สำหรับที่นี่ ใครๆ ก็สามารถเดินเข้ามาซื้อของได้เลย ต่างจาก Company Store ของ Google ที่ต้องให้พนักงานพาเข้าไปซื้อ

Microsoft Company Store

สินค้าหลักที่ขายในนี้ส่วนใหญ่คือเสื้อ มีทั้งเสื้อยืด เสื้อเชิ้ต เสื้อกันหนาว เสื้อแจ๊กเก็ต เสื้อเด็ก เสื้อกีฬา ฯลฯ ส่วนใหญ่เป็นลาย Windows, Office, Xbox

Microsoft Company Store

ลาย Windows Logo 4 ยุค ราคา 12.50 USD (ยังไม่รวมภาษี)

Microsoft Company Store

Microsoft Company Store

เนื่องจาก Xbox เป็นสปอนเซอร์ของทีมฟุตบอล Seattle Sounders ก็จะมีเสื้อทีมวางขายในร้านด้วย

Microsoft Company Store

สายคล้องคอสำหรับพนักงานออฟฟิศ

Microsoft Company Store

แก้วน้ำมีลายให้เลือกเยอะมาก แต่พอพลิกดูดัน Made in Thailand ซะงั้น

Microsoft Company Store

กระติกน้ำหลากสีหลายแบบหลายราคา

Microsoft Company Store

แบตสำรอง USB-Hub สายชาร์จ ลำโพง ฯลฯ

Microsoft Company Store

Power Bank ลาย Windows สำหรับแฟนตัวจริง

Microsoft Company Store

สมุดโน้ต ไดอารี Post-It ฯลฯ

Microsoft Company Store

สินค้าอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีหมวก ร่ม ขนม ของกิน ของเล่น ไปจนกระทั่งลิปมัน! เรียกว่ามาแล้วยังไงก็น่าจะมีของติดมือกลับบ้านมาบ้าง

เลือกเสร็จแล้วก็เข้าแถวไปจ่ายตังค์ได้

Microsoft Company Store

สำหรับคนที่มีเวลาเหลือ สามารถเดินเที่ยวชมบรรยากาศรอบๆ campus ของ Microsoft ได้ ลองสอบถามเจ้าหน้าที่ด้านหน้า Visitor Center ดู เค้าจะให้แผนที่แนะนำเส้นทางมาเลยว่าถ้าอยากเดินไกลให้ไปทางไหน ถ้าเดินไม่เยอะให้ไปทางไหน ถ่ายรูปได้ตามมารยาท (คือถ่ายวิว ถ่ายตึกได้ แต่ถ่ายคน หรือถ่ายทะลุกระจกเข้าไปในตึกอาจจะไม่เหมาะ)

Microsoft Campus

Microsoft Campus

บรรยากาศโดยรอบร่มรื่น ต้นไม้เยอะ เดินได้สบายๆ แต่ในระหว่างเดินก็เห็นมี shuttle car รับส่งระหว่างโซนวิ่งอยู่เหมือนกัน อาจจะมีไว้สำหรับพนักงานที่เร่งรีบ เพราะถ้าเดินจริงๆ ให้รอบ campus ก็กินระยะทางทั้งหมดราวๆ 5 ไมล์ (8 กิโลเมตร)

Microsoft Campus

มีสนามบอลให้เล่น

Microsoft Campus

มีโซนที่หน้าตาคล้ายๆ community mall บ้านเรา จะเป็น common area มีร้านอาหาร ร้านมือถือ ร้านจักรยาน ฯลฯ

Microsoft Campus

เทียบกับ Campus ของ Google ที่ Mountain View แล้วที่นี่จะให้บรรยากาศที่ relax กว่า แต่ไม่ขี้เล่น เข้ากับ theme ของ Microsoft ในปัจจุบันที่พยายามเป็นมิตรกับผู้ใช้ แต่ก็ไม่ถึงกับ playful

ถ้าใครมีโอกาสมา Seattle แล้วมีเวลาสัก 2-3 ชั่วโมง ก็แนะนำให้ลองมาดูกันสักครั้งครับ

The post เดินเล่น Microsoft Visitor Center และ Company Store appeared first on pittaya.blog.

EUROPE 2014 : VENICE, GETTING AROUND

Piazza San Marco
Piazza San Marco

จากด้านหน้าโบสถ์ San Marco และ Doge’s Palace  ถ้าเดินผ่านเสา 2 อันไปทางริมทะเล จะสามารถไปชม Bridge of Sigh ได้ นอกจากนั้น ทางเดินริมทะเลตรงนี้เป็นจุดที่น่าเดินเที่ยวด้วยความเร็วระดับ Slow Life เพราะบรรยากาศดีมากโดยเฉพาะช่วงเย็นๆ ก่อนพระอาทิตย์ตก นอกจากนั้นยังสามารถมองเห็นโบสถ์ San Giorgio Maggiore ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามได้อีกด้วย

เสาที่ตั้งอยู่บริเวณนี้ทั้งสองต้น ด้านซ้ายมือคือ Lion of Venice ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเซนต์มาร์ค  ส่วนด้านขวามือคือเซนต์ Theodor ซึ่งเป็นเทพคู่บ้านคู่เมืองของเวนิส ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นเซนต์มาร์ค

Ponte dell'Accademia
Ponte dell’Accademia

อีกจุดหนึ่งที่น่าไปก็คือ Accademia Bridge (Ponte dell’Accademia) ซึ่งเป็นจุดที่มองเห็นวิวสุดสาย Grand Canal ก่อนที่จะลงสู่ทะเล

การเดินทาง ใช้เรือ #1 หรือ #2 ลงที่ป้าย Accademia SX หรือ Accademia DX  ชื่อป้ายจะขึ้นกับว่านั่งเรือมาจากด้านไหน


♠ โบสถ์ที่น่าสนใจในเวนิส ♠


Santa Maria dei Miracoli : หรือเรียกอีกชื่อนึงว่า Marble Church เพราะการใช้หินอ่อนตกแต่งด้านนอก โบสถ์นี้ได้มีการบูรณะไปเมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว เพื่อป้องกันหินอ่อนที่ปิดผิวอยู่จะระเบิดออกมา ใช้เวลาอยู่ 10 ปี และงบประมาณ 4 ล้าน $

 

Basilica dei Santi Giovanni e Paolo

Basilica dei Santi Giovanni e Paolo : เป็นโบสถ์ที่่ใช้จัดงานศพของ Doge และเป็นที่ฝังศพของ Doge จำนวน 25 คน

 

Scuola Grande di San Rocco
Scuola Grande di San Rocco

Scuola Grande di San Rocco : เป็นโบสถ์ที่เต็มไปด้วยผลงานของ Tintoretto  ซึ่งเป็นศิลปินเอกคนหนึ่งของเวนิสในยุคเรเนสซอง รายละเอียดของเวลาเปิด และค่าเข้าชม สามารถดูได้ที่เวบไซต์ของโบสถ์ http://www.scuolagrandesanrocco.org/en/  เหมาะสำหรับแฟนพันธุ์แท้ที่ชอบชมศิลปะเป็นอย่างยิ่ง  ตอนที่ไปเที่ยวข้างในห้ามถ่ายรูป เลยไม่มีอะไรมาฝาก

Santa Maria Gloriosa dei Frari
Santa Maria Gloriosa dei Frari

Santa Maria Gloriosa dei Frari : เป็นโบสถ์ที่จัดแสดงภาพ Assumption of the Virgin ผลงานชิ้นสำคัญของ Titian ศิลปินเอกอีกคนหนึ่งของเวนิส  นอกจากนั้นยังมีภาพวาดของศิลปินชั้นนำอื่นๆอีกมาก เหมือนเดิม คุ้มค่ามากถ้าเป็นคนสนใจในภาพวาดและศิลปะ  จะเข้าไปข้างในโบสถ์จะต้องจ่ายค่าเข้าชม แต่จำไม่ได้แล้วว่าเท่าไหร่

Assumption of the Virgin
Assumption of the Virgin


♣ RIALTO BRIDGE 


 

Rialto Bridge
Rialto Bridge

สะพาน Rialto เป็นสะพานหินที่ใหญ่มาก สามารถมีร้านค้าอยู่บนสองฝั่งสะพานและทางเดินยังแบ่งเป็นสามเลนเพื่อรองรับจำนวนคนมหาศาลที่เดินผ่านสะพานนี้ในแต่ละวันอีกด้วย ในสมัยก่อนสะพานนี้เป็นศูนย์กลางทางการค้าขายของเวนิส มีเรือสินค้าจากเมืองต่างๆ นำสินค้ามาลงตรงนี้ เดี๋ยวนี้ร้านค้าบนสะพานกลายเป็นร้านขายของฝากหมดแล้ว

เนื่องจากเราไปช่วงเช้าๆ ร้านขายของยังไม่เปิดให้บริการ และคนก็ยังน้อยอยู่ จึงไม่มีโอกาสถ่ายภาพสะพานอันมีชื่อเสียงตอนที่คนเดินอัดกันเหมือนมดในรังมด

20140409-P4091227 20140409-P4091225


 ♥ GRAND CANAL ♥


San Giorgio Maggiore
San Giorgio Maggiore

อีกกิจกรรมที่ควรทำคือการนั่งเรือล่อง Grand Canal ตั้งแต่ต้นถึงปลาย โดยเรือสาย #1 เป็นสายที่เหมาะมากสำหรับใช้ในกิจกรรมนี้ เพราะเป็นสายที่วิ่งตั้งแต่ต้นจนจบ และจอดแทบทุกป้าย มีเวลาให้เราได้ดูสิ่งก่อสร้างต่างๆที่อยู่ริมคลอง

ถ้าใครสนใจก็สามารถหาข้อมูลได้ ตัวอย่างเช่นตามรูปด้านล่าง ก็มีการบอกอย่างละเอียดว่าแต่ละจุดของ Grand Canal มีอะไรสำคัญๆอยู่บ้าง หน้าตาเป็นอย่างไร

Venice_Grand_canal 1Venice_Grand_canal 2

จริงๆแล้ว เวนิสก็มีถนนช๊อปปิ้งกับเค้าเหมือนกันนะ แต่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง คงเพราะร้านค้าไม่น่าสนใจ และคนมาเที่ยวส่วนใหญ่ก็คงไม่ได้ตั้งใจมาช๊อปปิ้งที่เมืองนี้อยู่แล้ว เอาว่าไอ้ถนนที่ว่าเนี่ย เราสามารถเดินมาได้เรื่อยๆจากสถานีรถไฟจนถึงโบส์ San Marco เลย เส้นทางจะประมาณนี้

2016-01-19_0-12-52.png

พวกของกินระดับ Junk Food เช่น McD ก็อยู่บนเส้นนี้แหละ

ตอนหน้า ไปเก็บตกเกาะ Murano ที่มีบ้านหลากสีกัน

แกะกล่อง Nogizaka46 All MV Collection

หลังจากที่มีผลงานออกมา 13 ซิงเกิ้ลกับอีก 1 อัลบั้ม Nogizaka46 ก็ได้โอกาสออกแผ่นรวม MV มาให้แฟนๆ ได้ดูกันสักที โดยตั้งชื่อ box นี้ว่า Nogizaka46 All MV Collection 「あの時の彼女たち」 (ช่วงเวลาของเหล่าเด็กสาว)

ปกติถ้าซื้อซิงเกิ้ล Type A/B/C ก็จะมีแผ่น DVD ที่เป็น MV ของซิงเกิ้ลนั้นๆ แถมมาให้อยู่แล้ว แต่ความละเอียดมันก็เป็นแค่ 480p ถ้าจะซื้อ box นี้แบบ DVD ก็คงไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่ ดังนั้นก็เลยจัดแบบ Blu-ray มาเลยดีกว่า

Nogizaka46 All MV Collection

เวอร์ชันที่จัดมาเป็นแบบ 4 แผ่น โดยที่ 3 แผ่นแรกจะเป็นรวม MV ทั้งหมด 54 MV เรียงมาตั้งแต่ซิงเกิ้ลแรก + MV ใหม่อีก 3 เพลง และแผ่นสุดท้ายเป็นเบื้องหลัง

Amazon

ราคาเต็ม 12,000 เยน สั่งพรีออเดอร์จาก Amazon ลดเหลือ 8,879 เยน

Nogizaka46 All MV Collection

กล่องภายนอกหน้าตาแบบนี้

Nogizaka46 All MV Collection

ภายในเป็นกล่องใส่แผ่นกับ booklet อีกเล่มนึง

Nogizaka46 All MV Collection

ใน booklet ก็สวยดี แต่รูปนานาเสะเยอะข้ามหน้าข้ามตาคนอื่นมาก

Nogizaka46 All MV Collection

ภาพจากตอน Oide Shampoo

Nogizaka46 All MV Collection

เปิดกล่องใส่แผ่นออกมาก็จะมีรูปสุ่มให้ 1 รูป เป็นภาพจากใน MV น่ะแหละ แล้วก็บัตรเข้าร่วม event (ที่ญี่ปุ่น) อีก 1 ใบ

Nogizaka46 All MV Collection

สกรีนแผ่น 1 + 2

Nogizaka46 All MV Collection

สกรีนแผ่น 3 + 4

เทียบกับ Documentary ที่ออกมาก่อนหน้านี้แล้ว เหมือนรวม MV อันนี้จะทำ packaging ออกมาดีกว่านิดนึง กล่องใส่แผ่นดูเป็นพลาสติกคุณภาพดีกว่า แต่ของแถมสู้ไม่ได้

สำหรับภาพและเสียงก็คมชัดสมกับเป็น Blu-ray เพลงที่มีการเคลื่อนไหวเร็วๆ มีแสงวูบวาบอย่าง Seifuku no Mannequin ก็ยังภาพคมกริบ ไม่มี artifact แตกๆ ให้เห็นอย่างคลิป bitrate ต่ำที่มีอยู่บนเน็ต หรือเพลงที่ย้อมสีเป็นเรโทรอย่าง Tachinaorichuu ก็ดูดีกว่าเวอร์ชัน DVD มาก

ถึงแม้บางครั้งอาจจะแอบอิจฉาวงอื่นบางวงที่มี MV ให้ดูกันฟรีๆ บน YouTube แถมความละเอียดมีตั้งแต่ FullHD ไปจนถึง 4K แต่สำหรับแฟน Nogizaka46 แล้ว Blu-ray box นี้ไม่ควรพลาดจริงๆ

The post แกะกล่อง Nogizaka46 All MV Collection appeared first on pittaya.blog.

แกะกล่อง Nogizaka46 All MV Collection

แกะกล่อง Nogizaka46 All MV Collection

หลังจากที่มีผลงานออกมา 13 ซิงเกิ้ลกับอีก 1 อัลบั้ม Nogizaka46 ก็ได้โอกาสออกแผ่นรวม MV มาให้แฟนๆ ได้ดูกันสักที โดยตั้งชื่อ box นี้ว่า Nogizaka46 All MV Collection 「あの時の彼女たち」 (ช่วงเวลาของเหล่าเด็กสาว)

ปกติถ้าซื้อซิงเกิ้ล Type A/B/C ก็จะมีแผ่น DVD ที่เป็น MV ของซิงเกิ้ลนั้นๆ แถมมาให้อยู่แล้ว แต่ความละเอียดมันก็เป็นแค่ 480p ถ้าจะซื้อ box นี้แบบ DVD ก็คงไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่ ดังนั้นก็เลยจัดแบบ Blu-ray มาเลยดีกว่า

แกะกล่อง Nogizaka46 All MV Collection

เวอร์ชันที่จัดมาเป็นแบบ 4 แผ่น โดยที่ 3 แผ่นแรกจะเป็นรวม MV ทั้งหมด 54 MV เรียงมาตั้งแต่ซิงเกิ้ลแรก + MV ใหม่อีก 3 เพลง และแผ่นสุดท้ายเป็นเบื้องหลัง

แกะกล่อง Nogizaka46 All MV Collection

ราคาเต็ม 12,000 เยน สั่งพรีออเดอร์จาก Amazon ลดเหลือ 8,879 เยน

แกะกล่อง Nogizaka46 All MV Collection

กล่องภายนอกหน้าตาแบบนี้

แกะกล่อง Nogizaka46 All MV Collection

ภายในเป็นกล่องใส่แผ่นกับ booklet อีกเล่มนึง

แกะกล่อง Nogizaka46 All MV Collection

ใน booklet ก็สวยดี แต่รูปนานาเสะเยอะข้ามหน้าข้ามตาคนอื่นมาก

แกะกล่อง Nogizaka46 All MV Collection

ภาพจากตอน Oide Shampoo

แกะกล่อง Nogizaka46 All MV Collection

เปิดกล่องใส่แผ่นออกมาก็จะมีรูปสุ่มให้ 1 รูป เป็นภาพจากใน MV น่ะแหละ แล้วก็บัตรเข้าร่วม event (ที่ญี่ปุ่น) อีก 1 ใบ

แกะกล่อง Nogizaka46 All MV Collection

สกรีนแผ่น 1 + 2

แกะกล่อง Nogizaka46 All MV Collection

สกรีนแผ่น 3 + 4

เทียบกับ Documentary ที่ออกมาก่อนหน้านี้แล้ว เหมือนรวม MV อันนี้จะทำ packaging ออกมาดีกว่านิดนึง กล่องใส่แผ่นดูเป็นพลาสติกคุณภาพดีกว่า แต่ของแถมสู้ไม่ได้

สำหรับภาพและเสียงก็คมชัดสมกับเป็น Blu-ray เพลงที่มีการเคลื่อนไหวเร็วๆ มีแสงวูบวาบอย่าง Seifuku no Mannequin ก็ยังภาพคมกริบ ไม่มี artifact แตกๆ ให้เห็นอย่างคลิป bitrate ต่ำที่มีอยู่บนเน็ต หรือเพลงที่ย้อมสีเป็นเรโทรอย่าง Tachinaorichuu ก็ดูดีกว่าเวอร์ชัน DVD มาก

ถึงแม้บางครั้งอาจจะแอบอิจฉาวงอื่นบางวงที่มี MV ให้ดูกันฟรีๆ บน YouTube แถมความละเอียดมีตั้งแต่ FullHD ไปจนถึง 4K แต่สำหรับแฟน Nogizaka46 แล้ว Blu-ray box นี้ไม่ควรพลาดจริงๆ

แกะกล่อง Documentary of Nogizaka46

แกะกล่อง Documentary of Nogizaka46

หนังสารคดี 「悲しみの忘れ方」 Documentary of 乃木坂46 เข้าโรงไปเมื่อช่วงกลางๆ ปี ตอนนี้มีแผ่นออกมาแล้ว งวดนี้โซนี่มิวสิคไม่ทำให้แฟนๆ ต้องรอข้ามปีเหมือนอย่างแผ่นคอนเสิร์ต

แกะกล่อง Documentary of Nogizaka46

เวอร์ชันที่ซื้อมาเป็นแบบบลูเรย์ Complete Box 4 แผ่น ปกเป็นคอสตูมจาก Oide Shampoo ซิงเกิ้ลที่สองของวง

แกะกล่อง Documentary of Nogizaka46

ราคาเต็ม 13,000 เยน สั่งพรีออเดอร์จาก Amazon ลดเหลือ 10,052 เยน

แกะกล่อง Documentary of Nogizaka46

ในกล่องประกอบด้วยกล่องใส่แผ่นบลูเรย์และ booklet อีกเล่มนึง

แกะกล่อง Documentary of Nogizaka46

กล่องใส่แผ่นเป็นพลาสติกขาวๆ ธรรมดา น่าจะทำได้สมราคากว่านี้สักหน่อย

แกะกล่อง Documentary of Nogizaka46

แกะกล่อง Documentary of Nogizaka46

ภายในกล่องบรรจุ 4 แผ่น เป็นตัวหนังสารคดีแผ่นนึง ที่เหลือเป็นฟุตเตจ, deleted scene, คอมเมนต์ ฯลฯ

แกะกล่อง Documentary of Nogizaka46

รูปแถม 5 ใบได้ มายะ, ฮจจัง, มิเรีย, มาริกะ, ไมยัง

แกะกล่อง Documentary of Nogizaka46

แกะกล่อง Documentary of Nogizaka46

ข้างใน booklet มีรวมภาพเมมเบอร์แต่ละคน, ภาพเก็บตกจาก event นิดหน่อย, Special Talk กับกัปตันเรย์กะ แล้วก็ timeline รวมเหตุการณ์ต่างๆ ของวงตั้งแต่เริ่มออดิชั่น

ส่วนเรื่องฟีเจอร์ภาพและเสียงยังไม่ได้ทดสอบ ต้องไปหาเครื่องเล่นบลูเรย์มาใช้ก่อน

แกะกล่อง Documentary of Nogizaka46

หนังสารคดี 「悲しみの忘れ方」 Documentary of 乃木坂46 เข้าโรงไปเมื่อช่วงกลางๆ ปี ตอนนี้มีแผ่นออกมาแล้ว งวดนี้โซนี่มิวสิคไม่ทำให้แฟนๆ ต้องรอข้ามปีเหมือนอย่างแผ่นคอนเสิร์ต

Kanashimi no Wasurekata - Documentary of Nogizaka46

เวอร์ชันที่ซื้อมาเป็นแบบบลูเรย์ Complete Box 4 แผ่น ปกเป็นคอสตูมจาก Oide Shampoo ซิงเกิ้ลที่สองของวง

Amazon

ราคาเต็ม 13,000 เยน สั่งพรีออเดอร์จาก Amazon ลดเหลือ 10,052 เยน

Kanashimi no Wasurekata - Documentary of Nogizaka46

ในกล่องประกอบด้วยกล่องใส่แผ่นบลูเรย์และ booklet อีกเล่มนึง

Kanashimi no Wasurekata - Documentary of Nogizaka46

กล่องใส่แผ่นเป็นพลาสติกขาวๆ ธรรมดา น่าจะทำได้สมราคากว่านี้สักหน่อย

Kanashimi no Wasurekata - Documentary of Nogizaka46

Kanashimi no Wasurekata - Documentary of Nogizaka46

ภายในกล่องบรรจุ 4 แผ่น เป็นตัวหนังสารคดีแผ่นนึง ที่เหลือเป็นฟุตเตจ, deleted scene, คอมเมนต์ ฯลฯ

Kanashimi no Wasurekata - Documentary of Nogizaka46

รูปแถม 5 ใบได้ มายะ, ฮจจัง, มิเรีย, มาริกะ, ไมยัง

Kanashimi no Wasurekata - Documentary of Nogizaka46

Kanashimi no Wasurekata - Documentary of Nogizaka46

ข้างใน booklet มีรวมภาพเมมเบอร์แต่ละคน, ภาพเก็บตกจาก event นิดหน่อย, Special Talk กับกัปตันเรย์กะ แล้วก็ timeline รวมเหตุการณ์ต่างๆ ของวงตั้งแต่เริ่มออดิชั่น

ส่วนเรื่องฟีเจอร์ภาพและเสียงยังไม่ได้ทดสอบ ต้องไปหาเครื่องเล่นบลูเรย์มาใช้ก่อน

The post แกะกล่อง Documentary of Nogizaka46 appeared first on pittaya.blog.

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา (หลายเดือนแล้ว) ผมได้มีโอกาสไปญี่ปุ่นและแวะไปสักการะศาลเจ้าโนกิที่โตเกียวมาครับ

ศาลเจ้าโนกิ เป็นศาลเจ้าเล็กๆ ในย่านโนกิซากะ (Nogizaka - 乃木坂) คำว่า “ซากะ (坂)” ในชื่อย่านแปลว่า เนิน, ทางลาด ซึ่งก็ตรงกับลักษณะแถบนั้นที่เป็นเนินหลายเนินอยู่ นอกจากโนกิซากะแล้วก็ยังมีโทริอิซากะแล้วก็อาคาซากะด้วย

การเดินทางมาก็ไม่ลำบาก มีรถไฟใต้ดินของ Tokyo Metro สาย Chiyoda วิ่งผ่าน ลงที่สถานี Nogizaka ได้เลย จุดสำคัญคือต้องออกประตู 1 ไม่งั้นเดินไกลมาก

ความสำคัญของศาลเจ้าโนกิและย่านโนกิซากะก็คือ เป็นบ้านเกิดของวง Nogizaka46 นั่นเอง

ถ้าเทียบกับไอดอลคู่แข่งอย่าง AKB48 แล้ว Nogizaka46 เป็นวงที่ไม่มีสถานที่ประจำสำหรับแสดงสดแบบเดียวกับที่ AKB48 มีฐานที่มั่นอยู่ที่อากิฮาบาระ แต่ชื่อ Nogizaka ในชื่อวงมีที่มาจากตึก SME Nogizaka Building ของ Sony Music Entertainment สถานที่ออดิชั่นรอบสุดท้ายของวงซึ่งตั้งอยู่แถวนี้

นอกจากนี้แล้ว Toumei na Iro (透明な色) อัลบั้มแรกของวง ยังใช้ภาพบรรยากาศรอบๆ ศาลเจ้าโนกิประกอบภาพเมมเบอร์ใน booklet ของอัลบั้มด้วย

วันนี้นอกจากจะมาศาลเจ้าโนกิแล้ว ก็ตามมาดูสถานที่จริงใน booklet ด้วยอีกหนึ่งอย่าง

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

ทางออกสถานี Nogizaka

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

สถานีโนกิซากะ อยู่ระหว่างสถานี Omotesando ถนนสายแฟชั่นกับสถานี Akasaka ที่เป็นย่านหรูดูมีอันจะกินหน่อย

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

สถานีเล็กๆ ธรรมดาๆ มีแค่ 2 ชานชาลาเท่านั้น

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

อีกชานชาลาหนึ่ง

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

เทียบกับภาพจาก booklet

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

เรนะซัง นักเรียนแลกเปลี่ยน (ณ ขณะนั้น)

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

อาจัง

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

คุณหนูเอริกะ

นอกจากในสถานีแล้ว ใน booklet ยังมีภาพจากบริเวณรอบๆ ด้วย

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

เซย์ตัน

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

มายะ

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

กัปตันเรย์กะ

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

อาชุ

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

นาจัง อยู่หน้าทางเข้าศาลเจ้าโนกิเลย

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

มาริกะ

เดินถ่ายรูปรอบนอกได้สักพัก ก็ได้เวลาเข้าไปชมบรรยากาศในศาลเจ้า

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

ศาลเจ้าดูเงียบๆ ไม่ค่อยจะมีคน

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

ด้านในศาลเจ้า

ถึงแม้ว่าวง Nogizaka46 จะไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับศาลเจ้านี้เลยนอกจากมาถ่าย booklet ในอัลบั้ม แล้วก็มีเมมเบอร์มาเข้าพิธีบรรลุนิติภาวะตอนปีใหม่ แต่ด้วยการที่มีชื่อพ้องกับชื่อวง ทำให้เหล่าแฟนๆ มักจะแวะเวียนมาที่ศาลเจ้านี้กัน

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

แผ่นป้ายขอพรก็มีเขียนเรื่องเกี่ยวกับวง

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

แผ่นป้ายวาดรูปโดอิยะซัง มาสค็อตของเมมเบอร์คนหนึ่งในวงก็มี

ถ้ามาแล้วเจอคนหน้าตาไม่น่าเข้าศาลเจ้า แต่มีพร็อพสีม่วงๆ ติดตัว ให้เดาไว้ก่อนว่าเป็นแฟนไอดอล

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

ไมยัง

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

คีจัง

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

ยูมิ

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

มิจัง

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

มิสะเซ็มไป

ข้ามถนนมาฝั่งตรงข้ามศาลเจ้าบ้าง

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

ฮินะจิมะ สังเกตว่าตึกซ้ายมือนี่คือตึก SME Nogizaka ของ Sony

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

ที่ออดิชั่นรอบสุดท้ายของวงก็อยู่ที่ตึกนี้แหละ

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

รันรัน

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

เรนะจิ

ที่จริงแล้วยังมีรูปของเมมเบอร์คนอื่นใน booklet อีก แต่ดูไม่ออกว่าไปถ่ายกับวิวแถวไหน ก็เลยเก็บภาพมาได้เท่านี้

ก่อนหน้าที่จะไปประมาณเดือนนึง ทางวงก็ร่วมมือกับ Tokyo Metro จัดแสดงภาพโปสเตอร์ของเมมเบอร์แต่ละคนพร้อมลายเซ็นไว้ในทางเดินของสถานี Nogizaka นี่ด้วย เสียดายว่าตอนที่ไปนี่เค้าเก็บไปหมดแล้ว ภาพบรรยากาศดูได้จาก blog ของกิฟุโตะซัง

สำหรับแฟนๆ ของวง ถ้ามีโอกาส ก็ควรไปสักการะที่นี่ให้ได้สักครั้งครับ

เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ

ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา (หลายเดือนแล้ว) ผมได้มีโอกาสไปญี่ปุ่นและแวะไปสักการะศาลเจ้าโนกิที่โตเกียวมาครับ

ศาลเจ้าโนกิ เป็นศาลเจ้าเล็กๆ ในย่านโนกิซากะ (Nogizaka – 乃木坂) คำว่า “ซากะ (坂)” ในชื่อย่านแปลว่า เนิน, ทางลาด ซึ่งก็ตรงกับลักษณะแถบนั้นที่เป็นเนินหลายเนินอยู่ นอกจากโนกิซากะแล้วก็ยังมีโทริอิซากะแล้วก็อาคาซากะด้วย

การเดินทางมาก็ไม่ลำบาก มีรถไฟใต้ดินของ Tokyo Metro สาย Chiyoda วิ่งผ่าน ลงที่สถานี Nogizaka ได้เลย จุดสำคัญคือต้องออกประตู 1 ไม่งั้นเดินไกลมาก

ความสำคัญของศาลเจ้าโนกิและย่านโนกิซากะก็คือ เป็นบ้านเกิดของวง Nogizaka46 นั่นเอง

ถ้าเทียบกับไอดอลคู่แข่งอย่าง AKB48 แล้ว Nogizaka46 เป็นวงที่ไม่มีสถานที่ประจำสำหรับแสดงสดแบบเดียวกับที่ AKB48 มีฐานที่มั่นอยู่ที่อากิฮาบาระ แต่ชื่อ Nogizaka ในชื่อวงมีที่มาจากตึก SME Nogizaka Building ของ Sony Music Entertainment สถานที่ออดิชั่นรอบสุดท้ายของวงซึ่งตั้งอยู่แถวนี้

นอกจากนี้แล้ว Toumei na Iro (透明な色) อัลบั้มแรกของวง ยังใช้ภาพบรรยากาศรอบๆ ศาลเจ้าโนกิประกอบภาพเมมเบอร์ใน booklet ของอัลบั้มด้วย

วันนี้นอกจากจะมาศาลเจ้าโนกิแล้ว ก็ตามมาดูสถานที่จริงใน booklet ด้วยอีกหนึ่งอย่าง

Nogizaka station

ทางออกสถานี Nogizaka

Nogizaka station

สถานีโนกิซากะ อยู่ระหว่างสถานี Omotesando ถนนสายแฟชั่นกับสถานี Akasaka ที่เป็นย่านหรูดูมีอันจะกินหน่อย

Nogizaka station

สถานีเล็กๆ ธรรมดาๆ มีแค่ 2 ชานชาลาเท่านั้น

Nogizaka station

อีกชานชาลาหนึ่ง

Nogizaka46

เทียบกับภาพจาก booklet

Matsui Rena

เรนะซัง นักเรียนแลกเปลี่ยน (ณ ขณะนั้น)

Suzuki Ayane

อาจัง

Ikuta Erika

คุณหนูเอริกะ

นอกจากในสถานีแล้ว ใน booklet ยังมีภาพจากบริเวณรอบๆ ด้วย

Hatanaka Seira

เซย์ตัน

Wada Maaya

มายะ

Sakurai Reika

กัปตันเรย์กะ

Saito Asuka

อาชุ

Nishino Nanase

นาจัง อยู่หน้าทางเข้าศาลเจ้าโนกิเลย

Ito Marika

มาริกะ

เดินถ่ายรูปรอบนอกได้สักพัก ก็ได้เวลาเข้าไปชมบรรยากาศในศาลเจ้า

Nogi Shrine

ศาลเจ้าดูเงียบๆ ไม่ค่อยจะมีคน

Nogi Shrine

ด้านในศาลเจ้า

ถึงแม้ว่าวง Nogizaka46 จะไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับศาลเจ้านี้เลยนอกจากมาถ่าย booklet ในอัลบั้ม แล้วก็มีเมมเบอร์มาเข้าพิธีบรรลุนิติภาวะตอนปีใหม่ แต่ด้วยการที่มีชื่อพ้องกับชื่อวง ทำให้เหล่าแฟนๆ มักจะแวะเวียนมาที่ศาลเจ้านี้กัน

Nogi Shrine

แผ่นป้ายขอพรก็มีเขียนเรื่องเกี่ยวกับวง

Nogi Shrine

แผ่นป้ายวาดรูปโดอิยะซัง มาสค็อตของเมมเบอร์คนหนึ่งในวงก็มี

ถ้ามาแล้วเจอคนหน้าตาไม่น่าเข้าศาลเจ้า แต่มีพร็อพสีม่วงๆ ติดตัว ให้เดาไว้ก่อนว่าเป็นแฟนไอดอล

Shiraishi Mai

ไมยัง

Kitano Hinako

คีจัง

Wakatsuki Yumi

ยูมิ

Hoshino Minami

มิจัง

Eto Misa

มิสะเซ็มไป

ข้ามถนนมาฝั่งตรงข้ามศาลเจ้าบ้าง

Higuchi Hina

ฮินะจิมะ สังเกตว่าตึกซ้ายมือนี่คือตึก SME Nogizaka ของ Sony

SME Nogizaka Building

ที่ออดิชั่นรอบสุดท้ายของวงก็อยู่ที่ตึกนี้แหละ

Terada Ranze

รันรัน

Yamazaki Rena

เรนะจิ

ที่จริงแล้วยังมีรูปของเมมเบอร์คนอื่นใน booklet อีก แต่ดูไม่ออกว่าไปถ่ายกับวิวแถวไหน ก็เลยเก็บภาพมาได้เท่านี้

ก่อนหน้าที่จะไปประมาณเดือนนึง ทางวงก็ร่วมมือกับ Tokyo Metro จัดแสดงภาพโปสเตอร์ของเมมเบอร์แต่ละคนพร้อมลายเซ็นไว้ในทางเดินของสถานี Nogizaka นี่ด้วย เสียดายว่าตอนที่ไปนี่เค้าเก็บไปหมดแล้ว ภาพบรรยากาศดูได้จาก blog ของกิฟุโตะซัง

สำหรับแฟนๆ ของวง ถ้ามีโอกาส ก็ควรไปสักการะที่นี่ให้ได้สักครั้งครับ

The post เที่ยวญี่ปุ่น: สักการะศาลเจ้าโนกิ appeared first on pittaya.blog.

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

อันนี้ดองไว้ข้ามปี ว่าจะเขียนนานละแต่ไม่ได้เขียนสักที เห็นช่วงหลังๆ มีคนเขียนรีวิวเที่ยวญี่ปุ่นกันเยอะมาก แต่เส้นทางนี้ยังไม่ค่อยเห็นมีคนพูดถึงกันสักเท่าไหร่

ช่วงที่ไปทริปที่นาโงย่าเมื่อปี 2014 ได้มีโอกาสไป หลงป่า เดินป่าแถวนั้น ตามเส้นทางสาย Nakasendo ซึ่งในอดีตเคยเป็นเส้นทางสัญจรระหว่างเกียวโตและโตเกียวมาตั้งแต่ยุคเอโดะ ปัจจุบันก็ไม่ได้ใช้แล้ว แต่เส้นทางที่อยู่ในแถบนาโงย่า/กิฟุ ช่วง Kiso Valley ยังอยู่ในสภาพดีสามารถเดินเท้าได้

เส้นทางยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวคือช่วงระหว่างเมือง Magome และ Tsumago มีระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร เดินชิลๆ ก็ประมาณ 4 ชม.ถึง จะตั้งต้นจากเมืองไหนก็ได้ที่สะดวก ของผมมาจากนาโงย่า ไปตั้งต้นจาก Magome จะสะดวกกว่า การเดินทางก็นั่งรถไฟไปลงสถานี Nakatsugawa แล้วต่อรถบัสไปอีก 30 นาที

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

วิวข้างทางก็มีแต่ภูเขาและทุ่งนา

ทริปนี้ผมฝากกระเป๋าเดินทางใส่ไว้ในล็อคเกอร์ที่สถานีนาโงย่า เอาข้าวของติดมาแค่สำหรับพักค้างคืนที่ Tsumago คืนเดียว ตอนที่เดินป่าจะได้ไม่ลำบากแบกของหนักเกินความจำเป็น

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

ถึงปากทาง Magome แล้ว มีนักท่องเที่ยวเยอะพอสมควร ตรงที่จอดรถก็มีรถบัสของทัวร์มาจอดหลายคันอยู่

Magome เป็นเมืองเก่า บ้านเรือนส่วนใหญ่ก็ยังคงสภาพภายนอกแบบดั้งเดิมไว้ หลายๆ หลังก็เปิดชั้นล่างขายของบ้าง ทำร้านอาหารบ้าง เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

ทางเดินในเมืองปูหินสวยงาม

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

กังหันแลนด์มาร์คที่ใครๆ ก็มาถ่ายรูป เข้าไปดูใกล้ๆ แล้วก็เหมือนจะใช้งานได้จริงนะ

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

มีจุดแวะพักให้นักท่องเที่ยวแบบเนียนๆ มีห้องน้ำ ตู้ขายน้ำอัตโนมัติ แผ่นพับข้อมูลท่องเที่ยว WiFi ฟรี

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

กลุ่มเด็กวิ่งไล่จับแมลงในฤดูร้อนอย่างที่เคยอ่านเจอในการ์ตูนก็มีให้เห็น

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

พอเดินทะลุหมู่บ้าน Magome มาแล้วก็จะเจอป้ายใหญ่ๆ ที่ดูเก่าแก่ แต่ก็ไม่รู้ว่าเขียนอะไรไว้บ้าง

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

มีจุดแวะพักให้ชมวิวของหุบเขา Kiso ถ้าแดดร่มลมตกก็คงสวย แต่ตอนที่ไปถึงเป็นตอนเที่ยงพอดี แดดหน้าร้อนญี่ปุ่นเผาแรงมาก

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

จากจุดแวะพักก็เริ่มเดินตามป้ายบอกทางได้เลย ระยะทางอีก 7.6 กิโลเมตรถึง Tsumago

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

ทางเดินทำไว้ค่อนข้างดี เดินง่าย ไม่มีเข้ารกเข้าพง มีขึ้นลงเนินบ้างแต่ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร สิ่งที่น่ากลัวสำหรับเส้นทางนี้ก็คือ…

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

มันมีป้ายบอกให้ระวังหมีด้วย! ตอนเดินก็มองซ้ายมองขวาให้ดีนิดนึง

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

ระหว่างทางจะมีระฆังแบบในรูปอยู่เป็นระยะๆ ประมาณกิโลละจุดได้ ประมาณว่าถ้าสั่นระฆังแรงๆ หมีจะตกใจกลัวหนีไป ซึ่งก็ไม่รู้ว่าได้ผลจริงหรือเปล่า

เส้นทาง Nakasendo นี้ไม่ได้ตัดผ่านป่าอย่างเดียว แต่บางจุดก็ผ่านชุมชนหรือตัดกับถนนใหญ่บ้างก็มี แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นทางเดินในป่าน่ะแหละ

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

เดินดุ่มๆ ในป่าไม่นานก็ทะลุออกมาเจอท้องนาและบ้านคน

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

จุดตัดถนนใหญ่ เจอแก๊งค์จักรยานมาแวะพักข้างทาง

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

อันนี้อะไรไม่รู้ เดินทั้งเส้นทางก็ไม่เจอน้ำแข็งสักก้อนนะ

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

เส้นทางช่วงที่เดินในป่ามีต้นไม้ขึ้นเยอะ ป้องกันแดดบ่ายได้อย่างดี ช่วยให้เดินสบายขึ้นเยอะ

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

มีลำธารและน้ำตกเล็กๆ ระหว่างทาง

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

ห้องน้ำเผื่อใครปวดกลางทาง

ตอนที่เดินๆ อยู่ก็มีสวนกับคนที่เดินป่ามาจากอีกทางนึงบ้างประปราย มีทั้งฝรั่งต่างชาติแล้วก็ลุงๆ ป้าๆ คนญี่ปุ่น

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

ในที่สุดก็มาถึง Tsumago แล้ว หมู่บ้านหน้าตาคล้ายๆ กับที่ Magome แต่เงียบสงบกว่ามาก

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

ศาลเจ้าปากทาง

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

นักท่องเที่ยวน้อยกว่าที่ Magome มากกกก

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

ในตัวหมู่บ้านจะมีบ้านเก่า หรือคฤหาสน์เก่า เปิดให้เข้าไปดูได้ บางที่ก็ฟรี บางที่ก็เสียตังค์

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

แมวอ้วน

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

ผมไปถึงที่ Tsumago ราวๆ สี่โมงเย็น รวมเวลาเดินๆ พักๆ ระหว่างทางทั้งหมดก็ 4 ชม.

เดินถ่ายรูปในตัวหมู่บ้านจนพอใจแล้วก็ได้เวลาเข้าที่พัก

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

ผมใช้บริการจองห้องพักของเว็บ japaneseguesthouses ซึ่งเป็นตัวแทนติดต่อที่พักให้เรา เพราะว่าที่พักแถบห่างไกลผู้คนแบบนี้มักจะไม่ได้ลงประกาศไว้ในเว็บจองโรงแรมพวก Booking, Agoda หรือ AirBNB

ตอนแรกอยากได้ที่พักเป็นเรียวกัง แช่ออนเซ็นธรรมชาติ แต่ว่าพวกนั้นเต็มหมดแล้วก็เลยได้เป็นที่พักโฮมสเตย์ธรรมดาแทน ไม่มีบ่อน้ำร้อน แต่ก็มีห้องอาบน้ำ มีอ่างไม้ให้แช่แก้ขัดได้ อยู่ห่างออกมาจากตัวหมู่บ้านประมาณ 10 นาที

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

ห้องพักปูเสื่อทาทามิ มีตู้โดราเอมอนเอาไว้เก็บฟูก ถ้าจะนอนก็เอาออกมาปูนอนกับพื้น

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

พอถึงเวลาอาหาร เค้าจะมาเรียกไปทานในห้องรวม เมนูส่วนใหญ่จะเน้นอาหารบ้านๆ ใช้วัตถุดิบท้องถิ่น เป็นผัก+ปลาซะเยอะ อาหารเย็นกับอาหารเช้ารวมอยู่ในราคาที่พักแล้ว

แขกคนอื่นที่มาพักก็มีกลุ่มคนญี่ปุ่นวัยกลางคนมากัน 5-6 คน กับสาวหมวยสิงคโปร์ที่เดินทางมาเที่ยวคนเดียว คุยไปคุยมาได้ความว่า เป็นแฟน J-Rock ระดับเหนียวแน่น มาญี่ปุ่นเพื่อดูคอนเสิร์ต Luna Sea พอคุยถึงตรงนี้ก็ไม่กล้าบอกเลยว่าตัวเองมางานจับมือไอดอล ;__;

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

ตอนกลางคืนอากาศเย็นสบายเพราะอยู่ในหุบเขา นอกที่พักมืดมาก ไม่มีแสงไฟอื่นนอกจากป้ายไฟชื่อที่พัก เรื่องจะไปหาซื้อเบียร์จากร้านสะดวกซื้อมากินนี่ไม่ต้องคิดเลย

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

โชคดีที่ข้างในมีตู้ขายน้ำอัตโนมัติ

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

มีการ์ตูนให้อ่านแก้เบื่อ แต่เห็นมีแค่ก้าวแรกสู่สังเวียน

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

ตอนเช้าอากาศดีมาก

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

อาหารเช้าแบบบ้านๆ เหมือนมื้อเย็น แต่เบาๆ กว่า

พอกินเสร็จ ผมต้องเช็คเอาท์จากที่พักเพื่อกลับไปที่สถานีนาโงย่า ป้ายรถเมล์ใกล้สุดต้องเดินผ่านตัวหมู่บ้าน Tsumago ก็มีโอกาสไปดูบรรยากาศตอนเช้าอีกรอบนึง จากที่เมื่อวานเดินดูตอนเย็นไปแล้ว

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

ปรากฏว่าเงียบกว่าเมื่อวานตอนเย็นอีก นอกจากนักท่องเที่ยวที่น่าจะพักเรียวกังแถวนี้ 2-3 คนแล้ว แทบไม่มีคนอื่นอยู่เลย (อาจจะยังอยู่ในบ้าน ไม่ได้ออกมาข้างนอก)

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

ป้ายรถเมล์ก็เงียบเหงา

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

นั่งรถเมล์ประมาณ 10 นาทีก็มาถึงสถานี Nagiso ซึ่งจะสามารถนั่งรถไฟกลับไปนาโงย่าได้แล้ว หรือถ้านั่งอีกทางนึงก็จะไปถึงเมือง Matsumoto หรือ Nagano ได้ด้วย

เป็นอีกประสบการณ์แปลกใหม่ของการมาเที่ยวญี่ปุ่นครับ

TOKYO 2015 : #11 SUMIDA RIVER FIREWORKS FESTIVAL (PART 2) งานพลุประจำปีของโตเกียว

ไฮไลท์ของ Sumida River Fireworks Festival  ก็คงเป็นอื่นใดไปไม่ได้ นอกจากการจุดพลุตอนกลางคืน โดยที่งานนี้จะมีการจุดพลุ 2 จุดตามรูป ส่วนตัวแล้วรู้สึกว่าพลุที่เป็นของด้านล่าง (คือใกล้ Asakusa) จะสวยกว่าอีกด้านนึง แล้วก็มีจำนวนมากกว่าด้วย

สำหรับการดูพลุก็ทำได้หลายทางเลือก เช่น ไปจองที่นั่งดูตามถนนหรือที่ว่างต่างๆที่เค้ามีให้ แต่อันนี้จะยากสำหรับคนที่เป็นนักท่องเที่ยว เพราะที่ดีๆ หมดตั้งแต่เช้าแล้ว ทางเลือกอื่นๆก็มีการจองโรงแรม ที่การันตีว่าเห็นพลุแน่ๆ ซึ่งก็น่าจะเต็มข้ามปี หรือไม่ก็จองเรือ ที่จะล่องตอนกลางคืน อันนี้ไม่รู้จองอะไรยังไง

เอาว่า จะหาจุดชมพลุดีๆ นั้นยากยิ่งนัก เพราะงานนี้เป็นงานพลุที่ใหญ่ที่สุดประจำปี ที่จัดกลางกรุงโตเกียว เพราะฉนั้นคนจากทั่วทุกที่ ก็จะพยายามมาดูให้ได้ จริงๆแล้ว ถ้าไม่ได้อยากจะถ่ายรูป การลงไปเดินตามถนนก็น่าจะเห็นพลุได้บ้าง แต่สำหรับคนที่ต้องการถ่ายรูป อันนี้ทางเลือกคงค่อนข้างจำกัด

สำหรับเรา ใช้ดาดฟ้าที่บ้านเป็นป้อมประจำการ ซึ่งคนเกือบทั้งตระกูลเค้าก็มาตั้งโต๊ะกินเบียร์กันพร้อมหน้า เรียกว่าเป็นงานรวมญาติย่อยๆเลย

จริงๆแล้ว ครั้งนี้เราตั้งใจมาก ที่จะมาถ่ายรูปพลุ ซึ่งเกิดมาไม่เคยถ่ายเลย เป็นครั้งแรก  ก็เลยเตรียมของมาค่อนข้างพร้อม ทั้งขาตั้ง และสายลั่นชัตเตอร์  นอกจากนั้นยังอ่านคู่มือการตั้งกล้องถ่ายพลุมาด้วย เรียกว่าเป็นพวกมือใหม่หัดขับ อุปกรณ์ดีเด่นก็ว่าได้  ความหวังเดียวที่มี คือหวังว่าดาดฟ้าที่บ้าน จะเห็นพลุได้โดยไม่มีอะไรมาบัง

สำหรับวิธีการถ่ายพลุ สรุปง่ายๆดังนี้

  1. ตั้งกล้องบนขาตั้ง
  2. เปิด Mode “M”
  3. ตั้ง F=8 และตั้ง Shutter Speed = Bulb
  4. เตรียม Memory Card เยอะๆ เตรียมแบตหลายๆก้อน ชาร์จให้เต็มไว้
  5. เสียบสายลั่น Shutter ให้เรียบร้อย
  6. Manual Focus ยอดตึกใกล้ๆพลุ ใช้ Peaking หรืออะไรก็ได้ ขอให้ได้ชัดที่สุดเท่าที่ทำได้
  7. พอพลุมา ก็ลองกด Shutter ดู บางชุดอาจจะต้อง 1 วิ บางชุด 2 หรือ 3 วิ ไม่มีทางรู้ อันนี้ต้องใช้กึ๋นกันอย่างเดียว
  8. หยุดดูรูปบ้าง ว่าชัดมั้ย ถ้าไม่ชัดให้โฟกัสใหม่  ดูว่า Over/Under Exposed มั้ย อันนี้ก็ลองปรับการกด Shutter ดู เดี๋ยวก็จับจังหวะได้
  9. กดถ่ายไปเรื่อยๆ ไม่ต้องกังวลอะไรมาก ตาก็มองพลุจริงด้วยนะ อย่ามองแต่กล้อง ความสวยงามของพลุมันต้องสัมผัสด้วยตา รูปน่ะ ถ่ายไม่ได้ก็ช่างเหอะ

เอาล่ะ ก็ขอปิดการท่องเที่ยวโตเกียวหน้าร้อนไว้แค่นี้ ไว้เจอกันใหม่ทริปหน้า เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

TOKYO 2015 : #11 SUMIDA RIVER FIREWORKS FESTIVAL (PART 2) งานพลุประจำปีของโตเกียว

ไฮไลท์ของ Sumida River Fireworks Festival  ก็คงเป็นอื่นใดไปไม่ได้ นอกจากการจุดพลุตอนกลางคืน โดยที่งานนี้จะมีการจุดพลุ 2 จุดตามรูป ส่วนตัวแล้วรู้สึกว่าพลุที่เป็นของด้านล่าง (คือใกล้ Asakusa) จะสวยกว่าอีกด้านนึง แล้วก็มีจำนวนมากกว่าด้วย

สำหรับการดูพลุก็ทำได้หลายทางเลือก เช่น ไปจองที่นั่งดูตามถนนหรือที่ว่างต่างๆที่เค้ามีให้ แต่อันนี้จะยากสำหรับคนที่เป็นนักท่องเที่ยว เพราะที่ดีๆ หมดตั้งแต่เช้าแล้ว ทางเลือกอื่นๆก็มีการจองโรงแรม ที่การันตีว่าเห็นพลุแน่ๆ ซึ่งก็น่าจะเต็มข้ามปี หรือไม่ก็จองเรือ ที่จะล่องตอนกลางคืน อันนี้ไม่รู้จองอะไรยังไง

เอาว่า จะหาจุดชมพลุดีๆ นั้นยากยิ่งนัก เพราะงานนี้เป็นงานพลุที่ใหญ่ที่สุดประจำปี ที่จัดกลางกรุงโตเกียว เพราะฉนั้นคนจากทั่วทุกที่ ก็จะพยายามมาดูให้ได้ จริงๆแล้ว ถ้าไม่ได้อยากจะถ่ายรูป การลงไปเดินตามถนนก็น่าจะเห็นพลุได้บ้าง แต่สำหรับคนที่ต้องการถ่ายรูป อันนี้ทางเลือกคงค่อนข้างจำกัด

สำหรับเรา ใช้ดาดฟ้าที่บ้านเป็นป้อมประจำการ ซึ่งคนเกือบทั้งตระกูลเค้าก็มาตั้งโต๊ะกินเบียร์กันพร้อมหน้า เรียกว่าเป็นงานรวมญาติย่อยๆเลย

จริงๆแล้ว ครั้งนี้เราตั้งใจมาก ที่จะมาถ่ายรูปพลุ ซึ่งเกิดมาไม่เคยถ่ายเลย เป็นครั้งแรก  ก็เลยเตรียมของมาค่อนข้างพร้อม ทั้งขาตั้ง และสายลั่นชัตเตอร์  นอกจากนั้นยังอ่านคู่มือการตั้งกล้องถ่ายพลุมาด้วย เรียกว่าเป็นพวกมือใหม่หัดขับ อุปกรณ์ดีเด่นก็ว่าได้  ความหวังเดียวที่มี คือหวังว่าดาดฟ้าที่บ้าน จะเห็นพลุได้โดยไม่มีอะไรมาบัง

สำหรับวิธีการถ่ายพลุ สรุปง่ายๆดังนี้

  1. ตั้งกล้องบนขาตั้ง
  2. เปิด Mode “M”
  3. ตั้ง F=8 และตั้ง Shutter Speed = Bulb
  4. เตรียม Memory Card เยอะๆ เตรียมแบตหลายๆก้อน ชาร์จให้เต็มไว้
  5. เสียบสายลั่น Shutter ให้เรียบร้อย
  6. Manual Focus ยอดตึกใกล้ๆพลุ ใช้ Peaking หรืออะไรก็ได้ ขอให้ได้ชัดที่สุดเท่าที่ทำได้
  7. พอพลุมา ก็ลองกด Shutter ดู บางชุดอาจจะต้อง 1 วิ บางชุด 2 หรือ 3 วิ ไม่มีทางรู้ อันนี้ต้องใช้กึ๋นกันอย่างเดียว
  8. หยุดดูรูปบ้าง ว่าชัดมั้ย ถ้าไม่ชัดให้โฟกัสใหม่  ดูว่า Over/Under Exposed มั้ย อันนี้ก็ลองปรับการกด Shutter ดู เดี๋ยวก็จับจังหวะได้
  9. กดถ่ายไปเรื่อยๆ ไม่ต้องกังวลอะไรมาก ตาก็มองพลุจริงด้วยนะ อย่ามองแต่กล้อง ความสวยงามของพลุมันต้องสัมผัสด้วยตา รูปน่ะ ถ่ายไม่ได้ก็ช่างเหอะ

เอาล่ะ ก็ขอปิดการท่องเที่ยวโตเกียวหน้าร้อนไว้แค่นี้ ไว้เจอกันใหม่ทริปหน้า เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ XD

จากนี้เป็นรูปพลุรัวๆ … คัดๆมาแต่ง รวมแล้ว 49 รูป (จากที่ถ่ายมาทั้งหมด 475 รูป)

DSC02027 DSC02028 DSC02041 DSC02042 DSC02045 DSC02054DSC02032 DSC02068 DSC02074 DSC02080 DSC01808 DSC01830 DSC01615 DSC01614 DSC01653 DSC01637 DSC01655 DSC01661 DSC01668 DSC01672 DSC01673 DSC01697 DSC01735 DSC01736 DSC01740 DSC01724 DSC01772 DSC01766 DSC01782 DSC01776 DSC01796 DSC01801 DSC01819 DSC01880 DSC01833 DSC01882 DSC01886 DSC01901 DSC01892 DSC01904 DSC01738 DSC01918 DSC01935 DSC01972 DSC01973 DSC01980 DSC02020 DSC02015

 

“LOVE IS ALL AROUND”

DSC01743

 

;)

 

TOKYO 2015 : #10 SUMIDA RIVER FIREWORKS FESTIVAL (PART 1) เดินชมบรรยากาศเทศกาลหน้าร้อน

เกริ่นไปในตอนที่แล้วนิดหน่อย ว่ามีโอกาสได้ไปเที่ยวงาน Sumida River Fireworks Festival  ที่จัดขึ้นทุกๆปี ที่บริเวณริมแม่น้ำซุมิดะ แถวอาซากุสะ ในตอนแรกนี้ เราจะไปเก็บภาพบรรยากาศของงานตอนบ่าย ซึ่งก็จะมีชาวญี่ปุ่น (และชาติอื่นๆที่อยากอินกับงาน) แต่งชุดยูกาตะและกิโมโน ออกมาเดินกันเต็มถนนไปหมด ซึ่งถ้าเคยอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นมา ก็คงจะคุ้นเคยกับการที่ตัวละครออกมาเดินใส่ชุดประจำชาติ กินแตงโม และถือพัดโบกไปมา นอกจากนั้นตอนกลางคืนก็จะมีการชมพลุอีกด้วย มาวันนี้เราจะได้สัมผัสของจริงเสียที

โพสนี้ลองใช้ Filter  Kodak Max 800 ซึ่งโหลดมาจากที่นี่ http://grappik.com/lightroom-preset-hipster-style/ ใครอยากลองแต่งภาพแนวญี่ปุ่น ก็จัดไป

DSC01422

เราเดินทางไปถึงช่วงบ่ายๆ คนเริ่มมากันเยอะพอสมควรแล้ว แต่ยังไม่ได้มีการปิดถนน

DSC01429

แต่ก็มีกำลังตำรวจมาช่วยอำนวยความสะดวกให้คนและรถแล้ว เนื่องจากมีคนหนาแน่นกว่าปรกติ

DSC01458
DSC01466
DSC01437
DSC01454
DSC01448
DSC01467
DSC01441
DSC01461
DSC01444

บรรยากาศถายในวัด Sensoji กำลังคึกคัก แดดแรงมาก สมกับเป็นหน้าร้อน

DSC01453 DSC01455

ชาวต่างชาติก็เนียนมากับเค้าด้วยเหมือนกัน

DSC01494

งานเทศกาลทั้งที ไม่มีเซียมซีก็ไม่ครบรสชาติ

DSC01495

เซียมซีเสร็จก็ต้องไปขอพรกับศาลเจ้าซักหน่อย แถวยาวกว่าปรกติ

DSC01497 DSC01501 DSC01509 DSC01516 DSC01554

แอบเก็บภาพคนเดินไปมา เสียดายที่ไม่ได้ซื้อเลนส์ 55 1.8 เลยไม่มีเลนส์ที่เร็วๆใช้
ภาพถ่ายมาได้นี่คือเบลอครึ่งๆ เจ้า 24-70 F4 นี่เอามาถ่ายภาพแบบ Street ไม่ค่อยไหว

DSC01464

ด้านหลังวัด ก็มีการจับจองที่ดูพลุตอนกลางคืนเต็มหมดแล้วจ้า

DSC01579
DSC01585
DSC01581
DSC01438
DSC01565
DSC01560
DSC01568
DSC01574
DSC01572

พอเริ่มตกบ่ายแก่ๆ ก็ออกมาด้านหน้าวัด แอบถ่ายรูปคนมา Selfie ตัวเองซะหน่อย

DSC01586

ถึงตอนนี้ คนเยอะมากกกก ถนนปิดเรียบร้อยแล้ว มีตำรวจพร้อมโทรโข่งคอยบอกตลอดเวลาว่าอะไรยังไง เสียแค่เป็นภาษาญี่ปุ่น  ฟังไม่ออก

DSC01592

สะพานข้ามแม่น้ำ Sumida ปิดตาย ให้เดินได้ทางเดียว ถึงตอนนี้เราก็ซวยแล้ว เพราะข้ามกลับไปบ้านไม่ได้
สุดท้ายต้องขึ้นรถไฟใต้ดิน Oedo Line จากสถานี Kurame ไป Ryokogu

DSC01609

หน้าสถานี Ryogoku จังหวะนี้คือถนนปิดตายเรียบร้อยแล้ว และชาวเมืองก็มานั่งจองที่ดูพลุกันเต็มพื้นที่ สุดลูกหูลูกตา

สำหรับเรา ถือว่าโชคดี ที่สามารถดูพลุจากดาดฟ้าที่บ้านได้ เลยไม่ต้องมาแย่งที่นั่งแบบนี้
เอาล่ะ ตอนหน้าเราจะมาชมพลุกันอย่างจุใจ

 

TOKYO 2015 : #10 SUMIDA RIVER FIREWORKS FESTIVAL (PART 1) เดินชมบรรยากาศเทศกาลหน้าร้อน

เกริ่นไปในตอนที่แล้วนิดหน่อย ว่ามีโอกาสได้ไปเที่ยวงาน Sumida River Fireworks Festival  ที่จัดขึ้นทุกๆปี ที่บริเวณริมแม่น้ำซุมิดะ แถวอาซากุสะ ในตอนแรกนี้ เราจะไปเก็บภาพบรรยากาศของงานตอนบ่าย ซึ่งก็จะมีชาวญี่ปุ่น (และชาติอื่นๆที่อยากอินกับงาน) แต่งชุดยูกาตะและกิโมโน ออกมาเดินกันเต็มถนนไปหมด ซึ่งถ้าเคยอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นมา ก็คงจะคุ้นเคยกับการที่ตัวละครออกมาเดินใส่ชุดประจำชาติ กินแตงโม และถือพัดโบกไปมา นอกจากนั้นตอนกลางคืนก็จะมีการชมพลุอีกด้วย มาวันนี้เราจะได้สัมผัสของจริงเสียที

โพสนี้ลองใช้ Filter  Kodak Max 800 ซึ่งโหลดมาจากที่นี่ http://grappik.com/lightroom-preset-hipster-style/ ใครอยากลองแต่งภาพแนวญี่ปุ่น ก็จัดไป

DSC01422

เราเดินทางไปถึงช่วงบ่ายๆ คนเริ่มมากันเยอะพอสมควรแล้ว แต่ยังไม่ได้มีการปิดถนน

DSC01429

แต่ก็มีกำลังตำรวจมาช่วยอำนวยความสะดวกให้คนและรถแล้ว เนื่องจากมีคนหนาแน่นกว่าปรกติ

DSC01444
DSC01448
DSC01458
DSC01466
DSC01441
DSC01437
DSC01454
DSC01461
DSC01467

บรรยากาศถายในวัด Sensoji กำลังคึกคัก แดดแรงมาก สมกับเป็นหน้าร้อน

DSC01453 DSC01455

ชาวต่างชาติก็เนียนมากับเค้าด้วยเหมือนกัน

DSC01494

งานเทศกาลทั้งที ไม่มีเซียมซีก็ไม่ครบรสชาติ

DSC01495

เซียมซีเสร็จก็ต้องไปขอพรกับศาลเจ้าซักหน่อย แถวยาวกว่าปรกติ

DSC01497 DSC01501 DSC01509 DSC01516 DSC01554

แอบเก็บภาพคนเดินไปมา เสียดายที่ไม่ได้ซื้อเลนส์ 55 1.8 เลยไม่มีเลนส์ที่เร็วๆใช้
ภาพถ่ายมาได้นี่คือเบลอครึ่งๆ เจ้า 24-70 F4 นี่เอามาถ่ายภาพแบบ Street ไม่ค่อยไหว

DSC01464

ด้านหลังวัด ก็มีการจับจองที่ดูพลุตอนกลางคืนเต็มหมดแล้วจ้า

DSC01574
DSC01565
DSC01585
DSC01438
DSC01579
DSC01581
DSC01572
DSC01560
DSC01568

พอเริ่มตกบ่ายแก่ๆ ก็ออกมาด้านหน้าวัด แอบถ่ายรูปคนมา Selfie ตัวเองซะหน่อย

DSC01586

ถึงตอนนี้ คนเยอะมากกกก ถนนปิดเรียบร้อยแล้ว มีตำรวจพร้อมโทรโข่งคอยบอกตลอดเวลาว่าอะไรยังไง เสียแค่เป็นภาษาญี่ปุ่น  ฟังไม่ออก

DSC01592

สะพานข้ามแม่น้ำ Sumida ปิดตาย ให้เดินได้ทางเดียว ถึงตอนนี้เราก็ซวยแล้ว เพราะข้ามกลับไปบ้านไม่ได้
สุดท้ายต้องขึ้นรถไฟใต้ดิน Oedo Line จากสถานี Kurame ไป Ryokogu

DSC01609

หน้าสถานี Ryogoku จังหวะนี้คือถนนปิดตายเรียบร้อยแล้ว และชาวเมืองก็มานั่งจองที่ดูพลุกันเต็มพื้นที่ สุดลูกหูลูกตา

สำหรับเรา ถือว่าโชคดี ที่สามารถดูพลุจากดาดฟ้าที่บ้านได้ เลยไม่ต้องมาแย่งที่นั่งแบบนี้
เอาล่ะ ตอนหน้าเราจะมาชมพลุกันอย่างจุใจ

 

เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago

อันนี้ดองไว้ข้ามปี ว่าจะเขียนนานละแต่ไม่ได้เขียนสักที เห็นช่วงหลังๆ มีคนเขียนรีวิวเที่ยวญี่ปุ่นกันเยอะมาก แต่เส้นทางนี้ยังไม่ค่อยเห็นมีคนพูดถึงกันสักเท่าไหร่

ช่วงที่ไปทริปที่นาโงย่าเมื่อปี 2014 ได้มีโอกาสไป หลงป่า เดินป่าแถวนั้น ตามเส้นทางสาย Nakasendo ซึ่งในอดีตเคยเป็นเส้นทางสัญจรระหว่างเกียวโตและโตเกียวมาตั้งแต่ยุคเอโดะ ปัจจุบันก็ไม่ได้ใช้แล้ว แต่เส้นทางที่อยู่ในแถบนาโงย่า/กิฟุ ช่วง Kiso Valley ยังอยู่ในสภาพดีสามารถเดินเท้าได้

เส้นทางยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวคือช่วงระหว่างเมือง Magome และ Tsumago มีระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร เดินชิลๆ ก็ประมาณ 4 ชม.ถึง จะตั้งต้นจากเมืองไหนก็ได้ที่สะดวก ของผมมาจากนาโงย่า ไปตั้งต้นจาก Magome จะสะดวกกว่า การเดินทางก็นั่งรถไฟไปลงสถานี Nakatsugawa แล้วต่อรถบัสไปอีก 30 นาที

View from the train

วิวข้างทางก็มีแต่ภูเขาและทุ่งนา

ทริปนี้ผมฝากกระเป๋าเดินทางใส่ไว้ในล็อคเกอร์ที่สถานีนาโงย่า เอาข้าวของติดมาแค่สำหรับพักค้างคืนที่ Tsumago คืนเดียว ตอนที่เดินป่าจะได้ไม่ลำบากแบกของหนักเกินความจำเป็น

ปากทาง Magome

ถึงปากทาง Magome แล้ว มีนักท่องเที่ยวเยอะพอสมควร ตรงที่จอดรถก็มีรถบัสของทัวร์มาจอดหลายคันอยู่

Magome เป็นเมืองเก่า บ้านเรือนส่วนใหญ่ก็ยังคงสภาพภายนอกแบบดั้งเดิมไว้ หลายๆ หลังก็เปิดชั้นล่างขายของบ้าง ทำร้านอาหารบ้าง เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว

Magome

ทางเดินในเมืองปูหินสวยงาม

Magome

กังหันแลนด์มาร์คที่ใครๆ ก็มาถ่ายรูป เข้าไปดูใกล้ๆ แล้วก็เหมือนจะใช้งานได้จริงนะ

Magome

Magome

มีจุดแวะพักให้นักท่องเที่ยวแบบเนียนๆ มีห้องน้ำ ตู้ขายน้ำอัตโนมัติ แผ่นพับข้อมูลท่องเที่ยว WiFi ฟรี

Magome

กลุ่มเด็กวิ่งไล่จับแมลงในฤดูร้อนอย่างที่เคยอ่านเจอในการ์ตูนก็มีให้เห็น

Magome

พอเดินทะลุหมู่บ้าน Magome มาแล้วก็จะเจอป้ายใหญ่ๆ ที่ดูเก่าแก่ แต่ก็ไม่รู้ว่าเขียนอะไรไว้บ้าง

Magome

มีจุดแวะพักให้ชมวิวของหุบเขา Kiso ถ้าแดดร่มลมตกก็คงสวย แต่ตอนที่ไปถึงเป็นตอนเที่ยงพอดี แดดหน้าร้อนญี่ปุ่นเผาแรงมาก

Magome-Tsumago

Magome-Tsumago

จากจุดแวะพักก็เริ่มเดินตามป้ายบอกทางได้เลย ระยะทางอีก 7.6 กิโลเมตรถึง Tsumago

Magome

ทางเดินทำไว้ค่อนข้างดี เดินง่าย ไม่มีเข้ารกเข้าพง มีขึ้นลงเนินบ้างแต่ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร สิ่งที่น่ากลัวสำหรับเส้นทางนี้ก็คือ…

Magome-Tsumago

มันมีป้ายบอกให้ระวังหมีด้วย! ตอนเดินก็มองซ้ายมองขวาให้ดีนิดนึง

Magome-Tsumago

ระหว่างทางจะมีระฆังแบบในรูปอยู่เป็นระยะๆ ประมาณกิโลละจุดได้ ประมาณว่าถ้าสั่นระฆังแรงๆ หมีจะตกใจกลัวหนีไป ซึ่งก็ไม่รู้ว่าได้ผลจริงหรือเปล่า

เส้นทาง Nakasendo นี้ไม่ได้ตัดผ่านป่าอย่างเดียว แต่บางจุดก็ผ่านชุมชนหรือตัดกับถนนใหญ่บ้างก็มี แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นทางเดินในป่าน่ะแหละ

Magome-Tsumago

เดินดุ่มๆ ในป่าไม่นานก็ทะลุออกมาเจอท้องนาและบ้านคน

Magome-Tsumago

Magome-Tsumago

Magome-Tsumago

จุดตัดถนนใหญ่ เจอแก๊งค์จักรยานมาแวะพักข้างทาง

Magome-Tsumago

อันนี้อะไรไม่รู้ เดินทั้งเส้นทางก็ไม่เจอน้ำแข็งสักก้อนนะ

Magome-Tsumago

เส้นทางช่วงที่เดินในป่ามีต้นไม้ขึ้นเยอะ ป้องกันแดดบ่ายได้อย่างดี ช่วยให้เดินสบายขึ้นเยอะ

Magome-Tsumago

Magome-Tsumago

มีลำธารและน้ำตกเล็กๆ ระหว่างทาง

Magome-Tsumago

ห้องน้ำเผื่อใครปวดกลางทาง

ตอนที่เดินๆ อยู่ก็มีสวนกับคนที่เดินป่ามาจากอีกทางนึงบ้างประปราย มีทั้งฝรั่งต่างชาติแล้วก็ลุงๆ ป้าๆ คนญี่ปุ่น

Magome-Tsumago

Magome-Tsumago

Magome-Tsumago

Magome-Tsumago

Magome-Tsumago

ในที่สุดก็มาถึง Tsumago แล้ว หมู่บ้านหน้าตาคล้ายๆ กับที่ Magome แต่เงียบสงบกว่ามาก

Magome-Tsumago

ศาลเจ้าปากทาง

Magome-Tsumago

นักท่องเที่ยวน้อยกว่าที่ Magome มากกกก

Magome-Tsumago

ในตัวหมู่บ้านจะมีบ้านเก่า หรือคฤหาสน์เก่า เปิดให้เข้าไปดูได้ บางที่ก็ฟรี บางที่ก็เสียตังค์

Magome-Tsumago

แมวอ้วน

Magome-Tsumago

ผมไปถึงที่ Tsumago ราวๆ สี่โมงเย็น รวมเวลาเดินๆ พักๆ ระหว่างทางทั้งหมดก็ 4 ชม.

เดินถ่ายรูปในตัวหมู่บ้านจนพอใจแล้วก็ได้เวลาเข้าที่พัก

Magome-Tsumago

ผมใช้บริการจองห้องพักของเว็บ japaneseguesthouses ซึ่งเป็นตัวแทนติดต่อที่พักให้เรา เพราะว่าที่พักแถบห่างไกลผู้คนแบบนี้มักจะไม่ได้ลงประกาศไว้ในเว็บจองโรงแรมพวก Booking, Agoda หรือ AirBNB

ตอนแรกอยากได้ที่พักเป็นเรียวกัง แช่ออนเซ็นธรรมชาติ แต่ว่าพวกนั้นเต็มหมดแล้วก็เลยได้เป็นที่พักโฮมสเตย์ธรรมดาแทน ไม่มีบ่อน้ำร้อน แต่ก็มีห้องอาบน้ำ มีอ่างไม้ให้แช่แก้ขัดได้ อยู่ห่างออกมาจากตัวหมู่บ้านประมาณ 10 นาที

Magome-Tsumago

ห้องพักปูเสื่อทาทามิ มีตู้โดราเอมอนเอาไว้เก็บฟูก ถ้าจะนอนก็เอาออกมาปูนอนกับพื้น

Magome-Tsumago

พอถึงเวลาอาหาร เค้าจะมาเรียกไปทานในห้องรวม เมนูส่วนใหญ่จะเน้นอาหารบ้านๆ ใช้วัตถุดิบท้องถิ่น เป็นผัก+ปลาซะเยอะ อาหารเย็นกับอาหารเช้ารวมอยู่ในราคาที่พักแล้ว

แขกคนอื่นที่มาพักก็มีกลุ่มคนญี่ปุ่นวัยกลางคนมากัน 5-6 คน กับสาวหมวยสิงคโปร์ที่เดินทางมาเที่ยวคนเดียว คุยไปคุยมาได้ความว่า เป็นแฟน J-Rock ระดับเหนียวแน่น มาญี่ปุ่นเพื่อดูคอนเสิร์ต Luna Sea พอคุยถึงตรงนี้ก็ไม่กล้าบอกเลยว่าตัวเองมางานจับมือไอดอล ;__;

Magome-Tsumago

ตอนกลางคืนอากาศเย็นสบายเพราะอยู่ในหุบเขา นอกที่พักมืดมาก ไม่มีแสงไฟอื่นนอกจากป้ายไฟชื่อที่พัก เรื่องจะไปหาซื้อเบียร์จากร้านสะดวกซื้อมากินนี่ไม่ต้องคิดเลย

Magome-Tsumago

โชคดีที่ข้างในมีตู้ขายน้ำอัตโนมัติ

Magome-Tsumago

มีการ์ตูนให้อ่านแก้เบื่อ แต่เห็นมีแค่ก้าวแรกสู่สังเวียน

Magome-Tsumago

ตอนเช้าอากาศดีมาก

Magome-Tsumago

อาหารเช้าแบบบ้านๆ เหมือนมื้อเย็น แต่เบาๆ กว่า

พอกินเสร็จ ผมต้องเช็คเอาท์จากที่พักเพื่อกลับไปที่สถานีนาโงย่า ป้ายรถเมล์ใกล้สุดต้องเดินผ่านตัวหมู่บ้าน Tsumago ก็มีโอกาสไปดูบรรยากาศตอนเช้าอีกรอบนึง จากที่เมื่อวานเดินดูตอนเย็นไปแล้ว

Magome-Tsumago

ปรากฏว่าเงียบกว่าเมื่อวานตอนเย็นอีก นอกจากนักท่องเที่ยวที่น่าจะพักเรียวกังแถวนี้ 2-3 คนแล้ว แทบไม่มีคนอื่นอยู่เลย (อาจจะยังอยู่ในบ้าน ไม่ได้ออกมาข้างนอก)

Magome-Tsumago

ป้ายรถเมล์ก็เงียบเหงา

Magome-Tsumago

Magome-Tsumago

นั่งรถเมล์ประมาณ 10 นาทีก็มาถึงสถานี Nagiso ซึ่งจะสามารถนั่งรถไฟกลับไปนาโงย่าได้แล้ว หรือถ้านั่งอีกทางนึงก็จะไปถึงเมือง Matsumoto หรือ Nagano ได้ด้วย

เป็นอีกประสบการณ์แปลกใหม่ของการมาเที่ยวญี่ปุ่นครับ

The post เดินป่าญี่ปุ่น : จาก Magome ถึง Tsumago appeared first on pittaya.blog.

Intro to Robotics 2015

File attachments: 

TOKYO 2015 : #9 IROKAWA & SKYTREE เที่ยวแถวอาซากุสะ

ร้านข้าวหน้าปลาไหล IROKAWA ก็ออกจะเป็นที่รู้จักในหมู่คนไทย เพราะมีการรีวิวในเวบไซต์พันทิปหลายครั้งหลายครา ครั้งก่อนตอนไป Fukuoka เราได้ไปลองร้านข้าวหน้าปลาไหลที่อร่อยมากๆ มาแล้ว เลยอยากรู้ว่าร้าน Irokawa นี่จะสู้ได้มั้ย

 

DSC01214

ร้าน Irokawa อยู่ใกล้ๆ ทางออก A1 ของสถานี Asakusa ที่เป็นของรถไฟ Asakusa Line .. ขอย้ำว่าเป็น Asakusa Line ซึ่งจะอยู่คนละด้านกับทางออกที่จะไปวัด Sensoji  ที่เป็นสถานี Asakusa ของ Ginza Line เอาจริงๆคือมันมีทางเชื่อมกันอยู่ แต่เราไม่ได้ใช้ เลยไม่แน่ใจว่าทางมันซับซ้อนขนาดไหน เอาง่ายๆ ถ้ามา Ginza Line ก็ขึ้นมาบนดินก่อน แล้วเดินไปตามถนนน่าจะง่ายกว่าพยายามหาทางออก A1

DSC01216

 

ร้าน Irokawa เปิดตั้งแต่ 10 AM – 2 PM หรือถ้าปลาไหลหมดก็จะปิดก่อนเวลา
เราเดินไปถึงตอน 9:50 นึกว่าร้านยังไม่เปิด เลยไปยืนป้วนเปี้ยนรอที่หน้าร้าน ถ่ายรูปไปเรื่อย หารู้ไม่ว่าข้างใน มีคนโซ้ยข้าวหน้าปลาไหลกันเรียบร้อย

รออยู่สักพัก ก่อน 10 โมงนิดนึง ก็มีลุงป้าผัวเมียขี่จักรยานมา แล้วก็เปิดประตูร้าน เจอเจ้าของยืนต้อนรับอยู่ เราก็มองด้วยความเหวอ … เฮ้ย ไหนว่าเปิด 10 โมงไง ?!?!? จังหวะนั้นไม่รู้ว่าทำไงดี แต่ป้าเจ้าของร้านคงมองเห็นเราจากข้างในตั้งแต่แรก ตอนไปถ่ายรูป แกเลยกวักมือเรียกเราเข้าไปก่อนลุงป้าชาวญี่ปุ่น

ถือว่าโชคดี เพราะเราได้นั่งโต๊ะสุดท้ายที่เหลืออยู่ .. ส่วนลุงป้าได้เข้ามารอคิวข้างในแทน

DSC01217

ราคาตามนี้ เป็นราคาตั้งแต่กลางปี 2014 .. ในอนาคตอาจจะเพิ่มได้

DSC01225

ไม่ต้องคิดมาก Large Set เท่านั้นที่เราต้องการ ซึ่งก็มีเท่านี้ ข้าวหน้าปลาไหล ผักดอง ซุป น้ำชา

DSC01228

ถึงจะอยากจ้วงกินเพียงไหน เราก็ยังต้องถ่ายรูปเสียก่อน เพื่อส่งไปยั่วพ่อแม่พี่น้อง และเพื่อนๆใน Facebook ต่อไป

DSC01222

ดูเหมือนในร้านจะมีที่นั่งอยู่แค่ 13 ที่ คือโต๊ะสองโต๊ะ (ที่น่าจะได้เต็มที่โต๊ะละ 4 คน)  และเค้าเตอร์ที่นั่งได้ 5 คน

ส่วนคนที่ต่อคิวจะมีสองชุดคือ รอข้างนอก และรอข้างใน คือคนที่ใกล้จะถึงแล้ว จะได้มานั่งรอในร้าน ส่วนคนที่มาต่อหลังๆ ก็รอข้างนอกไปก่อน
เป็นกับดักว่าถ้าต่ออยู่ข้างนอก ไม่ใช่ว่าถึงคิวแล้วจะได้กินนะ ต้องมารอข้างในต่ออีกรอบฮะ

DSC01230

พอทานเสร็จ เราก็ออกเดินทางต่อ พบว่าข้างนอกมีคิวยาวแล้ว สำหรับใครที่อยากมาทานแล้วไม่อยากรอคิว ให้มาก่อน 10 โมง แล้วลองเปิดประตูเข้าไปดูก่อนด้วยล่ะ ว่าเค้าพร้อมให้บริหารเลยหรือยัง อย่ามัวแต่มารยาทดียืนรอข้างนอก


DSC01235DSC01232

เราเดินจากร้าน Irokawa ต่อไปยังวัดเซนโซจิ คือไม่ได้อยากไปวัดหรอก แต่ต้องการไปร้าน Matsumoto Kiyoshi ตรง Arcade ติดกับวัด เพื่อเดินซื้อของจุ๊กจิ๊กต่างหาก

ระหว่างทางเดินผ่านร้านกาแฟ เห็นมีน้ำ Peach in Peach ขาย เลยแวะลองสักหน่อย คือตอนช่วงหน้าร้อนเป็นฤดูที่พีชออกพอดี
มัน อร่อย มาก มาก มาก มาก …. ผิดกับน้ำผลไม้ที่ร้านกาแฟสาขาในไทยเคยทำมาทั้งหมด ซึ่งกินไม่ได้เลยซักอัน

หลังจากวันนี้ เราพยายามไปซื้ออีกรอบ ทุกๆครั้งที่เดินผ่านร้านกาแฟสาขาอื่นๆ แต่ปรากฎว่าทุกสาขาขายหมดเกลี้ยง หมดยันสาขาสนามบินตอนวันกลับ สรุปว่าเราคงทำบุญมาน้อย เลยได้กินแค่แก้วเดียว

ใครไปเที่ยวญี่ปุ่นหน้าร้อน อย่าลืมลองกินนะ เอาหัวเป็นประกันเลยว่าจะฟิน

DSC01238

มาถึงตรงวัด Sensoji คนเยอะเหมือนเดิมจร้า

DSC01212

พร้อมป้ายโฆษณางาน Sumida River Fireworks Festival ซึ่งเป็นงานจุดพลุหน้าร้อนที่ใหญ่ที่สุดของโตเกียว มีกำหนดจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 25 กค.  เดี๋ยวเราจะมีรีวิวงานนี้ในตอนถัดๆไป

DSC01211

เป้าหมายถัดไปคือ Tokyo Sky Tree  … แบบเดินไป ไกลแต่ก็อยากเดิน ประหยัดตัง

DSC01258

จริงๆ Tokyo Sky Tree มาด้วยรถไฟได้ แต่ก็นะ.. ตามนั้น

DSC01253

ท้องฟ้าวันนี้มีเมฆสวยดี

DSC01259

ข้างในมีป้ายบอกว่า สามขวบแล้วนะ

DSC01260

คือเราไม่ได้ขึ้นไปข้างบน เพราะคิดว่าคงไม่มีอะไรน่าสนใจ นี่แค่ไปเดินข้างล่างเฉยๆ

ที่เห็นคือขบวนทัศนศึกษาของเด็กญี่ปุ่น

DSC01264 DSC01296

หลังจาก Sky Tree เราก็แวะไป Shibuya เพื่อเดินเล่น และช๊อปปิ้ง เสื้อผ้าราคาถูกตามประสาหน้าร้อน แล้วก็กลับบ้าน

 

TOKYO 2015 : #9 IROKAWA & SKYTREE เที่ยวแถวอาซากุสะ

ร้านข้าวหน้าปลาไหล IROKAWA ก็ออกจะเป็นที่รู้จักในหมู่คนไทย เพราะมีการรีวิวในเวบไซต์พันทิปหลายครั้งหลายครา ครั้งก่อนตอนไป Fukuoka เราได้ไปลองร้านข้าวหน้าปลาไหลที่อร่อยมากๆ มาแล้ว เลยอยากรู้ว่าร้าน Irokawa นี่จะสู้ได้มั้ย

 

DSC01214

ร้าน Irokawa อยู่ใกล้ๆ ทางออก A1 ของสถานี Asakusa ที่เป็นของรถไฟ Asakusa Line .. ขอย้ำว่าเป็น Asakusa Line ซึ่งจะอยู่คนละด้านกับทางออกที่จะไปวัด Sensoji  ที่เป็นสถานี Asakusa ของ Ginza Line เอาจริงๆคือมันมีทางเชื่อมกันอยู่ แต่เราไม่ได้ใช้ เลยไม่แน่ใจว่าทางมันซับซ้อนขนาดไหน เอาง่ายๆ ถ้ามา Ginza Line ก็ขึ้นมาบนดินก่อน แล้วเดินไปตามถนนน่าจะง่ายกว่าพยายามหาทางออก A1

DSC01216

 

ร้าน Irokawa เปิดตั้งแต่ 11:30 AM – 2 PM หรือถ้าปลาไหลหมดก็จะปิดก่อนเวลา
เราเดินไปถึงตอน 11:20 นึกว่าร้านยังไม่เปิด เลยไปยืนป้วนเปี้ยนรอที่หน้าร้าน ถ่ายรูปไปเรื่อย หารู้ไม่ว่าข้างใน มีคนโซ้ยข้าวหน้าปลาไหลกันเรียบร้อย

รออยู่สักพัก ก่อน 11:30 นิดนึง ก็มีลุงป้าผัวเมียขี่จักรยานมา แล้วก็เปิดประตูร้าน เจอเจ้าของยืนต้อนรับอยู่ เราก็มองด้วยความเหวอ … เฮ้ย ไหนว่าเปิด 11:30 ไง ?!?!? จังหวะนั้นไม่รู้ว่าทำไงดี แต่ป้าเจ้าของร้านคงมองเห็นเราจากข้างในตั้งแต่แรก ตอนไปถ่ายรูป แกเลยกวักมือเรียกเราเข้าไปก่อนลุงป้าชาวญี่ปุ่น

ถือว่าโชคดี เพราะเราได้นั่งโต๊ะสุดท้ายที่เหลืออยู่ .. ส่วนลุงป้าได้เข้ามารอคิวข้างในแทน

DSC01217

ราคาตามนี้ เป็นราคาตั้งแต่กลางปี 2014 .. ในอนาคตอาจจะเพิ่มได้

DSC01225

ไม่ต้องคิดมาก Large Set เท่านั้นที่เราต้องการ ซึ่งก็มีเท่านี้ ข้าวหน้าปลาไหล ผักดอง ซุป น้ำชา

DSC01228

ถึงจะอยากจ้วงกินเพียงไหน เราก็ยังต้องถ่ายรูปเสียก่อน เพื่อส่งไปยั่วพ่อแม่พี่น้อง และเพื่อนๆใน Facebook ต่อไป

DSC01222

ดูเหมือนในร้านจะมีที่นั่งอยู่แค่ 13 ที่ คือโต๊ะสองโต๊ะ (ที่น่าจะได้เต็มที่โต๊ะละ 4 คน)  และเค้าเตอร์ที่นั่งได้ 5 คน

ส่วนคนที่ต่อคิวจะมีสองชุดคือ รอข้างนอก และรอข้างใน คือคนที่ใกล้จะถึงแล้ว จะได้มานั่งรอในร้าน ส่วนคนที่มาต่อหลังๆ ก็รอข้างนอกไปก่อน
เป็นกับดักว่าถ้าต่ออยู่ข้างนอก ไม่ใช่ว่าถึงคิวแล้วจะได้กินนะ ต้องมารอข้างในต่ออีกรอบฮะ

DSC01230

พอทานเสร็จ เราก็ออกเดินทางต่อ พบว่าข้างนอกมีคิวยาวแล้ว สำหรับใครที่อยากมาทานแล้วไม่อยากรอคิว ให้มาก่อน 10 โมง แล้วลองเปิดประตูเข้าไปดูก่อนด้วยล่ะ ว่าเค้าพร้อมให้บริหารเลยหรือยัง อย่ามัวแต่มารยาทดียืนรอข้างนอก


DSC01235DSC01232

เราเดินจากร้าน Irokawa ต่อไปยังวัดเซนโซจิ คือไม่ได้อยากไปวัดหรอก แต่ต้องการไปร้าน Matsumoto Kiyoshi ตรง Arcade ติดกับวัด เพื่อเดินซื้อของจุ๊กจิ๊กต่างหาก

ระหว่างทางเดินผ่านร้านกาแฟ เห็นมีน้ำ Peach in Peach ขาย เลยแวะลองสักหน่อย คือตอนช่วงหน้าร้อนเป็นฤดูที่พีชออกพอดี
มัน อร่อย มาก มาก มาก มาก …. ผิดกับน้ำผลไม้ที่ร้านกาแฟสาขาในไทยเคยทำมาทั้งหมด ซึ่งกินไม่ได้เลยซักอัน

หลังจากวันนี้ เราพยายามไปซื้ออีกรอบ ทุกๆครั้งที่เดินผ่านร้านกาแฟสาขาอื่นๆ แต่ปรากฎว่าทุกสาขาขายหมดเกลี้ยง หมดยันสาขาสนามบินตอนวันกลับ สรุปว่าเราคงทำบุญมาน้อย เลยได้กินแค่แก้วเดียว

ใครไปเที่ยวญี่ปุ่นหน้าร้อน อย่าลืมลองกินนะ เอาหัวเป็นประกันเลยว่าจะฟิน

DSC01238

มาถึงตรงวัด Sensoji คนเยอะเหมือนเดิมจร้า

DSC01212

พร้อมป้ายโฆษณางาน Sumida River Fireworks Festival ซึ่งเป็นงานจุดพลุหน้าร้อนที่ใหญ่ที่สุดของโตเกียว มีกำหนดจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 25 กค.  เดี๋ยวเราจะมีรีวิวงานนี้ในตอนถัดๆไป

DSC01211

เป้าหมายถัดไปคือ Tokyo Sky Tree  … แบบเดินไป ไกลแต่ก็อยากเดิน ประหยัดตัง

DSC01258

จริงๆ Tokyo Sky Tree มาด้วยรถไฟได้ แต่ก็นะ.. ตามนั้น

DSC01253

ท้องฟ้าวันนี้มีเมฆสวยดี

DSC01259

ข้างในมีป้ายบอกว่า สามขวบแล้วนะ

DSC01260

คือเราไม่ได้ขึ้นไปข้างบน เพราะคิดว่าคงไม่มีอะไรน่าสนใจ นี่แค่ไปเดินข้างล่างเฉยๆ

ที่เห็นคือขบวนทัศนศึกษาของเด็กญี่ปุ่น

DSC01264 DSC01296

หลังจาก Sky Tree เราก็แวะไป Shibuya เพื่อเดินเล่น และช๊อปปิ้ง เสื้อผ้าราคาถูกตามประสาหน้าร้อน แล้วก็กลับบ้าน

 

TOKYO 2015 : #8 YOKOHAMA

Yokohama เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่คนส่วนใหญ่มักจะจัดโปรแกรมไว้คู่กับ Kamakura อยู่แล้ว เพราะเป็นเมืองที่อยู่ใกล้ๆกัน

การเดินทางจาก Kamakura ถึง Yokohama ใช้เวลาแป๊บเดียว สองเมืองนี้มีรถไฟ JR Yokosuka Line  วิ่งผ่าน และรถไฟก็มีบ่อยมาก ประมาณทุก 10-20 นาที

ที่เที่ยวในเมือง Yokohama มีหลายที่ แต่ที่เห็นชอบไปกันก็จะมี  Ramen Museum และ Cup Noodles Museum  ที่จะสามารถไปหาของกินได้  แต่เราไม่ได้ไป แผนมีแค่มาเดิน China Town แล้วก็ไปถ่ายรูปตอนกลางคืน

DSC01056

การเดินทางไป China Town ไม่ใช่เรื่องยาก แค่ขึ้นรถสาย Minatomirai Line จากสถานีโยโกฮาม่า ไปที่สถานี Motomachi-Chukagai Station จากนั้นก็เดินออกตามป้ายบอกทาง แค่นี้ก็ถึงแล้ว

DSC01059 DSC01083

China Town ค่อนข้างเล็ก มีถนนหลักแค่หนึ่งอัน แล้วก็ซอยย่อยๆนิดหน่อย เดินไม่นานก็ทั่ว

เมืองนี้เห็นสายไฟห้อยระโยงระยาง แต่ก็ยังห่างชั้นถ้าเทียบกับกรุงเทพ

DSC01080

DSC01074

แวะซื้อขนมกินเพลินๆที่ร้านนี้

DSC01071DSC01086

ส่วนร้านแพนด้าปากกว้างนี่ จ้องมาจาก Google Street View ตั้งแต่อยู่เมืองไทย ยังไงก็ต้องหาให้เจอ

ร้านเค้าขายอะไรไม่รู้ เพราะไม่ได้เดินเข้าไป แค่ถ่ายรูปด้านหน้าพอละ

DSC01094

ทีนี้ก็ได้เวลาลองเสี่ยวหลงเปา

สรุปว่าไม่ค่อยอร่อย จบ

DSC01100

พอตกเย็นก็ได้เวลาเดินทางไปสู่จุดหมายสูงสุดของเมืองนี้

DSC01104

นั่นก็คือ Osanbashi Pier จร้า เดินกันขาลาก ไกลกว่าที่คิดไว้พอควร

DSC01127

เรามาตั้งใจถ่ายรูป ชิงช้าสวรรค์ของสวนสนุก Cosmo World  โดยที่ตั้งแต่ช่วงทุ่มกว่าๆ ตัวชิงช้าสวรรค์ก็จะมีเปิดไฟเป็นสีๆสลับกัน

การเดินทางมาที่นี่ แค่ได้รูปนี้รูปเดียวก็คุ้มแล้ว…… มีเรื่องเสียดายคือพลาดเองที่ไม่ได้พกขาตั้งไป ทำให้ต้องดัน ISO สูงมาก แล้วถ่ายแบบ hand held ทำให้รูปที่ได้มาเบลออีกด้วย

ตรง Pier นี่ลมดีมาก ถึงแม้จะมาตอนหน้าร้อนก็เย็นสบาย ถ้ามาหน้าหนาวนี่อาจจะต้องพกเสื้อกันลมมาด้วย
พอได้รูปสมใจอยาก เราก็เดินเท้าต่อไปยัง Cosmo World ซึ่งเป็นที่ตั้งของชิงช้าสวรรค์ในรูปกัน

DSC01155

ระหว่างที่เดินไป เจอน้องหมาตัวใหญ่มากกกกกก … ดูขนาดเทียบกับผู้หญิงคนนั้นสิ -__-”

DSC01168

ผ่านไปตรงห้าง YOKOHAMA WORLD PORTERS  เราเลยได้โอกาสแวะเข้าห้องน้ำ

DSC01171 DSC01204

ถึงแล้ววว Cosmo World …. เป็นสวนสนุกที่ร้างสุดๆ จากที่เราเดินผ่านนี่คือมีคนเล่นน้อยมาก

พอเดินผ่านเครื่องเล่นจนครบแล้ว เราก็เดินต่อไปขึ้นรถไฟกลับโตเกียว นั่ง JR สวยๆ สบายๆ กลับบ้าน
DSC01103

TOKYO 2015 : #8 YOKOHAMA

Yokohama เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่คนส่วนใหญ่มักจะจัดโปรแกรมไว้คู่กับ Kamakura อยู่แล้ว เพราะเป็นเมืองที่อยู่ใกล้ๆกัน

การเดินทางจาก Kamakura ถึง Yokohama ใช้เวลาแป๊บเดียว สองเมืองนี้มีรถไฟ JR Yokosuka Line  วิ่งผ่าน และรถไฟก็มีบ่อยมาก ประมาณทุก 10-20 นาที

ที่เที่ยวในเมือง Yokohama มีหลายที่ แต่ที่เห็นชอบไปกันก็จะมี  Ramen Museum และ Cup Noodles Museum  ที่จะสามารถไปหาของกินได้  แต่เราไม่ได้ไป แผนมีแค่มาเดิน China Town แล้วก็ไปถ่ายรูปตอนกลางคืน

DSC01056

การเดินทางไป China Town ไม่ใช่เรื่องยาก แค่ขึ้นรถสาย Minatomirai Line จากสถานีโยโกฮาม่า ไปที่สถานี Motomachi-Chukagai Station จากนั้นก็เดินออกตามป้ายบอกทาง แค่นี้ก็ถึงแล้ว

DSC01059 DSC01083

China Town ค่อนข้างเล็ก มีถนนหลักแค่หนึ่งอัน แล้วก็ซอยย่อยๆนิดหน่อย เดินไม่นานก็ทั่ว

เมืองนี้เห็นสายไฟห้อยระโยงระยาง แต่ก็ยังห่างชั้นถ้าเทียบกับกรุงเทพ

DSC01080

DSC01074

แวะซื้อขนมกินเพลินๆที่ร้านนี้

DSC01071DSC01086

ส่วนร้านแพนด้าปากกว้างนี่ จ้องมาจาก Google Street View ตั้งแต่อยู่เมืองไทย ยังไงก็ต้องหาให้เจอ

ร้านเค้าขายอะไรไม่รู้ เพราะไม่ได้เดินเข้าไป แค่ถ่ายรูปด้านหน้าพอละ

DSC01094

ทีนี้ก็ได้เวลาลองเสี่ยวหลงเปา

สรุปว่าไม่ค่อยอร่อย จบ

DSC01100

พอตกเย็นก็ได้เวลาเดินทางไปสู่จุดหมายสูงสุดของเมืองนี้

DSC01104

นั่นก็คือ Osanbashi Pier จร้า เดินกันขาลาก ไกลกว่าที่คิดไว้พอควร

DSC01127

เรามาตั้งใจถ่ายรูป ชิงช้าสวรรค์ของสวนสนุก Cosmo World  โดยที่ตั้งแต่ช่วงทุ่มกว่าๆ ตัวชิงช้าสวรรค์ก็จะมีเปิดไฟเป็นสีๆสลับกัน

การเดินทางมาที่นี่ แค่ได้รูปนี้รูปเดียวก็คุ้มแล้ว…… มีเรื่องเสียดายคือพลาดเองที่ไม่ได้พกขาตั้งไป ทำให้ต้องดัน ISO สูงมาก แล้วถ่ายแบบ hand held ทำให้รูปที่ได้มาเบลออีกด้วย

ตรง Pier นี่ลมดีมาก ถึงแม้จะมาตอนหน้าร้อนก็เย็นสบาย ถ้ามาหน้าหนาวนี่อาจจะต้องพกเสื้อกันลมมาด้วย
พอได้รูปสมใจอยาก เราก็เดินเท้าต่อไปยัง Cosmo World ซึ่งเป็นที่ตั้งของชิงช้าสวรรค์ในรูปกัน

DSC01155

ระหว่างที่เดินไป เจอน้องหมาตัวใหญ่มากกกกกก … ดูขนาดเทียบกับผู้หญิงคนนั้นสิ -__-”

DSC01168

ผ่านไปตรงห้าง YOKOHAMA WORLD PORTERS  เราเลยได้โอกาสแวะเข้าห้องน้ำ

DSC01171 DSC01204

ถึงแล้ววว Cosmo World …. เป็นสวนสนุกที่ร้างสุดๆ จากที่เราเดินผ่านนี่คือมีคนเล่นน้อยมาก

พอเดินผ่านเครื่องเล่นจนครบแล้ว เราก็เดินต่อไปขึ้นรถไฟกลับโตเกียว นั่ง JR สวยๆ สบายๆ กลับบ้าน
DSC01103

TOKYO 2015 : #7 KAMAKURA

DSC00887

วันนี้ไปนอกโตเกียวกันบ้าง จุดหมายแรกคือเมือง Kamakura

กล่าวถึงเมืองนี้ คนไปเที่ยวโตเกียวส่วนใหญ่ก็น่าจะมีบรรจุอยู่ในแผนอยู่แล้วล่ะ เพราะมี Daibutsu เป็นที่ท่องเที่ยวหลัก

แต่เราอยากแนะนำอีกจุดหมาย ที่อยู่แถวๆนั้น นั่นคือไปดูป่าไผ่ที่วัด Hokokuji

DSC00885

การเดินทางไปคามาคุระนั้นง่ายพอๆกับเดินหาร้าน 7-11 แค่นั่ง Sobu Line ที่เป็น Limited Express ต่อเดียวถึง
ปรกติเวบทั่วไปจะแนะนำบอกว่าให้ขึ้น  JR Yokosuka Line ซึ่งเริ่มจากสถานีโตเดียว แต่เหมือนกับว่าไอ้สายนี้ มันคือ Sobu Line เปลี่ยนชื่อ หลังจากผ่านสถานีโตเกียวแล้วนั่นแหละ

DSC00889DSC00895

พอไปถึงคามาคุระเรียบร้อยแล้ว ก็ออกมาหน้าสถานี ต่อรถเมล์เบอร์ 23/24/36 ไปลงหน้าวัด จากนั้นข้ามถนนไปฝั่งตรงข้าม แล้วเดินเข้าซอยไปสักพัก จะพบทางเข้าวัดอยู่ด้านขวามือ


DSC00898

ที่นี่มีค่าเข้าชมสวน 200 ¥ และถ้าอยากทานชาเขียวด้วย ก็ต้องจ่ายอีก 500 ¥ ซึ่งชานี่ต้องซื้อพร้อมตั๋วเท่านั้น เข้าไปจ่ายข้างในไม่ได้นะ

DSC00905DSC00924DSC00978DSC00930DSC00934DSC00981

ส่วนตัวแล้ว ชอบป่าไผ่ที่นี่มาก ถึงแม้จะขนาดเล็กนิดเดียว
เราใช้เวลาอยู่ที่นี่กันเป็นชั่วโมงเลย

DSC00988

ออกจากวัดแล้วก็ย้อนกลับไปขึ้นรถเมล์ แต่รถเมล์มันก็ไม่ยอมมาตามเวลาที่แปะไว้ตรงป้าย
ตอนแรกนึกว่าต้องเดินกลับคามาคุระเองซะแล้ว -__-”  แต่เห็นว่ามีเพื่อนร่วมชะตากรรมหลายคน เลยทนรอจนรถมารับ

DSC00999DSC01007DSC01014

กลับมาถึงสถานี เราก็ไปหาข้าวกลางวันกินตรงถนน Komachi Dori ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับสถานี ปิดท้ายด้วยไอติมบาสกิ้น
อากาศร้อนขนาดนี้ ขอกินหน่อยละกันนะ

DSC01016

ช่วงบ่ายเริ่มด้วยการเดินทางไปวัด Kōtoku-in เพื่อชม Daibutsu
ต้องขึ้นรถไฟ Enoshima จากสถานีคามาคุระ ไปที่สถานี Hase แล้วเดินต่อไปอีก 10 นาที
DSC01022DSC01026

เดินทางมาวัดนี่ง่ายมาก เพราะคนส่วนใหญ่ไปทางไหน เราก็ไปทางนั้นแหละ

DSC01028DSC01054

ค่าเข้าชม 200 ¥

นักท่องเที่ยวเพียบ แดดร้อน แถมไม่ได้เอาขาตั้งกล้องไป  เลยอดใช้เทคนิคถ่ายหลายๆรูปเอามาซ้อนกัน

DSC01041

ไม่ได้ทำอะไรมากนอกจากนั่งพักเหนื่อย
จากนั้นได้เวลาเดินทางกลับคามาคุระ แล้วก็ต่อรถไฟไปเมือง Yokohama

TOKYO 2015 : #7 KAMAKURA

DSC00887

วันนี้ไปนอกโตเกียวกันบ้าง จุดหมายแรกคือเมือง Kamakura

กล่าวถึงเมืองนี้ คนไปเที่ยวโตเกียวส่วนใหญ่ก็น่าจะมีบรรจุอยู่ในแผนอยู่แล้วล่ะ เพราะมี Daibutsu เป็นที่ท่องเที่ยวหลัก

แต่เราอยากแนะนำอีกจุดหมาย ที่อยู่แถวๆนั้น นั่นคือไปดูป่าไผ่ที่วัด Hokokuji

DSC00885

การเดินทางไปคามาคุระนั้นง่ายพอๆกับเดินหาร้าน 7-11 แค่นั่ง Sobu Line ที่เป็น Limited Express ต่อเดียวถึง
ปรกติเวบทั่วไปจะแนะนำบอกว่าให้ขึ้น  JR Yokosuka Line ซึ่งเริ่มจากสถานีโตเดียว แต่เหมือนกับว่าไอ้สายนี้ มันคือ Sobu Line เปลี่ยนชื่อ หลังจากผ่านสถานีโตเกียวแล้วนั่นแหละ

DSC00889DSC00895

พอไปถึงคามาคุระเรียบร้อยแล้ว ก็ออกมาหน้าสถานี ต่อรถเมล์เบอร์ 23/24/36 ไปลงหน้าวัด จากนั้นข้ามถนนไปฝั่งตรงข้าม แล้วเดินเข้าซอยไปสักพัก จะพบทางเข้าวัดอยู่ด้านขวามือ


DSC00898

ที่นี่มีค่าเข้าชมสวน 200 ¥ และถ้าอยากทานชาเขียวด้วย ก็ต้องจ่ายอีก 500 ¥ ซึ่งชานี่ต้องซื้อพร้อมตั๋วเท่านั้น เข้าไปจ่ายข้างในไม่ได้นะ

DSC00905DSC00924DSC00978DSC00930DSC00934DSC00981

ส่วนตัวแล้ว ชอบป่าไผ่ที่นี่มาก ถึงแม้จะขนาดเล็กนิดเดียว
เราใช้เวลาอยู่ที่นี่กันเป็นชั่วโมงเลย

DSC00988

ออกจากวัดแล้วก็ย้อนกลับไปขึ้นรถเมล์ แต่รถเมล์มันก็ไม่ยอมมาตามเวลาที่แปะไว้ตรงป้าย
ตอนแรกนึกว่าต้องเดินกลับคามาคุระเองซะแล้ว -__-”  แต่เห็นว่ามีเพื่อนร่วมชะตากรรมหลายคน เลยทนรอจนรถมารับ

DSC00999DSC01007DSC01014

กลับมาถึงสถานี เราก็ไปหาข้าวกลางวันกินตรงถนน Komachi Dori ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับสถานี ปิดท้ายด้วยไอติมบาสกิ้น
อากาศร้อนขนาดนี้ ขอกินหน่อยละกันนะ

DSC01016

ช่วงบ่ายเริ่มด้วยการเดินทางไปวัด Kōtoku-in เพื่อชม Daibutsu
ต้องขึ้นรถไฟ Enoshima จากสถานีคามาคุระ ไปที่สถานี Hase แล้วเดินต่อไปอีก 10 นาที
DSC01022DSC01026

เดินทางมาวัดนี่ง่ายมาก เพราะคนส่วนใหญ่ไปทางไหน เราก็ไปทางนั้นแหละ

DSC01028DSC01054

ค่าเข้าชม 200 ¥

นักท่องเที่ยวเพียบ แดดร้อน แถมไม่ได้เอาขาตั้งกล้องไป  เลยอดใช้เทคนิคถ่ายหลายๆรูปเอามาซ้อนกัน

DSC01041

ไม่ได้ทำอะไรมากนอกจากนั่งพักเหนื่อย
จากนั้นได้เวลาเดินทางกลับคามาคุระ แล้วก็ต่อรถไฟไปเมือง Yokohama

TOKYO 2015: #6 TOKYO ONE PIECE TOWER สำหรับติ่ง One Piece โดยเฉพาะ

แฟนๆการ์ตูนเรื่อง One Piece ควรบรรจุ Theme Park แห่งนี้เอาไว้ในแผนท่องเที่ยวอย่างยิ่ง

Tokyo One Piece Tower

http://onepiecetower.tokyo/en/

ค่าตั๋ว ถ้าไปซื้อหน้างาน 3,450 ¥ แต่ถ้าซื้อตั๋วล่วงหน้าจะถูกกว่านิดหน่อย

เปิดทุกวัน 10 โมงเช้า – 4 ทุ่ม

การเดินทาง ไปได้หลายแบบ แต่ถ้าใกล้ที่สุดก็นั่งรถไฟ Toei Oedo Line ลงสถานี Akabanebashi ทางออก #1

ส่วนรถไฟสายอื่นๆ ดูได้จากเวบไซต์

DSC00529ถึงจุดหมายปลายทางแล้วก็ตามป้ายไปยังทางออกที่จะไป Tokyo Tower

DSC00797

สวนสนุกแห่งนี้ พึ่งเปิดเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2015 นี่เอง เรียกว่าใหม่มาก

DSC00531

ออกมาจากสถานีรถไฟ เห็นโตเกียวทาวเวอร์อยู่ลิบๆ คือต้องเดินไปนะ แถมวันนี้แดดดีมาก -__-”

ไอ้ที่บอกในเวบว่าเดิน 5 นาที นี่ไม่แน่ใจว่าวัดจากอะไร แต่เราใช้เวลามากกว่านั้นพอควร

DSC00534เดินเข้าไปข้างใน ก็จะเจอป้ายโฆษณามากมาย ที่จะบอกเราว่าติ่ง One Piece สมควรเดินไปทางไหน

DSC00536

เอาล่ะ เรามาถูกที่แน่นอน

DSC00546DSC00733

ตั๋วพร้อมแล้ว ก็ลุยกันเลย

DSC00564

นี่มัน เรือ Thousand Sunny ที่เราไปนั่งมาแล้วที่ Huis Ten Bosch !

DSC00753

ถัดมาก็เป็นโต๊ะอาหาร แน่นอนว่าเหล่า Straw Hat Pirates กำลังมีความสุขกันเต็มที่

DSC00579 DSC00592 DSC00594 DSC00595 DSC00601 DSC00602 DSC00612 DSC00762 DSC00771 DSC00761

หน้าตาทุกคนดูยิ้มแย้มแจ่มใส ยกเว้นก็แต่โซโรกับซันจิ ที่กัดกันได้ตลอดเวลา

ผ่านจากโต๊ะอาหารเข้าไปก็จะมีร้านขายของฝากเล็กๆอยู่ แต่เรามิได้ตั้งใจจะมาเสียเงินกับ Merchandise สักเท่าไหร่ จึงแกล้งทำเป็นมองไม่เห็น

DSC00619

รีบขึ้นบันไดเลื่อนกันไปชั้นถัดไปดีกว่า

DSC00656DSC00659

จากนั้นขึ้นบันไดเลื่อนต่อไปอีกชั้น ก็จะเจอ Attraction สองอย่าง คือ One Piece Live กับ Luffy’s Endless Adventure

ตัว Live นั้นเป็นการแสดงโชว์ที่มีนักแสดงแต่งเป็นตัวละครต่างๆ ออกมา entertain ผู้ชม และทำการแสดงสั้นๆให้ชมกัน ไม่อนุญาติให้ถ่ายรูป
การแสดง Live จะมีเป็นรอบๆ ก่อนจะเข้าชมต้องไปกดตั๋วเข้าชมจากตู้ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆก่อน

ต่อมาส่วนที่เป็นของ Luffy จะเป็นโชว์เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในการเดินทางของลูฟฟี่ ตั้งแต่เริ่มต้น

DSC00664

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าฉากนี้ เป็นส่วนหนึ่งที่เป็นแรงบันดาลใจของลูฟฟี่ ให้ออกเดินทางสู่ท้องทะเลในฐานะโจรสลัด

DSC00680

Ace เราจะไม่มีวันลืมนายเด็ดขาด :)

DSC00620

Dracule “Hawk Eyes” Mihawk ก็มากับเค้าด้วย  ไอ้นี่มันเท่ห์จริงๆ

DSC00637

ที่ขาดไม่ได้อีกคน(ตัว) ก็คงเป็นบาโธโลเมียว คุมะ  ถึงแม้จะเป็นแค่ฉากบนกำแพงก็ตาม

DSC00707 DSC00710 DSC00709 DSC00740 DSC00749
DSC00725

สำหรับ Attraction อื่นๆก็จะมี

  • นิโค่ โรบิน – ให้เราถือเดน เดน มูชิคนละตัว ไปตามหาสัญลักษณ์ลึกลับ ที่กระจายอยู่ในมุมต่างๆทั่วพื้นที่  แล้วสุดท้ายเอามาคืน เพื่อดูว่าหาได้กี่ %
  • นามิ – เล่นเกมเสี่ยงทาย แล้วดูว่าใครทายถูก ได้เงินสูงสุด
  • ช๊อปเปอร์ – ทัวร์ห้องต่างๆภายในเรือ Thousand Sunny
  • โซโร – ใช้ดาบฟันศัตรูให้สิ้นซาก อันนี้ค่อยสนุกหน่อย
  • ยูซุป – ใช้หนังสติ๊กกับลูกปืน ยิงเป้า ในเวลาที่จำกัด  เล่นแล้วลุ้นมากกก
  • แฟรงกี้ – เป็นคาเฟ่ขายขนมกับเครื่องดื่ม เราไม่ได้แวะเข้าไปกิน
  • บรู๊ค – บ้านผีสิง  อายุขนาดเราคงไม่ตื่นเต้นแล้วล่ะนะ

DSC00780

ใช้เวลาเล่นครบทุกอย่าง ก็หมดไปครึ่งวันแล้ว ได้เวลาลาจากไปที่อื่นต่อ

มันก็ยังไม่วายเอาร้านขายของที่ระลึก ขนาดใหญ่มาก มาตั้งไว้ล่อตาล่อใจ

DSC00784 DSC00792 DSC00788

ลงมาชั้นล่าง จะมีร้านอาหารอีกสองอัน คือ Cafe Mugiwara  ที่ขายขนมหวานและเครื่องดื่ม กับภัตราคารซันจิ ที่เป็นบุฟเฟ่ต์มื้อหนัก
แต่ก็ไม่ได้กิน เพราะเรามีโปรแกรมกินอื่นๆไว้เรียบร้อยแล้ว

DSC00562

สุดท้ายนี้ได้แต่หวังว่า Straw Hat Pirates จะเดินทางไปเจอ One Piece โดยเร็ว ก่อนที่เราหรือคนเขียนจะแก่ตายเสียก่อน

 

 

TOKYO 2015: #6 TOKYO ONE PIECE TOWER สำหรับติ่ง One Piece โดยเฉพาะ

แฟนๆการ์ตูนเรื่อง One Piece ควรบรรจุ Theme Park แห่งนี้เอาไว้ในแผนท่องเที่ยวอย่างยิ่ง

Tokyo One Piece Tower

http://onepiecetower.tokyo/en/

ค่าตั๋ว ถ้าไปซื้อหน้างาน 3,450 ¥ แต่ถ้าซื้อตั๋วล่วงหน้าจะถูกกว่านิดหน่อย

เปิดทุกวัน 10 โมงเช้า – 4 ทุ่ม

การเดินทาง ไปได้หลายแบบ แต่ถ้าใกล้ที่สุดก็นั่งรถไฟ Toei Oedo Line ลงสถานี Akabanebashi ทางออก #1

ส่วนรถไฟสายอื่นๆ ดูได้จากเวบไซต์

DSC00529ถึงจุดหมายปลายทางแล้วก็ตามป้ายไปยังทางออกที่จะไป Tokyo Tower

DSC00797

สวนสนุกแห่งนี้ พึ่งเปิดเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2015 นี่เอง เรียกว่าใหม่มาก

DSC00531

ออกมาจากสถานีรถไฟ เห็นโตเกียวทาวเวอร์อยู่ลิบๆ คือต้องเดินไปนะ แถมวันนี้แดดดีมาก -__-”

ไอ้ที่บอกในเวบว่าเดิน 5 นาที นี่ไม่แน่ใจว่าวัดจากอะไร แต่เราใช้เวลามากกว่านั้นพอควร

DSC00534เดินเข้าไปข้างใน ก็จะเจอป้ายโฆษณามากมาย ที่จะบอกเราว่าติ่ง One Piece สมควรเดินไปทางไหน

DSC00536

เอาล่ะ เรามาถูกที่แน่นอน

DSC00546DSC00733

ตั๋วพร้อมแล้ว ก็ลุยกันเลย

DSC00564

นี่มัน เรือ Thousand Sunny ที่เราไปนั่งมาแล้วที่ Huis Ten Bosch !

DSC00753

ถัดมาก็เป็นโต๊ะอาหาร แน่นอนว่าเหล่า Straw Hat Pirates กำลังมีความสุขกันเต็มที่

DSC00579 DSC00592 DSC00594 DSC00595 DSC00601 DSC00602 DSC00612 DSC00762 DSC00771 DSC00761

หน้าตาทุกคนดูยิ้มแย้มแจ่มใส ยกเว้นก็แต่โซโรกับซันจิ ที่กัดกันได้ตลอดเวลา

ผ่านจากโต๊ะอาหารเข้าไปก็จะมีร้านขายของฝากเล็กๆอยู่ แต่เรามิได้ตั้งใจจะมาเสียเงินกับ Merchandise สักเท่าไหร่ จึงแกล้งทำเป็นมองไม่เห็น

DSC00619

รีบขึ้นบันไดเลื่อนกันไปชั้นถัดไปดีกว่า

DSC00656DSC00659

จากนั้นขึ้นบันไดเลื่อนต่อไปอีกชั้น ก็จะเจอ Attraction สองอย่าง คือ One Piece Live กับ Luffy’s Endless Adventure

ตัว Live นั้นเป็นการแสดงโชว์ที่มีนักแสดงแต่งเป็นตัวละครต่างๆ ออกมา entertain ผู้ชม และทำการแสดงสั้นๆให้ชมกัน ไม่อนุญาติให้ถ่ายรูป
การแสดง Live จะมีเป็นรอบๆ ก่อนจะเข้าชมต้องไปกดตั๋วเข้าชมจากตู้ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆก่อน

ต่อมาส่วนที่เป็นของ Luffy จะเป็นโชว์เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในการเดินทางของลูฟฟี่ ตั้งแต่เริ่มต้น

DSC00664

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าฉากนี้ เป็นส่วนหนึ่งที่เป็นแรงบันดาลใจของลูฟฟี่ ให้ออกเดินทางสู่ท้องทะเลในฐานะโจรสลัด

DSC00680

Ace เราจะไม่มีวันลืมนายเด็ดขาด:)

DSC00620

Dracule “Hawk Eyes” Mihawk ก็มากับเค้าด้วย  ไอ้นี่มันเท่ห์จริงๆ

DSC00637

ที่ขาดไม่ได้อีกคน(ตัว) ก็คงเป็นบาโธโลเมียว คุมะ  ถึงแม้จะเป็นแค่ฉากบนกำแพงก็ตาม

DSC00707 DSC00710 DSC00709 DSC00740 DSC00749
DSC00725

สำหรับ Attraction อื่นๆก็จะมี

  • นิโค่ โรบิน – ให้เราถือเดน เดน มูชิคนละตัว ไปตามหาสัญลักษณ์ลึกลับ ที่กระจายอยู่ในมุมต่างๆทั่วพื้นที่  แล้วสุดท้ายเอามาคืน เพื่อดูว่าหาได้กี่ %
  • นามิ – เล่นเกมเสี่ยงทาย แล้วดูว่าใครทายถูก ได้เงินสูงสุด
  • ช๊อปเปอร์ – ทัวร์ห้องต่างๆภายในเรือ Thousand Sunny
  • โซโร – ใช้ดาบฟันศัตรูให้สิ้นซาก อันนี้ค่อยสนุกหน่อย
  • ยูซุป – ใช้หนังสติ๊กกับลูกปืน ยิงเป้า ในเวลาที่จำกัด  เล่นแล้วลุ้นมากกก
  • แฟรงกี้ – เป็นคาเฟ่ขายขนมกับเครื่องดื่ม เราไม่ได้แวะเข้าไปกิน
  • บรู๊ค – บ้านผีสิง  อายุขนาดเราคงไม่ตื่นเต้นแล้วล่ะนะ

DSC00780

ใช้เวลาเล่นครบทุกอย่าง ก็หมดไปครึ่งวันแล้ว ได้เวลาลาจากไปที่อื่นต่อ

มันก็ยังไม่วายเอาร้านขายของที่ระลึก ขนาดใหญ่มาก มาตั้งไว้ล่อตาล่อใจ

DSC00784 DSC00792 DSC00788

ลงมาชั้นล่าง จะมีร้านอาหารอีกสองอัน คือ Cafe Mugiwara  ที่ขายขนมหวานและเครื่องดื่ม กับภัตราคารซันจิ ที่เป็นบุฟเฟ่ต์มื้อหนัก
แต่ก็ไม่ได้กิน เพราะเรามีโปรแกรมกินอื่นๆไว้เรียบร้อยแล้ว

DSC00562

สุดท้ายนี้ได้แต่หวังว่า Straw Hat Pirates จะเดินทางไปเจอ One Piece โดยเร็ว ก่อนที่เราหรือคนเขียนจะแก่ตายเสียก่อน

 

 

เที่ยวโกเบ: สักการะหุ่นเหล็กหมายเลข 28

เที่ยวโกเบ: สักการะหุ่นเหล็กหมายเลข 28

ถ้าพูดถึงหุ่นจำลองขนาดใหญ่ในญี่ปุ่นแล้ว คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงกันดั้มขนาดเท่าของจริงที่โอไดบะเป็นอย่างแรก แต่หลายๆ คนอาจจะไม่รู้ว่านอกจากที่โตเกียวแล้วที่โกเบก็ยังมีหุ่นจำลองขนาดยักษ์ตั้งอยู่กลางเมืองเหมือนกัน ต่างกันที่ว่า ที่โกเบนี่ไม่ใช่กันดั้มแต่เป็นหุ่นเหล็กหมายเลข 28

การ์ตูนหุ่นเหล็กหมายเลข 28 ออกจะเป็นการ์ตูนเก่าหน่อย เขียนมาตั้งแต่ปี 1956 โดย Yokoyama Mitsuteru ชาวเมืองโกเบ ซึ่งก็เป็นเหตุผลว่าทำไมถึงมีหุ่นมาตั้งอยู่แถวนี้

พิกัดที่หุ่นเหล็กหมายเลข 28 ตั้งอยู่คือที่สวน Wakamatsu Park การเดินทางง่ายสุดก็คือใช้รถไฟของโกเบ มาลงสถานี Shin-Nagata ออกตรงทางออก 1 จะใกล้ที่สุด

เที่ยวโกเบ: สักการะหุ่นเหล็กหมายเลข 28

ออกมาแล้วเดินอ้อมตึก block นึงก็ถึงแล้ว

เที่ยวโกเบ: สักการะหุ่นเหล็กหมายเลข 28

บรรยากาศแแถวนั้น

เที่ยวโกเบ: สักการะหุ่นเหล็กหมายเลข 28

พออ้อมตึกมาปุ๊บก็จะเห็นด้านหลังหุ่นเลย

เที่ยวโกเบ: สักการะหุ่นเหล็กหมายเลข 28

เข้าไปถ่ายใกล้ๆ

เที่ยวโกเบ: สักการะหุ่นเหล็กหมายเลข 28

มุมเงย

เที่ยวโกเบ: สักการะหุ่นเหล็กหมายเลข 28

มุมเอียง

เที่ยวโกเบ: สักการะหุ่นเหล็กหมายเลข 28

มุมเต็มตัว สูงประมาณตึกสี่ชั้น ลองเทียบขนาดกับคนที่เดินอยู่แถวนั้นได้

เที่ยวโกเบ: สักการะหุ่นเหล็กหมายเลข 28

ตอนที่มาเดินดูนี่ไม่เห็นนักท่องเที่ยวคนอื่นสักคน อาจจะเป็นเพราะไม่ใช่การ์ตูนดังขนาดกันดั้ม แล้วก็ไม่ได้อยู่ในย่านที่มีนักท่องเที่ยวชุกชุมนัก คนท้องถิ่นเดินผ่านไปมากันแบบชิลๆ มาก ประมาณว่าเห็นจนเบื่อแล้ว ไม่ได้มีอะไรตื่นเต้น

ถ้าใครมาเที่ยวโกเบแล้วพอมีเวลาเหลือ นั่งรถไฟมาจากสถานี Sannomiya ที่เป็นสถานีหลักของโกเบประมาณ 15 นาทีก็ถึง จะลองแวะมาดูก็ได้ แต่นอกจากหุ่นนี่แล้วแถวนี้ก็ไม่ค่อยมีอย่างอื่นให้ดูเท่าไหร่นะ

เที่ยวโกเบ: สักการะหุ่นเหล็กหมายเลข 28

ถ้าพูดถึงหุ่นจำลองขนาดใหญ่ในญี่ปุ่นแล้ว คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงกันดั้มขนาดเท่าของจริงที่โอไดบะเป็นอย่างแรก แต่หลายๆ คนอาจจะไม่รู้ว่านอกจากที่โตเกียวแล้วที่โกเบก็ยังมีหุ่นจำลองขนาดยักษ์ตั้งอยู่กลางเมืองเหมือนกัน ต่างกันที่ว่า ที่โกเบนี่ไม่ใช่กันดั้มแต่เป็นหุ่นเหล็กหมายเลข 28

การ์ตูนหุ่นเหล็กหมายเลข 28 ออกจะเป็นการ์ตูนเก่าหน่อย เขียนมาตั้งแต่ปี 1956 โดย Yokoyama Mitsuteru ชาวเมืองโกเบ ซึ่งก็เป็นเหตุผลว่าทำไมถึงมีหุ่นมาตั้งอยู่แถวนี้

พิกัดที่หุ่นเหล็กหมายเลข 28 ตั้งอยู่คือที่สวน Wakamatsu Park การเดินทางง่ายสุดก็คือใช้รถไฟของโกเบ มาลงสถานี Shin-Nagata ออกตรงทางออก 1 จะใกล้ที่สุด

Map to Tetsujin 28

ออกมาแล้วเดินอ้อมตึก block นึงก็ถึงแล้ว

Around Shin-Nagata station

บรรยากาศแแถวนั้น

Tetsujin 28

พออ้อมตึกมาปุ๊บก็จะเห็นด้านหลังหุ่นเลย

Tetsujin 28

เข้าไปถ่ายใกล้ๆ

Tetsujin 28

มุมเงย

Tetsujin 28

มุมเอียง

Tetsujin 28

มุมเต็มตัว สูงประมาณตึกสี่ชั้น ลองเทียบขนาดกับคนที่เดินอยู่แถวนั้นได้

Tetsujin 28

ตอนที่มาเดินดูนี่ไม่เห็นนักท่องเที่ยวคนอื่นสักคน อาจจะเป็นเพราะไม่ใช่การ์ตูนดังขนาดกันดั้ม แล้วก็ไม่ได้อยู่ในย่านที่มีนักท่องเที่ยวชุกชุมนัก คนท้องถิ่นเดินผ่านไปมากันแบบชิลๆ มาก ประมาณว่าเห็นจนเบื่อแล้ว ไม่ได้มีอะไรตื่นเต้น

ถ้าใครมาเที่ยวโกเบแล้วพอมีเวลาเหลือ นั่งรถไฟมาจากสถานี Sannomiya ที่เป็นสถานีหลักของโกเบประมาณ 15 นาทีก็ถึง จะลองแวะมาดูก็ได้ แต่นอกจากหุ่นนี่แล้วแถวนี้ก็ไม่ค่อยมีอย่างอื่นให้ดูเท่าไหร่นะ

The post เที่ยวโกเบ: สักการะหุ่นเหล็กหมายเลข 28 appeared first on pittaya.blog.

เที่ยวโอซาก้า: ทาโกะยากิ Kougaryu

เที่ยวโอซาก้า: ทาโกะยากิ Kougaryu

แถวย่านอะเมะมุระ นอกจากร้านเมล่อนปังอร่อยเป็นอันดับ 2 ของโลกแล้ว ก็ยังมีทาโกะยากิร้านดังอยู่ด้วย

ผมเดินตามลายแทงร้านอาหารย่านอะเมะมุระที่ hostel ให้มา มีร้านทาโกะยากิอยู่ 2-3 ร้าน เนื่องจากไม่มีข้อมูลอื่นประกอบการตัดสินใจ วิธีง่ายสุดคือเลือกเอาร้านที่ใกล้ที่สุด ซึ่งก็ได้ร้าน 甲賀流 (Kougaryu) มาโดยไม่รู้มาก่อนว่าเป็นร้านดัง

เที่ยวโอซาก้า: ทาโกะยากิ Kougaryu

ด้านหน้าร้านหน้าตาเป็นแบบนี้ ป้ายหน้าร้านด้านบน (หลุดกรอบ) บอกว่าเปิดมานานกว่า 40 ปี เลยทีเดียว

จังหวะที่ไปเป็นช่วงที่ไม่มีคนพอดี ผมสั่งทาโกะยากิรสมาตรฐาน 10 ลูก 350 เยน (เมนูอื่นแบบใส่หอมญี่ปุ่นหรือใส่เม็นไทโกะก็มี) พอเข้าไปดูหน้าร้านใกล้ๆ ก็พบว่า…

เที่ยวโอซาก้า: ทาโกะยากิ Kougaryu

นี่มันร้านที่ไปโผล่อยู่ใน PV เพลง 君と出会って僕は変わった (Kimi to Deatte Boku wa Kawatta) ของวง NMB48

PV embed มาจาก official channel เป็นเวอร์ชันสั้น ถ้าจะดูเต็มๆ ก็ดูที่เว็บ Alive แทน

จากรูปที่แปะอยู่หน้าร้าน นอกจากไปโผล่ใน PV วงไอดอลแล้วก็เหมือนจะได้ไปออกรายการทีวีอยู่บ่อยๆ ด้วย

เที่ยวโอซาก้า: ทาโกะยากิ Kougaryu

ทาโกะยากิร้อนๆ จากเตา ถ้ากินเลยก็จะลวกปากแน่ๆ เลยเอากลับมากินที่ hostel แทน

พอดีทริปนี้ไม่ได้ลองทาโกะยากิร้านอื่น ก็เลยบอกไม่ได้ว่าของร้านนี้อร่อยแตกต่างกันไปหรือเปล่า แต่โดยรวมก็ถือว่า “อร่อย” สมกับเป็นร้านดังแหละนะ

เที่ยวโอซาก้า: ทาโกะยากิ Kougaryu

แถวย่านอะเมะมุระ นอกจากร้านเมล่อนปังอร่อยเป็นอันดับ 2 ของโลกแล้ว ก็ยังมีทาโกะยากิร้านดังอยู่ด้วย

ผมเดินตามลายแทงร้านอาหารย่านอะเมะมุระที่ hostel ให้มา มีร้านทาโกะยากิอยู่ 2-3 ร้าน เนื่องจากไม่มีข้อมูลอื่นประกอบการตัดสินใจ วิธีง่ายสุดคือเลือกเอาร้านที่ใกล้ที่สุด ซึ่งก็ได้ร้าน 甲賀流 (Kougaryu) มาโดยไม่รู้มาก่อนว่าเป็นร้านดัง

kougaryu takoyaki

ด้านหน้าร้านหน้าตาเป็นแบบนี้ ป้ายหน้าร้านด้านบน (หลุดกรอบ) บอกว่าเปิดมานานกว่า 40 ปี เลยทีเดียว

จังหวะที่ไปเป็นช่วงที่ไม่มีคนพอดี ผมสั่งทาโกะยากิรสมาตรฐาน 10 ลูก 350 เยน (เมนูอื่นแบบใส่หอมญี่ปุ่นหรือใส่เม็นไทโกะก็มี) พอเข้าไปดูหน้าร้านใกล้ๆ ก็พบว่า…

kougaryu takoyaki

นี่มันร้านที่ไปโผล่อยู่ใน PV เพลง 君と出会って僕は変わった (Kimi to Deatte Boku wa Kawatta) ของวง NMB48

PV embed มาจาก official channel เป็นเวอร์ชันสั้น ถ้าจะดูเต็มๆ ก็ดูที่เว็บ Alive แทน

จากรูปที่แปะอยู่หน้าร้าน นอกจากไปโผล่ใน PV วงไอดอลแล้วก็เหมือนจะได้ไปออกรายการทีวีอยู่บ่อยๆ ด้วย

Kougaryu Takoyaki

ทาโกะยากิร้อนๆ จากเตา ถ้ากินเลยก็จะลวกปากแน่ๆ เลยเอากลับมากินที่ hostel แทน

พอดีทริปนี้ไม่ได้ลองทาโกะยากิร้านอื่น ก็เลยบอกไม่ได้ว่าของร้านนี้อร่อยแตกต่างกันไปหรือเปล่า แต่โดยรวมก็ถือว่า “อร่อย” สมกับเป็นร้านดังแหละนะ

The post เที่ยวโอซาก้า: ทาโกะยากิ Kougaryu appeared first on pittaya.blog.

เที่ยวโอซาก้า: เมล่อนปังไอศครีมอบใหม่ที่อร่อยเป็นอันดับ 2 ของโลก

เที่ยวโอซาก้า: เมล่อนปังไอศครีมอบใหม่ที่อร่อยเป็นอันดับ 2 ของโลก

ทริปโอซาก้ารอบที่ผ่านมา มีอยู่วันหนึ่งที่กำลังเดินทางกลับ hostel แถวๆ ย่านอะเมมุระ (พัก Osaka Hana Hostel ถูกและดีมากๆ เดินทางสะดวก แนะนำเลย) ซึ่งแถวย่านนี้จะมีร้านวัยรุ่นๆ บาร์แนวๆ ร้านของกินเล่นเยอะหน่อย

เดินๆ อยู่ก็เจอร้านขายเมล่อนปังชื่อยาวเหยียด 世界で2番めにおいしい焼きたてメロンパンアイス (Sekai de 2 Banme ni Oishii Yakitate Melonpan Ice) ชื่อร้านแปลไทยได้ประมาณว่า “เมล่อนปังไอศครีมที่เพิ่งอบเสร็จใหม่และอร่อยเป็นอันดับ 2 ของโลก” (ไม่รู้ว่าอันดับ 1 คือร้านไหนหรอกนะ) ร้านนี้เหมือนจะมีสาขาอื่นๆ ด้วย

สำหรับคนที่ไม่รู้ว่าเมล่อนปังคืออะไร เอาง่ายๆ คือ มันคือขนมปังกลมๆ มีลายตารางคล้ายเมล่อน แค่นั้น ไม่ได้มีไส้เมล่อนแต่อย่างใด

เที่ยวโอซาก้า: เมล่อนปังไอศครีมอบใหม่ที่อร่อยเป็นอันดับ 2 ของโลก

บรรยากาศหน้าร้าน คนต่อคิวพอสมควร

เที่ยวโอซาก้า: เมล่อนปังไอศครีมอบใหม่ที่อร่อยเป็นอันดับ 2 ของโลก

ทีแรกก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก แต่มาสะดุดตาเข้ากับป้ายโฆษณาหน้าร้านที่แคปมาจาก Twitter ของมัตสึอิ เรนะ

ถึงสาขาที่เรนะซังซื้อจะไม่ใช่สาขานี้ แต่เห็นอวยกันขนาดนี้แล้วก็เลยตัดสินใจลองชิมดูสักหน่อย บอกคนขายว่าเอาเมนูเดียวกับเรนะซังนี่แหละ (400 เยน)

เที่ยวโอซาก้า: เมล่อนปังไอศครีมอบใหม่ที่อร่อยเป็นอันดับ 2 ของโลก

คนขายใจดีเห็นเอากล้องเล็งพยายามถ่ายรูป (หมุนแมนนวลโฟกัส) ก็เอาเมล่อนปังวางนิ่งๆ ให้ถ่ายด้วย (รูปหลุดโฟกัสไปหน่อย)

เที่ยวโอซาก้า: เมล่อนปังไอศครีมอบใหม่ที่อร่อยเป็นอันดับ 2 ของโลก

ปกติกินเมล่อนปังอย่างเดียวมันจะแห้งๆ ฝืดคอเกินไปนิดนึง แต่พอมีไอศครีมมาผสมด้วยแล้วทำให้กินได้เพลินขึ้น ช่วยคลายร้อนในบรรยากาศช่วงหน้าร้อนได้ดีด้วย สรุปว่า “อร่อย” ใครไปเดินแถวอะเมมุระแล้วเจอก็ลองซื้อกินกันได้

เที่ยวโอซาก้า: เมล่อนปังไอศครีมอบใหม่ที่อร่อยเป็นอันดับ 2 ของโลก

ทริปโอซาก้ารอบที่ผ่านมา มีอยู่วันหนึ่งที่กำลังเดินทางกลับ hostel แถวๆ ย่านอะเมมุระ (พัก Osaka Hana Hostel ถูกและดีมากๆ เดินทางสะดวก แนะนำเลย) ซึ่งแถวย่านนี้จะมีร้านวัยรุ่นๆ บาร์แนวๆ ร้านของกินเล่นเยอะหน่อย

เดินๆ อยู่ก็เจอร้านขายเมล่อนปังชื่อยาวเหยียด 世界で2番めにおいしい焼きたてメロンパンアイス (Sekai de 2 Banme ni Oishii Yakitate Melonpan Ice) ชื่อร้านแปลไทยได้ประมาณว่า “เมล่อนปังไอศครีมที่เพิ่งอบเสร็จใหม่และอร่อยเป็นอันดับ 2 ของโลก” (ไม่รู้ว่าอันดับ 1 คือร้านไหนหรอกนะ) ร้านนี้เหมือนจะมีสาขาอื่นๆ ด้วย

สำหรับคนที่ไม่รู้ว่าเมล่อนปังคืออะไร เอาง่ายๆ คือ มันคือขนมปังกลมๆ มีลายตารางคล้ายเมล่อน แค่นั้น ไม่ได้มีไส้เมล่อนแต่อย่างใด

Sekai de 2 Banme ni Oishii Yakitate Melonpan Ice cream

บรรยากาศหน้าร้าน คนต่อคิวพอสมควร

Sekai de 2 Banme ni Oishii Yakitate Melonpan Ice

ทีแรกก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก แต่มาสะดุดตาเข้ากับป้ายโฆษณาหน้าร้านที่แคปมาจาก Twitter ของมัตสึอิ เรนะ

ถึงสาขาที่เรนะซังซื้อจะไม่ใช่สาขานี้ แต่เห็นอวยกันขนาดนี้แล้วก็เลยตัดสินใจลองชิมดูสักหน่อย บอกคนขายว่าเอาเมนูเดียวกับเรนะซังนี่แหละ (400 เยน)

Sekai de 2 Banme ni Oishii Yakitate Melonpan Ice

คนขายใจดีเห็นเอากล้องเล็งพยายามถ่ายรูป (หมุนแมนนวลโฟกัส) ก็เอาเมล่อนปังวางนิ่งๆ ให้ถ่ายด้วย (รูปหลุดโฟกัสไปหน่อย)

Sekai de 2 Banme ni Oishii Yakitate Melonpan Ice

ปกติกินเมล่อนปังอย่างเดียวมันจะแห้งๆ ฝืดคอเกินไปนิดนึง แต่พอมีไอศครีมมาผสมด้วยแล้วทำให้กินได้เพลินขึ้น ช่วยคลายร้อนในบรรยากาศช่วงหน้าร้อนได้ดีด้วย สรุปว่า “อร่อย” ใครไปเดินแถวอะเมมุระแล้วเจอก็ลองซื้อกินกันได้

The post เที่ยวโอซาก้า: เมล่อนปังไอศครีมอบใหม่ที่อร่อยเป็นอันดับ 2 ของโลก appeared first on pittaya.blog.

เที่ยวโอซาก้า: เดินเที่ยว Gundam World 2015

เที่ยวโอซาก้า: เดินเที่ยว Gundam World 2015

เมื่อเดือนก่อนตอนที่กำลังนั่งรถไฟฟ้าอยู่ในโอซาก้า บังเอิญเหลือบไปเห็นป้ายบอกว่าที่ตึก ATC กำลังมีงาน Gundam World 2015 อยู่พอดี ก็เลยเปลี่ยนแผนเที่ยวนิดหน่อย หาเวลาไปดูนิทรรศการแบบที่บ้านเราไม่ค่อยมีให้ดูบ้าง

งานจัดที่ตึก ATC อยู่ไกลจากตัวเมืองหน่อย เลยพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ Kaiyukan ไปอีก ต้องต่อรถไฟหลายตลบกว่าจะถึงสถานี Trade Center

เข้ามาในตึก เดินตามป้ายมานไม่นานก็เจอทางเข้าแล้ว

เที่ยวโอซาก้า: เดินเที่ยว Gundam World 2015

เที่ยวโอซาก้า: เดินเที่ยว Gundam World 2015

ตั๋วเข้างานราคา 900 เยนจะมีการ์ดแถมมาให้เล่นกับเกมตู้ที่อยู่ตรงทางออกของงานได้

เที่ยวโอซาก้า: เดินเที่ยว Gundam World 2015

เข้างานมาปุ๊บก็มี Timeline ให้ดูว่าตั้งแต่ภาคแรกในปี 1979 มีการสร้างกันดั้มภาคไหนออกมาบ้าง

เที่ยวโอซาก้า: เดินเที่ยว Gundam World 2015

เที่ยวโอซาก้า: เดินเที่ยว Gundam World 2015

มีโปสเตอร์กันดั้มตัวเอกของในแต่ละภาคเรียงกันมาตั้งแต่ RX-78 จนถึง Try Burning Gundam เลย

เที่ยวโอซาก้า: เดินเที่ยว Gundam World 2015

อีกด้านนึงมีฉากจำลองของเหตุการณ์ในภาคแรกที่อามุโร่ขึ้นขับกันดั้มครั้งแรก ขนาดหุ่นที่แสดงนี่สูงราวๆ 1.5 เมตรได้

เที่ยวโอซาก้า: เดินเที่ยว Gundam World 2015

ถัดมาเป็นของเล่นยุคแรกๆ ยังเป็นหุ่นหน้าตาบ้านๆ ขยับข้อต่ออะไรไม่ได้มากอยู่

เที่ยวโอซาก้า: เดินเที่ยว Gundam World 2015

อันนี้เป็นหุ่นยางหลากสี

เที่ยวโอซาก้า: เดินเที่ยว Gundam World 2015

แผ่นเสียงเพลงประกอบอนิเมภาคต่างๆ

เที่ยวโอซาก้า: เดินเที่ยว Gundam World 2015

กันพลายุคแรก ปีศาจสีขาวต่อดิบ ต้องทำสีเอง

เที่ยวโอซาก้า: เดินเที่ยว Gundam World 2015

แซ็คทู ดูดีขึ้นมาหน่อย มีพลาสติกหลายสี

เที่ยวโอซาก้า: เดินเที่ยว Gundam World 2015

อันนี้เกรด RG ที่ต่อกันสมัยนี้ รายละเอียดพัฒนาขึ้นจากสมัยก่อนเยอะมาก

เที่ยวโอซาก้า: เดินเที่ยว Gundam World 2015

เที่ยวโอซาก้า: เดินเที่ยว Gundam World 2015

รวมคำพูดของตัวเอกในภาคต่างๆ

เที่ยวโอซาก้า: เดินเที่ยว Gundam World 2015

ฉากจำลองการต่อสู้ของอามุโร่และชาร์

เที่ยวโอซาก้า: เดินเที่ยว Gundam World 2015

มีมุมของท่านชาร์โดยเฉพาะ

เที่ยวโอซาก้า: เดินเที่ยว Gundam World 2015

รวมโมบิลสูทที่ชาร์เคยขับ

เที่ยวโอซาก้า: เดินเที่ยว Gundam World 2015

ฉากจากใน Char’s Counter Attack

เที่ยวโอซาก้า: เดินเที่ยว Gundam World 2015

มีหัวแซ็คขนาดเท่าของจริงด้วย

เที่ยวโอซาก้า: เดินเที่ยว Gundam World 2015

มีมุมให้ถ่ายรูปกับท่านชาร์ในฉากที่ไปนั่งดื่มในบาร์ด้วย

เที่ยวโอซาก้า: เดินเที่ยว Gundam World 2015

หรือถ้าไม่ชอบหน้าท่านชาร์ มุมให้นั่งบัลลังก์ถ่ายกับครอบครัวซาบี้ก็มี

หมดจากส่วนนี้ไปก็จะเป็นที่โชว์หุ่นจำลองขนาดต่างๆ มีทั้งขนาด 1/10 แล้วก็สเกลที่มีขายตามท้องตลาดทั่วไป

เที่ยวโอซาก้า: เดินเที่ยว Gundam World 2015

Z’Gok Commander สีแดง แรงสามเท่า

เที่ยวโอซาก้า: เดินเที่ยว Gundam World 2015

Banshee กับ Unicorn สัดส่วน 1/10 วางโชว์แบบนี้ก็สูงราวๆ 2 เมตรเลย

เที่ยวโอซาก้า: เดินเที่ยว Gundam World 2015

Exia, AGE-1 แล้วก็ G-Self วางเรียงกันเฉยๆ ไม่ได้โพสท่าอะไรเลย

เที่ยวโอซาก้า: เดินเที่ยว Gundam World 2015

ยานมุไซ เก็บรายละเอียดได้สวยงามดีเลย ด้านหลังเป็นม้าไม้บินตามมา

เที่ยวโอซาก้า: เดินเที่ยว Gundam World 2015

ยานรุ่นอื่นๆ ก็มี แต่สเกลเล็กลงมาหน่อย

เที่ยวโอซาก้า: เดินเที่ยว Gundam World 2015

โซนหุ่นตัวเด่นๆ จากทุกภาค

เที่ยวโอซาก้า: เดินเที่ยว Gundam World 2015

ตัวเด่นจากภาค G Gundam มากันครบ

เที่ยวโอซาก้า: เดินเที่ยว Gundam World 2015

มุมโชว์กันพลาจากภาคล่าสุด Gundam Build Figters Try มีตัวหลักให้ดูครบทุกตัว

เที่ยวโอซาก้า: เดินเที่ยว Gundam World 2015

Try Burning Gundam คิดอะไรไม่ออกก็ใช้วิทยายุทธไว้ก่อน

เที่ยวโอซาก้า: เดินเที่ยว Gundam World 2015

Bear Agguy กันพลาที่มุ้งมิ้งที่สุดในภาค

เที่ยวโอซาก้า: เดินเที่ยว Gundam World 2015

รวมฟิกเกอร์ของสาวๆ ที่อยู่ในภาคนี้ เสียดายไม่มีเกียงโกะกับเมจินสาว

เที่ยวโอซาก้า: เดินเที่ยว Gundam World 2015

ก่อนออกมาก็มีโฆษณากันดั้มภาคใหม่ Iron-Blood Orphans

เที่ยวโอซาก้า: เดินเที่ยว Gundam World 2015

ปิดท้ายด้วยสินค้าชวนเสียเงินมากมาย

เที่ยวโอซาก้า: เดินเที่ยว Gundam World 2015

เสื้อลายสวยดี แต่ราคาก็แพงไม่ใช่เล่น (ตัวละราวๆ 3,000 เยน)

เที่ยวโอซาก้า: เดินเที่ยว Gundam World 2015

ที่ทางออกก็ยังมี Gundam Cafe มาดักให้เสียเงินอีกหนึ่งจุด

งานนี้มีจนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม 2015 ซึ่งก็คือจบไปแล้วนั่นเอง ใครอยากไปดูก็รอปีหน้านะ

เที่ยวโอซาก้า: เดินเที่ยว Gundam World 2015

เมื่อเดือนก่อนตอนที่กำลังนั่งรถไฟฟ้าอยู่ในโอซาก้า บังเอิญเหลือบไปเห็นป้ายบอกว่าที่ตึก ATC กำลังมีงาน Gundam World 2015 อยู่พอดี ก็เลยเปลี่ยนแผนเที่ยวนิดหน่อย หาเวลาไปดูนิทรรศการแบบที่บ้านเราไม่ค่อยมีให้ดูบ้าง

งานจัดที่ตึก ATC อยู่ไกลจากตัวเมืองหน่อย เลยพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ Kaiyukan ไปอีก ต้องต่อรถไฟหลายตลบกว่าจะถึงสถานี Trade Center

เข้ามาในตึก เดินตามป้ายมานไม่นานก็เจอทางเข้าแล้ว

Gundam World 2015 in Osaka

ตั๋วเข้างาน Gundam World 2015

ตั๋วเข้างานราคา 900 เยนจะมีการ์ดแถมมาให้เล่นกับเกมตู้ที่อยู่ตรงทางออกของงานได้

Gundam Timeline

เข้างานมาปุ๊บก็มี Timeline ให้ดูว่าตั้งแต่ภาคแรกในปี 1979 มีการสร้างกันดั้มภาคไหนออกมาบ้าง

Gundam Timeline

Gundam Timeline

มีโปสเตอร์กันดั้มตัวเอกของในแต่ละภาคเรียงกันมาตั้งแต่ RX-78 จนถึง Try Burning Gundam เลย

Zaku vs Gundam

อีกด้านนึงมีฉากจำลองของเหตุการณ์ในภาคแรกที่อามุโร่ขึ้นขับกันดั้มครั้งแรก ขนาดหุ่นที่แสดงนี่สูงราวๆ 1.5 เมตรได้

Gundam Toy

ถัดมาเป็นของเล่นยุคแรกๆ ยังเป็นหุ่นหน้าตาบ้านๆ ขยับข้อต่ออะไรไม่ได้มากอยู่

Gundam Toy

อันนี้เป็นหุ่นยางหลากสี

Gundam Records

แผ่นเสียงเพลงประกอบอนิเมภาคต่างๆ

Early Gunpla

กันพลายุคแรก ปีศาจสีขาวต่อดิบ ต้องทำสีเอง

Early Gunpla

แซ็คทู ดูดีขึ้นมาหน่อย มีพลาสติกหลายสี

Gunpla

อันนี้เกรด RG ที่ต่อกันสมัยนี้ รายละเอียดพัฒนาขึ้นจากสมัยก่อนเยอะมาก

Gundam Characters

Gundam Characters

รวมคำพูดของตัวเอกในภาคต่างๆ

Amuro vs Char

ฉากจำลองการต่อสู้ของอามุโร่และชาร์

Char's corner

มีมุมของท่านชาร์โดยเฉพาะ

Char's Mobile Suit

รวมโมบิลสูทที่ชาร์เคยขับ

Char's Counter Attack

ฉากจากใน Char’s Counter Attack

Zaku

มีหัวแซ็คขนาดเท่าของจริงด้วย

Char

มีมุมให้ถ่ายรูปกับท่านชาร์ในฉากที่ไปนั่งดื่มในบาร์ด้วย

Zabi

หรือถ้าไม่ชอบหน้าท่านชาร์ มุมให้นั่งบัลลังก์ถ่ายกับครอบครัวซาบี้ก็มี

หมดจากส่วนนี้ไปก็จะเป็นที่โชว์หุ่นจำลองขนาดต่างๆ มีทั้งขนาด 1/10 แล้วก็สเกลที่มีขายตามท้องตลาดทั่วไป

Z'Gok

Z’Gok Commander สีแดง แรงสามเท่า

Banshee + Unicorn

Banshee กับ Unicorn สัดส่วน 1/10 วางโชว์แบบนี้ก็สูงราวๆ 2 เมตรเลย

Exia, Age, G-Self

Exia, AGE-1 แล้วก็ G-Self วางเรียงกันเฉยๆ ไม่ได้โพสท่าอะไรเลย

Battleships

ยานมุไซ เก็บรายละเอียดได้สวยงามดีเลย ด้านหลังเป็นม้าไม้บินตามมา

Battleships

ยานรุ่นอื่นๆ ก็มี แต่สเกลเล็กลงมาหน่อย

Gunpla

โซนหุ่นตัวเด่นๆ จากทุกภาค

Gunpla

ตัวเด่นจากภาค G Gundam มากันครบ

Build Fighters Try

มุมโชว์กันพลาจากภาคล่าสุด Gundam Build Figters Try มีตัวหลักให้ดูครบทุกตัว

Try Burning Gundam

Try Burning Gundam คิดอะไรไม่ออกก็ใช้วิทยายุทธไว้ก่อน

Bear Agguy

Bear Agguy กันพลาที่มุ้งมิ้งที่สุดในภาค

Figures

รวมฟิกเกอร์ของสาวๆ ที่อยู่ในภาคนี้ เสียดายไม่มีเกียงโกะกับเมจินสาว

New Series

ก่อนออกมาก็มีโฆษณากันดั้มภาคใหม่ Iron-Blood Orphans

Gundam World 2015 in Osaka

ปิดท้ายด้วยสินค้าชวนเสียเงินมากมาย

Gundam T-shirts

เสื้อลายสวยดี แต่ราคาก็แพงไม่ใช่เล่น (ตัวละราวๆ 3,000 เยน)

Gundam Cafe

ที่ทางออกก็ยังมี Gundam Cafe มาดักให้เสียเงินอีกหนึ่งจุด

งานนี้มีจนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม 2015 ซึ่งก็คือจบไปแล้วนั่นเอง ใครอยากไปดูก็รอปีหน้านะ

The post เที่ยวโอซาก้า: เดินเที่ยว Gundam World 2015 appeared first on pittaya.blog.

2110327 Algorithm Design, first semester, 2558

Essential

Lecture Log

(2015-08-17 & 2015-08-19) Algorithm Analysis

Slide: หน้า 121 ถึง หน้า 195 (ยังไม่ต้องดูหัวข้อการวิเคราะห์การทำงานแบบเรียกซ้ำ หน้า 196 เป็นต้นไป)
Video: ให้ดูวีดีโอ ในหัวข้อ 2. การวิเคราะห์เชิงเส้นกำกับ เรื่อง การวิเคราะห์แบบทดลอง, การใช้คำสั่งตัวแทน, การวิเคราะห์แบบคณิตวิเคราะห์, การเปรียบเทียบผลการวิเคราะห์, ทบทวนสูตรคณิตศาสตร์, อัตราการเติบโตของฟังก์ชัน, สัญกรณ์เชิงเส้นกำกับ, ตัวอย่าง

File attachments: 

ACM ICPC 2015

Pre-Contest training

File attachments: 

Grad Seminar

Download the slide & related material here

Grad Seminar 2015

File attachments: 
Attachment Size
grad_seminar.pptx 84.27 KB

« Previous Entries